ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย 750 บาทต่อตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410487?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย 750 บาทต่อตัน

14 มกราคม 2563 – 18:27 น.
ครม,กำหนดราคาอ้อย,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

ครม.เห็นชอบกำหนดราคาอ้อย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 อัตรา 750 บาทต่อตัน

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2563 ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ในอัตรา 750 บาท/ตัน อ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10  ซี.ซี.เอส. หรือเท่ากับร้อยละ 97.91 ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ (ที่ 66.01 บาท/ตันอ้อย) และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 45 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2562/2563 เท่ากับ 321.43 บาท/ตันอ้อย

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเป็นการประมาณการราคาอ้อยขั้นต้นเพื่อให้โรงงานน้ำตาลชำระเงินค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยไปก่อน เพื่อให้ชาวไร่อ้อยนำไปใช้หมุนเวียนในการประกอบธุรกิจและสร้างรายได้ ซึ่งยังไม่ใช่ราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ชาวไร่อ้อยและโรงงานจะได้รับจริง โดยที่ผ่านมา ครม. ได้เคยมีมติกำหนดราคาและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นตั้งแต่ฤดูการผลิตปี 2554/2555

ประกาศ มวกเหล็ก เขตโรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410462?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศ มวกเหล็ก เขตโรคระบาด

14 มกราคม 2563 – 14:38 น.
กรมปศุสัตว์,ระบาด,โรคปากเท้าเปื่อย,โค,กระบือ,แพะ,แกะ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 1,372 ครั้ง

ปศุสัตว์ เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม โคเนื้อทุกพื้นที่ ประกาศมวกเหล็ก เขตโรคระบาด

14 มกราคม 2563 ปศุสัตว์ เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม โคเนื้อทุกพื้นที่ ประกาศสระบุรี เป็นเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่  ย้ำเป็นโรคที่รักษาได้ วอนเกษตรกรอย่าตื่นตระหนก พากันขายสัตว์ป่วยทิ้ง ยิ่งจะทำให้การระบาดของโรคขยายวงกว้างขึ้น 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนมในอำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่ทำให้มีโคล้มด้วยนั้น พรุ่งนี้(15ม.ค.)จะเปิดศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคในพื้นที่ ระดมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ และอาหารเร่งช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แนะนำให้เข้มงวดการเข้าออกฟาร์ม ทั้งคนและยานพาหนะตอ้งผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้ง และนำวัวมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ฟรี

ทั้งนี้ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรในทุกกรณี ที่แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำกับเกษตรกรแล้ว

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าววว่าสาเหตุการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในโคนมช่วงนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลให้หญ้าขาดแคลน โคจึงกินอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการกินฝุ่นข้าวโพดที่มากจนเกินไปส่งผลต่อการย่อยของวัว

ทั้งนี้อำเภอมวกเหล็กมีพื้นที่กว้างและลี้ยงโคนมหนาแน่น มีเกษตรกร 2,390 ราย โคนม 99,897 ตัว เมื่อโคป่วยยังคงมีการ เคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เช่น มูลสัตว์ น้ำนม อาหารสัตว์ ตลอดเวลาทำให้การควบคุมไม่ให้โรคได้ลำบาก อีกทั้งเมื่อเกษตรกรพบโคมีอาการผิดปกติไม่แจ้งโรคต่อปศุสัตว์อำเภอ/จังหวัด หรือแจ้งโรคช้า 

สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากเป็นในสัตว์กีบคู่ที่โตแล้ว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ให้อาหารเพียงพอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค โคที่เป็นโรคนี้แล้วล้ม มักเป็นโควัยอ่อนหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน จึงย้ำเตือนว่า หากโคมีอาการน้ำลายยืดให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าดูแลอาการ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย วัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ส่วนโคนมปีละ 3 ครั้ง

โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนพ.ย.62 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้วัวไปแล้ว 91,842 ตัว สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม

สถานการณ์โรคในจ.สระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร หมูป่า และกวางตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.62 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็กได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านคลองม่วงใต้ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2563 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2663 เบื้องต้น มีเกษตรกรแจ้งมาแล้ว 108 ราย มี โคนมร่วมฝูง 5,654 ตัว ที่ป่วย / และรักษาให้หาย โดยเหลือ 897 ตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ไปเป็นผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรคด้วยตนเอง รายงานผลปฏิบัติมายังส่วนกลางทุกวัน

“วอนเกษตรกร เมื่อพบว่า โคป่วยให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ อย่าขายโคออกเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้ การเคลื่อนย้ายโคออกจากฟาร์ม ขณะที่ยังป่วยอยู่ จะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างขึ้น” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

3 พืชทนแล้งปลูกแล้วไม่ผิดหวังตลาดต้องการสูงราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410285?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

3 พืชทนแล้งปลูกแล้วไม่ผิดหวังตลาดต้องการสูงราคาดี

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
พืชน้ำน้อย,ถั่วลิสง,ถั่วเขียว,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 412 ครั้ง

เฝ้าระวังพื้นที่นาปรังลุ่มเจ้าพระยา หวั่นภัยแล้งกระทบสศก. แนะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง  พืชทดแทน ทนแล้ง ดูแลง่าย  ตลาดต้องการสูง

14 มกราคม 2563 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) จํานวน 4.54 ล้านไร่  

โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12  ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่  (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด)

ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจจะเกิดปัญหาการพิพาทกันในเรื่องการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาในเรื่องที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่

สศก. ได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง ถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย  โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่ เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน   ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียว มีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

เกษตรประเดิม ปุ๋ยสั่งตัด กว่าร้อยล้านหลังงบผ่านสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรประเดิม ปุ๋ยสั่งตัด กว่าร้อยล้านหลังงบผ่านสภา

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,มนัญญา,ปุ๋ยสั่งตัด,ลดต้นทุน,เกษตรกร,งบประมาณ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 355 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งเดินหน้าทุกมาตรการตามนโยบาย ทันทีที่งบประมาณปี 63 ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ประเดิมด้วย ครงการปุ๋ยสั่งตัด ลดต้นทุนการผลิต

14 มกราคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เรียกประชุมด่วนทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนตามแผนปฏิบัติการตามนโยบายที่วางไว้ในปี 2563 และนโยบายต่อเนื่องปี 2563 – 2565 ที่ผ่านมาได้เดินหน้าไปแล้ว แต่เมื่องบประมาณผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วจะทำให้ปฏิบัติได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้เริ่มด้วยโครงการปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายลดต้นทุนการผลิตของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้หารือกับสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 4 สมาคมเพื่อขอความร่วมมือลดราคาแม่ปุ๋ย โดยสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยลดราคาปุ๋ยเคมี 200 – 800 บาท/ตัน จำนวน 252,500 ตัน มูลค่าส่วนลด 112,050,000 บาท ในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2563

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยลดราคาปุ๋ยเคมี 400 บาท/ตัน จำนวน 125,000 ตัน มูลค่าส่วนลด 50,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 15 มีนาคม – 15 ธันวาคม 2563 สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย ลดราคาปุ๋ยอินทรีย์เม็ด-ผง 400 – 4,100 บาท/ตัน จำนวน 142,000 ตัน และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 22 บาท/ลิตร จำนวน 40,000 ลิตร (40 ตัน) มูลค่าส่วนลดรวม 241,680,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2563 และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกำลังพิจารณาราคาที่เหมาะสมอยู่

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีมีนโยบายพัฒนาให้ภาคการเกษตรของไทยมีความยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นว่า การลดต้นทุนการผลิตเป็นพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ตามแผนปฏิบัติการจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรซื้อแม่ปุ๋ยที่ภาคเอกชนลดราคาให้รวม 9 สูตร​ได้แก่ 46-0-0 0-0-60 18-46-0 15-15-15  16-20-0  21-0-0  21-7-14​ 16-16-8 และปุ๋ยอินทรีย์  (เม็ด/ผง) / ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ
ไปผสมให้สอดคล้องกับค่าวิเคราะห์ดินแต่ละพื้นที่เพื่อเสริมธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงประมาณร้อยละ 30 อีกทั้งยังทำให้ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น

“การควบคุมมาตรฐานปุ๋ยสั่งตัดนั้น กรมวิชาการเกษตรจะตรวจสอบคุณภาพให้ได้ตามสูตร รวมทั้งจะร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการผสมปุ๋ย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่หาช่องทางการขายปัจจัยการผลิตดังกล่าวให้ถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง” นายเฉลิมชัยกล่าว

น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะนำรูปแบบเกษตรผสมผสานและทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งจะเปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร”  สนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดให้สานต่ออาชีพเกษตรของครอบครัว

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เป็นศูนย์กลางเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ โดยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมือ สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาดเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่นคงและมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัว

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจประกอบอาชีพทำการเกษตร อายุไม่เกิน 50 ปี ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้  หรือหากไม่มีที่ดินทำกิน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่

เพื่อให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะแปลงรวม ประสานหน่วยงานต่างๆ  มาให้ความรู้ ทั้งด้านการปลูกพืชผัก ทำปศุสัตว์ และทำประมงตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในในใบสมัคร ตลอดจนช่วยวางแผนการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคจัดหาตลาดรองรับผลผลิต ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างพ.ศ. 2563 – 2565

ในเบื้องต้นรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์–CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค.นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ในวันที่ 2 มี.ค. 2563

สุดยอดสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก แพะเนื้อ เลี้ยงง่าย กำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยอดสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก แพะเนื้อ เลี้ยงง่าย กำไรงาม

14 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เลี้ยงแพะ,รายได้ดี,เกษตร,ขอนแก่น,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,แพะเนื้อ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 329 ครั้ง

สศก.แนะ แพะเนื้อ สินค้าปศุสัตว์ทางเลือก เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อยสร้างกำไรงาม

14 มกราคม 2563  นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสินค้าปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น  

ทั้งนี้คือ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย บริโภคภายในภูมิภาคเพียงร้อยละ 10

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) พบว่า เกษตรกรมีการเลี้ยงแพะเนื้อ ในหลายอำเภอ เช่น อำเภอสีชมพู เมือง แวงใหญ่ และอุบลรัตน์ เป็นต้น สำหรับพื้นที่ อำเภอสีชมพู เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาเที่ยง มีจำนวนสมาชิก 45 ราย เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงแพะแบบเชิงเดี่ยว

ปัจจุบันมีแพะจำนวน 3,014 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 950 ตัว เพศเมีย 2,064 ตัว ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,154.87 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 353.63 บาท ค่าแรงงาน 599.93 บาท ค่าอาหาร 528.07 บาท และส่วนที่เหลือ 1,673.24 บาท

ส่วนใหญ่เป็นค่ายาป้องกันโรค   ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะเฉลี่ย 2 ตัว/ท้อง (ลูกแฝด) สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 6 เดือน น้ำหนักประมาณ 30 กก./ตัว) ในราคาเฉลี่ย 3,900 บาท/ตัว (130 บาท/นน.ตัว 1 กก.) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 742.13 บาท/ตัว

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) กล่าวว่า การเลี้ยงแพะเนื้อจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก สามารถกินอาหารได้หลากหลาย เช่น อาหารหยาบ ได้แก่ ฟางข้าว หญ้าสด ใบกระถิน และต้นถั่วฮามาต้า ส่วนอาหารข้น ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป กากและเปลือกมันสำปะหลังหมักยีสต์ โดยแพะเนื้อต้องการอาหารวันละ 1-2 กก./วัน เท่านั้น และยังทนทานต่อสภาพแวดล้อม สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้แพะเนื้อเจริญเติบโต และสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำ ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดแพะเนื้อ ในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0 4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th หรือสามารถขอคำปรึกษา นางพัชราภรณ์ โพธิ์ศรี ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาน้ำเที่ยง ตำบลบริบูรณ์ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น โทร. 06 1591 1953

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายรัฐเร่งปลูกไม้ศก.เพิ่มพื้นที่ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายรัฐเร่งปลูกไม้ศก.เพิ่มพื้นที่ป่า

13 มกราคม 2563 – 17:26 น.
ออป
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

อ.อ.ป.สานต่อนโยบายของรัฐ เร่งขับเคลื่อนปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มพื้นที่ป่า

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ร่วมกับ 4 บริษัทฯ ภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) จำกัด (มหาชน) , บริษัท ทรีเทค ชัยนาท จำกัด , บริษัท เปเปอร์ทรี โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คันนา จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ภายใต้ “โครงการสนับสนุนการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจของ อ.อ.ป. และความร่วมมือวิจัยพัฒนาพันธุ์ไม้เศรษฐกิจ” โดยมี นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) และนายศิริศักดิ์ นาใจคง ผู้แทน/ผู้รับมอบอำนาจของ 4 บริษัทฯ เอกชน ณ ห้องประชุม 301 (ชั้น 3) อ.อ.ป. ถนนราชดำเนินนอก

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผอ.อ.อ.ป. เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ อ.อ.ป. และ 4 บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดทำโครงการฯ ร่วมกัน คือ เพื่อส่งเสริมเกษตรกร ปลูกไม้เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากไม้เศรษฐกิจครบวงจรตามวิสัยทัศน์ของ อ.อ.ป. “เป็นผู้นำการจัดการสวนป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากป่าปลูก ในปี 2565” และการดำเนินการและภารกิจด้านการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจที่มีคุณภาพของบริษัทฯ

ผอ.อ.อ.ป. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตามหลักเกณฑ์ของโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อ.อ.ป. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการโครงการฯ ในแต่ละปีงบประมาณ, ดำเนินการส่งเสริมด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ โดยอำนวยความสะดวกในการขายไม้ที่ปลูกตามโครงการฯ เมื่ออายุครบรอบตัดฟัน และดำเนินการจัดหาพื้นที่ในการจัดทำแปลงปลูกทดสอบสายพันธุ์ และแปลงสาธิตเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ให้มีคุณภาพและคุณสมบัติเหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและสภาพพื้นที่ปลูกแตกต่างในแต่ละท้องที่ ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในส่วนของบริษัทฯ จะดำเนินการจัดหากล้าไม้พันธุ์ดีให้กับ อ.อ.ป. เพื่อส่งมอบให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ ในแต่ละปีงบประมาณ พร้อมสนับสนุนการดำเนินศึกษาวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสหรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ให้มีคุณภาพและคุณสมบัติเหมาะสมกับการดำเนินงานของ อ.อ.ป.

ทั้งนี้ จากการร่วมมือฯ ในครั้งนี้คาดว่า จะสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสนองนโยบายด้านการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 ของพื้นที่ประเทศ และโครงการสานพลัง ประชารัฐระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ และเกษตรกรต่อไป

สทนช.ล่องใต้เยี่ยมชุมชนตะโหมดต้นแบบบริหารจัดการน้ำชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.ล่องใต้เยี่ยมชุมชนตะโหมดต้นแบบบริหารจัดการน้ำชุมชน

13 มกราคม 2563 – 16:43 น.
ชุมชนตะโหมด,สทนช
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

สทนช. หนุน”ธนาคารน้ำ-ฝายดักขยะ”หวังเป็นต้นแบบแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-แล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

สทนช. ล่องใต้ ติดตามการบริหารจัดการน้ำชุมชน หนุน“ธนาคารน้ำ”อนุรักษ์ป่าต้นน้ำของชุมชนตะโหมด จ.พัทลุง และ“ฝายดักขยะ”การจัดการคุณภาพน้ำของชุมชนคลองแห จ.สงขลา ที่ประสบความสำเร็จด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ หวังดันเป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 มกราคม 2563 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อติดตามโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมเยี่ยมชมการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง และการบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

           ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทย ที่มีระบบทะเลสาบแบบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ เป็นแอ่งรองรับน้ำจืดที่มาจากน้ำฝน น้ำคลอง และน้ำหลากจากแผ่นดิน รวมทั้งมีน้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาผสมผสานด้วย มีเนื้อที่ 8,563 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดพัทลุง พื้นที่บางส่วนของอำเภอชะอวดและอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
และพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ยกเว้นอำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ปัญหาที่สำคัญของทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วย 1.ปัญหาด้านน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ/น้ำเค็ม/น้ำเสีย 2.ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น
ปัญหาตะกอน การตื้นเขินของทะเลสาบ การบุกรุกป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์สัตว์น้ำ และ 3.ปัญหาบริหารจัดการ/องค์กร โดยมีความขัดแย้งในพื้นที่ รวมถึงปัญหาด้านกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“สทนช. ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยทะเลสาบสงขลา มุ่งเน้นการศึกษาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยเป็นหลัก เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ปรับประยุกต์จากการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบบนลงล่าง (Top–Down) คือ การกำหนดนโยบายจากหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับแนวทางแก้ไขปัญหาแบบล่างขึ้นบน (Bottom–up) คือ ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย และกระบวนการในการพัฒนาโดยตรง เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง

ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งแนวทางการพัฒนา แผนหลัก แผนปฏิบัติการและแนวทางการบริหารจะพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ สทนช. ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางแก้ปัญหาและการบริหารจัดการน้ำที่เกิดจากแนวคิดของภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับว่าเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ซึ่งมีบริบทต่างกัน ทำให้อาจต้องปรับรายละเอียดในการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง เพื่อให้เกิดลักษณะการพัฒนาแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยไม่ใช่การย้ายปัญหาไปจุดอื่น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับ ชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการพยายามพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ มุ่งพัฒนาพื้นที่
ในชื่อเครือข่าย “สภาลานวัดตะโหมด” ใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและป่าโดยชุมชน และมีการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขแบบ Area based เพื่อให้ได้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ โดยมีวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางดำเนินกิจกรรม อาทิ กิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันวิกฤตภัยแล้ง

โดยนำแนวพระราชดำริเรื่องฝายต้นน้ำลำธารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ เรียกว่า “ธนาคารน้ำ” ด้วยการเก็บน้ำในรูปแบบฝายชะลอการไหลของน้ำ โดยนำวัสดุธรรมชาติ อาทิ ไม้ ทราย หิน มาปิดกั้นทางน้ำในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำ สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนดินและผืนป่า โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากภาครัฐมาดำเนินงาน ส่งผลให้ในพื้นที่ชุมชนสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ฝายทำให้น้ำถูกกักเก็บไว้แล้วไหลลงคูคลองได้มากขึ้น และช่วยชะลอน้ำที่เคยไหลบ่าเข้าท่วมชุมชนได้ นอกจากนี้ ชุมชนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ส่งผลให้มีหน่วยงานและประชาชนเดินทางมาศึกษาดูงานต่อเนื่อง

ในส่วนการบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นความร่วมมือกันของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจัดการน้ำเสียและขยะของวัดคลองแห ชุมชนคลองแห และเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา เพื่อร่วมจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของคลองอู่ตะเภา ตั้งแต่ต้นน้ำใน อ.สะเดา ที่มีเครือข่ายโรงงานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน
ในการเฝ้าระวังและอนุรักษ์คลองอู่ตะเภามาถึงคลองแห ซึ่งเป็นคลองย่อยหนึ่งของคลองอู่ตะเภา ที่เคยประสบปัญหาน้ำเสียและขยะจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เครือข่ายเกิดการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาพัฒนาฟื้นฟูคลองแหให้กลับมาสะอาดและมีสภาพน้ำที่ดีขึ้น โดยนำแนวคิดเรื่องฝายดักขยะมาบริหารจัดการ

อีกทั้งยังจัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในชุมชนคลองแหและเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ทำให้ปัจจุบันคุณภาพน้ำในพื้นที่โดยรอบดีขึ้น ส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน มาเลเซีย และไทย ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความพยายามร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำของคนในชุมชน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

กั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง

13 มกราคม 2563 – 16:40 น.
ข้าวปลอดภัย,มาตรฐานข้าว,พิจิตร,ภัยแล้ง,กระทรวงเกษตร,ส่งออก,ข้าว,ออร์แกนิค,แล้ง,ลุ่มน้ำยม,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

นราพัฒน์ ลุยพิจิตร ติดตามปัญหาภัยแล้ง เผยกั้นลำน้ำยมแบบขั้นบันไดแก้ท่วม แล้ง เร่งรับรองมาตรฐานดันข้าวออร์แกนิคสู่ตลาดโลกเพิ่ม

13 มกราคม 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะทำงานข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งรัดติดตามโครงการการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรในการกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำยมให้มากที่สุด 

รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรให้มุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัย เป็นสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมได้รับมาตรฐานสากลของต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดพิจิตร

นายนราพัฒน์ฯกล่าวว่า จังหวัดพิจิตรมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ มีแม่น้ำขนาบ 2 สาย คือแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมช่วงน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วม ส่วนหน้าแล้งก็แล้งมากโดยเฉพาะแม่น้ำยม ซึ่งไม่มีเขื่อน ก็จะขาดน้ำเพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ จึงจำเป็นต้องกั้นลำน้ำยมเป็นแบบขั้นบันได ในบริเวณอำเภอสามง่าม และอำเภอโพธิ์ประทับช้าง ทั้งหมด 3 จุด

โดยจุดที่ 1. ฝายยางสามง่าม ต.รังนก ได้รับงบซ่อมแซมชั่วคราวในปีงบประมาณ 2563 ประมาณ 6 ล้านบาท และของบปรับปรุงถาวรอีก 89 ล้าน เพื่อให้มีความแข็งแรงได้ทันก่อนฤดูฝนปีนี้ ซึ่งขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า ในปี 2564 เกษตรกรในจังหวัดพิจิตรมีน้ำใช้สำหรับฤดูแล้งอย่างแน่นอน

จุดที่ 2 ฝายวังจิก ต. วังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ซื่งมีการก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากการมอบพื้นที่ และปรับรูปแบบ ขณะนี้ผู้รับเหมาสามารถเข้าทำงานได้แล้ว ก็จะเร่งรัดให้เสร็จภายใน 2 ปี  จุดที่ 3 ฝายโพธิ์ประทับช้าง ต. ไผ่ท่าโพธิ์ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ได้เตรียมบรรจุเข้างบประมาณปี 2564 โดยมั่นใจว่าในช่วง 2 – 3 ปีข้างหน้านี้ เกษตรกรจังหวัดพิจิตรจะมีฝาย 3 ตัวนี้เพื่อการแก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำได้ครบระบบอย่างแน่นอน

ได้มีการหารือกับนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ในการบริหารจัดการน้ำและแผนงานพัฒนาด้านการเกษตรของจังหวัดพิจิตร และงบประมาณสำหรับการพัฒนา โดยนายนราพัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเกษตรของพิจิตรควรมีการส่งเสริมการปลูกพืชให้หลากหลาย

ทั้งนี้เช่น พืชใช้น้ำน้อย พืชเลี้ยงสัตว์ พืชพลังงาน และการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น การปรับพื้นที่การเพาะปลูกในจังหวัดให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ในพื้นที่ ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร ซึ่งอาชีพเลี้ยงสัตว์ยังสามารถเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

นายนราพัฒน์ฯ บอกอีกว่าทุกวันนี้การค้าระหว่างประเทศมุ่งเน้นเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย และเห็นว่ากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหลายกลุ่มประสงค์ผลิตข้าว Organic เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงเห็นควรให้ส่วนราชการในจังหวัดพิจิตรสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรดังกล่าวให้ได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการฯ

13 มกราคม 2563 – 14:56 น.
กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

“เฉลิมชัย”สั่งสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์กรมวิชาการเกษตร

13 ม.ค.- รมว. เฉลิมชัย” ลั่น ไม่ยอมให้มีการทุจริตทุกเรื่อง สั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ที่กรรมาธิการงบประมาณระบุว่า สูงกว่าราคาซื้อ เป็นเหตุให้ตัดงบปี 63 ถึงร้อยละ 50 ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแจงงบประมาณที่ถูกปรับลด เป็นงบประมาณการดำเนินงาน ไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือมาถึงนานแล้ว โดยในหนังสือระบุว่า งบประมาณการเช่าคอมพิวเตอร์ในปี 2563 นั้นมีความผิดปกติเนื่องจากสูงกว่าราคาจัดซื้อ

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือจากรมช. มนัญญาได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะนี้รอผลสรุปจากปลัดกระทรวงอยู่ ยืนยันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ให้มีการทุจริตในโครงการใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายจะไม่ให้มีการเสียสตางค์ซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

    เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิ การวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตรลงร้อยละ 50 นั้นเป็นงบประมาณการดำเนินงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณโดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ

โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร  โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป  โรงรม (GMP)  การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช  และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง  ข้าวโพด  รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

13 มกราคม 2563 – 10:29 น.
ภัยแล้ง,สทนช
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

 เจาะลึกกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ปรับทัพหน่วยงานร่วม”สู้ภัยแล้ง” 

ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศให้ “ภัยแล้ง” เป็นวาระแห่งชาติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา  หลังสถานการณ์เริ่มลุกลามในหลายพื้นที่   การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบแผนปฏิบัติงานการแก้ไขภัยแล้งจาก “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” (สทนช.) 2562/2563 พร้อมอนุมัติงบกลางจำนวน 3,079,472,482 บาท ดำเนินการภายใน 120 วัน โดยได้สรุปแผนช่วยเหลือ 2 ด้าน ประกอบด้วย ด้านอุปโภคและบริโภคและด้านการเกษตร พร้อมให้จัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ขึ้นเพื่อให้มีการจัดการบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

สำหรับกรอบโครงสร้าง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ภายใต้ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่ออำนวยการ บูรณาการ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนในการควบคุมวิกฤติน้ำในภาวะรุนแรงหรือคาดการณ์ว่าจะรุนแรง (ระดับ 2) โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้อยู่ในวงจำกัด ให้หน่วยงานด้านปฏิบัติในพื้นที่สามารถช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด

โดยได้แบ่งการทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอำนวยการ กลุ่มคาดการณ์ กลุ่มบริหารจัดการน้ำ กลุ่มแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเข้าให้ความช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบมีความเป็นเอกภาพ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันต่อสถานการณ์  โดยสรุปรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะผู้บัญชาการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันกองอำนวยการน้ำแห่งชาติยังทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้หากมีเกณฑ์เสี่ยงที่คาดว่าจะเข้าขั้นวิกฤติก็จะต้องพิจารณาเสนอการกำหนดเขตภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรง หรือระดับความรุนแรง สถานการณ์ภาวะวิกฤติน้ำ (ระดับ 3) ให้นายกรัฐมนตรีออกประกาศตามมาตรา 58 หรือคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ตามมาตร 24 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 หากเกิดกรณีวิกฤติตามลำดับต่อไป

ที่สำคัญหากกรณีมีพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวนาปรังมากกว่าแผน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย ต้องหามาตรการลดผลกระทบ ชดเชยหรือเยียวยา โดยให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ จะมีการติดตาม ประเมินผล ผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ช่วยกันประหยัดน้ำ และใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจะได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมไปตลอดแล้งนี้ และในช่วงฤดูฝนถัดไปด้วย

บูรณาการหน่วยงานน้ำแบบไร้รอยต่อ     

           ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยกับ “คมชัดลึก” ถึงการจัดตั้ง “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับปกติ ระดับรุนแรง หรือคาดว่ารุ่นและระดับวิกฤติ โดยระดับปกติจะมีเลขาธิการ สทนช. ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งการ

ส่วนระดับรุนแรงหรือคาดว่ารุนแรงมีรองนายรัฐมนตรีในฐานะรองประธาน กนช. มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งและระดับวิกฤติจะมีนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กนช. โดยตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนการทำงานจะมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างให้ดำเนินการไปแนวทางเดียวกัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งทำงานอยู่ที่สทนช.

“กองอำนวยการน้ำแห่งชาตินั้น ตามกฎกระทรวงเราสามารถเชิญหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมแก้ปัญหาได้ การทำงานจะเข้มข้น มีเจ้าหน้าที่ประจำการเชื่อมโยงกับผู้บริหารจากส่วนต่างๆ เพื่อทำให้การทำงานมีการเชื่อมต่อลงมาที่รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน  ส่วนรองประธานจะประกอบปลัดกระทรวง 5 หน่วยงานหลักก็คือ สทนช. กลาโหม มหาดไทย เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีรองเลขาธิการ สทนช. และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาธารณภัยเป็นเลขานุการร่วมเพื่อให้การทำงานครั้งนี้มีการเชื่อมต่อและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เลขาธิการ สทนช.กล่าว