สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415330?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร”

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:46 น.
สกสว
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

  สกสว. ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดเวทีเสวนา “ทิศทางการจัดการทรัพยากร ดิน-ป่า-น้ำ ภายใต้กฎหมายที่เปลี่ยนแปลง”

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีสัมมนา “ทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้และน้ำ ภายใต้กฎหมายที่เปลี่ยนแปลง” โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ( Land Policy Study Forum ) ณ โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี

โอกาสนี้ รศ.ดร.เรณู สุขารมณ์ ผู้อำนวยการภารกิจการจัดการโครงการที่กำลังดำเนินการ สกสว. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยกฎหมายและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ล้วนมีผลต่อทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย ทาง สกสว.

โดยศูนย์ประสานการศึกษานโยบายที่ดิน ( Land Policy Study Forum ) จึงจัดให้มีการสัมมนาในวันนี้ เป็นการระดมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำ โดยบทบาทใหม่ของ สกสว. ในฐานะหน่วยงานจัดสรรงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะนำข้อมูลสรุปการสัมมนาในวันนี้ไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนด้านการวิจัยของประเทศต่อไป

ทางด้าน นายวีระยุทธ วรรณเลิศสกุล ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน จึงการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ประกอบด้วย 4 หลักการคือ 1.เป็นชุมชนเดิมในเขตป่าอนุรักษ์ 2.ไม่มีการจัดการที่ดินให้บุคคลภายนอกพื้นที่ 3.มีการกำหนดแนวเขตที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน 4.เป็นการให้สิทธิทำกิน ไม่ให้เอกสารสิทธิ์

นอกจากนี้ภายในงานเสวนายังมีการนำเสนอกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชุมชน ,กฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, กฎหมายราชพัสดุ เป็นต้น ต่อจากนี้ทางคณะผู้ทำงานจะร่วมกันหารือถึงแนวทางการบูรณาการสร้างเครือข่ายผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ดิน ป่าและน้ำ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรของชาติที่ฝังรากลึกมานาน

หวัดนกรุนแรงระบาดจีนปศุสัตว์ปูพรมฉีดฆ่าเชื้อชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หวัดนกรุนแรงระบาดจีนปศุสัตว์ปูพรมฉีดฆ่าเชื้อชายแดน

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไข้หวัดนก,กรมปศุสัตว์,ไก่,ฟาร์มไก่,จีน,ระบาด,ฉีดยาฆ่าเชื้อ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

ปศุสัตว์ ระดมป้องกันพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวชายแดน อย่างเข้มงวด เฝ้าระวังเชื้อโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง ระบาดเข้าไทย ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกทุกชนิดจากจีน

7 กุมภาพันธ์ 2563  กำชับปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศให้คำแนะนำป้องกันโรคแก่ฟาร์มต่างๆ ปูพรมฉีดยาฆ่าเชื้อทุกด่านและพื้นที่เสี่ยง เตือนเกษตรกรหากสัตว์ป่วยตายผิดปกติรีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที

 อ่านข่าว-ไวรัสหวัดนก H5N1 ระบาดในฟาร์มหูหนานติดกับหูเป่ย

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานพบเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง สายพันธุ์ H5N1 ระบาดในฟาร์มไก่ที่เมืองเชาหยาง มณฑลหูหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วงต้นเดือนก.พ.ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจีน กำจัดไก่ไปแล้ว กว่า1.7 หมื่นตัว กรมปศุสัตว์จึงเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจแพร่ระบาดเข้ามายังประเทศไทยอย่างเข้มงวด

โดยยังคงชะลอมาตรการนำเข้าสัตว์ปีก ซากสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกจากจีน พร้อมทั้งสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดเพิ่มมาตรการควบคุมป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก จัดเจ้าหน้าที่และเครือข่ายลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในทุกหลังคาเรือน

พร้อมทั้งฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง หากพบว่า มีสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติสงสัยให้แจ้งปศุสัตว์อำเภอเพื่อดำเนินการตามแผนเฝ้าระวังควบคุมโรคที่กำหนดไว้ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกในระดับจังหวัดและระดับอำเภอจัดประชุมติดตามสถานการณ์และวางแผนการควบคุมโรคทันที

ทั้งนี้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบกรมปศุสัตว์ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกต้องมีผลการตรวจรับรองโรคระบาดและใบอนุญาตการเคลื่อนย้ายสัตว์ทุกครั้งหากพบหรือสงสัยว่ามีโรคในพื้นที่ กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการลักลอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามท่าอากาศยานและแนวชายแดน ให้เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในบริเวณจุดผ่านแดน ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านการเลี้ยง การจัดการ และการป้องกันโรคในสัตว์ปีกขอความร่วมมือให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเพิ่มความเข้มงวดระบบป้องกันโรคของฟาร์ม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า การป้องกันที่ดีถือเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี จากการที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วประเทศจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการต้องสงสัยคล้ายอาการโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

