สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน”ให้ทุนเรียนฟรีทายาทเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/416046?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน”ให้ทุนเรียนฟรีทายาทเกษตรกร

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:35 น.
สหกรณ์โคนม,กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

สหกรณ์สานต่อ”อาชีพพระราชทาน” ให้ทุนเรียนฟรีทายาทสมาชิกเลี้ยงโคนม

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ควมตอนหนึ่งว่า

“ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนม มีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนม และมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้สานต่อแนวพระราชดำริโดยหารือร่วมกับสถาบันการศึกษา ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสัตวแพทย์หรือสัตวบาลให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมตั้งแต่ปี 2561 ในการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 99 แห่ง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 36 แห่ง โดยในปี 2563 กรมสงเสริมสหกรณ์ จึงได้ขยายความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้าเรียนต่อ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนคณะสัตวศาสตร์ เพี่อให้ผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าว นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว และเข้าไปทำงานในสหกรณ์โคนมที่พ่อแม่ตนเองสังกัด

       พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มโคนมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของอาชีพการเลี้ยงโคนม ดังนั้น ผู้ที่ได้รับทุนด้านสัตวบาลก็จะสามารถกลับไปสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมของครอบครัวและคอยให้คำแนะนำแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ในพื้นที่ด้วย

             พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวถึงโครงการความร่วมมือทางสถาบันการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมว่าการเลี้ยงโคนมนั้น เป็นอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณจากดอกผลกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีให้กับบุตร หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อจะได้นำความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม กลับมาประกอบอาชีพต่อในฟาร์มโคนมของครอบครัว หรือกลับไปทำงานให้กับสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้าและมีความเข้มแข็งในอนาคต

สำหรับปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรรระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี คือปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม จัดทำกรอบการดำเนินงาน ระเบียบ ขั้นตอนในการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ โดยมีรศ. ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมในการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ณ ห้องประชุมเสรี – สมพร ทรัพยสาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐมด้วย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 55-65 ปี และมีความต้องการที่อยากให้ลูกหลานกลับมา สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันในส่วนของสหกรณ์โคนมก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาส่งเสริมให้กับฟาร์มโคนมของสมาชิก กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนม จำเป็นต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์ เข้ามาสานต่ออาชีพและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต

“ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครขอรับทุนแล้ว 15 ราย และคาดว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากสมาชิกสหกรณ์และลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเป็นอย่างมาก การทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ทุนแก่บุตรหลายสมาชิกสหกรณ์ได้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี เพื่อร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมของภาคสหกรณ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือจะไม่จบแค่ 3 ปีเท่านั้น กรมฯพร้อมจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาและสานต่อโครงการนี้ต่อไปในอนาคตเพื่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ได้มีโอกาสเรียนต่อ และอาจจะมีการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำไปแนะนำแก่สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมต่อไป”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและน่าสนับสนุน ถือว่าเป็นมิติใหม่ในการที่จะส่งเสริมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ได้มีความรู้และเข้าใจอาชีพการทำเกษตรเพิ่มขึ้น โดยทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีทั้งคณะสัตวแพทย์ วิทยาศาสตร์บัณฑิต และสัตวศาสตร์ หากต้องการโควตาเรียนต่อให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ ทางมหาวิทยาลัยพร้อมดูแลให้เป็นพิเศษ และก็เชื่อมั่นว่า ถ้าบุตรหลานของเกษตรกรมาเรียนที่นี่ เราจะดูแลให้เขาจบไปเป็นบัณฑิตที่ดีแล้วกลับไปช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องไม่ใช่เฉพาะครอบครัวเขา แต่รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ในพื้นที่และสมาชิกของสหกรณ์ที่เขาสังกัดอยู่ด้วย

นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามพร้อมให้ความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเท่านั้น แต่พร้อมจะให้ความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องการพัฒนาภาคการเกษตรและส่งเสริมถึงเกษตรกรให้ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมที่มีความประสงค์ขอเข้ารับทุนการศึกษาต่อในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม สามารถสมัครขอรับทุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยคุณสมบัติของผู้ขอรับทุนจะต้องเป็นบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมหรือบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกมีอาชีพเลี้ยงโคนม จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0 2669 4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมฯได้มีข้อกำหนดสำหรับผู้รับทุนดังกล่าว เมื่อจบการศึกษาแล้วจะต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมต้นสังกัด ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจะได้นำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐาน สามารถผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยง โคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป

“ธรรมนัส”มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกินส.ป.ก. 4-01 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415989?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ธรรมนัส”มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกินส.ป.ก. 4-01

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:21 น.
สปก4-01
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

“ธรรมนัส” มอบหนังสืออนุญาตที่ทำกิน ส.ป.ก. 4-01

รมช.กระทรวงเกษตรฯ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่พร้อมมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก. 4-01 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้มีที่ทำกินพร้อมองค์ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ

   ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) มอบแหล่งน้ำไร่นานอกเขตชลประทาน มอบสารชีวภัณฑ์และเมล็ดพันธุ์ผัก แก่เกษตรกร และเป็นสักขีพยานในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายมันสำปะหลังตามคุณภาพผลผลิต ปีการผลิต 2562/63 ระหว่างกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กับ ผู้ประกอบการ ณ แปลงเกษตรกร นางเดือนเพ็ญ เสาศิริ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการเตรียมความพร้อมในการเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกัน รวมทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) โดยในส่วนของพื้นที่เขตดําเนินการปฏิรูปที่ดินอําเภอเทพสถิต มีเนื้อที่ทั้งหมด 337,855 ไร่ ดําเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว26,078 ราย 30,986 แปลง เนื้อที่ 322,122 ไร่ และในวันนี้จะมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรจํานวน 150 ราย 21 แปลง จํานวน 1,905 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่นั้นยังประสบปัญหาภัยแล้ง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ พืชผลราคาตกต่ำ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ดอนภูเขา อีกทั้งปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นต้องเริ่มต้นจากการกระจายสิทธิในที่ดินทํากินให้เกษตรกร การนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาพัฒนาองค์ความรู้ เกิดการรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่ายในการผลิต ยกระดับราคาและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรและเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไป

ร้อยเอก ธรรมนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อประโยชน์และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องเกษตรกร ทางกระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายในการมอบหนังสืออนุญาต ส.ป.ก.4-01 เพื่อให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหากสามารถทำให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

รัฐปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอกเบี้ย 0.01% ช่วยกลุ่มผู้ค้าโค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รัฐปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอกเบี้ย 0.01% ช่วยกลุ่มผู้ค้าโค

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:48 น.
กลุ่มผู้ค้าโค,หมอระวี,รัฐปล่อยกู้,ผู้ประกอบการ,เนื้อชำแหละ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

“หมอระวี” เผย คุยแก้ปัญหาผู้ประกอบการค้าเนื้อชำแหละ เห็นพ้องทุกฝ่าย รัฐ ปล่อยกู้วงเงิน 5 หมื่นล้าน ดอกเบี้ย 0.01% เผยมีมาตรการคุมนำเข้า-ส่งออก ให้เกิดสมดุลรายได้คนเลี้ยง-ราคาต่อผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2563 – นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงปัญหาโคกระบือ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อชำแหละและฟาร์มโคขุนว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมที่มีนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธานได้เชิญตนนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าชำแหละเนื้อขายเข้าร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน สุดท้ายได้ข้อสรุปที่เห็นด้วยกันทุกฝ่าย คือ รัฐบาลสนับสนุนเกษตรไทยให้หันมาเลี้ยงโค โดยรัฐบาลจะให้งบ 50,000 ล้านบาท ผ่าน  ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส.จะให้เกษตรกรกู้อัตราดอกเบี้ย 0.01% เท่านั้น

นพ.ระวี กล่าวว่า เกษตรกรที่จะเลี้ยงโคขุน จะมีบริษัทที่จะมาเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้าในราคามากกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ราคาปัจจุบัน  105 -107 บาทต่อกิโลกรัม ประมาณรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน 8,000 – 10,000 บาทต่อตัว ระยะเวลาขุนโคประมาณ 4 เดือน และจะมีระบบประกันชีวิตโคขุนทุกตัว อัตรา 200 กว่าบาทต่อตัว ถ้าโคขุนเกิดตาย เกษตรกรจะได้รับการชดเชยไม่ขาดทุน รัฐบาลจะคอยควบคุมการนำเข้าและส่งออก โค กระบือให้เหมาะสม อาจจะมีการปิดเปิด เป็นระยะๆ ให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค และราคาเนื้อสำหรับบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ โดยห้ามส่งออกวัวตัวเมียและลูกวัว ,ห้ามส่งออกโคขุนที่น้ำหนักน้อยกว่า 450 กิโลกรัมต่อตัว เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรไทยมากที่สุดก่อนส่งออก ในขั้นต้นรัฐบาลเจรจาส่งโคขุนไปจีน 250,000 ตัว ผ่านพรมแดนลาว ในส่วนของการควบคุมการนำเข้าส่วนมากจะมีการนำเข้าผ่านทางพรมแดนไทย-พม่า โดยวัวนำเข้าส่วนมากจะผอม น้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัมต่อตัว ซึ่งเหมาะที่จะนำเข้ามาให้เกษตรกรไทย มาขุนในประเทศให้ได้น้ำหนักเป็น 450 กิโลกรัมต่อตัว ก่อนส่งออก
“รัฐบาลควบคุม ราคาโค กระบือ ทั้งระบบ โดยให้เป็นการซื้อขายด้วยการชั่งน้ำหนักไม่ใช่วิธีประเมินด้วยสายตาของพ่อค้า เพราะเกษตรกร มักจะเสียเปรียบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ราคานำเข้าโค จากพม่า ประมาณ 80- 90 บาทต่อกิโลกรัม ราคาส่ง 2.ราคาโคขุนที่จะขายในประเทศและส่งออกอย่างน้อย 100 บาทต่อกิโลกรัม 3.ราคาเนื้อชำแหละ ในตลาดสำหรับผู้บริโภคอยู่ในระดับ  250 – 300 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนปัญหา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ปีหน้า ภาษีนำเข้าจาก 0% อาจจะมีผลกระทบต่อการเกษตรไทย ที่เลี้ยงโค หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบ เรียบร้อยแล้วและกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมให้เกษตรกรไทย เลี้ยงโคเนื้อพรีเมี่ยม เพื่อเข้าแข่งขัน กับการนำเข้าเนื้อ จากต่างประเทศ ไว้แล้ว มาตรการทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมเห็นชอบร่วมกันที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงโดยจะไม่มีผลกระทบในราคาเนื้อบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว

หยุดรุกที่…เกษตรที่สูงต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หยุดรุกที่…เกษตรที่สูงต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
โครงการพระราชดำริ,ราชินี,อุทยานแห่งชาติ,คลองวังเจ้า,เกษตรที่สูง,ข่าววันนี้,องคมนตรี,อำเภอคลองลาน
เปิดอ่าน 191 ครั้ง

หยุดรุกที่ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา ต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

10 กุมภาพันธ์ 2563  นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ  

พร้อมคณะที่ปรึกษา เดินทางไปติดตามการดำเนินงานของโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในโครงการฯ จำนวน 300 ชุด โอกาสนี้ได้พบปะเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขา บ้านป่าคา บ้านโละโคะ และบ้านป่าหมาก เพื่อรับทราบชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ

สำหรับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่สูงฯ แห่งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่มีพื้นที่ใดที่ได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการมีการดำเนินงานแบบบูรณา โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรับผิดชอบหลัก นับเป็นโครงการที่มีความสำเร็จจากการพัฒนาที่บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยคุณภาพชีวิตของราษฎรมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พร้อมการฟื้นฟูทรัพยากรป่าประสบความสำเร็จสามารถกลับมาสมบูรณ์ได้อย่างเห็นได้ชัดเจน

จากการเยี่ยมชมภายในพื้นที่โครงการฯ องคมนตรีและคณะ ฯ พบว่าราษฎรส่วนใหญ่ได้ประกอบอาชีพเกษตรแบบผสมผสาน โดยการปลูกพืชผักเมืองหนาวหลากหลายชนิดทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิ ผักกาดขาวใหญ่ คะน้าฮ่องเต้ ซาโยเต้ สตรอว์เบอร์รี เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ซึ่งพืชที่ให้ผลผลิตที่ดีคือ ซาโยเต้ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 96 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนี่ยังมีสตรอว์เบอร์รี ผลผลิตเป็นที่ยอมรับถึงความปลอดภัยจากสารเคมี จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้ชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านป่าคา มีรายได้พอเพียงต่อการดำรงชีพ มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้ปัญหายาเสพติด และการบุกรุกพื้นที่ป่าลดน้อยลง โดยในช่วงปี 2559-2562 พบว่าไม่มีการบุกรุกพื้นป่าในเขตอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าเพิ่มเติม

ส่วนที่เป็นป่าเสื่อมโทรมและที่ราษฎรเคยใช้ทำไร่เลื่อนลอยจะมีการพื้นผืนป่ากลับคืนมา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริบ้านป่าคา เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ โดยมุ่งส่งเสริมอาชีพด้านการทำเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ สิ่งแวดล้อม ให้กับราษฎร ชาวไทยภูเขาบ้านป่าคาและหมู่บ้านบริวาร

องคมนตรีและคณะได้เยี่ยมชมการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าและร่วมสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นในพื้นที่อีกด้วยและเยี่ยมชมแปลงเกษตรตัวอย่างของนายจักรพงษ์ ม้าเจริญตระกูล เกษตรกรบ้านป่าคา คลองลานที่ได้เรียนรู้การทำการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตรจากโครงการและนำมาปรับใช้ในแปลงปลูกของตนเองเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี บนพื้นที่ 6 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ 2 ไร่ ปลูกไม้ยืนต้น เช่น อะโวคาโด แมคคาดีเมีย กาแฟ มะขามป้อม

ส่วนที่เหลือปลูกพืชล้มลุก เช่น มันญี่ปุ่น สตรอว์เบอร์รี มีรายได้จากจำหน่ายกาแฟ ชาเปลือกกาแฟ อาโวคาโด ซาโยเต้ และพืชผักสวนครัวปลอดสาร อาทิ พริก มะเขือ มะเขือเทศ อื่นๆ หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บแสนกว่าบาทต่อปี และคาดว่าหากอาโวคาโดให้ผลผลิตในอีก 2 ปี ข้างหน้า ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง นับว่าสถานีพัฒนาการเกษตรแห่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าอันประเสริฐ ที่ทำให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

องคมนตรีและคณะ ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่จากส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบความคืบหน้าในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งการเตรียมการและแนวทางเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนให้โครงการฯ ได้สนองพระราชดำริเพิ่มมากขึ้น โดยกรมชลประทานได้รายงานถึงความคืบหน้าในการบริหารจัดการน้ำและการเตรียมการเพื่อจัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำและฝายทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำและส่งน้ำสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการฯ และการทำการเกษตรของราษฎรในพื้นที่เป็นการเพิ่มเติมอีกด้วย

เปิดแล้ว”ร้านคิวผักอร่อย”ส่งตรงผักปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแล้ว”ร้านคิวผักอร่อย”ส่งตรงผักปลอดภัย

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ผักปลอดภัย,เกษตร,ผัก,ร้านคิวผักอร่อย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

เปิดแล้ว!!  “ร้านคิวผักอร่อย” ส่งตรงผักปลอดภัย ได้มาตรฐาน จากฟาร์มสู่ครัว ยกระดับผู้บริโภคสู่สังคมมาตรฐานอาหารปลอดภัย

