ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ฟุ้งโกยเงินแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ฟุ้งโกยเงินแน่

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,เลี้ยงสัตว์,เชียงใหม่,เลี้ยงโค,กระบือ,ปศุสัตว์,วิสาหกิจชุมชน,ข่าววันนี้,ข่าว
เปิดอ่าน 245 ครั้ง

ประภัตร เดินสายแจงสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ กิจการที่เกี่ยวเนื่อง หวังเพิ่มขีดความสามารถด้านปศุสัตว์ไทยฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร

13 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 

โดยบอกว่า โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านปศุสัตว์ไทย และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ให้มีระบบการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน รวมทั้งฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเกิดจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่เกษตรกร

สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ในเบื้องต้นมีเป้าหมายเป็นกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน 40,000 รายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดซื้อพันธุ์ตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด

พร้อมกันนี้รัฐบาลจะสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ สนับสนุนเบี้ยประกันภัย และสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง มีเกษตรกร ผู้แทนเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้ความสนใจและร่วมรับฟังรายละเอียดของโครงการฯ กว่า 800 ราย

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร จึงมีแนวทางเพื่อช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูอาชีพการเกษตรให้มีความมั่นคงและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ให้เกษตรกรกู้เงินในอัตราดอกเบี้ย 0.01%ต่อปี เช่น การกู้เงิน 1,000,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 100 บาท/ปี เป็นต้น

โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี และตั้งใจว่า 4 เดือนหลังจากนี้ เกษตรกรจะต้องมีรายได้ ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้องมีตลาดที่แน่นอนและมีการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้องด้วย อย่างไรก็ตาม การมาชี้แจงแนวทางให้พี่น้องน้องเกษตรกรรับฟัง หวังว่าจะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาด้านการเลี้ยงสัตว์ให้มีศักยภาพ เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

หลายเขื่อนน่าห่วง..น้ำต้นทุนเหลือน้อยจัด 25 รอบเวรส่งน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410028?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หลายเขื่อนน่าห่วง..น้ำต้นทุนเหลือน้อยจัด 25 รอบเวรส่งน้ำ

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร โพธสุธน,เชียงใหม่,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,ภาคเหนือ,น้ำในเขื่อน,เขื่อน,น้ำต้นทุน,รอบเวรส่งน้ำ
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

ประภัตร ลุยพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งเร่งหามาตรการช่วยเหลือ หวังบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร จัด 25 รอบเวรส่งน้ำ

13 มกราคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังตรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมทั้งเตรียมวิธีป้องกันและบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  

โดยกล่าวว่า จากการรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 63) ได้มีการรายงานปริมาณน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 149.196 ล้าน ลบ.ม. (56.30%) เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 75.300 ล้าน ลบ.ม. (28.63%) อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 29 ล้าน ลบ.ม. (34%)

อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 39 ล้าน ลบ.ม. (59%) และฝายแม่แตง มีปริมาณน้ำไหลเข้าฝาย 4.687 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำ คือ 1) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีการส่งน้ำให้สำหรับกิจกรรมการอุปโภคบริโภค (ผลิตประปา) และการเกษตร (เฉพาะพื้นที่ปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้น) ในปริมาณรวม 19 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย

2) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีแผนส่งน้ำปริมาณ 115 ล้าน ลบ.ม. ให้พื้นที่ 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่โครงการฯ 45 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำปิงตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 70 ล้าน ลบ.ม. โดยส่งน้ำตามแผน 25 รอบเวร เริ่มรอบเวรแรก 11 ม.ค. 63 จนถึง 1 ก.ค. 63 และ 3) การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของแต่ละโครงการ (บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยว)

ทั้งนี้ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขตชลประทาน แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 79 เครื่อง รถสูบน้ำ 2 คัน รถบรรทุกน้ำ 16 คัน รถขุด 5 คัน รถบรรทุก 25 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ 11 หน่วย ปัจจุบันได้มีการขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้ว 4 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและมาตรการอื่น ๆ เพื่อรับสถานการณ์ภัยแล้ง คือ 1) การประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลสถานการณ์น้ำ/แผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ การประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ/หน่วยราชการ/องค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ การแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงาน/ไลน์กลุ่ม และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เป็นต้น 2) มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ประสบภาวะวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการโครงการแก้มลิงที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการฯ แม่แตง เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง จำนวน 10 แห่ง ความจุเก็บกักรวม 5.296 ล้าน ลบ.ม.

ปัจจุบันได้ผันน้ำไปเก็บไว้แล้วปริมาณ 2.646 ล้าน ลบ.ม. (ประมาณร้อยละ 50 ของความจุเก็บกัก) และ 3) การจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ แก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่สำนักงานชลประทานที่ 1 และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำ บริเวณฝาย/ประตูระบายน้ำ ตลอดลำน้ำปิงในเขต จ.เชียงใหม่และลำพูน จำนวน 6 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำปิงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะบริหารจัดการน้ำช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำ การเตรียมเสบียงสำหรับเลี้ยงสัตว์ การเตรียมเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการให้ความรู้แก่เกษตรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ด้วย

ปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตรนำลูกหลานคืนถิ่นสานต่ออาชีพบรรพบุรุษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410023?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตรนำลูกหลานคืนถิ่นสานต่ออาชีพบรรพบุรุษ

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เกษตรกร,คนรุ่นใหม่,มนัญญา,คืนถิ่น,ชาวนา,ปลูกข้าว,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 229 ครั้ง

มนัญญา ไอเดียกระฉูดเตรียมปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร บ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ นำลูกหลานคืนถิ่น สานต่ออาชีพการเกษตร ตั้งเป้า 500 คน  ช่วงแรก

13 มกราคม 2563 มนัญญา ไอเดียกระฉูด เตรียมปั้นคนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร บ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่  ลั่นนำลูกหลานเกษตรกรคืนถิ่น สานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ ตั้งเป้าหมายแรกรับสมัคร 500 คน  จัดที่ดินเขตนิคมสหกรณ์ ให้ทำกินแปลงรวม 17 แห่ง 639 ไร่      

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเตรียมเปิดตัวโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง  ๆ สนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 63-65ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตร ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี  มีความสมัครใจและพร้อมที่จะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้  หรือหากไม่มีที่ดินทำกิน กรมฯจะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่

ทั้งนี้เพื่อให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำเกษตรแบบแปลงรวม โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนประสานภาคเอกชนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนการผลิตสินค้า ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

“ปัญหาภาคการเกษตรของไทยปัจจุบันนี้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนิยมไปทำงานในเมือง ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร กรมฯจึงอยากเชิญชวนลูกหลานเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับสู่บ้านเกิดไปทำอาชีพการเกษตร แต่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาพัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร รวมถึงต้องมีการวางแผน รู้ว่าตลาดต้องการสินค้าชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ ผลิตแล้วจะนำไปขายให้ใคร เป็นการทำเกษตรที่เน้นคุณภาพ ทำน้อยแต่ได้มาก “น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในเบื้องต้นตั้งเป้ารับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02281 3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค.นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ  ในวันที่ 2 มี.ค.63

คำนวณแล้วคุ้มกว่าแนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้งนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/410017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คำนวณแล้วคุ้มกว่าแนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแล้งนี้

13 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,พืชน้ำน้อย,กระทรวงเกษตร,สินค้าเกษตร,นาปรัง,ชลประทาน,ปลูกข้าว,เกษตรกร
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

วอนเกษตรกรฟังคำแนะนำปลูกพืชน้ำน้อยแทนนาปรัง แล้งกระทบสินค้าเกษตร สศก.คำนวณต้นทุนการผลิต รายได้ ปลูกพืชอื่นแทนข้าว กำไรสูง ลดเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

13 มกราคม 2563 ภัยแล้งเริ่มกระทบ สินค้าเกษตร วอนเกษตรกรฟังคำแนะนำในการปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดทำนาปรังในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำสนับสนุน สศก.คำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกพืชอื่นแทนข้าวในแล้งนี้ มีกำไรสูงและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ห่วงใยเกษตรกรใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาซึ่งปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ทั้งที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งแล้วว่า ไม่มีแผนการปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน

จึงขอให้ผู้ที่คิดจะปลูกข้าวนาปรัง หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือทำปศุสัตว์ตามคำแนะนำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ แย่งน้ำภาคการเกษตร อีกทั้งหากต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะอย่างต่อเนื่องหรือซื้อน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าวจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า เมื่อกรมชลประทานไม่มีน้ำส่งให้นาปรัง จะมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายร้อยละ 50 จากพื้นที่ที่ปลูกแล้ว 1.59 ล้านไร่ คิดเป็น 800,000 ไร่ โดยเกษตรกรลงทุนปลูก 5,564 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,129 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ปลูกอีก 1.59 ล้านไร่จะเสียหายร้อยละ 80 คิดเป็น 1.27 ล้านไร่ เกษตรกรลงทุนไปแล้ว 5,658 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 6,662 ล้านบาท จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

นายระพีพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2562 ลุ่มเจ้าพระยามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งหมด 7.89 ล้านไร่ ปัจจุบันปลูกแล้ว 2.25 ล้านไร่ จึงยังคงมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกอื่น 5.64 ล้านไร่ โดยสามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยเป็นทางเลือกได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่

โดยโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการการทำนาปรังจัดทำขึ้นในปีที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงกว่าการทำนาปรังเนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศ มีต้นทุนการผลิต 4,370 บาท ขายได้ตันละ 7,810 บาท ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 2.23 ล้านไร่ สามารถส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่วทั้งถั่วเขียวและถั่วลิสงเพิ่มเติมได้เนื่องจากยังเป็นพืชที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเช่นกัน

ทั้งนี้พื้นที่ที่เหลืออีก 1.86 ล้านไร่เห็นควรให้แต่ละจังหวัดพิจารณาส่งเสริมเกษตรทางเลือกหรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยสิ้นเชิง จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ในลุ่มเจ้าพระยานี้ กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการจ้างแรงงานขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูแล้ง โดยกำลังเร่งเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดรับสมัครในเร็ววันนี้

สูงอีก…ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สูงอีก…ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง

12 มกราคม 2563 – 14:02 น.

น้ำเค็ม,กรมชลประทาน,น้ำทะเลหนุน,ผลักดันน้ำเค็ม,ข่าววันนี้,น้ำขึ้น,สถานีสูบน้ำ,น้ำประปา,สำแล,ปทุมธานี
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

เตือน ค่าความเค็มสถานีสูบน้ำประปาสำแล ในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25กรัม/ลิตร เร่งผลักดันน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ไล่น้ำเค็ม

12 มกราคม 2562 กรมชลประทาน โดยศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี62/63 รายงานสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค.63) 

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจํานวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 46,231 ล้าน ลบ.ม. (61% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การได้ 22,410 ล้าน ลบ.ม. (43% ของความจุอ่างฯ)ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของความจุอ่าง จํานวน 14 แห่ง คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลําพระเพลิง ลําแชะ ลํานางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ ทับเสลา กระเสียว คลองสียัด และหนองปลาไหล

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (ข้อมูล ณ วันที่11 ม.ค.63)ปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,841 ล้าน ลบ.ม. (44% ของความจุอ่างฯ) เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 4,145 ล้าน ลบ.ม. (23% ของความจุอ่างฯ) ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค.63)ทั้งประเทศ แผนการจัดสรรน้ำ 17,699 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ําไปแล้ว 6,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 แบ่งเป็นในส่วนลุ่มเจ้าพระยา แผนการจัดสรรน้ำ 4,000 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,917 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48

ทั้งนี้แผน-ผลการเพาะปลูกข้าวนาปรังปี 2562/63 ในเขตชลประทาน (ข้อมูล ณ วันที่ 8 ม.ค.62)ทั้งประเทศ แผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 2.64 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 114.40 ของแผนฯ สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ได้รณรงค์งดทํานาต่อเนื่องในฤดูแล้ง ปี 2562/63 แต่ปัจจุบัน เพาะปลูกแล้ว 1.61 ล้านไร่

ในส่วนคุณภาพน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา สถานีประปาสําแล จ.นนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25กรัมต่อลิตร ท่าน้ำนนทบุรี จ.นนทบุรี ท่าน้ำกรมชลประทาน สามเสน (สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความเค็ม โดยทําการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ําแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา  ส่วนแม่น้ำบางปะกง สถานีปราจีนบุรี (ปกติ) แม่น้ำท่าจีน สถานีปากคลองจินดา (ปกติ) และแม่น้ำแม่กลอง สถานีปากคลองดําเนินสะดวก (ปกติ)

จังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรอง ราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 จํานวน 18 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธ์ุ

นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี และ สุโขทัย รวมท้ังสิ้น 89 อําเภอ 509 ตําบล 4,429 หมู่บ้าน/ชุมชน (ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 11 มกราคม 2563)
7. กิจกรรมและการให้ความช่วยเหลือของศูนย์อํานวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้งฯ

นายทวีศักดิ์ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ณเขื่อน เจ้าพระยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยาและการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท และในช่วงบ่าย ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ จังหวัดกําแพงเพชร รวมทั้งลงพื้นที่ ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพาะยา บริเวณประตูระบายน้ำคลองกระถิน และบริเวณฝายกั้นแม่น้ำปิงจุดที่ 2 ของโครงการชลประทาน นครสวรรค์

สํานักงานชลประทานที่ 12 โดยส่วนเครื่องจักรกลสูบน้ำช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ที่ประสบปัญหาภัยแล้งสูบน้ำช่วยเหลือช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบสบปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆ โดยบริเวณ หมู่ 1 ต.วังน้ำเย็น อ. แสวงหา จ. อ่างทอง ได้ดําเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว จํานวน 3 เครื่อง และบริเวณหมู่ 3 ต.โคกโคเฒ่า อ. เมืองจ.สุพรรณบุรี ได้ดําเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 12 นิ้ว จํานวน 3 เครื่อง รวมทั้งหมดจํานวน 6 เครื่อง ชึ่งการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาชันสูตร และโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาโพธิ์พระยา

ส่อระบาดทั่วประเทศเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่อระบาดทั่วประเทศเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.

โรคใบร่วงยางพารา,เฉลิมชัย ศรีอ่อยน,กยท,การยางแห่งประเทศไทย,ข่าววันนี้,ภาคใต้,ยาง

เปิดอ่าน 389 ครั้ง

สกัดลุกลามโรคใบร่วงยางพาราระบาดถึง สุราษฎ์ธานีแล้วเร่งหาแนวทางควบคุมก่อนแพร่ไปทั่วประเทศ สัปดาห์หน้านานาชาติถกหามาตรการแก้ปัญหา

12  มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการด่วนให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศึกษาและวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่เพื่อยับยั้งการระบาด

ล่าสุดได้รับรายงานว่า มีพื้นที่เสียหาย 9 จังหวัด รวม 762,939.34 ไร่ ได้แก่ นราธิวาส 732,193 ไร่ ยะลา 4,612 ไร่ ปัตตานี 3,060 ไร่ สงขลา 827 ไร่สตูล 221.20 ไร่ ตรัง 1,412.14 ไร่ กระบี่ 516 ไร่ พังงา 18,598 ไร่ และสุราษฎร์ธานี 1,500 ไร่ เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบ 81,542 ราย

ขณะนี้โรคลุกลามถึงภาคใต้ตอนบนจึงให้กยท. กำจัดวงไม่ให้แพร่ไปยังภาคอื่น ๆ โดยกยท. อนุมัติเงินกองทุนพัฒนายางสนับสนุนเครื่องมือประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแก่เกษตรกร แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในอินโดนีเซียพบโรคเป็นที่แรกมีพื้นที่เสียหายกว่า 3 ล้านไร่แล้ว ยังไม่สามารถกำจัดได้ จึงพร้อมเสนอครม. อนุมัติงบกลางเพื่อศึกษาวิจัยและระงับการระบาดของโรคให้ได้ จากการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในแปลงเกิดโรคพบว่า ต้นยางแตกใบใหม่ จึงมอบนโยบายให้ฉีดพ่นสารป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ คาดว่า ต้นยางจะฟื้นตัวใน 6-8 เดือน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางพารา กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างใบยางพาราที่ปรากฏอาการโรคมาตรวจสอบ พบเชื้อรา Pestalotiopsis sp. และ Colletotrichum sp. ซึ่งสัปดาห์หน้าจะทราบผลว่า เป็นสปีชีส์ใหม่หรือไม่ รวมทั้งจะประชุมเชิงปฏิบัติการกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญโรคพืชจากในประเทศและต่างประเทศของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อร่วมกันหามาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่ได้ผลสูงสุด จากนั้นจะนำเสนอต่อผู้บริหารกยท. เพื่อนำเรียนรมว. กระทรวงเกษตรฯ สั่งการต่อไป

การเลี้ยงปลาในหน้าหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

การเลี้ยงปลาในหน้าหนาว

11 มกราคม 2563 – 04:51 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,เลี้ยงปลาในหน้าหนาว
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

        สวัสดีครับ วันนี้เรามาคุยกันต่อเรื่องการเลี้ยงปลาในหน้าหนาวนะครับ

หลายท่านสงสัยว่าหน้าหนาวส่งผลอย่างไรต่อปลา และปลาน่าจะมีการปรับตัวที่ดีต่ออุณหภูมิของน้ำ ไม่อย่างนั้นหนาวทีปลาในธรรมชาติไม่ตายหมดหรือ ความจริงคืออากาศหนาวมีผลกระทบต่อการป่วยเป็นโรค และการตายของปลาอย่างชัดเจนครับ และอย่างที่เราได้คุยกันคือบางโรคก็ยังไม่มียารักษา จึงจำเป็นที่เราควรเตรียมการป้องกันหากทำได้

ในหน้าหนาวปลาจะมีความแข็งแรงและความต้านทานโรคลดลง ปลาจะเครียด ไม่กินอาหาร จึงเป็นช่วงที่ต้องระวังไม่ให้ปลาที่เลี้ยงเป็นโรคระบาดปลา ไม่ว่าจะเป็นโรคจุดขาวในปลาดุก ปลาสวาย โรคหนอนสมอในปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ โรคเห็บปลา ในปลาที่มีเกล็ด ปลาที่มีหนัง เป็นต้น หน้าหนาวทีไรเกษตรกรที่เลี้ยงปลาจะหวั่นใจมาก ยิ่งถ้าปีไหนที่อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้ปลาป่วยตาย เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเกษตรกร

แต่โชคดีที่กรมประมงดูแลและให้คำปรึกษา รวมถึงให้การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทำให้ความเสียหายไม่มากตามสภาพอากาศ

วันนี้หมอจะนำคำแนะนำในการดูแลและป้องกันโรคปลาในช่วงหน้าหนาวของกรมประมงมาแบ่งปัน เพื่อให้คนรักปลาและเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานำไปใช้ โดยเฉพาะคนเลี้ยงปลามือใหม่น่าจะได้ประโยชน์มากครับ

1.ลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง เพราะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิในตัวปลาจะลดต่ำลง การเผาผลาญอาหารก็จะต่ำลงไปด้วย

2.พยายามงดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อ และไม่นำน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อ เช่น น้ำในคลอง เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนเข้ามา ถ้าต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรมั่นใจว่าน้ำที่จะเปลี่ยนนั้นสะอาดจริงๆ ถ้าเป็นปลาเลี้ยงในบ่อควรมีการเช็กคุณภาพน้ำให้มั่นใจว่าปลอดภัยเหมาะสมกับปลาที่เราเลี้ยง

3.สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อดินควรรักษาสภาพน้ำให้อยู่ในสภาพดี โดยสาดปูนขาวลงในบ่อ

4.ในกรณีที่มีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นก้นบ่อ ให้สาดเกลือบริเวณที่มีแก๊ส

5.สำหรับปลาที่เลี้ยงในกระชังบริเวณน้ำตื้น ควรย้ายไปอยู่บริเวณน้ำลึกซึ่งจะเป็นการปรับอุณหภูมิของน้ำเพราะอุณหภูมิน้ำลึกจะสูงกว่า

6.ช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง

7.ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหาร

8.ใช้ด่างทับทิม เพื่อไล่เชื้อปรสิต

เป็นความรู้ในการเลี้ยงปลาหน้าหนาวนะครับ หมอขอย้ำว่าหากต้องมีการใช้ยาหรือสารต่างๆ ควรขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำ สิ่งที่สำคัญคือการสังเกตและความละเอียดของเราเองครับที่ทำให้มีประสิทธิภาพ

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน4

11 มกราคม 2563 – 03:46 น.
แก้วกาญจนา,เขียวหมื่นปี
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล    udomgarden1@gmail.com

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

เขียวหมื่นปีหรือ “แก้วกาญจนา” เป็นไม้ที่ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2549 อันมีความหมายว่า งดงามสว่างไสวและสุกสว่างดั่งทอง

แก้วกาญจนา ไม้ใหม่ที่มีศักยภาพมักจะตามมาด้วยเกียรติยศ หรือการได้มาซึ่งทรัพย์ พร้อมกับการเป็นที่ยอมรับของคนในแวดวงผู้ผลิตและกลุ่มสังคมธุรกิจ หรือที่เกี่ยวข้องกันทุกๆ ภาคส่วนที่เห็นคุณค่าจนต่อยอดไปสู่สิ่งต่างๆ อีกมากมาย และหลายครั้งก็ยังถูกนำมาเป็นของมีค่าสำคัญใช้มอบให้แก่กันเป็นสิ่งแทนใจในช่วงเทศกาลหรือโอกาสสำคัญที่มิอาจเทียบแทนเงินด้วยมูลค่าและนับเป็นราคาได้ และด้วยความสวยสง่า พร้อมกับความเป็นมงคลและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้น

จนได้ก้าวขึ้นไปสู่เวทีระดับสากลให้คนที่อยู่นอกเขตกำเนิดของพืชชนิดนี้ได้มีโอกาสสัมผัส พร้อมใช้ประโยชน์อย่างที่มีการใช้กันมาอย่างแพร่หลายจากถิ่นที่มีมา ให้เกิดสีสันสดใสจากการนำไปใช้มากไปกว่าไม้ที่เคยมีเพียงแค่สีเขียว อันเป็นที่มาตามชื่อดั้งเดิมและเปลี่ยนไปยิ่งกว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ปกแผ่ลงมาถึงพสกนิกร กลุ่มผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับ

ไม้ชนิดนี้ จึงยิ่งด้วยความเป็นสิริมงคล รวมถึงคุณค่าจากหลายๆ สิ่งที่มีอยู่ทั้งลักษณะสีสันบนใบ ลวดลายเส้นไปจนถึงจุดปื้นลายเฉพาะตัวที่นับเป็นความแปลกให้ดูแตกต่างไปจากไม้ชนิดอื่นอันมีอยู่ในเฉพาะไม้ชนิดนี้ ซึ่งมีคุณค่าเหลือคณานับ จนเป็นสิ่งในส่วนช่วยให้เกิดการยอมรับพร้อมกับยกไม้ป่าด้อยค่าจากอดีตของไม้กลุ่มสกุลนี้ให้เป็นราชาแห่งไม้ใบ ด้วยการยอมรับของผู้ผลิตไม้ทั่วไปและจากผู้ใช้ที่เห็นในวิวัฒนาการจากจุดที่เริ่มต้นเติบโตจนมามีคุณค่า มากกว่าแต่ก่อนมาก

แม้จะเปรียบเทียบกับไม้ชนิดอื่นที่ต่างก็มีความสวยโดดเด่นเป็นไปตามแต่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มา แต่กระนั้นต้นแก้วกาญจนากลับมีโอกาสได้ถูกขัดเกลา ดั่งหินที่ดูภายนอกเป็นธรรมดา จนได้ถูกเจียระไนให้มีความเลอค่าและใช้นำไปประดับได้แม้แต่ยอดมงกุฎ

เสียชีวิตใน 24 ชม.เตือนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เสียชีวิตใน 24 ชม.เตือนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แมงดาทะเล,อันตราย,พิษแมงดา,กรมประมงเตือน,ยำแมงดา
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

เตือนประชาชนกินไข่แมงดาทะเลด้วยความระมัดระวัง หากเป็นไข่แมงดาถ้วย หรือเหรา พิษแรง ทำระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตภายใน6 – 24  ชั่วโมง 

11 มกราคม 2563 นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ค้าสินค้าสัตว์น้ำบางรายเปิดขายไข่แมงดาทะเลผ่านทางโซเชียลมีเดีย พบว่า เป็นการขายไข่แมงดาถ้วยซึ่งเป็นแมงดาชนิดที่มีพิษ  กประชาชนผู้บริโภคขาดความรู้เรื่องพิษของแมงดาทะเล

โดยอ้างว่า ผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษ (เส้นเมา) ในเนื้อแมงดาทะเลออกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความจริงแมงดาถ้วยมีพิษอยู่ที่ทางเดินอาหารและไข่และไม่สามารถกำจัดพิษออกได้โดยง่าย ขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงดาทะเล แต่หากต้องการรับประทานขอให้เลือกแมงดาจานหรือแมงดาทะเลหางเหลี่ยม ไม่มีพิษ สามารถรับประทานได้

สังเกตลำตัวมีขนาดใหญ่กว่าแมงดาถ้วย พื้นผิวด้านบนเรียบ มีสีน้ำตาลอมเขียว มีหางเหลี่ยม มีสันและหนามเรียงกันเป็นแถวคล้ายฟันเลื่อย พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย แมงดาถ้วยหรือแมงดาทะเลหางกลม หรือเหรา หรือแมงดาไฟ มีพิษ ไม่สามารถรับประทานได้ ลำตัวโค้งกลม หางกลม ผิวด้านบนมีขนสั้น สีน้ำตาลอมแดง

ต่อจากส่วนท้องมีหางค่อนข้างกลมไม่มีสันและไม่มีหนาม พบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามคลองในป่าชายเลน ฝั่งอ่าวไทยจะพบแมงดาทั้งสองชนิดนี้มากที่สุดตามพื้นที่แนวชายฝั่งของทะเลตั้งแต่ จังหวัด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตลอดไปจนถึงชุมพรและฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่สตูลไปจนถึงระนอง

จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า สารพิษที่พบอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วยคือสารเทโทรโดท็อกซิน(tetrodotoxin) และซาซิท็อกซิน (saxitoxin) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในปลาปักเป้า เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบควบคุมการหายใจถึงขั้นเสียชีวิต

โดยพิษในแมงดาถ้วยเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ 1.แมงดากินแพลงก์ตอนที่มีพิษ หรือกินสัตว์ทะเลอื่นๆที่กินแพลงก์ตอนพิษเข้าไปทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดา 2.เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างพิษขึ้นมาได้เอง หรือสาเหตุประกอบกันทั้งสอง และที่สำคัญสารพิษทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่ทนต่อความร้อนได้ดี การปรุงอาหารด้วยความร้อนวิธีต่าง ๆ เช่น ต้ม ทอด หรืออบเป็นเวลานานมากกว่าชั่วโมงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ ประชาชนจึงไม่ควรนำมาบริโภคอย่างเด็ดขาด

สำหรับผู้ได้รับพิษจากแมงดาทะเล อาการมักจะแสดงภายหลังรับประทานประมาณ 10 – 45 นาที
หรืออาจช้าไปจนถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแหล่งที่อยู่อาศัยของแมงดา ฤดูกาล จำนวนที่รับประทาน หรือปริมาณของสารพิษที่ได้รับ เช่น รับประทานไข่แมงดาถ้วย อาการพิษจะเกิดรุนแรงกว่ารับประทานเฉพาะเนื้อ อาการมักเริ่มจากมึนงง รู้สึกชาบริเวณลิ้น ปาก ปลายมือ ปลายเท้าและมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มจาก มือ แขน ขา ตามลำดับ

รวมทั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บางราย อาจมีน้ำลายฟูมปาก เหงื่อออกมาก พูดลำบาก ตามองเห็นภาพไม่ชัด ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน  ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และสมองขาดออกซิเจนหากช่วยไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ภายใน 6 – 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับพิษ ให้ผู้ปฐมพยาบาลทำให้ผู้ป่วยหายใจคล่องที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารน้ำหรือยา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการสำลักได้ จากรายงานของกระทรวงสารณสุขพบว่ามีผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการรับประทานไข่แมงดาทะเลระหว่างปี 2556 – 2561 จำนวน 33 ราย เสียชีวิต 3 ราย โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนผู้บริโภคขาดความรู้เรื่องพิษของแมงดาทะเล

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตรที่สูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตรที่สูง

11 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แหล่งท่องเที่ยว,กระทรวงเกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,เลย,เกษตรที่สูง,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

เปิดแล้ว แหล่งท่องเที่ยวสุดคูลควบคู่ความรู้เกษตร ศูนย์เกษตรที่สูงเลย พร้อมอวดโฉมสู่สายตานักท่องเที่ยว หวังต่อยอดสู่พื้นที่เกษตรกรโดยรอบ

11  มกราคม 2563 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตด้านการเกษตรทั้งที่บริโภคภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศแต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาล งานด้านการส่งเสริมการเกษตรจึงนับเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน 

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการส่งเสริมการเกษตร คือการส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ผ่านโครงการและนโยบายสำคัญต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ภายใต้การบูรณา
การทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร

โดยการดำเนินงานในส่วนภูมิภาคนอกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอจะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้และทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นในพื้นที่

ร่วมกันขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่าย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการเกษตรได้เป็นอย่างดี และจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนของภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

นายบุญรอด คำทะริ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) กล่าวว่า จังหวัดเลยมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงที่งดงาม ทำให้จังหวัดเลยเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว นับเป็นช่องทางสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตรได้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง)

จึงมีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งภายในศูนย์ฯ ที่มีแปลงเรียนรู้ให้สามารถเยี่ยมชมและศึกษาแก่ผู้สนใจทั่วไป และสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรดีที่ปลอดภัย ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งสุขภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดเลย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากแปลงเรียนรู้ที่มีชีวิตของศูนย์ฯ

เชื่อมโยงสู่กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพของจังหวัดเลย จึงได้จัดกิจกรรม “ 27 ปี สืบสานงานพระราชดำริ ตามแนววิถีเกษตรพอเพียง พร้อมเพรียงพัฒนาหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นำศูนย์และชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

สำหรับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2535 สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค อยู่ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น มีภารกิจสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่

ร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอในพื้นที่รับผิดชอบจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมด้านการเกษตรแก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบ ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาว และไม้ดอกไม้ประดับที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตแหล่งใหญ่ของประเทศ

ส่งเสริมผ่านทางโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ตลอดจนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทางการเกษตร ซึ่งศูนย์ฯ เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งรวบรวมพันธุ์ดีกระจายผ่านกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร โดยใช้ศูนย์ ศพก. และเครือข่ายเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป