พื้นที่เกษตรหยุดเผาลดฝุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พื้นที่เกษตรหยุดเผาลดฝุ่น

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ฝุ่นพีเอ็ม,เผา,วัชพืช,เกษตร,ข่าววันนี้,ออนไลน์,พื้นที่เกษตร,หยุดเผา,ฝุ่น,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 226 ครั้ง

เดินหน้าโครงการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมส่งเสริมการนำเศษวัชพืชและเศษวัสดุทางการเกษตรมาทำให้เกิดมูลค่า ควบคู่กับการทำเกษตรยั่งยืนแบบ “วนเกษตร” เพิ่มพื้นที่สีเขียว

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทำงกำรเกษตรในพื้นที่การเกษตร 

กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ย้ำให้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกป้องกัน ระงับ ยับยั้ง และลดการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้นที่สุดเนื่องจากห่วงใยสุขภาพของประชาชน ตลอดจนรัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ

จึงได้ขยายขอบเขตการส่งเสริมไถกลบเผาตอซังก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่จากเดิมกำหนดเป้าหมายไว้ 70,000 ไร่ในภาคเหนือเป็นทั้งประเทศ ตลอดจนผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 3,645 ตันแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปใช้ซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน อีกทั้งจะนำข้อมูลการเกิดจุดความร้อน (Hot spot) ในพื้นที่เกษตรย้อนหลัง 5 ปีมาซ้อนทับกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด

ทั้งนี้ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงานซึ่งมีการเผาในแปลงมากที่สุด แล้วให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เสี่ยง ซึ่งแนวทางการทำงานนั้นจะประสานกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งให้เกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จัดชุดปฏิบัติกา ออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุการณ์เผาในพื้นที่การเกษตร โดยมีเครือข่ายเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) ตำบลเป็นหน่วยงานเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ยังขยายการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาจาก 210 แห่งเป็น 226 แห่งในจังหวัดที่ประสบปัญหารุนแรงประกอบด้วย ภาคเหนือ 10 จังหวัดได้แก่ น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์

โดยเพิ่มขึ้นอีก 26 จังหวัดที่มีสถิติการเผาสูงได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร อุดรธานี กำแพงเพชร พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก มหาสารคาม ยโสธร ศรีษะเกษ สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี

ส่วนปัญหาฝุ่นละออง PM 2. 5  ในเขตชุมชนเมืองซึ่งได้รับผลกระทบจากการเผาในพื้นที่เกษตรจะดำเนินโครงการ 6 จังหวัดประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร จังนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ พร้อมกันนี้จัดกิจกรรมรณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเด็ดขาดในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน และนครปฐมเพื่อเป็นต้นแบบ

ทั้งนี้จะสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืนแบบ “วนเกษตร” ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อนำร่อง 45,000 ไร่ โดยส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก หรือไม้ประจำถิ่น ตลอดจนถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการนำเศษซากพืชและวัชพืชมาเพิ่มมูลค่าเช่น อัดฟางทำอาหารสัตว์ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล โดยเกษตรกรมาเรียนรู้ได้ที่ศพก. ทุกแห่งทั่วประเทศ

อีกมาตรการหนึ่งคือ การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควันและฝุ่นละอองจากการเผาและไฟป่าซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปีเร็วขึ้น จากเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 รวม 6 หน่วยได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ระยอง บุรีรัมย์ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี

นอกจากนั้นสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการกับส่วนราชการอื่นได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้ให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าวจัดทำข้อมูลเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชและวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เสี่ยงซึ่งปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงานกันมาก โดยเฉพาะอ้อยโรงงานนั้น เกษตรกรจะเผาเพื่อให้ตัดง่ายก่อนส่งโรงหีบทำน้ำตาล จึงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาทรายในการป้องกันและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ พร้อมทั้งพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจด้านต่างๆ เพื่อลดการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

“ต้องปรับตัว”อีคอมเมิร์ซยกระดับเกษตรรุ่นใหม่สู่ออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ต้องปรับตัว”อีคอมเมิร์ซยกระดับเกษตรรุ่นใหม่สู่ออนไลน์

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
อบรมออนไลน์,เกษตร,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ข่าววันนี้,ออนไลน์
เปิดอ่าน 237 ครั้ง

อบรม อีคอมเมอร์ซ ยกระดับเกษตรรุ่นใหม่เข้าสู่การค้าออนไลน์สินค้าเกษตรยุคดิจิตอล เตรียมเดินหน้าขยายการอบรม ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว. เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานอบรมหลักสูตรเกษตรยุคใหม่ ขายผ่าน อีคอมเมอร์ซ(E-Commerce) รุ่นที่ 1

โดยกล่าวว่า การดำเนินการจัดฝึกอบรมครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ที่มีตนเป็นประธานและ DEPA มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมีวิทยากรจาก  E Commerce Education Center (EEC) ซึ่งมีผู้เข้าอบรมรุ่นแรก 70 คนมีข้าราชการฝ่ายไอทีกระทรวงเกษตรจาก 22 หน่วยงานเข้ารับการอบรมด้วย

โดยเป็นหลักสูตรการค้าขาย สินค้าเกษตรผ่านอีคอมเมอร์ส (E-Commerce) บนแพลตฟอร์ม อีเบย์ (eBay) และเฟสบุ๊ค(Facebook) ซึ่งวิทยากรที่มาอบรมให้ครั้งนี้จะชี้แนะและให้องค์ความรู้กับผู้เข้าร่วมอบรมในเรื่องการบริหารจัดการในการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้ามากขึ้น

หลังจากมีการอบรมครั้งนี้จะมีการขยายการอบรมไปยังเกษตรกรรุ่นใหม่และข้าราชการในพื้นที่ ทั้ง 77 จังหวัด โดยมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(Agritech and Innovation Center: AIC) เป็นแกนกลาง ตามนโยบายเทคโนโลยีเกษตร ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ต่อไปด้วย

สทนช.ปลื้มปันน้ำคลองวังโตนดช่วยอ่างฯประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.ปลื้มปันน้ำคลองวังโตนดช่วยอ่างฯประแสร์

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 18:41 น.
สทนช
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

สทนช.ปลื้ม ความร่วมมือเกษตรกร-รัฐ-เอกชน ปันน้ำคลองวังโตนด จันทบุรี ช่วยอ่างฯประแสร์ ระยอง สนับสนุนน้ำภาคการผลิต

สทนช.ลงพื้นที่หาทางป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำภาคตะวันออก เผยภาครัฐร่วมกับภาคเกษตรและเอกชนร่วมมือเตรียมผันน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เสริมน้ำภาคการผลิตในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง

คลิปที่ 2

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และร่วมงาน MOU การดำเนินการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ณ ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี (หลังใหม่) อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ว่า ที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากการคาดการณ์ปริมาณฝนในประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563 ที่อาจมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยและฝนจะมาล่าช้ากว่าปกติ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง) เป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ทำให้หลายฝ่ายมีความห่วงใยว่าปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่อาจมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดฤดูแล้ง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะเป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จึงได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อเป็นแกนกลางในการร่วมประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ดำเนินการในลักษณะของโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน โดยใช้น้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง จัดสรรน้ำไปให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ที่มีการใช้น้ำวันละ 1.12 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องมีการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ มาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์จะเหลือต่ำกว่าปริมาณน้ำเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ในเดือนเมษายนนี้ และไม่สามารถหาน้ำจากแหล่งอื่นมาเพิ่มได้อีก  ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด  ปัจจุบันมีปริมาณในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ 49.62 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากการคำนวณปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณเพียงพอสำหรับส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์โดยรอบจนสิ้นสุดฤดูแล้งในปลายเดือนพฤษภาคม 2563 และยังมีปริมาณน้ำที่เหลือที่สามารถระบายลงคลองวังโตนด และเดินเครื่องสูบที่สถานีสูบน้ำคลองวังโตนดผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีก จากเดิมที่เคยระบายอยู่ที่วันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร  เป็นระบายเพิ่มขึ้นอีกวันละ 460,000  ลูกบาศก์เมตร รวมระบายทั้งสิ้นวันละ 648,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนช่วยเหลือพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ตลอดฤดูแล้งปีนี้

“จากการพูดคุยของทุกฝ่ายร่วมกัน โดยมีการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการใช้น้ำต่าง ๆ  เพื่อเป็นการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน จนได้ข้อสรุปที่ตกผลึกและนำมาซึ่งการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ระหว่างกรมชลประทานและคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนดในวันนี้  เพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี ให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เป็นการเฉพาะกิจ ในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยใช้ระบบสูบน้ำสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ซึ่งต้องไม่เกิดผลกระทบการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนด ทั้งนี้หากเกิดผลกระทบจะให้หยุดสูบผันน้ำทันที และเพื่อเป็นการขอบคุณความมีน้ำใจของชาวลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี                    กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมจัดกิจกรรม CSR คืนกลับสู่ลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด เป็นการร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า น้ำ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อทุกภาคส่วน แม้ว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีไม่มากนัก แต่ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำวังโตนด โดยเฉพาะปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแกด เมื่อคำนวณแล้วมีเพียงพอสำหรับใช้ในพื้นที่ และเหลือพอที่จะปันน้ำไปให้กับผู้ที่ต้องการ ก็จะเป็นคุณประโยชน์อย่างดียิ่ง และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม โดยใช้วิธีการปันน้ำ ซึ่งจะมีคุณค่ามากในแง่ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะปันให้กับผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนและมีความต้องการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งภาครัฐก็ได้ให้ความช่วยเหลือคนเมืองจันท์มาโดยตลอด เราก็ระลึกเสมอ และพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเราพร้อม เพื่อเป็นการตอบแทน

นอกจากนี้ เลขาธิการ สทนช. ได้ร่วมพิธีปิดโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ณ โรงแรมนิว แทรเวิล ลอดจ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรีเป็นพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง โดยได้มีการจัดประชุมปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศเพื่อรับฟังความคิดเห็นไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง และได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรีอีกจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งหลังจากนี้ สทนช. จะนำผลการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปปรับปรุงรายงานการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การบูรณาการจัดทำผังน้ำ ที่มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศอย่างแท้จริง

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414078?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:44 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลฯลอกคลองเปิดทางน้ำแก้ภัยแล้ง

สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน  ดำเนินการขุดลอกเปิดทางน้ำจากคลองหนองเสือ ลงสู่คลองรังสิต เพื่อบรรเทาภัยแล้ง เพิ่มน้ำผลิตประปาให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร  และบรรเทาภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนแล้ว

 

นายสุพิศ  พิทักษ์ธรรม  ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานได้มอบหมายให้นายสมชาย คงเมคี ผู้อำนวยการ ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สำนักเครื่องจักรกล นำเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ลงพื้นที่ขุดลอกคลองหนองเสือ  เปิดทางส่งน้ำลงสู่คลองรังสิต  แก้ปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ทั้งน้ำสำหรับการอุปโภค และบริโภค

นายสมชาย คงเมคี ผู้อำนวยการส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 6 สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักเครื่องจักรกล มีพันธกิจรับผิดชอบงานของกรมชลประทาน ในการพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำ ปีนี้กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งทุกพื้นที่ สำนักเครื่องจักรกลที่ 6 รับผิดชอบพื้นที่ 12 จังหวัดในภาคกลาง ปริมณฑล และภาคใต้ตอนบน  ในพื้นที่ของสำนักชลประทานที่ 11,13 และ 14 จึงได้นำเครื่องจักร-เครื่องมือ และบุคลากร เข้ามาขุดลอกเปิดทางน้ำเพื่อแก้ปัญหาการขาดน้ำอุปโภค บริโภค และการเกษตร  ด้วยการเร่งระบายน้ำ เพิ่มเติมน้ำ จากหนองเสือคลอง 13 ลงสู่คลองรังสิต ส่งไปเพิ่มน้ำผลิตประปาให้กับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร พื้นที่ฉะเชิงเทราและพื้นที่ปลายน้ำในช่วงฤดูแล้ง

ในภาวะวิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น กรมชลประทาน ยังฝากถึงพี่น้องประชาชนขอให้มีความมั่นใจ และไว้วางใจ ได้ว่า กรมชลประทานจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชนเด็ดขาด และจะทำหน้าที่สุดความสามารถเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน หากได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องในพื้นที่  สำนักเครื่องจักรกลพร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจปัญหาได้ภายใน2 ชั่วโมง  และภายใน 24 ชั่วโมงจะสามารถนำเครื่องจักรกลเข้าไปเปิดทางส่งน้ำหรือสูบน้ำได้

นายสมบูรณ์ เจิมไทย หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำที่ 3 โครงการรังสิตเหนือ กล่าวว่า กรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำดื่มน้ำใช้ให้ครบช่วงฤดูกาล รวมทั้งแบ่งน้ำสำหรับการเกษตรกรรม เพื่อไม่ให้พืชผลด้านการเกษตรเสียหาย โดยในช่วงวันที่ 26-30 มกราคม 2563 กรมชลประทาน  ได้ส่งน้ำไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับทำน้ำประปา หลังจากนั้นจะจัดรอบเวรส่งน้ำให้กับเกษตรกรโดยรอบด้วย

 

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า ปีนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้งกรณีฉุกเฉินแล้ว 14 จังหวัด รวม 69 อำเภอ 420 ตำบล 3,785 หมู่บ้าน   เฉพาะภาคกลางมี 3 จังหวัด ถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี รวม 16 อำเภอ 80 ตำบล 649 หมู่บ้าน  ที่มีปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือน มิ.ย. มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีนับจากปี 2522 เป็นต้นมา โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน

ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”บ้านทับเกวียนทอง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง”บ้านทับเกวียนทอง”

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:37 น.
บ้านทับเกวียนทอง,กรมการปกครอง
เปิดอ่าน 223 ครั้ง

 ส่องหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมจิตอาสาพระราชทานต้านภัยแล้ง

            วชิรบารมี เป็น 1 ใน 12 อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการปรับปรุงทางกายภาพและเชิงสัญลักษณ์ผ่าน 10 โครงการนำร่องต้นแบบ ที่อธิบดีกรมการปกครอง “ธนาคม จงจิระ” มอบนโยบายในการทำงาน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้สโลแกน “ทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น”

ธนาคม จงจิระ ประธานเปิดโครงการจิตอาสา

         “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้บริหารกรมการปกครอง นำโดย “ธนาคม จงจิระ” อธิบดี ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานต้านภัยพิบัติ-ภัยแล้งและหมู่บ้านเข้มแข็งภาคเหนือตอนล่าง เริ่มที่ อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทันทีที่เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอวชิรบารมี ณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย ปลัดจังหวัดพิจิตร กล่าวต้อนรับ

             จากนั้นฟังบรรยายสรุปการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของกรมการปกครองประจำปี 2563 โดยรองอธิบดี “สมหวัง พ่วงบางโพ” โดยมุ่งเป้า 10 โครงการต้นแบบ ประกอบด้วย 1.การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีเป้าหมาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปปฏิบัติจริงที่บ้านหรือในชุมชนของตนเอง 2.ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอหรืออำเภอดำรงธรรมที่ผ่านการคัดเลือกจากจังหวัดเป็นอำเภออัจฉริยะต้นแบบ  3.ศูนย์ราชการสะดวกหรืออำเภอสะดวกและมีจุดเคาน์เตอร์บริการยิ้มนำร่อง  4.อำเภอสีขาวปลอดยาเสพติด 5.อำเภอมั่นคง 6.อำเภอคุณธรรม 7.อำเภอแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง(หมู่บ้านเข้มแข็ง) 8.สัญชาติและสถานะบุคคล 9.ปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และ 10.จิตอาสาพระราชทาน

ธนาคารโค-กระบือบ้านทับเกวียนทอง

               “จ.พิจิตร มีเกือบครบทั้ง 10 ข้อ ขาดสัญชาติและสถานะบุคคลข้อเดียว เพราะพิจิตรเป็นจังหวัดไม่มีปัญหาคนต่างด้าวหรือคนไร้สัญชาติ” ณรงค์ศักดิ์ หอมมาลัย ปลัดจังหวัดพิจิตร เผยข้อมูล และยอมรับว่าอ.วชิรบารมี เป็นอำเภอเดียวของจังหวัดที่มีครบทั้ง 9 ข้อ และยังได้รับรางวัลอำเภอดีเด่นระดับประเทศมาแล้ว จากนั้นเดินทางไปยังหมู่บ้านทับเกวียนทอง ใน ต.บึงบัว ซึ่งเป็น 1 ใน 10 โครงการนำร่องต้นแบบด้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เป็นหมู่บ้านที่เข้มแข็งและต้นแบบของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านผ่านผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง อย่าง “สุภัทร์ จันทวงศ์” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.บึงบัว

              บ้านทับเกวียนทอง เพี้ยนมาจากคำว่า “หนองพักเกวียน” เนื่องจากในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้มีการติดต่อกับภายนอกด้วยขบวนล้อเกวียน ซึ่งเป็นพาหนะหลักในสมัยนั้น และขบวนล้อเกวียนก็มักจะพักการเดินทางอยู่ริมหนองน้ำของหมู่บ้าน ซึ่งมีต้นทองกวาวขนาดใหญ่อยู่ริมหนอง ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่คว้ารางวัลดีเด่นระดับประเทศมาแล้วมากมาย ผ่านกิจกรรมเด่นไม่ว่าจะเป็นต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำเกษตรผสมผสาน ปราศจากการใช้สารเคมี 100% มีศูนย์อนุรักษ์โค-กระบือ ดำเนินกิจกรรมในรูปของธนาคารโค-กระบือ มีธนาคารน้ำใต้ดินประจำหมู่บ้าน แม้บ้านทับเกวียนทองจะตั้งอยู่บนที่ดอน แห้งแล้งจัดในช่วงหน้าแล้ง แต่ไม่เคยขาดน้ำอุปโภคบริโภค เพราะมีธนาคารน้ำใต้ดินช่วยเอาไว้

                 วันรุ่งขึ้น ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานเพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดจิตอาสาภัยพิบัติ ร่วมกับขุดลอกแม่น้ำลำคลอง บริเวณคลองวังพยอมแห่งบ้านคุยกระชาย ต.วังโมกข์ โดยได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมการปกครอง “ธนาคม จงจิระ” เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ จากนั้นร่วมกับชาวบ้านกว่า 1,000 คนกวาดขยะภายในวัดสุขเกษม สว่างอารมณ์ ก่อนจะพากันขุดลอกผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองวังพยอมข้างวัดเพื่อเปิดทางน้ำไหลสะดวก

                ช่วงบ่ายเข้าร่วมตักบาตรทางน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางชุมชนจัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันอาทิตย์ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และชมวิถีชีวิตของคนในชุมชนบ้านดงกลาง อ.เมืองพิจิตร ซึ่งเป็นชุมชนตามหลักอำเภอคุณธรรม ชาวบ้านที่นี่นอกจากมีอาชีพทำนาแล้วยังปลูกชะอมส่งจำหน่ายที่ตลาดไท โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าสวน

                 นอกจากนี้ชุมชนบ้านดงกลางยังได้รับคัดเลือกเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2562 โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีการดำเนินกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่โดดเด่นออกมาอย่างเป็นรูปธรรม และแสดงอัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน เช่น มีอาคารที่เก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นท้องถิ่น มีตลาดที่ยังเป็นธรรมชาติคงความเป็นท้องถิ่น มีวัด โบราณสถาน ศาสนสถาน รวมถึงวิถีชีวิตแบบไทยๆ

               โดยมีวัดดงกลาง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน มีพระครูวิจารณ์ธรรมโสภิต เจ้าอาวาสวัดดงกลางเป็นผู้นำขับเคลื่อนด้วยพลัง “บวร (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ)” โดยประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้มาร่วมคิด ร่วมทำกับคนในชุมชน เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดมั่นในหลักธรรมทางศาสนา น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิต และร่วมสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงาม

              นี่เป็นส่วนหนึ่งของทริปศึกษาดูงานตามภารกิจกรมการปกครอง 10 โครงการนำร่องต้นแบบในปี 2563 หรือ 10 Flagships for DOPA Excellence 2020 ที่มุ่งสร้างอำเภอในฝันให้แก่ประชาชน ภายใต้นโยบายของอธิบดีที่ว่า “หน้าที่ของฝ่ายปกครองคือทำให้ประชาชนทุกข์น้อยลง สุขมากขึ้น” นั่นเอง

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413822?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“แก้วกาญจนา”อัญมณีแห่งไม้ประดับ ตอน1

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:29 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

              ทุกความลงตัวที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยง่ายนักที่จะเกิดขึ้นโดยปกติ ยิ่งเฉพาะในวงการไม้ประดับด้วยแล้วที่ต้องมีทั้งโอกาส และความลงตัวให้เกิดความพอดีและมีความสอดคล้องต่อกัน โดยเฉพาะยิ่งทางด้านการพัฒนาพันธุ์รวมไปถึงการผลิตที่ต้องต่อเชื่อมกันกับระบบทางการตลาด โดยมีตัวตั้งที่เป็นต้น “เขียวหมื่นปี” ไม้ประดับพื้นเมืองธรรมดาๆ แต่ได้ถูกจับมาเจียระไนให้ได้เข้าถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในไม้จากธรรมชาติชนิดนี้

           และได้ถูกดึงลักษณะเด่นจนปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนอันได้จากทักษะความรู้เสริมด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวนักปรับปรุงพันธุ์ จนลักษณะเด่นที่แฝงอยู่ได้ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมผ่านข้ามไปหลายๆ รุ่นแบบลดทอนลักษณะด้อยให้ค่อยๆ เลือนไปในท่ามกลางความท้าทายไปสู่จุดหมายที่มีความสำเร็จรออยู่เบื้องหน้า

              “แก้วกาญจนา” หรือไม้ที่เคยรู้จักกันดีในชื่อ “เขียวหมื่นปี” ถึงวันนี้เรียกได้ว่ามีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยังนับเป็นไม้อีกสกุลหนึ่งที่เกิดพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ซึ่งหลายๆ ชนิดก็มีความต่างไปจากชนิดพันธุ์ดั้งเดิมแบบที่เคยเห็นจนต้นที่ได้ในรุ่นใหม่มีลักษณะต่างออกไปจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิมให้เห็นเลย

              ซึ่งการกลายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะได้ลูกไม้ใหม่ที่สวย แปลก และมีความต่างไปจากต้นเดิมเท่านั้น หากแต่สิ่งที่ตามมาคือคุณค่าทางการตลาดที่ผู้ซื้อและนักสะสมต่างก็มีความชื่นชอบปนด้วยความคาดหวังถึงการจะทำให้เกิดมูลค่า และการเข้าถึงระบบตลาด ตลอดจนถึงความสามารถในการขยายให้เกิดปริมาณเพื่อตอบโจทย์ทางการค้าในทุกๆ ระบบที่เห็นคุณค่าและความต้องการ

              ไม้ชนิดนี้แม้จะเทียบไม่ได้กับไม้ประดับอื่นๆ อีกหลายชนิด ด้วยการใช้งานที่มีรูปแบบเฉพาะ และด้วยเป็นไม้ที่มีขนาดและทรงมีความเฉพาะ อันจะนำไปใช้จัดเทียบกับไม้ประดับอื่นที่ต่างกันออกไปได้แบบจะทดแทนกันเสียทีเดียว

                 ทว่าแก้วกาญจนาก็กลับมีจุดเด่นที่ไม้ประดับชนิดอื่นๆ ให้เทียบเคียงเหมือนหรือการใช้ในแบบเฉพาะโดยทดแทนนั้นก็คงเป็นไปได้ยากด้วยเช่นกัน นั่นก็เรียกได้ว่าไม้ในแต่ละชนิดก็มีข้อดีที่ยากที่จะทำให้ไม้ประดับชนิดอื่นได้มาใช้งานแบบแทนกันได้เลย !

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/414045?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่

31 มกราคม 2563 – 18:37 น.
บิ๊กป้อม
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

บิ๊กป้อม ยันแล้งเอาอยู่  เผยแผนดันน้ำเค็มกช.ได้ผล ช่วยคนกรุงฯและปริมณฑลปลอดน้ำเค็ม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่  ตรวจการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอลาดบัวหลวงจ.พระนครศรีอยุธยาว่า มาตรวจเยี่ยมการบริหารน้ำเพื่อดูแลปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงไม่ให้กระทบกับระบบผลิตประปานครหลวง ซึ่งจากรายงานแนวทางบริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าน้ำประปาจะไม่เค็มแน่นอน

” ยืนยันว่าน้ำกิน น้ำใช้ มีแน่นอน และจะดูแลไม่ให้คนไทยกินน้ำเค็มแน่ ฟังหน่วยงานรายงานก็มั่นใจทั้งกรมชลประทาน และสทนช. ซึ่งจะมีวอร์รูมติดตาม  ส่วนนาปรังก็ต้องขอร้องเกษตรกร เพราะเราให้งด ไม่มีน้ำให้ทำนา เพราะฉะนั้นหากเสียหายปลูกแล้วตาย จะไม่รับผิดชอบ  ” พล.อ.ประวิตรกล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ากรมได้มีการวางมาตรการผลักดันน้ำเค็มโดยการวางแผนการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาทช เพิ่มจากปัจจุบันที่ระบายอยู่ที่17.45 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)หรือ อัตราการระบายที่75ลบ.ม.ต่อวินาที   ส่วนจะเพิ่มอัตราระบายอีกหรือไม่จะต้องพิจารณาสถานการณ์อีกครั้ง ร่วมกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองจรเข้สามพัน ลงแม่น้ำท่าจีนและผันเข้าคลองพระยาบรรลือลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท2 จำนวน33  ลบ.ม.ต่อวินาที  ร่วมกับการระบายลุ่มน้ำแม่กลองผ่านคลองท่าสาร- บางปลา  ลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองพระพิมล 18.7 ลบ.ม.ต่อวินาที  และที่คลองปลายบาง 11.5 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อช่วยแม่น้ำเจ้าพระยาดันน้ำเค็ม  อีกทั้งจะใช้การเปิด -ปิด ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ในการหน่วงน้ำเค็มและเร่งกระชากน้ำลงสู่ทะเลให้สอดคล้องกับจังหวะขี้นลงของน้ำทะเล

“กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ ได้คาดการณ์ว่าวันที่10-11ก.พ. จะมีน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ กรมจะใช้แนวนี้บริหารจัดการน้ำเพื่อดันน้ำทะเล”ทองเปลวกล่าว

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กล่าวกรมได้มีการผันน้ำมารวมไว้ที่หน้าประตูระบายเพื่อรอเวลาที่จะปล่อยออกเพื่อให้เกิดการกระแทกลิ่มความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา (Water Hammer Operation) โดยก่อนหน้านี้กรมชลประทานร่วมกับการประปานครหลวง (กปน.)ได้ร่วมกันปฏิบัติการ โดยสำรองน้ำจืดปริมาณที่มากพอสำหรับผลักดันลิ่มความเค็มให้เคลื่อนตัวไปให้ไกลจากสถานีสูบน้ำสำแล โดยได้มีการใช้โมเดลนี้ะหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.62 วันที่ 9-13 ม.ค.63 และวันที่ 24-27 ม.ค. 63

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413970?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร

31 มกราคม 2563 – 15:06 น.
กระทรวงเกษตรฯ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 284 ครั้ง

เกษตรฯจับมือเทสโก้ ลุยนโยบายตลาดนำการเกษตร

เกษตรฯจับมือเทสโก้โลตัส ลุยนโยบาย ตลาดนำการเกษตรช่วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดภัย วางเป้าใช้นวัตกรรมนำการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเกษตรกร


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่   31 มกราคม 2563 – ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อ.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นประธานลงนาม MOU ระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตร และ บริษัท เอก – ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด หรือ เทสโก้ โลตัส ในการพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร สู่ตลาดนำการเกษตร ณ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ดร.เฉลิมชัย กล่าวภายหลังเป็น พยานในการลงนาม MOU โดยระบุว่าจากนโยบายตลาดนำการเกษตร เป็นนโยบายหลักที่ได้ขับเคลื่อนมาตลอด เน้นให้การเกษตรมีผลผลิตดี มีคุณภาพออกจำหน่าย สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง รัฐ และภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด สำหรับการ MOU ครั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกร ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร มุ่งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มดำเนินการผลิต เกิดความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวการบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงความร่วมมือด้านการตลาด ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร กับเทสโก้ โลตัส ให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายผลผลิต ตลอดจนสามารถวางแผนการซื้อ – ขาย ผลผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาผลผลิตได้


   นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร         ได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 365,884 ครัวเรือน พื้นที่ 6,020,845.77 ไร่      จำนวนแปลงใหญ่ 6,534 แปลง สินค้าเกษตรประมาณ 70 รายการ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม           และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร”  สำหรับกิจกรรมภายใต้กรอบความร่วมมือ ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ผักที่ดำเนินการร่วมกับเทสโก้ โลตัส จำนวน 4 แห่ง ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่

1. กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนมีนาคม 2561 สมาชิกเข้าร่วม 170 ราย พื้นที่ 534 ไร่ ชนิดผัก 16 ชนิด ปริมาณผลผลิต 70 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 1,200,000 บาท/เดือน 2. กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม หรือวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสานแบบยั่งยืนบางท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนสิงหาคม 2561 สมาชิกเข้าร่วม 72 ราย พื้นที่ 628 ไร่ ชนิดผัก 12 ชนิด ปริมาณผลผลิต 97 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 1,500,000 บาท/เดือน

3. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาคูร่วมใจพัฒนา อ.ผักไห่  จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนกันยายน 2561 สมาชิกเข้าร่วม 59 ราย พื้นที่  288 ไร่ ชนิดผัก 17 ชนิด ปริมาณผลผลิต  72 ตัน/เดือน มูลค่าการซื้อขายประมาณ 850,000 บาท/เดือน 4. วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เริ่มการรับซื้อผลผลิตเดือนตุลาคม 2562 สมาชิกเข้าร่วม 42 ราย พื้นที่ 180 ไร่ ชนิดผัก 29 ชนิด ปริมาณผลผลิต 35 ตัน/เดือน  มูลค่าการซื้อขาย 720,000 บาท/เดือน

สำหรับสมาชิกเกษตรกรทุกราย จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตั้งแต่การตกลงราคา การกำหนดชนิดและปริมาณผลผลิตที่ตกลงกับบริษัท ร่วมวางแผนการผลิต และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ได้แนวทาง วิธีการให้กลุ่มได้พัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่ต้องดำเนินการร่วมกับบริษัท เทสโก้ โลตัส เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต มีการตกลงราคาในราคาที่เป็นธรรม และ ให้ความรู้แก่เกษตรกรด้านการวางแผน ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงในขั้นตอนการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับการตลาด นอกจากนี้ยังขยายการรับซื้อไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง, ขยายกลุ่มสินค้าในการรับซื้อไปยังกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ไม้ผล พัฒนาเกษตรกรจากผู้รวบรวมผลผลิต เป็นผู้คัดบรรจุผลผลิต   ในบรรจุภัณฑ์, พัฒนาคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413801?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ

31 มกราคม 2563 – 05:23 น.
ผ้าขาวม้าดารานาคี
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

ผ้าขาวม้า”ดารานาคี” หมักโคลนอย่างดีของฝากบึงกาฬ

บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ 77 ของประเทศไทย มีความหลากหลายและความแปลกใหม่ที่น่าอัศจรรย์ ทั้งอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของฝาก รวมไปถึงชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่แบบพี่น้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าพูดถึงบึงกาฬตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ผ้าขาวม้าดารานาคี” ซึ่งเป็นที่คุ้นตากันดีสำหรับผ้าผืนบางลายตาราง ที่เรียกกันว่า “ผ้าขาวม้า” มีมาแต่สมัยโบราณ

จึงไม่แปลกใจหากใครผ่านมาเที่ยว จ.บึงกาฬ จำต้องแวะมาที่กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ 2 บ้านสะง้อ ต.หอคำ อ.เมือง ซึ่งเปิดให้บริการสำหรับบุคคลที่สนใจเข้ามาเรียนรู้การทำผ้าขาวม้าที่สามารถสร้างรายได้และเป็นสินค้าขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของจังหวัด

          สมพร แสงกองมี ทายาทรุ่น 2 กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือได้รับมรดกจากคุณตาคุณยาย จะเรียกว่าเป็นมรดกของชุมชนก็ว่าได้ เพราะเริ่มมีการทำผ้าขาวม้ามาตั้งแต่ปี 2544 แต่เดิมเป็นผ้าขาวม้าสีเคมี ลายผ้าก็จะเป็นลวดลายทั่วไป หลังจากรับมรดกมาก็ไปออกงานแสดงสินค้า มองไปทางไหนก็เหมือนกันหมด ก็เลยคิดว่าจะต้องเปลี่ยน ต้องฉีกแนวหาเอกลักษณ์ให้ตัวเอง หาสิ่งที่ชุมชนมี ซึ่งก็คือธรรมชาติ อีกทั้งได้รับเชิญให้เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และนำมาต่อยอดกับผ้าขาวม้าของตนเอง

หลังจากเข้ารับการอบรมก็ได้รับคำแนะนำว่า สีธรรมชาติตลาดยังไปได้อยู่ และเพียงคำว่า “เปลี่ยน” จากการดูวีดิทัศน์ จนทำให้มีการเปลี่ยนการย้อมผ้าจากสีเคมีมาเป็นสีธรรมาติแทน โดยศึกษาและทดลองด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก และหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อยู่ในท้องถิ่นเพื่อนำมาต่อยอดให้แก่ผ้าขาวม้า เช่น มะค้อ (หมากค้อเขียว) หรือผลไม้พันปี ชมพู่มะเหมี่ยว ราชพฤกษ์ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า การนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาย้อมแล้ว สียังไม่เข้มข้นพอที่ต้องการจึงเริ่มศึกษาวิชาจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่มีภูมิปัญญาชาวบ้านดั้งเดิมว่าสมัยก่อนใช้อะไรย้อมผ้า จากที่นำเปลือกไม้มาแช่น้ำ 7 คืนให้ออกสี กว่าจะนำไปย้อม รวมๆ แล้วเป็นเดือนระยะเวลานี้นานพอสมควร จึงหาวิธีใหม่ด้วยตัวเอง จากการนำโคลนทุกบ่อมาทดสอบจนได้สีที่ต้องการ หรือที่เรียกกันว่าโคลนพันปี และตั้งชื่อว่า “โคลนนาคี” เพราะอยู่ในจุดที่เกิดบั้งไฟพญานาค โคลนบ่อนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีประวัติยาวนาน สมัยก่อนเป็นทางเดินของสัตว์ เช่น วัว ควาย ช้าง กระทิง ฯลฯ ลงมากินน้ำจากแม่น้ำโขงเดินจนเป็นร่องนับพันปี โคลนนาคีมีคุณสมบัติช่วยให้ผ้านุ่ม สีเด่นชัดนั้นคือ “สีเทา” ที่ได้จากโคลนนาคี ซึ่งมีสีที่ไม่เหมือนใครและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตามกระบวนการหมักโคลนจะต้องย้อมสีฝ้ายก่อนด้วยสีจากธรรมชาติตามคำขวัญของกลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อคือ ผลไม้พันปีคือหมากค้อเขียว นารีสีสวยคือชมพู่มะเหมี่ยว รวยได้รวยดีคือ ราชพฤกษ์ หลังจากนั้นก็นำมาย้อมโคลนได้สีโคลนหรือสีเทา และสีน้ำตาลอ่อนได้จากปูนกินหมาก จากนั้นจะนำไปหมักโคลนก่อนทอเป็นผืน

“บ้านหลังนี้ครบวงจร เป็นทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เทียบกับที่อื่นยังเล็กมากแต่เราใหญ่ในชุมชนแต่ก่อนไม่มีใครทำเลยเชื่อมั้ย แม่จะดีใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกี่ดังไปทั่วชุมชน เป็นความสำเร็จของแม่ที่มากระทุ้งให้เสียงกี่ดังขึ้นมาอีกครั้ง” สมพรกล่าว

ทายาทรุ่น 2 กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผ้าขาวม้าไม่เหมือนใครและมีผู้คนสนใจผ้าขาวม้าดารานาคีของจังหวัดบึงกาฬ ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติ ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภคสีที่ได้จากธรรมชาตินั้นคือ สีจากหมากค้อเขียว ชมพู่มะเหมี่ยวและ ราชพฤกษ์ รวมถึงจากโคลนนาคีที่ได้จากธรรมชาติสามารถย้อมแล้วช่วยให้ผ้านุ่ม สีไม่ตกและเป็นสิ่งที่หาได้ตามธรรมชาติและมีที่เดียวในโลกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบึงกาฬอีกด้วย

“ผ้าขาวม้าดารานาคี” นอกจากจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านแล้ว ยังสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนและชาวบ้านอีก 4 อำเภอใน จ.บึงกาฬ ซึ่งในอนาคตมีแนวทางที่จะขยายให้กับอีก 4 อำเภอที่เหลือเพื่อให้มีรายได้ให้แก่ชาวบ้านและชุมชนเพื่อนำไปพัฒนากลุ่มแม่บ้านที่ทำผ้าขาวม้าดารานาคีต่อไป

แล้ง ฝุ่นพิษ ทวีความรุนแรงฝนหลวงเลื่อนปฏิบัติเร็วขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้ง ฝุ่นพิษ ทวีความรุนแรงฝนหลวงเลื่อนปฏิบัติเร็วขึ้น

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ฝนหลวง,ฝุ่นพีเอ็ม,PM25,ธรรมนัส,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

นายกฯห่วงปัญหาภัยแล้ง ฝุ่น pm 2.5 สั่งกรมฝนหลวงเริ่มปฏิบัติการตามแผนประจำปีเร็วขึ้น 1 เดือนหนุนบุคลากร อากาศยานรับภารกิจที่มากขึ้น

31 มกราคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้แก้ปัญหาภัยแล้งและฝุ่นละออง PM 2.5 

อ่านข่าว-เปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้แล้งใต้ปีกฝนหลวง

จึงสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในฤดูแล้งนี้ หากพบว่า บริเวณใดสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วซึ่งมีอยู่ 3 ชุดบินขึ้นปฏิบัติการทันที ขณะนี้อยู่ในห้วงที่กรมฝนหลวง ตรวจสอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน ปกติแล้วแผนเปิดหน่วยฝนหลวงประจำปีจะเริ่มวันที่ 1 มีนาคม แต่ปีนี้จะเลื่อนเร็วขึ้นมาเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์เนื่องจากแนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งและฝุ่นละออง PM 2.5 จะรุนแรง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรที่จะขยายอัตรากำลังเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและเพิ่มจำนวนอากาศยานเพราะภารกิจมีมาก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งถี่และนานขึ้น ตลอดจนในปี 2562 ช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 หลายพื้นที่ กรมฝนหลวง ได้ปฏิบัติการทำให้พ้นวิกฤติมาได้ มั่นใจว่า การขออัตรากำลังเพิ่มไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งเสนอขอรับข้าราชการเพิ่มประมาณ 300 คนและพนักงาน 400 คนนั้นจะได้รับการพิจารณาตามความเหมาะสมของภารกิจและปริมาณงาน

ขณะที่นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุดประจำอยู่ที่สนามบินนครสวรรค์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากพบที่ใดมีความชื้นสัมพัทธ์และดัชนีการยกตัวของเมฆเหมาะสมจะบินขึ้นทำฝนทันที การทำฝนช่วยทั้งแก้ภัยแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ และยังช่วยลดฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งในปีนี้มีแผนการทำงานเหมือนปีที่แล้ว

โดยได้รับอนุญาตให้บินเข้าใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติได้มากขึ้น จากปกติต้องอยู่ห่างไม่น้อยกว่า 60 ไมล์ โดยสามารถอยู่ห่างไม่น้อยกว่า 45 ไมล์ได้ซึ่งจะสามารถบินปฏิบัติการบริเวณจังหวัดนครนายกและฉะเชิงเทราเพื่อก่อเมฆ แล้วให้ลมพัดพามาตกเป็นฝนในกรุงเทพฯได้

สำหรับการเปิดหน่วยฝนหลวงประจำปีระหว่างวันที่ 3-16 กุมภาพันธ์ 2563 จะเปิดหน่วยปฏิบัติการ 6 หน่วย ได้แก่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น บุรีรัมย์ ระยอง และสุราษฎร์ธานี โดยใช้อากาศยานรวม 12 ลำ เป็นเครื่องบินฝนหลวง 8 ลำและเครื่องบินกองทัพอากาศ 4 ลำ อีกทั้งเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 1 ฐานที่  จ. เชียงใหม่ จากนั้นตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจะเปิดหน่วยปฏิบัติการทั้งหมด 11 หน่วย

ทั้งนี้ได้แก่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี ขอนแก่น อุดรธานี บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และสุราษฎร์ธานี โดยใช้อากาศยาน 29 ลำ เป็นเครื่องบินฝนหลวง 23 ลำและเครื่องบินกองทัพอากาศ 6 ลำ รวมถึงเปิดฐานเติมสารฝนหลวง 5 ฐานที่จ.ตาก ลพบุรี สกลนคร จันทบุรี และสงขลา (หาดใหญ่)