ช่วยกันเชื่อเรื่องติดโคบ้าแล้วยกเลิกการเยือนประเทศไทย โดย รามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497196

รามจักร

17 ธ.ค. 2564 |00:21 น.

ช่วยกันเชื่อเรื่องติดโคบ้าแล้วยกเลิกการเยือนประเทศไทย โดย รามจักร

เกิดข้อสงสัยว่าเหตุผลที่แท้จริงในการเลื่อนการเยือนนั่นคืออะไร โดยเฉพาะเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วก็ไม่มีใครลงจากเครื่องบินมาพูดจาหารือกับฝ่ายไทยเลยแม้แต่คนเดียว ติดตามเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้ ในเจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของสหรัฐฯ มีกำหนดการเดินทางเยือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้มีภูมิยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและแวดล้อมทะเลจีนใต้


จึงเห็นเบื้องลึกของการเดินทางเยือน 3 ประเทศนี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกที่ต่อต้านรัสเซีย จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือนั่นเอง
 

สำหรับกองเชียร์รัฐบาลก็ย่อมหวังประโยชน์จากการเยือนครั้งนี้ เพราะมีฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าสหรัฐฯไม่เชิญไทยเข้าร่วมการประชุมประชาธิปไตยเป็นการตอกหน้ารัฐบาลไทย ซึ่งความจริงการไม่เชิญนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญเพราะมีประเทศร่วมร้อยประเทศที่มีประชากร 80 กว่าเปอร์เซ็นของโลกก็ไม่ได้รับเชิญและเขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ในขณะที่ประเทศที่ถูกรับเชิญนั้นก็มีฐานะเป็นลิ่วล้ออย่างเช่นไต้หวันเป็นต้น

จึงมีคนตั้งความหวังที่จะใช้เกณฑ์การเยือนประเทศไทยเพื่อกอบกู้หน้ารัฐบาล จึงมีการประโคมข่าวเรื่องการเยือนครั้งนี้อย่างกว้างขวาง ครั้นมีข่าวกระเซ็นกระสายด้วยว่าจะเลื่อนการเยือน ก็มีการตอบโต้ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนเด็ดขาด
 

แต่ในที่สุดรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของสหรัฐฯเรื่องการเยือนหลังจากเดินทางเยือนอินโดนีเซียและมาเลเซียแล้ว และแถลงในขณะที่เครื่องบินมาลงที่ประเทศไทยแล้ว และเมื่อเติมน้ำมันแล้วก็บินจากประเทศไทยโดยไม่มีใครลงมาพบหรือเจรจากับฝ่ายไทยเลย


ข้ออ้างในการเลื่อนการเยือนประเทศไทย คือ มีนักข่าว 2 คนที่ติดตามคณะติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ก่อนกำหนดการเยือนประเทศไทย 1 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตั้งแต่เริ่มเดินทางจนกระทั่งก่อนจะเดินทางมาประเทศไทยก็ยืนยันว่าไม่มีใครติดเชื้อไวรัสโควิด 19 การที่จู่ ๆ ประกาศเลื่อนการเยือนเพราะนักข่าว 2 คนติดเชื้อโควิด

โดยที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศและคณะไม่ได้ติดเชื้อ จึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนัก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุผลที่แท้จริงในการเลื่อนการเยือนนั่นคืออะไร โดยเฉพาะเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วก็ไม่มีใครลงจากเครื่องบินมาพูดจาหารือกับฝ่ายไทยเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆที่ไม่มีผู้ใดติดเชื้อโควิด 19 และสามารถรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยได้

ดังนั้น อะไรคือเบื้องลึกของการเลื่อนการเยือนครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้าและประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่


(1) เห็นว่าสถานะของรัฐบาลที่สภาล่มแล้วล่มอีกและมีม็อบไม่เว้นแต่ละวันและข่าวคราวการแตกแยกภายในรัฐบาล จะทำให้แม้มีการพบปะเจรจาก็ไม่มีประโยชน์อันใด


(2) เป็นการแสดงท่าทีไม่พอใจต่อการที่รองนายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางเงียบไปเจรจากับรัฐบาลพม่า และมีการเจรจากับชนกลุ่มน้อยชายแดนไทยประสานกันเพื่อไม่ให้เกิดสงครามตลอดพื้นที่แนวชายแดนไทยกับพม่า ทำให้ชาติใด ๆ ไม่สามารถอ้างเหตุยกกองทหารเข้ามาตั้งในประเทศไทยได้


(3) เป็นท่าทีที่ต้องการกดดันรัฐบาลไทยอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือการที่ประเทศไทยส่งกองทัพเรือไปร่วมซ้อมรบกับรัสเซียแถบช่องแคบมะละกา ซุนดา และแลมบ๊อก เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพราะการซ้อมรบนั้นคือการแสดงท่าทีที่จะขัดขวางไม่ให้กองทัพเรือที่ 7 และที่ 5 ของสหรัฐฯเชื่อมต่อกัน โดยผ่านทั้ง 3 ช่องแคบนี้


 จะเป็นประการใดก็ต้องติดตามกันดู

สะเทือน พท. “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” บ้านใหญ่มุกดาหาร สะดุดคดีฉาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497172

16 ธ.ค. 2564 |19:47 น.

สะเทือน พท. "อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์" บ้านใหญ่มุกดาหาร สะดุดคดีฉาว

ถึงคิวเพื่อไทย “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” เจอคดีฝ่าฝืนจริยธรรม ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สะเทือนหัวเมืองชายโขง วิบากเที่ยวนี้ บ้านใหญ่ยงศิลป์มุกดาหาร คงต้องปรับขบวนครั้งใหญ่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สะเทือนหัวเมืองชายโขง “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีฝ่าฝืนจริยธรรม ปมเรียกรับเงินแลกกับการผ่านงบประมาณ

เล่นการเมืองท้องถิ่นมานานกว่า 20 ปี “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” เพิ่งเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 กลับต้องเจอคดีครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต

ทายาทตระกูลใหญ่เมืองมุกดาหาร “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ต้องลุ้นจะพ้นพงหนามหรือไม่เฉพาะหน้าอาจต้องหาตัวแทนลงสนาม ส.ส.สมัยหน้า

วันที่ 15 ธ.ค.2564 ศาลฎีกา อ่านคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 4/2564 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง และอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาทจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแลกกับการผ่านงบประมาณ ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วและมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้คัดค้านย่อมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 วรรคสาม นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 10 ก.พ.2565

อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และคงใช้เวลาในการต่อสู้คดี แต่ในทางการเมือง อนุรักษ์คงหาตัวแทนสำหรับสนามใหญ่ไว้แล้ว หากเกิดมีการยุบสภาฯในปีหน้า

‘บ้านใหญ่เมืองมุก’

แวดวงการเมืองท้องถิ่น จะรู้จักชื่อเสียงของ “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” เนื่องจากเขาเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ติดต่อกัน 3 สมัย ก่อนขยับขึ้นมาเล่นการเมืองระดับชาติ

หัวเมืองชายแดนอย่างมุกดาหาร มีนักธุรกิจเก่าแก่ไม่กี่ตระกูล และหนึ่งในนั้น คือ กิจยง-อุบล ตั้งปณิธานนท์ ที่ดูแลกิจการขายเฟอร์นิเจอร์ ,โรงแรม และบริษัทรถทัวร์ มุกดาหาร – กรุงเทพฯ

อนุรักษ์ เป็นลูกชายคนสุดท้อง ในช่วงวัยรุ่นมีวีรกรรมโลดโผน สร้างปัญหาให้แก่เตี่ยและแม่อย่างมาก แต่ได้อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ช่วยกล่อมเกลา จึงทำให้อนุรักษ์กลับตัวกลับใจ หันมาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ในนาม หจก.ยงศิลป์มุกดาหาร

ช่วงปี 2526-2544 อนุรักษ์ทำธุรกิจกับส่วนราชการ มูลค่าการลงทุนรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 700–800 ล้านบาท ทั่วเมืองมุกดาหาร หจก.ยงศิลป์มุกดาหาร จัดว่าเป็นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด

ปี 2537 อนุรักษ์เริ่มทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรชื่อมุกดาแลนด์ พร้อมกับตั้งกลุ่มเรารักมุกดาหาร เล่นการเมืองท้องถิ่น และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร 3 สมัย

ปี 2550 เถ้าแก่ หจก.ยงศิลป์มุกดาหาร ลาออกจากนายกเล็ก ลงสมัคร ส.ส.มุกดาหาร สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพราะสู้กระแสคนรักทักษิณไม่ได้