9  กุมภาพันธ์ 2563  นายสมเกียรติ ลำพันแดง แห่งสมเกียรติผักอร่อย ฟาร์มไม่ตั้งใจ สระบุรี เป็น ประธานเปิด “ร้านคิวผักอร่อย” โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน ผู้ก่อตั้งร้านคิวผักอร่อย นางมัณฑิตา วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัทเอ็นดูเฮิร์บ และนายวัชระ สถิตย์พงษ์ ผู้แทนบริษัท HFC จำกัด ร่วมพิธีเปิด ณ ร้านคิวผักอร่อย ถ.ราชพฤษ์ ต.อ้อมเกล็ด อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน กล่าวว่า ร้านคิวผักอร่อย ตั้งขึ้นเพื่อเป็นร้านทางเลือกให้กับผู้บริโภค ได้บริโภคผักปลอดสารพิษจากฟาร์ม รวมทั้งเป็นส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรแก่เกษตรกร และชุมชน มีช่องทางจำหน่ายจากฟาร์มสู่ครัว ซึ่งเราได้รวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตรจากฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน Q และ GAP เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคและประชาชน โดยการคัดเลือกสินค้าเกษตรคุณภาพจะยึดหลัก 4 ประการ คือ 1.ปลอดภัย 2.มีคุณภาพ 3.ได้มาตรฐาน และ4.ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เรามีพันธมิตรสายเกษตรปลอดภัยเข้าร่วมด้วย อาทิ  ผัดปลอดภัยได้มาตรฐาน จากสมเกียรติผักอร่อย ฟาร์มไม่ตั้งใจ สระบุรี ผลิตภัณฑ์ไก่สด ไส้กรอก แบรนด์ฟาร์มสุข จากบริษัท HFC จำกัด  สินค้าเกษตรปลอดภัย บริษัทเอ็นดูเฮิร์บ จำกัด และกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์อีกหลายแห่งเข้าเสริมความหลากหลายของสินค้า

“ร้านคิวผักอร่อย ตั้งใจเปิดให้พ่อบ้านแม่บ้าน และพ่อค้าแม่ค้า สามารถซื้อขายได้ทั้งราคาปลีกและส่ง โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น ของทุกวัน ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้บริโภค และผู้ประกอบการค้า สามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อร่วมกันยกระดับสังคมให้เข้าสู่สังคมมาตรฐานอาหารปลอดภัย จึงอยากฝากร้านคิวผักอร่อยเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย”นายกฤษ กล่าว

นายสมเกียรติ ลำพันแดง กล่าวว่า ฟาร์มไม่ตั้งใจ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน GAP รวมทั้งเป็นจุดรวบรวมสินค้าเกษตรปลอดภัยจากเกษตรกรในพื้นที่จ.สระบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน จากนั้นนำมาเข้าโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP ก่อนจะส่งตรงให้กับผู้บริโภค หรือเครือข่าย เช่น ห้าง Modern Trade กลุ่มตลาดค้าปลีก-ส่ง และ ร้านอาหารชั้นนำ เพื่อเป็นวัตถุดิบ

ทั้งนี้ ร้านคิวผักอร่อย เป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่เราต้องการขยาย สินค้าเกษตรผักปลอดภัย ที่รวบรวมจากเกษตรกร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค และคนในชุมชน เข้าถึงได้ง่าย ได้รับประทานสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย และราคาย่อมเยาว์

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน2

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:11 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

ไม่เหมือนในชนิดที่มีการระบุการใช้โดยเฉพาะชนิดนั้นๆ ด้วยเช่นกัน และจากสิ่งเล็กๆ ของรูปแบบการใช้งานที่เราเห็นเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง ทั้งยังดูเหมือนแค่ไม้ใช้งานในวงแคบๆ กลับยิ่งมีความแตกต่างอย่างโดดเด่นด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่มีอยู่จากเอกลักษณ์

จนให้เป็นที่จดจำด้วยสีสัน และความสามารถในการปรับตัว ที่แม้ไม้ชนิดนี้จะจัดวางในที่จำกัด หรือมีสภาพร่มเงาจากภายในตัวอาคาร หรือมีภาวะแสงจากธรรมชาติไม่พอดี ไม้ชนิดนี้ก็คงยังให้ความสวยงามได้อย่างน่าทึ่ง พร้อมเป็นการแสดงศักยภาพของไม้ชนิดนี้ให้เห็นเมื่อมีการเปรียบเทียบการใช้ที่มีต่อกันกับไม้ชนิดอื่น

ด้วยแก้วกาญจนาที่นับเป็นไม้มีถิ่นกำเนิดในเขตภูมิภาคนี้ จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สอดคล้องต่อการผลิต และรวมไปถึงบริบททางสังคมที่ต่างมีวิถีชีวิตต่อเชื่อมกับพืชชนิดนี้ โดยมีพัฒนาการต่อเนื่องไปเป็นลำดับมา พร้อมกับมีการให้ความสำคัญด้านการปรับปรุงพันธุ์ จนได้ชนิดพันธุ์ที่แยกเป็นกลุ่มประเภท และเพื่อให้มีความเข้าใจจนมีการสื่อสารที่สอดคล้องและเป็นที่ยอมรับต่อกัน โดยมีการจำแนกเพื่อเป็นการจัดกลุ่มตามประโยชน์ของการใช้สอย รวมไปถึงทางด้านการค้า และยังใช้เป็นเกณฑ์ในการแยกประเภทเพื่อการตัดสิน พร้อมการเก็บรางวัลจากการส่งไม้สกุลนี้เข้าประกวดในงานต่างๆ ที่มีการจัดขึ้นมาโดยเฉพาะในแต่ละงาน

แก้วกาญจนา จึงเป็นไม้ที่มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับระบบการตลาดโดยมีการประกวดเป็นราวกับฟันเฟืองหนึ่ง ให้ต่อเชื่อมไปในระบบดั่งเป็นการคัดสรรจากเกษตรกรและระบบอื่นๆ อีกหลายต่อหลายครั้ง จนเกิดจุดเปลี่ยนในมิติเชิงบวกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้ภาพของไม้ชนิดนี้ที่ถูกพัฒนาแบบมีอัตราเร่งจนค่อนข้างมีความชัดเจน ยิ่งมีผลทำให้ไม้ชนิดนี้ที่เรียกได้ว่ามีความสวยโดดเด่นอยู่แล้ว ยิ่งมีศักยภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีความทนทาน และการปลูกเลี้ยงง่ายเติมเข้าไปเสริมจากความสวย แปลก ให้เสริมแทรกไปกับลวดลายและสีสันที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเรียกได้ว่าไม่มีการหยุดนิ่งเลย

และยิ่งทำให้ไม้ประดับที่ชื่อ “แก้วกาญจนา” ได้กลายเป็นอัญมณีเม็ดงามแห่งวงการไม้ประดับไปในที่สุด ที่ไม่ใช่เพียงแค่ได้เริ่มต้นของการปฏิวัติที่เกิดขึ้นกับไม้ประดับสกุลนี้เท่านั้น แต่กลับเต็มคุณค่าที่เกิดจากภูมิปัญญาและยังมีแหล่งข้อมูลความรู้ให้ได้ศึกษาที่ได้ใช้เวลาสั่งสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน เหมือนได้ถ่ายทอดผลงานลงไปในงานศิลป์ที่มีไม้ประดับสกุลนี้ไว้รองรับได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว !

ปลาทอง ยอดฮิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415283?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปลาทอง ยอดฮิต

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:04 น.
ปลาทอง
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com

สวัสดีครับ ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วง ฟิชเลิฟเวอร์กันนะครับ หลังจากที่เราพูดคุยเรื่องของสุนัขและแมวมากันมากพอสมควร เราก็หันมาคุยเรื่องปลากันเ พราะกลุ่มคนรักปลามีเยอะมาก

ปลาทอง ถือว่าเป็นปลายอดนิยมที่คนเลี้ยงปลามือใหม่เลือกเป็นอันดับต้นๆ ไม่แพ้หางนกยูง และปลาสอด แม้จะดูว่าเลี้ยงยากกว่าปลาหางนกยูงและปลาสอดก็ตาม อาจจะเพราะความที่มีรูปร่างอ้วนกลมน่ารัก มีลักษณะเฉพาะตัวที่สวยงาม ที่สำคัญมีชื่อเป็นมงคล วันนี้เราเลยจะมาเอาใจคนรักปลาทองกันบ้างนะครับ

ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ปลาทองพันธุ์ดั้งเดิมมีลักษณะคล้ายปลาไน มีลำตัวยาวและแบนข้าง หัวสั้นกว้าง หางสั้นเหมือนปลาไน จนมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีลักษณะเด่นที่สวยงามมากขึ้น ปลาทองเป็นปลาที่อดทน สามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิด แพร่พันธุ์ได้เร็ว มีสีหลากหลาย บางพันธุ์มีหลากหลายสีในตัวเดียวกัน สามารถอยู่ในตู้กระจกหรือบ่อขนาดเล็กได้ ไม่ต้องอาศัยที่มากในการเลี้ยง

ปัจจุบันมีการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีความสวยงามเพิ่มขึ้นหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่เดิมปลาทองก็มีหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว ทั้งตัวกลม ตัวแบน หัววุ้น ตาโปน ตาลูกโป่ง รวมถึงสีที่หลากหลายและหลากสีในตัวเดียว

การเลี้ยงปลาทอง น้ำที่ใช้เลี้ยงจะเป็นน้ำฝน น้ำบาดาล หรือน้ำประปาก็ได้ แต่ปลาทองจะแพ้น้ำที่มีคลอรีนสูง ถ้าต้องใช้น้ำประปาเลี้ยงควรพักน้ำประมาณ 3-5 วัน และหากเป็นน้ำฝนหรือน้ำบาดาลก็ต้องดูเรื่องคุณภาพน้ำและปริมาณออกซิเจนด้วย

ส่วนปริมาณน้ำที่จะต้องใส่แค่ไหนเป็นสิ่งที่หลายท่านสงสัย ไม่ต้องกังวลครับ ใส่น้ำให้มากเข้าไว้ แต่ที่ต้องระวังคือไม่ควรใส่ของตกแต่งตู้ปลามากเพราะปลาทองเป็นปลาที่ว่ายน้ำตลอดเวลา มีความนุ่มนวล มีรูปร่างและสีสันที่สวยงามน่ามอง จึงไม่ควรใส่อะไรลงไปเพราะจะบาดปลาทำให้บาดเจ็บได้

นอกจากนี้ก็ต้องระวังโรคในปลาที่เราเคยคุยกันไปแล้วเช่น เห็บ หนอนสมอ เป็นต้น ก็จะต้องรีบรักษาให้เร็วเพราะปลาทองเป็นปลาที่มีอายุยืน ถ้าหากเลี้ยงได้เหมาะสมปลาก็จะอายุยืนเป็นสิบปี

สิ่งสำคัญที่จำเป็นมากในการเลี้ยงปลาทองที่จะลืมไม่ได้คือความสะอาดของน้ำ วิธีดูแลความสะอาดง่ายๆ คืออย่าให้อาหารมากเกินไป ควรให้แล้วปลากินหมดในเวลา 10-15 นาที เพื่อไม่ให้อาหารตกค้างเน่าเสีย นอกจากนี้ควรมีการเปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วันครับ เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้เราเลี้ยงปลาทองได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะ ส่วนเรื่องรายละเอียดเฉพาะก็ต้องมาลงรายละเอียดกันเป็นรายๆ ไปครับ เพราะแต่ละกรณีก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน วันนี้หมอก็ต้องขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมปศุสัตว์ครับ

ใครอยากเลี้ยงสัตว์ประเภทไหน หรือมีความสงสัยในเรื่องสัตว์ส่งมาคุยกันนะครับตามอีเมลข้างบนครับ พบกันใหม่เสาร์หน้านะครับ !

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:57 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

ส่องเทคนิค”ซูเปอร์แซนด์วิช””ฝนหลวง”รวมใจสู้ภัยแล้ง

ในตำราศาสตร์ฝนหลวงพระราชทาน มีเทคนิคการทำฝน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งฝนหลวง ได้พระราชทานไว้สำหรับใช้ทำฝนในเมฆเย็นและเมฆอุ่น โดยใช้เครื่องบินประกบก้อนเมฆแบบแซนด์วิช จึงเป็นที่มาของชื่อพระราชทานเทคนิคนี้ว่า “ซูเปอร์แซนด์วิช”

 สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

วิธีการดังกล่าว สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ฉายภาพให้เห็นถึงเทคนิคที่พระบิดาแห่งฝนหลวงพระราชทานไว้เมื่อ 17 เมษายน 2542 เนื่องจากปีนั้นเกิดวิกฤติภัยแล้ง จึงได้มีรับสั่งให้ทำเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิช โดยใช้เครื่องซูเปอร์คิงแอร์ไปปล่อยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ ที่บริเวณยอดเมฆเย็น เพื่อเพิ่มปริมาณและขนาดของเม็ดฝนในเมฆให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น

เทคนิคซูเปอร์แซนด์วิช เป็นการโจมตีเมฆอุ่นในการเพิ่มปริมาณเม็ดน้ำขนาดใหญ่ จากฐานเมฆขึ้นไปถึงส่วนกลางของก้อนเมฆ และโจมตีเมฆเย็น ให้เกิดการเติบโตของเม็ดน้ำแข็งและตกลงมาสลายตัวร่วมกับเม็ดน้ำบริเวณที่เป็นส่วนของเมฆอุ่น ทำให้เม็ดน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น

จากข้อจำกัดในเรื่องจำนวนเครื่องบินซูเปอร์คิงแอร์และการขาดแคลนนักบินที่ต้องมีความชำนาญสูง ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ ได้ร่วมมือกับกองทัพอากาศในการพัฒนาพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ และจรวดฝนหลวง สำหรับติดตั้งในเครื่องบินชนิดอัลฟ่าเจ็ตของกองทัพอากาศ ขึ้นไปยิงใส่ที่ยอดเมฆเย็น โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ให้กองทัพอากาศผลิตให้ปีละประมาณ 1,000 นัด

           ปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เล่าเสริมว่า เหตุการณ์ ณ วันที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชนั้น เกิดปัญหาวิกฤติภัยแล้งในปี 2542 ซึ่งทำให้ในปีนั้นสามารถพ้นวิกฤติภัยแล้งไปได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ สำหรับเมฆเย็นมักจะเกิดในช่วงเปลี่ยนฤดูในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หรือช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ซึ่งเมฆเย็นจะมีความสูงระดับ 20,000 ฟุต อุณหภูมิในเมฆต่ำกว่า -8 ถึง -10 องศาเซลเซียส นักบินต้องบินเข้าชนยอดเมฆเพื่อเข้าไปโปรยสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ ดังนั้นนักบินต้องชำนาญมาก และไม่ใช่นักบินทุกคนจะบินเครื่องนี้ได้ ต้องมีการฝึกการบินเครื่องซูเปอร์คิงแอร์จนชำนาญ ปัจจุบันมีเครื่องบินซูเปอร์คิงแอร์ 2 ลำ

“นักบินต้องมีความชำนาญมาก เนื่องจากการบินโจมตีเมฆเย็นที่ยอดเมฆในระดับความสูง 20,000 ฟุตนั้นต้องบินเข้าด้วยความเร็วและเพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ซึ่งบางครั้งไม่ถึง 5 วินาทีด้วยความแปรปรวนของอุณหภูมิในใจกลางเมฆเย็น ที่มีอุณหภูมิติดลบไม่ถึง 5 วินาที ก็พบว่ามีน้ำแข็งเริ่มจับปีกเครื่องบิน ต้องรีบออกจากกลุ่มเมฆ เป็นการบินที่ค่อนข้างเสี่ยง นักบินต้องเก่งและชำนาญมากในการเข้าโจมตียอดเมฆ นักบินต้องเลี่ยงโจมตีเฉี่ยวที่บ่าของเมฆแทน  ซึ่งบ่าเมฆจะอยู่ที่ตำแหน่งเหมือนบ่าของคน”

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามี พ.ต.อุตส่าห์ มีสุขเสมอ หรือครูอุตส่าห์ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว แต่กรมฝนหลวงฯ ได้จ้างเป็นครูสอนนักบิน ดังนั้นความร่วมมือของกรมฝนหลวงฯ และกองทัพอากาศ ที่พัฒนาจรวดฝนหลวงเพื่อติดตั้งที่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ตของกองทัพอากาศขึ้นไปยิงเข้าที่ยอดเมฆ จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยได้มาก มาทดแทนการเข้าบินโจมตีที่ยอดเมฆได้ โดยเฉพาะในการสลายพายุลูกเห็บที่เกิดจากเมฆเย็น ที่ต้องช่วงชิงกับสภาพอากาศ อีกทั้งสอดคล้องกับหลักนิรภัยการบิน

รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ย้ำด้วยว่า ในแต่ละปีโอกาสที่จะทำเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชไม่ค่อยมี เนื่องจากโอกาสที่เมฆสองชนิดจะมาอยู่ด้วยกันน้อยมาก แต่ก็พบว่าในการบินทำฝนในเมฆอุ่น บางครั้งหากเมฆเหล่านั้นยังไม่ตาย ซึ่งเป็นศัพท์ที่กรมฝนหลวงฯ ใช้เรียกเมฆที่แม้ว่าตกเป็นฝนแล้วแต่ยังสามารถพัฒนาตัวต่อได้อีกจนยอดเมฆสูง 20,000 ฟุต ก็จะใช้การโจมตีด้วยเทคนิคซูเปอร์แซนด์วิชเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝน

ศาสตร์พระราชาฝนหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ “พระบิดาแห่งฝนหลวง” พระราชทานแก่คนไทยอย่างแท้จริง พระองค์ทรงค้นคว้าศึกษาเพื่อสามารถทำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ให้รอดพ้นจากภัยแล้ง

จะไม่ยอมเสียแชมป์ เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิทวงคืนอันดับหนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จะไม่ยอมเสียแชมป์ เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิทวงคืนอันดับหนึ่ง

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:08 น.
ข้าวหอมมะลิโลก,ข้าวไทย,เกษตรกร,แชมป์,ประภัตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เร่งระดมสมองหวังพัฒนาศักยภาพข้าวไทยทุกมิติ ทวงคืนหลังเสียแชมป์ส่งออก3ปี ยังตกอันดับประกวดข้าวหอมมะลิโลก เตือนชาวนา ยืดเวลาปลูกข้าวรอบใหม่ รอฝนมาค่อยลงมือปลูก ระบุเร่งหาอาชีพเสริม ช่วงแล้งอีก4เดือน  ฝนมาล่าช้า น้ำต้นทุนน้อย

8 กุมภาพันธ์ 2563  นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมหารือแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าว ระหว่าง กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และผู้แทนผู้ประกอบการ  

มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับตลาดการส่งออกข้าวไทย รวมทั้งแผนการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และแผนการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาด  รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้าวและชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสะท้อนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และชาวนาคืออาชีพที่ทรงคุณค่าของประเทศ

ผลการประชุมหารือในวันนี้จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับการค้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งออกข้าว เนื่องจากเป็นการหารือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสถานการณ์ข้าวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันในระดับโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากในหลายประเทศที่เคยนำเข้าข้าวจากไทย สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าว จนสามารถปลูกและส่งออกได้ในปัจจุบัน จึงทำให้ไทยมีคู่แข่งด้านการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากอดีตมาก และข้าวไทยมีราคาขายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีฐานลูกค้าเดิมที่เหนียวแน่นในหลายประเทศ เนื่องจากข้าวไทยมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพ โดยในแต่ละประเทศจะมีความนิยมพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา จะนิยมข้าวพื้นแข็ง และประเทศในทวีปเอเชียจะนิยมข้าวพื้นนุ่ม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำเข้าข้าวของประเทศต่าง ๆ คือ ราคาถูก และตามด้วยคุณภาพข้าว

ดังนั้นจึงถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องระดมสมอง วางแนวทางเพื่อพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อการแข่งขัน โดยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการตลาด มุ่งเน้นความสำคัญในการรักษาคุณภาพข้าวควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกข้าวไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ปัญหาที่ผ่านมาไทยยังเสียแชมป์ในการส่งออกข้าวมา3ปี และตกอันดับที่หนึ่งในการแข่งขันประกวดข้าวหอมมะลิโลก เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพข้าวไทยในทุกมิติ

นายประภัตร์บอกอึกว่าในส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง จะยาวนานอย่างไร และส่งผลกระทบกับผลผลิตข้าว ลดลงเท่าไหร่ ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นหรือไม่ นั้นขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกคนต้องตระหนักใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย ต้องจำกัดไว้กินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องลงทำความเข้าใจกับชาวนาชาวไร่ ให้ยืดเวลาการลงมือเพาะปลูกออกไปก่อนจนกว่าจะเข้าหน้าฝนจริงๆจะไม่เสี่ยงเสียหาย ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูฝนจะมาล่าช้า อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงไปถึงเดือนก.ค.

นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรมาก ช่วง 4 เดือนนี้ให้เร่งรัดหาอาชีพเสริม โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ปล่อยสินเชื่อ 5 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำล้านละ100บาท ในโครงการเกษตรสร้างชาติ มีการส่งเสริมทั้งปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ ประมง เพื่อช่วยชาวนาชาวไร่ มีรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพียงพอเลี้ยงครอบครัว รวมทั้ง นายกฯให้งบขุดบ่อบาดาล 2 พันล้านบาท ในพื้นที่ที่น้ำไม่พอ ซึ่งก่อนที่ชาวนาจะเพาะปลูกรอบใหม่ให้คิดให้ดีก่อน รอฝนตกต้องตามฤดูกาลจึงปลูกข้าว

“อย่าประมาท”เตือนเคร่งครัดคำแนะนำองค์การอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อย่าประมาท”เตือนเคร่งครัดคำแนะนำองค์การอนามัยโลก

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไข้หวัดนก,กรมปศุสัตว์,มกอช,ข่วววันนี้,จีน,ฟาร์มไก่,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 207 ครั้ง

มกอช.เตือนกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกรักษาสุขอนามัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หลังพบเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ในฟาร์มไก่ทางตอนใต้มณฑลหูหนานในจีน

8 กุมภาพันธ์ 2563 ปศุสัตว์ยืนยัน ไม่พบการเกิดโรคในไทยมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ย้ำให้เกษตรกรควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มอย่างเคร่งครัด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่เข้าตรวจสอบทันที

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งเตือนกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก ให้ทำตามคำแนะนำใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลังพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง H5N1 บริเวณตอนใต้ของมณฑลหูหนานในจีน ซึ่งทางการจีนได้ทำลายไก่ไปแล้วกว่า 17,828 ตัว เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ

โดยยังไม่มีรายงานการติดเชื้อ H5N1 ในมนุษย์จากการระบาดครั้งนี้ การระบาดครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้นปลายปี 2562 ในสหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้ยังพบการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น WHO จึงแนะนำหลักเกณฑ์การปฏิบัติแก่กลุ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงได้แก่ เจ้าหน้าที่ภายในฟาร์ม สัตวแพทย์ และผู้เชือด ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน และรักษาสุขอนามัยให้ดี ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นควรลงทะเบียนกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมติดตามข้อมูลสุขภาพ หากพบบุคคลแสดงอาการป่วยควรเข้ารับการรักษาทันที

สำหรับมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัส/ใกล้ชิดกับสัตว์ปีกป่วย/ตายโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าว และหากพบสัตว์ปีกแสดงอาการป่วย/ตายควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าสัมผัสสัตว์ปีกป่วย/ตายด้วยมือเปล่า หากจะจัดการสัตว์ปีกดังกล่าวควรสวมถุงมือหรือถุงพลาสติก

จากนั้นล้างมือด้วยสบู่และยาฆ่าเชื้อหลังเสร็จสิ้น ควรติดตามด้านความปลอดภัยของอาหารและทำตามมาตรการสุขลักษณะของอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามหลัก 5 ประการสู่ความปลอดภัยอาหาร (Five keys to safer food) ของ WHO ทั้งนี้จากข้อมูลของ WHO โรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง H5N1 แม้จะสามารถติดต่อในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่พบความชัดเจนในการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อหรืออยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรงซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 455 คน จากการระบาดในปี 2546

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ไทยปลอดโรคไข้หวัดนกมากว่า 10 ปีแล้ว จากการเฝ้าระวังโรคและส่งเสริมให้ฟาร์มปฏิบัติตามระบบป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด  แต่เพื่อป้องกันโรคที่อาจแพร่ระบาดเข้ามายังประเทศไทย จึงยังคงชะลอมาตรการนำเข้าสัตว์ปีก ซากสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกจากจีน พร้อมทั้งสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดเพิ่มมาตรการควบคุมป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก

โดยออกให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติหรือมีอาการต้องสงสัยคล้ายอการโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที

อธิบดีกรมปศุสัตว์ย้ำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบกรมปศุสัตว์ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกต้องมีผลการตรวจรับรองโรคระบาดและใบอนุญาตการเคลื่อนย้ายสัตว์ทุกครั้งหากพบหรือสงสัยว่ามีโรคในพื้นที่ กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการลักลอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามท่าอากาศยานและแนวชายแดน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในบริเวณจุดผ่านแดน

“สั่งการให้ดำเนินการตามแผนเฝ้าระวังควบคุมโรคที่กำหนดไว้ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกในระดับจังหวัดและระดับอำเภอจัดประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนการควบคุมโรคทันที หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 096-301-1946 หรือแจ้งผ่าน Application : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว