ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน1

18 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

หลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ประดับในแต่ละสกุล ที่ต่างก็มีให้เห็นถึงความโดดเด่นเป็นที่สะดุดตา จนมีการนำมาเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่มีอยู่แบบธรรมดาให้เปลี่ยนเป็นไม้ประดับที่มีมูลค่าสูง พร้อมมีรูปแบบการใช้งานที่สวยเด่นตามรูปแบบต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี กระทั่งขยับให้เป็นเส้นทางอาชีพอีกสายงานหนึ่ง ที่ค่อย ๆ สร้างชีวิตและความเป็นอยู่ในแต่ละคนที่มีความเชื่อในความแตกต่างของอาชีพ

และยอมรับในความเรียบง่ายไม่โลดโผนหวือหวาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนอีกหลาย ๆ คนในสาขาวิชาชีพอื่นให้การยอมรับ และใช้บริการเลือกซื้อไม้ประดับเหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยที่ในบางคนที่ปลูกเพื่อสะสมหรือจากการปลูกเล่นให้เป็นงานอดิเรก ได้ค่อย ๆ เริ่มมีความชัดเจนขึ้นและได้กลายเป็นงานหลัก ที่ใช้ทั้งเวลา แรงกาย แรงใจ เข้าไปจัดการด้วยความผูกพัน พร้อมกับแบ่งเวลาก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ที่มีทั้งผู้ผลิตและผู้ขายให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อกันและกัน ที่ต่างได้พูดคุยอย่างเข้าใจในภาษาของคนกลุ่มเดียวกัน

และกลุ่มผู้ผลิตไม้ประดับในสกุลเดียวกันกับ แก้วกาญจนา(Agleaonema) ก็นับเป็นไม้อีกวิถีที่ผู้ผลิตบางส่วนก็ได้มีการรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มตั้งแต่ขนาดเล็กขึ้นไปเพื่อทำกิจกรรมที่สอดคล้องต่อกัน แต่คนที่ปลูกเลี้ยงไม้ชนิดนี้ก็มิได้มีการผลิตเพียงแค่ แก้วกาญจนา อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ในแปลงผลิตกลับยังมีการปลูกไม้ชนิดอื่นควบคู่กันไปตามความชอบและโอกาสที่ผันแปรไปตามกระแสนิยมได้อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งที่ผ่านมา แก้วกาญจนา จึงเป็นไม้ที่มีการผลิตเพื่อตอบโจทย์การใช้จริง และมีการผลิตเพื่อเก็งกำไรไปพร้อมๆกันในช่วงเวลาดังกล่าวก็ว่าได้ เหตุการณ์ที่เคยผ่านมาก็นับได้ว่ามีส่วนช่วยให้เกิดอัตราเร่งพัฒนาการให้ไม้ประดับที่มีอยู่เกิดความหลากหลายมากยิ่งขึ้นในไม้สกุลนี้ และให้มีความเฉพาะในทิศทางที่ต้องการเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย โดยได้ถูกกำหนดรูปลักษณ์ สีสัน ขนาด และจำนวนในชนิดที่ต้องการให้สอดคล้องกับการตลาดที่มีรองรับทุกๆโอกาสอยู่ตลอดเวลา

แก้วกาญจนาในวันนี้แม้จะมีชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในระบบการค้าอยู่มากมาย นั่นก็ใช่ว่าจะมีปริมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน.. หากแต่จะนับย้อนกลับไปราว 6-7 ปีที่ผ่านมา ต้นแก้วกาญจนาได้ถูกยกให้เป็นไม้ในกระแสที่ร้อนแรงไม่แพ้ไม้ประดับชนิดอื่นใดเลย ด้วยความต้องการที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น และมูลค่าที่รู้แล้วต้องทำให้หัวใจพองโต จนอยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อหวังขยายและทำกำไรด้วยเทคนิคต่าง ๆ สารพัดวิธี เพื่อการได้มาซึ่งหน่อพันธุ์ที่พร้อมจะเลี้ยงให้เติบโต

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้งลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้งลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน

17 มกราคม 2563 – 10:35 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

เฉลิมชัยเร่งแก้ภัยแล้ง ลูกเกษตรกรเข้าใจปัญหาความเดือดร้อน

17 ม.ค.63 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ กำหนดให้มีการรายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรในทุกวัน ย้ำให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ

และที่สำคัญคือการแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นการเสริมรายได้ เป็นไปตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญเช่นกันคือ ให้มีการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ให้ความสำคัญกับปัญหาภัยแล้งนอกจากการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันแล้วจำต้องวางแผนระบบน้ำให้มีความยั่งยืนในอนาคตด้วย ย้ำไม่ทิ้งประชาชน ดูแลแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเต็มที่ ซึ่งตนเองจำทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะตนเองก็เป็นลูกเกษตรกร เข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และตนเองจะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ

ธรรมนัส ลุยแก้ราคายางชงตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส ลุยแก้ราคายางชงตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูป

17 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ยางพารา,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตร,สปก,สวนยาง,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

ธรรมนัส ชง ตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสด โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ ใช้กลไกประชารัฐส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ นำร่องพะเยา บุรีรัมย์ ยกระดับราคา

17 มกราคม 2563 “ธรรมนัส” เตรียมเสนอตั้งตลาดรับซื้อน้ำยางสดและโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ใช้กลไกประชารัฐส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ นำร่องที่จ. พะเยาและบุรีรัมย์เพื่อยกระดับราคายางพารา 

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รับนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มอบหมายกระทรวงเกษตรฯ หาแนวทางเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศและประสานกระทรวงต่าง ๆ ดำเนินโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

เบื้องต้นได้ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดทำตลาดรับซื้อน้ำยางสดที่จังหวัดพะเยาเป็นที่แรกเพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตยางพาราของเกษตรกร จากเดิมชาวสวนยางพาราในภาคเหนือจำหน่ายในรูปแบบยางก้อนถ้วยซึ่งมีราคาถูก อีกทั้งสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ มีกลิ่นเหม็นและมีมลพิษต่อแหล่งน้ำ ดังนั้นหากมีตลาดรับซื้อน้ำยางสดในภาคเหนือจะช่วยให้เกษตรกรขายยางพาราได้ในราคาที่สูงขึ้น เรียกว่า “พะเยาโมเดล” จากนั้นจะขยายโครงการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า

ทั้งนี้ในภาคเหนือมีเกษตรกรผู้ปลูกยาง 29,929 ราย ใน 15 จังหวัดได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ และเชียงราย รวม  895,396 ไร่ ซึ่งการใช้กลไกประชารัฐมาแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบที่วางไว้ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตยางพารา กระตุ้นให้มีการประดิษฐ์คิดค้น/ปรับปรุง พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

รวมถึงส่งเสริมอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราท้องถิ่น ให้เป็นที่รู้จักแก่ภาคอื่น ๆ และพัฒนาช่องทางการตลาด รวมถึงธุรกิจต่อเนื่องเพื่อพัฒนายางพาราทั้งระบบในอนาคต ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสร้างตลาดรับซื้อน้ำยางสดและโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบุรีรัมย์นำร่อง

“ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มอบหมายเลขาธิการส.ป.ก. แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในพื้นที่ส.ป.ก. ทั่วประเทศด้วย ซึ่งการดำเนินหลาย ๆ มาตรการไปพร้อมกันตามกลไกประชารัฐจะสามารถแก้ปัญหายางพาราตกต่ำทั้งระบบได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นและประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

ไกรคุปต์ยังซุกอีก 600 ไร่ ผืนนี้ของพ่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไกรคุปต์ยังซุกอีก 600 ไร่ ผืนนี้ของพ่อ

16 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ปารีณา ไกรคุปต์,ราชบุรี,ยึดที่,จัดสรร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 1,063 ครั้ง

เลขาฯส.ป.ก.เร่งจัดแปลงที่ดินเขาสนฟาร์ม 682ไร่ ให้สิทธิเกษตรกรทำกินแบบแปลงรวม ส่วนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เป็นหน้าที่ ส.ส.ปารีณา ออกค่าใช้จ่าย

16 มกราคม 2563 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่าทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องของ ส.ป.ก.เร่งประชุมตรวจสอบทั้งข้อกฎหมายในการนำที่ดิน 682 ไร่ เลขที่ 109 หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี หรือ เขาสนฟาร์ม ที่ยึดคืนจากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มาเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์  

ควบคู่กับหารูปแบบที่เหมาะสมในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่ย้ำว่า ในการอนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก.ต้องจัดทำระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมอาชีพให้ด้วย ไม่เช่นนั้นผู้ได้รับสิทธิ์อาจไม่สามารถอยู่อาศัยและใช้ที่ดินประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

สำหรับที่ดิน 682 ไร่นี้ น.ส.ปารีณา ได้ส่งมอบทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ส.ป.ก.แล้ว ซึ่ง ส.ป.ก.จะพัฒนาพื้นที่โดยนำนโยบายการส่งเสริมการทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม การตลาดนำการเกษตรมาเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมนำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) มาสำรวจว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเหมาะสำหรับทำการเกษตรประเภทใด เบื้องต้นพบว่า มีสภาพแห้งแล้ง เหมาะสมที่จะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพืชอาหารสัตว์ และทำปศุสัตว์

“จึงกำลังประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แปลงนี้เช่น แปลงปลูกพืช แปลงเลี้ยงสัตว์ แปลงที่อยู่อาศัย และแปลงสำนักงาน ทั้งนี้ การจัดที่ดินจะใช้รูปแบบ “แปลงรวม” มาทำเป็นต้นแบบ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ได้ จะคงไว้สำหรับทำเป็นสำนักงานสหกรณ์การเกษตร  และในส่วนโรงเลี้ยงไก่ หากจะส่งเสริมเกษตรกรทำปศุสัตว์จะเก็บไว้ ส่วนที่ไม่ต้องการ เป็นความรับผิดชอบของ น.ส.ปารีณา ในการรื้อถอนออก เมื่อจัดรูปแปลงและมีแผนการส่งเสริมอาชีพเรียบร้อยแล้ว จึงจะพิจารณาเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.ให้เข้าทำกินร่วมกัน”นายวิณะโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดขณะนี้คือ การปรับปรุงสภาพพื้นที่ ส.ป.ก.ที่จัดสรรสิทธิ์ไปแล้ว และที่ยึดคืนมาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.กรณีถือครองเกิน 500 ไร่ ซึ่งจะเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมอาชีพเพื่อให้อยู่อาศัยและทำกินได้อย่างมั่นคง โดยจะเป็นการลดปัญหาการขายเปลี่ยนมือให้นายทุนไปประกอบกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตร หรือการครอบครองเกินกว่าที่กฎหมาย ส.ป.ก.กำหนดไว้

ขณะเดียวกันได้ให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ตรวจสอบที่ดินในเขต อ.สวนผึ้ง ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่า นายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ครอบครองรวมเนื้อที่กว่า 600 ไร่ ว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ หากใช่ รมช.ธรรมนัส สั่งให้ตรวจสอบการครอบครอง ถ้าพบการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะยึดคืนเช่นเดียวกัน

หยุดล่า…ฝูงกระทิงเขาแผงม้าล้นเล็งต้อนกลับเขาใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หยุดล่า…ฝูงกระทิงเขาแผงม้าล้นเล็งต้อนกลับเขาใหญ่

16 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กระทิง​,เขาแผงม้า,กรมอุทยานแห่งชาติ,ข่าววันนี้,จัดโซน,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 404 ครั้ง

กรมอุทยานฯ เข้มจัดระเบียบเขาแผงม้า​ จัดโซนนักท่องเที่ยว​ MOU หลวงพ่อ​กัณหา ผู้อุปถัมภ์​ ห้ามเข้าเขตหวงห้าม​ ฝ่าฝืนแจ้งความ เตรียมต้อนกลับเขาใหญ่ฝูงล้น

16 มกราคม 2563 “กรมอุทยาน​ฯ” เข้มจัดระเบียบเขาแผงม้า​ จัดโซนนักท่องเที่ยว​ ทำข้อตกลงกับ​ “หลวงพ่อ​กัณหา” ผู้อุปถัมภ์​ ห้ามเข้าเขตหวงห้าม​ดูกระทิง​หาก​ ลั่นหากฝ่าฝืนแจ้งความดำเนินคดีทันที​ รับประชากรกระทิงส่อล้นเกิน​ เตรียมแผนต้อนกลับป่าเขาใหญ่ 

นายสิทธิชัย​ เสรีส่งแสง​ ผู้อำนวยการสำนักบริหาร​พื้นที่​อนุรักษ์​ที่​ 7​ (นครราชสีมา)​ กล่าวว่า หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เจ้าอาวาสวัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา​ เข้าไปในเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าเขาแผงม้า​ บริเวณทุ่งหญ้าที่มีกระทิงออกมาหากิน​ เมื่อเย็นวันที่ 12 ธ.ค.62​ โดยทางวัดยอมรับว่า​เป็นผู้ขับรถเข้าไปในเขตห้ามล่าฯ​ จริง​ซึ่งเข้าไปโดยไม่ได้ประสานกับอุทยาน​ฯ​ ในวันเดียวกันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มีคนถ่ายภาพไว้จนเป็นข่าว​เข้าใจผิดว่าเป็นทัวร์​ VIP พร้อมยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นความหละหลวมของเจ้าหน้าที่​ ซึ่งมีจำนวนน้อย​ ไม่ได้กวดขันให้ถูกต้องตามระเบียบ

ภายหลังจากที่เกิดเหตุจึงมีการทำข้อตกลงกับทางวัดให้เข้าใจถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น​ และต่อจากนี้การเข้าพื้นที่ ต้องปฏิบัติตามระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ​ โดยหากมีการเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก​ ทางกรมอุทยานฯ​ จำเป็นต้องดำเนินคดีกับทางวัด​ ซึ่งปัจจุบันแค่ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น

ทั้งนี้​ นายสิทธิชัย​ ระบุว่า​ หลวงพ่อกัณหา​เป็นผู้อุปถัมภ์และให้การสนับสนุนเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าเขาแผงม้ามาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี​ ทั้งการก่อสร้างโรงครัว สร้างบ้านพัก​ ห้องน้ำสุขา​ ที่อยู่ที่อาศัย​ ประปา​ ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์​ พร้อมทั้งปรับปรุงถนนขึ้นลงเขาแผงม้าเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง และยังนำรถไถมาช่วยตัดต้นหญ้าสาบเสือ​ ต้นหญ้าหนามคนธา​ เพื่อให้หญ้าขึ้นมาเป็นอาหารของกระทิง​ กวาง​ เก้งในสถานที่แห่งนี้

สำหรับ จำนวนนักท่องเที่ยวที่คืนมาเขาแผงม้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีโดยปี 2552 ที่ผ่านมามีจำนวน 20,000 คน​ สามารถจัดเก็บรายได้ถึง 200,000 บาท ซึ่งจำเป็นต้องจัดโซนให้นักท่องเที่ยว​ ห้ามออกนอกพื้นที่จุดชมวิว​ หากล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามก็จะมีการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย​

ส่วนจำนวนประชากรกระทิง​ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิม 200 ตัวปัจจุบันเป็น 300 ตัว​ เพราะไม่มีสัตว์ผู้ล่า​ ขณะที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า​มีพื้นที่เพียง 5,000 ไร่​ หากประชากรกระทิงล้นเกินในอนาคต​ กรมอุทยานแห่งชาติ​ ได้ทำงานวิจัย​ แนวทางการต้อนฝูงกระทิงกลับไปยังผืนป่าเขาใหญ่​ ซึ่งอยู่ติดต่อกัน​ หรือต้อนไปไกลอีกถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาภูหลวง​

ภัยแล้งแผลงฤทธิ์…ภาคเกษตรพังยับกว่าพันล้านบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ภัยแล้งแผลงฤทธิ์…ภาคเกษตรพังยับกว่าพันล้านบาท

16 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,เกษตร,กระทบ,เสียหาย,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

ภัยแล้งวิกฤติรุนแรง กระทบเกษตรเสียหายแล้วกว่า 1 พันล้านบาท น้ำในเขื่อนใหญ่ 35 แห่ง ใช้การได้42% หรือ1.97หมื่นล้านลบ.ม.ระบายใช้วันละเกือบ 90 ล้านลบ.ม.

16 มกราคม 2563 ภัยแล้งวิกฤติรุนแรง กระทบเกษตรเสียหายแล้วกว่า 1 พันล้านบาท น้ำในเขื่อนใหญ่ 35 แห่ง มีน้ำใช้การได้ 42% หรือ 1.97 หมื่นล้านลบ.ม.ระบายใช้วันละเกือบ 90 ล้านลบ.ม  ส่วนน้ำไหลเข้า 21 ล้านลบ.ม.  

ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง (447 แห่ง) ปริมาตรน้ำในอ่างฯ 45,897 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 (ปริมาตรน้ำใช้การได้ 22,080 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43) ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2562 (56,400 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 74) น้อยกว่าปี 2562 จ้านวน 10,503 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จ้านวน 24.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย จ้านวน 90.03 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 30,170 ล้าน ลบ.ม.

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (35 แห่ง) ปริมาตรน้ำในอ่างฯ 43,211 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 (ปริมาตรน้ำใช้การได้ 19,777 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42) ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 (53,061 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 75) น้อยกว่าปี 2562 จ้านวน 9,850 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จำนวน 21.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย จำนวน 80.91 ล้าน ลบ.ม. สามารถ รับน้ำได้อีก 27,715 ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์ น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 15 อ่างฯ ได้แก่ อ่างฯภูมิพล (17%) อ่างฯสิริกิติ์(28%) อ่างฯแม่กวงอุดมธารา (25%) อ่างฯแม่มอก (18%) อ่างฯจุฬาภรณ์ (6%) อ่างฯอุบลรัตน์ (-6%) อ่างฯล้าพระเพลิง (13%) อ่างฯมูลบน (30%) อ่างฯล้าแซะ (27%) อ่างฯลำนางรอง (16%) อ่างฯป่าสักชลสิทธ์ิ (22%) อ่างฯทับเสลา (13%) อ่างฯ กระเสียว (8%) อ่างฯคลองสียัด (18%) และอ่างฯหนองปลาไหล (22%)
ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำอยู่ในเกณฑ์ มากกว่าร้อยละ 80 ข้ึนไป ของความจุอ่างฯ จำนวน 2 อ่าง ได้แก่ อ่างฯสิรินธร (85%)

จังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 19 จังหวัด จ้านวน 96 อำเภอ 531 ต้าบล 4,559 หมู่บ้าน 20 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) อุตรดิตถ์(3) พะเยา(5) จังหวัดสุโขทัย(4) นครพนม(1) มหาสารคาม(7) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(6) กาฬสินธ์ุ(1) นครราชสีมา(5) กาญจนบุรี(6) ฉะเชิงเทรา(2) ชัยนาท(4) นครสวรรค์(6) และจังหวัดสุพรรณบุรี(4) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามในประกาศเขตฯ 2 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น(18) และ จังหวัดสกลนคร(8)

สำหรับผลกระทบด้านการเกษตร จากภาวะภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ม.ค. 63) ผลกระทบด้านการเกษตรในเบื้องต้น ด้านพืช ประสบภัย 21 จังหวัด เกษตรกร 252,377 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 2,267,702 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว19 จังหวัด เกษตรกร 100,041 ราย พื้นที่เสียหาย 990,792 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 878,751 ไร่ พืชไร่ 111,546 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 495 ไร่ คิดเป็น วงเงิน 1,106.94 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 556 ราย พื้นที่ 4,072 ไร่ เป็นเงิน 4.54 ล้านบาทด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ยังไม่มีรายงานได้รับผกระทบ

ไม่อยู่บนหิ้งอีกต่อไป…ดึง 13 ผลงานวิจัยลงทุนต่อยอดธุรกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

16 มกราคม 2563 – 00:00 น.
งานวิจัย,เกษตร,อลงกรณ์ พลบุตร
เปิดอ่าน 257 ครั้ง

เกษตรฯ ดึงผลงานวิจัย จับ 13 บริษัทลงทุนธุรกิจ พร้อมโชว์ศักยภาพเทคโนโลยีและผลงานวิจัยเด่นด้านนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ New S-Curve  มุ่งให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน

16 มกราคม 2563 เกษตรฯ ดึงผลงานวิจัยลงทุนธุรกิจ พร้อมโชว์ศักยภาพเทคโนโลยีและผลงานวิจัยเด่นด้านนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ New S-Curve  มุ่งให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอาหาร สร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. มีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในการบริหารการวิจัยการเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน และมีพันธกิจในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการวิจัยการเกษตร บุคลากรด้านการวิจัยการเกษตร และข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยการเกษตร

ซึ่งการส่งเสริมและผลักดันผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงนโยบาย สาธารณะและเชิงพาณิชย์ น่าจะเป็นอีกงานหนึ่งที่สำคัญของสวก. โดยในวันที่ 24 มกราคม ที่จะถึงนี้ สวก.ได้เตรียมจัดลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัย ระหว่าง สวก. และผู้ประกอบการ จำนวน 13 บริษัท โดยแบ่งเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเรื่องอาหารและอาหารเสริม 10 โครงการ ผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ 2 โครงการและผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอาง 1 โครงการ ในงานสัมมนาเปิดตัวเทคโนโลยีและนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยกลุ่มเรื่องอาหาร “Taste of Innovation : นวัตกรรมอาหาร เพื่อการพัฒนา สู่อนาคต”

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (new s-curve) คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเป็นจุดเริ่มในการผลักดันให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจของภาคเอกชน ในอุตสาหกรรมอาหารก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้ไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (new s-curve) คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และเป็นจุดเริ่มในการผลักดันให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจของภาคเอกชน ในอุตสาหกรรมอาหารก่อให้เกิดมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้ไม่น้อยกว่า 570 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในงานดังกล่าวจะนำเสนอเผยแพร่เทคโนโลยีจากผลงานวิจัยกลุ่มเรื่อง “อาหาร” จำนวน 44 โครงการ ประกอบด้วยภาคนำเสนอผลงานพร้อมใช้ (pitching) 14 โครงการ โดยมีผลงานไฮไลท์ เช่น 1) ผลิตภัณฑ์อาหารเหลวทางการแพทย์ 2) ผลิตภัณฑ์โปรตีนคล้ายเนื้อ 3) ผลิตภัณฑ์อาหารเจลถั่วชีวภาพ 4) ผลิตภัณฑ์ผักอัดเม็ดเสริมโพรไบโอติกส์ และ 5) ผลิตภัณฑ์ชาลำไยสด ภาคนิทรรศการ 25 โครงการ ซึ่งพร้อมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี สู่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนนำไปขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบาย เชิงสาธารณะ และเชิงพาณิชย์

อีกทั้ง มีบูธของภาคเอกชนที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวก. มานำเสนอผลิตภัณฑ์ 5 โครงการ ทั้งนี้ ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารเสริม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ไม่น้อยกว่า 200 ท่าน เข้าร่วมงาน ซึ่งคาดว่าการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดและเชื่อมเครือข่ายกับภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และสร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศ

สุดเข้มข้น 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้เทรนอนุรักษ์มาเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดเข้มข้น 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้เทรนอนุรักษ์มาเต็ม

16 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ผลไม้,มาตรฐานผลไม้,กรมส่งเสริมการเกษตร,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 163 ครั้ง

เกษตรฯถกร่างแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

16 มกราคม 2563 นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย   

การประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2562 ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางการจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3 ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ  สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 –  2569 โดยสังเขป มี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

• ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล

• ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต การตลาดไม้ผล ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

• ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล

• ยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร ร่วมกับ Fruit Board

สำหรับข้อมูลและผลจากการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ซึ่งเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินงานในการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 และนำเสนอแผนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

ธ.ก.ส.ยกชุมชนบ้านไร่ต้นแบบโครงการ459 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส.ยกชุมชนบ้านไร่ต้นแบบโครงการ459

15 มกราคม 2563 – 07:28 น.
บ้านไร่,โครงการ459
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

ธ.ก.ส.นำร่องชุมชนต้นแบบ459 ยก”บ้านไร่”ศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงครบวงจร                   

      “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กินอยู่อย่างพอเพียง” ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำมาประยุกต์ใช้กับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ภายใต้โครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459  ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หวังฟื้นชีวิตลูกค้าสมาชิก ธ.ก.ส. ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่ ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ถือเป็นหนึ่งในชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ภายใต้โครงการดังกล่าวส่งผลให้คนในชุมชน นอกจากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วยังมีสุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วย หลังมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเศษเท่านั้น

ประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ธ.ก.ส.       

        มเนศ จันดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านไร่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่ ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการนำพาชาวบ้านหันมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ผ่านโครงการ 459 ของ ธ.ก.ส. โดยเริ่มจากปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ด้วยการลดเลิกใช้สารเคมีการเกษตรทุกชนิดกับพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือน ผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ชุมชนบ้านไร่ ภายใต้การสนับสนุนของ ธ.ก.ส.

ศูนย์แห่งนี้เริ่มตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2559 หลังชาวบ้านในชุมชนจัดให้มีการตรวจสารพิษตกค้างในร่างกาย ปรากฏว่าช าวบ้านหมู่ 1 กว่าร้อยละ 90 พบว่ามีสารพิษตกค้างในร่างกายอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

จากนั้นชุมชนจึงได้รณรงค์ให้ลดเลิกการใช้สารเคมีและให้มีการปลูกผักอินทรีย์ไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน พร้อมจัดให้มีตลาดธนาคารผักปลอดภัยเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนพืชผักอินทรีย์หรือผักสวนครัวรั้วกินได้อื่นๆ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากวัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นจุดตลาดซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าและผลผลิตในทุกวันพุธและศุกร์

ต่อมาในปี 2560 ธ.ก.ส.ได้จัดอบรมโครงการทุนอาหารกลางวันแก่โรงเรียนเมืองกลางวิทยาคม ตามโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 พร้อมลงมือปลูกผักอินทรีย์ เลี้ยงปลาและเลี้ยงไก่ไว้บริโภคในโรงเรียน โดยโครงการอบรมดังกล่าว ธ.ก.ส.ได้เชิญชุมชนบ้านไร่เข้ารับการอบรมด้วย หลังการอบรมทางชุมชนบ้านไร่เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และเป็นแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่ชุมชนกำลังสนับสนุนให้ชาวบ้านลดเลิกการใช้สารเคมี และมีโอกาสให้ชาวบ้านได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้วย

มเนศเผยต่อว่าในปี 2561 ชุมชนบ้านไร่ได้เชิญทีมวิทยากรจาก ธ.ก.ส. มาอบรมให้ความรู้และขยายผลแก่ชาวบ้านในชุมชนตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ 459 หลังการอบรมชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการจะต้องลงมือปฏิบัติในแต่ละครัวเรือน โดยยึดหลักร่วมกันเรียนรู้แล้วแยกกันลงมือทำ ซึ่งแนวทางเกษตรอินทรีย์ 459 นั้นจะต้องมีการทำแปลงผักหมักดิน ให้ปุ๋ยอินทรีย์ก่อนปลูกพืชผัก ให้มีการทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพไว้บำรุงพืชและไล่แมลง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ไข่ เป็นโปรตีนไว้บริโภคและอาจมีการเพาะเห็ดต่างๆ ด้วย

“ความหมายของคำว่า 459 ในที่นี้หมายถึงเดินออกจากบ้าน 4 5 9 ก็มีพืชผักอินทรีย์ปลอดภัยไว้บริโภค ลดค่าใช้จ่าย พืชผัก ไข่ ปลา เหลือจากการบริโภค ก็อาจนำไปขายได้เงินมาใช้จ่ายหรือเก็บออมได้อีกด้วย ส่วนอีกความหมายคือปลูกพืชผักสมุนไพรที่มีอายุ 45 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้  ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง” ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 บ้านไร่เผยกับ “คม ชัด ลึก”

ปัจจุบันชุมชนบ้านไร่มีทั้งหมด 208 ครัวเรือน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 จำนวน 50 ครัวเรือน ส่วนอีก 100 ครัวเรือนได้ปรับเปลี่ยนทำการผลิตแบบเกษตรปลอดภัย หรือ จีเอพี หรือการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย และอีก 58 ครัวเรือนอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน นอกจากนั้นชุมชนบ้านไร่ยังจัดชุมชนให้เป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมจัดบ้านสมาชิกที่มีความพร้อม 41 ครัวเรือนให้เป็นโฮมสเตย์ เป็นที่พักไว้สำหรับต้อนรับผู้มาศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวทั่วไปอีกด้วย

ด้าน ประเสริฐ ปิ่นนาค พนักงานพัฒนาลูกค้า 8 ฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนล่าง ธ.ก.ส. กล่าวถึงความเป็นมาโครงการ 459 โดยเผยว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังประสบกับปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหาย ระหว่างที่รอการทำเกษตรในฤดูกาลต่อไปต้องใช้เวลานานหลายเดือน เกษตรกรยังมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในครอบครัว ธ.ก.ส.จึงน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขับเคลื่อนโครงการอาหารปลอดภัยจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เริ่มจากการสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรและจัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งระดับครัวเรือน หรือโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 ซึ่งตัวเลข 459 มีความหมายว่าเดินออกจากบ้าน 4-5 ก้าวก็มีอาหารปลอดภัยให้บริโภค เป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ผลผลิตเหลือจากการบริโภคสามารถนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

“ตอนนี้โครงการ 459 ได้เริ่มนำร่องไปแล้วใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง รวม 27 ชุมชน บางชุมชนที่เข้มแข็งก็ได้นำผลผลิตไปจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดกันบ้างแล้ว และทาง ธ.ก.ส.ก็ยังสนับสนุนการดำเนินงานและขยายผลโครงการ 459 อย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม ชุมชนบ้านไร่ ถือเป็นต้นแบบการสร้างความเข้มแข็งระดับครัวเรือน เป็นสถานที่ฝึกอบรม ศึกษาดูงานของเกษตรกรลูกค้าธ.ก.ส.และประชาชนทั่วไป  โดยแบ่งฐานเรียนรู้ออกเป็น 5 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย ฐานเรียนรู้น้ำหมักชีวภาพ  ฐานเรียนรู้ปุ๋ยหมักชีวภาพ  ฐานเรียนรู้เกษตรอินทรีย์  ฐานเรียนรู้แปรรูปและผลิตของใช้ในครัวเรือน และฐานเรียนรู้การรวบรวมและเชื่อมโยงตลาด

ส.ป.ก.ยุคธรรมนัสไม่ธรรมดาแค่แจกที่…ได้ทั้งทีต้องเบ็ดเสร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส.ป.ก.ยุคธรรมนัสไม่ธรรมดาแค่แจกที่…ได้ทั้งทีต้องเบ็ดเสร็จ

15 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตร,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,แหล่งน้ำ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งด่วน เลขาฯ ส.ป.ก. บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ทำระบบบริหารจัดการน้ำ แก้วิกฤติแล้งจัดสรรงบกองทุนปฏิรูปที่ดินฯ

15  มกราคม 2563  ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้ตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ส.ป.ก. ทุกภาคซึ่งหลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ

ดังนั้นจึงสั่งการให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำแผนปฏิบัติการแก้ไขในระยะเร่งด่วน โดยมอบนโยบายว่า พื้นที่ที่มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรแล้ว ต้องจัดหาระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมอยู่อาศัยและทำกินได้ ขณะนี้ได้นำเงินจากกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นสินเชื่อแก่เกษตรกร มอบเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสดสำหรับปลูกในฤดูแล้ง แล้วไถกลบเป็นธาตุอาหารพืชในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ สร้างแหล่งน้ำประจำไร่นา และปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อให้จับบริโภคและจำหน่ายได้

“เกษตรกรที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งจะทำให้ทำเกษตรกรรมในที่ดินของรัฐได้อย่างยั่งยืน” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า เร่งขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน 22 จังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ประกอบกับภัยแล้งที่กำลังทยอยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ ทำให้ปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดต้องขับเคลื่อนโครงการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำกินน้ำใช้และผ่านพ้นภัยแล้งในปีนี้ให้ได้ ทั้งนี้ ส.ป.ก. จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 82 ล้านบาทจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาขับเคลื่อนโครงการ

สำหรับโครงการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินประกอบด้วย 2 แผนงานคือ แผนงานเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โดยก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 33 แห่งใน 22 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ กระบี่ กาฬสินธุ์ ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พิษณุโลก สกลนคร สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี วงเงิน 38 ล้านบาท และแผนงานจัดระดับพื้นที่ตามศักยภาพในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาใน 11 จังหวัดซึ่งจะมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 4 จังหวัดและสำรวจออกแบบแหล่งน้ำและการกระจายน้ำ 7 จังหวัด วงเงิน 44ล้านบาท

ส่วนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัด มีแผนงานขุดลอกและขยายสระเก็บน้ำ 7 แห่งใน 4 จังหวัดได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร พิจิตร และบุรีรัมย์ วงเงินรวม 5.8 ล้านบาท ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว ซึ่งส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการโครงการดังกล่าวในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างสูงสุดและตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้มีที่ทำกิน และสามารถอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป