ปิดบัญชี “ทักษิณ” เปิดบ้านดูไบ เร่งจัดทัพใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/498011

22 ธ.ค. 2564 |15:50 น.

ปิดบัญชี "ทักษิณ" เปิดบ้านดูไบ เร่งจัดทัพใหญ่

เพื่อไทยจะไม่แลนด์สไลด์ “ทักษิณ” นัดฉลองปีใหม่ดูไบ เร่งจัดทัพ ส.ส. กาหัวคนถูกดูด ต้องรายงานตัว หวั่นเนวินชิงยึดศรีสะเกษโมเดล คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฉลองปีใหม่ที่ดูไบ “ทักษิณ” เคลียร์บัญชี ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ จัดสรรคนเก่าคนใหม่ให้ลงตัว เน้นภาคอีสานและภาคเหนือตอนบน

อิทธิฤทธิ์บัตร 2 ใบ “ทักษิณ” ปลื้มเลือดเก่าไหลกลับ ล้นบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ แต่การตลาดเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ดูจะยังไม่เข้าเป้ามากนัก

พลพรรค “ทักษิณ” เริ่มแคมเปญใหม่ในอีสาน กาคักๆทั้งพรรคทั้งคน กาเพื่อไทยไล่ประยุทธ์ โหวตยุทธศาสตร์ ปีกประชาธิปไตยต้องเลือกพรรคเดียว

ความคึกคักของพรรคเพื่อไทย เป็นผลจากการเปลี่ยนกติกาเลือกตั้ง ส.ส. กลับมาเป็นระบบบัตร 2 ใบ จะทำให้พรรคใหญ่ ได้จำนวน ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ จึงมีข่าวอดีตคนเก่าแก่ทยอยกลับเพื่อไทยรายวัน

วันก่อนโน้น จาตุรนต์ ฉายแสง พาน้องรัก วุฒิพงษ์ ฉายแสง และฐิติมา ฉายแสง พ่วง นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ คืนรังอย่างเอิกเกริก

ตามมาด้วยสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย และสุขุมพงศ์ โง่นคำ อดีต ส.ส.ยุคไทยรักไทย นัยว่า นายใหญ่โทรหาด้วยตัวเอง เพื่อให้กลับมาช่วยกลั่นกรองดูแลงานด้านกฎหมายในสภาฯ


ภาพรวมของสถานการณ์พรรคเพื่อไทยวันนี้ ยังมีจุดแข็งที่อีสานตอนเหนือ และเหนือตอนบนเท่านั้น ทักษิณ ชินวัตร รับรู้ข้อมูลเหล่านี้ดี จึงพยายามหาทางแก้เกมในภาคอื่น เพื่อทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.ที่หายไปสมัยที่แล้ว

‘ปีใหม่ดูไบ’

ช่วงปีใหม่ 2565 มีข่าวว่า “ทักษิณ” เตรียมเปิดบ้านที่ดูไบ เชิญคนเพื่อไทยทั้งในและนอกสภาพบปะสังสรรค์ และจะมีรายการเคลียร์บัญชี ส.ส. 400 เขตให้ลงตัว

นัยว่า นายใหญ่ดูไบ ไม่อยากให้การจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.ยืดเยื้อ และต้องการความชัดเจนจาก ส.ส.ที่ตกเป็นเป้าในการดูดจากพรรคคู่แข่ง หากไม่อยู่ก็จะได้หาตัวผู้สมัครใหม่ลงแทนเลย

เบื้องต้น นายใหญ่ได้หารือกับแกนนำพรรค เรื่องการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.เขตคือ ส.ส.คนเดิมเจ้าของพื้นที่ต้องจัดให้เสร็จในสิ้นปี 2564 ส่วนคนใหม่ต้องได้ข้อสรุปไม่เกินไตรมาสแรกของปี 2565

ภาคอีสานยังเป็นเป้าหมายหลักของเพื่อไทย เพราะชื่อทักษิณยังครองใจคนอีสาน เงินไม่ใช่เป็นปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ คนอีสานส่วนใหญ่ยังเลือกฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอาฝ่ายเผด็จการ

คู่แข่งหลักของเพื่อไทยในอีสานคือ พรรคภูมิใจไทย ที่ยึดฐานอีสานใต้ไว้หลายจังหวัด ส่วนพลังประชารัฐอ่อนแอลง หลังมีความขัดแย้งภายในพรรคระหว่างกลุ่มธรรมนัสกับกลุ่มสามมิตร

ภูมิใจไทยมีบุรีรัมย์เป็นเมืองหลวง และกำลังขยายไปที่นครราชสีมา เพราะสมัยหน้าโคราชมีเก้าอี้ ส.ส.16 ที่นั่ง แบ่งมาได้เกินครึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

ปีใหม่ดูไบ “ทักษิณ” จึงมีความสำคัญกับยุทธศาสตร์การเลือกตั้งสมัยหน้า หากคิดจะเอาชนะแบบแลนด์สไลด์

‘ศรีสะเกษโมเดล’

หัวข้อเรื่อง ส.ส.เขต ที่เป็นปมปัญหา “ทักษิณ” ต้องเคลียร์สนามศรีสะเกษให้จบ เนื่องจากมีกระแสข่าว 2 ส.ส.เพื่อไทยอย่าง จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ จะย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย

ว่ากันว่า เนวิน ชิดชอบ กำลังจะสร้างศรีสะเกษโมเดล โดยมอบให้ วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ บิดาของกวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นแกนหลัก

วิชิต และธีระ พร้อมภรรยาของจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นลูกของเตี่ยฮวด บ้านใหญ่กันทรลักษณ์ พวกเขามีแผนจะดันลูกสาวลงสนามเลือกตั้งในเสื้อสีน้ำเงิน

ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.ศรีสะเกษ 2 คนคือ สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ และอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ลูกชาย มงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย สายตรงโรงโม่หินบุรีรัมย์

เมื่อเจอศรีสะเกษโมเดล “ทักษิณ” จึงต้องดึงตัว นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ กลับรังเก่า หลังสมัยที่แล้ว หมอภูมินทร์ย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ

นี่เป็นหนังตัวอย่างของสนามเลือกตั้งอีสาน ที่ไม่ง่ายสำหรับ “ทักษิณ” และเพื่อไทย เมื่อค่ายเนวินยังแข็งแกร่งในพื้นที่อีสานใต้

เปิดใจ ธรรมนัส “ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย”กับสัญญาใจของใครบางคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497898

21 ธ.ค. 2564 |21:08 น.

เปิดใจ ธรรมนัส “ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย”กับสัญญาใจของใครบางคน

เปิดใจ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ถูกให้พ้นตำแหน่ง แต่ ณ วันนี้ เขายังทำหน้าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐอย่างแข็งขัน เป็นเพราะสัญญาใจบางอย่าง ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

“ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย” 

นั่นคือประโยคช่วงหนึ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันยังคงทำหน้าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)  สละเวลาเวลาจากการลงพื้นที่อย่างไม่ว่างเว้นจากเหนือจรดใต้ เพื่อมานั่งพูดคุยกับ “คมชัดลึกออนไลน์” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน  

ไม่แน่นอนทั้งความเป็นไปของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะบริหารประเทศจนครบวาระ หรือประกาศยุบสภาก่อนกำหนด 

ไม่แน่นอนทั้งการทำหน้าที่แม่บ้านพรรคพลังประชารัฐไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่?!?  

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)

“รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”  หรือ “ผู้กองธรรมนัส”  บอกว่า การเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะทำหน้าที่แม่บ้านเลขาธิการพรรค  โจทย์คือทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ในฐานะเป็นตัวแทนตามระบอบประชาธิปไตย  มีตัวแทนเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนฯ   จะต้องเข้าใจความเดือดร้อนในแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ แต่ละภาค การรับฟังเสียงจากพี่น้องผู้แทน ไม่ได้หมายความเราไม่เชื่อ แต่ว่าเราอยากไปเห็นด้วยตาได้ยินกับหูว่าชาวบ้าน เพื่อต้องการให้รู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร เพื่อนำปัญหาเหล่านั้น มาเป็นโจทย์ในการกำหนดนโยบายของพรรรค ถือเป็นสาระสำคัญ 

“ผมชอบทำตัวเป็นตัวหนอนคลุกใบไม้อยู่กับดิน” 

“ผมชอบทำตัวเป็นตัวหนอน คลุกอยู่กับใบไม้คลุกอยู่กับดิน เพื่อให้รู้ว่าสภาพดิน สภาพใบไม้เป็นอย่างไร ดินเป็นอย่างไร นั่นหมายความ ว่าเราจะได้รู้สภาพปัญหาที่แท้จริงของประชาชนแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร เราจะได้นำมาแก้ไขกำหนดเป็นนโยบายพรรค แล้วถ้ามีโอกาสเป็นรัฐบาลอีกรอบ เราจะได้นำนโยบายที่เป็นความต้องการของประชาชนจริงๆนำไปสู่ภาคปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาได้อย่างจีรังยั่งยืนต่อไป”  ร.อ.ธรรมนัส  เปรียบเปรยตัวเอง 

เปิดใจ ธรรมนัส “ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย”กับสัญญาใจของใครบางคน

ทุกครั้งของการลงพื้นที่มิใช่แค่มองเป็นการหาเสียงเท่านั้น หากแต่ ผู้กองธรรมนัส ยังเก็บข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน และจำแนกเรื่องเร่งด่วน พร้อมกับการจัดทำแผนระยะยาวส่งต่อไปให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในฐานะรองนายกรัฐมนตรี  

“ปัญหาของประชาชนมีเยอะมากขึ้นอยู่กับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนแก้ไข หรือวางแผนแก้ไขอย่างยั่งยืน อย่างเอาจริงเอาจัง  เรื่องไหนเร่งด่วนจะสรุปปัญหามอบให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรคพปชร. ในฐานะรองนายกฯ สั่งการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง  ส่วนใหญ่ปัญหาที่นำเสนอหัวหน้าพรรค ต้องเรียกว่าท่านเป็นนักการเมือง คือทำทันที ที่เป็นความเดือดร้อนประชาชน การทำงานของผมและหัวหน้าจึงสอดคล้องกันทำทันทีได้เกือบทุกประเด็น” 

“สัญญาใจ” อยู่ได้เพราะหัวหน้าฯ

ตลอดการสนทนา”ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวถึง “พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพปชร. จึงต้องขอให้ ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยกับ”คมชัดลึก” ถึงปัญหาความไม่ลงรอยกับคนบนตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกันนานถึงสามชั่วโมง 

เจ้าตัวยอมรับเคยถอดใจ แต่ที่ต้องทำหน้าที่เลขาธิการพรรคพปชร.จนถึงวันนี้ เพราะ เป็นสัญญาใจระหว่าง “ร.อ.ธรรมนัส”กับ “พล.อ.ประวิตร” 

“ผมต้องพูดตรงๆว่า ที่ผ่านมา ผมก็ถอดใจมาหลายครั้ง เราไม่ได้ตั้งใจมาเป็นนักการเมือง แต่วันหนึ่งเรามาอยู่เวทีการเมือง บุคลิกส่วนตัวเราตรงไปตรงมา อาจเป็นที่ถูกใจคนบ้างไม่ถูกใจบ้าง พอมีปัญหาช่วงหนึ่ง เอาตรงๆเลย  ผมก็คิดจะไปตั้งพรรคใหม่แต่มาจุดหนึ่งไปคุยกับท่านหัวหน้า ขอให้เรามาช่วยกัน ผมถือว่าท่านหัวหน้าเป็นอีกท่านหนึ่ง ที่ผมให้ความเคารพนับถือ ท่านให้ชีวิตใหม่ผมหลายๆเรื่อง และผมต้องยอมรับว่ารักและเคารพนับถือท่าน ตั้งใจจะอยู่กับท่าน  ท่านบอกว่า ให้มาช่วยงานกัน อย่าไปไหน” 

ส่วนทนแรงเสียดทานได้นานขนาดไหน  “ร.อ.ธรรมนัส” บอกว่า   การเป็นนักการเมือง ถ้าเราเอาผลประโยชน์ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงผลประโยชน์ของตนเอง เราจะสบายใจ ดังนั้น ปัญหาแรงเสียดทานต่างๆ เราทำไปมีเป้าประสงค์ข้างบนทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เราจะไม่ท้อ เป็นพลัง เป็นแรงผลักดัน ให้เราทำ หาวิธีแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปด้วยดีมาโดยตลอดทุกครั้ง 
 

เมื่อให้แม่บ้านพรรคประเมินกรอบเวลาการทำงานรัฐบาลควรยุบสภาเมื่อไหร่อย่างไร  “ร.อ.ธรรมนัส” ประเมินว่า  รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้นานที่สุด คือ  24 มี.ค.66  ถ้านับจากนี้เหลือแค่ 14 เดือน ระยะเวลา 14 เดือนเตรียมแผนการเลือกตั้งไม่ใช่ระยะเวลายาว  ประมาณหนึ่งปีถือว่าน้อยมากถ้าเปรียบการเลือกตั้งปี 62  พรรคพลังประชารัฐเริ่มก่อตัวเดือน ม.ค. เมื่อปี 2561  กรอบเวลาคล้ายๆกัน  ดังนั้นคำถามที่ว่าจะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ นานที่สุดอีก14 เดือน

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ม.ค.ถึง มี.ค.ปีหน้า เราไม่รู้จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอะไรขึ้น  อันนี้การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราเป็นพรรคใหญ่ 

เมื่อถามว่า ปัจจัยอะไรที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง”ร.อ.ธรรมนัส” มองว่า ยอมรับว่าระหว่างทางรัฐบาลต้องเผชิญปัญหาหลายเรื่อง อย่างที่ทราบดี ปัญหาเศรษฐกิจ  สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19และมีการกลายพันธุ์เป็นโอไมครอนประดังเข้ามา

เราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุทางการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  สถานการณ์ทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องเตรียมพรรคเราให้พร้อมสำหรับศึกเลือกตั้ง 

เมื่อมองถึงธรรมชาติทางการเมืองการยุบสภามักเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกุมความได้เปรียบ ตรงนี้ เลขาธิการพรรคพปชร. บอกว่า “เชื่อมั่นว่าการยุบสภาไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเมือง  ตอนนี้ต้องดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยุบสภาเกิดผลดีต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร บวกลบคูณหารถ้าดีควรจะทำ แต่ถ้ายุบสภา ยิ่งเพิ่มปัญหาให้ประชาชนก็ไม่ควรทำ จะทำอะไรก็ตามต้องยึดผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก” 

“ผมเรียนแล้ว ไม่มีอะไรแน่นอน ยุบสภาแล้วเกิดผลดีต่อประชาชน หรืออยู่แล้วเกิดผลดีต่อประชาชนไหม ”  ร.อ.ธรรมนัส กล่าว 

ต่อปัญหาสภาล่มอีกตัวแปรที่สะเทือนการทำงานรัฐบาลและอาจนำไปสู่การยุบสภาด้วยซ้ำ  ประเด็นนี้  “รอ.ธรรมนัส” ให้ความเห็นว่า  “ไม่ใช่ผมเข้าข้างพรรคตัวเอง โดยสถิติเปิดสภามา คิดเป็นอัตราร้อยละ พรรคพปชร.ถือว่าอยู่ในระดับ 93 -100 เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด นั่นหมายความว่า พปชร.ไม่ค่อยมีปัญหาสมาชิกสภาผู้แทนในการร่วมประชุมสภา แต่พรรคอื่นเราไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่พรรคภูมิใจไทย (ภท. ) สมาชิกมาประชุมไม่ต่ำ 93 เปอร์เซนต์ 

เปิดใจ ธรรมนัส “ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย”กับสัญญาใจของใครบางคน

เสนอไอเดียแก้ปัญหาสภาล่ม

“ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวว่า   การเป็นส.ส.แบบเขต ต้องมีเวลาในการลงพื้นที่ เพราะความเป็นส.ส.ในเวลาแบบนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ส.ส.แต่ละเขตควรลงพื้นที่ให้เยอะ ฉะนั้น การประชุมสภาแต่ละอาทิตย์ ปกติถ้าประชุมพุธ พฤหัส ปัญหาไม่ค่อยมี แต่ถ้าประชุมอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ จะมีปัญหาทุกครั้ง เพราะการวางกรอบตารางเวลาส.ส.ลงพื้นที่วางไว้เป็นเดือน แต่การกำหนดให้มีการประชุมสภาฯ บางครั้งสมมติจะประชุมอาทิตย์หน้าเพิ่งมากำหนดวันนี้ ซึ่งเราไปนัดชาวบ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว ส.ส.ไม่ลงพื้นที่ตามนัดหมายโดนชาวบ้านด่า ตรงนี้ถือเป็นสาระสำคัญ

“อยากฝากเรียนด้วยความเคารพ ถึงวิปรัฐบาล เราต้องนั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว คุยกับผู้ทำหน้าที่เป็นประธานสภา กรอบเวลาการประชุมสภา ควรมีไทม์มิ่ง มีแผนว่าประชุมวันไหนในรอบเดือนที่ชัดเจน เราในฐานะส.ส. ได้วางแผนตัวเองได้ อย่างผมประชุมวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมลาไปแล้ว นัดชาวบ้านไว้แล้ว ฉะนั้นการจะขาดงาน 4-5 งาน นัดชาวบ้านเป็นปี จู่จะยกเลิกไม่ได้ วันศุกร์ผมก็ลงพื้นที่เหมือนกัน จึงต้องหารือแก้ปัญหาสภาล่ม” ร.อ.ธรรมนัส  สื่อสารไปถึงวิปรัฐบาลและประธานสภาฯ 

เพื่อไทยชนะแลนด์สไลด์จริงหรือ !?! 


เกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้งใหม่กำหนดให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบโดยเฉพาะเพื่อไทย(พท.) คุยโวว่าจะทำให้เกิดชัยชนะแลนด์สไลด์ ในมุมมองของ”ร.อ.ธรรมนัส” บอกกับ “คมชัดลึก” ว่า  

“เรื่องนี้ผมฟังมาเยอะ แต่ในฐานะส.ส.ผู้ปฎิบัติ กล้าพูดได้เลยว่าเป็นส.ส.ที่ลงพื้นที่ 77 จังหวัด เยอะกว่า เลขาธิการพรรคท่านใด ผมรู้ชาวบ้านต้องการอะไร การเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่าลืมว่าพปชร.เป็นผู้เสนอ โดยมีพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย ประชาธิปัตย์(ปชป.)  เห็นด้วย “

“เราเป็นผู้เสนอ เราต้องคิดละเอียดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพปชร. ย้อนกลับไปที่การเลือกตั้ง ปี 2562  จำนวนโวตเตอร์ ประชาชนที่กาบัตรให้พปชร. แปดล้านกว่า มาอันดับหนึ่ง ถามว่า เราได้ส.ส.แบบเขต 97 ปาร์ตี้ลิสต์ 20 กว่า แต่ลำดับสองที่แพ้หลักร้อยหลักพันเกือบร้อยชีวิต   ที่แพ้ผมกล้าพูดได้เลยว่า ตอนนั้นพปชร.เป็นพรรคน้องใหม่ คนยังไม่สามารถจับต้องนโยบายพรรคตอนนั้นได้ การเลือกตั้งจึงไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เรารู้ว่าเราควรทำอย่างไร ผู้สมัครที่ผ่านมาแต่ละพื้นที่ให้การยอมรับ ถึงได้คะแนนนิยมมาลำดับสอง แพ้หลักร้อย เมื่อแบ่งบัตรชัดเจน บัตรของพรรคกับบัตรของเขตชัดเจน  ความนิยมของบุคคลนั้นจะมา จะทำให้เราได้ส.ส.แบบเขตมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งเราคิดแล้ว ส่วนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย ส่วนหนึ่ง พปชร. ภท. ปชป.ส่วนหนึ่ง และพรรคเล็ก ผมเชื่อว่าจะกระจายในจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อร้อยชื่อ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ส.ส.เขต เราจะได้จำนวนมากขึ้น ผมมีความมั่นใจอย่างนั้น” 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ ผู้กองธรรมนัส กับการเปิดใจผ่านคมชัดลึก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ ผู้กองธรรมนัส กับการเปิดใจผ่านคมชัดลึก

ยุทธศาสตร์ต่อสัมพันธ์”ผู้นำท้องถิ่น”ขอมากกว่า 122 ที่นั่ง  

“ร.อ.ธรรมนัส” ยังบอกต่อไปว่า “จากการพูดคุยกับหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรค หัวหน้าภาคแต่ละภาค มาโดยตลอดว่า การเลือกตั้งคราวที่แล้ว เนื่องจากกรอบเวลาเร่งด่วน เรามาจากแต่ละทิศทางผสมผสานมาเป็นพปชร. แน่นอนการเตรียมตัวไม่ค่อยดี แต่ครั้งนี้ เราเตรียมตัวดี โดยเฉพาะผมลงพื้นที่ ไปหาพื้นที่ที่จังหวัดที่มีส.ส.และจังหวัดที่ไม่มีส.ส.เราได้ตัวแทนแต่ละจังหวัดส่วนใหญ่ได้ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ตั้งแต่นายกอบจ. นายกเทศบาล นายกอบต. เรามีผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเครือข่ายเรา ทุกจังหวัด ผมมีความมั่นใจว่า จำนวนส.ส. ที่เราได้ ณ เวลานี้ 122 ที่นั่ง จะต้องได้มากกว่านั้น แต่จะมากเท่าไหร่ เดี๋ยวคอยดูใกล้ๆ” 

เหนือ-ใต้ ต้องได้มากกว่าเดิม 

“ฐานที่มั่นสำคัญ สำหรับตัวผมแล้ว การเลือกตั้งคราวที่แล้ว รับผิดชอบ 17 จังหวัดภาคเหนือ  และเราจะมีหัวหน้าอยู่ แต่ละจังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ มีท่านสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นหัวหน้า  หรือสุโขทัย ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน  ส่วนจังหวัดอื่นๆแบ่งกันดูแล เราได้ส.ส.มา 17 จังหวัด 25 ที่นั่งบวกเลือกตั้งซ่อม 1 รวม 26 ถามว่า สมรภูมิภาคเหนือ 17 จังหงัด เราจะมีความเชื่อมั่นยึดได้เหมือนเดิม จะมีการขยายเพิ่ม ภาคใต้ 14 จังหวัด ผมถือว่าลงพื้นที่ใต้บ่อยที่สุด และผมมีความมั่นใจ ตอนนนี้เรามี 14 ที่นั่ง เราต้องเพิ่มเป็น 20 เป็น 30 แต่เราต้องเพิ่มแน่นอน”  

ยังไม่รีบเปิดตัว “ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.”เดี๋ยวช้ำ

กลับมาที่สนามเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” บ้าง  ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า เนื่องจากกรอบเวลาเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ยังไม่มีความชัดเจน การเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เร็วเกินไป ก็จะช้ำ หลายท่านที่เปิดตัวเป็นคนมีคุณภาพ แต่ถ้าเปิดตัวจังหวะไม่ดีช้ำหมด เราได้คุยกับหัวหน้าพรรค กกบห.และผู้รับผิดชอบกทม.ว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดตัวผู้สมั้คร  แต่สนามสก. ระดับเขต มีครบเกือบหมดแล้วขาด 4-5 เขต ที่กำลังเฟ้นหาอยู่ ทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่กกบห. จะส่งหรือไม่ส่ง ท้ายสุดอยู่ที่หัวหน้าพรรคพปชร. 

เปิดใจ ธรรมนัส “ผมเป็นแค่หนอนคลุกใบไม้และดินทราย”กับสัญญาใจของใครบางคน

จุดแข็ง-จุดอ่อนพปชร.

ร.อ.ธรรมนัส เผยจุดแข็ง พปชร. ว่า   เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน การเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตย การกำหนดนโยบายพรรคถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่วิพากษ์วิจารณ์พรรคอื่น  อย่างพรรคพปชร. มีความโดดเด่นนโยบาย  เช่น 

หนึ่งเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐมามาตั้งแต่ปี 62 ได้ทดลองใช้กับกลุ่มบุคคลที่ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ  เด็กแรกเกิด ผู้มีรายได้น้อย  เราไม่ได้ทำบัตรคนจน เราทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฉะนั้น คนไทยทุกคน เมื่อเกิดมาจะต้องได้รับการดูแลจากรัฐเรียกว่าสวัสดิการแห่งรัฐ แต่คนแต่ละกลุ่มจะได้รับไม่เหมือนกัน ที่ผ่านมาสามปี หลังจากจัดตั้งรัฐบาล ชัดเจนว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรประชารัฐ เป็นบัตรที่ใช้แล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ นั่นหมายความว่า นโยบายที่เราหาเสียงไว้ เป็นนโยบายที่สามารถนำไปสู่ภาคปฏิบัติเกิดประโยชน์ประชาชนแต่ละกลุ่ม

สอง นโยบายที่ดินทำกิน ในฐานะเคยกำกับดูแลกรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานปฏิรูปที่ดิน ผมให้นโยบายชัดเจนว่า จะยึดที่ดินของหลวงที่ตกอยู่ในกลุ่มนายทุนนำมาคืนประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งทำมาเกือบทุกจังหวัด  การกำหนดใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งกรอบเวลาที่ผ่านมา ในอดีตทำยากในที่ดินส.ป.ก.ต้องทำภาคการเกษตรเท่านั้น ซึ่งบริบทของพื้นที่ในประเทศไทยเปลี่ยนไป จากเคยเป็นป่า ทุ่งนา ตอนนี้เป็นชุมชน  ผมทำแก้กฎหมาย แก้ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน ออกเป็นประกาศสองฉบับ นั่นคือ ประกาศที่เกี่ยวกับกิจการที่สนับสนุนการเกษตร และกิจการที่เกี่ยวเนื่องการเกษตร

ดังนั้น  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 40 กว่าล้านไร่ในส.ป.ก.ถูกแก้ไขและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน  อย่างที่เราหาเสียงไว้ว่าเราจะทำส.ป.ก. ให้เป็น”ส.ป.ก.ทองคำ” ผมทำจนจบ  ซึ่งเป็นนโยบายที่เราหาเสียงเอาไว้ 

แล้วจุดอ่อนของพรรคหล่ะ?   

แม่บ้านพรรคพปชร.  ตอบตรงไปตรงมาว่า ภาพออกมาภายนอกมีแต่ความแตกแยก แต่อยากเรียนว่า พรรคพปชร.จริงๆแล้ว ส.ส.ร้อยกว่าชีวิตเรารักกันโดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เป็นผู้บัญชการคนเดียวกัน  มีจิตใจเอ็นดู ใส่ใจลูกพรรคทุกคน และให้การแก้ไขอย่างทันท่วงที่มาโดยตลอด เพราะฉะนั้น สมาชิกสภาผู้แทน พปชร. ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ภาพที่ออกมามีความขัดแย้งกันตลอดนั่นคือหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่ม ซึ่งถามว่า ภาพที่ออกมาทะเลาะกันจริงๆเจอกันไม่มีอะไร คุยกันจบก็จบ ไม่มีการเอาความหลังมาหาเรื่องกัน ไม่มี เราเดินไปด้วยกัน  เรายึดหัวหน้าเป็นที่ตั้ง” 

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคพปชร. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์และเลขาธิการพรรคพปชร.

มาถึงตรงนี้เราจึงถามว่าทุกครั้งของการลงพื้นที่หาเสียงจำเป็นต้องชูว่าที่ผู้นำประเทศด้วย  แล้วการเลือกตั้งสมัยหน้าจะเสนอใครเป็นนายกฯอย่างเต็มปากเต็มคำ  

“คำถามนี้ ผมถูกถามมาโดยตลอด และคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดคุยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เราจะชูใครเป็นนายกฯครั้งต่อไป ขอคุยกรรมการบริหาร และนำเสนอท่านหัวหน้า ท้ายสุดอยู่ที่หัวหน้า เสนอใคร เราก็ยอมรับ”  ร.อ.ธรรมนัส กล่าว 

“ร.อ.ธรรมนัส” ได้เปิดเผยสโลแกนประจำตัวด้วยว่า  “ตัวผมเอง เป็นเด็กบ้านนอกมาถึงทุกวันนี้ มีความตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน สิ่งที่เรานำมาเป็นแนวทางการเมือง เราจะทุ่มเททุกอย่าง  ให้ใจสั่งสมองทำงานเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ไม่ใช่สมองสั่งใจทุกอย่างต้องทำจากใจ ” 

“ใจสั่งสมองให้ทำงาน ไม่ใช่สมองสั่งใจ”  เลขาธิการพรรคพปชร. ย้ำเสียงหนักแน่น  
 

เกมฮั้วเลือกตั้ง “ชุมพล จุลใส” ลอยลำ เดชอิศม์เหนื่อยแต่ไม่หนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497902

21 ธ.ค. 2564 |20:58 น.

เกมฮั้วเลือกตั้ง "ชุมพล จุลใส" ลอยลำ เดชอิศม์เหนื่อยแต่ไม่หนัก

เลือกตั้งอำพราง “ชุมพล จุลใส” บ้านใหญ่ชุมพรสบายตัว พลังประชารัฐลุยแค่สงขลา เดชอิศม์เจอเกมหนักแต่ไม่เหนื่อย เกมศักดิ์ศรีบารมีบ้านใหญ่สงขลา แพ้ไม่ได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สมรภูมิเลือกตั้งซ่อมภาคใต้ “ชุมพล จุลใส” ลอยลำ แต่เดชอิศม์ ขาวทอง ต้องเหนื่อยหนัก เมื่อพลังประชารัฐ ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร แต่ส่งที่สนามสงขลา

ว่ากันตามจริง “ชุมพล จุลใส” และพลพรรคจุลใสแฟมิลี่นั้น เตรียมตัวมาอยู่ใต้ชายคาบ้านป่ารอยต่อในสมัยหน้า ต่างจากเดชอิศม์ที่ยังอยู่ค่ายเดิม เพิ่มเติมคือส่งภรรยาลงสนาม จึงแพ้ไม่ได้

เดิมพันของ “ชุมพล จุลใส” รวมถึงเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเรื่องศักดิ์ศรีและบารมีบ้านใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของพรรค ปชป.

หลังออกอาการยึกยักมาร่วมสัปดาห์ คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีมติเอกฉันท์ ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 และไม่ส่งที่ชุมพร โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาได้เสนอชื่อ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เป็นตัวแทนของพรรค และสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง

สุชาติ ชมกลิ่น พยายามอธิบายว่า สาเหตุที่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเพียงเขตเดียว เพราะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ พรรคมี ส.ส. 4 คนอยู่แล้ว จึงต้องขยายพื้นที่ ส่วนที่ไม่ส่งผู้สมัครสนามชุมพร เพราะไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของพรรค

นั่นคือเหตุผลทางการเมือง แต่ความจริงที่ใครๆก็รู้ทั้งประเทศคือ พี่น้องของ “ชุมพล จุลใส” เตรียมตัวย้ายมาสวมเสื้อพลังประชารัฐสมัยหน้า

‘จุลใสลอยลำ’

“ชุมพล จุลใส” หรือลูกหมี อดีต ส.ส.ชุมพร เขต 1 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ ลูกหมีจึงต้องวางทายาททางการเมืองให้รับไม้ต่อในฐานะ ส.ส.ชุมพร

อิสระพงษ์ มากอำไพ หรือต๊าซ วัย 33 ปี เป็นหลานชายของภรรยาลูกหมี เขาเป็นทายาทนักธุรกิจใหญ่ จบการศึกษาปริญญาโทจาก Coventry University กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ปลายปี 2563 อิสระพงษ์ เปิดตัวเล่นการเมืองในฐานะทีมงานกลุ่มพลังชุมพร ร่วมหาเสียงช่วยนพพร อุสิทธิ์ หรือนายกโต้ง ชิงเก้าอี้นายก อบจ.ชุมพร และนายกโต้งประสบชัยชนะ แถม ส.อบจ.ทีมพลังชุมพร ได้รับเลือกตั้งถึง 23 เขต จาก 24 เขต ในพื้นที่ 8 อำเภอของ จ.ชุมพร

หลังนพพร อุสิทธิ์ พี่เขยของชุมพล จุลใส เข้าบริหาร อบจ.สมัยที่ 2 ได้แต่งตั้งอิสระพงษ์เป็นเลขานุการนายก อบจ.ชุมพร จึงเรียกกันว่า เลขาต๊าซ

เมื่อสนามเขต 1 ชุมพร ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ลงสนามไม่ได้ คู่แข่งของอิสระพงษ์ ก็คือ พ.ต.อ.ทศพร โชติคุตร์ หรือผู้กำกับหนุ่ย หรืออัศวิน ชุมพร ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคกล้า และผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล

ศึกเลือกตั้งซ่อมหนนี้ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อรักษาเก้าอี้ ส.ส.ของค่าย ปชป. หากแต่เป็นการรักษาที่มั่นการเมืองของบ้านใหญ่ชุมพร หรือจุลใสแฟมิลี่

‘ขาวทองเหนื่อย’

กรณีของเดชอิศม์ ขาวทอง ต่างจาก “ชุมพล จุลใส” ตรงที่ จ.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส. 4 คน มากกว่าค่าย ปชป.ที่มีอยู่แค่ 3 คน ถ้าพลังประชารัฐไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.เหมือนที่ชุมพร ลูกน้องลุงป้อมคงหาคำอธิบายให้ชาวบ้านได้ยาก

ศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 6 สงขลา ก็เป็นเดิมพันแรกของเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5 ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ปชป.ภาคใต้ คนใหม่

เดชอิศม์ ขาวทอง หรือนายกชาย ดาวรุ่งพุ่งแรงแซง ส.ส. 9 สมัยเป็นแม่ทัพภาคใต้ ถือว่าไม่ธรรมดา แถมงานนี้คุณนายน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล อดีตรองนายก อบจ.สงขลา ลงสนามด้วย

หากพลาดท่าปราชัย ก็คงเสียหายยับเยิน ไม่ใช่แค่ ปชป.จะถูกด้อยค่า ศักดิ์ศรีบารมีแม่ทัพใต้ คงถูกลดทอนลงไปเยอะ ฉะนั้น เดชอิศม์จึงแพ้ไม่ได้

ส่วนตัวแทนพรรคพลังประชารัฐคือ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ บุตรชายของ อนันต์ พฤกษานุศักดิ์ อดีตนายกเทศบาลเมืองสะเดา และประธานบริษัทศรีตรังฯ ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ พรรคกล้ายังส่ง พงศธร สุวรรณรักษา ลงสนาม โดยมี พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เป็นแม่ทัพเลือกตั้ง

ลึกๆแล้ว สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง 4 ส.ส.สงขลา พลังประชารัฐ กับเดชอิศม์ ขาวทอง

ดังนั้น ลุงป้อม และผู้กองธรรมนัส จึงส่งสุชาติ ชมกลิ่น ไปดูแลสนามเลือกตั้ง ร่วมกับอนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว.สงขลา บทสรุปการต่อสู้ของบ้านใหญ่สงขลา จะลงเอยแบบไหน สภาน้ำชาแถวเขต 6 คงลุ้นกันสนุก

ผ่าขุมกำลัง “กะเหรี่ยง KNU” 7 กองพล พร้อมรบทหารเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497830

21 ธ.ค. 2564 |15:40 น.

ผ่าขุมกำลัง "กะเหรี่ยง KNU" 7 กองพล พร้อมรบทหารเมียนมา

ศึกเลเก่ก่อ มินอ่องหล่ายทุ่มกำลังรบ “กะเหรี่ยง KNU” มีคำสั่ง 7 กองพลยิงได้ทันที หากทหารเมียนมารุกล้ำเขตควบคุม ส่องลึกขุมกำลัง KNU อยู่ตรงไหนบ้าง ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แนวรบตะวันตก “กะเหรี่ยง KNU” 7 กองพลน้อยมีคำสั่งยิงได้ทันที หากทหารเมียนมารุกล้ำเข้ามาในเขตควบคุมของ KNU/KNLA

จากศึกเลเก่ก่อ “กะเหรี่ยง KNU” เตรียมพร้อมรบตลอดแนวพรมแดนเมียนมา-ไทย เฉพาะเขตที่มั่นกองพลน้อยที่ 5 เป้าหมายต่อไปของทหารเมียนมา

สงครามหน้าแล้งส่อเค้ารุนแรง “กะเหรี่ยง KNU” อาจพับแผนสันติภาพ ถ้าเผด็จการมินอ่องหล่ายเปิดเกมรุกใหญ่ทางทหาร

วันที่ 20 ธ.ค.2564 สำนักข่าว Salween Press รายงานว่า ได้มีการประชุมฉุกเฉินระหว่างระหว่างผู้นำของสหภาพแห่งชาติ

กะเหรี่ยง(KNU) กับนายทหารระดับสูงแห่งกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) กรณีทหารเมียนมายกกำลังบุกรุก เมืองใหม่เลเก่ก่อ เขตควบคุมของกองพลน้อยที่ 6 ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.เป็นต้น


จากเหตุการณ์ดังกล่าว กองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) จึงมีข้อตกลงกันว่าหากทหารเมียนมารุกล้ำพื้นที่ของ KNU ทุกกองพลมีความชอบธรรมที่จะปกป้องประชาชนของตนเอง จากที่ก่อนหน้านี้ บางกองพลบอกว่ายิงได้ แต่บางกองพลบอกว่ายังจะไม่ยิง

ขณะนี้ ทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยง BGF ได้เสริมกำลังเข้ามาที่ จ.เมียวดี โดยฝ่ายกะเหรี่ยง KNU กังวลว่า จะมีการใช้ปฏิบัติการทางอากาศในเขตเมืองใหม่เลเก่ก่อ เหมือนการสู้รบที่ จ.ผาปูน เมื่อหลายเดือนก่อน

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวของทหารเมียนมา ในพื้นที่ของกองพลน้อยที่ 5 จ.ผาปูน หรือ จ.มูตรอ หลังเกิดเหตุการณ์ทหารกะเหรี่ยง KNU/KNLA ซุ่มโจมตีทหารกะเหรี่ยง BGF เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2564

‘สันติภาพหรือสงคราม’

ประเด็นบางกองพลยิง หรือบางกองพลไม่ยิงของทหาร “กะเหรี่ยง KNU” เป็นการต่อสู้สองความคิดสองแนวทางในหมู่ชาวกะเหรี่ยง ภายใต้การนำของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)

เนื่องจาก KNU เป็น 1 ใน 10 กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ที่ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลเต็งเส่ง และหลังรัฐประหาร ผู้นำ KNU แถลงว่า ขอยุติกระบวนการเจรจาสันติภาพไว้ชั่วคราว

ภายในสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน มี พล.อ.มูตูเซพอ เป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเต็งเส่ง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง

KNLA กองพลน้อยที่ 1,2,3,4,6 ล้วนเห็นด้วยกับแนวทางของ พล.อ.มูตูเซพอ เพราะรบกับทหารเมียนมามานานแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงกลับย่ำแย่ลง

อีกกลุ่มหนึ่งคือ KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.ผาปูน หรือ จ.มูตรอ นำโดยนอว์ซิปโปรา เส่ง รองประธาน KNU และ พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ซึ่งไม่ไว้ใจในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา เรียกร้องให้เมียนมาเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองพลน้อยที่ 5 ได้ร่วมลงนามหยุดยิง ช่วงที่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในปี 2559 เพราะประเมินว่า อองซานซูจี จะผลักดันให้แผนสันติภาพมีความคืบหน้า

กำลังทหารกะเหรี่ยง KNUกำลังทหารกะเหรี่ยง KNU

‘กะเหรี่ยงหลายก๊ก’

พูดถึงกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ไม่ได้มีแค่ “กะเหรี่ยง KNU” เท่านั้น หากแต่มีการแยกตัวออกไปตั้งกองกำลังของตัวเอง ประกอบด้วย 5 ก๊ก คือ 1.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง/กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU/KNLA) 2.กะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) 3.สภา

สันติภาพกองทัพปลดปล่อยชนชาติกะเหรี่ยง (KNLA-PC) 4.กองกำลังพิทักษ์แห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) 5.กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) อดีตทหารกะเหรี่ยงพุทธ ที่เข้าสังกัดกองทัพเมียนมา

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง/กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU/KNLA) เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีกองกำลังติดอาวุธที่เข้มแข็งที่สุด ซึ่งแบ่งการปกครองพื้นเป็น 7 กองพลน้อย

1.KNLA กองพลน้อยที่ 1 จ.ดูตะทู หรือ จ.สะเทิม ควบคุมพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงบางส่วน และซ้อนกับรัฐมอญตอนบน

2.KNLA กองพลน้อยที่ 2 จ.ตองอู ควบคุมพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงตอนบน และภาคพะโคด้านตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน

3.KNLA กองพลน้อยที่ 3 จ.เกลอะ-ลวีทู ควบคุมพื้นที่ภาคพะโคด้านตะวันออกบางส่วน

4.KNLA กองพลน้อยที่ 4 จ.มะริด-ทวาย ควบคุมพื้นที่ภาคตะนาวศรี ตรงข้าม จ.ประจวบคีรีขันธ์

5.KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.มูตรอ หรือ จ.ผาปูน ควบคุมรัฐกะเหรี่ยงตอนเหนือ ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน

6.KNLA กองพลน้อยที่ 6 จ.ดูปลายา ควบคุมพื้นที่ จ.กอกะเร็ก ทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยง และตอนใต้ของรัฐมอญ ตรงข้าม จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี

7.KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน ควบคุมพื้นที่ตอนกลางของรัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม จ.กาญจนบุรี

นี่คือภาพรวมของ “กะเหรี่ยง KNU” ที่มีทั้งองค์การเมือง และกองกำลังติดอาวุธ โดยช่วงหน้าแล้งนี้ น่าจะเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของกองทัพ KNU/KNLA อีกครั้ง

“เลือกตั้งซ่อม” ชุมพร-สงขลา เดชอิศม์-อนุมัติ วัดฝีมือคุมภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497822

21 ธ.ค. 2564

|14:41 น.https://www.youtube.com/embed/kT-34LeH5ho?enablejsapi=1&origin=https%3A%2F%2Fwww.komchadluek.net

มวยถูกคู่ “เลือกตั้งซ่อม” 2 เขตเลือกตั้งในปีหน้า อนุมัติ อาหมัด ถือธงนำพลังประชารัฐ ซด เดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์

"เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร-สงขลา  เดชอิศม์-อนุมัติ  วัดฝีมือคุมภาคใต้

“จะนำชัยชนะส.ส.ปักษ์ใต้กลับมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า”เป็นคำมั่นสัญญาของรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้แหวกประเพณี ต่อแถวอาวุโสใหม่ๆหมาดๆเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา เดิมพันด้วยการส่งภรรยาลงชิงชัยในการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา และ ดูแลเขต 1 ชุมพรในปีหน้า ว่ากันว่า เลือกตั้งซ่อมที่สงขลา คือหมุดหมายการปักธงเลือกตั้งครั้งหน้า ในด้ามขวานปักษ์ใต้ ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์

"เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร-สงขลา  เดชอิศม์-อนุมัติ  วัดฝีมือคุมภาคใต้

ฝั่งพรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวอนุมัติ อาหมัดเข้ามาเป็นกำลังสำคัญทำพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง อย่าง พัทลุง สงขลา ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส   อนุมัติ อาหมัด เป็นคนไทยเชื้อสายปากีสถานได้รับเลือกตั้งให้เป็น สว.สงขลา ในปี พ.ศ. 2557  ก่อนจะมีการปฎิวัตในยุค คสช. ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ในยุค พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและยังมีตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ยัง เคยได้รับรางวัลเหรียญผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ที่รัฐบาลปากีสถาน มอบให้กับชาวต่างชาติที่มีความเป็นผู้นำในศาสตร์ต่างๆ ผู้ที่ใช้โอกาสที่ตนเองมีในการปกป้องสิทธิมนุษยชน เเละ ช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาส รางวันนี้ เป็นเหรียญที่พิจารณาเเละ มอบโดย ประธานาธิบดีแห่งปากีสถาน เเละ มอบให้เพียง 15 คน ทั่วโลก

"เลือกตั้งซ่อม" ชุมพร-สงขลา  เดชอิศม์-อนุมัติ  วัดฝีมือคุมภาคใต้

จำแนกประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต 6 อำเภอคลองหอยโข่ง, อำเภอหาดใหญ่ เฉพาะตำบลบ้านพรุและตำบลพะตง และอำเภอสะเดา ยกเว้นตำบลสำนักแต้วและตำบลสำนักขาม ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์จึงอยู่ที่คลองหอยโข่งและสองตำบลในอำเภอหาดใหญ่  ซึ่งมีการตั้งรกรากสลับกันไปทั้งชุมชนพุทธ และมุสลิม

ขณะที่เดชอิศม์ ขาวทอง เคยปรามาส อนุมัติ อาหมัดว่า ได้เข้าไปเป็นสว.ปี 57 เพราะเขาเป็นผู้สนับสนุน เลือกตั้งซ่อมคราวนี้ จึงเป็นสงครามตัวแทนของคนเคยคุ้น ระหว่างผู้ที่เคยให้การสนับสนุนกับคนที่เคยลงสนาม

มหาสมปอง สึกก็ดี ไม่สึกก็ดี เมื่อเป็นศรีสังคม โดย ทิดโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497704

ทิดโบราณ

20 ธ.ค. 2564 |21:26 น.

มหาสมปอง สึกก็ดี ไม่สึกก็ดี เมื่อเป็นศรีสังคม โดย ทิดโบราณ

เบื้องหลังที่พระมหาสมปอง บวชพระมาเกือบค่อนชีวิต เป็นเปรียญ 7 ประโยค พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต จาก มจร ต้องลาสิกขานั้น ผมดูข้อมูลย้อนหลัง พบว่า มหาเถรสมาคม มีความเห็นว่า พระมหาสมปองแสดงความเห็นเรื่องการเมืองไม่เหมาะแก่สมณสารูป ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย ทิดโบราณ

วันนี้ไมมีใครไม่รู้จักพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง สำนักวัดสร้อยทอง  กรุงเทพมหานคร


ตอนที่ยังไม่ประกาศว่าจะสึก 29 ธันวาคม 2564 นั้นท่านมีชื่อเสียงมาก่อน ในฐานะพระนักเทศน์แนวใหม่ ที่ประยุกต์เหตุการณ์ต่างๆ ให้เข้ากับหลักธรรม คำสอนได้ลงตัว ผสมผสานกับการใช้ภาษาง่ายๆ บวกอารมณ์ขัน เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังทุกเพศทุกวัย


ต่อมายังมีรายการ ธรรมเดลี่เวอรี่ และหลวงพี่มาแล้ว ทางทีวีช่อง 3 ทำให้ดังมากขึ้นไปอีก


ท่านแสดงบทดังกล่าวมานานหลายปี ชื่อท่านขึ้นชั้นนักเทศน์ชั้นนำของไทยรูปหนึ่ง

ความดังไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อจับคู่กับพระมหาไพวัลย์ วรวณฺโณ พระมหารุ่นน้องดีกรี ป.ธ.9 นาคหลวง แห่งวัดสร้อยทองไลฟ์สดภายใต้ชื่อ พ.ส.พูดธรรมผสมอารมณขัน มียอดวิว กว่า 2 ล้าน เรียกว่าถูกใจ เถ้าแก่แม่ยก และวัยรุ่นหญิงชายจำนวนมาก

ข่าวพระมหาสมปองถูกตีพิมพ์ลงในนสพ.บางกอกโพสต์ ข่าวพระมหาสมปองถูกตีพิมพ์ลงในนสพ.บางกอกโพสต์

เมื่อท่านมหาสมปองประกาศแน่นอนว่าจะสึก หนังสือพิมพ์ใหญ่เช่น Bangkok Post  ภาษาอังกฤษฉบับเดียวของไทย เสนอข่าวหน้า 1 เลยทีเดียว ซึ่งถือว่า นสพ Bkk Post ให้ความสำคัญมาก
หนีงสือพิมพ์ไทยรัฐ ก็เสนอข่าวหน้า 1 เช่นกัน แสดงว่าท่านมหาสมปอง ไม่ธรรมดา

ส่วนความที่สื่อธรรมะผสมอารมณ์ขันออกมาดังมาก กลายเป็นว่าเด่นขึ้นทุกที เขาหมั่นไส้ จึงเห็นนักอนุรักษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม เหมือนแย่งอาชีพดาวตลกทั้งมวล ไล่ให้สึกซะงั้น 

บางคนทนไม่ได้ถึงกับร้องเรียนไปยังมหาเถรสมาคม ให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับคุณมหาทั้ง 2 รูป


ส่วนคุณมหาทั้ง2 ก็ทำงานสนองคุณคณะสงฆ์ไปเรื่อยๆ แบบไม่หวั่นไหวกับเสียงนกเสียงกา

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง สำนักวัดสร้อยทอง  กรุงเทพมหานครพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง สำนักวัดสร้อยทอง  กรุงเทพมหานคร

จนกระทั่ง ท่านมหาทั้ง 2 เหลืออด เมื่อมีข่าวพระผู้ใหญ่ระดับบนจะเปลี่ยนตัวผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง ที่เป็นอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือเอาไปให้ผู้ช่วยเจ้าอาวาสแทน


พม.ไพรวัลย์ว่าหากเป็นตามข่าวก็อยู่ไม่ได้ สึกดีกว่า(แต่ไม่ทราบว่าเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสได้จริงหรือไม่ แต่ พระมหาไพรวัลย์ กลายเป็นทิดไพรวัลย์ ตั้งแต่ 3 ธค.64 ไปแล้ว)

พร้อมกันนั้นได้เขียนบทความว่าตนนั้นเป็นพระธรรมดา ไม่เคยไปเชียร์บอลถึงลอนดอน และไม่เคยงมงายกับการเสกผ้ายันต์ แต่เมือพบปัญหาอาจารย์ถูกรังแกจากใครก็ไม่รู้ ก็ทนไม่ได้ ในที่สุดก็สึก วันแรกสร้างความเฮฮา เมื่อไปกินหมูกระทะที่เพชรบุรี ในค่ำวันที่สึกนั้นแล


กล่าวถึงพระมหาสมปอง ก็บอกว่าจะสึกตามไปอีก 1หรือ 2 ปี ข้างหน้า แต่ทำไปทำมาประกาศแน่นอนว่าจะสึก 29 ธ.ค.64 โดยไปร่ำลาหลวงพ่อพยอมแห่งวัดสวนแก้ว เรียบร้อย

 
หลวงพ่อพยอมฝากข้อคิดให้ติดตัวไปว่า สึกไปแล้วให้เขาดูดี นะ อะไรทำนองนี้


ส่วนเบื้องหลังที่พระมหาสมปอง อายุ 47 ปี บวชเณร บวชพระมาเกือบค่อนชีวิต เป็นเปรียญ 7 ประโยค พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต จาก มจร ต้องลาสิกขานั้น ผมดูข้อมูลย้อนหลัง พบว่า มหาเถรสมาคม มีความเห็นว่า พระมหาสมปองแสดงความเห็นเรื่องการเมืองไม่เหมาะแก่สมณสารูป


มติ มส.นี้ออกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 หลังจากเลขาธิการ มส . รายงานว่า พระมหาสมปองแสดงความคิดเห็นเมื่อ 25 เมษายน 64 เรื่องรัฐบาลแก้ปัญหา โควิด 19 ล่าช้า ว่าให้หยุดโครงการซื้อเรือดำน้ำ และรถถังไว้ก่อน เอางบมาจัดหาเตียงให้พอกับคนไข้ดีกว่า เพราะตอนนีไม่มีใครมารบกับคุณหรอก


มส พิจารณาแล้วมีมติว่าการแสดงความคิดเห็นของพระมหาสมปอง เข้าข่ายยุ่งการเมืองไม่เหมาะสมกับสมณสารูป จึงให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานงานกับพระสังฆาธิการดำเนินการต่อไป


  โกนผมครั้งสุดท้ายก่อนสึก โกนผมครั้งสุดท้ายก่อนสึก

ไม่รู้พระสังฆาธิการระดับบนทำอะไรกันไปบ้าง แต่สังคมสงฆ์ขาดพระนักเทศน์ นักเผยแพร่ ชั้นนำไปแล้ว

ถามจริงๆ คณะสงฆ์ไม่เสียดายเลยหรือ
 

อย่างไรก็ตามวันที่ 29 ธันวาคม 64 สังคมไทย และสังคมการเมือง จะมีคนดีศรีสังคม มาสร้างอะไรใหม่ๆ ให้ชาวเราได้ชื่นชมกัน ต่อไป
 

คนดีอยู่ที่ไหน ที่นั่นย่อมมีความสุข

ทิ้ง ปชป. “วิฑูรย์ นามบุตร” เลือกเพื่อนเกรียง หาเสียงง่ายกว่าแบรนด์เนวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497724

20 ธ.ค. 2564 |20:34 น.

ทิ้ง ปชป. "วิฑูรย์ นามบุตร" เลือกเพื่อนเกรียง หาเสียงง่ายกว่าแบรนด์เนวิน

บ้านใหญ่เขื่องในทิ้งค่าย ปชป. “วิฑูรย์ นามบุตร” เตรียมปิดดีลกับเพื่อนเกรียง ศิษย์แดงดูไบ ก่อนหน้านั้นมีข่าวจะไปบุรีรัมย์ พึ่งแบรนด์เนวิน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

อำลา ปชป.ไปหาบ้านหลังใหม่ “วิฑูรย์ นามบุตร” มีข่าวจะไปบุรีรัมย์ แต่กลับจะปิดดีลกับเพื่อนเก่า เกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำเพื่อไทยสายอีสาน

อดีตขุนพลอีสาน “วิฑูรย์ นามบุตร” ผิดหวังผู้ใหญ่ ปชป.มองข้าม ฝากหลานชายเป็นประธานกรรมาธิการฯเกรดเอ ก็ไม่ได้ จึงตัดใจลาเมื่อต้นปี 2564

ลึกๆแล้ว “วิฑูรย์ นามบุตร” กับเสี่ยงเกรียงนั้น ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน หากสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนามอุบลฯ ดูจะหาเสียงง่ายกว่าเสื้อภูมิใจไทย

ถ้าจำกันได้ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 วิฑูรย์ นามบุตร อดีต ส.ส.อุบลราชธานี อดีตรองหัวหน้าพรรคภาคอีสาน ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยวิฑูรย์ได้เขียนความในใจส่งเข้าไปในไลน์เพื่อน ส.ส.ปชป.ยาวเหยียด

หลังวิฑูรย์แถลงลาออกจาก ปชป. ก็มีกระแสข่าวว่า เขาจะไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่เจ้าตัวก็มิได้ออกมาให้ข่าวใดๆ ล่าสุดมีข่าวอดีต ส.ส.อุบลฯ ที่รอดพ้นกระแสทักษิณแลนด์สไลด์ ปี 2548 กำลังจะปิดดีลกับพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยยุคที่มี พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นแม่ทัพอีสาน และเกรียง กัลป์ตินันท์ รับผิดชอบสนามอุบลฯ มีความเป็นเอกภาพสูง คนเก่าก็อยากไหลกลับ คนใหม่ก็ขอเข้ามาอยู่ใต้ร่มไม้ชายคา

‘บ้านใหญ่เขื่องใน’

“วิฑูรย์ นามบุตร” เล่นการเมืองท้องถิ่นใน อ.เขื่องใน เป็น สจ.อุบลฯ มาหลายสมัย ก่อนลงสนามใหญ่ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2535 ในสีเสื้อประชาธิปัตย์ และไม่เคยสอบตกเลย กระทั่งตัวเขาเองขยับไปลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อมส่งต่อให้หลานชายลง ส.ส.เขตแทน

เลือกตั้งปี 2550 วิฑูรย์ส่งหลานชาย วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต ส.จ.อุบลฯ เขต อ.เขื่องใน ลงสนาม ส.ส.เขต เป็น ส.ส.อุบลฯ ส่วนตัวเขาขยับขึ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ยุคสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรค ปชป. วิฑูรย์ ได้รับการโปรโมตเป็นแม่ทัพอีสาน และได้ตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

เลือกตั้งปี 2562 วิฑูรย์ผิดหวังอย่างแรง เมื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคตอนนั้นจัดให้เขาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 40 เหมือนไม่ให้ค่าให้ราคานักการเมืองอาวุโส

หลังเลือกตั้ง มีการเลือกหัวหน้าพรรค วิฑูรย์เลือกแทงหวยจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และเฉลิมชัย ศรีอ่อน ด้วยหวังที่จะมีตำแหน่งในพรรค และหลานชาย วุฒิพงษ์ นามบุตร ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการฯ เกรดเอ แต่เขากลับไม่ได้อะไรเลย

สุดท้ายอดีตขุนพลอีสาน และอดีต ส.ส.อุบลฯ 8 สมัย ต้องยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. พร้อมระบายความในใจ 4-5 ข้อ บอกเล่าถึงสาเหตุที่ต้องทิ้ง ปชป.

‘เพื่อนรักเกรียง-กานต์’

แวดวงการเมืองแถวอุบลฯ จะรู้ดีว่า “วิฑูรย์ นามบุตร” สนิทสนมกับสองพี่น้องตระกูลกัลป์ตินันท์ อย่างเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำเพื่อไทยสายอีสาน และกานต์ กัลป์ตินันท์ นายก อบจ.อุบลราชธานี มายาวนาน

การเลือกตั้งปี 2548 แบรนด์ทักษิณมาแรง กวาด ส.ส.อีสานเกือบเกลี้ยงภาค แต่วิฑูรย์ นามบุตร ยังรอดพ้นพายุประชานิยม ได้เป็น ส.ส.ในสีเสื้อ ปชป.

ว่ากันว่า สภากาแฟเมืองอุบลฯนินทากันว่า เสี่ยเกรียงแอบช่วยวิฑูรย์ตามประสาเพื่อนรัก เพราะความสัมพันธ์ของสองคนนี้ มีเรื่องเล่าเรื่องลับ ที่ต้องไปถามเจ้าพ่อวังน้ำเย็น เสนาะ เทียนทอง

หนที่แล้ว เกรียง กัลป์ตินันท์ เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ ณรงค์ชัย วีระกุล ตัวแทนเพื่อไทยลงสนามชนกับวุฒิพงษ์ นามบุตร หลานชายวิฑูรย์ แต่ก็พ่ายตระกูลนามบุตรอีกเหมือนเดิม

ผลคะแนนเลือกตั้งเขต 2 อ.เขื่องใน และอ.ม่วงสามสิบ วุฒิพงษ์ นามบุตร ได้ 41,777 คะแนน ส่วนหมอแขก ณรงค์ชัย วีระกุล ได้ 30,198 คะแนน

ถ้าวิฑูรย์ นามบุตร เลือกมาอยู่ค่ายเพื่อไทย เสี่ยเกรียงก็ต้องเคลียร์ใจ ณรงค์ชัย วีระกุล เพราะยังไงชื่อชั้นตระกูลนามบุตร ถือว่าคงกระพันมากสำหรับสนามเขต 2

ส่วนวิฑูรย์เองคงรู้ดีว่า ถ้าย้ายไปสวมเสื้อภูมิใจไทย คงเหนื่อยมากในการหาเสียง เพราะแบรนด์เนวินขายยากในอุบลฯ

ขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษเสี่ยงจิกปีกพวกกันเอง โดย รามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497698

รามจักร

20 ธ.ค. 2564 |18:26 น.

ขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษเสี่ยงจิกปีกพวกกันเอง โดย รามจักร

คณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการพิจารณาพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษว่าจะให้มีการอภัยโทษทุกข้อหาความผิดหรือจะยกเว้นข้อหาความผิดใดก็ได้ ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยรามจักร

ได้อ่านร่างคำร้องที่กำลังจะเข้าชื่อกันยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว มีข้อกล่าวหา 2 ข้อ


(1) กล่าวหาว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษตั้งแต่ปี 2560 ทุกฉบับขัดต่อรัฐธรรมนูญ


(2) กล่าวหาว่าการกำหนดนักโทษว่าคนไหนจะเป็นนักโทษชั้นใดไม่ชอบและขัดกับรัฐธรรมนูญ


ข้อกล่าวหาตาม (2) เป็นข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ชอบ เป็นความผิดทางอาญาที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วแต่กรณี ไม่ใช่เป็นกรณีขัดรัฐธรรมนูญ
 

คงเหลือข้อกล่าวหาว่าพระราชกฤษฎีกาทุกฉบับตั้งแต่ปี 2560 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งบทมาตราที่อ้างนั้นไม่ใช่กฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่รับคำขอหรือถ้ารับคำขอส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจยกคำขอเสียตั้งแต่ชั้นแรกหรือจะวินิจฉัยยกคำขอก็ได้

ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาตามที่กล่าวหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบนั่นคือคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาและบัญชีความผิดที่จะให้มีการอภัยโทษ การที่คณะรัฐมนตรีทำผิดรัฐธรรมนูญจะมีผลประการใดก็ดูรัฐธรรมนูญกันเอาเอง


คณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการพิจารณาพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษว่าจะให้มีการอภัยโทษทุกข้อหาความผิดหรือจะยกเว้นข้อหาความผิดใดก็ได้ ดังเช่นก่อนการยึดอำนาจ 2557 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษจะมีบทมาตราระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ไม่มีผลต่อคดีความผิดฐานผิด พ.ร.บ.ยาเสพติดหรือความผิดในคดีทุจริตหรือความผิดในคดีข่มขืนแล้วฆ่าเป็นต้น

ถ้าพระราชกฤษฎีกามีเจตนารมณ์เช่นนั้น นักโทษที่ต้องคดีความผิดดังกล่าวก็จะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ว่าจะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมหรือชั้นไหนก็ตาม


พระราชกฤษฎีกาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นได้ตราขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

เมื่อไม่มีบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกายกเว้นว่าผู้กระทำความผิดฐานความผิดใดจะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษก็ต้องถือว่าคณะรัฐมนตรีมีเจตนาให้มีการอภัยโทษทุกข้อหาความผิดรวมทั้งคดีทุจริตเกี่ยวกับการจำนำข้าวด้วย


และในพระราชกฤษฎีกานั้นก็ได้บัญญัติไว้ด้วยว่านักโทษชั้นใดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในอัตราส่วนเท่าใดของโทษที่จะต้องได้รับ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลโดยตรงจากมติคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น
 

เมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับแล้วทางเรือนจำก็ต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานั้น คือ ตรวจดูว่านักโทษชั้นใดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่าใด คงเหลือโทษเท่าใด ก็เป็นการปฏิบัติตามกฎกระทรวงยุติธรรมที่ตราขึ้นในปี 2562
 

ถ้าหากมีกรณีที่มีการกำหนดชั้นนักโทษที่เป็นนักโทษชั้นดีหรือชั้นเยี่ยมเร็วเกินไปหรือไม่ ปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับปัญหากฎหมาย แต่เป็นปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ราชการในการประเมินผลนักโทษแต่ละระยะว่าจะได้รับเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

ถ้าการพิจารณาจัดชั้นเป็นไปโดยทุจริตหรือโดยไม่ชอบก็เป็นความผิดทางอาญาเฉพาะตัวของเจ้าพนักงานนั้น ๆ ไม่มีผลกระทบต่อพระราชกฤษฎีกาให้ต้องถูกเพิกถอนแต่ประการใด

ศึกเลเก่ก่อ “กะเหรี่ยงKNU” รบพม่าพิทักษ์ที่มั่นฝ่ายต้านมินอ่องหล่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497703

20 ธ.ค. 2564 |18:23 น.

ศึกเลเก่ก่อ "กะเหรี่ยงKNU" รบพม่าพิทักษ์ที่มั่นฝ่ายต้านมินอ่องหล่าย

ไฟสงครามชายแดนตะวันตก “กะเหรี่ยงKNU” จับมือกะเหรี่ยงKNDO และทหารประชาชนPDF รบทหารพม่า ปกป้องเมืองใหม่เลเก่ก่อ ที่มั่นฝ่ายต้านเผด็จการมินอ่องหล่าย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกชิงเมืองใหม่เลเก่ก่อ “กะเหรี่ยงKNU” กองพลน้อยที่ 6 เปิดฉากรบทหารเมียนมา ปกป้องประชาชนที่ต่อต้านเผด็จการมินอ่องหล่าย

แนวรบด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลง “กะเหรี่ยงKNU” ผนึกกองกำลังกะเหรี่ยงKNDOและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(PDF) ถล่มทหารเมียนมา เจ็บตายเกลื่อนสมรภูมิเลเก่ก่อ

“กะเหรี่ยงKNU” รบทหารเมียนมา ส่งผลให้สงครามชายแดนรอบใหม่ มีผู้อพยพหนีตายข้ามน้ำเมยมาพึ่งไทยหลายพันคน

ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2564 เป็นต้นมา ทหารกะเหรี่ยงKNU กองพันที่ 27 สังกัดกองพลน้อยที่ 6 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เปิดฉากรบทหารเมียนมา ในพื้นที่เมืองใหม่เลเก่ก่อ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งมีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนต้องอพยพหนีภัยสงครามข้ามแม่น้ำเมย มาพักอาศัยอยู่ในฝั่งไทย ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

สาเหตุที่ทำให้ทหาร “กะเหรี่ยงKNU” ต้องรบทหารเมียนมา ก็เนื่องมาจากหน่วยข่าวกรองรัฐบาลทหารของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย สืบทราบว่า ฝ่ายสนับสนุนออง ซานซูจี ได้มาซ่องสุมกำลังอยู่ในเมืองใหม่เลเก่ก่อ จึงพยายามจะเข้ามาจับกุม และจัดตั้งฐานปฏิบัติการทหารในเมืองใหม่นี้ ซึ่งทหารกะเหรี่ยงKNU ที่ดูแลพื้นที่นี้อยู่ ยอมให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น

ศึกรบชายแดนหนนี้ดูท่าจะไม่จบโดยง่าย เมื่อทหารเมียนมาไม่ต้องการให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอยู่ใกล้เขตเศรษฐกิจของกลุ่มทุนจีนใน จ.เมียวดี

‘สมรภูมิเลเก่ก่อ’

ไฟสงครามชายแดนมาเร็วกว่ากำหนด “กะเหรี่ยงKNU” จำต้องเปิดศึกทหารเมียนมา ทั้งที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ยังสืบต่อเปิดการเจรจาหยุดยิงกับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ก็เพราะทหารเมียนมารุกเข้ามาในเขตอิทธิพล และมีทีท่าจะปักหลักอยู่ยาว

ช่วงต้นเดือน ธ.ค.2564 ทหารเมียนมา สังกัดกองพันทหารราบเบาที่ 560 กองบัญชาการทหารกองทัพน้อยตะวันออกเฉียงใต้ มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาตรวจค้นหาสมาชิกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า(NUG) ที่ใช้พื้นที่เมืองใหม่เลเก่ก่อ เป็นฐานปฏิบัติการเคลื่อนไหวทางการเมือง

เบื้องต้นทหารเมียนมาประสานกับผู้นำฝ่ายการเมืองขององค์กร KNU เรียบร้อยแล้ว ทหารเมียนมาได้จับกุมสมาชิก NUG ไปจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมถอนกำลังออกจากเมืองใหม่ ทหารกะเหรี่ยงKNU จึงกำลังทหารเข้ากดดันให้ถอยออกไป

เมืองใหม่เลเก่ก่อเมืองใหม่เลเก่ก่อ

สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า เมืองใหม่เลเก่ก่อ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Nippon Foundation ของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เพื่อเป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยที่กลับมาจากไทย และผู้พลัดถิ่นภายในตามแนวชายแดน หลังจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพระดับสหภาพกับรัฐบาลพลเรือนของเต็งเส่งเมื่อหลายปีก่อน

เมืองใหม่เลเก่ก่อ มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่กว่า 3,000 คน 786 ครอบครัว ซึ่งควบคุมโดย กองพันที่ 27 สังกัดกองพลน้อยที่ 6 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) และเมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของ จ.เมียวดี 15 กม. และอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 1 กม.

หลัง พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ก่อรัฐประหาร ได้มีสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ได้หลบหนีมาลี้ภัยการเมืองในเขตอิทธิพลของทหารกะเหรี่ยงKNU รวมถึงเมืองใหม่เลเก่ก่อ

รัฐบาลทหารเมียนมากังวลเรื่องความมั่นคง เพราะเมืองใหม่เลเก่ก่ออยู่ไม่ไกลจากชายแดนไทย-เมียน ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

‘ที่มั่นฝ่ายซูจี’

คำว่าทหาร “กะเหรี่ยงKNU” หมายถึงกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) ที่ขึ้นตรงต่อสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) แบ่งการบริหารพื้นที่เป็น 7 กองพลน้อย

เฉพาะทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญ ใน จ.ดูปลายา และ จ.กอกะเร็ก ตรงข้าม อ.แม่สอด, อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก อยู่ในการดูแลของกองพลน้อยที่ 6

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์กะเหรี่ยงแห่งชาติ(KNDO) ก็มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงตอนใต้ ด้านตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก ภายใต้การนำของพล.ต.เนอดา โบ เมี้ยะ ผู้บัญชาการกะเหรี่ยงKNDO

ช่วงเดือน เม.ย.2564 มีนักศึกษาและประชาชนหลบหนีภัยเผด็จการมาเข้ารับการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธ ในเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยงKNDO และพวกเขาเหล่านี้ ได้เข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(People’s Defense Force-PDF) ของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า ซึ่งมีพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี เป็นแกนหลัก

ดังนั้น ศึกปกป้องเมืองใหม่เล่เก่ก่อ ทหารกะเหรี่ยงKNDO และทหารPDF จึงร่วมกับทหารกะเหรี่ยงKNU เปิดยุทธการขับไล่ทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยงBGF (กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธที่ทำหน้าที่ทหารชายแดน) ออกจากพื้นที่

สงครามชายแดนรอบใหม่ ดูท่าจะยืดเยื้อ ทหารเมียนมาจะต้องยึดเลเก่ก่อให้ได้ เพื่อสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดน และไม่ให้กระทบเขตเศรษฐกิจพิเศษของกลุ่มทุนจีน ที่ จ.เมียวดี

เพื่อนเนวิน “เอกราช” ทิ้งลุงป้อม ส่งลูกชายสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497562

19 ธ.ค. 2564 |19:27 น.

เพื่อนเนวิน "เอกราช" ทิ้งลุงป้อม ส่งลูกชายสวมเสื้อทีมบุรีรัมย์

นี่แหละการเมืองไทยแท้ “เอกราช”” ส่งลูกชายคนเล็กเข้าค่ายเนวิน ลูกชายคนโตยังสังกัดซุ้มธรรมนัส ส่วนตัวเอกราชเจอกรรมเก่าไล่ล่า อนาคตไม่สดใส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ลูกชายคนเล็ก “เอกราช” ซบค่ายเนวิน ท่ามกลางข่าวลือตระกูลช่างเหลา แห่งเมืองขอนแก่นเตรียมย้ายค่าย เหตุไม่แน่ใจในอนาคตตัวเองกรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ

แม้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะควง “เอกราช” ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่กลับไม่เห็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ 2 คน ซึ่งเป็นคนสนิทเอกราชที่ได้ข่าวว่าไปโผล่ค่ายสีน้ำเงินแล้ว

“เอกราช” เล่นเกมอะไร มีหรือสหายศึกอย่างผู้กองธรรมนัส จะไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่า พิทักษ์ชนลูกชายคนเล็กของเอกราชไปสังกัดภูมิใจไทย

วันที่ 19 ธ.ค.2564 ภายในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคภูมิใจไทย ที่อินดอร์สเตเดียม (ชาติชาย ฮอลล์) จ.นครราชสีมา สร้างความประหลาดใจให้แก่นักข่าวเป็นอย่างมาก เมื่อ พิทักษ์ชน ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และน้องชายวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย

พิทักษ์ชนยอมรับว่า เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนอนาคตของพ่อ และพี่ชาย จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ซึ่งการตัดสินใจเข้าภูมิใจไทยนั้น เป็นเรื่องที่พ่อให้อิสระในการตัดสินใจ

จริงๆแล้ว ในแวดวงการเมืองแถวขอนแก่นพูดกันหนาหูว่า เอกราชจะพาทายาทไปสังกัดค่ายบุรีรัมย์ โดยก่อนหน้านี้ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ 2 คน สายตรงเอกราชได้ย้ายไปภูมิใจไทยแล้ว

จะว่าไปแล้ว เอกราชมี เนวิน ชิดชอบ เป็นต้นแบบทางการเมือง สังเกตจากการตั้งชื่อกลุ่มเพื่อนเอกราช เหมือนกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมถึงการสร้างสโมสรฟุตบอลขอนแก่น ยูไนเต็ด จนได้รับความชื่นชมจากชาวขอนแก่น

‘วิบากคดีเก่า’

ชั่วโมงนี้ “เอกราช” กำลังเผชิญกรรมเก่าไล่ล่า เมื่อชมรมสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.ขอนแก่น ให้สอบจริยธรรมและลงโทษเอกราช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ให้พ้นจากสภาพความเป็น ส.ส. หลังเจ้าตัวยอมรับสภาพหนี้และให้การรับสารภาพ กรณีทุจริตเงินกว่า 431 ล้านบาทของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น

เอกราช ช่างเหลา ชื่อนี้กระฉ่อนเมืองมาหลายกรณี เขาเคยเป็นครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น และเติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น โดยช่วงปี 2552 เริ่มมีข่าวว่าเอกราชร่วมทำธุรกิจกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เลือกตั้งปี 2550 เอกราชสนับสนุนนักการเมืองขอนแก่น สวมเสื้อพรรคเพื่อแผ่นดิน และปี 2554 เขาก็หนุนพรรคพวกลงสนามในนามพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะมาเป็นแม่ทัพอีสานเหนือให้พรรคพลังประชารัฐ

หลังเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เอกราช ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ประสบชัยชนะเลือกตั้งที่เขต 2 ขอนแก่น

เมื่อพลังประชารัฐคว้าชัยในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น ดูเหมือนเอกราช จะเป็นขุนพลเอกของ ร.อ.ธรรมนัสในภาคอีสาน แต่หลังเกิดความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับธรรมนัส ข่าวคราวเอกราชถอดใจลาพลังประชารัฐก็ดังหนาหู

แหล่งข่าวในขอนแก่นเปิดเผยว่า เจริญ แซ่เต็ง และสมพงษ์ ปู่เพ็ง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พลังประชารัฐ และเป็นมือทำงานของเอกราช ได้ย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย อาจจะพร้อมกับพิทักษ์ชน ช่างเหลา เสียด้วยซ้ำไป

พิทักษ์ชน-วัฒนา ช่างเหลา พี่น้องต่างพรรคพิทักษ์ชน-วัฒนา ช่างเหลา พี่น้องต่างพรรค

‘จงอางผยอง’

“เอกราช” มีลูกชาย 2 คนคือ วัฒนา ช่างเหลา และพิทักษ์ชน ช่างเหลา โดยวางแผนให้ลูกเล่นการเมืองอย่างมีจังหวะก้าว เริ่มจากใช้ลูกหนังนำการเมืองเหมือนเนวิน ชิดชอบ ซื้อทีมปากช่อง ยูไนเต็ด จากกลุ่มการเมืองโคราช เปลี่ยนชื่อเป็นขอนแก่น ยูไนเต็ด โดยตั้งฉายาทีมว่า จงอางผยอง และทีมขอนแก่นยูไนเต็ด

ปัจจุบัน วัฒนา ช่างเหลา เป็นประธานสโมสร และพิทักษ์ชน ช่างเหลา เป็นรองประธาน ซึ่งทีมจงอางผยองประสบความสำเร็จอย่างสูงได้เลื่อนชั้นมาเล่นในไทยลีก1

ส่วนบันไดการเมือง เอกราชส่งวัฒนาไปเป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น อยู่หลายปี ก่อนจะลาออกมาสมัคร ส.ส. และพิทักษ์ชนก็เป็นรองนายก อบจ.แทนพี่ชาย

ปลายปีที่แล้ว พิทักษ์ชนได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.ขอนแก่น อ.เมือง เขต 7 ก่อนจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

จากนี้ไปก็รอดูว่า เอกราช ช่างเหลา และวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 จะตามพิทักษ์ชนไปสังกัดค่ายเนวินหรือไม่