1 ล้านต้นกล้า ล้างค่ามลพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

1 ล้านต้นกล้า ล้างค่ามลพิษ

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ต้นกล้า,พีเอ็ม,มลพิษ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 404 ครั้ง

เตรียมแจกกล้าไม้ 6 ชนิด 1ล้านต้น ให้คนกทม.ปลูกในบ้านเรือน คอนโด แก้ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ได้20-25% เล็งขยายผลปลูกจิตสำนึกระยะยาวเพิ่มกรีน-ซิตี้

31 มกราคม 2563 เฉลิมชัย เตรียมแจกกล้าไม้ 6 ชนิด 1 ล้านต้น ให้คนกทม.ปลูกในบ้านเรือน คอนโด แก้ฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 ได้20-25% เล็งขยายผลปลูกจิตสำนึกระยะยาวเพิ่มกรีน-ซิตี้  สั่งตั้งคณะทำงานหยุดเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐาน และพบในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้นลด PM2.5” ภายใต้โครงการ Green-city เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00 น. ณ ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานในงานมอบต้นไม้ 6 ชนิดให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่ง วช.ได้วิจัยพืช 6 ชนิดนี้แล้วได้ผลชัดเจน ว่าเป็นต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับฝุ่นขนาดเล็กพีเอ็ม2.5 ได้แก่ กระดุมทอง ไม้ประดับตระกูลคล้า (คล้านกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิน (เฟินขนนก เฟินเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และต้นสนไซเปรส

เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณในและนอกบ้าน ระเบียงคอนโดมิเนียม  สถานที่ทำงาน ริมถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าและปีต่อไป เสมือนการสร้างภูมิต้านทานให้กรุงเทพฯในระยะยาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกร ที่สนใจเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจะขยายโครงการมอบกล้าต้นไม้ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมมือกันในการแจกจ่ายต้นไม้ให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนรวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนผ่านทาง http://www.green-city.online เพื่อระบุสถานที่ที่จะเข้าไปรับต้นไม้ดังกล่าว โดยในเบื้องต้นจะเริ่มแจกจ่ายให้กับประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คนละ 5 ต้น อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายไปยังวัด โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลด PM2.5 และเป็นการต่อยอดให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย

ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5 เป็นวาระแห่งชาติ เพราะส่งกระทบกับสุขภาพทุกคนทุกพื้นที่ เพื่อผลักดันเป็นโครงการสาธารณะ เราทำอย่างต่อเนื่องไม่หยุดแค่ 1 ล้านต้น จะมีพันธมิตร เข้ามาร่วมอีกมาก ซึ่งต้นไม้ 6 ชนิด มีคุณสมบัติดูดซับสาร พีเอ็ม2.5 ได้ถึง20-25%

โครงการนี้เริ่มต้นที่กรุงเทพ แก้สภาพฝุ่นกทม.มีปัญหามากที่สุด เป็นโครงการระยะยาว ไปสู่ต่างจังหวัด ที่ต้องปลูกจิตสำนึกระยะยาว ถ้าเราทำได้จะประสบความสำเร็จ ขณะนี้ต้นไม้เตรียมไว้แล้ว โดยกทม. ประสาน 50 เขต แจกให้กับประชาชน เป็นพืชนำมาสามารถปลูกในบ้านเรือน ระเบียงคอนโด และในอาคาร

ส่วนปัญหาการเผาพื้นที่เกษตร มีการตั้งคณะทำงานไปดูแล สื่อสาร ขอความร่วมมือเกษตรกร และมีโครงการไถฝั่งกลบลดการเผาเศษซากพืช ได้เร่งมาตรการหยุดการเผาพื้นที่เกษตรทุกพื้นที่

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชะงักทั่วโลก สินค้าเกษตรไทยเข้าจีนหด เร่งแปรรูปหาตลาดใหม่

31 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สินค้าเกษตร,เฉลิมชัย,จีน,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019,ไวรัสโคโรนา,ไวรัสโคโรน่า
เปิดอ่าน 598 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งหน่วยงานเร่งประเมินผลกระทบ ส่งสินค้าเกษตรไทยเข้าจีน หดหาย จากโรคระบาดไวรัสโคโรนา เกิดภาวะชะงักทั่วโลก เร่งหามาตรการรองรับ นำไปแปรรูป หาตลาดใหม่

31 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรน่า ที่ประเทศจีน ว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมากน้อยอย่างไร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ภัยแล้งแผลงฤทธิ์…ภาคเกษตรพังยับกว่าพันล้านบาท

ทั้งนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงหามาตรการรองรับผลผลิตการเกษตรที่กำลังจะออกมา และมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน โดยการนำไปแปรรูปให้มากขึ้นและเร่งหาตลาดใหม่ส่งออก อย่างไรก็ตามขณะนี้สินค้าทุกชนิด ผักผลไม้จากประเทศจีนไม่มีเข้ามาไทยดังนั้นผู้บริโภคไม่ต้องกังวล

“เหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนา ที่จีน เกิดขึ้นมาอย่างกระทันหันไม่คาดคิด ซึ่งจะมีผลกระทบกับสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปตลาดเมืองจีน ส่วนทางการไทย ต้องเร่งป้องกันโรคไม่ให้กระจาย โดยทางการจีน เชื่อมั่นว่ามาตรการปิดเมือง สามารถเอาอยู่ เพราะระยะฝักตัวอของเชื้อไวรัสชัดเจน2-3สัปดาห์ กักคนเดินทาง และโรคนี้รักษาหายได้ จะมีอันตราย กับคนแก่ ส่วนคนแข็งแรง เป็นพาหะของโรค ซึ่งสภาวะต่างๆอาจชะงักไปช่วงหนึ่งทั่วโลก และสินค้าเกษตรไทยจะเร่ง หาทางแปรรูปมากที่สุด และหาตลาดใหม่ๆเพิ่มการส่งออก”นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5

30 มกราคม 2563 – 12:18 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 271 ครั้ง

เกษตรฯจับมือวช. จัดกิจกรรม”ปลูกเพื่อป(ล)อด”ล้านต้นลดPM2.5

 กระทรวงเกษตรฯ จับมือ วช. กทม. และพันธมิตร/องค์กร เตรียมมอบต้นกล้า 1 ล้านต้น ให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณ PM2.5 อย่างยั่งยืน

อ่านข่าว-สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมรณรงค์สร้างวินัยหยุดเผาใน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่สูงเกินมาตรฐาน และพบในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ปลูกเพื่อป(ล)อด” ล้านต้น ลด PM2.5 ภายใต้โครงการ Green-city by MOAC ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00 น. โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ลานน้ำพุ  ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งกิจกรรมภายในงานจะมีการแจกจ่ายต้นกล้าที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดซับฝุ่น PM2.5 รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 ชนิด

ได้แก่ กระดุมทอง ไม้ประดับตระกูลคล้า (คล้านกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิน (เฟินขนนก เฟินเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และต้นสนไซเปรส เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณในและนอกบ้าน สถานที่ทำงาน ริมถนน และสวนสาธารณะ เพื่อเป็นการลดผลกระทบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปีหน้าและปีต่อไป เสมือนการสร้างภูมิต้านทานให้กรุงเทพฯในระยะยาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนและเกษตรกร ที่สนใจเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะร่วมมือกันในการแจกจ่ายต้นกล้าให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนรวมทั้งสิ้น 1 ล้านต้น โดยจะเปิดให้มีการลงทะเบียนผ่านทาง http://www.green-city.online เพื่อระบุสถานที่ที่จะเข้าไปรับต้นกล้าดังกล่าว โดยในเบื้องต้นจะเริ่มแจกจ่ายให้กับประชาชนในเดือนกุมภาพันธ์นี้ คนละ 5 ต้น พร้อมคู่มือการดูแล อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายไปยังวัด โรงเรียน โรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลด PM2.5 และเป็นการต่อยอดให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วย
“เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพืชเกือบทุกประเภทมีความสามารถในการดักเก็บฝุ่นไว้ตามใบและก้าน ยิ่งหากพืชใดมีใบหนาแน่นหลายชั้น ใบถี่ ใบมีร่องลึก ใบและก้านมีขน ความสามารถในการดักเก็บฝุ่นก็จะสูงตามพื้นที่ผิวที่มี  นอกจากนี้ กลไกภายในของพืชเองก็มีความสำคัญในการลดฝุ่น PM2.5 และมลพิษอื่นที่อาจปนเปื้อนไปกับฝุ่น การทำงานของเครือข่ายบนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในวันนี้ จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานของเมืองบนฐานแนวคิดเกษตรและพืชสวน นำไปสู่เมืองแห่ง Green-city ได้สำเร็จโดยเร็ว ตลอดจนเป็นการปลูกจิตสำนึกในการปลูกต้นไม้ให้กับประชาชน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยนำร่องในพื้นที่ กทม. เป็นแห่งแรกเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และในอนาคตจะมีการขยายโครงการไปสู่เมืองใหญ่ในแต่ละจังหวัดต่อไป ” นายเฉลิมชัย กล่าว

