แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง

22 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำลด,เขื่อน,น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,ขาดแคลนน้ำ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง ตั้งวอร์รูมแก้ภัยแล้ง 5 จังหวัดอีสาน ระดมเครื่องจักรเตรียมช่วยเหลือ

22 มกราคม 2563 กรมชลฯ ตั้งศูนย์แก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง 5 จังหวัดในภาคอีสานตอนกลางเนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย น้ำต้นทุนน้อย ด้านผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 จัดส่งเครื่องจักร-เครื่องมือ เตรียมพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63” ขึ้นเพื่อหาแนวทางการดำเนินงานแก้ไขวิกฤตภัยแล้งและบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์น้ำ

รวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชน รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ และแนวทางลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งได้อย่างรวดเร็ว โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจัดตั้งที่สำนักงานชลประทานที่ 6 เป็นแห่งแรกเนื่องจากเป็นพื้นที่ตอนกลางของภาค ปริมาณฝนตกในปี 2562 ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้น้ำต้นทุนน้อยจึงจำเป็นต้องมีศูนย์ฯ ขึ้นมาดูแลพื้นที่เสี่ยงใน 5 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์  และร้อยเอ็ด ซึ่งได้ย้ำให้บริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

ที่สำคัญที่สุดคือ น้ำอุปโภค-บริโภคต้องไม่ขาดแคลน ซึ่งล่าสุดได้ผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามที่ใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นอยู่ แต่เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำน้อยมาก ต้องนำน้ำก้นเขื่อนมาใช้ การผันน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากมาเก็บกักไว้หน้าเขื่อนวังยาง จังหวัดมหาสารคามเพื่อใช้ผลิตน้ำประปาจึงช่วยลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้

นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญาภัยแล้ง ปี 2562/63 ขึ้นเพื่อดูแลและแก้ปัญหาภัยแล้งใน 5 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ทั้งนี้แผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้เน้นเพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ โดยสามารถสนับสนุนพืชที่ใช้น้ำน้อยบางพื้นที่เท่านั้น

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นในพื้นที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในเขตความรับผิดชอบ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์  โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เตรียมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องจักร และเครื่องมือต่างๆ ไปเตรียมความพร้อมไว้ที่โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ได้ทันท่วงที

สำหรับระดับน้ำท่าของแม่น้ำชีซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีแนวโน้มลดลงขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่งได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ ความจุเก็บกัก 2,431.30 ล้าน ลบ.ม. นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้ว 117.81 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น -6.37% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 500,000 ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ ความจุเก็บกัก 163.75 ล้าน ลบ.ม. ,uน้ำใช้การ 6.42 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 5.07% ของความจุอ่าง งดการระบาย

เขื่อนลำปาว ความจุเก็บกัก 1,980 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,187.32 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59.97% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 5.01 ล้านลบ.ม.  ส่วนแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 62/63 (1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63)  1,157.001 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรแล้ว 340.603 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29.44% คงเหลือ 816.398 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 70.56% ทั้งนี้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 62/63 มีการเพาะปลูกเกินแผน จากที่วางไว้รวม 438,613 ไร่  ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 567,446 ไร่ คิดเป็น 129.37%

“สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด 87 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ยังคงสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยการอุปโภคบริโภคอยู่ 34 เครื่อง นอกจากนี้โครงการชลประทานทุกแห่งในความรับผิดชอบทั้ง 5 จังหวัด ได้ส่งรถติดเครื่องขายเสียงเคลื่อนที่ออกประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ พร้อมจัดเวทีประชุม/ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดโดยตลอด” นายศักดิ์สิริกล่าว

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ

21 มกราคม 2563 – 00:20 น.
อลงกรณ์,แก้ปัญหาเกลือ,ต่างชาติทุ่มตลาด,กเกษตรฯ,สภาอุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

“อลงกรณ์” แจง ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์และสหกรณ์นาเกลือ ร่วมแก้ปัญหาเกลือต่างชาติทุ่มตลาด พร้อมดึงหอการค้าสภาอุตสาหกรรม ซื้อเกลือไทยเพิ่มรับมือฤดูการผลิตนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีเกลือนำเข้าจากต่างประเทศในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณสูงถึง 18,498 ตันว่า กระทรวงเกษตรฯ โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับทราบข้อมูลและเล็งเห็นถึงปัญหานี้มาตลอด จึงตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 และมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อชาวนาเกลือและหาตลาดเพื่อระบายเกลือค้างสต๊อกและเกลือใหม่ที่กำลังมีผลผลิตออกมาเป็นพิเศษตามตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

นายอลงกรณ์ กล่าวอีก่วา ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศเกือบ 20,000 ตันที่นำเข้ามาก่อนมีคณะกรรมการฯชุดนี้นั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของ คกก.นำมาหารืออย่างต่อเนื่องและในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2562 มีผลสรุปมาตรการป้องกันการนำเข้าเป็น 3 แนวทางคือ 1.มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping) 2.มาตรการปกป้องการนําเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 3.มาตรการควบคุมการนำเข้าตามฤดูกาล (Seasons) จากนั้นจึงมอบให้ผู้แทนจาก ก.พาณิชย์ ซึ่งร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย นำไปพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมและเป็นที่มาของการประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) กระทรวงพาณิชย์ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมฯเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

“เมื่อ ก.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องกฎหมายและมาตรการทางการค้าพิจารณาว่าควรศึกษาการใช้มาตรการ Safeguard เพราะสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดและเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานดำเนินการฯ ตนจึงเร่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 22 ม.ค.นี้ โดยทันที จะเห็นได้ว่าจากไทม์ไลน์คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยโดย ก.เกษตรฯและ ก.พาณิชย์ใช้เวลาไม่ถึง 45 วันก็สามารถสรุปผลได้ชัดเจนและนำมาสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสินเชื่อเพื่อชาวนาเกลือปีละ 1,500 ล้านบาท โดยใช้เกลือทะเลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันนั้น คกก.มีมติเห็นชอบในหลักการและมอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นหน่วยงานดำเนินการและจะสรุปรายละเอียดโครงการส่งให้ รมว.เกษตรฯ พิจารณาได้ภายในเดือนนี้ รวมถึงเรื่องการจัดตั้งกองเกลือทะเลไทยให้เป็นหน่วยงานภายในมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องผลิตภัณฑ์เกลือโดยตรงนั้น ก็ได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงเกษตรแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ยังนัดพบประธานสภาหอการค้าไทยและสมาชิก เพื่อหารือเรื่องการช่วยซื้อเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 28 ม.ค.นี้อีกด้วย หลังจากนั้นจะไปพบประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นการต่อไป.

เกษตรฯชงครม. 8,900 ล้านกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

21 มกราคม 2563 – 00:02 น.
เกษตร,ฐานราก,บูรณาการ,เศรษฐกิจ,งบประมาณ,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

เกษตรฯชงครม. จัดสรรงบ 8,900 ล้าน บูรณาการ 7 กระทรวงดำเนิน 114 โครงการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตามยุทธศาสตร์ชาติ

21 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯกล่าวว่า จะนำเสนอกรอบแนวทางการจัดทำแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากจากการประชุมคณะกรรมการการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เสนอที่ประชุมครม. วันนี้เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

ทั้งนี้วงเงินงบประมาณรวม 8,900 ล้านบาท ขับเคลื่อนภารกิจ 114 โครงการ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมี 8 หน่วยงานคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นของรัฐ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยงบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีวงเงินเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2563 ถึง 5,900 ล้านบาท

สำหรับแผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากมีเป้าหมายคือ ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน  ผู้ผลิตผู้ประกอบการชุมชน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 7,255 ตำบลทั่วประเทศ

โดยแนวทางการทำงาน ให้ความสําคัญแก่การบริหารจัดการที่ดินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่ม ผ่านกระบวนการของกลไกต่างๆ เช่น ส.ป.ก. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน นิคมสหกรณ์ นิคมสร้างตนเอง อีกทั้งให้ความสําคัญกับการคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิตสินค้า ควบคู่กับการทำการตลาด สินค้าที่ผลิตต้องขายได้

สำหรับแผนบูรณาการปีงบประมาณพ.ศ. 2564 แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ต้นทางจะมุ่งเป้าการพัฒนาศักยภาพประชาชนตามกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต (ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 2.4 แสนราย) และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ (ไม่น้อยกว่า 3 แสนราย) กลางทางจะมุ่งเป้าพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการชุมชน พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/เกษตรกรรุ่นใหม่ (ตั้งเป้าไม่ต่ำจะกว่า 4,300 กลุ่ม)

ส่วนปลายทางพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกตลาด สนับสนุนให้เข้าถึงตลาด รวมถึงขยายสู่ตลาดออนไลน์ด้วย (เป้ารายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ10) โครงการตัวอย่างได้แก่ โครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 1,100 ล้านบาท โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร วงเงิน 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 873 ล้านบาท โครงการ Smart Farmer วงเงิน 635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 434 ล้านบาท

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร วงเงิน 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 266 ล้านบาท โครงการพัฒนาสินค้าชุมชน วงเงิน 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 711 ล้านบาทเช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนซึ่งเกษตรกรฐานะยากจนในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม วงเงิน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 เป็นครั้งแรก

โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน วงเงิน 503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 423 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร วงเงิน 538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 459 ล้านบาท เช่น การพัฒนาระบบเก็บข้อมูลการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดของสหกรณ์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain วงเงิน 73 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ.2564 เป็นครั้งแรกๆ กลุ่มเป้าหมาย คือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 30 แห่ง ในสินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

“กรอบแนวทางการทำงานบูรณาการดังกล่าว เป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งที่จะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งแก่กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในชุมชน อีกทั้งแก้ไขปัญหาการบริหารราชการจากแบบต่างคนต่างทำระหว่างกรมและกระทรวง นำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและสามารถปฏิบัติภารกิจให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
น้ำก้นอ่าง,เขื่อนอุบลรัตน์,ขอนแก่น,น้ำประปา,มหาสารคาม,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เขื่อนลำปาว
เปิดอ่าน 380 ครั้ง

เขื่อนอุบลรัตน์ ร่อแร่เสี่ยงถึงขั้นมีน้ำน้อยเข้าวิกฤติ ลดระบายน้ำ เร่งผันน้ำเขื่อนลำปาว ช่วยผลิตประปา

21 มกราคม 2563 นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า จากสถานการณ์อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่าง ๆ มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยและมีแนวโน้มรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2558/2559  โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ที่ต้องนำน้ำก้นอ่างขึ้นมาใช้

สำนักงานชลประทานที่ 6ได้ดำเนิน “โครงการผันน้ำลำปาว ช่วยอุบลรัตน์สู้ภัยแล้ง” เพื่อลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ แล้วเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุดซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามบางส่วน มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง โดยโครงการนี้จะผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาเก็บไว้ที่หน้าเขื่อนวังยาง สำหรับสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหน้าเขื่อนวังยางได้กว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันสามารถลดปริมาณการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้อีกกว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นมีน้ำ 465 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศแล้ว 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มีน้ำ 1,290 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,190 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างซึ่งเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมตลอดฤดูแล้ง จึงลดการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ให้น้อยกว่าแผนเดิม

โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนลำปาวประมาณ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรระบายลงลำปาว แล้วไปลงแม่น้ำชีเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดและยกระดับน้ำให้อยู่ที่ +131 เมตร ระดับน้ำเก็บกัก (ม. รนก.) จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1+130 ม.รนก. โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้

โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้ โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่เขื่อนวังยาง ขนาด 0.2 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 1 เครื่อง ขนาด 0.3 ลูกบาศก์เมตร 3 เครื่อง ขนาด 0.5 ลูกบาศก์เมตร 2 เครื่อง สูบน้ำได้วันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร สูบน้ำประมาณ 35 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563

“การนำน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากผันไปช่วยพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งมีน้ำน้อยมากและเข้าขั้นวิกฤติ เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตามแผนที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้แน่นอน” นายศักดิ์สิริ กล่าว

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411702?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แหล่งน้ำ,กรมชลประทาน,ฝุ่นพีเอ็ม 25,ภัยแล้ง,อ่างน้ำ,เชียงใหม่,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมชลฯเล็งสร้าง 2 อ่างเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่  รองรับพื้นที่เกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ทั้งฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงใหม่จัดหาแหล่งน้ำไว้สนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องการใช้น้ำเพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและเปิดละอองน้ำตามตึกสูงในเขตเมืองเชียงใหม่เพื่อช่วยสลายฝุ่นละออง PM 2.5 ให้ลดลง รวมทั้งประชาชนได้ใช้น้ำประปาฉีดพ่นทำละอองน้ำบริเวณที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งน้ำประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 12 แห่ง ส่วนขนาดเล็ก 117 แห่ง มีน้ำรวมกันร้อยละ 43 ของความจุอ่างทั้งหมด

นอกจากนี้ยังสำรองน้ำดิบไว้ที่แก้มลิงในค่ายทหารตลอดแนวคลองชลประทานไว้เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งมีอ่างเก็บน้ำแม่จอกหลวงซึ่งอยู่หลังสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีเพื่อสนับสนุนภารกิจใช้เฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำไปดับไฟป่า เนื่องจากการกรณีที่เกิดไฟไหม้ในป่าลึก เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการได้ยากลำบาก

ส่วนการผลิตน้ำประปาในเขตเมืองซึ่งมีสถานีสูบน้ำ 8 แห่ง โดยลำเลียงน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและคลองชลประทานแม่แตง อำเภอแม่แตงมา 4 ล้าน ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งสามารถเลี้ยงบางพื้นที่ของจังหวัดลำพูนด้วย ยืนยันว่า น้ำดิบที่สำรองมีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

ขณะที่ภาคการเกษตรนั้น กรมชลประทานเร่งช่วยเหลือชาวสวนลำไยกว่า 300 คนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากอ่างเก็บน้ำโป่งจ้ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำเพียง 8 ตารางกิโลเมตร ด้วยปัจจัยด้านภูมิประเทศที่ทำให้มีฝนตกน้อย ดังนั้นปริมาณน้ำเก็บกักจึงไม่เต็มความจุอ่างฯ

ส่วนฝายแม่ตื่นที่ช่วยผันน้ำจากลำน้ำแม่ตื่นลงสู่อ่างโป่งจ้อ ปัจจุบันเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานกว่า 20 ปีทำให้การผันน้ำลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อไม่เต็มประสิทธิภาพ จนชาวสวนต้องตักน้ำจากแม่น้ำปิงใส่รถบรรทุกเติมใส่อ่างเก็บน้ำเอง กรมชลประทานวางแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลอื่น ๆ ไว้ที่บริเวณประตูระบายน้ำดอยน้อย อำเภอดอยหล่อเพื่อสนับสนุนการแก้ภัยแล้งในพื้นที่

อีกทั้งจะเร่งซ่อมแซมระบบท่อผันน้ำที่ชำรุดให้เสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้าเพื่อให้สามารถผันน้ำจากฝายแม่ตื่นลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ดีขึ้น โดยจะเร่งรัดการสำรวจออกแบบและก่อสร้างให้เร็วขึ้นภายในปี 2564 – 2565 จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2566

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และรองรับการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทานมีแผนที่จะจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง ที่สามารถ. ผันน้ำไปช่วยอ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ คือ อ่างเก็บน้ำแม่หอย อ.จอมทอง ความจุ 9.5 ล้าน ลบ.ม. และ อ่างเก็บน้ำแม่วาง อ.แม่วาง ความจุ 20.5 ล้าน ลบ.ม.

รวมทั้งจะพิจารณาก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่างของโครงการฯ ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าล้อ และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าลาน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ที่ประตูระบายน้ำฝายดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สามารถแจ้งรับการช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
โค,แพะ,ประภัตร,ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ประภัตรเดินสายแจงโครงการเกษตรสร้างชาติ ปลื้มสถาบันการศึกษาขานรับ ขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ-แพะ ลดพื้นที่ปลูกยางภาคใต้

21 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน  รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ปัจจุบันราคายางในประเทศและในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเป็นระยะ ตลอดจนราคาปาล์ม และการเกิดโรคในพืชทำให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน มีรายได้ไม่เพียงพอ  

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้างชาติ) ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขึ้น ซึ่งในพื้นที่ จ.สงขลา มีความเหมาะสมในการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและแพะ เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร ลดพื้นที่ปลูกยาง

อีกทั้งราคาสินค้าปศุสัตว์ขณะนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดรองรับชัดเจน โดยโคเนื้อและแพะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียมากที่สุด ปีละประมาณ 1 แสนกว่าตัว ดังนั้น เรื่องตลาดจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่เกษตรกรขาดคือแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางอาชีพได้

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯโดย กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งเครือข่ายสถาบัน เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะเนื้อ จึงร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยผลิตโคและแพะต้นน้ำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงขุนจำหน่าย รวมทั้งผลิตแม่โคและฐาน โดยมี ธกส. เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านการเงิน และมีเจ้าหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กรมปศุสัตว์ เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ด้านวิชาการและติดตามการดำเนินงาน ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงที่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯ ด้วย จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นการสอนวิธีทำธุรกิจ

พร้อมทั้งได้เรียนรู้อาชีพปศุสัตว์ โดยรัฐบาลสนับสนุนแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ของสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางบริการอาหารสัตว์ (Feed Center) ผลิตอาหารสัตว์ได้วันละประมาณ 20 ตัน ตลอดจนเป็นคอกกักศูนย์กลางรับซื้อวัวจากเกษตรกรส่งออกไปยังต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในส่วนสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ นาทวี เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2533 มีพื้นที่ 344 ไร่ มีภารกิจหลักในด้านการผลิตโคนมเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอนการฝึกปฏิบัติการของนักศึกษาภาควิชาสัตวศาสตร์และสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสนับสนุนงานวิจัยของคณาจารย์ และให้บริการวิชาการสู่ชุมชน

ตลอดจนมีส่วนในการให้ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรและผู้สนใจ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงโคพื้นเมือง ปัจจุบัน มีโครวมทั้งสิ้น 80 ตัว ปัญหาที่พบคือ หญ้าอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง เกิดปัญหาสุขภาพสัตว์ตามมา อ่อนแอโตช้าอัตราการตายสูงกว่าปกติ

ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่

20 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,แก้มลิง,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร,น้ำ,เขื่อน,ขาดน้ำ,กรมชปลระทาน,เจ้าพระยา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

เฉลิยชัย สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้ง ลดความเดือร้อนประชาชน เร่งเพิ่มแหล่งน้ำแก้มลิง 421โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่

20 มกราคม 2563 “เฉลิมชัย สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ ลดความเดือร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด เร่งเพิ่มแหล่งน้ำ แก้มลิง421โครงการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่” 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวงฯ และรมว. เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้าน ลบ.ม. สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาณน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

จากสภาพฝนที่มีความผันแปรสูงมากในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ  40,000 บ่อเพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ยังให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุดพร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
งานแพะแห่งชาติ,ปศุสัตว์,เกษตรกร,ประภัตร โพธสุธน,ข่าววันนี้,ส่งออก,จีน,เวียดนาม
เปิดอ่าน 1,871 ครั้ง

เร่งส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงแพะส่งออกเวียดนาม จีน มาเลยเซียความต้องการสูง

19 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ กล่าวว่า แพะเป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในปี 2562 มีจำนวนแพะทั้งสิ้น 832,533 ตัว มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 709 ราย 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชมรมเกษตรกรเลี้ยงแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย สภาพการเลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม สามารถผลิตและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแพะเนื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมอาชีพ ด้านแพะ แกะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ แกะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะตลอดจนการพัฒนาแพะแกะด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในอนาคต รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้การเลี้ยงแพะแกะ  มีความยั่งยืน สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

“ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าการผสมเทียมและการขยายพันธุ์แพะของกรมปศุสัตว์นั้นประสบความสำเร็จทำให้มีการเพิ่มจำนวนของแพะมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการแพะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม จีน และมาเลเซีย โดยราคาแพะที่หน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท แต่ปริมาณของแพะกลับไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพและสร้างรายได้ในช่วงน้ำแล้งได้” นายประภัตร กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ มีแนวทางส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงแพะ ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยเน้นตลาดนำการผลิต ตลอดจนพัฒนาสู่รูปแบบการจัดการแบบเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบปศุสัตว์เข้าสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

ได้กำหนดกรอบนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะต้องศึกษาพัฒนาการเลี้ยงของตนเอง พัฒนาสายพันธุ์แพะที่เลี้ยง ให้เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อโรค ซึ่งนำมาแสดงอยู่ในงานนี้ด้วยเช่นกัน เกษตรกรต้องหมั่นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนเกษตรกร ผู้เลี้ยงแพะด้วยกัน

อีกเรื่องที่ถือเป็นเรื่องสำคัญคือการทำอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อแพะ คนเลี้ยงแพะควรจะมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อแพะ เพราะหากผู้ที่เลี้ยงไม่บริโภคเนื้อแพะ โดยเลี้ยงเพื่อขายอย่างเดียวแล้ว อาจทำให้ราคาขึ้นอยู่กับตลาดหรือพ่อค้าคนกลาง เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงขายแพะยกฝูงเมื่อราคาไม่จูงใจให้เลี้ยง แต่หากผู้เลี้ยงมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแพะ ก็จะไม่ขายยกฝูงทีเดียวเพราะสามารถเลี้ยงเอาไว้บริโภคเอง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งในงานนี้จัดให้มีการประกวดการปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อและนมแพะ ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมงาน และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะ แกะ ตลอดจนการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานการเลี้ยง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อให้นำไปปรับใช้กับ การเลี้ยงแพะของตนเอง

กรมปศุสัตว์จึงได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การประกวดพันธุ์แพะเนื้อ/แพะนม  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตลอดจนการประกวดแพะลูกผสม/แกะลูกผสม นิทรรศการให้ความรู้ และข้อมูลด้านวิชาการต่างๆ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการมีชีวิต นิทรรศการวิชาการ ตลอดจนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ  ภายในงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 เพื่อจะได้ศึกษาหาความรู้อย่างเต็มที่ และนำความรู้กลับไปปรับใช้ในการเลี้ยงแพะ แกะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การผลิตให้ดียิ่งขึ้น เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศต่อไป

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประม,ผู้ประกอบการ,ระบบแจ้งตรวจสินค้า,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

เปิดห้องชี้แจงผู้ประกอบการเผยเวอร์ชั่นใหม่ ลดความยุ่งยาก เพิ่มความสะดวก นำเข้าส่งออกสัตว์น้ำไทยทั่วโลก      

19 มกราคม 2563 กรมประมงชี้แจงผู้ประกอบการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแจ้งตรวจสินค้าประมงภายใต้หลักบริหารจัดการความเสี่ยง (Smart FSW) ผ่านระบบ Fisheries Single Window (FSW) ช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออกให้ผู้ประกอบการ 

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า จากภารกิจดังกล่าวข้างต้น กรมประมงได้พัฒนารูปแบบการขออนุญาตนำเข้าส่งออกจากรูปแบบเอกสาร เปลี่ยนเป็นการนำระบบการขอใบอนุญาตและใบรับรองการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิตผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries Single Window : FSW) ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้า เกิดความสะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร อันจะนำไปสู่การลดความผิดพลาดด้านข้อมูล เพิ่มความถูกต้องโปร่งใสด้วยการตรวจสอบข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Data Cross Checking) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสารได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐ  และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐ-ผู้ประกอบการ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจด้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงและเป็นการเพิ่มทางเลือกการให้บริการแก่ประชาชนด้วย

ปัจจุบันระบบ FSW ของกรมประมง มีการพัฒนาจนสามารถรองรับการออกใบอนุญาตตามกฎหมายและภารกิจงานที่มีการปรับเปลี่ยน รวมถึงการพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการลงทะเบียนกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  และพัฒนาระบบการแจ้งการตรวจปล่อยสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์

โดยการนำหลักการบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ในการพัฒนาระบบประมวลผล เพื่อในการเปิดตรวจสินค้าประมงที่นำเข้าส่งออกนำผ่าน โดยมีหลักทั่วไปว่าจะมุ่งเน้นควบคุมเฝ้าระวังในสินค้าที่มีความเสี่ยง และผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก และตัวแทนออกของที่มีประวัติการกระทำความผิดตามกฎหมายประมงหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการกำกับดูแล การควบคุมตรวจสอบการนำเข้าส่งออกสินค้าประมง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ FSW ที่มุ่งพัฒนาให้บริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยบริการ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรแบบไร้กระดาษได้อย่างเต็มรูปแบบ ลดเวลาและขั้นตอนการติดต่อ รองรับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเชื่อมโยงกับระบบ ASEAN Single Window (ASW) ในอนาคต ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411033?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร”

18 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ท่องโลกเกษตร,ไร่ปฐมเพชร,สมาคมสื่อมวลชนเกษตร
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

 “ท่องโลกเกษตรพบพระ”รับวาเลนไทน์(1)  ยลความงามกุหลาบพันปีที่”ไร่ปฐมเพชร”       

ด้วยความที่สภาพภูมิอากาศเป็นใจ  ใพื้นที่อ.พบพระ จ.ตากในอดีตนั้น  ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกไม้ดอกอย่างกุหลาบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาด ตลาดไทและกระจายส่งออกไปทั่วประเทศ

ทว่าปัจจุบันไม่เพียงแค่กุหลาบเท่านั้นเป็นไม้ดอกที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังมีไม้ผลอย่างทุเรียน อะโวกาโด้  แมกกาเนเมียนัทและพืชผักอีกหลากหลายที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างเป็นกอบเป็นกำ

                          อรพินทร์ แสงมณี เกษตรอำเภอพบพระ

  “ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือตอนล่าง อ.พรบพระ จ.ตากกับทีมคณะกรรมการบริหารสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)เพื่อสำรวจพื้นที่ภาคการเกษตรในการนำมาเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมจัดทริปพิเศษให้กับสมาชิกสมาคมฯและผู้สนใจทั่วไปตามโครงการ“ท่องโลกเกษตรพบพระรับวาเลนไทน์”ในระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งการเดินทางสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ได้พาหะคู่ใจอย่างเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อพันธุ์แกร่งเพื่อการเกษตร“ฟอร์ด เอเวอร์เรส”มุ่งสู่จุดหมายตามที่กำหนดไว้

เช้าตรู่ในวันหนาวเหน็บพวกเราเริ่มต้นเดินทางจากที่ทำการสมาคมฯ ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเจนเพื่อมุ่งหน้าสู่อ.พบพระตามกำหนดการที่วางไว้ ขับไปเรื่อย ๆ แวะดูงานวิจัยไม้ผลเมืองหนาวที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก(ดอยมูเซอ) จากมุ่งหน้าสู่อ.พบพระ จ.ตาก  ก่อนถึงที่หมายราวบ่ายสามโมงโดยประมาณ

จากนั้นได้ร่วมพูดคุยสนทนากับเกาตรอำเภอพบพระ“อรพินทร์ แสงมณี“ถึงพื้นที่การเกษตรของอ.พบพระ โดยอ.พบพระ จ.ตากนั้น ถือเป็นแหล่งปลูกพืชผัก ไม้ดอกและไม้ผลที่สำคัญของจ.ตาก เนื่องจากมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะไม้ผลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอาทิ ทุเรียน อะโวกาโด้ แมคกาเดเมียนัท รวมถึงพืชผักอย่างผักกะหล่ำ ไม่เพียงเท่านั้นอ.พบพระยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกุหลาบมากที่สุดในประเทศไทย

จากข้อมูลสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระระบุว่าปี 2560 มีพื้นที่ปลูกกุหลาบประมาณ 1,847 ไร่ แม้ปัจจุบันพื้นที่ปลูกจะลดลงเรื่อย ๆ โดยมีพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างรายได้ดีกว่าเข้าเข้ามาแทนที่ อย่างเช่นทุเรียน เงาะ ลำไย อะโวกาโด้และแมคกาเดเมียนัทเข้ามาแทน โดยปลูกเสริมในแปลงกุหลาบเพื่อลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกุหลาบที่ปลูกกันมาอย่างยาวนาน เพื่อเสริมสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบในอ.พบพระมีอยู่ประมาณ 90 ราย โดยสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สายพันธุ์แกรนด์กาลา โดยสัดส่วนกว่า 90% จำหน่ายในประเทศ โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาดและตลาดไท  ส่วนอีก 10% ส่งจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุพื้นที่ปลูกกุหลาบลดลง อรพินทร์บอกว่ามาจาก 3 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยแรกเรื่องแรงงาน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานชาวเมียนมา โดย 1 ไร่ จะใช้แรงงานประมาณ 2 คน ในการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง ตัดดอก และถอนหญ้า ซึ่งได้ค่าแรงตามค่าจ้างขั้นต่ำ แม้เกษตรกรจะมีการขึ้นทะเบียนแรงงานได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่เมื่อแรงงานได้รับบัตรแรงงาน ก็มักจะย้ายไปทำงานที่อื่น จึงสร้างความไม่มั่นใจและความไม่แน่นอนให้กับเกษตรกร

ปัจจัยต่อมาเรื่องโรคแมลง ที่เกษตรกรต้องประสบทุกปี เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง ขณะที่ในช่วงฤดูฝนจะประสบโรคใบจุด ใบร่วง   ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งร้อนและเย็นสลับกัน ส่งผลให้ผลผลิตน้อยลง และหากแก้ไขไม่ทันและโรคระบาดไปทั้งแปลง เกษตรกรต้องตัดแต่งกิ่งใหม่ ใช้ระยะเวลาอีก 2-3 เดือน ถึงจะได้ผลผลิต ทั้งนี้พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกุหลาบได้ 3,000 ต้น สามารถตัดดอกได้ 500 ดอก แต่ช่วงที่ประสบโรคระบาด ผลผลิตจะลดลงเหลือเพียง 300 ดอกเท่านั้น

และปัจจัยสุดท้ายเรื่องราคา กุหลาบสามารถแบ่งเกรดได้ 2 อย่าง คือ ไม้ใหญ่ ที่มีขนาดความยาวตั้งแต่ดอกถึงปลายก้าน 60 เซนติเมตรขึ้นไป และไม้รอง ที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉลี่ยราคาทั้งสองเกรดตลอดทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ดอกละบาท ซึ่งถือว่าไม่คุ้มทุน เพราะราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างน้อยดอกละ 3 บาทขึ้นไป  แต่ทั้งนี้ราคาของกุหลาบจะขึ้นอยู่กับราคาตลาด ณ วันนั้นด้วย

ขณะเดียวกันดอกกุหลาบจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดไทยมากขึ้น เช่น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ลักษณะพรีเมี่ยมกว่า ดอกใหญ่กว่า และสวยกว่าของไทยส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนลดความเสี่ยง และใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ด้วยการปลูกพืชผักแซมตามช่องว่าง เช่น ผักกะหล่ำ พริก  และบางส่วนเลิกปลูกกุหลาบแล้วหันมาปลูกไม้ผลแทน ได้แก่ ทุเรียน  อะโวคาโด แมคกาเดเมียนัท เป็นต้น

“พื้นที่เกษตรพบพระจะพิเศษกว่าที่อื่น เพราะน้ำใต้ดินเป็นน้ำแร่ ท่านหัวหน้าระพีทัศน์(อุ่นจิตตพันธุ์)เกษตรจังหวัดตากคนก่อนที่เพิ่งย้ายไปยโสธรบอกว่าเราน่าจะสร้างสตอรี่ขึ้นมาจะได้เพิ่มมูลค่าได้ อย่างเช่นทุเรียนน้ำแร่ รสชาติจะต่างจากทุเรียนที่อื่น แล้วความพิเศษของทุเรียนที่นี่จะมีผลผลิตให้รับประทานกันทั้งปี”เกษตรอำเภอพบพระกล่าวยืนยัน ก่อนมอบภารกิจสำรวจพื้นที่ปลูกพืชเกษตรในอ.พบพระให้กับ”สุระวิทย์ ปัญญา นักวิชาการส่งเสริมเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระพาพวกเราลุยสวนเกษตรกร โดยลงพื้นที่ดูแปลงกุหลาบพันปีที่ไร่ปฐมเพชรเป็นแห่งแรก

ทุเรียนน้ำแร่

สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)จัดทริปพิเศษ”ท่องโลกเกษตรพบพระรับวันวาเลนไทน์ระหว่าง 7-9 ก.พ.63 สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคมฯโทร.02-9405425-6,06-4652-6499 ในวันและเวลาราชการ