ซินแสเข่ง ผ่าดวง “เดชอิศม์ ขาวทอง” มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497552

19 ธ.ค. 2564 |18:45 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "เดชอิศม์ ขาวทอง" มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “เดชอิศม์ ขาวทอง” แม่ทัพภาคใต้ เป็นคนใจใหญ่ เป็นผู้นำสูง มีดวงเสริมซึ่งกันละกันกับ “จุรินทร์” หัวหน้าพรรคปชป. แต่ต้องเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับตนเองจากพรรค เพื่อรับศึกหนักเลือกตั้งคราวหน้า ทวงคืน ส.ส.ภาคใต้ ระวังช้างชนช้าง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เจาะลึก รอง หน.พรรค ปชป ใหม่ป้ายแดง เสี่ยชาย “เดชอิศม์ ขาวทอง” ขึ้นแท่นเบียดคู่ชิง ขึ้นแท่นตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (รอง หน.พรรคปชป.)แม่ทัพคุมแดนสตอภาคใต้ หวังเรียกคืน 35 ส.ส. กลับคืนมา 

นายกชาย หรือ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เกิด วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2507 ปีมะโรง ธาตุไม้ วัย 58 ปี รอบปี 2565 นี้ เจอปีที่ไม่ได้มีผลกระทบ โอกาศมาถึง รับตำแหน่ง แต่ระวังมรสุมเจอปีศึกหนัก ระวังช้างชนช้าง โอกาศที่จะดึง ส.ส.กลับคืนอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง 

และจะต้องเพิ่มพลังการต่อสู้ให้กับตนเองจากพรรค อีกทั้งรอบอายุเข้าเคราะห์ ที่ทำให้เป็นอุปสรรค ทำให้มีเรื่องขัดแย้งให้อึดอัดใจ ทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง 

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวง “เดชอิศม์ ขาวทอง” เป็นบุคคลที่มีเจ้าทุกข์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ทุกข์เรื่องตนเอง ก็ทุกข์เรื่องผู้อื่น มีชีวิตที่ต้องเหนื่อยด้วยตนเอง เป็นคนใจใหญ่ ใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีความเป็นผู้นำ ไม่ยอมคนใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มักจะคิดกังวล กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และกระทำการเบียดเบียนตนเองไร้สาระ ให้เดือดเนื้อร้อนใจ 

อีกทั้งปีนี้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เข้าสู่ช่วงรอบอายุที่เข้าเคราะห์ ตลอดปี 2565 ให้ระวังเจอปัญหาความขัดแย้ง มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง และต่อเนื่องปี 2566 -2567 และทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ถึงศึกชิงตำแหน่ง รอง หน. พรรค ปชป ครั้งนี้ ตามคาดหวัง ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หน.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุ้นให้ “เดชอิศม์ ขาวทอง” ให้ได้รับตำแหน่ง เพราะถือว่าเป็นคู่หูเสริมดวงซึ่งกันและกัน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "เดชอิศม์ ขาวทอง" มีดวงเสริมหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่เส้นทางของ เสี่ยชาย เดชอิศม์ ไม่น่าจะราบรื่นที่ต้องระวัง เพราะปีที่จะเป็นอุปสรรครออยู่ ในปี 2566 ปีแห่งความขัดแย้ง ปีแห่งศัตรู ที่จะก่อให้เกิดคดีความ สับสนไม่เข้าใจ

และต่อเนื่อง ปี 2567 ถึงวันนี้จะชนะ แต่วันข้างหน้าต้องระวัง เพราะ “เดชอิศม์ ขาวทอง” จะต้องเจอมรสุมหนักต่อเนื่องกัน

เปิดตัวหลานเมีย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” นำพรรคใหม่ นอมินีสีน้ำเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497536

19 ธ.ค. 2564 |16:20 น.

เปิดตัวหลานเมีย "วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" นำพรรคใหม่ นอมินีสีน้ำเงิน

คู่ขนานประชุมใหญ่ภูมิใจไทย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ถูกจับตามอง เมื่อญาติข้างภรรยา ยลดา หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง นอมินีพรรคไหน สีน้ำเงินหรือสีแดง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดตัวหัวหน้าพรรคใหม่ ญาติฝ่ายเมีย “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เดินหน้าเพาะเป้าสร้างแกนทั่วไทย ไม่ได้หวังแค่เป็นพรรคเก็บคะแนนตกน้ำ

แม่ทัพใหญ่โคราช “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” คงยากจะปฏิเสธ เพราะวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง คือหลานชายแท้ๆของ ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา

ชั่วโมงนี้ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย คงเจอคำถามมากมาย พรรคเพื่อไทรวมพลังเป็นนอมินีค่ายสีน้ำเงิน หรือพันธมิตรคนแดนไกล

วันที่ 19 ธ.ค.2564 พรรคภูมิใจไทย จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ที่นครราชสีมา โดยงานนี้ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม ในฐานะกรรมการบริหารพรรค รับหน้าเสื่อดูแลภาพรวมงานทั้งหมด

อีกด้านหนึ่ง วสวรรธน์ พวงพรศรี หลานชายภรรยาของวีรศักดิ์ ก็เดินหน้าจัดการประชุมสาขาพรรคเพื่อไทรวมพลังทั่วทุกภาค จึงทำให้สภากาแฟแถวโคราชรู้สึกแปลกๆ กับย่างก้าวทางการเมืองของตระกูลหวังศุภกิจโกศล

เหนืออื่นใด ชื่อ พรรคเพื่อไทรวมพลัง เกิดพ้องเสียงชื่อพรรคเพื่อไทยของคนแดนไกล หรือตัวละครหลังม่านของพรรคใหม่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนสนิทของกำนันป้อ วีรศักดิ์ แกนนำพรรคสีน้ำเงิน จึงถูกมองว่า ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

‘สาแหรกตระกูลแป้งมัน’

แม้จะพรรษาแรก นักการเมืองน้องใหม่ กำนันป้อ หรือ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” ก็คว้าตั๋วเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะความเป็นนักเลือกตั้งสายพันธุ์เจ้าบุญทุ่ม แถมภรรยา ยลดา หวังศุภกิจโกศล ก็ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.นครราชสีมา เมื่อปลายปีที่แล้ว

ตระกูลหวังศุภกิจโกศล ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กุมธุรกิจแป้งมันอันดับต้นๆของไทย ก็ขยับสู่ตระกูลการเมืองใหญ่ทันที ยิ่งมี วสวรรธน์ พวงพรศรี หลานรักของหน่อย ยลดา เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง บรรดานักแสวงโชคทางการเมือง ต่างก็หลั่งไหลมาหาบ้านใหญ่แป้งมันโคราช

สืบสาแหรกของ กังฟู หรือ วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง ก็จะพบว่า เขาเป็นลูกชายของ มนัสมนต์ จิตรพิทักษ์เลิศ ซึ่งเป็นพี่สาวของหน่อย ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยากำนันป้อ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม

มนัสมนต์ ยังเป็นพี่สาวของกบ จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ส.นครราชสีมา ภรรยาของ สมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีต ส.ว.นครราชสีมา และเป็นน้องชายกำนันป้อ

ส่วนเลขาธิการพรรคเพื่อไทรวมพลัง คือ ว่าที่ ร.ต.วิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พี่ชายหน่อย ยลดา และกบ จิตรวรรณ ทำหน้าที่พ่อบ้านดูแลการเคลื่อนไหวเปิดตัวสาขาพรรคในทุกภาคอย่างเงียบๆ แต่แฝงด้วยท่อน้ำเลี้ยงระดับท่อรถดับเพลิง

‘เปิดตัวหนุ่มกังฟู’

เมื่อหน่อย ยลดา ภรรยาของ “วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล” เป็นนายก อบจ.นครราชสีมา ได้แต่งตั้งวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขานุการนายก อบจ. ก่อนที่กังฟูจะลาออก มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง

วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลังวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคเพื่อไทรวมพลัง

วสวรรธน์ พวงพรศรี ถือเป็นคนในครอบครัวนักการเมือง เกิดที่นครราชสีมา แต่ไปเติบโตที่อ่างทอง เรียนหนังสือระดับมัธยมที่ชลบุรีและจบการศึกษาระดับ HighSchool ที่สหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ สาขาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีน หลักสูตร นานาชาติ หลักสูตรแลกเปลี่ยนวิชาภาษาจีน Guilin University of Aerospece and Technology เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง รางวัลกาญจนาภิเษก

กังฟู สัมผัสซึมซับเวทีการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ เคยช่วยแม่เดินหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ชนะเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาจังหวัดอ่างทอง ได้เห็นความเดือดร้อนและรับรู้ปัญหาบ้านเมืองผ่านกิจกรรมทางการเมืองของครอบครัว

หลังเรียนจบ กังฟูได้ทำงานด้านการส่งออกให้กับธุรกิจแป้งมันของตระกูล สั่งสมประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม และการที่ได้ทำงานเป็นเลขานุการนายก อบจ.นครราชสีมา ก็เป็นประสบการณ์ทางการเมืองเบื้องแรก

ในวัย 28 ปี กังฟูถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจการเมือง และเป็นการเมืองที่สะท้อนภาพของความเป็นตัวแทนของ GEN Y ที่จะเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้

อย่างไรก็ตาม ตัวละครสำคัญของพรรคเพื่อไทรวมพลังอีกคนหนึ่งคือ กบ จิตรวรรณ อดีต ส.ส.นครราชสีมา ที่ไปสร้างฐานธุรกิจแป้งมันอยู่แถวศรีสะเกษ, อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ควบคู่กับการสร้างฐานการเมือง

ทำความรู้จัก “ศาลทหาร” องค์กรนี้…มีไว้ทำไม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497537

19 ธ.ค. 2564 |16:10 น.

ทำความรู้จัก "ศาลทหาร" องค์กรนี้...มีไว้ทำไม

คดีน้องจูน ที่ถูกนายทหารอดีตสามีทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและ “ศาลทหาร”ตัดสินจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญานายทหารคนดังกล่าวมีเสียงวิจารณ์ตามมามากมายเป็นไปตามมุมมองของแต่ละคน อย่างไรก็ตามหากกล่าวถึง ศาลทหาร ยังมีหลายคนไม่มักคุ้น จึงควรมาทำความรู้จักองค์กรนี้กัน

กลับมาเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจอีกครั้งท่ามกลางเสียงวิจารณ์กับคดีน้องจูน นางสาวสุกฤตา สุภานิล ถูก ร.ต. ภาณุพงศ์ เจริญศรี หรือ หมวดแบงค์ อายุ 24 ปี นายทหารสังกัดศูนย์การทหารราบ ค่ายธนรัชต์ ปราณบุรี  อดีตสามี ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสกะโหลกศีรษะส่วนหน้าแตกยุบ เบ้าตาด้านซ้ายแตก สมองบวม จนต้องเจาะคอเพื่อช่วยชีวิต ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้งโดยที่น้องจูนสลบไปนาน 3 เดือน ปัจจุบันกลายเป็นคนพิการและเสียโฉม ซึ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 และเมื่อวันที่ 14  ธ.ค 64 ศาลมณฑลทหารบกที่ 15 ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งหมวดแบงค์ ถูกอัยการทหารฟ้อง 3 ข้อหา  ข้อหาพยายามฆ่า ข้อหาอาวุธปืน และข้อหาชิงทรัพย์

โดย”ศาลทหาร” พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยไม่มีเจตนาจะฆ่า แต่เป็นการทำร้ายร่างกายเนื่องจากบันดาลโทสะ จึงพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 12,500 บาท ส่วนอีก 2 ข้อหา คือ ข้อหาอาวุธปืน และข้อหาชิงทรัพย์ นำสืบไม่ได้ ยกประโยชน์ให้จำเลย และคดีนี้ถือว่าสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากมีเพียงศาลเดียวเพราะว่าในขณะเกิดเหตุมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

หากกล่าวถึง”ศาลทหาร” แล้ว หลายคนยังอาจไม่คุ้นหูหรือรู้จักเหมือนกับ ศาลยุติธรรมทั่วไป เราลองมาทำความรู้จัก “ศาลทหาร” ว่าตั้งขึ้นเพื่ออะไรและมีบทบาท หน้าที่ อย่างไรบ้าง

ความเป็นมา “ศาลทหาร”

จากเอกสารวิชาการ เรื่องหลักนิติธรรมกับตุลาการและวิธีพิจารณาคดีใน”ศาลทหาร”จัดทำโดยพลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ เป็นรายงานส่วนหนึ่งของการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 4 วิทยาลัยรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า “ศาลทหาร” ได้มีขึ้นเป็นของคู่กันมาตั้งแต่มีการทหารไว้ป้องกันประเทศ 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบบ “ศาลทหารไทย” ปรากฏตามกฎหมายลักษณะขบฎศึกจุลศักราช ๗๙๖ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีศาลกลาโหม ชำระความที่เกี่ยวกับทหารและยังชำระความพลเรือนด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากสมุหพระกลาโหมนั้นมิได้มีเพียงอำนาจหน้าที่เฉพาะการบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ เท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่จัดการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วย ศาลที่ขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมมีทั้งศาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพ และศาลในหัวเมืองฝ่ายใต้ด้วยศาลกลาโหมจึงมีลักษณะเป็นทั้งศาลทหารและศาลพลเรือน ดังนั้นแนวคิดการจัดตั้ง “ศาลทหาร” แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

เมื่อปี พ.ศ.2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงในเรื่องการศาลทั้งหมด โดยให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น และรวบรวมศาลซึ่งกระจัดกระจายสังกัดอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เข้ามาสังกัดกระทรวงยุติธรรมจนหมดสิ้นทุกศาล ยกเว้นแต่เพียง”ศาลทหาร” เพียงศาลเดียวที่ยังคงให้สังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ตามเดิม(จนถึงปัจจุบัน)  ศาลในประเทศไทยจึงแบ่งได้เป็นศาลกระทรวงยุติธรรมกับ”ศาลทหาร”นับแต่นั้นมา  (ต่อมาในส่วนของศาลยุติธรรมได้แยกออกจากกระทรวงยุติธรรม )
 

ตั้ง “ศาลทหาร” เพื่อให้ทหารมีความประพฤติอยู่ในวินัยทหาร 

การจัดตั้ง “ศาลทหาร” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธ ถูกฝึกฝนให้ปฏิบัติการรบ การสงคราม มีความประพฤติที่อยู่ในแบบธรรมเนียมทหารหรือวินัยทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทหาร ไม่กระทำความผิดอาญาต่อประชาชนทั่วไปหรือทหารด้วยกันเอง

” ศาลทหาร” ต้องลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเฉียบขาด

เอกสารวิชาการ ยังระบุว่า  การพิจารณาพิพากษาคดีของ “ศาลทหาร” จะต้องดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว ลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเฉียบขาด เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ทั้งในยามบ้านเมืองปกติและไม่ปกติทั้งนี้ “ศาลทหาร” มีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจ “ศาลทหาร” ในขณะกระทำผิด นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอื่นได้อีกตามที่จะมีกฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม


ยกตัวอย่างกรณี  คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 37/2557 ให้บรรดาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้แก่ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107ถึงมาตรา 112 ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึง มาตรา 118 อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของ “ศาลทหาร”

“ตุลาการศาลทหาร”

“ตุลาการศาลทหาร” เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีใน “ศาลทหาร”กระทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์


“ตุลาการศาลทหาร”  มี 2 ประเภท


1. ตุลาการพระธรรมนูญ


เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายชั้นปริญญาตรีขึ้นไปและใช้ความรู้ทางกฎหมายเป็นประจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเป็นตุลาการศาลทหารมาแล้วซึ่งในทางปฏิบัติจะต้องมีชั้นยศตั้งแต่พันโทขึ้นไป


2.ตุลาการทหาร  เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรที่แต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชาทหารของหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่ของศาลทหารนั้น มาเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตรซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่สำเร็จวิชากฎหมาย แต่เข้าร่วมเป็นองค์คณะตุลาการ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทหารได้ทราบถึงมูลเหตุแห่งการกระทำผิด มีส่วนพิจารณาลงโทษ ผู้กระทำผิดตามความเหมาะสม และหาทางป้องกันมิให้มีการกระทำผิดเช่นนั้นเกิดขึ้นในหน่วยทหารที่ตนเองรับผิดชอบ มีผลดีต่อการปกครองบังคับบัญชาทหาร
เพราะหากปล่อยให้ทหารกระทำผิด ทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธย่อมมีสภาพไม่แตกต่างจากกองโจร

พระราชดำรัสของในหลวง ร.10 พระราชทานแก่คณะตุลาการศาลทหาร เน้นย้ำทำหน้าที่เพื่อความยุติธรรม


พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง ตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกรุงเทพ เมื่อวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต 


 “การอำนวยการหรือปฏิบัติการทางด้านความยุติธรรม และทางด้านกฎหมายนั้น ไม่ว่าทหารหรือพลเรือนก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความสุข ความสงบ และความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและประชาชน หน้าที่ของศาลทหาร ตุลาการศาลทหาร ก็มีระบุไว้แล้วในกฎหมาย แต่ทหารนั้นเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนและมีการจัดตั้งเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว  

ทำความรู้จัก "ศาลทหาร" องค์กรนี้...มีไว้ทำไม

ทางทฤษฎี มนุษย์เราก็สามารถจะทำความผิดได้ หรือมีความผิด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอาญาทหารหรือวินัยทหารก็ต้องมีการรักษา มีการให้ความยุติธรรมและมีการแก้ไขในการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของผู้กระทำความผิด

เพราะฉะนั้น การอำนวยการยุติธรรมขั้นตอนที่ถูกต้องก็ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ในด้านกฎหมาย ตลอดจนมีความเข้าใจในชีวิต ในสังคม หรือในอุดมการณ์ของชาติเพราะว่ากฎหมายนั้น ใช้ให้ถูกก็ดี ใช้ให้ไม่ถูกก็เสียมาก เพราะฉะนั้นท่านเป็นผู้มีความรู้มีความสามารถมีวุฒิภาวะแล้วก็ย่อมพิจารณาออกว่า อะไรควร อะไรไม่ควร และนำกฎหมายไปใช้ให้ถูกต้องเพื่อระงับทุกข์ แก้ไขในเรื่องที่ไม่ถูก หรือมีบทพิพากษาให้เกิดความยุติธรรมได้”

จริยธรรมกำกับ “ตุลาการศาลทหาร” 


กรมพระธรรมนูญ ได้กำหนดมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของตุลาการทหารเพื่อยึดถือปฏิบัติ มีสาระสำคัญดังนี้


-ตุลาการทหารต้องวางตนเป็นกลางและปราศจากอคติ ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่พึงฟังความจากคู่ความและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างตั้งใจ ให้ความเสมอภาคและมีเมตตาธรรม

-ต้องพิจารณาคดีโดยไตร่ตรองสุขุม รอบคอบ และไม่ชักช้า 

-ละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดี ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอก

-ต้องรักษาความลับของสำนวนคดีของทางราชการมิให้รั่วไหล

-ต้องไม่ให้คำมั่นหรือบีบบังคับให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อเสนอใด ๆ หรือให้จำเลยรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ

– การบันทึกคำเบิกความ คำแถลง และรายงานพิจารณา ต้องให้ได้ความชัดแจ้งตรงตามประเด็นข้อพิพาท ถูกต้องตามคำเบิกความและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

– การพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีเรื่องใด ต้องละวางจากอคติทั้งปวงเกี่ยวกับคู่ความหรือคดีความเรื่องนั้น ต้องวินิจฉัยไม่ชักช้าและเป็นธรรม

– ตุลาการทหารต้องประพฤติปฏิบัติตนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรม ยึดถือจริยธรรมและประเพณีอันดีงามของตุลาการทหาร


– ตุลาการทหารต้องไม่ยินยอมให้บุคคลใดในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใดก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือผู้อื่น และต้องไม่ยินยอมให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ

-ตุลาการทหารและคู่สมรสต้องไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ จากคู่ความหรือจากบุคคลอื่นใดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการทหาร และต้องดูแลให้บุคคลในครอบครัวปฏิบัติเช่นเดียวกัน

-ตุลาการทหารพึงละเว้นการคบหาคู่ความ หรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือมีประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับคดีความ 


องค์คณะตุลาการศาลทหาร  

– ศาลทหารชั้นต้น ได้แก่ ศาลจังหวัดทหารต้องมีตุลาการ 3 นายเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา คือ นายทหารชั้นสัญญาบัตร 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ 1 นาย หรือศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรุงเทพ และศาลประจำหน่วยทหาร ต้องมีตุลาการ 3 นายเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา คือ นายทหารชั้นสัญญาบัตร 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ 1 นาย


– ศาลทหารกลาง ต้องมีตุลาการ 5นาย เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา คือ นายทหารชั้นนายพล 1หรือ 2 นาย นายทหารชั้นนายพัน นายนาวา หรือนายนาวาอากาศขึ้นไป 1 หรือ 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ 2 นาย


-ศาลทหารสูงสุด ต้องมีตุลาการ 5 นายเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา คือนายทหารชั้นนายพล 2 นาย ตุลาการพระธรรมนูญ 3 นาย

จะเห็นได้ว่า “ศาลทหาร” ในเวลาบ้านเมืองปกติจะมี 3 ชั้นศาลเหมือนกับศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือน

นอกจากนี้ยังมี “ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ” จะเป็นในช่วงเวลาของการมีสงครามหรือการประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำให้”ศาลทหาร”มีอำนาจพิพากษาคดีอาญาอื่น ๆ เพิ่มเติมได้และคดีสิ้นสุดภายในชั้นศาลเดียวคือศาลทหารชั้นต้น 

โดยสรุป”ศาลทหาร”ซึ่งเป็นองค์กรใช้อำนาจตุลาการ ดำรงอยู่ในกระบวนการยุติธรรมกับสังคมไทยมายาวนาน แม้จะมีแนวคิดการจัดตั้ง “ศาลทหาร” ตามแนวทางเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติอันเป็นประโยชน์ในทางสาธารณะก็ตามแต่ขณะเดียวกันได้นำแนวคิดที่มุ่งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีใน “ศาลทหาร” ด้วย 

ด้วยเหตุนี้หาก “ศาลทหาร” ยังยึดถือและนำหลักนิติธรรมมาปรับใช้กับการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างต่อเนื่อง เป็นที่เชื่อได้อย่างยิ่งว่า “ศาลทหาร” จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยได้ตลอดไป

ท้าราชทัณฑ์พิสูจน์ มากกว่า”ลดโทษคดีโกง” จริงหรือไม่ ดูแล”นักโทษแบรนด์เนม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497517

19 ธ.ค. 2564 |14:48 น.

ท้าราชทัณฑ์พิสูจน์ มากกว่า"ลดโทษคดีโกง" จริงหรือไม่ ดูแล"นักโทษแบรนด์เนม"

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เปิดใจ “คมชัดลึก” ท้าพิสูจน์ไส้ในกรมราชทัณฑ์ จริงหรือไม่ ที่มีเรื่องร้องเรียนจัดเกรด”นักโทษแบรนด์เนม” ต้องดูแลเป็นพิเศษ จี้นายกฯ -รมว.ยุติธรรม ตั้งกก.สอบสวนลดโทษ อย่าซ้ำรอย แบบกก.ตรวจสอบคดีบอส กระทิงแดง

การลดโทษอย่างรวดเร็วให้กับนักโทษคดีทุจริตคอร์รัปชัน ด้วยการอ้างว่าเป็นไปตามพระราชกฤษฏีกาอภัยโทษฯ พ.ศ.2564  ยังคงเป็นข้อสงสัยถึงต้นทางในการเสนอเรื่อง โดยเฉพาะกระบวนการทำงานของกรมราชทัณฑ์  กระทรวงยุติธรรม 

นอกเหนือจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย )ACT ออกแถลงการณ์คัดค้าน  ยังมีเครือข่ายภาคประชาชน บุคคลากรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน แสดงความไม่มั่นใจการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งลามไปถึงฝ่ายบริหารประเทศภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีเบื้องหลังที่น่าเคลือบแคลงสงสัย 

แม้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ มอบหมายให้เข็มชัย ชุติวงศ์  อดีตอัยการสูงสุด และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานแล้วก็ตาม แต่กระนั้น การติดตามตรวจสอบเงื่อนงำการลดโทษให้นักโทษคดีทุจริต ก็ยังต้องเดินหน้าหาความจริงกันต่อ 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล  เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน( ACT )ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน( ACT )

ดร.มานะ  นิมิตรมงคล  เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย )  หรือ ACT   เปิดเผยผ่าน “คมชัดลึก” ถึงความพยายามหาความจริงในเรื่องนี้ ว่า  กว่าที่เราจะผ่านขั้นตอน ป.ป.ช. ถึงศาล จนมีคำพิพากษาจำคุกคนเหล่านี้ ใช้เวลาร่วมสิบปี  แต่พอเข้าคุกกลับให้อำนาจกรมราชทัณฑ์  ผบ.เรือนจำ ตั้งเรื่องว่าใครมีคุณสมบัติอภัยโทษได้มากมายขนาดนี้ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม  

ท้าราชทัณฑ์พิสูจน์ มากกว่า"ลดโทษคดีโกง" จริงหรือไม่ ดูแล"นักโทษแบรนด์เนม"
ท้าราชทัณฑ์พิสูจน์ มากกว่า"ลดโทษคดีโกง" จริงหรือไม่ ดูแล"นักโทษแบรนด์เนม"

“อย่าลืมว่า คดีคอร์รัปชั่นในบ้านเราเยอะ จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฯ จำนวน 8,000 กว่าเรื่อง  ป.ป.ช.สามารถชี้มูลความผิดเฉลี่ยได้ 5 เปอร์เซนต์ เท่านั้นเอง ยังมีความผิดอีกมากมายแต่ไม่มีคนร้องเรียนเอาผิดข้าราชการ”  

“จากข้อมูลงานวิจัยการทุจริตคอร์รัปชัน  พบว่า มีข้าราชการเพียงสี่เปอร์เซนต์พบการทุจริตร้องเรียนเข้ามา ที่เหลือนอกนั้น ไม่ร้องเรียน เพราะมองว่า ไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไกล่เกลี่ย ตรงนี้ เป็นตัวอย่างว่าถ้าเปิดโอกาสให้คนโกง ได้รับอภิสิทธิ์เอื้ออาทรลดกระหน่ำแบบนี้ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกทาง”  ดร.มานะ กล่าว 


  องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันติดตามตรวจสอบเงื่อนงำลดโทษคดีโกงชนิดกัดไม่ปล่อย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันติดตามตรวจสอบเงื่อนงำลดโทษคดีโกงชนิดกัดไม่ปล่อย

“การที่รัฐบาลประกาศต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ เราต้องเอาคนผิดมาลงโทษให้รุนแรง แต่สิ่งที่เป็นอยู่ขณะนี้ ถือว่าเป็นการสวนทาง”  ดร.มานะตอกย้ำเหตุการณ์ ราชทัณฑ์ชงเรื่องลดโทษคดีทุจริตชนิดลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล 

หลังจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเคลื่อนไหวแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการลดโทษให้นักโทษคดีโกง เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย )  มองว่า เรื่องนี้ถูกเปิดโปงขึ้นมาทำให้สังคมไทยหูตาสว่างขึ้น  เพราะเรากำลังงงกันอยู่เกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร 

“ทำให้ได้เห็นกระแสสังคม ว่า คนไทยไม่ยอม ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม  บรรดานักโทษ ที่เห็นชื่อกันโดนลงโทษตั้งแต่ 10-50 ปี แต่เหลือโทษจำคุกจริงๆ เพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่าลืมว่า ถ้าเราไม่ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความเห็นกัน  คนเหล่านี้จะได้รับการพ้นโทษในปีหน้า แทนที่จะติดคุก 30 ปีในอนาคต”  

แม้ว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ  ได้เห็นแนวทางของท่านนายกฯ ที่ระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลกำลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอยู่ ตรงนี้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ว่า ดร.มานะ ในฐานะเลขาองค์กรฯต่อต้านคอร์รัปชันก็สะท้อนมุมมองที่จำเป็นต้องบอกประชาชนต่อไปว่า  “ในประเทศไทยที่ผ่านมามีเรื่องที่ใหญ่ประชาชนไม่พอใจ ผู้มีอำนาจมักจะบอกว่า เดี๋ยวจะสอบสวน เดี๋ยวจะดำเนินการ ถ้าเป็นตำรวจจะบอกว่า ย้ายไปก่อน เดี๋ยวจะสอบสวน  แต่ความเป็นจริงมันเป็นความเจ็บช้ำน้ำใจเพราะเมื่อเรื่องเงียบผ่านไปเขาก็ทำกันต่อไป  ถ้าเป็นตำรวจหรือทหาร ย้ายไปย้ายกลับในตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น  ข้าราชการก็เช่นกัน  เพราะ ฉนั้นจะปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนโยบายระดับชาติ 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

“ผมเชื่อว่าคนไทยอยากฟังว่าท่านรมว.ยุติธรรมชี้แจงต่อคำถามว่าท่านมีนโยบายอย่างไรเห็นด้วยไหม กับ ที่พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรมว.ยุติธรรม และองคมนตรี บอกว่าคดีคอร์รัปชั่น คดียาเสพติด คดีข่มขืน ต้องไม่มีอภัยโทษ ถ้าเห็นด้วย ท่านจะทำอย่างไร  นายกฯมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร วันนี้ท่านพูดได้ ยังไม่ต้องรับปากว่าจะมีการแก้ไขพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือยกเลิกพรฎ. อภัยโทษที่ประกาศใช้แล้วจะออกใหม่ให้เกิดผลใหม่ขึ้นมา หรือจะมีการแก้ไขกฎระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ไม่ว่าเป็นการจัดทำรายชื่อ ต้องคำตัดสินจำคุกกี่ปีถึงจะได้รับสิทธิ์ลดโทษ หรือการจัดทำเกณฑ์นักโทษชั้นดี ชั้นเยี่ยมได้รับสิทธิ์

“แต่ยังมีประเด็นอื่นอีกที่ได้ยินต่อเนื่องหลายปีแล้วในกรมราชทัณฑ์ นักโทษที่เป็นนักการเมือง เศรษฐี เป็นผู้มีอิทธิพล เมื่อติดคุกแล้ว เขาจะถูกขนานนามว่า เป็นนักโทษวีไอพี  วีวีไอพี  เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะเรียกกันว่า “นักโทษแบรนด์เนม” คนพวกนี้จะได้ไปอยู่ที่ในที่พิเศษ รับสิทธิพิเศษ พบว่าคนจำนวนหนึ่งได้ไปอยู่ในรพ.ของกรมราชทัณฑ์แล้วมีอภิสิทธิ์ มีการไปเยี่ยมกันง่ายๆ จัดโต๊ะเลี้ยงอาหาร ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต้องจำคุก เราจะปล่อยให้เกิดขึ้นไหม  ท่านนายกฯ  ท่าน รมว.ยุติธรรมว่าอย่างไร  รัฐสภาจะมีแนวทางอย่างไร จะมีแนวทางแก้ไขกฎหมายหรือไม่”  ดร.มานะ กล่าว 

“หลังจากนี้ ป.ป.ช.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีใครเข้าไปตรวจสอบการคอร์รัปชันในกรมราชทัณฑ์ ที่พูดกันมานานมาก แต่ยังไม่เห็นความชัดเจน ตรงนี้คนไทยต้องการอยากเห็น”ดร.มานะ ส่งเสียงไปถึงฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถึงเวลาตรวจสอบความอึมครึมไม่โปร่งใสภายในราชทัณฑ์แล้วหรือยัง  

เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)   บอกว่า  ที่ผ่านมาเป็นเรื่องดีใจมากที่มีผู้รู้หลายท่านให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม อย่างเช่นนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้มีผู้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญว่าพรฎ.อภัยโทษขัดต่อรธน.หรือไม่  ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็มีความชัดเจน หรือ กรณีที่บางคนไปยื่นเรื่องที่ป.ป.ช.และรัฐสภาแล้ว  ช่วยกันทำต่อไปคนไทยต้องกดดัน และต้องผลักดัน เรื่องนี้ต่อไป ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบ และแสดงท่าทีชัดเจน อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบ

กรณี ไม่มีใครตรวจสอบทุจริตในกรมราชทัณฑ์นั้น ดร.มานะ กล่าวว่า กรณีนักโทษแบรนด์เนมตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชนและองค์กรฯ ได้รับร้องเรียนตลอดเวลา มีข้อมูล มีภาพถ่าย  แต่ไม่เคยเห็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจไปพิสูจน์ ตรวจสอบ เราได้ยินแต่คำปฏิเสธจากราชทัณฑ์และ รพ.ราชทัณฑ์ ว่า ไม่มีอะไร  ซึ่งควรไปพิสูจน์กันดีกว่า หรือเปิดเรื่องย้อนหลังกันดีไหมว่ามีนักโทษแบรนเนมมีชื่ออะไรบ้าง ใครบ้าง ใช้เวลาอยู่นานแค่ไหนในรพ. ทำให้ชัดเจน  เพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจต่อระบบราชการ ต่อนักการเมืองของไทยด้วย 

ภายหลังนายกฯลงนามแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ   ดร.มานะ  ให้ข้อแนะนำว่า  การตั้งคณะกรรมการฯชุดนี้หรือชุดใดขึ้นมาก็แล้วแต่ อย่าให้ซ้ำร้อยกรณีตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงคดี “บอส กระทิงแดง”  ที่มี นายวิชา  มหาคุณ  อดีตกรรมการป.ป.ช. เป็นประธาน  เพราะตอนเริ่มต้นฝ่ายรัฐบอกว่าทุกอย่างโปร่งใสได้รับความร่วมมือเต็มที่ ทำให้อาจารย์วิชามีความมั่นใจมากเมื่อการสอบสวนใกล้เสร็จ ท่านยังบอกว่า ทุกอย่างเปิดเผยให้ประชาชนรู้  แต่สุดท้ายการสอบสวนชุดนั้นถูกเก็บเงียบ ปิดบัง เป็นความลับเสียเป็นส่วนใหญ่ 

“การสอบสวนครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน คนเกี่ยวข้องมีไม่กี่คนหรอก ถ้าสอบสวนแล้วเก็บเป็นความลับกลัวว่าจะกระทบคนนั้นกระทบคนนี้ อย่าตั้ง ถ้าจะตั้งแน่จริงต้องเปิดเผย สัญญาประชาชนวันนี้เลยก่อนเรื่องเงียบ ว่าทุกอย่างเมื่อสอบสวนแล้วต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ ใครที่เกี่ยวข้องบ้าง ใครที่เป็นนักโทษ ข้าราชการ นักการเมือง เห็นใจไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ทำร้ายจิตใจประชาชน” ดร.มานะ กล่าว 

ส่วนกรณีที่กรรมการตรวจสอบฯ จะมีการเสนอแก้กฎหมาย ภายในหนึ่งเดือน ก็สามารถทำได้  แต่ทุกอย่างต้องพูดออกมาให้ชัดเจนถ้าจะแก้อะไร ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรบ้าง  ไม่ใช่ถึงเวลาบอกว่า รมว.ยุติธรรม บอกว่า ผมออกจากตำแหน่งแล้ว ไม่เกี่ยว ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ หรือ นายกฯ พอถึงสมัยหน้าถ้าไม่เล่นการเมืองข้างหน้า คนอื่นมาเป็นแล้วมาบอกว่า ผมไม่ทราบ เป็นเรื่องรัฐบาลเก่า อย่างนี้ เป็นการโกหกทรยศกัน  ฉะนั้นป้องกันไว้ก่อน บอกกับประชาชนให้ชัดเจน จะต้องแก้ปัญหาการลดโทษคดีทุจริตให้สำเร็จอย่างไร 

ท้าราชทัณฑ์พิสูจน์ มากกว่า"ลดโทษคดีโกง" จริงหรือไม่ ดูแล"นักโทษแบรนด์เนม"

จุดยืนขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น  ดร.มานะ  ยืนยันว่า  ที่ผ่านมา ได้เคลื่อนไหวผลักดันให้มีการแก้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน แก้พ.ร.บ.ป.ป.ช.  รวมถึงผลักดันเรื่องศาลคอร์รัปชัน  เราพูดเรื่องคดีคอร์รัปชันต้องไม่หมดอายุความง่ายๆ  เราบอกว่า ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ อย่างรวดเร็วและรุนแรง เพราะฉะนั้นเมื่อลงโทษแล้ว การอภัยโทษถ้ามีได้ ก็ต้องจำคุกในระยะเวลาที่มากพอสมควรก่อน  ไม่ใช่ระยะเวลาจำคุกสั้นๆขนาดนี้  ลงโทษยังไม่ถึง10-20 เปอร์เซนต์ ก็ได้รับการลดโทษแล้วอย่างนี้ ไม่เป็นธรรม รับไม่ได้   

“สมควรได้รับการลงโทษอย่างสาสม มีระยะเวลาจำคุกที่มากพอกับสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติถึงจะได้รับการลดโทษ กระทรวงยุติธรรมไม่ใช่ไปทุ่มงบเพื่อจัดหาเทคโนโลยีมากมายแก้ปัญหานักโทษล้นคุก  แต่สุดท้ายปล่อยกันเร็ว ทั้งที่ ป.ป.ช.อุตสาห์ทำคดี  อัยการ ผู้พิพากษาอดหลับอดนอน ท่านเหล่านี้อาจหมดกำลังใจ เสียกำลังใจ ที่แน่นอนประชาชนไม่พอใจ และยิ่งไม่ไว้วางใจ” ดร.มานะ ย้ำทิ้งท้าย 

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497459

19 ธ.ค. 2564 |01:03 น.

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ถ้าเลือกได้..รัฐนาวา “ลุงตู่” คงไม่อยากได้ยินคำว่า “สภาล่ม” แต่เมื่อ “ลุงตู่-ลุงป้อม” ไม่สามารถคุมเสียงในสภาได้ ก็ต้องยอมรับความจริงและหาทางแก้ไขปัญหาสภาล่มให้ได้ ไม่เช่นนั้นปัญหาสภาล่มซ้ำซาก อาจเป็นจุดวิกฤตและตัวแปรที่นำไปสู่การยุบสภาได้

ห้วงเวลาเพียงแค่เดือนครึ่ง นับแต่วันเปิดการประชุมสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 64 คำว่า “สภาล่ม” ก็อาจกลายเป็นคำ “แสลงหู” ในสายตาของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ไปแล้วเพราะในการประชุมสภาของทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ ที่มีขึ้นในทุกสัปดาห์นั้น ไม่มีวันไหนที่จะไม่ลุ้นกันว่าสภาจะล่มหรือไม่ 

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

เนื่องจากทางฝ่ายค้านประกาศชัดเจนว่าองค์ประชุมจะครบหรือไม่ครบนั้น ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายเสียงข้างมาก คือส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ในการเข้าประชุมสภา ส่วนฝ่ายค้านเมื่อเข้าประชุม อาจไม่กดบัตรแสดงตน และถ้าเสียงส.ส.ในห้องประชุมมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง สภาล่ม! แน่นอน

“คมชัดลึก” ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ “สภาล่ม” ที่ปรากฏอย่างชัดเจน นับแต่วันเปิดประชุมสภาวันแรก ในการประชุมสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2564 พบว่ามีอยู่ 4 ครั้งด้วยกันดังนี้คือ…

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 64 ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา จำนวน 11 มาตรา โดยพบว่าการลงมติในแต่ละมาตรา องค์ประชุมบางตา บางมาตรามีองค์ประชุมอยู่แค่ 242 คน เกินกึ่งหนึ่งมาแค่ 4 เสียง เมื่อมาถึงมาตรา 6  นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้กดออดเรียกสมาชิกเพื่อเข้ามาแสดงตนอยู่เกือบ 5 นาที แต่สมาชิกในที่ประชุมเหลือน้อยคน ส่อเค้าอาจไม่ครบองค์ประชุม  นายสุชาติตัดสินใจชิงปิดประชุมทันที โดยกล่าวว่า “เอาไว้ประชุมกันคราวต่อไป” และสั่งปิดประชุมเวลา 17.20 น. ถือเป็นเหตุสภาฯ ล่ม ประเดิมการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 64 ในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งพบว่ามีผู้อภิปรายเหลือเพียงไม่กี่คน และจำนวนสมาชิกในห้องประชุมมีจำนวนมไม่มาก เพราะมีเพียงฝ่ายค้าน 4 คนเท่านั้น หากให้มีการนับองค์ประชุม จะไม่เกิดปัญหา แต่หากปล่อยให้มีการอภิปรายนานกว่านี้ แล้วมีการเสนอนับองค์ประชุมขึ้นมา อาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบและเกิดปัญหาสภาล่มได้ จึงได้ชิงสั่งปิดการประชุมสภาในเวลาประมาณ 16.10 น.
 

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 64 ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ที่มี นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอ หลังจากที่ส.ส.อภิปรายครบถ้วนแล้ว แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอให้ครม.ขอรับร่างฉบับนี้ไปพิจารณาเป็นเวลา 60 วัน จากนั้นเวลา 16.25 น. นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงกดออดเรียกสมาชิกมาแสดงตน เพื่อลงมติส่งเรื่องให้ครม.พิจารณาหรือไม่ นายสุชาติ กดออดเรียกอยู่ 2-3 นาที แต่ภายในห้องประชุมก็ยังมีส.ส.บางตา เมื่อส.ส.กดบัตรแสดงตนครบถ้วนแล้ว นายสุชาติ ทิ้งระยะเวลาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ไม่ครบอีกแล้วหรือครับ” และสั่งปิดประชุมทันที โดยไม่ยอมขานคะแนนว่ามีองค์ประชุมอยู่เท่าใด

ครั้งที่ 4 วันที่ 17 ธ.ค. 64 ในวาระรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ.ฯ พิจารณาเสร็จเเล้วเสนอเข้ามาพิจารณา โดยมี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  การพิจารณาวาระดังกล่าว มี ส.ส.อภิปรายทั้งเห็นด้วย เเละไม่เห็นด้วย ทำให้ในเวลา 10.49 น. ประธานในที่ประชุม ได้กดออดเรียก สมาชิกเข้ามาเสียบบัตรแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุม ผ่านไป 2 นาที ห้องประชุมยังคงบางตา ประธานจึงขอสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 30 นาที

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ต่อมาเวลา 11.25 น. พอกลับมาประชุมกันอีกครั้ง ที่ประชุมสภาฯ ยังกล่าวโยนความรับผิดชอบเรื่ององค์ประชุมกันไปมา ขณะที่นายศุภชัย พยายามกดออดเรียกสมาชิก น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้เช็กองค์ประชุมแบบขานชื่อ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สนับสนุน

กระทั่งเวลา 11.39 น. องค์ประชุมสภาฯ ก็ล่ม เมื่อประธานในที่ประชุมได้ให้สมาชิกสภาฯ กดบัตรแสดงตน และเมื่อเวลาผ่านไป 11 นาที นายศุภชัย แจ้งผลการนับองค์ประชุม ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส.กดบัตรแสดงตนจำนวน 235 คน จากสมาชิกทั้งหมด 476 คน ถือว่าไม่ถึงครึ่งหนึ่ง องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้นายศุภชัยสั่งปิดประชุมในเวลา 11.50 น.

เหตุการณ์สภาล่มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน บอกชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ไม่สามารถควบคุมเสียงในสภาได้ แม้จะมีการตั้งประธานวิปฝ่ายรัฐบาลคนใหม่คือ นายนิโรธ สุนทรเลขา เข้าทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ แทนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนายนิโรธ เคยบอกว่าเขาอาจช่วยทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “อุ่นใจ” ได้กับปัญหาสภาล่ม ที่จะไม่เกิดขึ้นอีกหรืออาจจะเกิดขึ้นน้อยลง เพราะเขาเองก็มั่นใจในทีมวิปรัฐบาลที่จะช่วยในการประสานงาน ทั้งในส่วนของครม. และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดให้เข้าร่วมประชุมสภาและโหวตผ่านกฎหมายทุกครั้ง ป้องกันปัญหานับองค์ประชุมไม่ครบและเกิดสภาล่มซ้ำซาก

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้กำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล กลางวงประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ช่วยกันกำชับเข้มงวด ส.ส.แต่ละพรรค เข้าร่วมประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อป้องกันเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ หรือสภาล่ม เนื่องจากมีกฎหมายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องพิจารณาเร่งรัดให้ผ่านโดยเร็ว ซึ่งนายกฯ ได้ย้ำในเรื่องนี้มาอย่างน้อยสองถึงสามครั้งแล้ว และยังเคยพูดย้ำเอาไว้เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 64 ว่า

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

“วิปฝ่ายรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนจำเป็นต้องออก อันไหนที่เป็นกฎหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อมหรือการศึกษา รวมทั้งการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้ มันต้องออก ไม่ใช่จะบอกว่าไม่ออกเพื่อให้รัฐบาลล้ม ผมว่าใจร้ายเกินไป ใจร้ายกับประเทศเกินไปผมว่านะ”  

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้กำชับ ส.ส.พรรคให้เข้าร่วมประชุมสภาและอยู่จนเลิกประชุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาองค์ประชุม หรือสภาล่ม โดยขอให้ทั้งส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคมาประชุมสภา ในการประชุมพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 64 พร้อมขู่ว่าหากมีการนับองค์ประชุม ทางพรรคพลังประชารัฐ จะปริ้นรายชื่อส.ส.ออกมาดู และจะส่งรายชื่อทั้งหมดให้ พล.อ.ประวิตร ดูว่ามีรัฐมนตรี หรือส.ส.คนไหน ขาดประชุมสภา รวมถึงรายชื่อ ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ขาดประชุมสภาด้วย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีและส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว ซึ่งในการประชุม พล.อ.ประวิตร ได้กำชับหลายครั้งและพูดทิ้งท้ายว่า “ถ้าองค์ล่มบ่อย ๆ ก็จะโดนบอกให้ยุบสภา”

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ขณะที่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเหตุการณ์สภาล่ม เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 64 ว่า เรื่ององค์ประชุมถือเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่าย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจน ส.ส.มีฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ทั้งนี้ ในกรณีขอตรวจสอบองค์ประชุม หรือไม่แสดงตน เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะสามารถทำได้ เพราะฝ่ายรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบในฐานะเสียงข้างมาก

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

“ที่ผ่านมาการที่ฝ่ายค้านวอล์คเอ้าท์ หรือขอนับองค์ประชุม กระทำก็ต่อเมื่อต้องการตอบโต้รัฐบาล แต่วันนี้มีการพิจารณาเรื่องญัตติที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งเมื่อผมตรวจสอบญัตตินี้เกือบทุกพรรคเสนอเข้ามา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติโดยเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งของฝ่ายค้านและรัฐบาล หรือไม่ใช่เรื่องขัดแย้งในข้อกฎหมายของคณะรัฐมนตรีและเสียงข้างน้อยในสภา” 

ฟาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เคยยืนยันเอาไว้เมื่อ 4 พ.ย. 64 ว่าปัญหาสภาล่มนั้น ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย และก็ไม่เกี่ยวกับปัญหาของรัฐบาล โดยมองว่าเป็นเรื่องของสภาฯ ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล คนละส่วนกัน และไม่ได้สะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเลย “ไม่มี ไม่เกี่ยวเลย”

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ส่วนคนนี้ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน พูดถึงปัญหาสภาล่มที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในรอบสัปดาห์ เอาไว้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 64 ว่า ขอแนะนำว่าแค่รัฐบาลเพียงสร้างความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้แค่นั้นก็จบ และขอให้ ส.ส.รัฐบาลตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของ ส.ส.รัฐบาลว่า ต้องทำอะไรบ้าง หากทำได้สองเรื่องนี้คิดว่าปัญหาก็จบ

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

พร้อมกันนี้ นายสุทิน ยังย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น มีความบกพร่องไปเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่ ส.ส.รัฐบาลเองที่ขาดสำนึกความรับผิดชอบ ประธานวิปรัฐบาล อาจมีปัญหาในการประสานงานกับ ส.ส. เพราะเรื่องนี้ฝ่ายค้านส่งสัญญาณเตือนตลอด แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ รวมไปถึงระดับบน คือตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพในรัฐบาลได้ จึงส่งผลให้เกิดสภาล่ม 

“เรื่องการไม่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม เป็นมาตรการของฝ่ายค้านที่จะกระตุ้นให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานสภาฯ ซึ่งมาตรการนี้ฝ่ายค้านทำอย่างเปิดเผยมาตลอด ไม่ได้ฉวยโอกาสทำทีเผลอแต่อย่างใด หากนายกฯ แก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะผมเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเจตนาของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบางส่วนด้วย ซึ่งนายกฯ ต้องลงไปดูในรายละเอียดให้ดี” 

สำหรับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย มือเสนอนับองค์ประชุม บอกกับ “คมชัดลึก” ว่า สภาล่มทุกครั้ง ล้วนเกิดขึ้นจากปัญหาภายในพรรครัฐบาลเอง ทุกพรรคในรัฐบาล ล้วนแต่มีปัญหาเกิดขึ้นในพรรคของตัวเองทั้งนั้น รัฐบาลคุมเสียงในสภาไม่ได้ เสี่ยงปริ่มน้ำตลอดเวลา ซึ่งฝ่ายค้านบังคับให้รัฐบาลทำงานสภาและทำเสียงองค์ประชุมให้ครบเพราะรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก แต่สภาล่มครั้งล่าสุดนี้แย่มากเพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเปิดประชุมสภามาจะต้องมีการลงมติ แต่สุดท้ายก็สภาล่ม ปิดประชุม ก็อยากให้รัฐบาลมีความเข้มงวดมากกว่านี้ อย่าผลักภาระให้ฝ่ายค้าน 

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

“สภาล่มบ่อย อาจนำไปสู่การยุบสภาและทำให้การเลือกตั้งเกิดได้เร็วขึ้น เพราะฝ่ายค้านนั้นพร้อมเสมอกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ เราอยากเปลี่ยนรัฐบาลอยู่แล้ว” 

“คมชัดลึก” ประมวลเรื่องราวปัญหาสภาล่มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว คงไม่ผิดถ้าจะมองว่านี่ล้วนแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองล้วน ๆ ไม่ใช่ปัญหาจากฝ่ายค้าน เพราะถ้าพรรคร่วมรัฐบาลร่วมมือกันดี จับมือกันแน่น เข้าประชุมสภาครบ ปัญหาสภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สภาล่ม ก็ล้วนแต่มาจากปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นจุดวิกฤตและตัวแปรที่นำไปสู่การยุบสภาได้ นี่เป็นปัญหาสนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล ดังโคลงโลกนิติ ที่บอกเอาไว้ว่า…

“สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ..”

สภาล่มซ้ำซาก.. สนิมเนื้อในพรรคร่วมรัฐบาล จุดวิกฤตและตัวแปรสู่การยุบสภา

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “ปฏิรูปสังคม ประชาชนจะเห็นอะไร”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497453

19 ธ.ค. 2564 |00:29 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช   “ปฏิรูปสังคม ประชาชนจะเห็นอะไร”

การปฏิรูปเป็นเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและระบบ เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายที่ติดขัด เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน ระยะเวลาที่ผ่านมา มีความพยายามปฏิรูปสังคมไปถึงระดับไหน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

เมื่อได้ศึกษาข้อมูลจากรายงานการปฏิรูปประเทศและการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติด้านสังคมในรอบล่าสุดและดูย้อนหลังกลับไปในบางช่วง  มีความรู้สึกเบื้องต้นว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนฐานล่างจะเข้าถึงและเข้าใจได้ยากอยู่สักหน่อย

เพราะการปฏิรูปเป็นเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและระบบ เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายที่ติดขัด เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน

ในระดับเป้าหมายใหญ่ของแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม มี 3 ประการ ได้แก่

1) มีระบบออมแบบสมัครใจและแบบบังคับ

2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีข้อมูลทางสังคมในพื้นที่เพื่อจัดสวัสดิการสังคม

3) ชุมชนเมืองเข้มแข็ง สามารถเข้าถึงสวัสดิการรัฐอย่างเท่าเทียม
ในการติดตามความก้าวหน้าการปฏิรูป เขากำหนดตัวชี้วัดเป้าหมายไว้ 3 อย่าง คือ

1) มีกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญและปรับปรุงระเบียบ กอช.

2) มีฐานข้อมูลในพื้นที่เชื่อมโยงทุกมิติ

3) มีกฎหมายสนับสนุนชุมชนเมืองเข้มแข็ง

สำหรับความคืบหน้าในรอบปี 2563  กมธ.สังคมของวุฒิสภาเสนอแนะไว้ว่า

1)ต้องเร่งรัดการออกกฎหมายระดับรองและการปฏิบัติตาม พรบ.

2) ในการจัดซื้อจัดจ้างระบบขนส่งสาธารณะต่อไปควรคำนึงถึงหลัก Universal Design เพื่อคนพิกาสรและผู้สูงอายุจะได้ใช้ประโยชน์ทั่งวถึง

3) ควรเร่งรัดสนับสนุนงานชุมชนเข้มแข็งให้เต็มพื้นที่

4) ต้องเร่งรัดการขึ้นทะเบียนคนพิการ บุคคลพื้นที่สูง และกลุ่มชาติพันธุ์ 

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่มีการปรับปรุงใหม่และเริ่มใช้ในปี 2564  ได้กำหนดประเด็นปฏิรูปสำคัญ ที่เรียกกันว่า Big Rocks มี 5 เรื่อง ได้แก่ 

1. การมีระบบการออมเพื่อสร้างหลักประกันหลังวัยเกษียณ ตัวชี้วัดเป้าหมายคือ

1) มี พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ…ภายในปี 2565  

2) กอช.ปรับระเบียบเพื่อจูงใจแรงงานนอกระบบ

3) มีการปรับปรุงระบบการออมภาคบังคับ มีเงินสมทบเพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมาย 

2.ผลักดันให้มีฐานข้อมูลทางสังคมและคลังความรู้เพื่อจัดสวัสดิการตรงกลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัดเป้าหมายคือ

1)ชุมชนมีฐานข้อมูลเชื่อมโยงทุกมิติในระดับพื้นที่ ภายในปี 2565


3.ปฏิรูปการขึ้นทะเบียนคนพิการ ตัวชี้วัดเป็นหมายคือ

1)แก้ไขระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้สถานพยาบาลออกเอกสารรับรองได้ ภายในปี 2565  

2) หน่วยราชการปรับปรุงคำนิยามคนพิการเป็นมาตรฐานเดียวกัน

3) ฐานข้อมูลคนพิการเชื่อมโยงระหว่างสถานพยาบาลกับหน่วยงานรัฐในปี 2565

4.การสร้างกลไกที่เอื้อให้ชุมชนเมืองจัดการตนเอง ตัวชี้วัดเป้าหมายคือ

1) มีกฎหมายรองรับชุมชนเมืองและเป็นนิติบุคคล ภายในปี 2565

5. การสร้างมูลค่าให้กับที่ดินรัฐที่จัดให้ประชาชน ตัวชี้วัดเป้าหมายคือ

1) คทช.มีนโยบายปรับปรุงการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดินรัฐที่จัดให้ประชาชนใช้  

2) ปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง  

3) ปรับปรุงกลไกที่ทำหน้าที่ประเมินราคาที่ดินฯ

ในความเห็นส่วนตัว น่าจะเพิ่มประเด็น “ตำบลเข้มแข็ง” มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เข้ามาไว้อีกสักอย่าง จะทำให้ประชาชนเห็นชิ้นงานที่เป็นรูปธรรมได้ชัดขึ้น

ส่วนในเรื่องตัวชี้วัดเป้าหมายนั้น ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสะท้อนผ่านความคืบหน้าในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 ฉบับ ได้แก่

1) ร่าง พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ…

2) แก้ไขระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

3) ร่างระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ…

4) ร่างกฎกระทรวงออกตามความในมาตรา 39 แห่งพรบ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518และกฎหมายอื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดินรัฐฯ

ส่วนข้อมูลความก้าวหน้าล่าสุดจากรายงานของรัฐบาล ในรอบเดือนมกราคม-มีนาคม 2564  ระบุว่า ครม.ได้อนุมัติหลักการร่างพรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติแล้ว เมื่อ 30มีค.2564  เช่นเดียวกับระเบียบกระทรวงกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยชุมชนเมืองของเทศบาล พ.ศ.2564  ซึ่งออกเมื่อ 25 กพ.2564  ส่วนเรื่องฐานข้อมูลท้องถิ่นนั้น ยังไม่มีข้อมูล

………………………………………………………………….

Key Message
รายงานปฏิรูปประเทศ โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
“ปฏิรูปสังคม ประชาชนจะเห็นอะไร”
-(ร่าง)พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ…
-แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 
-(ร่าง)ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ…
-(ร่าง)กฎกระทรวงออกตามความในมาตรา 39 แห่งพรบ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดินรัฐฯ
– ฐานข้อมูลตำบลเข้มแข็ง เชื่อมโยงข้อมูลทุกมิติ
…………………………………………………………

“สภาล่ม” เพราะศึกเลือกตั้งซ่อม ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497373

18 ธ.ค. 2564 |11:12 น.

"สภาล่ม" เพราะศึกเลือกตั้งซ่อม ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล

ศึกเลือกตั้งซ่อม 2 พรรคร่วมรัฐบาล บานปลาย กลายเป็นปัญหา “สภาล่ม” ติดต่อกัน สองวันซ้อน ประชาธิปัตย์ร้อนตัว จวกฝ่ายค้านไม่รับผิดชอบ

โพสต์ของอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าตามภารกิจพรรคประชาธิปัตย์ ในท่วงทำนองทบทวน ธรรมเนียมปฏิบัติ ของพรรคร่วมรัฐบาลในการเลือกตั้งซ่อม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ก่อนการประชุม คัดเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐในอีก2วันถัดมา ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะส่งผู้สมัครสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ในปีหน้าหรือไม่ 

เลือกตั้งซ่อมเขต 1 จังหวัดชุมพร ปชป.วางตัว อิสระพงษ์ มากอำไพ เลขาฯนายก อบจ.ชุมพร หลานภรรยาชุมพล จุลใส  ลงสู้ศึก ขณะที่พลังประชารัฐมีทนายแดง ชวลิต อาจหาญ รองอันดับ 1 จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วไว้รอท่า เลือกตั้งซ่อมเขต 6 จ.สงขลา ปชป.วางตัวสุภาพร กำเนิดผล หรือ น้ำหอม รองนายก อบจ.สงขลา และภรรยาของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง พลังประชารัฐก็มี อนุกูล พฤกษาอนุศักดิ์ ทายาทศรีตรังโกลฟ ทุนใหญ่ ถาวร เสนเนียม ยืนรอไฟเขียวอยู่ 

"สภาล่ม" เพราะศึกเลือกตั้งซ่อม ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล

7 มีนาคม 2564 ร้อยเอก ธรรมนัส พาอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ชนะพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ น้องชาย เทพไท เสนพงศ์. ที่พ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ  เลือกตั้งซ่อมล้มช้างเมืองคอนคราวนั้น  ร้อยเอก ธรรมนัส ประกาศว่า เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งในเดือนถัดมาเขาจึงได้รับมอบหมายป็นผู้กำกับดูแลพื้นที่ จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เพิ่มจากเดิมที่เคยดูแลพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู พะเยา เชียงราย 
 สร้างความไม่พอใจให้ เจ้าของพื้นที่ปักษ์ใต้ อย่างพรรคประชาธิปัตย์  เพราะถูกมองว่าเป็นการเตรียมพื้นที่รองรับการเลือกตั้งในอนาคต

14 ธันวาคมที่ผ่านมา ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดว่า จะส่งผู้สมัคร ชิงชัยเลือกตั้งซ่อม 2 เขต ปักษ์ใต้หรือไม่  หรือเลือกส่งเฉพาะบางเขตเลือกตั้ง แต่จะตัดสินอีกครั้ง ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้  โดยมีผลงานล้มช้างนครศรีธรรมราช และบทบาทที่รับมอบหมายให้ผู้กำกับดูแลพื้นที่เลือกตั้งจังหวัดสงขลา เป็นเดิมพัน  ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม4ครั้งที่ผ่านมา ร้อยเอกธรรมนัส ยังอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี   แต่ครั้งนี้มีเพียงตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐแต่ก็จัดอยู่ในประเภทใจถึง พึ่งได้          ซึ่งเป็นเทรนด์การเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ในครั้งหน้า  
เมื่อพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีความชัดเจน ดอกผลจากความไม่พอใจ จึงไปปรากฏที่การประชุมสภา

"สภาล่ม" เพราะศึกเลือกตั้งซ่อม ระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล

โดยมี ชินวรณ์ บุญเกียรติ รองประธานวิปรัฐบาล แคนดิเดท  คู่ชิงรองหัวหน้าปักษ์ใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโทษฝ่ายค้าน เป็นตัวการทำให้สภาล่ม 2วันซ้อน หลังมีสัญญาณว่า พลังประชารัฐจะไม่ยอมให้ใครนอนมาง่ายๆ  ต้องผ่านบททดสอบการคุมโซนปักษ์ใต้ของผู้กองธรรมนัส

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “สื่อ-สารสนเทศ เพื่อความมั่นคงของสังคม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497333

18 ธ.ค. 2564 |11:09 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช   “สื่อ-สารสนเทศ เพื่อความมั่นคงของสังคม”

ตัวชี้วัดเป้าหมาย เขาใช้คะแนนประเมินสถานภาพการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ  จะมีการวัดทุก 2 ปี โดยใช้เครื่องมือประเมินของ UNESCO  เขาตั้งเป้าหมายปี 2565 ไว้ที่ระดับ 76 %ขึ้นไป ติดตามได้ในเจาะประเด็นร้อน โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

การสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนทุกระดับในวงกว้าง  สร้างบรรทัดฐานและค่านิยมของสังคม


ปัจจุบันสื่อสารมวลชนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง มีสถานการณ์และแนวโน้มที่สำคัญ อาทิ  


การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อโดยรวมที่ต้องแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพให้สอดรับกับเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งในแง่คุณภาพ เนื้อหาสาระ ต้นทุนและรายได้จากการดำเนินการ

การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคสื่อกลายเป็นผู้ผลิตสื่อ สามารถเป็นทั้งผู้รับ ผู้คิด ผู้ผลิต และสื่อสารส่งต่อข้อมูลออกไป  การเปลี่ยนแปลงจริยธรรมในการทำหน้าที่ของสื่อ บางครั้งมีการนำเสนอข่าวสารที่อาจไม่เหมาะสม หรืออาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน  รวมทั้งประเด็นความรู้เท่าทันสื่อของประชาชน ความสามารถในการแยกแยะคุณภาพของสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นโทษ


ในแผนปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ  มีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ 2 ประการ คือ

1) สร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนบนความรับผิดชอบ กับ การกำกับที่มีความชอบธรรม และ การใช้พื้นที่ดิจิทัลเพื่อการสื่อสารอย่างมีจรรยาบรรณ

 2) สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมในการให้ความรู้แก่ประชาชน สร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ปลูกฝั่งวัฒนธรรมของชาติและทัศนคติที่ดี

ส่วนตัวชี้วัดเป้าหมาย เขาใช้คะแนนประเมินสถานภาพการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (MIL – Media and Information Literacy)  จะมีการวัดทุก 2 ปี โดยใช้เครื่องมือประเมินของ UNESCO  เขาตั้งเป้าหมายปี 2565 ไว้ที่ระดับ 76 %ขึ้นไป

สำหรับกิจกรรมโครงการปฏิรูปที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ( big rock) มี 3 เรื่องและตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนควรจับตา ดังนี้

1.พัฒนาระบบคลังข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์เชิงรุกและจัดการเฟคนิวส์

– มีหน่วยงานเชี่ยวชาญเฉพาะรับผิดชอบพัฒนาระบบคลังข้อมูลข่าวสาร  ระบบ big data และ AI จัดการปัญหาเฟคนิวส์

– ทุกหน่วยงานรัฐมีระบบฐานข้อมูลถูกต้อง ทันสมัย ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจง่าย

2.กำกับดูแลสื่อออนไลน์

–  บังคับใช้ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และ สถิติผลงานด้านการจัดการปัญหาเฟคนิวส์ในรอบปี

– ผลักดัน(ร่าง)พรบ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…

3.ยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ

– สถิติการสำรวจรายการที่มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์มีประโยชน์

– รายงานผลการประเมินระดับความรู้เท่าทันสื่อของประชาชน

– หลักสูตรสื่อศึกษาได้รับการบรรจุในการศึกษาภาคบังคับและอุดมศึกษา

…………………………………………………….
Key Message
รายงานปฏิรูปประเทศ โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
“สื่อ-สารสนเทศ เพื่อความมั่นคงของสังคม”
– มีหน่วยงานเชี่ยวชาญเฉพาะรับผิดชอบจัดการปัญหาเฟคนิวส์
– สถิติผลงานด้านการจัดการปัญหาเฟคนิวส์ในรอบปี

– หน่วยงานรัฐมีระบบฐานข้อมูลถูกต้อง ทันสมัย ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจง่าย
– หลักสูตรสื่อศึกษา ได้รับการบรรจุในการศึกษาภาคบังคับและอุดมศึกษา
– สถิติการสำรวจรายการที่มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์มีประโยชน์
– รายงานผลการประเมินระดับความรู้เท่าทันสื่อของประชาชน
– (ร่าง)พรบ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…
……………………………………………………………………………………….

คลี่ชีวิต “เดชอิศม์ ขาวทอง” ถอดแบบจองชัย คำไหนคำนั้นแบบเฉลิมชัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497335

17 ธ.ค. 2564 |20:48 น.

คลี่ชีวิต "เดชอิศม์ ขาวทอง" ถอดแบบจองชัย คำไหนคำนั้นแบบเฉลิมชัย

ชาติเสือปักษ์ใต้ไม่มีถอย “เดชอิศม์ ขาวทอง” คะนองศึก โตมากับจองชัย เที่ยงธรรม ยึดคติไม่มีพรรคมีแต่พวก ขออาสาเป็นแม่ทัพใต้รบกับธรรมนัส เนวิน และเจ๊เปี๊ยะ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แม้จะเป็น ส.ส.พรรษาแรก “เดชอิศม์ ขาวทอง” เปล่งบารมีเหลือเกิน ขออาสาเป็นแม่ทัพใต้รบกับธรรมนัส และเจ๊เปี๊ยะ

ปชป.ยุคคนโตบ้านใหญ่ คำไหนคำนั้น “เดชอิศม์ ขาวทอง” จึงโดดเด่น คล้ายจะเป็นผู้มากอบกู้ความพ่ายแพ้ของพรรคในสมรภูมิภาคใต้

ไม่ว่า “เดชอิศม์ ขาวทอง” จะสมหวังได้เป็นรองหัวหน้าพรรค หรือได้รางวัลปลอบใจเป็นรองเลขาธิการพรรค นับจากนี้ไป ปชป.ก็คงไม่เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธ.ค.2564 พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยมีวาระพิเศษเลือกตั้งรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ภาคใต้ และรองเลขาธิการพรรค ซึ่งแคนดิเดตคู่ชิงรองหัวหน้าพรรคฯคือ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย และเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลาสมัยแรก

หลายคนอาจกังขา เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา 1 สมัย ทำไมจึงหาญกล้าลงแข่งกับ ส.ส.รุ่นใหญ่ หากมองสถานการณ์ของค่าย ปชป. ยุคที่มีเลขาธิการพรรคชื่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน แล้วจะได้คำตอบของเรื่องนี้

เดชอิศม์ ขาวทอง หรือที่ชาวสงขลาเรียกกันติดปากว่า นายกชาย มีคติประจำใจที่ว่า ไม่มีพรรค มีแต่พวก และเพื่อน ซึ่งนักการเมืองแบบเดชอิศม์ อาจไม่ใช่พิมพ์นิยมของ ปชป. เพราะเขาถอดแบบจาก จองชัย เที่ยงธรรม

แฟนพันธุ์แท้ ปชป. จึงรู้สึกแปลกๆ กับวิธีการบริหารพรรคสไตล์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ส่งผลให้ ส.ส.สมัยแรกอย่างเดชอิศม์ ขาวทอง และชัยชนะ เดชเดโช ก้าวขึ้นมาผู้นำได้

‘ศิษย์เอกจองชัย’

เส้นทางการเมืองของ วรวิทย์ ขาวทอง หรือ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เกิดที่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ก้าวสู่ถนนการเมืองท้องถิ่น เป็น สจ.สงขลา เขต อ.รัตภูมิ และเป็นนายก อบจ.สงขลา สมัยเลือกทางอ้อม ผู้คนจึงเรียก “นายกชาย”

สมัยเดชอิศม์ เป็น สจ.สงขลา ก็ทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนให้ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. อีกด้านหนึ่ง เดชอิศม์เคารพนับถือ จองชัย เที่ยงธรรม อดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.พรรคชาติไทย โดยสนิทสนมขนาดได้รับอนุญาตให้เรียกป๊าจองชัยได้

เลือกตั้งปี 2548 เดชอิศม์ อยากลงสมัคร ส.ส.สงขลา ในสีเสื้อพรรค ปชป. แต่ไม่มีที่ว่าง เดชอิศม์จึงไปสวมเสื้อพรรคไทยรักไทย ลงสนามสงขลา เขต 5 แต่ก็พ่ายประพร เอกอุรุ ตัวแทนของ นิพนธ์ บุญญามณี พรรค ปชป.

ปี 2551 ถาวร เสนเนียม สนับสนุนเดชอิศม์ ลงชิงนายก อบจ.สงขลา แข่งกับ นวพล บุญญามณี น้องชายนิพนธ์ ผลปรากฏว่า เดชอิศม์แพ้ยกแรก

ปี 2552 นวพล บุญญามณี ถูก กกต. แจกใบเหลือง ต้องเลือกตั้งนายก อบจ.ใหม่ ค่ายนิพนธ์ส่งอุทิศ ชูช่วย ลงสนาม ชนคู่ปรับเก่าเดชอิศม์ แต่เที่ยวนี้ค่ายถาวร ก็พ่ายซ้ำสอง

หลังพ่ายเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา 2 ครั้งซ้อน เดชอิศม์ก็เดินหน้าทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และช่วยเหลือเพื่อนฝูงตามประสาคนใจใหญ่ ใจถึงพึ่งได้

ก่อนเลือกตั้งปี 2562 เดชอิศม์พยายามเสนอตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรค ปชป. โดยการสนับสนุนของถาวร และในที่สุด นายกชายก็ได้สวมเสื้อ ปชป.สมใจปรารถนา

‘บ้านใหญ่สงขลา’

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว ค่าย ปชป.พ่ายยับในสนาม 14 จังหวัดภาคใต้ แต่ “เดชอิศม์ ขาวทอง” ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรก และได้คะแนนมากที่สุดใน จ.สงขลา

ปลายปี 2563 ถาวร เสนเนียม ,นิพนธ์ บุญญามณี และเดชอิศม์ ขาวทอง ร่วมกันสนับสนุนไพเจน มากสุวรรณ์ ลงชิงนายก อบจ.สงขลา ชน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ค่ายพลังประชารัฐ แต่ไพเจนก็ชนะขาดลอย นอกจากนี้ เดชอิศม์ ยังส่งภรรยาน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล เข้าไปเป็นรองนายก อบจ.สงขลา คนที่ 2

หลังศึก อบจ.สงขลา ทำให้เดชอิศม์ เปล่งบารมีอย่างสูงในสนามการเมืองสงขลา บวกกับการได้รับความไว้วางใจจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน เขาจึงวางแผนการเมืองในอนาคต โดยวางตัว สุภาพร กำเนิดผล เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 สงขลา หลังถาวร เสนเนียม ถูกตัดสิทธิ์อันเนื่องจากคดี กปปส.

พร้อมกันนั้น เดชอิศม์ยังส่งลูกชาย ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ไปเดินพบปะชาวบ้านในเขต 3 ซึ่งเป็นเขตเดิมของวิรัตน์ กัลยาศิริ (เสียชีวิตแล้ว) ส่วนลูกชายอีกคนหนึ่งคือ วงศ์วชิระ ขาวทอง เป็น ส.อบจ.สงขลา เขต 1 อ.รัตภูมิ

การเมืองสงขลาวันนี้ ชีวิตของ ถาวร เสนเนียม เสมือนยามตะวันลาลับ แต่เดชอิศม์ ขาวทอง ไม่ต่างจากยามตะวันรุ่ง อนาคต ปชป.ภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงแน่ แต่จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้ามีคำตอบ

พงศกรเดิมพัน “สุดารัตน์” ปักธงขอนแก่น ชนหลานชายเจ๊ระเบียบรัตน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497322

17 ธ.ค. 2564 |18:55 น.

พงศกรเดิมพัน "สุดารัตน์" ปักธงขอนแก่น ชนหลานชายเจ๊ระเบียบรัตน์

คาราวานปั้นแบรนด์ไทยสร้างไทย “สุดารัตน์” ไม่หวั่น พท.แลนด์สไลด์ เชื่อมั่นตระกูลอรรณนพพร ปักธง ส.ส.เขตเมืองขอนแก่น ล้มแชมป์เก่าหลานชายเจ๊ระเบียบรัตน์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

รู้ว่าเป็นพรรคใหม่ “สุดารัตน์” จัดทีมคาราวานสร้างไทย 77 จังหวัดเคลื่อนขบวนพบประชาชน ปั้นแบรนด์ไทยสร้างไทยให้ติดตลาด

กติกาบัตร 2 ใบ ไม่เอื้อต่อพรรคใหม่ “สุดารัตน์” ต้องหาพื้นที่ ส.ส.เขต ให้ได้ โดยฝากความหวังไว้กับพงศกร อรรณนพพร แม่ทัพใหญ่ขอนแก่น

ทีม “สุดารัตน์” ย่อมรู้ดีสนามภาคอีสาน เพื่อไทยเต็งแชมป์ แต่ตระกูลอรรณนพพร ก็มีจุดแข็ง พอที่จะเบียดแชมป์เก่าเข้าป้ายได้

ปลายเดือน ธ.ค.2564 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค จัดทีมคาราวานสร้างไทย 77 จังหวัด เคลื่อนขบวนไปพบประชาชนที่ชัยภูมิ, ขอนแก่น และยโสธร

เมื่อเดินทางมาถึงขอนแก่น คุณหญิงสุดารัตน์ ได้รับการต้อนรับอย่างม่วนซื่นโฮแซว และมีไฮไลต์อยู่ที่การเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ พร้อมกับแนะนำตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 3 คนในพื้นที่ขอนแก่น คือ รัมภามาศ ทีฆธนานนท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ,นพ.กันณพงศ์ อัครชัยพงษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 และพชรกร อรรณนพพร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 9

พูดจาภาษาเซียนการเมืองขอนแก่น นักมวยในค่ายไทยสร้างไทยของ “สุดารัตน์” ที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะมากที่สุดบนสังเวียนเมืองขอนแก่น ก็คือ พชรกร อรรณนพพร ลูกชายของพงศกร อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น หลายสมัย

ที่มั่นหนองสองห้อง

วันแรกที่ “สุดารัตน์” ก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย ก็มี พงศกร อรรณนพพร ยืนเคียงข้าง ซึ่งทั้งคู่เคยมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เมื่อปลายปี 2562

ยุคพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง พงศกรมีบทบาทสำคัญในพื้นที่ขอนแก่น และส่งภรรยา-ดวงแข อรรณนพพร เป็น ส.ส.ขอนแก่นอีกคน แถมได้เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช

ปี 2561 พงศกรได้ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะมีภารกิจจากเจ๊แดงให้ไปตั้งพรรคเพื่อธรรม โดยสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และพงศกร เป็นเลขาธิการพรรค


ปี 2562 คนแดนไกลปรับแผนใหม่ ตั้งพรรคไทยรักษาชาติ พงศกรจึงลาออกจากเพื่อธรรม มาลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ แต่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง

สาเหตุที่ พงศกร กล้าตัดสินใจก้าวออกมาจากพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นนักการเมืองประเภทดาวฤกษ์ ไม่กังวลเรื่องกระแสแลนด์สไลด์ 

เนื่องจาก อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น เป็นที่มั่นธุรกิจ-การเมืองของ พงศกร อรรณนพพร แห่ง หจก.อื้องี่กี่ ตระกูลพ่อค้าพืชไร่รายใหญ่

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคเพื่อไทยขอนแก่น ก็มีปัญหาเรื่องการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.อยู่บ้าง เพราะโซนชายขอบติดกับ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ มี 2 ตระกูลการเมืองใหญ่ที่แข่งขันกันเองคือพงศกร อรรณนพพร กับระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

พชรกร อรรณนพพร ลูกชายพงศกร แม่ทัพไทยสร้างไทยพชรกร อรรณนพพร ลูกชายพงศกร แม่ทัพไทยสร้างไทย

ถ้ายังจำกันได้ เลือกตั้ง ส.ว.ขอนแก่น ปี 2549 ระเบียบรัตน์หนุนน้องสาว รัตนาภรณ์ สมบูรณ์ ลงสนามแข่งกับดวงแข อรรณนพพร ภรรยาของพงศกร ปรากฏว่า ดวงแขชนะขาดลอย

‘ชนหลานระเบียบรัตน์’

แม้ว่าผลการสำรวจของอีสานโพล จะพบว่า “สุดารัตน์” มีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งและคนอีสานอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากมีเลือกตั้งวันนี้ ชาวบ้านก็ยังเลือกพรรคเพื่อไทย

การเลือกตั้งสมัยหน้า สังเวียนขอนแก่นจะมี ส.ส.เพิ่มจาก 10 คน เป็น 11 คน ฉะนั้นการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ของไทยสร้างไทยนั้น ก็ยึดตาม 10 เขตเดิม

พงศกร วางตัวลูกชายฟลุค- พชรกร อรรณนพพร เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 9 (หนองสองห้อง,ชนบท,โนนศิลา, และเปือยน้อย) ฐานที่มั่นเดิมของตระกูลอรรณนพพร

สำหรับเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 วันนิวัติ สมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 9 ซึ่งวันนิวัติเป็นลูกชาย รัตนาภรณ์ สมบูรณ์ เจ้าของโรงเรียนอมตวิทยา อ.หนองสองห้อง และเป็นหลานรักของระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

เท่ากับว่าเลือกตั้งสมัยหน้า สนามเขต 9 จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง พชรกร อรรณนพพร ลูกชายพงศกร กับวันนิวัติ สมบูรณ์ หลานชายเจ๊ระเบียบรัตน์

ส่วนทายาทการเมือง 2 คนของพงศกร ที่ยังสังกัดเพื่อไทย อย่างสรัสนันท์ อรรณนพพร ลูกสาวคนที่ 2 ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 และบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 น้องชายพงศกร ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวเรื่องย้ายพรรค

ความชัดเจนน่าจะมีขึ้นหลังการยุบสภา ตระกูลอรรณนพพร คงจะได้พิสูจน์ให้คนขอนแก่นเห็นว่า เลือดข้นกว่าน้ำ