เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม

26 มกราคม 2563 – 11:06 น.
เครือข่ายคนรักแม่กลอง,สารอินทรี,กำจัดวัชพืช,A777 ตรานาคเขียว,เกษตรกร,แห่ซื้อใช้,กรมวิชาการเกษตร,เสริมสุข,ข่าววันนี้,สารพิษ,สารชีวภัณฑ์ปลอม
เปิดอ่าน 733 ครั้ง

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อใช้กันเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ “เสริมสุข” ร่อนหนังสือยันด่วนที่สุดมีสารพาราควอตปน 2.49% เข้าข่ายหลอกลวง เตรียมไล่ล่า เปิดหน้ากากเจ้าของแบรนด์จะต้องรับผิดชอบ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากการที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ส่งตัวอย่างสารอินทรีย์กำจัดวัชพืช ชื่อการค้า “A+77” ตรานาคเขียว มีพาราควอตไดคลอไรด์ แต่ไม่พบไกลโฟเซต-ไอโซโพพิลแอมโมเนียม และ 2,4 ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม  อย่างไรก็ดีทางกรมวิชาการเกษตรยังขอข้อมูลสถานที่จำหน่ายที่ชัดเจนเพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่กรมจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งกฎหมายของกรมมีการในการจับของปลอม

“สาเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบก็เพราะมีเกษตรกรไปซื้อมาใช้ในแปลง เนื่องจากเจ้าของผู้ผลิตเป็นปราชญ์ขาวบ้านจากศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งหนึ่งประกาศเลยสารชนิดนี้จะมาแทนพาราควอต จึงทำให้เครือข่ายอยากทราบสารดังกล่าวเป็นชีวภัณฑ์จริงหรือไม่ จึงได้ตัดสินใจส่งไปตรวจสอบสารซึ่งได้คำตอบมาแล้วว่าผสมพาราควอต อย่างไรก็ดีอยากจะถาม “สารชีวภัณฑ์ สารอินทรีย์ฆ่าหญ้ามีจริงหรือ”

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,ปลูกข้าว,นาข้าว,ทำนา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 1,035 ครั้ง

คุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลน

26 มกราคม 2563 กรมชลฯคุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน วอนประชาชนต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ด้านศูนย์ติดตามแก้ไขภัยพิบัติเกษตรฯระบุพบพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผน 41 จว.กว่า 3.16 ล้านไร่ พื้นที่เกษตรเสียหาย 1.1 ล้านไร่ สูญเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ว่า ปัจจุบัน(25 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 44,970 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 21,169 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ซึ่งมีน้ำน้อยกว่าปี 2562 จำนวน 10,327 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯจำนวน 23.93 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำระบาย จำนวน 78.92 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

ทั้งนี้เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 10,558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,862 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน มีปริมาณน้ำไหลงอ่าง 4.65 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย17.71ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่าสำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การ 16% เขื่อนสิริกิติ์ 26%เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 24%เขื่อนแม่มอก 17%เขื่อนจุฬาภรณ์ 5%เขื่อนอุบลรัตน์ -6%เขื่อนลำพระเพลิง 12%เขื่อนมูลบน 30%เขื่อนลำแซะ25% เขื่อนลำนางรอง 16%เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 21%เขื่อนทับเสลา 13%

เขื่อนกระเสียว 8%เขื่อนคลองสียัด 15%และเขื่อนหนองปลาไหล 19%กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันกับกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำจากเขื่อนเหล่านี้ โดยจะเน้นการส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ เพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าภายใต้เงื่อนไขที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด ด้านสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตลอดตามแนวแม่น้ำสายหลักต่างๆ ขอให้ใช้น้ำตามแผนที่กรมชลประทานวางไว้เท่านั้น เพื่อที่จะควบคุมการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วยเช่นกัน

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำคลองตรอน บริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด และในพื้นที่เขตตำบลงิ้วงาม อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรับฟังปัญหาจากชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมชี้แจงสถานการณ์ในปัจจุบัน

รวมไปถึงแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 การประชาสัมพันธ์ ชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่งดสูบน้ำจากแหล่งน้ำลำน้ำน่านไปใช้ในการเพาะปลูก ด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ได้รับรู้ว่าปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยหากทำนาต่อเนื่องอาจเกิดความเสียหายได้ และขอความร่วมมืองดการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หากไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขภาคการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ (Chief of Operation) ครั้งที่ 4/2563 เพื่อชี้แจงสถานการณ์ดังกล่าวในที่ประชุมอีกด้วย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทาน พื้นที่ส่งน้ำของฝายคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังประมาณ 150 ไร่ คิดเป็น 1% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและสระเก็บน้ำในเขตพื้นที่ของเกษตรกรเอง
กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อขอความร่วมมือจากเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมใจกันปฏิบัติตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ขณะที่ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ของกรมชลประทานแผนการจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันท่ี 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จ่านวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำท้ังประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,495 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.71 ล้าน ลบ.ม. ต้ังแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 2,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของแผนจัดสรรน้ำ

ส่วนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63ทั้งประเทศ จำนวน 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.54 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.67 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.59 ล้านไร่
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 (ข้อมูล ณ 22 มกราคม 2563)ทั้งประเทศ จ่านวน 5.94 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.71 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1.23 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 82.39 ของแผน ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 3.18 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 2.80 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.38 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 193.90 ของแผน

ทั้งนี้จังหวัดที่มีการปลูกข้าวมากกว่าแผน รวม 3.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 41 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด อ้านาจเจริญ อุดรธานี

กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทุบรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี พืนท่ีรวม 2.81 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ มุกดาหาร และฉะเชิงเทรา พืนที่รวม 0.34 ล้านไร่

ผลกระทบด้านการเกษตรจากภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 63) จังหวัดที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 20 จังหวัด จำนวน 106 อ่าเภอ 592 ต่าบล 5,065 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) อุตรดิตถ์

(4) พะเยา(5) สุโขทัย(4) นครพนม(1) มหาสารคาม(7) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(7) กาฬสินธุ์(1) นครราชสีมา(5) จังหวัดสกลนคร(8) กาญจนบุรี(6) ฉะเชิงเทรา(2) ชัยนาท(4) นครสวรรค์(6) และจังหวัดสุพรรณบุรี(4) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวั ดลงนามในประกาศเขตฯ 1 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น(18)

ผลกระทบด้านการเกษตรในเบื้องต้น ด้านพืช ประสบภัย 21 จังหวัด เกษตรกร 252,377 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 2,267,702 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 20 จังหวัด เกษตรกร 111,120 ราย พื้นที่เสียหาย 1,152,596 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,012,978 ไร่ พืชไร่ 139,041 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 578 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,288.04 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,011 ราย พื้นที่ 5,770 ไร่ เป็นเงิน 6.43 ล้านบาท ส่วนด้านปศุสัตว์และประมง ยังไม่มีรายงานผลกระทบ

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412792?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,บุกรุกป่า,ม่อนแจ่ม,เชียงใหม่,นายทุน,อรรถพล เจริญชันษา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

ป่าไม้ผนึกหลายส่วนใช้กฎหมายผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ ย้ำใช้​ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นหลัก

26 มกราคม 2563 กรมป่าไม้เผยบูรณาการหลายภาคส่วนพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ. หลายฉบับ ย้ำการ​ใช้​ประโยชน์​ในที่ดินอนญาตเพื่อ​การ​เกษตร​เป็น​หลัก 

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กล่าวว่า ได้ประชุมหารือเพื่อบูรณาการร่วมในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) ตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่กับพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพลตำรวจโทศักดา ชื่นภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งความต่อตำรวจสอบสวนการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ

ทั้งนี้กรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่ม่อนแจ่มซึ่งอยู่ในโครงการหลวงหนองหอย ตรวจพบผู้ประกอบการ 116 ราย โดยดำเนินคดี 8 ราย ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.  2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ไปแล้ว 8 ราย จากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง

กรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมว่า การสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารว่า การก่อสร้างขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ การขอไฟฟ้า​-ประปาถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้างด้วย

นายอรรถพล บอกอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการวางโครงข่ายสัญญาณและเสาสัญญาณโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์จากผู้ให้บริการ 3 รายซึ่งต้องดูว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า การโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตนั้นเข้าข่ายเป็นความผิดอย่างใด

รวมทั้งประสานกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการทุกราย โดยเบื้องต้นอปท. แจ้งว่า ไม่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับธุรกิจโรงแรมและหลายรายไม่เสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย

“หากพบการกระทำผิดตามกฎหมายใด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนใดผิดกฎหมายต้องรื้อถอนและแก้ไข ผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยจึงจะไม่เสียสิทธิ์ โดยการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นต้องทำเกษตรกรรมเป็นหลักตามที่ตกลงกัน” นายอรรถพล กล่าว

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412148?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2

25 มกราคม 2563 – 06:18 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

แก้วกาญจนาในวันนี้แม้จะมีชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในระบบการค้าอยู่มากมาย นั่นก็ใช่ว่าจะมีปริมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน… หากแต่จะนับย้อนกลับไปราว 6-7 ปีที่ผ่านมา ต้นแก้วกาญจนาได้ถูกยกให้เป็นไม้ในกระแสที่ร้อนแรงไม่แพ้ไม้ประดับชนิดอื่นใดเลย ด้วยความต้องการที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น และมูลค่าที่รู้แล้วต้องทำให้หัวใจพองโต จนอยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อหวังขยายและทำกำไรด้วยเทคนิคต่างๆ สารพัดวิธี เพื่อการได้มาซึ่งหน่อพันธุ์ที่พร้อมจะเลี้ยงให้เติบโต

โดยบางครั้งขอเพียงแค่เริ่มออกรากก็สามารถขายทำกำไรงามๆ ได้แล้ว อีกทั้งในช่วงเวลานั้นยังมีการเพาะเลี้ยงด้วยวิธีพิเศษคู่ขนานไปกับการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ เพียงแค่ปรับสูตรอาหาร อันเป็นกระบวนการการเริ่มต้นที่สำคัญโดยเรียกวิธีการทำนั้นว่า การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) ซึ่งก็จะใช้เวลาในระยะหนึ่งให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่พร้อมผลิตออกมาสู่ระบบการค้าอย่างมีปริมาณในช่วงเวลานั้น

กระแสที่โหมกระหน่ำและเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทั้งสภาพเศรษฐกิจและปริมาณต้นที่พร้อมขาย รวมถึงต้นที่จะทยอยออกมาอีกในไม่ช้า ก็ยังมิอาจทำให้พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับไม้ชนิดนี้ชะงักหรือหยุดลงไปในทันที แต่ที่เป็นผลกระทบเป็นอย่างมากก็คือราคาที่เกิดจากการเร่งการขายเพื่อเก็บเงินสดลดความกังวลจากความไม่แน่นอนและความตั้งใจที่จะกระจายความเสี่ยงจากการซื้อไม้แม่พันธุ์เข้ามาแบบไม่ธรรมดาที่มีราคาเป็นไปตามกระแสก่อนหน้านี้ จนภาวะการปรับตัวต้องเกิดขึ้นอีกครั้งบนเส้นทางของผู้ผลิตไม้ประดับชนิดนี้

การชะลอตัวทางการตลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้เกิดการสูญเสียสภาพคล่องและโอกาสอื่นๆ รวมถึงความสามารถแข่งขันทางการค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางชนิดพันธุ์ดูเหมือนไม่มีจุดคุ้มทุนในการผลิตต่อไป ไม้ที่ถูกกำหนดราคาไว้สูงลิบลิ่ว แถมยังขยายพันธุ์ได้ไม่ยากจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้หลายคนเข้าไปสู่ระบบการผลิตด้วยความตั้งใจ ซึ่งก็รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในสายการผลิตไม้ชนิดนี้โดยตรง และมีความคิดจะไม่ปล่อยให้ความต้องการในท่ามกลางกระแสการใช้ให้ผ่านเลยไปโดยการอยู่นิ่งเฉย

จึงนับเป็นอีกเหตุให้ได้เห็นไม้คุณภาพดีราคาไม่แพงไหลออกมาสู่ระบบตลาด ซึ่งขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กลับมองเห็นโอกาส และค่อยๆ เก็บต้นพันธุ์ดีดังกล่าวที่มีแนวโน้มและทิศทางค่อนข้างจะชัดเจนในแนวทางตลาดอนาคต นำไปรวบรวมพร้อมกับค่อยขยายให้เกิดปริมาณพร้อมคุณภาพ และได้ทยอยผลิตเข้าตลาดที่ไม่เคยหยุดนิ่งแบบไม่มีคู่แข่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา จากวิถีเหล่านี้เพื่อให้คนรุ่นถัดมาได้เรียนรู้ถึงการผลิตที่เกินความพอดีจนมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ ซึ่งจะส่งผลจนรับรู้ได้ก็อยู่ที่ความหนักหน่วงของวิกฤติได้คืบเข้ามาแล้ว

และทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากที่ให้เราได้เรียนรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมและได้วางแผนเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ อันเป็นอีกส่วนสำคัญในเส้นทางวิชาชีพให้ต้องมีความรอบคอบด้วยหลายๆ วิธี รวมถึงการเรียนรู้เรื่องราวจากในอดีต โดยมีแก้วกาญจนาเป็นฐานบทเรียนสำคัญในการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าเหนือความบกพร่องที่อาจกลับมาอีกได้อยู่เสมอ

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

25 มกราคม 2563 – 05:11 น.
เกษตรพบพระ,ไร่ปฐมเพชร,กุหลาบพบพระ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

 “ท่องโลกเกษตรพบพระ”รับวาเลนไทน์(2) ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วได้รับฟังข้อมูลภาพรวมพื้นที่ภาคการเกษตรใน อ.พบพระจาก “อรพินทร์ แสงมณี” เกษตรอำเภอพบพระ ซึ่งมีทั้งไม้ดอกอย่างกุหลาบ ทุเรียน อโวคาโด และแมคคาเดเมียนัท  ก่อนมอบภารกิจลงพื้นที่จริงแก่ “สุระวิทย์ ปัญญา” นักวิชาการส่งเสริมเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ พาพวกเราลุยสวนเกษตร โดยที่แรกเป็นไร่ปฐมเพชรของ “ภราดร กานดา” ตั้งอยู่เลขที่ 15/1 หมู่ 6 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ จากเดิมที่เป็นแปลงกุหลาบทั้งหมด จนปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานที่มีทั้งไม้ดอก ไม้ผล พืชผักสมุนไพรปลูกในพื้นที่เดียวกันขณะนี้

“ผมเป็นคนนครปฐม ส่วนภรรยาเป็นคนเพชรบุรี ก็เอาชื่อมารวมกันเป็นไร่ปฐมเพชร” ภราดรเผยที่มาชื่อไร่ ก่อนแจงรายละเอียดความเป็นมาของไร่ปฐมเพชรจากอดีตจนปัจจุบัน โดยเขาบอกว่าแต่เดิมปลูกกุหลาบอยู่ที่ อ.สามพราน จนครปฐม แต่ด้วยพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงได้ย้ายมาที่ อ.พบพระ เมื่อปี 2538 เริ่มต้นเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดยนำกิ่งดอกกุหลาบพันธุ์ขาวมะลิ และสีแสด กว่า 5,000 ต้น มาจาก อ.สามพราน มาปลูก เมื่อเห็นว่าปลูกกุหลาบได้ผลผลิตดี จากนั้นปี 2540 เกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกและกุหลาบใน อ.สามพราน ก็ได้ย้ายตามมากันเกือบทั้งหมด

“ตอนนั้นพบพระปลูกกุหลาบกันเยอะมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 พันกว่าไร่ พอปลูกเยอะ ผลผลิตออกมาเยอะ ราคาก็ตกต่ำ ตอนนั้นตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาด ช่วงหลังกุหลาบนอกเข้ามาตีตลาด ของเขาสีสดกว่า ดอกใหญ่กว่า ราคาก็ถูกกว่า คนก็นิยมกุหลาบนอกมากกว่าก็เลยคิดหาทางออกมาแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งแทน เพราะนอกจากเพิ่มมูลค่าให้กับดอกกุหลาบแล้วยังเก็บไว้ได้นานอีกด้วยจะต่างจากกุหลาบสดอยู่ได้ไม่เกิน 5-7 วันก็เหี่ยว ตอนนี้ตลาดหลักเราทำส่งญี่ปุ่น” ภราดรเผย

เขายอมรับว่ากุหลาบที่ปลูกใน อ.พบพระ สามารถตัดดอกเพื่อส่งขายได้ภายใน 45 วัน ต่างจากการปลูกที่ อ.สามพราน ที่ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ ในแต่ละวันดอกกุหลาบจาก อ.พบพระ ที่เก็บเกี่ยวมากกว่า 1 ล้านดอก ถูกส่งไปยังตลาดต่างๆ โดยมีปากคลองตลาดเป็นแหล่งรับซื้อใหญ่ที่สุดประมาณ 80-90% ของผลผลิตต่อวัน

แม้ว่าการปลูกดอกกุหลาบจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบต้องประสบคือต้นทุนการดูแลสูง การใช้สารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ อายุดอกค่อนข้างสั้นแค่ 5-7 วัน ยิ่งเมื่อเจอกับปัญหาราคาดอกกุหลาบตกต่ำ เขาจึงหันมาพัฒนาการแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งบรรจุขวดแก้ว โดยร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในการสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ในวงการเกษตร

“ข้อดีของดอกกุหลาบสด ตัดดอกขายเลยแล้วก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ อย่างวันวาเลนไทน์หน้าสวนส่งดอกละ 6-8 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและสี แต่ปีหนึ่งมีแค่วันเดียว ถ้าวันปกติดอกไม่ถึงบาท ดังนั้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจึงเป็นทางออกดีที่สุด เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว บ้างก็ว่ากุหลาบพันปี บ้างก็เรียกกุหลาบมหัศจรรย์ เพราะมันเก็บไว้ได้นาน”

สำหรับขั้นตอนการแปรรูป ภราดร อธิบายว่า เริ่มจากการนำดอกกุหลาบที่ตัดก้านแล้วมาแช่น้ำเพื่อให้ดอกกุหลาบบานได้ที่และคงความสด จากนั้นทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาเข้าสู่กระบวนการเขี่ยดอก หรือเรียกว่าตกแต่ง ด้วยการใช้ซิลิก้าทราย ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โรยลงไปในดอกกุหลาบแล้วเคาะออก เพื่อให้ทรายดูดน้ำและความชื้นจากกลีบกุหลาบให้แห้งสนิท

จากนั้นนำดอกกุหลาบบรรจุในภาชนะที่รองด้วยซิลิก้าทราย โดยตั้งดอกกุหลาบขึ้น แล้วใช้ซิลิก้าทรายกลบดอกกุหลาบจนมิด ปิดฝาภาชนะให้สนิท นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส นาน 1-2 สัปดาห์ จึงนำดอกกุหลาบมาเคาะทรายออก แล้วตกแต่งบรรจุลงในขวดรูปทรงต่างๆ ส่วนราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับจำนวนดอกกุหลาบและขนาดโหลแก้วที่บรรจุ โดยเริ่มตั้งแต่ราคา 100-2,500 บาท หรือตามจำนวนดอกกุหลาบที่สั่งทำ นอกจากยังผลิตเฉพาะดอกกุหลาบอบแห้งที่ไม่ได้รับการตกแต่งใส่ขวดโหลส่งให้แก่บริษัทผู้รับซื้อราว 20,000 ดอกต่อเดือนอีกด้วย

และระหว่าง 7-9 กุมภาพันธ์นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.) จัดทริปพิเศษชมกุหลาบมหัศจรรย์ ไร่ปฐมเพชร และอีกหลายแห่งในโครงการ “ท่องโลกเกษตรพบพระรับวันวาเลนไทน์” สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคม โทร.0-2940-5425-6, 06-4652-6499 ในวันและเวลาราชการ

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412472?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมการข้าว,ศูนย์ข่าวชุมชน,ประภัตร โพธสุธน,เกษตรกร,ชาวนา,ปลูกข้าว,เมล้ดพันธุ์ข้าว,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 206 ครั้ง

เดินหน้าพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เน้นความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้า 100 ตันต่อศูนย์ ขณะที่อธิบดีกรมการข้าว เร่งสร้างความเข้มแข็

25 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา” ในการสัมมนาชี้แจงโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563

โดยกล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะเมล็ดพันธุ์เปรียบเสมือนหัวใจของการเพาะปลูก ถ้าได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีก็จะยิ่งทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยได้ดำเนินการสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีความเข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์ข้าวชุมชน ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องร่วมมือร่วมใจ ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ได้และเพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี

โดยในปีนี้ได้มีการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จากกรมการข้าว ศูนย์ละ 3 ตัน ระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญเป็นปีแรกที่ได้งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 20 ชุด และเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 200 ชุด ให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโคงการ

คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้พัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

ปัจจุบันภาคการเกษตรแรงงานน้อยลง และยังเป็นแรงงานที่มีอายุมาก แต่ก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่หลากหลายให้เลือกใช้แทนแรงงานคน จึงต้องมีการเรียนรู้เพื่อที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ส่วนในภาคการตลาด วันนี้มีช่องทางการค้าขายมากขึ้น สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง คือ การขายออนไลน์ ถ้าเราเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับเรามากขึ้น แต่สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงการผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็จะช่วยให้การผลิตมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

“การเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสม และสิ่งที่ไม่ควรลืม คือ ศาสตร์ของพระราชาโดยเฉพาะการดำรงชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยากจะขอให้ทุกคนได้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิต เพื่อช่วยให้ตนเองและครอบครัวดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดไป”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว มีแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชน ให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอและต่อเนื่องในชุมชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา กำหนดแนวทางการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่ดี

โดยในปี 2563 ได้มีการจัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 400 แห่ง ให้สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

“เน้นส่งเสริมการสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าว สำหรับเป็นหัวเชื้อ พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้งนี้ กรมฯ ยังได้มีการส่งเสริมให้ศูนย์ข้าวชุมชน ทำการขายแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกด้วย”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมชลฯใช้โมเดล 3 ทัพ สู้น้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412660?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็ม

24 มกราคม 2563 – 21:19 น.
กรมชล
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

กรมชลฯเฮ ใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็มอีกรอบสำเร็จ หลังน้ำทะเลหนุนสูง  24-26 ม.ค.  ค่าความเค็มไม่เกินเกณฑ์เฝ้าระวัง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน   เปิดเผยว่า  กรมชลประทานประสบความสำเร็จโดยใช้โมเดล  3 ทัพของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงเมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา  มาผลักดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบระหว่างวันที่  24-26  ม.ค.  2563   ส่งผลให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลปทุมธานี ของการประปานครหลวงค่าความเค็มวันที่  24 ม.ค.  อยู่ที่  0.26 กรัมต่อลิตร(เกณฑ์เฝ้าระวัง  0.25 กรัมต่อลิตร)  จากมาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.5 กรัมต่อลิตร   ซึ่งกรมจะใช้โมเดลนี้สำหรับผลักดันน้ำทะเลอีกครั้งในระหว่างวันที่  10-12 ก.พ.  63 ที่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือคาดว่าอาจจะหนุนสูงเท่ากับในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่หนุนสูงระดับบวก 1.4 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.)

“ทั้งนี้กรมได้เพิ่มการระบายน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา -ชัยนาท  จากอัตรา 75   ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที  เป็น  90  ลบ.ม.ต่อวินาที  และในส่วนของฝั่งตะวันตก ผันจากลุ่มแม่กลองผ่านคลองพระยาบรรลือผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท  2 และคลองพระพิมล จำนวน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองปลายบางที่โรงผลิตน้ำมหาสวัสดิ์อีก  6-10 ลบ.ม.ต่อวินาที  รวมถึงการเปิด- ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตามจังหวะน้ำทะเลขึ้นลงช่วยดึงน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด  ทำให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำไม่เกินมาตรฐาน  ซึ่งเมื่อระดับน้ำเค็มลดระดับสู่ภาวะปกติก็จะลดการระบายน้ำเข้าสู่แผนบริหารน้ำที่กรมได้วางไว้“  ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับการบริหารน้ำตามแผนที่กรมชลประทานจัดสรรไว้ในฤดูแล้งปี 2562/63( 1พ.ย.62 – 30 เม.ย.63) ทั่วประเทศจำนวน 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ณ  วันที่ 24 ม.ค. 63  ได้ใช้ไปแล้ว 7,495  ล้านลบ.ม. หรือ 42%  ของแผนประเทศ และสำหรับลุ่มเจ้าพระยากรมชลประทานจัดสรรตามแผน  4,000  ล้านลบ.ม.  ใช้ไปแล้ว  2,206  ล้านลบ.ม.หรือ  55% ของปริมาณน้ำในแผน

นอกจากนั้นศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติแล้งปี  2562-2563 ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศใกล้ชิด และประสานกับการประปานครหลวง  การประปาภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อวางแผนการบริหารน้ำสำหรับการผลิตประปาและการกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยกรมได้มีการวางเครื่องมือ เครื่องจักรกลสำหรับช่วยเหลือทั้งเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำทั่วประเทศ  4,316 หน่วย  ไว้ที่ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่  1-7 ทั่วประเทศ เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร

24 มกราคม 2563 – 00:00 น.
มกอช,สานปนเปื้อน,เกษตร,อาหาร,ญี่ปุ่น,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นบินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากล

24 มกราคม 2563 มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น บินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากลสร้างความตระหนักเรื่องมาตรฐานอาหารส่งออก

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร มกอช. เชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน

เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร

โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่าง ๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช.จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด

อลงกรณ์ กำชับด่านระนองคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412430?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ กำชับด่านระนองคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลัก

24 มกราคม 2563 – 00:00 น.
อลงกรณ์,ประมง
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

อลงกรณ์ ลุยตรวจด่านระนองกำชับคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทยแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศไทย

24 มกราคม 2563 “อลงกรณ์”ลุยตรวจด่านระนองกำชับคุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทยแก้ปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศไทย 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนองตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานวิจัยประมงทะเลว่าการประชุมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยนายอลงกรณ์ได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่ได้มอบนโยบายปี 2563 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล(Sea Zero Waste) ด้วย

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

23 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นาปี,ปลูกข้าว,ลุ่มเจ้าพระยา,ข้าว,กรมชลประทาน,น้ำ,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้

23 มกราคม 2563 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ  สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้นโยบายระดมความช่วยเหลือเต็มความสามารถทุกหน่วยงานในการเข้าถึงแก้ไขบรรเทาปัญหาประชาชนประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งสถานการณ์น้ำปีนี้มีน้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 7 พันล้าน ลบ.ม.

โดยเราสามารถบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งนี้เข้าสู่เดือนที่ 3 มีการใช้น้ำทั่วประเทศไปแล้ว 43% ได้ใช้น้ำไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.จากน้ำต้นทุนที่จัดสรรไว้ช่วงหน้าแล้งตั้งแต่ 1พ.ย.62-30 เม.ย.63 ในส่วน22จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำแล้ว51% จาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสัก) ซึ่งยืนยันว่าสำหรับน้ำดิบป้อนการประปานครหลวง มีเพียงพอแน่นอนให้กับประชาชน กรุงเทพฯและปริมณฑล กว่า10ล้านคน ที่เป็นความทุ่มเทและตั้งใจของกระทรวงเกษตรฯ

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่าการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะสิ้นสุดฤดูแล้ง 30 เม.ย. 63 และได้วางแผนสำรองน้ำไว้ อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ จนถึงเดือนก.ค.63 เผื่อกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปริมาณฝนปีนี้ มาช้าและตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ล่าสุด ปริมาณน้ำใช้การได้ทั่วประเทศ มีประมาณ 2.3หมื่นล้านลบ.ม. หรือ45% ได้ใช้มาจากเดือน พ.ย.62  ซึ่งยังไม่เกินแผน โดยดูภาพรวมทั้งประเทศ จะมีน้ำสำรอง ไว้ใช้จนถึงเดือนก.ค.อีก1.1หมื่นล้านลบ.ม. ขณะนี้ระบายไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์พายุ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน นายสัญญา กล่าวว่าอาจมีพายุฤดูร้อน เข้ามาช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ได้ฝนมาช่วยคลี่คลาย สถานการณ์ภัยแล้ง ส่วนพายุจร ยังค่อนข้างไกล ทั้งนี้ตามปกติ จะมีพายุเข้ามาทุกปี ส่วนฝนตกล่าช้า ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจกระทบพื้นที่นาปรังกว่า 1.71ล้านไร่ ที่เกษตรกร ทราบดีถึงสถานการณ์น้ำ ว่าจะต้องช่วยเหลือตัวเอง และปัญหาระหว่างรายทางมีการสูบ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กองทัพภาค ลงพื้นที่ทุกจุด ขอความร่วมมืองดสูบน้ำ และพื้นที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว อย่าปลูกต่อเนื่อง ซึ่งวิกฤติภัยแล้งปีนี้ยังเป็นอันดับ2 เทียบจากปริมาณฝนตกต่ำจากเกิดวิกฤติแล้งที่สุดของประเทศไทยปี22 ในรอบ60ปี

“เฝ้าระวังวันที่24-26 ม.ค.น้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ ที่ผ่านมาดึงน้ำแม่กลอง ไปแล้ว มาเสริมผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา 300ล้านลบ.ม. เหลืออีก 500ล้านลบ.ม. ซึ่ง รมว.เกษตรฯได้ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถดึงน้ำแม่กลอง มาเพิ่มได้อีกเพราะมีการ วิเคราะห์แล้วว่าถ้าดึงมาได้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน เกษตรกร ลุ่มน้ำแม่กลอง”นายสัญญา กล่าว

นายสัญญา กล่าวว่าจะประชุมกับทุกหน่วยงานภายในเดือนก.พ.นี้ หารือในเรื่องแผนการปลูกข้าวนาปี เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย ในเดือนพ.ค.- มิ.ย. ประมาณ 5% ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปี ลุ่มเจ้าพระยา อาจเริ่มตามฤดูกาลเดือนระหว่างเดือน พ.ค. -มิ.ย.เช่นกัน ทั้งนี้พื้นที่22จังหวัดเจ้าพระยา ต้องสำรองน้ำไว้ใช้อีก3เดือน ให้ถึงเดือน กรกฎาคม 2563