การเมืองมุกดาหารไม่เปลี่ยน นับแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน เมื่อมนต์รักประชานิยมครองใจชาวบ้าน ปี 2554 อนุรักษ์จึงย้ายมาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว


‘เรารักมุกดาหาร’

เมื่อทิ้งเก้าอี้นายกเล็กมาลงสนามใหญ่ “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ก็ผลักดันภรรยา สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ นำทีมเรารักมุกดาหาร ลงสนามเลือกตั้งเทศบาล และได้เป็นนายกเล็กเมืองมุกดาหาร สืบต่อจากสามี

อนุรักษ์-สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์อนุรักษ์-สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร เมื่อเดือน มี.ค.2564 สุวรรณี ได้รับเลือกเป็นนายกฯ อีกสมัย พร้อมทีม สท.เรารักมุกดาหาร

ศึกเลือกตั้งนายกเล็กมุกดาหารครั้งที่ผ่านมา กลุ่มเรารักมุกดาหาร ต้องแข่งกับคณะก้าวหน้า ที่ส่ง สุเทพย์ เซียสกุล นักการเมืองท้องถิ่นลงแข่ง แต่ก็พ่ายแพ้แก่กลุ่มบ้านใหญ่ยงศิลป์มุกดาหาร

คอการเมืองแถวชายโขง คาดหมายว่า สุวรรณีอาจเป็นตัวแทนของอนุรักษ์ในสนามใหญ่ หากเกิดเหตุยุบสภาฯ ในเร็ววันนี้

ป้อมสิ้นมนต์ “อัศวิน” บินเดี่ยว เชื่อใจกองหนุนขาใหญ่เมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497166

16 ธ.ค. 2564 |19:16 น.

ป้อมสิ้นมนต์ "อัศวิน" บินเดี่ยว เชื่อใจกองหนุนขาใหญ่เมืองหลวง

ผ่าสมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.”อัศวิน” เมินพลังป้อม ขอลุยเดี่ยว มั่นใจกองหนุนกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ แหล่งรวมจอมยุทธ์เมืองหลวง เพาะเป้าสร้างแกนเต็มพื้นที่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไม่เปิดตัวแต่เดินเต็มที่ “อัศวิน” ซุ่มจัดทัพเตรียมลุยสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่กังวลเรื่องเรตติ้งจะสู้ชัชชาติ หรือ ดร.เอ้ ไม่ได้

หลังจักรทิพย์ถอย “อัศวิน” นึกว่าพลังประชารัฐจะหนุน แต่ผู้กองธรรมนัสกลับไปดึงผู้ว่าฯ หมูป่ามาเสียบแทน สุดท้ายค่ายลุงป้อมก็กินแห้ว

ประเมินนาทีนี้ “อัศวิน” คงขอบินเดี่ยว ไม่พึ่งสีเสื้อพรรคใหญ่ เพราะเตรียมคน เตรียมเสบียงสู้รบไว้พร้อมแล้ว

พลันที่ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ปฏิเสธเรื่องจะลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. นักข่าวก็ตรงไปถาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ตัดสินใจหรือยัง จะลงสมัครอิสระหรือในนามพลังประชารัฐ ปรากฏว่า “อัศวิน” ไม่ตอบคำถามใดๆ เดินหนีนักข่าวอย่างเดียว


ข่าวความเคลื่อนไหวในสมรภูมิท้องถิ่นเมืองกรุง ที่มีสีสันในรอบสัปดาห์นี้คือ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงชิงผู้ว่าฯ กทม. นับเป็นรายที่สองต่อจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เปิดตัวไปแล้วเมื่อสองปีก่อน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน แม้จะยังไม่เปิดตัว แต่ทีมงานกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ก็นำร่องแสดงพลังหนุน “อัศวิน” เป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยไปเรียบร้อยแล้ว

‘ป้อมอกหัก’

ต้องยอมรับว่า “อัศวิน” เป็น ผู้ว่าฯ กทม. โดยการแต่งตั้้งของ คสช. และอยู่ในตำแหน่งมายาวนาน จนมีข่าวว่า พี่น้อง 3 ป.จะสนับสนุนให้ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.เสียด้วยซ้ำไป

กระทั่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ตัดสินใจจะลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็มีข่าวทำนองว่า ผู้ใหญ่ในพลังประชารัฐจะหนุนจักรทิพย์แทน “อัศวิน”

เมื่อจักรทิพย์ถอย “อัศวิน” ก็นึกว่า พลังประชารัฐจะหันมาเทใจให้ตัวเอง ตรงกันข้าม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับเปลี่ยนแผนไปดึงตัวผู้ว่าฯหมูป่า มาลงสนาม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า คุณสมบัติไม่ผ่าน

ในที่สุด ผู้ว่าฯหมูป่า ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯ ปทุมธานี ต้องออกมาแถลงปฏิเสธ และขอบใจผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส แต่ติดเรื่องคุณสมบัติส่วนตัว โยนลูกกลับไปที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต้องกุมขมับจะหาใครมาลงสนาม

‘อัศวินบินเดี่ยว’

ไม่ว่าพลังประชารัฐจะคิดอย่างไร ชั่วโมงนี้ “อัศวิน” คงไม่รอแล้ว โดยจะขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรค แต่มีกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เป็นกองหนุน

กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เปิดตัวมา 2 ปีกว่าแล้ว เป็นการรวมตัวกันของผู้ที่มีจิตอาสาอยากช่วยเหลือสังคมและรับใช้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ โดยมี กิติภูมิ นีละไพจิตร์ ผู้จัดการตลาดทุ่งครุพลาซ่า เป็นประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ

จากกลุ่มจิตอาสามาถึงวันนี้ กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ได้เข้าสู่โหมดสู้รบในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น จึงได้เห็นบทบาทของสุชัย พงษ์เพียรชอบ เลขาธิการกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ และประธานกลุ่มรักษ์กรุงเทพ เขตคลองเตย 2 ผ่านสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ

เฮียต่าย สุชัย พงษ์เพียรชอบ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เป็นน้องชายของเฮียหมู สุธีร์พงษ์ เพียรชอบ ซึ่งทั้งคู่เป็นมือทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีหน้าที่ดูแลตลาดคลองเตย หรือบริษัท ตลาดคลองเตย (2551) จำกัด

เมื่อเร็วๆนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง แต่งตั้ง สามารถ มะลูลีม อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.พร้อมกันนั้น ยังตั้งสมาชิกกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ หลายคนเป็นคณะทำงานกระจายตามเขตต่างๆ

สำหรับสมาชิกกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ 30 คน ประกอบด้วยนักการเมืองท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ยกตัวอย่างนฤมล มิ่งขวัญ เขตบางกะปิ หนึ่งในทีมงานกลุ่มพลังใหม่ ของสมหมาย สกุลเมตตา โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง

คำรณ บำรุงรักษ์ อดีต ส.ก.เขตบางนา และอดีตรองประธานสภากรุงเทพฯ, พรพิมล คงอุดม ลูกสาวของชัช เตาปูน และอดีต ส.ก.เขตบางซื่อ และพงศ์ไพศาล มะลูลีม น้องชายสามารถ มะลูลีม อดีต ส.ส.กทม.

นอกจากนี้ ยังทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้โยกมาอยู่กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ หลายคน อาทิ สิระ ขาวนุ่น เขตหลักสี่, ยงวุฒิ ทองอยู่ เขตทวีวัฒนา และอภิชาติ จรัสโภคา เขตประเวศ

สุชัย พงษ์เพียรชอบ แกนหลักกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯสุชัย พงษ์เพียรชอบ แกนหลักกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ

นัยว่า กลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ เตรียมส่งผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 30 เขต และไม่ขอลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ ตามข้อเสนอของบ้านป่ารอยต่อฯ

เมื่อจัดทัพไว้พร้อมสรรพ พล.ต.อ.อัศวิน จึงไม่แคร์ว่า พลังประชารัฐจะหนุนหรือไม่ เพราะกลุ่มรักษ์กรุงเทพฯ ลุยทำงานเพาะเป้าสร้างแกนในชุมชนจนฐานแน่นปึ้ก

ฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาลใครควรรับผิดชอบปัญหา “สภาล่ม” ซ้ำซาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497121

16 ธ.ค. 2564 |14:19 น.

ฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาลใครควรรับผิดชอบปัญหา "สภาล่ม"  ซ้ำซาก

วิกฤติ “สภาล่ม” ซ้ำซาก ส.ส.รัฐบาล-ส.ส.ฝ่ายค้าน ต้องร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ทำไมจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยังไม่ได้รับการแก้ไข

ฝ่ายค้าน หรือ ฝ่ายรัฐบาลใครควรรับผิดชอบปัญหา "สภาล่ม"  ซ้ำซาก

3 พฤศจิกายน 2564  เป็นครั้งแรกของสมัยประชุมนี้ ที่สภาล่ม ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการรับการทำหน้าที่ของประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ นิโรธ สุนทรเลขา ระหว่างที่ประชุมสภา กำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพยาน เข้าสู่การพิจารณามาตรา6  เมื่อประธานส่งสัญญาณให้สมาชิกแสดงตน ในที่ประชุม นายสุชาติ ตันเจริญ ตรวจสอบองค์ประชุมแล้วไม่ครบ จึงได้สั่งปิดการประชุม

17 พฤศจิกายนจารณาร่าง พ.ร.บ.เครื่องสำอางค์ ซึ่งการพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาพิจารณาอยู่แล้ว แต่องค์ประชุมอยู่กันอย่างบางตา โดยช่วงการแสดงตนก่อนลงมติรับหลักการ มีส.ส.แสดงตนเพียง 239 คน เกินกึ่งหนึ่งขององค์ประชุมมาเพียงเสียงเดียวเท่านั้น ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ก็สั่งปิดประชุมเอาดื้อๆ

1 เดือนผ่านมา เหตุการณ์เดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 ผู้ทำหน้าที่ประธานคนเดิม ต้องสั่งปิดการประชุมด้วยปัญหาองค์ประชุมไม่ครบเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้น  สภาล่มคราวนี้ ได้รับการชี้แจงจาก ชินวรณ์ บุญเกียรติ รองประธานวิปรัฐบาลว่าส่วนหนึ่งเกิดจากฝ่ายค้าน พยายามเล่นเกมไม่แสดงตนทั้งที่นั่งอยู่ห้องประชุมสภา เมื่อเห็นว่าจำนวนส.ส.รัฐบาลอยู่ร่วมกันในห้องประชุมจำนวนน้อย ถือเป็นบทบาท ที่เปลี่ยนไปจากการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ผ่านมา เพราะมุ่งแต่เล่นเกมการเมือง

แต่หากยังจำกันได้ ในสมัยประชุมที่ผ่านมา ชวน หลีกภัยประธานสภา เคยระบุไว้ว่า องค์ประชุมสภาเป็นหน้าที่ของส.ส.ทุกคน ไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่ในระบบรัฐสภานี้ การจะได้เป็นรัฐบาลก็ต้องมีเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมเสียงข้างมากให้พร้อม นี่ย่อมชี้ชัดว่า รัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบ กรณีองค์ประชุมไม่ครบไม่ได้   

ตลอดสามปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า  รัฐบาลไม่ค่อยประสบปัญหาเรื่ององค์ประชุม วิปรัฐบาล ภายใต้การนำของวิรัช รัตนเศรษฐ ทำให้เห็นว่า สามารถเจรจากับฝ่ายค้าน เพื่อเดินงานในสภา แม้จะไม่ราบรื่นเต็มร้อย แต่ก็พอจะพูดจากับฝ่ายค้านได้ 
แต่กว่าหนึ่งเดือนที่เปิดประชุมสภามา  ยังไม่เห็นบทบาท เช่นว่า ของประธานวิปรัฐบาล คนใหม่   ไม่ปรากฏบทบาทว่ามีความพยายามแก้ปัญหา จึงถูกนินทาว่ายังสอบไม่ผ่าน  แม้แต่การรับน้อง

บทบาท5พรรค บนสนามเลือกตั้งซ่อมส.ส.-ผู้ว่าฯกทม. มั่นใจสูงหรือแค่ขาสั่นสู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497036

15 ธ.ค. 2564 |22:15 น.

บทบาท5พรรค บนสนามเลือกตั้งซ่อมส.ส.-ผู้ว่าฯกทม. มั่นใจสูงหรือแค่ขาสั่นสู้

หากมองไปยังลีลาของ 5 พรรคการเมือง ที่มีบทบาทนำบนเวทีการเมือง ตอนนี้ก็มีทั้งเร่งชิงกระแสชนิดมั่นใจตัวเองสูง กับอีกประเภท ที่กำลังหาญกล้าท้ารบ เพียงแต่ขาสั่นสู้ ติดตามการวิเคราะห์สำคัญ ที่เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

จังหวะการเมืองยามนี้-ปีหน้า ร้อนขึ้นเรื่อยๆ หากมองไปยังลีลาของ 5 พรรคการเมือง ที่มีบทบาทนำบนเวทีการเมือง ตอนนี้ก็มีทั้งเร่งชิงกระแสกับกำลังขบคิดอย่างหนักบนเกมเสี่ยงเช็คความนิยม 

เริ่มด้วย “พรรคพลังประชารัฐ” พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลชุดนี้ ต้องหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.กันใหม่ (ครั้งแรก”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อดีตผบ.ตร.ถอนตัว) หลัง”ผู้ว่าฯหมูป่า”ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าฯปทุมธานี ส่งเสียงชัดล่าสุด “คุณสมบัติไม่ครบและขอรับราชการจนเกษียณ”  

ส่วนผู้ว่าฯเมืองหลวงคนปัจจุบัน”พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง”จะได้รับสิทธินี้จากพปชร.หรือไม่นั้น”ก็ยังไม่ชัด…” เนื่องจากเบื้องต้น”จักรพันธุ์ พรนิมิตร” แกนนำภาคกทม.บอกชัดหลายวันก่อนทำนองว่า“ไม่แฮปปี้กับชื่อนี้”

แม้บางคนมองว่าพล.ต.อ.อัศวิน จะเป็นหนึ่งในใจของสร.1และมีทีมงานรักษ์กรุงเทพไว้เป็นกำลังเสริมในการลงสมัครส.ก.หลายสิบคนแล้วก็ตาม  เพราะมีกระแสว่า”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ไปตามคนของพรรคกลับมาสวมเสื้อพรรคลงแข่งขันในสนามกทม.และ”ลุงป้อม”บอกสื่อมวลชนล่าสุดว่า“ไม่ยืนยันว่าจะหนุนพล.ต.อ.อัศวินหรือไม่”

รวมทั้งการส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ชุมพร เขต 1 และสงขลา เขต 6  ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 ม.ค. 2565 โดยแกนนำ พปชร.จะคุยกันอีกครั้งวันที่ 21 ธ.ค.นี้ว่า จะเอาอย่างไรกับการปักธงสองเขตนี้  (แต่เชื่อว่าสุดท้ายพปชร.ต้องส่งคนลงแข่งขัน และหาแกนนำที่รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว เพราะพล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ และพ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะเพื่อนรัก”พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” ที่เคยร่วมมือกันจัดทัพผู้สมัครส.ส.ทั่วภาคใต้ ในนามพลังประชารัฐย้ายขั้วแล้ว โดย”พล.ต.กลชัยหรือ เสธ.แอ๊ด” ไปหนุนพรรคภูมิใจไทย ส่วน”ผู้การชาติ” ไปขึ้นฝั่งกับพรรคกล้า)

เหตุที่ประเมินว่าสุดท้ายแล้ว หัวหน้าพรรคพปชร.จะลงนามส่งผู้สมัครผู้แทนราษฎรในสองเขตปักษ์ใต้นั้นแม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อมก็ตาม (แม้วันข้างหน้า”ตระกูลจุลใส”จะย้ายสังกัดมาอยู่กับลุงป้อม…)  

แต่อย่าลืมว่าที่ผ่านมาพปชร.ลุยปักธงสนามเลือกตั้งซ่อมส.ส. เช่น นครศรีธรรมราช เขต 3, สมุทรปราการ เขต 5 ,ลำปาง เขต 4, ขอนแก่น เขต 7  และรวบชัยชนะไว้ได้โดยหลายเขตนั้นมีการอ้างว่าเป็นผลงานและลีลาของเลขาธิการพรรค “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า” และตอนนี้ผู้กองคนดังทยอยเปิดตัวสมาชิกพรรคในหลายจังหวัดโดยเฉพาะปักษ์ใต้ที่ทาบทามบางคนในครอบครัว”ธรรมเพชร”มาเตรียมลุยสนามพัทลุง เพราะมองว่าไม่ช้านานคดีเสียบบัตรแทนกันของ 2 ส.ส.เขตหนึ่งและเขตสอง จ.พัทลุง (จะนับรวมเขตดุสิต-บางซื่อพ่วงด้วยก็ได้เพราะ”ธนิกานต์ พรพงศาโรจน์” ส.ส.กทม.พปชร.ก็โดนข้อหานี้ด้วย) จะมีผลคำวินิจฉัย (มีโอกาสเลือกตั้งใหม่สูงทั้งสามเขตข้างต้น)    

หากต้องลงคะแนนใหม่ก่อนเลือกตั้งใหญ่ แม้เวลาจะเหลือไม่นานกับสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 28  แต่เชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นมาจริง รับรองว่าต้องมีการแข่งขัน โดยเฉพาะพรรคต่างๆที่หวังปักธงไว้ให้ได้ แม้ส.ส.เหล่านี้จะมีเวลาทำงานไม่นานนัก แต่มันมีผลทางจิตวิทยาการเมืองในพื้นที่นั้นๆ สำหรับการเลือกตั้งงวดถัดไป

มองลงไปให้ลึก พบว่า “ผู้กองคนดัง” หวังสะสมกำลังพลที่มีในมือในตอนนี้ไว้ให้มากสุด เพื่อวันข้างหน้าจะได้มีแต้มต่อทางการเมือง หลังต้องเจ็บปวดกับการโดนปลดกลางอากาศจากเก้าอี้รมช.เกษตรและสหกรณ์จากปลายปากกาของ”ลุงตู่”   

เพราะหากวันนั้น”ผู้กองคนดัง”จับพลัดจับผลูแบบจังหวะผีจับยัด” มีส.ส.ในมุ้งหลายสิบคน” การต่อรองทางการเมืองของ”ผู้กองคนดัง”จะมากขึ้นหลายอัตรา…คราวนี้เองแรงบีบจะตกอยู่กับ3ป.หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด…


ข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นจ.ชุมพร รายงานไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า มีผู้เสนอตัวลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 แทน” ชุมพล จุลใส” อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์  4 คน คือ 1. อิสรพงษ์ มากอำไพ( อดีตผู้ช่วย ส.ส.ของชุมพล และเลขานุการนายก อบจ.ชุมพร) ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะส่งชายคนนี้ลงสมัคร  2.  ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ( อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตรว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่)  3. พ.ต.อ. ทศพล โชติคุตร์  พรรคกล้า 4. สมบูรณ์ หนูนวล (อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ) ปัจจุบันสังกัดพรรคภูมิใจไทย(แต่พรรคภท.ยืนยันไม่ส่งคนลงแข่งขันแล้ว)


ส่วน เขต 6 สงขลาซึ่งจะต้องทดแทน”ถาวร เสนเนียม”นั้น เบื้องต้นชัดแล้วว่า พรรคสีฟ้าส่ง”สุภาพร กำเนิดผล” ในฐานะตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ และ”อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” (ลุ้นรอไฟเขียวในฐานะตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ) ด้านพรรคกล้าเคาะ”พงศธร สุวรรณรักษา” (ทนายอาร์ม) เป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตนี้

ตรงนี้รอดูว่าสุดท้ายจะมีกี่พรรคลงสนามและพรรคใดจะคว้าชัย…รวมทั้งจะมีเอฟเฟกต์ทางการเมืองระหว่างขั้วใดเกิดขึ้นบ้าง หลังวันที่16ม.ค.ปีหน้ารู้ผล…

มาที่ “พรรคประชาธิปัตย์”หลังเปิดตัว ดร.เอ้ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.พร้อมผู้สมัครส.ก.50 เขต รวมทั้งเคาะชื่อผู้สมัครส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้สองเขตแล้วนั้น  แกนนำพรรคชุดนี้หวังใจยิ่งว่าจะกู้วิกฤตให้กลับมาให้จงได้รวมทั้งยังหวังที่จะเร่งดึงแต้มที่เคยร่วงไปหลายเขตจากหลากจังหวัดคืนมา

แม้ความจริงแล้วภาคเหนือ-อีสาน-กลางคือพื้นที่เปราะบางของปชป.ที่หลายสิบปีมานี้ไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็เจาะพื้นที่ใหม่ไม่ได้และยังเสียส.ส.ในฐานเสียงเดิมไปหลายคน และต้องรอดูว่าจะใช้ใครและวิธีใดในการหาแต้มจากพื้นที่ข้างต้น

หากมองความในใจของแกนนำปชป.นั้น น่าจะอ่านออกได้ว่าพวกเขาหวังใจยิ่งว่าอย่างน้อยปักษ์ใต้ที่หดไปหลายเก้าอี้ต้องกลับคืนมาเพราะเชื่อว่าพี่น้องในพื้นที่เหล่านี้ยังเชื่อมั่นอุดมการณ์ปชป. แต่เอาเข้าจริงแล้วคู่แข่งที่ทำลายความเชื่อนี้ของแกนนำปชป.ด้วยหลากวิธีในการหย่อนบัตรคราวที่แล้วคงไม่พลาดที่จะเสียพื้นที่เหล่านั้นคืนกลับไป

ส่วนสนามกทม.หลังเปิดตัวดร.เอ้  ปรากฎว่า สื่อและโลกออนไลน์จับภาวะผิดสังเกตการอ้างอิงของดร.เอ้ว่า “อาจารย์เฮอร์เบิร์ต ไอน์สไตน์”ที่สั่งสอนดร.เอ้ เป็นทายาท”อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”นั้น  โดยอาจารย์จากสถาบัน MIT คนดังกล่าวตอบแล้วว่า”ไม่ใช่ทายาทนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคนดังกล่าว….” แม้ดร.เอ้จะอ้างว่าได้รับฟังจากรุ่นพี่ในสถาบันเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องนี้และเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจก็ตาม

นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในสนามกทม. ต่อจากนี้ไปที่ต้องเจอแรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้าม 

เพียงแค่ออกสตาร์ทเปิดตัวคนเด่นดังหวังเป็นตัวแม่เหล็ก ก่อนใครเพื่อน ก็ไม่อาจหนีพ้นขบวนการรับน้องทำลายเครดิตที่จะต้องตามมาเป็นระยะๆ  

ถัดมา “พรรคภูมิใจไทย” พรรคสีน้ำเงินไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้ทั้งสองเขตในคราวนี้ นัยว่าเป็นมรรยาททางการเมือง  โดยเรื่องนี้ชัดเจนจากหัวหน้าพรรค”อนุทิน ชาญวีรกูล” และยังบ่งชี้ว่า“ภท.ไม่แข่งขันในสนามเมืองหลวงอีกด้วย” อาจเป็นเพราะ”เสี่ยหนู”รับบทเรียนจากเลือกตั้งครั้งที่แล้วหลังทาบทามอดีตส.ก.หลายคนจากค่ายสีฟ้ามาลุ้นแต่ก็พ่ายยับ….

โดยหมากล่าสุด”คนโตอีสานใต้”ซึ่งเป็นบิ๊กบอสตัวจริงค่ายสีน้ำเงินหวังปักหมุดในพื้นที่ที่มีลุ้นสุดๆจะหวังผลได้มากกว่าโดยเฉพาะหลายเขตในอีสาน-กลาง-ใต้  ขณะเดียวกันต้องจับตาว่า”สองเขตในจ.พัทลุง”ที่รอลุ้นผลคดี”เสียบบัตรแทนกัน”ของสามผู้แทนฯแดนเทือกเขาบรรทัดนั้น ภท.จะวางใครไว้แทน”ภูมิศิษฎ์ คงมี ผู้แทนฯเขต1/ฉลอง เทอดวีระวงศ์ ส.ส.เขต2″ และบวก”นาที รัชกิจประการ”อดีตส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในฐานะแกนนำพื้นที่ภาคใต้ไปอีกคนด้วยก็ได้ เพราะเจ๊เปี๊ยะโดนตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วจากเหตุไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินให้ครบ หากแกนนำปักษ์ใต้คนนี้โดนข้อหาเพิ่มอีกนั้น ภท.วางคนอื่นแทนจะเวิร์กกว่า

“พรรคเพื่อไทย” หัวหน้าพรรคที่ชื่อ”นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว”ระบุไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เหตุเกรงฝ่ายประชาธิปไตยตัดแต้มกันเอง แต่ส่งผู้สมัครส.ก.ครบทุกพื้นที่ และไม่น่าส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ภาคใต้ทั้งสองเขต โดยอ้างเหตุผลต่างๆนานา  โดยขอเวลาเตรียมตัวลงสนามใหญ่ในเร็ววันนี้ เพื่อปักธง 350 เขตให้สมดังแคมเปญเพื่อไทยแลนด์สไลด์ แต่เอาเข้าจริงแล้วพท.ไม่คาดหวังกับการเจาะปักษ์ใต้เท่าใดนัก เพราะเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา(เว้นจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งกลุ่มวาดะห์ย้ายจากพรรคความหวังใหม่มาร่วมกับพรรคของนายใหญ่)พรรคที่นายใหญ่เชียร์สุดใจเคยทะลุพื้นที่นี้ได้หนึ่งครั้ง โดย”กฤษ ศรีฟ้า”สามารถเป็น ส.ส.พังงา พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี2548 และจากนั้นไม่เคยปักธงได้เลย

ตอนนี้พท.เร่ง”การดึงเลือดเก่ากลับบ้าน”ดำเนินการแบบต่อเนื่อง โดยอ้างกติกาที่แปรเปลี่ยนการร่วมกันสู้น่าจะเวิร์คกว่าในยามนี้ เพราะตระกูล”ฉายแสง”แห่งเมืองแปดริ้ว และ”เศกสิทธิ์ ไวยนิยมพงศ์ “อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด ที่เคยไปร่วมตั้งพรรคเส้นทางใหม่นั้น”พับโครงการและกลับบ้านเก่าแล้ว” รวมทั้ง”สามารถ แก้วมีชัย” อดีตผู้แทนฯเชียงรายที่เคยแตะมือกับพรรคไทยสร้างไทย เพราะไม่แฮปปี้บทบาทของ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์-ยงยุทธ ติยะไพรัช”ในศึกเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงรายก็คืนรังเก่าแล้วเช่นกัน    

การคัมแบ็กอาคาร”โอเอไอทาวเวอร์”ของอดีตสมาชิกเพื่อไทยนั้นนัยว่า”คนแดนไกลและคุณหญิงจันทร์ส่องหล้า”ส่งเทียบเชิญคนกันเองกลับสำนักเก่าเรื่อยๆ และมีการแบ่งขั้วอำนาจของแต่ละมุ้งในพรรคกันใหม่เพื่อมิให้ล้ำเส้นกันและกัน 

แต่ปัจจัยหนึ่งที่น่าพินิจคือ หลายจังหวัดที่อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยย้ายไปพรรคคู่แข่งและพื้นที่เหล่านั้นยังไร้แกนนำดูแล ทราบว่า”นายใหญ่”กำลังทาบทาม”บ้านใหญ่”ในแต่ละจังหวัดที่ยังไม่มีใครมาสู่ขออย่างเป็นทางการ/สังกัดพรรคอื่นในตอนนี้แต่มีสายใยที่ดีดับนายใหญ่ในวันวานให้มาร่วมงานกับพท. บวกกับการวางเกมสู้นโยบายลุงตู่ที่อัดแหลกแจกไม่อั้น เน้นผู้ใช้แรงงาน-ชนชั้นรากหญ้าและเกษตรกรในสังคมได้สัมผัสเม็ดเงินจากนโยบายต่างๆของรัฐบาลนั้น เป็นข้อกังวลใจที่พท.ต้องหาวิธีใหม่เพื่อดึงแต้มกลับมาให้ได้…เพราะประเมินแนวโน้มแล้วลุงตู่ต้องจัดเต็มทุกโปรโมชั่นในช่วงจากนี้ไปโดยอ้างกระตุ้นเศรษฐกิจ-ดูแลประชาชนให้เข้มแข็งรับการเปิดประเทศบนภาวะโควิด-19 

“พรรคก้าวไกล” แกนนำพรรคย้ำแล้วว่าพร้อมส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.ทั้งสองเขตในภาคใต้  และพร้อมลุยชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้า โดยจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.และว่าที่ผู้สมัครส.ก.ห้าสิบเขตในกลางเดือนมกราคม 2565 แต่ก็ยังไม่แย้มไต๋เกี่ยวกับสองสนามนี้ออกมา  

ตรงนี้ ต้องจับอาการพรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองว่าจะขยับหมากหลากก้าวอย่างไรให้จุดติด  เพราะอย่าลืมว่าการลุยแก้รัฐธรรมนูญ-รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112-การช่วยเหลือผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล-สถาบัน-การลุยกับภาคประชาสังคมต้านเมกะโปรเจกต์-นโยบายของรัฐบาลนั้นเป็น”พันธกิจที่พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองเปิดแนวรบทั่วถ้วน” หากจะหวังได้ชัยชนะนั้น การลุยทุกแพลทฟอร์มแบบไม่กลัวแพ้-ไม่ทบทวนบทเรียน จังหวะการเมืองหลายประเทศก็มีบทเรียนให้พิจารณาว่าการสู้แบบหัวชนฝา-รบทุกแนวรบนั้น สุดท้ายแล้วผลลัพธ์เป็นเช่นใด

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แนะไหว้พระราหูแก้ดวงชะตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497043

15 ธ.ค. 2564 |21:23 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" แนะไหว้พระราหูแก้ดวงชะตา

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” วัย 68 ปี เคราะห์หามยามร้าย ราหูทับดวงชะตา แนะไหว้พระราหูถอนออกจากชะตาจะมีโอกาศคลี่คราย

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” วัย 68 ปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เคราะห์หามยามร้าย ศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก

ทั้งปีปะทะ เดือนกระทบ อายุเข้าเคราะห์ ราหูทับดวงชะตาส่งท้ายปี 2564 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ถูกรุกหนักให้รัฐบาล ลุงตู่ ปลดจากกระทรวง

และอีกหลายคดี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก หรืออาจจะรับงานจากนายใหญ่ เพื่อช่วยปลดชะตากรรมของผู้อื่น ที่อาจคบคนพาลพาไปหาผิด เป็นมรสุมชีวิตส่งท้ายปี เดือนแห่งวิบากกรรมธันวาคม

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" แนะไหว้พระราหูแก้ดวงชะตา

และมกราคม เป็นเดือนแห่งความขัดแย้งเป็นศัตรู ไม่ประสงค์ดี ทำอะไรก็เกิดความแตกแยก ไม่เข้าใจ สับสนวุ่นวาย ก่อให้เกิดความไม่ปรองดอง

ซินแสเข่ง กล่าวว่า อีกทั้งรอบตกดวงชะตาอายุเริ่มเข้าเคราะห์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่องตลอดปี 2565 ที่จะทำให้มีเรื่องของความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวังก่อให้เกิดความแตกแยกในดวงชะตาให้เกิดขึ้น

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ถึงดวงชะตา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในรอบไตรมาศสุดท้าย เพราะดาวอุปสรรค และอาจไม่สงบสุขในปี 2565 ถึงแม้นจะเป็นปีเสริม แต่จะมีแต่อุปสรรค เพราะดวงชะตาราศีตกดวงราหูทับเส้นชะตาชีวิต

และอีกทั้งดวงชะตา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ทำอะไรเหมือนเป็นผลร้ายตอบกลับ หรืออาจจะทำไม่ดีเพราะชะตาชีวิตชี้ไปที่การกระทำ หากได้แก้ชะตาหรือไปกราบไหว้พระราหู สิ่งที่ร้ายอาจกลายเป็นดี และถ้าได้ทำบุญทำกุศลบ้าง เรื่องหนักจะกลายเป็นเบา

อิทธิฤทธิ์ “รถไฟจีน-ลาว” ขนผักขายไทย ขบวนสินค้ามาเป็นกองทัพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497030

15 ธ.ค. 2564 |20:15 น.

อิทธิฤทธิ์ "รถไฟจีน-ลาว" ขนผักขายไทย ขบวนสินค้ามาเป็นกองทัพ

ผักยูนนานท่วมตลาด “รถไฟจีน-ลาว” แผลงฤทธิ์ ขนสินค้านานาชนิดมาจากหลายมณฑล ใช้ลาวเป็นทางผ่าน กระจายสินค้าเข้าไทย และอาเซียน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดความจริงบนเส้นทาง “รถไฟจีน-ลาว” มีขบวนรถสินค้าสากลจากหลายมณฑลในจีนต่างมุ่งหน้าสู่ สปป.ลาว ไม่ใช่ขบวนขนผักยูนนานเท่านั้น

กลุ่มทุนจีนใช้บริการ “รถไฟจีน-ลาว” ส่งออกสินค้าโดยทางรถไฟผ่านลาว ไปยังไทย, เวียดนาม และอีกหลายประเทศ ประหยัดทั้งค่าขนส่งและระยะเวลา

ขบวนรถขนส่งขนผัก 33 ตู้ แค่หนังตัวอย่าง “รถไฟจีน-ลาว” สินค้านานาชนิดกำลังทยอยข้ามโขงมาสู่ตลาดเมืองไทย

เส้นทางรถไฟจีน-ลาว ความยาว 1,035 กม. จากนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว มีพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2564 ทางรถไฟสายนี้ มีทั้งรถขบวนโดยสาร และขบวนขนส่งสินค้า

ระยะแรกนี้ รถไฟขบวนโดยสาร ยังไม่เชื่อมต่อกัน เนื่องจากจีนปิดประเทศ รถไฟฟูซิ่งของจีนจึงวิ่งบริการจากคุนหมิงมาถึงบ่อหาน เช่นเดียวกัน รถไฟขบวนล้านช้างของลาวก็วิ่งจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงบ่อเต็น

ขณะที่รถไฟขบวนขนส่งสินค้า สามารถวิ่งข้ามพรมแดนจีน-ลาวได้ ฉะนั้น ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว ปรากฏว่า รถไฟขนส่งสินค้าสากลจากมณฑลกวางโจว ,มณฑลเสฉวน, มณฑลฟูเจี้ยน และมณฑลเจ้อเจียง ต่างวิ่งผ่านนครคุนหมิง มาตามเส้นทางรถไฟจีน-ลาว โดยมีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์

สินค้าจีนที่ถูกลำเลียงมาบนเส้นทาง “รถไฟจีน-ลาว” ถูกเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ สปป.ลาว และเตรียมกระจายสินค้าเหล่านี้ไปยังประเทศต่างๆในอาเซียน รวมถึงไทยด้วย


‘รถไฟขนผัก’

ข่าวใหญ่ในไทยชั่วโมงนี้ “รถไฟจีน-ลาว” แผลงฤทธิ์ผักผลไม้ท่วมตลาดไทย แต่ในข้อเท็จจริง ยังมีแค่ผักยูนนาน ที่มากับรถไฟขบวนสินค้า 33 ตู้คอนเทนเนอร์

ฝ่ายไทยเองหวังจะใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาว จะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านลาวเข้าไปยังจีน แต่พอเปิดใช้จริงๆ กลายเป็นว่า จีนได้ใช้ประโยชน์ขนส่งสินค้าผ่านลาวมายังไทยก่อน

รถไฟขนผัก เที่ยวปฐมฤกษ์จากคุนหมิงถึงนครหลวงเวียงจันทน์รถไฟขนผัก เที่ยวปฐมฤกษ์จากคุนหมิงถึงนครหลวงเวียงจันทน์

รายงานจากศุลกากรหนองคายพบว่า ช่วงวันที่ 7-8 ธ.ค.2564 มีการนำสินค้าผักจากจีนเข้ามาแล้ว 33 ตู้ (บรรจุตู้ละ 20 ตัน) โดยผักเหล่านี้ถูกส่งไปยังตลาดไท ที่มีคนจีนเป็นเจ้าของพื้นที่เช่าเพื่อกระจายสินค้าในตลาดมากกว่า 20 ราย

ย้อนไปดูข่าวสารในจีนจากเพจรู้จีนตามอรัญญา ซึ่งแอดมินเพจเป็นนักข่าวจีนที่พูดภาษาไทยได้คล่อง โดยเธอได้แปลข่าวเรื่องรถไฟขนผักยูนนานมายัง สปป.ลาว

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2564 รถไฟขนส่งห่วงโซ่ความเย็นระหว่างประเทศขบวนแรก เริ่มเดินรถตามเส้นทางรถไฟสายจีน-ลาวอย่างเป็นทางการ โดยออกจากด่านสินค้าระหว่างประเทศเถิงจวิ้น ในนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ถึงนครหลวงเวียงจันทน์เมื่อ 5 ธ.ค.2564

รถไฟขนส่งขบวนนี้ได้บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ห่วงโซ่ความเย็นจำนวน 33 ตู้ด้วยกัน ซึ่งภายในล้วนแต่เป็นพืชผักขึ้นชื่อในท้องถิ่นของยูนนาน

วันที่ 7 ธ.ค.2564 ในโซเชียลไทยได้แชร์ภาพเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชหนองคาย กำลังตรวจผักจีนที่นำข้ามมาจากฝั่งลาว โดยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับสิบคัน

รถไฟขบวนบรรทุกสินค้าใช้ความเร็ว 120 ก.ม.ต่อชั่วโมง ระยะทางจากคุนหมิงถึงนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลา 24 ชั่วโมง เทียบกับการขนส่งมาทางเรือจากคุนหมิง ล่องตามแม่น้ำโขงมาขึ้นที่ด่านเชียงแสน จะต้องใช้เวลา 2-3 วัน

ดังนั้น การขนส่งทางรถไฟย่นระยะเวลาการเดินทาง แถมค่าใช้จ่ายถูกกว่าขนส่งทางเรือ จึงไม่แปลกที่ผักจากยูนนานจึงทะลักเข้ามาไทยมากมาย

‘ทัพม้าเหล็กขนส่งสินค้า’

นับแต่มีพิธีเปิดเส้นทาง “รถไฟจีน-ลาว” อย่างเป็นทางการ ได้มีรถไฟขบวนขนส่งสินค้าเที่ยวแรก จากนครหลวงจันทน์ ไปยังนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน โดยบรรทุกยางพาราทั้งขบวน

แต่ที่มีความคึกคักยิ่งคือ รถไฟขบวนขนส่งสินค้าสากล จากมณฑลต่างๆในประเทศจีน กำลังมุ่งหน้ามายังประเทศลาว

3 ธ.ค.2564 ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าสากล ออกจากเขตอ่าวใหญ่ นครเสินเจิ้น และนครกวางโจว มุ่งหน้าสู่นครคุนหมิง หลังจากนั้น จะใช้เส้นทางรถไฟลาว-จีน มายังนครหลวงเวียงจันทน์

ผักจากยูนนาน ที่ด่านตรวจพืชหนองคาย ก่อนส่งเข้าตลาดไทผักจากยูนนาน ที่ด่านตรวจพืชหนองคาย ก่อนส่งเข้าตลาดไท

4 ธ.ค.2564 ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าสากล ออกจากนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เดินทางสู่นครหลวงเวียงจันทน์ ใช้เวลา 72 ชั่วโมง ขบวนรถไฟดังกล่าวมี 35 ตู้ และบรรทุกสินค้า 350 ตัน อาทิอะไหล่รถยนต์ ,ผ้า, ชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ ฯลฯ

นี่คือหนังตัวอย่างของขบวนรถไฟขนส่งสินค้า ซึ่งปลายทางของสินค้าเหล่านี้คือ ไทยและประเทศในอาเซียน สปป.ลาวเป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น

สิ้นยุควาดะห์ “วันนอร์” ดิ้นสู้พรรคใหญ่ ค่ายเนวินลุยฉกประชาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497014

15 ธ.ค. 2564 |18:29 น.

สิ้นยุควาดะห์ "วันนอร์" ดิ้นสู้พรรคใหญ่ ค่ายเนวินลุยฉกประชาชาติ

สมรภูมิชายแดนใต้คึกคัก “วันนอร์” ไม่กลับเพื่อไทย เดินหน้าพาพรรคประชาชาติ ฝ่าพายุบัตร 2 ใบ ค่ายเนวินลุยหนัก ดึงอดีตแกนนำวาดะห์ตั้งทีมยึดนราธิวาส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ยุทธการชิงปลายด้ามขวาน “วันนอร์” เจอศึกหนัก ปชป. พลังประชารัฐ และภูมิใจไทยรุกใหญ่ ท่ามกลางข่าวลือคนแดนไกลให้ควบรวมประชาชาติ-เพื่อไทย

ความจริงวันนี้ “วันนอร์” ฝากอนาคตไว้กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง คนใกล้ชิดเครือข่ายนายใหญ่ดูไบ ความเป็นพรรคมุสลิม หรือกลุ่มวาดะห์ได้ปิดฉากลงแล้ว

ลึกๆแล้ว “วันนอร์” ก็ต่างจากเด่น โต๊ะมีนา ,อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนัจมุดดีน อูมา วันนอร์เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองสายมุสลิม


วันที่ 15 ธ.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยกคณะรัฐมนตรีกลุ่มใหญ่เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดยะลา และปัตตานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ย่างก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในชายแดนใต้ ย่อมถูกจับตามองเป็นธรรมดา เนื่องจากเดือนที่แล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มาเคลื่อนไหวประชุมสาขาพรรคที่ จ.นราธิวาส

สมรภูมิเลือกตั้งครั้งใหม่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมี ส.ส.เพิ่มจาก 11 คน เป็น 12 คน โดยเพิ่มที่สนามนราธิวาส 1 คน

พรรคประชาชาติ โดยการนำของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เป็นแชมป์ ส.ส.ปลายด้ามขวาน สมัยที่แล้ว ได้รับการพูดถึงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยุบพรรคควบรวมเพื่อไทย ตามแผนแลนด์สไลด์ของนายใหญ่ หรือกรณีนัจมุดดีน อูมา จะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย

‘วาดะห์จบแล้ว’

20 กว่าปีที่แล้ว กลุ่มวาดะห์มีบทบาทสูงในการเมืองชายแดนใต้ “วันนอร์” กลายเป็นผู้นำกลุ่มแทนเด่น โต๊ะมีนา แต่หลังเหตุการณ์ปล้นปืนปี 2547 ไฟใต้คุโชนอีกครั้ง มีการเลือกตั้งปี 2548 กลุ่มวาดะห์ในนามพรรคไทยรักไทย สอบตกหมด

หลังจากนั้น วันมูหะมัดนอร์ มะทา กับกลุ่มวาดะห์ ที่มีอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ เป็นแกนนำ ก็แยกทางกันเดิน “วันนอร์” ยังภักดีอยู่กับทักษิณ ส่วนอารีเพ็ญ ไปร่วมงานกับพรรคมาตุภูมิ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ปี 2561 “วันนอร์” ได้ชวนอารีเพ็ญ และเพื่อนสมาชิกกลุ่มวาดะห์อย่างนัจมุดดีน อูมา อดีต ส.ส.นราธิวาส มาร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติ แม้พรรคจะได้ ส.ส.7 คน แต่อดีต ส.ส.กลุ่มวาดะห์ ก็ไม่ได้เป็น ส.ส.แม้แต่คนเดียว

เมื่อไม่นานมานี้ นัจมุดดีน อูมา จึงยื่นจดหมายลาออกจากพรรคประชาชาติ เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ลึกๆแล้ว นัจมุดดีนไม่อยากต่อแถวลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่โอกาสได้เป็น ส.ส.ดูริบหรี่

นัจมุดดีน อูมา ประสงค์จะลงสมัคร ส.ส.เขตในพื้นที่เก่า จ.นราธิวาส ที่ทับซ้อนกับกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติเหมือนกัน ซึ่งวันนอร์เลือก ส.ส.กูเฮงลงต่อสมัยหน้าอยู่แล้ว

อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชาติ ที่มีแกนหลักอย่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ขับเคลื่อนพรรคให้หลุดพ้นคำว่า พรรคมุสลิม และการจากไปของกลุ่มวาดะห์ จึงไม่มีผลสะเทือนอะไรต่อพรรคประชาชาติ เพราะการเมืองชายแดนใต้กำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของคนรุ่นใหม่

‘โกเกี๊ยะลุยเต็มที่’

“วันนอร์” หัวหน้าพรรคประชาชาติในวันนี้ สุขภาพราโรยไปตามวัย จึงมอบให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เป็นผู้ขับเคลื่อนพรรคตัวจริง ซึ่งมี ส.ส.เหลืออยู่จริงๆ 6 คน (ส.ส. 5 คน,ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน) เพราะอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานีนั้น ไม่ได้ทำกิจกรรมกับพรรคมานานแล้ว

ด้วยกติกาเลือกตั้งใหม่ บัตร 2 ใบ พื้นที่ ส.ส.ของพรรคประชาชาติ จึงถูกรุกหนักจากพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย

ที่น่าสนใจคือ พรรคภูมิใจไทย ที่มี ส.ส.เขต 1 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ในสมรภูมิปลายด้ามขวาน ภายใต้การนำของพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว โกเกี๊ยะ หรือพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพใต้ของค่ายเนวิน ได้ลงมาลุยชายแดนใต้ ทั้ง 3 จังหวัดคือ ปัตตานี,ยะลา และนราธิวาส

เฉพาะที่ปัตตานี ได้ พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ลูกสาวเด่น โต๊ะมี อดีต ส.ส.ปัตตานี เป็นแกนนำ และสามารถปักธงสีน้ำเงินได้ที่เขต 2 อับดุลบาซิม อาบู เอาชนะคู่แข่งจากประชาชาติ ไปได้หวุดหวิด

สมัยหน้า โกเกี๊ยะได้นัจมุดดีน อูมา มาเติมเต็มที่นราธิวาส ก็ทำให้ภูมิใจไทย ได้มีโอกาสลุ้นเก้าอี้ ส.ส.เพิ่มขึ้นแน่ๆ

ไล่ไปต่อแถวใหม่ “ใจถึงพึ่งได้” เตือนพวกไปไม่รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496949

15 ธ.ค. 2564 |12:58 น.

ใจถึงพึ่งได้ ส่งเสียงถึงพวก “ย้ายกลับเพื่อไทย” ให้ไปต่อแถวใหม่ หลังต้องกลับมาตายรัง เพราะย้ายออกไปแล้วไม่รอด

ไล่ไปต่อแถวใหม่ "ใจถึงพึ่งได้" เตือนพวกไปไม่รอด

หนึ่งสัปดาห์ก่อนการย้ายกลับรัง ของจาตุรนต์ มีข้อความปรากฏบนเฟสบุ๊ค วัน อยู่บำรุง ส.ส.เพื่อไทย ว่าพวกที่ย้ายออกไปแต่ไม่รอด ต้องซมซานกลับมาให้ไปต่อแถวใหม่  ซึ่งหากย้อนกลับไปจะพบว่ามีคนที่กลับมาจากการล่มสลายของไทยรักษาชาติหลายคน  นำร่องโดยสุธรรม แสงประทุม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และนายกิตติ ลิ่มสกุล นักวิชาการอิสระ-นักเศรษฐมิติระดับโลก ผู้ริเริ่มนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการ OTOP เมื่อเดือนมกราคม  สมทบด้วย จาตุรนต์ ฉายแสง ที่มีข่าวก่อนหน้าว่าชักชวน ประภัสร์ จงสงวน และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปแผ้วถางสร้างเส้นทางพรรคการเมืองใหม่ แต่ที่สุดก็ทิ้งทั้งสองนั้นคนไว้ กลับมาเพื่อไทย พร้อมสามารถ แก้วมีชัย  อดีตรองประธานสภาฯ ตามเป้าหมายชิงส่วนแบ่งเชียงรายกลับจากยงยุทธที่แยกตัวออกไป และตระกูลจงสุทธนามณี ที่ปันใจไปซบพลังประชารัฐ

การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมปี 2562 ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ผู้สมัคร ส.ส.ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวและอำนาจรัฐ ผลักดันตัวเองเข้าสู่สภา เมื่อกติกา เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งบัตร2ใบ เงื่อนไข ก็เปลี่ยน กระแสความนิยมพรรคและนโยบาย มีความหมายมากกว่า ยิ่งหากกติกา กำหนดบัตรเลือกตั้งเป็นเบอร์เดียวกันทั่วประเทศการรณรงค์เลือกตั้งแบบขายเหล้าพ่วงเบียร์ก็ยิ่งเข้าทางพรรคการเมืองเก่าพรรคการเมืองใหญ่ ถอดแบบจากพรรคไทยรักไทยในอดีต  ถามว่าการย้ายกลับของระดับบิ๊กเนม พรรคเพื่อไทยจะมีวิธีการอย่างไร  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชลน่าน ศรีแก้ว ยืนยันว่า จะต้องมีการพิจารณา ไม่ใช่ย้ายกลับมาแล้วจะได้เป็นผู้สมัคร ต้องมีหลัก  อธิบายได้ และยังให้ความสำคัญกับส.ส. ผ่านกระบวนการสรรหาของพรรค

ไล่ไปต่อแถวใหม่ "ใจถึงพึ่งได้" เตือนพวกไปไม่รอด

แต่หากย้อนกลับไปดูผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งปี2562 จะพบรายชื่อที่น่าสนใจในสี่สิบอันดับแรกที่ย้ายออกไป นำโดยคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์  ชวน โภคิน พลกุล และต่อพงษ์ ไชยสาส์นไปก่อร่างสร้างพรรคไทยสร้างไทย   ลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ไปทำพรรคเสมอภาค และพงษ์เทพ เทพกาญนา ที่ลาออกเป็นรายล่าสุดแต่เมื่อมองไปที่ประธานประธานยุทธศาสตร์แต่ละภาคของพรรค จะพบว่า มีอำนาจตัดสินใจ ล้วนเคยร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย กับผู้ที่ย้ายเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้า ที่คุมภาคเหนือหรือแม้แต่พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่คุมโซน กทม.และภาคกลาง จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีเสียงเตือนแบบใจถึงพึ่งได้ ให้ผู้ที่ย้ายกลับเพื่อไทย ไปต่อแถวใหม่อีกครั้ง

“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491603

15 ธ.ค. 2564 |11:30 น.

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"

เปิดโครงสร้างสงฆ์ “มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร” ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

หากจะกล่าวถึง “พระพุทธศาสนา” ในประเทศไทย เป็นนิกายเถรวาท คณะสงฆ์ได้แบ่งลักษณะการบริหารออกเป็น 2 ฝ่าย คือ “มหานิกาย” คณะสงฆ์องค์คณะใหญ่ของเถรวาทดั้งเดิม และ “ธรรมยุติกนิกาย” มีความแตกต่างกันอย่างไร 

มหานิกาย เป็นคำเรียกนิกาย หรือคณะของพระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นฝ่ายคันถธุระ

เดิมนั้น คำเรียกแบ่งแยกพระสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทย ออกเป็น “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” ยังไม่มี เนื่องจากคณะพระสงฆ์ไทยในสมัยโบราณ ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งคณะธรรมยุตขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่พระสงฆ์ไทยนั้น ล้วนแต่เป็นเถรวาทสายลังกาวงศ์ทั้งสิ้น จนเมื่อพระวชิรญาณเถระ หรือเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุตขึ้นในปี พ.ศ. 2376 แยกออกจากคณะพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิม ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น จึงทำให้พระองค์คิดคำเรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ที่เป็นสายเถรวาทลังกาวงศ์เดิมว่า พระส่วนมาก หรือ “มหานิกาย”

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ) ขณะที่ผนวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ได้ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ ในวงศ์พระสงฆ์มอญ (รามัญนิกาย) เมื่อ พ.ศ. 2372 และได้ทรงตั้ง คณะธรรมยุต ขึ้น ในปี พ.ศ. 2376 แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุตสืบต่อมา

และใน พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.121” มีสาระสำคัญคือ ได้ยกสถานะคณะธรรมยุต ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำให้มีการแบ่งแยกเรียกนิกายของคณะสงฆ์ใหม่ ตามศัพท์บัญญัติของพระวชิรญาณเถระ ว่า “ธรรมยุติกนิกาย” และเรียกกลุ่มพระสงฆ์เถรวาทลังกาวงศ์พื้นเมือง ที่มีมาอยู่แต่เดิมว่า “มหานิกาย” สืบมาจนปัจจุบันนี้

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"

ธรรมยุติกนิกาย ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปฏิรูปและฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ให้มีความถูกต้อง และเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทย ที่มีมาแต่โบราณ ให้สมบูรณ์ ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความพยายามของพระวชิรญาณเถระ เพื่อช่วยปฏิรูปการคณะสงฆ์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย

การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นสาเหตุทำให้พระสงฆ์เถรวาทอื่น ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ได้มีการประชุม และมีมติให้เรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ว่า “มหานิกาย”

ความแตกต่าง ของ “พระมหานิกาย” กับ “พระธรรมยุติกนิกาย” 

  • สมณวงศ์ เป็นวงศ์เถรวาทเดียวกันจากลังกา และเป็นนิกายมหาวิหารของลังกาเหมือนกัน ข้อนี้ไม่มีความแตกต่างกัน
  • จำนวนพระสงฆ์ โดยคณะสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทยนั้น แบ่งย่อยเป็น 2 นิกายด้วยกัน คือ มหานิกาย ซึ่งมีพระสงฆ์อยู่จำนวนกว่า 80% ของพระสงฆ์ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกกว่า 10% คือพระสงฆ์ใน ธรรมยุติกนิกาย
  • พัทธสีมา ในกรณีของพระสงฆ์ธรรมยุติ จะมีการผูกพัทธสีมาโดยพระสงฆ์ธรรมยุติเอง ไม่สามารถไปใช้พัทธสีมาลงอุโบสถ ทำสังฆกรรม อุปสมบทพระในพระอุโบสถที่เป็นพัทธสีมาของพระมหานิกายได้
  • การทำสังฆกรรม ลงอุโบสถ สวดปาฏิโมข์ร่วมกันไม่ได้ ต้องแยกกันทำคนละวัด ต่างก็ต้องมีพัทธสีมาของตนของตน
  • การออกเสียงในภาษาบาลีในการทำสังฆกรรม คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เกรงว่า กรรมวาจาจะวิบัติ ก็เลยต้องสวดออกเสียงบาลีให้ถูกต้องตามสำเนียงภาษามคธ แต่พระสงฆ์มหานิกายออกเสียงบาลีตามสำนียงภาษาไทย
  • ปฏิทินจันทรคติในการทำสังฆกรรม โดยวันพระของวัด ธรรมยุติกนิกาย จะแตกต่างจากวันพระทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นวันพระมหานิกาย และวันลงอุโบสถทำสังฆกรรมก็อาจจะต่างวันกัน อันเนื่องมาจากการคำนวณปฏิทินแตกต่างกัน เรียกว่าปฏิทินปักขคณนา 
  • วิธีการบวช แตกต่างกันเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย โดยการบวชแบบธรรมยุติกนิกายเรียกว่า การบวชแบบเอสาหัง ส่วนการบวชแบบมหานิกายเรียก การบวชแบบอุกาสะ
  • การรับปัจจัยเงินทอง ปกติพระทั้งหลาย ย่อมไม่รับปัจจัยอยู่แล้วโดยพระวินัย แต่พระธรรมยุติก็จะเปลี่ยนวิธีการรับโดยใช้ใบ ปวารณาแทน ไม่ได้รับโดยตรง แต่บางรูปก็ไม่รับเลยก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ
  • สีผ้า ส่วนมากมหานิกาย ครองผ้าสีเหลืองส้มสด พระนิกายธรรมยุติจะครองสีหม่นกว่า แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป แล้วแต่ว่าจะเป็นวัดป่า หรือวัดบ้านก็จะครองสีกรัก หรือสีแก่นขนุน ซึ่งก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ
  • การครองจีวร ปัจจุบันนี้แยกค่อนข้างยาก ในเรื่องการห่มดองห่มคลุม ห่มมังกร ก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ แต่เวลาทำสังฆกรรม พระสงฆ์มหานิกาย ก็จะมีผ้ารัดอก ซึ่งเป็นแบบแผนของมหานิกายที่เห็นได้ชัดเจน
  • การฉัน ส่วนจริยาวัตรอื่น ๆ เช่น การฉันในบาตร ฉันมื้อเดียว ฯลฯ ก็เป็นวัตรปฏิบัติของทั้งธรรมยุติ และมหานิกาย แต่ธรรมยุติ จะไม่ฉันนมในเวลาหลังเพล หรือ น้ำผลไม้ที่มีกากปนลงไป ถือว่าเป็นอาหารไม่ใช่น้ำปานะ หรือน้ำอัฐบาล
"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"
"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"

ธรรมยุต-มหานิกาย เป็นเพียงสมมติ
 

พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เคยแสดงพระธรรมเทศนาไว้เมื่อปี 2545  “ธรรมแท้เป็นเนื้อเดียวกัน”
  
 

“ไม่ต้องญัตติ คำว่าธรรมยุต-มหานิกาย เป็นชื่ออันหนึ่งต่างหาก ส่วนสุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปนฺโน นี้ เป็นพื้นฐานของศาสดาองค์เอก ที่ประทานไว้ให้พระสงฆ์ปฏิบัติตัวอย่างนี้ เหล่านี้แลเป็นเนื้อเป็นหนังอันแท้จริง ไม่ได้เป็นอยู่กับธรรมยุต-มหานิกาย”

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

“ผมว่าทำอย่างนั้นมันก็ดีอยู่ แต่มันยังไม่เป็นธรรมเป็นวินัย มันยังเป็นทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ มีความถือเนื้อถือตัวมาก มันไม่สบาย เอาอย่างพระพุทธเจ้าจะได้ไหม คือเราไม่ถือธรรมยุติไม่ถือมหานิกาย แต่เราถือพระธรรมพระวินัย ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะเป็นธรรมยุติ หรือมหานิกาย ก็ให้ลงได้ ถ้าไม่ดี ไม่มีความละอายต่อบาป ถึงเป็นธรรมยุติก็ไม่ให้ร่วม เป็นมหานิกายก็ไม่ให้ร่วม ถ้าเราเอาอย่างนี้ ก็จะถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ”

 

ที่มา : วิกิพีเดีย

       : อาศรมศรีจักรนาถ

       : ภาพจาก google