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

30 มกราคม 2563 – 08:04 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ

ฉลุยครม.อนุมัติในหลักการให้กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ หลังมีรายการเกิน  1,000  ล้านบาท ยันคุมเข้มทุกโครงการเพื่อให้เสร็จตามแผนช่วยเหลือประชาชน

    ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

     ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ  14 ม.ค. 2563  มีมติอนุมัติในหลักการให้กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564  สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000  ล้านบาท ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ  ทั้งหมดมี  7 รายการภายใต้  5 โครงการสำคัญเพื่อดำเนินการต่อเนื่อง วงเงินรวม  4,065.0738   ล้านบาท    ซึ่งโครงการอยู่ในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและแผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“เป็นการขอตามมาตรา  26  ของกฎหมายงบประมาณปี  2561  โดยเมื่อครม.อนุมัติแล้วกรมชลฯจะสามารถยื่นคำขอตั้งงบปี 64  สำหรับโครงการเกินหนึ่งพันล้านบาทของกรมได้ ทั้งนี้โครงการก่อสร้างของกรมที่ได้อนุมัติให้ดำเนินแล้วนั้น  กรมจะมีคณะกรรมการติดตามโครงการเพื่อให้แล้วเสร็จตามแผนงาน สำหรับช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกโครงการ   “ดร.ทองเปลวกล่าว

สำหรับ  5 โครงการประกอบด้วย  1. โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 8 ม.ค. 2562 วงเงิน21,000  ล้านบาท  เป็นโครงการที่จะตัดยอดน้ำที่จะไหลผ่านเกาะเมืองอยุธยา เมื่อเสร็จจะช่วยลดอุทกภัพในพื้นที่   มีรายการเกินหนึ่งพันล้านบาท 2 รายการ วงเงินรวม 7,114.1330 ล้านบาท โดยในปี 64เสนอขอตั้งงบไว้  1,422.8266  ล้านบาท    2. โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ   จังหวัดนครศรีธรรมราช   ครม.เห็นชอบเมื่อ  12 ธ.ค.  60 งบประมาณ 9,580  ล้านบาท

โดยมีรายการที่งบเกิน  1,000  ล้านบาทที่ต้องเสนอครม.อนุมัติตั้งงบคือรายการคลองระบายน้ำและอาคารประกอบวงเงิน  2,751.40 ล้านบาท ในปี64 ขอตั้งงบ 550.28  ล้านบาท  3.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี  ซึ่งเป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาลสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี  วงเงินโครงการ 13,000  ล้านบาท โดยมีรายการที่งบเกิน1,000  ล้านบาทต้องเสนอขออนุมัติตั้งงบ 2 รายการวงเงินรวม 7,060 ล้านบาท

 

โดยปี 2564  เสนอขอตั้งงบจำนวน  1,412 ล้านบาท เพื่อเร่งปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1  พร้อมอาคารประกอบ  ซึ่งคลองนี้จะตัดยอดน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเพชรไปออกทะเล อัตราการระบาย  500  ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที   เนื่องจากแม่น้ำเพชรช่วงไหลผ่านตัวเมืองมี ศักยภาพระบายน้ำได้เพียง  150  ลบ.ม.ต่อวินาทีส่งผลให้มีปัญหาน้ำท่วมในเมืองซ้ำซาก

4. โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ  วงเงิน 2,875 ล้านบาท   โดยมีรายการงบเกิน 1,000  ล้านบาท ต้องเสนอครม.อนุมัติตั้งงบ 1 รายการ วงเงิน   1,899.8360  ล้านบาท  โดยปี 64 ขออนุมัติตั้งงบ  379.9672 ล้านบาท  และ 5. โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก  วงเงินรวม  6,400  ล้านบาท มีรายการงบเกิน 1,000  ล้านบาท   1 รายการ วงเงิน 1,500  ล้านบาท   ซึ่งได้ขออนุมัติตั้งงบปี 64 จำนวน  300  ล้านบาท   เพื่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ

วิกฤติแล้ง 63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วิกฤติแล้ง  63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี

28 มกราคม 2563 – 15:04 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

วิกฤติแล้ง  63 งานท้าทายชลประทานในรอบ 40 ปี

ฤดูแล้งปี  2563 ติดลำดับ 2  รองจากปี  2522  แซงปี  2558 ไปแล้ว ภาระและความคาดหวังที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจึงเป็นสิ่งที่กรมชลประทานในฐานะผู้ปฏิบัติจะต้องฝ่าฟันบริหารไปด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด

     นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน

นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าปี 2563 เป็นปีที่แล้งรองจากปี  2522 ในรอบ  40  ปี อีกทั้งคาดว่าปี63 ปริมาณฝนในฤดูจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ  5-10 %  ส่งผลต่อปริมาณน้ำสะสมในอ่าง ทำให้กรมต้องวางแผนบริหารน้ำอย่างเข้มงวดเพื่อให้พ้นจากวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้    ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของข้าราชการกรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันประหยัดน้ำ

โดยกรมได้ตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี  2562/2563  ที่กรมชลฯเพื่อเป็นหน่วยกลางประสานการช่วยเหลือทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังได้มีศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจสำนักชลประทานที่ 1-17และสำนักเครื่องจักรกล เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการกระจายการช่วยเหลือด้านเครื่องมือ เครื่องจักร ตลอดจนสร้างความเข้าใจกับประชาชน ถามที่ศูนย์อำนวยการฯได้สั่งการ และให้ทุกฝ่ายรายงานผลการดำเนินการมาที่กรมทุกวัน

สำหรับปริมาณน้ำที่กรมวางแผนฤดูแล้งปี 2562/63 ( 1พ.ย.  62- 30 เม.ย.2563) ณ  วันที่  1 พ.ย.  2562  มีน้ำต้นทุนรวม  29,039  ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)   ได้จัดสรรน้ำออกเป็น2 ก้อน คือ 1.ปริมาณที่จะจัดสรรในฤดูแล้งปี 62/63(1พ.ย. 62-30เม.ย.63)   และ 2.สำรองสำหรับฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค.63

ในการบริหารได้ให้ลำดับความสำคัญคือ 1.เพื่อการอุปโภค -บริโภค     2.เพื่อการรักษานิเวศน์และอื่นๆ    3. สำรองเพื่อต้นฤดูฝนและสำรองฝนทิ้งช่วง4. น้ำเพื่อการเกษตรเพื่อการเกษตรต่อเนื่องและ 5.อุตสาหกรรม

น้ำที่จัดสรรสำหรับฤดูแล้งปี  62/63  รวม  17,699  ล้านลบ.ม. ( 61% ) ของปริมาณน้ำต้นทุน และสำรองไว้ต้นฤดูฝนปี 63 และเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วง( พ.ค. -ก.ค.63) รวม  11,340 ล้านลบ.ม. (39% ) ของน้ำต้นทุน

ซึ่งปริมาณน้ำฤดูแล้ง(1พ.ย.62-30 เม.ย. 63) จำนวน  17,699  ล้านลบ.ม.(61%)ของน้ำต้นทุนจะใช้เพื่อ 1.อุปโภค บริโภค จำนวน 2,300  ล้านลบ.ม. (13%) 2.เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 7,006 ล้านลบ.ม.(40%)3. เพื่ออุตสาหกรรม  519 ล้านลบ.ม.(3%) 4.เพื่อการเกษตรฤดูแล้ง 7,874  ล้านลบ.ม.(44%)   ส่วนปริมาณน้ำสำรองต้นฤดูฝนและช่วงฝนทิ้งช่วงจำนวน  11,340  ล้านลบ.ม.หรือ 39% ของปริมาณน้ำต้นทุน (  พ.ค.-ก.ค. 63) จะจัดสรรเพื่อ 1.การอุปโภค-บริโภค 4,909  ล้านลบ.ม. (43%) และ 2.สำรองฝนทิ้งช่วง  6,431  ล้านลบ.ม.(57%)

ในขณะที่แผนการจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยาฤดูแล้งปี 62/63  ณ 1 พ.ย.  2563 มีน้ำต้นทุน 5,377  ล้านลบ.ม.  จัดสรรสำหรับช่วง  1พ.ย.62-30 เม.ย.  63 จำนวน  4 ,000   ล้านลบ.ม.หรือ  65% ของน้ำต้นทุน  และสำรองไว้ต้นฤดูฝนและเพื่อฝนทิ้งช่วง 2,227 ล้านลบ.ม.  และน้ำจากลุ่มแม่กลองมาเติมน้ำต้นทุนให้ลุ่มเจ้าพระยาประมาณ  500-850   ล้านลบ.ม.

ในลุ่มเจ้าพระยาช่วงฤดูแล้งพ.ย. 62- เม.ย.  63 จะจัดสรรน้ำต้นทุน 4,000 ล้านลบ.ม.เพื่อ 1.การอุปโภค-บริโภค 1,150  ล้านลบ.ม.( 29%)  2.เพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,200  ล้านลบ.ม.  3.เพื่ออุตสาหกรรม 135 ล้านลบ.ม.(3%)   4.พืชต่อเนื่องและอื่นๆ 515  ล้านลบ.ม.(13%) ส่วนน้ำที่สำรองต้นฤดูฝนและฝนทิ้งช่วง พ.ค.- ก.ค.  2563 จำนวน 2,227  ล้านลบ.ม.จะใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 1,841  ล้านลบ.ม.(83% ) และเพื่อฝนทิ้งช่วง386  ล้านลบ.ม.(17%)

“ปริมาณน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท ขั้นต่ำสุดที่กรมเคยบริหาร อยู่ที่ประมาณ  18  ล้านลบ.ม.ต่อวันในปี  2558  ซึ่งปีนั้นวิกฤติมาก  และในกรณีที่น้ำทะเลหนุนสูงจะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันเป็นครั้งคราวตามแผนการใช้น้ำของฝั่งตะวันตกโดยปีนี้วางแผนจะใช้น้ำลุ่มน้ำแม่กลองประมาณ  500  ล้านลบ.ม. โดยเฉพาะในช่วงน้ำทะเลหนุนเพื่อช่วยดันน้ำเค็ม  ร่วมกับน้ำเหนือและการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ เพื่อรักษาระบบประปาของการประปานครหลวงซึ่งในเดือนม.ค. 63 ได้ใช้แผนนี้และประสบความสำเร็จ  จากการบริหารอย่างเข้มข้นทำให้การใช้น้ำยังเป็นไปตามแผน   รวมถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ทำงานทุ่มเทกันต่อเนื่องเชื่อมั่นว่าจะผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยดี  “

 

ในขณะที่ 7 จังหวัดลุ่มน้ำแม่กลอง   มีปริมาณน้ำใช้การรวม 5,700  ล้านลบ.ม.  สำหรับอุปโภค บริโภค 460  ล้านลบ.ม.( 8%)เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,560 ล้านลบ.ม. ( 27) %  เพื่อการเกษตร  3,180 ล้านลบ.ม.(56% ) และเพื่อช่วยลุ่มน้ำเจ้าพระยา 500  ล้านลบ.ม.  (9 %)

ในท่ามกลางวิกฤติและปัญหา การบริหารทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ พร้อมกับการติดตามอย่างใกล้ชิดของทุกฝ่าย ก็เชื่อว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตินี้ไปได้   นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้เห็นว่าความผสานความร่วมมือ ใดๆจะสำเร็จได้ต้องมีประชาชนเป็นส่วนร่วมที่สำคัญ

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลำน้ำยม

27 มกราคม 2563 – 20:59 น.
จิตอาสาพระราชทาน,ขุดสระ,ติดตั้งระบบประปา,แม่น้ำยม,จังหวัดสุโขทัย
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

จิตอาสาขุดสระแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พร้อมติดตั้งระบบประปาในพื้นที่ลำน้ำยม

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด แม่น้ำมีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเหลือแต่พื้นทรายเป็นบริเวณกว้าง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค และน้ำที่ใช้เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ

ในส่วนพื้นที่แม่น้ำยม ตำบลวังทอง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ก็ประสบปัญหาภัยแล้ง ลำน้ำมีสภาพแห้งขอดเช่นกัน

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา จึงได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง​ และบรรเทาความเดือดร้อน​จากการขาดแคลนน้ำอุปโภค​บริโภค​ โดยได้แบ่งกิจกรรมเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือขุดสระ และส่วนที่สองคือติดตั้งระบบประปาให้กับประชาชน

กลุ่มจิตอาสาพระราชทานได้เตรียมเครื่องมือ รถแบคโฮ ​และเครื่องจักรกลต่างๆ​ ดำเนินการขุดสระในลำน้ำ​ยมเพื่อเก็บกักน้ำ จากนั้นได้ช่วยกันติดตั้งระบบประปาจากสระที่ได้ดำเนินการขุด พร้อมทั้งวางระบบการบริหารจัดการน้ำประปาหมู่บ้านให้เป็นระบบ

ส่งผลทำให้ประชาชนมีแหล่งน้ำใช้แก้ไขปัญหาภัยแล้งเบื้องต้นได้ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนจำนวนรวมกว่า 470 ครัวเรือน

สุดยิ่งใหญ่ อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/413156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยิ่งใหญ่  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน’เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563

27 มกราคม 2563 – 20:03 น.
เทศกาลโคนมแห่งชาติ2563,ดรณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ,ผออสค,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

สุดยิ่งใหญ่.  อ.ส.ค.เตรียมจัดงาน ‘เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563’ โชว์ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอุตสาหกรรมนมไทยชูแนวคิด”รักนม รักฟาร์มฯ”

อ.ส.ค. เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2563 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด
“รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่ เพื่อก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ” โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ม.ค.-9 ก.พ. 63 ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเป็นงานที่ทาง อ.ส.ค.ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รักนม รักฟาร์ม สืบสาน รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทาน” ซึ่งมีกิจกรรมในงานที่สำคัญ อาทิ สัมมนาวิชาการ, นิทรรศการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร, การสาธิตและการจัดแสดงผลงานวิจัยด้านการพัฒนาโคนมและอุตสาหกรรมโคนมโดยได้รับความร่วมมือจาก ภาครัฐ และภาคเอกชน, บูธออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และมีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิมผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ครสชาติใหม่ๆ, การประกวดแข่งขันโคนมประเภทต่างๆ , การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตรต่างๆ, สัมผัสบรรยากาศฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค , การเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานผลิตนมไทย-เดนมาร์ค , ชมสาธิตการรีดนมโค และการทำปุ๋ยนมสดจากผู้เชี่ยวชาญของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เลยคือ งาน Thai-Denmark Milksic Festival ครั้งที่ 3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 พบปะกับศิลปินต่างๆมากมาย เป็นต้น

โดยในวันที่ 29 มกราคม 2563 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย

“โคนมอาชีพพระราชทาน เป็นอาชีพอันทรงคุณค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้ให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะทำให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทั้งยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนในด้านการรณรงค์การบริโภคนมของคนไทย ได้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทยให้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นการเสริมสร้างโภชนาการและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้มีการมอบนโยบายแก่ อ.ส.ค. มาโดยตลอด

ในเรื่องการตอกย้ำเพื่อสร้างการรับรู้ในการบริโภคมนม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาดื่มนมกันมากขึ้น โดยมีเป้าหมายการเพิ่มปริมาณจาก 18 ลิตร/คน/ปี เป็น 25 ลิตร/คน/ปี ภายในปี 2569 ซึ่งนอกจากการบริโภคนมคุณภาพดีที่ได้มาจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของไทย นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนคไทยมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรฯ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางภาคการเกษตร ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมนมไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกด้วย ” นางสาวมนัญญา กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดย อ.ส.ค.ได้ให้ความสำคัญในการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัยรักการดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ที่ได้จากเกษตรกร เนื่องจากเห็นว่านอกจากจะส่งเสริมสุขภาพที่ดีกับให้คนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงในการประกอบอาชีพโคนมอีกด้วย

โดยอ.ส.ค. มุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทยถือเป็นพันธกิจหลักของ อ.ส.ค. ที่ผ่านมา อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค อยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้แผนวิสาหกิจ 5 ปี (2560-2564) โดยมุ่งส่งเสริมความรู้เกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบและหาช่องทางขายใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งมีการพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน พร้อมวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกให้มีความมั่นคงและเติบโตในอาชีพการเลี้ยงโคนม

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังได้จัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่จังหวัดสกลนคร พร้อมเปิดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม เพื่อการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ควบคู่กับการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยง การผลิต การแปรรูปภายใต้เทคโนโยลีและนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติและสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรให้มีความมั่นคง ยั่งยืนสืบไป

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ลุยบุรีรัมย์ จัดการบริหารน้ำ

27 มกราคม 2563 – 00:25 น.
เฉลิมชัย,รุกจัดการน้ำ,ปริมาณน้ำ,ลงพื้นที่,บุรีรัมย์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ขึ้นบุรีรัมย์ เดินหน้ารุกจัดการน้ำตามแผน มั่นใจปริมาณน้ำเพียงพอ

  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเมืองบุรีรัมย์ ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ พร้อมด้วยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะทำงาน โดยจะลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ซึ่งจะรับฟังการบรรยายสรุปการแก้ไขปัญหาในพื้นที่และมอบนโยบายแนวทางการทำงานต่อเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ณ โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

สำหรับสถานการณ์น้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำเก็บกัก 295.39 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบัน 79.101 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26.78% มีปริมาณน้ำใช้การได้ 63.666 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 22.74% โดยมีสถานการณ์น้ำเพื่อการประปาอยู่ในเกณฑ์ที่มีน้ำเพียงพอ นอกจากการประปาส่วนภูมิภาคเมืองบุรีรัมย์และเทศบาลเมืองประโคนชัย ที่อยู่ระหว่างดำเนินการผันน้ำและสูบน้ำช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาดมีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่าจะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และแม้ว่าขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย หากเกิดกรณีฝนมาล่าช้า จึงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้ถึงที่สุด รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต.

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สันนิบาตสหกรณ์ติวกม.สมาชิกตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สันนิบาตสหกรณ์,กฏหมาย,ให้ความรู้,สหกรณ์,โคราช,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

ทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ ปูพื้นด้านกฎหมายสมาชิกสหกรณ์สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม

27 มกราคม 2563 “ปรเมศวร์”นำทีมกฎหมาย สันนิบาตสหกรณ์ลงพื้นที่ จัดทำโครงการ CSR ปูพื้นด้านกฎหมายให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตระหนักในหน้าที่ตรวจสอบกันเองแก้สหกรณ์ทุจริตจนล้ม 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และนายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมโครงการสัญจรเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน

ซึ่งเป็นโครงการ csr ที่สันนิบาตสหกรณ์ร่วมกับสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาและสถานีประชาชน โดยจัดเวทีให้ความรู้ด้านกฎหมายในหัวข้อเรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ และกฎหมายสหกรณ์  โดยลงพื้นที่ให้ความรู้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ตระหนักในภาระหน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น

โดยนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า การลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนเป็นหน้าที่ของสันนิบาตสหกรณ์และถือเป็นโครงการ CSR ที่ไม่เพียงแค่สมาชิกสหกรณ์ที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารทางด้านกฎหมายของสหกรณ์ ยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้สมาชิกสหกรณ์ที่ต้องรับรู้ภาระหน้าที่และตระหนักถึงหน้าที่เพราะสมาชิกนอกจากจะได้ผลประโยชน์จากการปันผล สมาชิกทุกคนยังต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องการบริหารงานของกรรมการสหกรณ์ด้วย

ที่ผ่านมาสมาชิกอาจละเลยเรื่องการตรวจสอบมองแต่เรื่องผลประโยชน์ จึงส่งผลให้เกิดการทุจริตในเรื่องการบริหารจัดการของกรรมการจนเกิดการการทุจริตถึงขั้นสหกรณ์ล้มได้ และมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาต่อเนื่องหากสมาชิกไม่ตระหนักถึงหน้าที่การตรวจสอบของตนเองเพราะสหกรณ์คือการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้เข้มแข็งเป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่มเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม นอกจากให้ความรู้เรื่องสหกรณ์แล้วสันนิบาตสหกรณ์ฯได้ร่วมมือกับ หน่วยงานภายนอกให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่ประชาชนควรรู้ เพราะปัจจุบันนี้ในเรื่องของกฎหมายเป็นเรื่อบสำคัญที่ประชาชนทุกคนควรทราบ โดยในครั้งนี้ได้ลงพื้นที่มาให้ความรู้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด และสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก มีสมาชิกหลายท่าน เข้ามาปรึกษาหารือด้านกฎหมาย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะให้ความรู้กับประชาชนแล้ว ยังได้ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาและสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายซึ่งถือเป็นหน้าที่หนึ่งของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และในครั้งหน้า หากมีการสัญจรในจังหวัดใด จะได้ดำเนินการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ และหากมีปัญหาจะได้เข้ามาปรึกษาหารือต่อไป

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,อ่างเก็บน้ำ,จันทบุรี,การไฟฟ้า,ข่าววันนี้,ภัยแล้ง,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

ประภัตร ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง จันทบุรี สั่งกรมชลฯเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ให้แล้วเสร็จทันฤดูฝนนี้

คลิปที่ 1

2ึ7 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จันทบุรีครั้งนี้พบว่ามีโครงการชลประทาน อยู่ระหว่างการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศ 

ทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯได้เร่งรัดให้ กรมชลประทาน ดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อกักเก็บน้ำได้ทันในฤดูฝนนี้ ซึ่งในส่วนจ.จันทบุรี กำลังเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ซึ่งความจุ 80 ล้านลบ.ม. เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า ต้องเดินหน้าโครงการแหล่งเก็บน้ำ ต.บางชัน อ.คลองขลุง จ.จันทบุรี ในส่วนพื้นที่แปลงสุดท้ายที่ยังติดปัญหาเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ได้มีปัญหามายาวนาน ตนจะนำเรื่องไปหารือกับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯและแจ้งว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเป็นแหล่งน้ำให้กับคนนับหมื่นคนได้ใช้

โดยกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการแก้ไขภัยแล้งพื้นที่เกษตร ทั้งช่วงเข้าสู่ภาวะภัยแล้ง และแผนเผชิญเหตุ ใช้น้ำบนฟ้า บนดิน ใต้ดิน และฟื้นฟูอาชีพ สภาพพื้นที่หลังประสบภัยให้เกษตรกรไปแจ้งขอความช่วยเหลือ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ได้ทุกพื้นที่

ขณะนี้ จ.จันทบุรียังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้ง รวม 10 อำเภอ 69 ตำบล พื้นที่ 379.861 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน อาทิ อ.มะขาม อ.เมือง อ.แหลมสิงห์ และ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้การเกษตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง

จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จ.จันทบุรี มีปริมาณฝนตกลงมามากกว่าหลายจังหวัด แต่ลักษณะพื้นที่ลาดเอียงจึงทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่ทะเล จึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอ

ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง สำหรับในส่วนของการแก้ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ที่ติดขัดเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ จ.จันทบุรี ได้ดำเนินการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมอุทยานแห่งชาติจะประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.21 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพัฒนาการเกษตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,500 ไร่

สำหรับ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,284,609 ไร่ (57.67% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยแบ่งเป็น พื้นที่ไม้ผล 1,038,126 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 893,062 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 118,797 ไร่ พื้นที่นา 32,186 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 7,225 ไร่ เป็นต้น ปริมาณน้ำภาพรวมจังหวัด 230 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62 ถึง วันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 17,391.30 มม. พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 339,292 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,779 กิโลกรัม ลำใย 279,776 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,342 กิโลกรัม มังคุด 125,834 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 967 กิโลกรัม

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 5 แห่ง คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองประเเกด อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย และอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ รวมความจุอ่าง 306.44 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำทั้งหมด 230.30 ล้าน ลบ.ม. น้ำใช้การได้ 220 ล้าน ลบ. คิดเป็น 72 (ตัวเลข ณ วันที่ 24 ม.ค. 62)