“สั่งการให้เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด อีกทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารอย่างเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที  เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 096-301-1946 หรือแจ้งผ่าน Application : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

นายกฯนั่งหัวโต๊ะติดตามแผนแก้แล้ง’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415291?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นายกฯนั่งหัวโต๊ะติดตามแผนแก้แล้ง’63

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 18:22 น.
สทนช
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

นายกฯนั่งหัวโต๊ะติดตามแผนแก้แล้ง’63

6 ก.พ.63 – พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและรับทราบผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งของหน่วยงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้กล่าวรายงานถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมในปัจจุบัน

พร้อมความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แล้ง โดยได้มอบหมายสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ บูรณาการติดตาม สถานการณ์ อย่างใกล้ชิด และระดมเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รวมถึงการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่ของประเทศ จะไม่มีการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งปีนี้ รวมถึงต้องมีการเตรียมการหาพื้นที่เก็บกักน้ำในฤดูฝนที่จะถึงเพื่อให้เพียงพอใช้ในฤดูแล้งปีถัดไป โดยให้ สทนช.รวบรวมและกลั่นกรองแผนงานโครงการเร่งด่วน ประเภทเก็บกักน้ำที่สามารถดำเนินการได้เสร็จทันรับน้ำในฤดูฝนปีนี้

         ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์แล้งที่อาจส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชน และร่วมบูรณาการลงพื้นที่ติดตามสำรวจให้ความช่วยเหลือทุกพื้นที่ประสบภัยให้ครอบคลุม ทั่วถึง และเกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด รวมถึงเร่งจัดหาน้ำ จูงน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้ เพื่อใช้ในฤดูแล้งถัดไปด้วย

ซึ่งการประชุมในวันนี้นอกจากนายกรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำแล้งปี2562/63หน่วยงานต่าง ๆ บูรณาการการทำงานร่วมกันภายในกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ20ปีแล้ว สทนช. ยังได้เสนอต่อที่ประชุมพิจารณาแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี2563ซึ่ง สทนช. ได้ดำเนินการคัดกรองโครงการตามลำดับความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่มีความพร้อม และสามารถจะดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ2563ตามมติคณะรัฐมนตรี7ม.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากผลการรวบรวมเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่ตรงตามหลักเกณฑ์ จำนวนกว่า3,000โครงการ สามารถเพิ่มน้ำต้นทุนได้781ล้าน ลบ.ม. และในจำนวนนี้แบ่งเป็นโครงการเร่งด่วนในพื้นที่ประกาศภัยแล้ง18จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน511โครงการ เพิ่มน้ำต้นทุนได้129ล้าน ลบ.ม. ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว

สำหรับโครงการเร่งด่วนที่ผ่านการคัดกรองเป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้ง มุ่งเน้นการเก็บกักน้ำเพื่อเตรียมรับมือช่วงฤดูฝนที่จะมาถึง ส่งเสริมให้เกิดการสร้างอาชีพ รายได้ และการจ้างแรงงานให้กับประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก แบ่งประเภทโครงการออกเป็น4ประเภท ประกอบด้วย1)ขุดลอกและปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม ได้แก่ บึง กุด หนองน้ำธรรมชาติ อาคารแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่เดิม งานปรับปรุงอาคารและองค์ประกอบ หรือโครงการที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเก็บกักน้ำ2)ขุดแหล่งเก็บน้ำใหม่ ได้แก่ การขุดสระน้ำหรือแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่สาธารณะ หรือแก้มลิง ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันในส่วนรวม3)ฝายชะลอน้ำ ในพื้นที่ป่าต้นน้ำหรือป่าเสื่อมโทรม และ4)ขุดบ่อบาดาล

“ขณะนี้ สทนช. ได้ประสานงานผ่านกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ส่วนราชการระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำเสนอแผนงานโครงการที่เป็นความต้องการของชุมชนเสนอเข้ามาเพิ่มเติมภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายในวันที่11กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อรวมรวบแผนงานโครงการทั้งหมดเสนอต่อ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงาน/โครงการ แล้วจึงเสนอสำนักงบประมาณพิจารณาในระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้ขั้นตอนการดำเนินงานโครงการข้างต้นแล้วเสร็จภายใน30มิถุนายนนี้ตามเป้าหมาย” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ซีพีเอฟ จับมือ WWS ยกระดับการเลี้ยงโคไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415058?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ซีพีเอฟ จับมือ WWS ยกระดับการเลี้ยงโคไทย

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:15 น.
ซีพีเอฟ,จับมือ WWS,บริษัทชั้นนำ,ระดับโลก,ยกระดับ,การเลี้ยงโคไทย,น้ำเชื้อ,โคนม,โคเนื้อ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ซีพีเอฟ ร่วมกับ World Wide Sires บริษัทชั้นนำด้านน้ำเชื้อโคของโลก บ.ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด และ บ.แอนเทลลิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด นำน้ำเชื้อโคนม โคเนื้อ ที่โดดเด่นด้านพันธุกรรม และเทคโนโลยีระบบดิจิตัล ยกระดับการเลี้ยงโคไทย

 นายพูนศักดิ์ ทองพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารกิจการอาหารโค ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟในฐานะที่เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ของโลก จับมือกับองค์กรเบอร์ 1 ของโลกด้านน้ำเชื้อโค อย่าง World Wide Sires หรือ WWS และผู้นำด้านเทคโนโลยีของไทยอย่าง ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ที่ได้นำเทคโนโลยีการจับสัดดิจิตัล ของ Allflex จะช่วยให้เราข้ามผ่านขีดจำกัดต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนม ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย อาหารดี สายพันธุ์ดี การจัดการดี รวมทั้งการนำเทคโนโลยีทันสมัย และนวัตกรรมระดับโลก ทั้งน้ำเชื้อคุณภาพจาก WWS และเทคโนโลยีจับสัดจากทรูดิจิตัลกรุ๊ป มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเลี้ยงโค ในการแจ้งเตือนภาวะการเป็นสัด คำนวณช่วงเวลาการผสมติด รวมทั้งการติดตามปัญหาด้านสุขภาพของโค

จากการตรวจวัดพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของโค ช่วยลดเวลาในการบริการจัดการฟาร์ม ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และช่วยให้เกษตรกรโคนมรุ่นใหม่ที่สนใจทำฟาร์มโคนม มีตัวช่วยมากขึ้น ขยายฟาร์มได้อย่างรวดเร็ว มีเวลาเพื่อไปบริหารจัดการงานในส่วนอื่นๆ ได้มากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มการให้บริการในรูปแบบสมาชิก เป็นครั้งแรก เปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลกที่เป็นประโยชน์

“ปัจจุบันเรากำลังทดลองระบบนี้ที่ฟาร์มวังม่วง ซึ่งเป็นฟาร์มในเครือซีพีเอฟ และเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้สู่เกษตรกรลูกค้าอาหารโคของเราต่อไป” นายพูนศักดิ์ กล่าว

 นายสก๊อต รูบี้ (Mr. Scott Ruby) รองกรรมการผู้จัดการด้านขายและการตลาด World Wide Sires (WWS) บริษัทน้ำเชื้อระดับโลก กล่าวว่า พร้อมจะนำความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ มอบให้เกษตรกรโคไทย และร่วมมือกับ CPF ซึ่งเป็นบริษัทฯ ที่มีความพร้อมทั้งบุคลากร ความรู้ความชำนาญ และยังใกล้ชิดกับเกษตรกรโค โดยมีความเป้าหมายที่สอดคล้องกัน คือการส่งมอบความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

 นายอริญชย์ พฤกษานุศักดิ์ ธุรกิจไอโอทีและดิจิทัลโซลูชัน บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทรู ผนึกกำลังพันธมิตรกับ AllFlex (ออลเฟล็กซ์) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาดิจิทัลโซลูชั่นด้านการเกษตรที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการฟาร์มปศุสัตว์ในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตัวโซลูชั่นติดตามพฤติกรรมปศุสัตว์ครั้งแรกในประเทศไทยสำหรับเกษตรกรและผู้ทำฟาร์มโค โดยสามารถติดตามสุขภาพโคและปศุสัตว์ ตรวจสอบและแสดงผลสุขภาพด้านต่างๆ ของโค อาทิ รอบการผสมพันธุ์ รูปแบบการเคี้ยว อารมณ์ของวัว เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับ ซีพีเอฟ นำร่องการใช้งานโซลูชั่นดังกล่าว เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรได้ศึกษาและนำไปใช้ในฟาร์มโคทั่วประเทศ ช่วยให้เจ้าของฟาร์มสามารถวางแผนกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยํา เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตนมโคให้มีมาตรฐานมากขึ้นสำหรับโซลูชันติดตามพฤติกรรมปศุสัตว์ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture) ซึ่ง ซีพีเอฟ และทรูดิจิตัล กรุ๊ป ที่ได้ร่วมกันพัฒนาการให้บริการในรูปแบบสมาชิก (Subscription Model) เป็นรายแรกของไทย เพื่อช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพฟาร์ม เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน ทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรไทยได้อย่างตรงจุด เพื่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมฟาร์มโคของประเทศไทยในระยะยาว

 นายเอเนอร์ ยาคอบบิ (Mr.Aner Yacobi) ผู้จัดการพื้นที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท แอนเทลลิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ออลเฟล็กซ์) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ซึ่งมีบริการด้านไอโอทีและดิจิทัลโซลูชันที่ครบวงจร นำดิจิทัลโซลูชันด้านการบริหารจัดการปศุสัตว์ เป็นกุญแจสำคัญช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และความท้าทายที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในปัจจุบัน.

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2563

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
ศูนย์วิจัย ธกส,ราคาสินค้าเกษตร,เดือน กพ2563,ข้าวเปลือกเจ้า,ข้าวเปลือกหอมมะลิ,ข้าวเปลือกเหนียว,ยางพาราแผ่นดิบ,ปาล์มน้ำมัน,สุกร,ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,น้ำตาลทรายดิบ,ข่าววันนี้,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือน ก.พ.63 ทั้งข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว ยางพาราแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน และสุกร แนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง แนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

 นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 7,764-8,466 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.52-9.61 เนื่องจากภาวะภัยแล้งทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในการผลิตข้าวนาปรังรอบแรกและรอบที่สอง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปรังทั้งปี อยู่ที่ 4.814 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงมากถึงร้อยละ 32.86 เมื่อเทียบกับปีก่อน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร

   ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 13,790-13,939 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.09-1.18 เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2562 ทำให้ไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด ประกอบกับภาวะภัยแล้งส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความกังวลในช่วงครึ่งปีหลัง จึงมีการเก็บสต็อกเพิ่มขึ้น

ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 14,269-14,705 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.87-3.96 เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดก่อนหน้านี้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก อีกทั้ง ภาวะภัยแล้งทำให้ข้าวเปลือกเหนียวนาปรังออกสู่ตลาดลดลง

  ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 39.36-39.45 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.37-1.57 เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นความต้องการใช้ยางพารา เพื่อยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้น โดยมีเป้าหมายใช้ทำถนนและแปรรูปเป็นสินค้า อาทิ หมอน ถุงมือ และรองเท้า รวมทั้งมีการส่งมอบหมอนยางพาราให้กับประเทศตุรกี

ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 6.80-7.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.76 – 7.36 เนื่องจากความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10  และสุกร ราคาอยู่ที่ 69.00 – 75.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 2.69 – 11.62 เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้สุกรเติบโตช้า ปริมาณสุกรในตลาดจึงลดลง ประกอบกับการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนสุกรจากปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF)

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 7.70-7.78 บาท/กก. ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50-1.50 เนื่องจากภัยแล้งส่งผลให้คุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ได้วางแผนสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และนำเข้าวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อรองรับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย จึงทำให้ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 14.32-14.40 เซนต์/ปอนด์ (9.78-9.83 บาท/กก.) ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.00-1.50 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ทำให้บราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ มีแนวโน้มปรับลดสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับลดลง

  มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.90-1.95 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.51 – 3.06 เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ประกอบกับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนได้รับผลกระทบระยะสั้นจากโรคระบาดไวรัสโคโรนา

 กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 140.00 – 147.00 บาท/กก. ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนร้อยละ 0.65 – 5.40 เนื่องจากผลผลิตกุ้งทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กุ้งไทยสูญเสียโอกาสด้านการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ส่งผลกระทบให้การส่งออกลดลง

เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้บวกกำไรเพิ่ม 30% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้บวกกำไรเพิ่ม 30%

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
ผลไม้,ตะวันออก,เกษตร,ทุเรียน,จีน,ส่งออก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เกษตรฯ กำหนดแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 ต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม มุ่งเป้าเกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่าทุนพร้อมบวกกำไรเพิ่ม 30%

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563

โดยมุ่งเน้นว่าจะต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจนเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง มีหลักการทำงาน คือ 1) การบริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านไม้ผล

2) การบริหารจัดการเชิงปริมาณ ปรับสมดุลข้อมูลของอุปสงค์และอุปทาน โดยกระทรวงเกษตรฯ ชี้เป้าการผลิตให้ชัดเจน โดยจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต (Supply) ส่วนกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิต โดยจัดทำข้อมูลความต้องการทางการตลาด (Demand) ตลอดจน คพจ. ปรับสมดุลข้อมูลของอุปทานและอุปสงค์และจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับปริมาณผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลผลิตออกมาก ซึ่งมุ่งหวังให้เกษตรกรยังสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

มีราคามาตรฐานที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า ต้นทุน + กำไร 30% มาตรการจะจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการเชิงรุก มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP, มกษ. สถานประกอบการ (ล้ง) ผ่านการรับรอง GMP และกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มีความคล่องตัว การผลักดันการส่งออก การเปิดตลาดต่างประเทศแห่งใหม่ เช่น อินเดีย ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

3. การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน ทั้งกลไกปกติ และมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดผลผลิตส่วนเกินในช่วง peak โดยเฉพาะทุเรียนต้องเตรียมแผนรองรับการส่งออกไปจีน ซึ่งเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จะต้องวางแผนการกระจายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การแปรรูป การแช่แข็ง รวมถึงประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จนสิ้นสุดฤดูกาล
นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีการรายงานคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2563 ณ วันที่ 24 ม.ค.63 ดังนี้ ลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผลผลิตรวม 699,815 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 74,48979,436 ตัน หรือร้อยละ 13.75 12.80 โดยแยกเป็นลำไยในฤดู 439,850 ตัน ลำไยนอกฤดู 259,965 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน ส.ค.

ส่วนลิ้นจี่มีผลผลิตรวม 33,873 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 11,783  ตัน หรือร้อยละ 53.34 ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน พ.ค. สำหรับการคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี 63 (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) ผลผลิตทุเรียนรวม 599,708 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 104,165 ตัน หรือ ร้อยละ 21.02 ผลผลิตมังคุดรวม 204,745 ตัน เพิ่มขึ้น 25,135 ตัน หรือร้อยละ 13.99 ผลผลิตเงาะรวม 224,390 ตัน เพิ่มขึ้น 33,301 ตัน หรือร้อยละ 17.43 และผลผลิตลองกองรวม 24,173 เพิ่มขึ้น 3,880 ตัน หรือร้อยละ 19.12 โดยทุเรียนจะออกมากช่วงเดือน เม.ย. ต่อเนื่องถึง พ.ค.63 ซึ่งจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2564 – 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565 – 2570) มีสาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พ.ศ. 2565 – 2570 ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล และยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร

มหาศาล ! ทุ่มกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มแหล่งน้ำทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มหาศาล ! ทุ่มกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มแหล่งน้ำทั่วประเทศ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
แก้มลิง,น้ำ,กรมชลประทาน,ข่าววันนี้,แล้ง
เปิดอ่าน 496 ครั้ง

รมว. เกษตรฯ สั่งกรมชลประทานเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำทั่วประเทศ แก้ปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ทุ่มงบกว่า2.4หมื่นล้าน

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2563 และ 2564 นี้มีนโยบายให้กรมชลประทานเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำทั่วประเทศ 

อ่านข่าว  แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฤดูกาลผันผวน โดยในปีที่ผ่านมาเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน แล้วกลับมีฝนตกหนักจนน้ำท่วม ดังนั้นหากมีพื้นที่เก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นจะบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งและอุทกภัยได้มาก

โดยในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ ตั้งงบประมาณไว้ 24,351 ล้านบาทเพื่อจัดทำแก้มลิงใน 30 จังหวัด 75 โครงการ พัฒนาแหล่งน้ำ 64 จังหวัด 341 โครงการ ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ 53 จังหวัด 392 โครงการ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 24 จังหวัด 49 โครงการ รวมถึงขุดบ่อน้ำในไร่นาพื้นที่นอกเขตชลประทาน 66 จังหวัด 40,000 บ่อ

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กรมชลประทานทำแผนที่แหล่งน้ำ โดยสำรวจว่า มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝาย และแก้มลิงที่อายุ 20 ปีขึ้นไปอยู่ที่ใดบ้าง จากนั้นจะตรวจสอบว่า ที่ได้ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปบริหารจัดการนั้น ที่ใดขาดศักยภาพในการดูแลจนทำให้ตื้นเขินหรือชำรุดบ้างซึ่งจะได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นว่า จะส่งคืนให้กรมชลประทานดูแลหรือไม่เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ปศุสัตว์ยืนยันไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปศุสัตว์ยืนยันไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไวรัสโคโรน่า,กรมปศุสัตว์,เชื้อ,ระบาด,สัตว์,ค้างคาว,ข่าววันนี้,ข่าวด่วน,ออนไลน์,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุไทยไม่เคยพบโรคติดต่อที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ ยันเฝ้าระวัง ป้องกันโรคบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวตลอดเวลา เกษตรกรไม่ต้องกังวล เตรียมห้องปฏิบัติไว้พร้อมหากพบสัตว์มีอาการต้องสงสัย ตรวจเชื้อได้แม่นยำ

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้จัดทำแผนการรับสถานการณ์โรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 23/2563

อ่านข่าว “ผวา”หวัดนกยังชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากจีน

ปศุสัตว์ เอาอยู่ ป้องกันอหิวาต์หมูลามเข้าไทย

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ลงวันที่ 28 ม.ค. 2563 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ บูรณาการระหว่างหน่วยงาน จัดระบบการประสานงาน สนับสนุนการเตรียมความพร้อม รวมทั้งกำกับติดตามผลการดำเนินงาน

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังโรคที่เกิดจากค้างคาวซึ่งเริ่มตั้งแต่มีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ในประเทศมาเลเซียในปี 2541 โดยทำการเก็บตัวอย่างสุกรอย่างต่อเนื่องทุกปี เน้นบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว ไม่พบผลบวกนิปาห์ไวรัสและไม่พบเชื้อไวรัส MERS

นอกจากนี้ยังร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก USAID/FAO โครงการวิจัยในค้างคาว คน และปศุสัตว์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID)  และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

โดยดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 – 2562 สำรวจหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสที่มีค้างคาวเป็นพาหะในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และราชบุรี โดยเก็บตัวอย่างซีรั่มและสารคัดหลั่งในสุกร 2,067 ตัว โค 200 ตัว และสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) 238 ตัว ส่งตรวจหาดีเอ็นเอที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า มีไวรัสเดิมที่อยู่ในสัตว์นั้นอยู่แล้ว ยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่อย่างใด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า มีแนวทางศึกษาทางระบาดวิทยาและพัฒนานวัตกรรมในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงโรค โดยในการออกหากินของค้างคาวนั้นจะบินเป็นรัศมี 23 กิโลเมตร แต่กรมปศุสัตว์เฝ้าระวังให้ครอบคลุมถึง 30 กิโลเมตร ล่าสุดพัฒนาระบบสารสนเทศแอปพลิเคชันบนมือถือ อี สมาร์ทพลัส (E-SmartPlus) เพื่อเฝ้าระวังโรคและสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของฟาร์มต่อโรคที่มีค้างคาวเป็นแหล่งพาหะ

ยืนยันว่า การเฝ้าระวังโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้และคำแนะนำแก่เกษตรกรในการปรับปรุงฟาร์มเพื่อให้มีระบบป้องกันทางชีวภาพที่เหมาะสม รวมถึงพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างซึ่งหากพบกรณีเกิดสัตว์ป่วยและมีอาการน่าสงสัยนั้น สามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างรวดเร็ว

จากที่พบโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งคาดว่า มีค้างคาวมีเป็นพาหะ กรมปศุสัตว์จัดทำแผนการเตรียมความพร้อมรับมือโรคที่มีค้างคาวเป็นพาหะในปศุสัตว์เพิ่มเข้าไปกับแผนรับมือ ควบคู่กับโรคไข้สมองอักเสบนิปาห์ที่มีอยู่เดิมเพื่อเตรียมความพร้อมและสามารถป้องกัน ควบคุม และแก้ไขสถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด รวมทั้งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ

“ยืนยันว่า ไทยยังไม่พบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในปศุสัตว์ แต่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั่วประเทศจะเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว หากพบสัตว์ป่วยโดยมีอาการน่าสงสัยสามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำซึ่งจะสามารถควบคุมโรคได้ทันที” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ชื่อบ้าน ๆ จัดจ้านด้วยสรรพคุณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชื่อบ้าน ๆ จัดจ้านด้วยสรรพคุณ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
มะเดื่อ,สุขภาพ,ข่าววันนี้,ออนไลน์,ตลาดคนรักสุขภาพ,ราคางาม,กำไร,เกษตร,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 316 ครั้ง

‘มะเดื่อ’ พืชทางเลือกกำไรงาม ปลูกง่าย ให้ผลผลิตยาว เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “มะเดื่อ” (Fig Fruit) หรือ “มะเดื่อฝรั่ง” ได้รับความนิยมในตลาดผู้บริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food)

รวมทั้งกลุ่มผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลมะเดื่อมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งทางการแพทย์มีการรับรองว่าผลมะเดื่อ มีส่วนช่วยป้องกันโรคนิ่วในไต ช่วยฟอกตับและม้าม และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เกษตรกรจึงนิยมปลูกในหลายพื้นที่ นับว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ของ สศท.5 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต และการตลาดมะเดื่อในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ มีเกษตรกรที่ปลูก จำนวน 10-15 รายโดยเกษตรกรมีการปลูกมะเดื่อในลักษณะต่างคนต่างปลูก กระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่ ได้แก่ อำเภอปากช่อง สีคิ้ว สูงเนิน และ ปักธงชัย เป็นต้น

เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี เหมาะสมต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโต ซึ่งการปลูกมะเดื่อในปัจจุบันเกษตรกร จะนิยมใช้กิ่งพันธุ์ตอนหรือกิ่งปักชำที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น พันธุ์เจแปนบีทีเอ็ม6 หรือ พันธุ์เหวยไห่ ราคาจะอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท/กิ่ง หากพิจารณาถึงการผลิต พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 40,120 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 1 จนครบ 50 ปี จึงจะสิ้นอายุขัย) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 8 – 12 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 80 – 120 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 17,080 บาท/ไร่/ปี ราคาขายผลสุกอยู่ที่ 300 บาท/กก. ส่วนผลแห้งอยู่ที่ 1,000 บาท/กก.

ด้านการตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 65 กลุ่มเกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อ (ผลแห้งและผลสุก) และกิ่งพันธุ์ทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค เช่น ฟาร์มหอมกลิ่นดิน และ Sixty six figs farm เป็นต้น รองลงมาร้อยละ 25 แปรรูปเป็นชามะเดื่อ และไวน์มะเดื่อ โดยลูกค้านิยมสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์เช่นเดียวกัน ที่เหลือร้อยละ 10 เกษตรกรจะจำหน่ายผลมะเดื่อทั้งผลสุกและผลแห้ง ตามงานอีเว้นท์ที่หน่วยงานราชการจัดขึ้น อาทิ งานตลาดนัดเกษตรกร รวมทั้งกิ่งพันธุ์บางส่วนยังมีการจำหน่ายปลีกทางหน้าร้านของตนเองอีกด้วย

สำหรับจุดเด่นของผลผลิตนั้น เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เกือบทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการบริโภคสินค้าปลอดสารเคมี (Organic Food) และผู้รักสุขภาพ นอกจากนี้ เกษตรกรยังนำผลมะเดื่อมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น ไวน์มะเดื่อ ชามะเดื่อ คุกกี้มะเดื่อ และมะเดื่ออบแห้ง เป็นต้น เกษตรกรสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี 7 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดผู้บริโภคเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market)

ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะเดื่อในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการขายและขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดมะเดื่อในจังหวัดนครราชสีมา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 โทร. 0 4446 5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

“ปิดอ่าวไทย”เครื่องมือใช้ได้ตามกำหนดนอกนั้นผิดหมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/415001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ปิดอ่าวไทย”เครื่องมือใช้ได้ตามกำหนดนอกนั้นผิดหมด

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:27 น.
ปิดอ่าว,ฟื้นฟูธรรมชาติ,กรมประมง,ประมง,ชาวประมง,ทะเล,จับปลา,จับสัตว์น้ำ,ทรัพยากร,ข่าววันนี้,ประมงปิดอ่าว,อ่าวไทย,ปิดอ่าวฤดูวางไข่,วางไข่,ทะเลอ่าวรูปตัวก,กรมประมงปลา
เปิดอ่าน 254 ครั้ง

กษ.ประกาศ ปิดอ่าวไทย  15 ก.พ. – 15 พ.ค.นี้ ขยายพื้นที่ ถึงอ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ให้ปลาทูสาวเจริญเติบโตเต็มวัย ว่ายเข้าอ่าวรูปตัวก.ผสมพันธุ์ วางไข่ ช่วงเดือนก.พ. เผยข่าวดี เพิ่มปริมาณปลาทูเกิน 2 เท่าตัว

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เตรียมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทยตอนกลาง ประจำปี 2563 ในเขตพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2563 ต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเลและพื้นที่อ่าวประจวบ-หัวหิน อีก 30 วัน

อ่านข่าว  “กรมประมง”ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก

เผยผลการศึกษาพบมาตรการฯ ที่บังคับใช้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน โดยมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า ปิดอ่าวไทย คือ แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นภารกิจหลักของกรมประมงที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีสถิติการตรวจสอบเก็บข้อมูลทางวิชาการ ทั้งในเรื่องของจำนวน และความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ พบว่า จำนวนสัตว์น้ำในกลุ่มปลาทูลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันในอดีต ซึ่งมาจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องของความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ความต้องการของผู้บริโภค และมีเรือประมงบางส่วนที่ใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาทำการประมงในพื้นที่ ประกอบกับเมื่อมีการติดตามสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำในแต่ละปีหลังจากมาตรการปิดอ่าว พบว่าลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงมาตรการและอาศัยอยู่ในแนวชายฝั่งถูกจับขึ้นมาจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุของปริมาณสัตว์น้ำที่ลดจำนวนลงทั้งสิ้น

เมื่อหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ทำให้จำนวนประชากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการใช้มาตรการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงมากนัก เมื่อปี พ.ศ. 2561 กรมประมงได้มีการออกประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูปิดอ่าวไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ดังนี้ พื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (เขต 1) ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ค.ของทุกปี และ ได้กำหนดให้เครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มประมงขนาดเล็กซึ่งไม่กระทบกับมาตรการปิดอ่าวให้สามารถใช้ทำการประมงได้ ดังนี้  เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่างที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร ต้องทำการประมงในเวลากลางคืน

รวมทั้งต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งด้วย เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และต้องใช้ช่องตาอวนตั้งแต่สองนิ้วขึ้นไป กรณีที่ชาวประมงต้องการใช้เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ จะต้องใช้นอกเขตทะเลชายฝั่ง เท่านั้น  เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง  เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ลอบปู ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด ลอบหมึกทุกชนิด

ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้าน. สามารถทำการประมงได้ในเขตทะเลชายฝั่ง คราดหอย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด อวนรุนเคย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยประกาศกระทรวงฯ จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก และเครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือตามประเภท วิธีการทำการประมงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์ทำการประมง ยกเว้นอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) และที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดให้หลังเปิดอ่าวตอนกลางแล้ว ให้ปิดอ่าวต่อที่เขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเล และพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ฯ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจากการสุ่มเก็บตัวอย่างประชากรปลาทูช่วงมาตรการปิดอ่าวไทยปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าจำนวน อายุ และขนาดความยาวของปลาทู สามารถบ่งชี้ถึงความหมาะสมของการใช้มาตรการปิดอ่าวไทยฯ

ทั้งนี้ดังนี้ ช่วงการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าว 15 ก.พ. – 15 พ.ค. ระยะเวลา 90 วัน ประจวบฯ ชุมพร สุราษฎร์ฯ พ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์เพศ ผสมพันธุ์ และมีการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และปลาเศรษฐกิจขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศใช้มาตรการฯ ช่วงต่อเนื่องระยะ 7 ไมล์ทะเล 16 พ.ค. – 14 มิ.ย. ระยะเวลา 30 วัน ในอ่าวตอนกลาง ลูกปลาวัยอ่อนที่เกิดบริเวณพื้นที่มาตรการมีโอกาสเลี้ยงตัวบริเวณชายฝั่ง ช่วงพื้นที่อ่าวประจวบฯ จากเขาตาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน 16 พ.ค. – 14 มิ.ย. ระยะเวลา 30 วัน : ลูกปลาขนาดเล็ก เดินทางเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก

และเมื่อถึงวันที่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. กรมประมงก็จะมีการประกาศปิดอ่าวตัว ก เพื่อรักษาปลาทูสาวให้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ และพร้อมเดินทางลงไปผสมพันธุ์วางไข่ในช่วง ก.พ. (ปิดอ่าวไทย) ทั้งนี้ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นพบว่าปี62 หลังจากเปิดอ่าว เรืออวนล้อม จับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้น 114,056 ตัน แบ่งเป็นชนิดพันธุ์ปลาทู จับได้ในเดือนมิ.ย.จาก578 ตัน เป็น1,880 ตันในเดือนก.ค.

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่ากรมประมง แจ้งผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ กว่า 1 หมื่นลำ ในน่านน้ำไทย รอบปีการประมง  63-64 สำหรับเรือประมง-ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า 280 แรงม้าขึ้นไป หรือเป็นเรือที่มีหรือใช้เครื่องมือทำรมว.เกษตรฯกำหนดให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์ และยื่นคำขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 ก.พ.นี้เท่านั้น หากไม่มีใบอนุญาตฯจะไม่มีสิทธิทำประมงพาณิชย์ได้ในรอบปีการประมง 63– 64

สำหรับขั้นตอนและระยะเวลาขอรับใบอนุญาตฯ สำหรับปีการประมง 63-64 นั้น กรมประมงกำหนดให้ผู้ประสงค์ทำประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต และยื่นขอรับหนังสือรับรองประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 กุมภาพันธ์ โดยกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายในวันที่ 1-15 มีนาคม 63 ในส่วนเรือประมงพื้นบ้าน มาขึ้นทะเบียนแล้ว กว่า 5.3หมื่นลำ ที่สามารถออกจับสัตว์ได้ โดยไม่ต้องแจ้งขอใบอนุญาตทำการประมงเนื่องจากเป็นการประมงเพื่อยังชีพ