มีนาคม 2565 ลั่นระฆังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496868

รามจักร

14 ธ.ค. 2564 |21:22 น.

มีนาคม 2565  ลั่นระฆังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. โดยรามจักร

ถ้ามีการเลือกตั้งก็จะมีเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งจากทุกฝ่ายไหลไปสู่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งซึ่งมีผู้คำนวณว่าจะเป็นวงเงินไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท ติดตามได้จาก เจาะประเด็นร้อน โดยรามจักร

แรกเริ่มเดิมทีบรรดาคนมีอำนาจเกี่ยวข้องกับ กทม. สร้างบรรยากาศแวดล้อมให้รัฐบาลเห็นดีเห็นงามไปกับการยื้อเลือกตั้ง กทม. ซึ่งต้องกับกิเลสของผู้อำนาจในบ้านเมือง ดังนั้น จึงแสดงท่าทีในตอนแรกว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้ง กทม. และพัทยา เพราะบ้านเมืองยังไม่สงบ ยังมีความแตกสามัคคี และมีการชุมนุมอยู่


ทว่าเสียงเรียกร้องให้เร่งเลือกตั้ง กทม. กลับกึกก้องกระหึ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศแล้ว ทั้งพรรคต่าง ๆ ก็สร้างกระแสเตรียมการเลือกตั้ง กทม.และเมืองพัทยากันอย่างคึกคัก มีการเปิดตัวผู้สมัครกันเอริกเกริก จึงเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้น
 

ทั้งผู้รู้ก็พยายามแจงผลดีผลเสียของการยื้อกับการเร่งการเลือกตั้งอย่างชัดเจนและล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.อย่างช้ากลางปี 2565 ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยและ กกต. ได้แสดงท่าทีชัดเจนเช่นเดียวกันว่าพร้อมจัดการเลือกตั้งทุกเมื่อ แม้เรื่องงบประมาณก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว

การที่พลเอกประยุทธ์แถลงล่าสุดว่าจะให้มีการเลือกตั้ง กทม.และพัทยาไม่เกินกลางปี 2565 นั้นจะเป็นช่วงเวลาใดกันแน่ ? เมื่อดูจากสถานการณ์ทั้งหลายแล้วพอจะคาดการณ์ได้ว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคม 2565 เพราะ


ข้อแรก พลตำรวจเอกอัศวิน ผู้ว่า กทม. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่ในอำนาจหลังจากครบกำหนดมา 7 ปีแล้ว เพราะช่วงนั้นยังเข้าแข้งเข้าขากับรัฐบาล แต่หลังจากเกิดปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องวัคซีนและเรื่องงานก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะการฟื้นฟูกรุงเทพฯจึงพาให้ห่างเหินกันไป เป็นเหตุให้พลตำรวจเอกอัศวินประกาศจะลงเลือกตั้งในนามอิสระ

ดังนั้นการยื้อเลือกตั้งต่อไป นอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล กลับจะเป็นประโยชน์ต่อพลตำรวจเอกอัศวินเท่านั้น


 
ข้อสอง เมื่อ คสช. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ อำนาจในการกำหนดเวลาเลือกตั้งได้โอนมาเป็นของ ครม. ซึ่งหมายความว่าเป็นหน้าที่ของ ครม. ที่ต้องจัดการเลือกตั้งและต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย ถ้าหากไม่ทำหน้าที่และมาถึงบัดนี้เวลาของการไม่ทำหน้าที่ก็ล่วงเลยมานานแล้ว ยิ่งนานเท่าใดความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดทั้งทางการเมืองและทางอาญาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ล่าสุดคุณศรีสุวรรณยดนักร้องแห่งยุคก็แสดงท่าทีว่าถ้าไม่รีบเลือกตั้งก็จำเป็นต้องดำเนินคดี ในขณะที่พรรคการเมืองและองค์กรประชาชนก็กำลังเตรียมการที่จะฟ้องศาลให้บังคับ ครม. จัดให้มีการเลือกตั้ง รวมทั้งการดำเนินคดีอาญาและดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ครม. ด้วย
 

ข้อสาม นอกจากเวลาที่จะต้องจัดการเลือกตั้งผ่านพ้นมานานแล้ว เหตุผลที่พลเอกประยุทธ์เคยอ้างว่าบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อยยังมีการแตกแยกและยังมีการชุมนุมอยู่นั้นฟังไม่ขึ้นเลย เพราะที่ผ่านมาก็มีการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ทั่วประเทศมาแล้ว มีการเลือกตั้งซ่อมกันมาแล้ว มีการเลือกตั้ง อบจ. และ อบต. กันมาแล้ว ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ดังนั้นข้ออ้างนี้จึงไม่มีเหตุผลที่จะยื้อเลือกตั้งได้เลย

ดังนั้นจึงแทบจะฟันธงได้แล้วว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นก่อนกลางปี 2565 และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือหลังเทศกาลปีใหม่ตรุษจีนและก่อนสงกรานต์ ซึ่งคนทั้งหลายมีความพร้อมเพรียงที่จะเลือกตั้ง และช่วงเวลานั้นก็คือเดือนมีนาคม 2565
 

และถ้ามีการเลือกตั้งก็จะมีเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งจากทุกฝ่ายไหลไปสู่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งซึ่งมีผู้คำนวณว่าจะเป็นวงเงินไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องกู้เงินมาแจกให้เป็นภาระลูกหลาน ทั้งเป็นการช่วยสภาพคล่องของพื้นที่เลือกตั้งเป็นอย่างดีอีกด้วย
 ก็คอยดูกัน

สลายฐาน ย.ย. “ทักษิณ” ดูดเลือดเก่าไหลกลับ โชว์เชียงรายโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496863

14 ธ.ค. 2564 |19:36 น.

สลายฐาน ย.ย. "ทักษิณ" ดูดเลือดเก่าไหลกลับ โชว์เชียงรายโมเดล

เดิมพันแลนด์สไลด์ “ทักษิณ” เป่ามนต์เรียกคนเพื่อไทยเก่า กรณีเชียงรายโมเดล เคลียร์พื้นที่สลายขั้วยงยุทธ เปิดรับสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.คืนถิ่น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เป้าหมายแลนด์สไลด์ “ทักษิณ” เป่ามนต์เรียกอดีต ส.ส.เพื่อไทยคืนถิ่น ทำให้ สามารถ แก้วมีชัย ยอมทิ้งคุณหญิงหน่อยคืนรังแล้ว

เฉพาะภาคเหนือตอนบน “ทักษิณ” ต้องชนะยกจังหวัด เน้นพิเศษพื้นที่เชียงราย เคลียร์เครือข่ายยงยุทธ ติยะไพรัช แบ่งพื้นที่ให้ทุกกลุ่มก๊วน

“ทักษิณ” รู้ดีเชียงรายมีจุดอ่อน ทั้งเลือกตั้งระดับชาติและท้องถิ่น เพื่อไทยก็เพลี่ยงพล้ำ จึงต้องสร้างเอกภาพให้ได้


วันที่ 14 ธ.ค.2564 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ไม่ต่างจากงานคืนสู่เหย้า เมื่ออดีตสมาชิกพรรคระดับแกนนำ ทยอยกลับมาสวมเสื้อเพื่อไทยอีกครั้ง เริ่มจาก จาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมพี่น้องฉายแสง และปิดท้ายที่ สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

สำหรับสามารถ แก้วมีชัย ได้ลาออกจากเพื่อไทย ไปช่วยตระกูลวันไชยธนวงศ์ ทำศึกเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย และเข้าร่วมงานกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแกนนำภาคเหนือพรรคไทยสร้างไทย

การกลับเพื่อไทยของ สามารถ แก้วมีชัย อาจมีคนแดนไกลช่วยเคลียร์พื้นที่ในเชียงรายให้แล้ว เนื่องจากช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เครือข่ายยงยุทธ ติยะไพรัช มีบทบาทสำคัญในเพื่อไทยเชียงราย

สถานการณ์เลือกตั้งสมัยหน้า ทักษิณ ชินวัตร มีเดิมพันสูง หากไม่ชนะแลนด์สไลด์ โอกาสจัดตั้งรัฐบาลก็ลำบากยิ่ง

‘ศึกสองตระกูล’

ก่อนเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย “ทักษิณ” ก็ต้องเป็นคนกลางเคลียร์ใจฝ่ายเดียวกัน ระหว่าง สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ กับยงยุทธ ติยะไพรัช

ดังที่ทราบกัน ตระกูลติยะไพรัชจับมือ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย หนุน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย ในนามเพื่อไทย แข่งกับ อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ลูกสาวของสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงราย

สาเหตุหนึ่งที่สามารถ แก้วมีชัย ลาออกจากเพื่อไทย ก็มาจากกรรมการบริหารพรรคตอนนั้น ไม่ยอมให้อทิตาธร ใช้โลโก้เพื่อไทย ตอนนั้น ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ก็แบ่งข้างเชียร์ผู้สมัครทั้งสองคน แต่สุดท้าย อทิตาธรเอาชนะวิสาระดีขาดลอย

ดูเหมือนว่าในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “ทักษิณ” ได้เขียนจดหมายฝากฝังคนเชียงรายให้เลือกวิสาระดี แต่จดหมายน้อยของทักษิณก็ช่วยลูกสะใภ้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มากนัก

เลือกตั้งครั้งหน้า ยังไม่มีใครรู้ว่า ตระกูลวันไชยธนวงศ์ จะไปสนับสนุนพรรคไหน แต่ที่แน่ๆ สามารถ แก้วมีชัย ตัดสินใจกลับบ้านเก่าตามคำเรียงร้องของคนแดนไกล

‘พันธมิตร ย.ย.’

ผลเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย ส่งผลให้ “ทักษิณ” ต้องคิดใหม่เรื่องที่มั่นเชียงราย คงจะปล่อยให้อยู่ในเครือข่ายยงยุทธเพียงกลุ่มเดียวต่อไปอีกไม่ได้ จึงเปิดรับสามารถ แก้วมีชัย กลับคืนเพื่อไทย

ส่วนยงยุทธ ติยะไพรัช ในฐานะคนหลังม่านพรรคเพื่อชาติ ก็สนับสนุนให้ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ มาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ พี่สาวของยงยุทธ

จะว่าไปแล้ว กติกาบัตร 2 ใบ พรรคเพื่อชาติก็ไปยาก และโอกาสจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คนนั้นเหมือนปี 2562 ค่อนข้างริบหรี่

ยงยุทธมีภาระที่จะส่ง ส.ส.เพื่อชาติ 5 คน ประกอบด้วย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, ลินดา เชิดชัย, เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (ลูกสาวของยงยุทธ) และอารี ไกรนรา ไปขึ้นเรือลำใหญ่

ช่วงนี้จึงมีข่าวกอสสิปว่า ยงยุทธไปพบปะคนโน้นคนนี้ เพราะเพื่อไทยสายเหนือ มีผู้หญิงหลังม่านมาดูแลด้วยตัวเอง ไม่เปิดช่องให้พันธมิตร ย.ย.จัดทัพเหมือนเก่า

โชว์เหนือ “ธรรมนัส” แม่ทัพใต้เปิดดีลบ้านใหญ่ทุกสีเสื้อ เข้าค่าย พปชร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496857

14 ธ.ค. 2564 |19:05 น.

โชว์เหนือ "ธรรมนัส" แม่ทัพใต้เปิดดีลบ้านใหญ่ทุกสีเสื้อ เข้าค่าย พปชร.

แมวสีไหนก็จับหนูได้ “ธรรมนัส” เปิดดีลทุนการเมืองท้องถิ่นปักษ์ใต้ เสริมทัพพลังประชารัฐ ไม่หวั่นเรื่องภาพลักษณ์ขาใหญ่บ้านใหญ่ ขอแต่ทำศึกเลือกตั้งชนะ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดินตามยุทธศาสตร์เนวิน “ธรรมนัส” ชูบ้านใหญ่ปักษ์ใต้สู้ศึกเลือกตั้ง เชื่อมั่นในเครือข่ายหัวคะแนนและฐานทุน ซึ่งค่ายภูมิใจไทยเคยทำสำเร็จมาแล้ว

เมิน ส.ส.นกแลพึ่งกระแสประยุทธ์ “ธรรมนัส” จัดทัพใหม่ เฟ้นตัวผู้สมัครใจถึงพึ่งได้ ไม่กังวลเรื่องสีเทา เพราะแมวสีอะไรก็จับหนูได้

สมรภูมิภาคใต้วันนี้ แม่ทัพแบบ “ธรรมนัส” คุ้นเคยกับเดชอิศม์ ขาวทอง ค่าย ปชป.เป็นอย่างดี ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน พร้อมจับมือโค่นค่ายเนวิน

การเดินสายเปิดตัวทายาทตระกูลธรรมเพชร ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 พัทลุง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มีค่ามีราคาในสนามภาคใต้ขึ้นมาทันที

ตามมาด้วยการพาลุงป้อมไปแจกของน้ำท่วมในเขตเลือกตั้งของลูกช้าง สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร ซึ่งคนแถว อ.หลังสวน และ อ.ทุ่งตะโก รู้ดีว่า สมัยหน้า ส.ส.ลูกช้างย้ายมาสังกัดพลังประชารัฐแน่นอน

สมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้าใน ภาคใต้ 14 จังหวัด จะเป็นการต่อสู้กันของ 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย พรรคอื่นแทรกยาก แม้แต่พรรคประชาชาติใน 3 จังหวัดภาคใต้ เก้าอี้ ส.ส.ก็จะหายไปเยอะ

แม่ทัพใต้ของ ปชป.น่าจะเป็นเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา สมัยแรกที่มาแรงราวพายุ ตามมาด้วยเจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ ค่ายภูมิใจไทย ซึ่งได้ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ คอยกำกับ

ทั้งเดชอิศม์ ขาวทอง ,นาที รัชกิจประการ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีแนวคิดการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.เหมือนกัน ไม่เอาเสาไฟฟ้า ฉะนั้น ใครมีฐาน มีทุน ได้โอกาสลงสนาม เรื่องภาพลักษณ์เป็นเรื่องรอง ขอแต่เป็นแมวที่จับหนูได้ ไม่เกี่ยงเรื่องสีดำ สีเทา สีขาว

‘ลอยแพนกแล’

นับแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มอบให้ “ธรรมนัส” เข้ามาดูแลพื้นที่ภาคใต้ แทน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ก็ขยับตัวแรง โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ที่มีฐานเสียง และฐานทุน

ปัจจุบัน ส.ส.ภาคใต้ค่าย พปชร. แยกเป็น ส.ส.ใต้ตอนบน 11 คน ที่ได้รับชัยชนะ เพราะกระแสรักลุงตู่ ประกอบด้วย สงขลา 4 คน วันชัย ปริญญาศิริ เขต 1, ศาสตรา ศรีปาน เขต 2, พยม พรหมเพชร เขต 3 และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี เขต 4

ภูเก็ต 2 คน สุทา ประทีป ณ ถลาง เขต 1, นัทธี ถิ่นสาคู เขต 2 นครศรีธรรมราช 4 คน รงค์ บุญสวยขวัญ เขต 1, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เขต 2, อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เขต 3, สายัณห์ ยุติธรรม เขต 4 และนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง เขต 1


สำหรับใต้ตอนล่าง นราธิวาส 2 คน วัชระ ยาวอหะซัน นราธิวาส เขต 1 และ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส เขต 2 และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต 1

ธรรมนัส-นฤมล ไปเยือนถิ่น ส.ส.ลูกช้าง สุพล จุลใสธรรมนัส-นฤมล ไปเยือนถิ่น ส.ส.ลูกช้าง สุพล จุลใส

ประเมินกันว่า ส.ส.ใต้ 14 คน อาจสอบตกเกินครึ่งในการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะ ส.ส.เหล่านี้จัดอยู่ในประเภท ส.ส.นกแล อาศัยกระแสรักนายกฯประยุทธ์ เหมือนครั้งหนึ่ง ส.ส.ประชาธิปัตย์พึ่งแต่กระแสเทพชวน


‘บ้านใหญ่ภาคใต้’

มีข้อสังเกตว่า “ธรรมนัส” ได้เคลื่อนไหวเปิดดีลกับกลุ่มทุนการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก เหมือนครั้งหนึ่งที่เนวิน ชิดชอบ มาเจรจาให้พิพัฒน์-นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพใต้ ค่ายภูมิใจไทย


เลือกตั้งครั้งที่แล้ว พิพัฒน์-นาที อาศัยบ้านใหญ่หรือตระกูลการเมืองท้องถิ่นในสตูล, กระบี่ และระนอง คว้าเก้าอี้ ส.ส.มาได้ตามเป้า

ร.อ.ธรรมนัส ก็เดินตามรอยเนวิน อย่างเช่นการเจรจากับวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ให้ส่งลูกชายลงสนามเขต 2 พัทลุง ซึ่งวิสุทธิ์คือตัวแทนบ้านใหญ่พัทลุง หลังคว้าเก้าอี้นายก อบจ.พัทลุงได้อีกสมัย

รวมถึงการเปิดดีลกับ ส.ส.ลูกช้าง สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 ซึ่งสมัยหน้า ส.ส.ลูกช้างจะมาสวมเสื้อพลังประชารัฐ ลงสนาม และทุกวันนี้ นพพร อุสิทธิ์ น้องเขยของ ส.ส.ลูกช้าง ก็เป็นนายก อบจ.ชุมพร

“ธรรมนัส” ยังเดินหน้าเข้าหาบ้านใหญ่ปักษ์ใต้ สร้างพันธมิตรทางการเมืองลุยสนามเลือกตั้ง โดยไม่กังวลว่า จะต้องชนกับแชมป์เก่าประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย

“จาตุรนต์ ฉายแสง” กลับเพื่อไทย เหล้าเก่าเขย่าใหม่ รับเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496809

14 ธ.ค. 2564 |15:18 น.

พาพลพรรคกลับเพื่อไทย “จาตุรนต์ ฉายแสง” เหล้าเก่าเขย่าใหม่ รับการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ เหมือนไทยรักไทยในอดีต

เลือดใหม่ไหลเข้าเลือดเก่าไหลกลับ ไม่ใช่แค่สโลแกนที่พรรคประชาธิปัตย์ ใช้ในห้วงเวลาแห่งการต้อนรับเมธี อรุณ แห่งวงลาบานูน เข้าเป็นสมาชิก และเป็นแคนดิเดตผู้สมัครส.ส.นราธิวาส แต่เพียงเท่านั้นแต่มันคือธีมการเมืองต้อนรับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งบัตร 2 ใบในคราวหน้าซึ่งคงจำกันได้ว่า มีต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี2540  

"จาตุรนต์ ฉายแสง" กลับเพื่อไทย เหล้าเก่าเขย่าใหม่ รับเลือกตั้ง

6 มกราคม 2544 คือวันที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับชัยชนะมีส.ส.ในสภา 251 เสียง ถือเป็นพรรคการเมืองที่ผสมผสานระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นได้อย่างลงตัว ผ่านมา 20 ปี วันนี้อดีตคนไทยรักไทยในสมัยนั้น ย้อนกลับมาร่วมชายคากับคนคุ้ยเคยกัน หลังกระบวนการแตกแบงค์พัน ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันล้มเหลว   จาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ยังหิ้วน้องชาย วุฒิพงศ์ ฉายแสง พร้อมคณะอย่าง เศกสิทธิ์ ไวยนิยมพงศ์  และสามารถ แก้วมีชัย กลับจากเชียงรายไหลมาลงเรือลำเดียวกันด้วย

"จาตุรนต์ ฉายแสง" กลับเพื่อไทย เหล้าเก่าเขย่าใหม่ รับเลือกตั้ง

ความเคลื่อนไหวช่วงเตรียมความพร้อมกับการเลือกตั้ง แม้กฏหมายลูกจะยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่หลายพรรคการเมือง ถอดบทเรียนการเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญ2540 ที่พรรคไทยรักไทย แลนด์สไลด์ จากการรวมร่าง ภายใต้สโลแกน 4 ปีซ่อม  4 ปีสร้างร่างประวัติศาตร์การเมืองไทยเป็นพรรคการเมือง ที่มีสส.ในสภา 377 ที่นั่ง ถือเป็นโมเดล ให้พรรคการเมืองในปัจจุบัน ด้วยกติกาเลือกตั้งที่ไม่ต่างกัน กับปี 40

หากยังจำชัยชนะของพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2548 ได้ ก็ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของบ้านใหญ่ในหลายพื้นที่  ถือเป็นปัจจัยสำคัญ  ภายใต้บริบทเดียวกัน เราเห็นร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รุกเข้าไปในพื้นที่พัทลุง จับมือกับตระกูลธรรมเพชร  วางแผนยึดเบ็ดเสร็จยกจังหวัด  และเราก็เห็นพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของเดชอิศม์ ขาวทอง หรือนายกฯชาย วางเป้าหมายยึดสงขลา ด้วยการวางตัวภรรยา ชิมลางเลือกตั้งซ่อมในเขต 6 วางตัวลูกชายสองคนไว้ในเขต 2 และเขต 4 ขณะที่ตัวเองเป็นเจ้าของเขต 5   นี่เป็นเค้าลางที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า  ทิศทางการเลือกตั้งครั้งต่อไป สนามการเมืองยังไม่เปิดให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการเมืองที่กำหนดโดยพวกขาใหญ่และเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลในแต่ละพื้นที่

“ดร.เอ้”กับเสื้อสีฟ้า ลั่นระฆังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ฝ่าด่านหินกู้ศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496782

เมฆาในวายุ

14 ธ.ค. 2564 |15:12 น.

"ดร.เอ้"กับเสื้อสีฟ้า ลั่นระฆังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ฝ่าด่านหินกู้ศรัทธา

เลือกตั้งเมืองหลวงที่ผ่านมา แกนนำพรรคสีฟ้าคงทราบดี และน่าจะหาวิธีบริหารจัดการใหม่ให้แต้มเพิ่มขึ้น อย่าลืมว่า สนามนี้ ปชป.ส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวงเก้าครั้งที่แล้วสมหวังสี่ครั้งหลังสุด ติดตามความน่าจะเป็น “ดร.เอ้” ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.ในเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ


แน่ชัดขั้นต้นแล้วว่า”เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.”จะเกิดขึ้นกลางปีหน้า หรือไม่เกิน มิ.ย.2565  เพราะนี่คือคำยืนยันของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยการหย่อนบัตรชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ครั้งสุดท้ายคือ  3 มีนาคม 2556 (“ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร”  จากพรรคประชาธิปัตย์  ชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2   บนตัวเลข 1,256,349 คะแนน  โดยชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย  “พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ” อันดับที่สอง  ได้ 1,077,899 คะแนน     สถิติของผู้ใช้สิทธิทั้งหมดร้อยละ 63.38  นับว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง เพราะมีคนมาใช้สิทธิมากสุดสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.)

ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้พบว่า “ผู้ว่าฯกทม. แต่งตั้ง 9 ครั้ง เลือกตั้ง (รวมครั้งที่จะถึงนี้)10 ครั้ง”   วาระทำงานสี่ปี  บริหารพื้นที่ราว 1.6 พันตารางกิโลเมตร ประชากรราว 6 ล้านคน (ยังไม่รวมประชากรแฝง- แรงงานต่างด้าว –ผู้ที่อาจจะไม่มีทะเบียนราษฎร์ในกทม. แต่อาศัยในห้าสิบเขตจริง โดยตัวเลขประมาณการน่าจะแตะ 10 ล้านคน)

สนามนี้ต้องมองผลการเลือกตั้งส.ส. 24 มี.ค. 2562 ประกอบด้วย เพราะพื้นที่กทม.ปรากฏสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิ 72% ( 3,247,813 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,498,058 คน) โดยกลุ่ม “เฟิร์สต์ไทม์โหวตเตอร์”  (อายุ 18- 25 ปี มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่) มาใช้สิทธิ 602,898 คน   นับเป็นอีกกลุ่มคะแนนสำคัญต่อผลคะแนนผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.


และเมื่อพิจารณาคะแนน “ป๊อปปูลาร์โหวต” กทม.จากพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนั้น  พบว่า พรรคอนาคตใหม่ (พรรคก้าวไกลในตอนนี้) ได้ 804,272 คะแนน  พรรคพลังประชารัฐ คว้า 791,893 คะแนน พรรคเพื่อไทย สะสมที่  604,699 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ ตุนไว้ 474,820 คะแนน    เมื่อนำตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 3,247,813 คน หารสามสิบเขตที่มีส.ส.  จะพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเฉลี่ย 108,260 คน และเมื่อนำคะแนน ป๊อบปูลาร์โหวต 4 พรรค มาหารค่าเฉลี่ยต่อเขต พบว่า  พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเฉลี่ยต่อเขต 27,486 คะแนน (จากส่งผู้สมัคร 22 เขต)  พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเฉลี่ยต่อเขต 26,809 คะแนน พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเฉลี่ยต่อเขต 26,396 คะแนน  พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเฉลี่ยต่อเขต 15,827 คะแนน 
 

ตัวเลขเหล่านี้แกนนำพรรคสีฟ้าคงทราบดี และน่าจะหาวิธีบริหารจัดการใหม่ให้แต้มเพิ่มขึ้น  ดังนั้นสนามนี้จึงเป็นศึกกู้ศรัทธาพรรคสีฟ้าเพื่อหวังผลในสนามใหญ่   และสนามนี้ปชป.ส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวงเก้าครั้งที่แล้ว สมหวังสี่ครั้งหลังสุด

การเปิดตัวดร.เอ้  “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” อดีตอธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เป็นว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูแคมเปญเปลี่ยนกรุงเทพ #เราทำได้ มาเป็นจุดขาย และหวังฟื้นกระแสพรรคสีฟ้าในเมืองกรุง หลังเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุด พรรคสีฟ้าสูญพันธุ์กับสนามเมืองกรุงเป็นครั้งแรก เพราะปชป.สะสมได้ 474,820  คะแนน ใน 30 เขตเลือกตั้งเมืองกรุง ส่งผลให้พรรคสีฟ้ามีกว่า 3.9 ล้านคะแนนจากคะแนนรวมทั่วประเทศกับผลเลือกตั้งส.ส.ครั้งล่าสุด

แกนนำพรรคสีฟ้ากำลังตีปี๊ปโชว์ผลงานที่ไปร่วมงานบนเรือเหล็ก แต่บางอย่างยังไม่ชัดเจน และตอนนี้กำลังเร่งแก้ปัญหาภายในเกี่ยวกับอดีตส.ส.ที่แตกตัวไปพรรคอื่น  และพยายามสร้างเลือดใหม่ขึ้นมารับบท เพราะปชป.น่าจะทราบดีแล้วว่าสภาวะวันนี้ของพรรคเป็นอย่างไรในสายตาสังคม

"ดร.เอ้"กับเสื้อสีฟ้า ลั่นระฆังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ฝ่าด่านหินกู้ศรัทธา

หากเจาะลึกวงในพรรคสีฟ้าจะพบว่า สนามนี้ไม่ง่าย แม้”ดร.เอ้”จะมีโปรไฟล์และแคมเปญที่น่าสนใจ   แต่หากมองไปยังผลโพลล์หลายสำนักในหลายเดือนที่ผ่านมา คะแนนนิยมของ”ดร.เอ้”เป็นอย่างไรในสายตาของคนเมืองหลวง แกนนำ”พรรคสีฟ้า”และ”ดร.เอ้”น่าจะทราบดี และการขยับคะแนนนิยมให้ไล่บี้คู่แข่งขันตัวเต็งหนึ่งนั้นก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย

เพราะคู่แข่งขันที่ตอนนี้ยืนยันเบื้องต้นพบว่า “ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์”อดีตรมว.คมนาคมและอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยจะลงแข่งขันแบบอิสระ  แต่รู้กันทั่วว่าพรรคเพื่อไทยหนุนหลัง รวมทั้ง “รสนา โตสิตระกูล” อดีตส.ว.กทม.ที่ระบุว่าพร้อมประชัน (ติดตามว่าที่ผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ เช่น ทอม เครือโสภณ ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าสนใจสนามนี้ด้วยว่ายังจะแข่งขันหรือไม่)  และรอติดตามพรรคพลังประชารัฐ พรรคก้าวไกล พรรคกล้า พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวว่า จะส่งใครมาแข่งขัน และเชื่อว่าไม่นานวันจะมีการทยอยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆตามมา

อย่าลืมว่าห้าถึงหกเดือนที่จะมีการเลือกตั้งตามที่”ลุงตู่”ระบุไว้นั้นนับว่า “ไม่ช้าไม่นาน”  เพราะการสะสมแต้มด้วยการลงพื้นที่ห้าสิบเขตในเมืองหลวงที่มีชุมชน หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงานจำนวนมากนั้น ไม่ใช่งานง่ายและต้องออกสื่อหลากแขนง    บวกกับการเปิดตัวทีมรองผู้ว่าฯกทม.แต่ละด้านว่า มีใครบ้างที่อาสามาแตะมือ ตรงนี้ก็เป็นจุดขายอีกประการหนึ่ง

เซียนการเมือง มองไว้ว่า “การเลือกตั้งแบบอิสระในกทม.นั้นยาก หากไม่มีคะแนนนิยมจากพรรคไว้ในมือ อย่างน้อยเขตละหนึ่งหมื่นห้าพันแต้ม อย่าลืมระบบหัวคะแนนของพรรคในแต่ละเขตและแต่ละชุมชนมีผลสูง   เพราะจะอาศัยกระแสอย่างเดียวก็ติดลมบนยาก  หากอาศัยกระแสเพียวๆ อย่างมากที่สุดก็ติดอันดับท็อปไฟว์ ลองไปไล่เรียงผู้สมัครอิสระในครั้งก่อนๆประกอบกันด้วย คราวนี้ก็เช่นกันสังเกตง่ายๆชัชชาติบอกลงสมัครอิสระ แต่รู้ทั่วเมืองว่าพรรคเพื่อไทยหนุน    เพราะ ชัชชาติรู้ว่าใส่เสื้อพรรคเพื่อไทยลงสมัครก็ยากจะชนะ   แต่หากไม่มีคะแนนจัดตั้งจากส.ส.และว่าที่ส.ก.พรรคเพื่อไทยหนุนก็ไม่ได้”

นอกจากนี้ อย่าลืมระบบกลไกราชการ เพราะหากฝ่ายใดได้ฝ่ายที่คุมอำนาจรัฐไปช่วยเหลือ   ตรงนั้นก็ง่ายต่อการหวังผลไปอีกขั้นหนึ่ง  

สมมติว่าเกมนี้”ดร.เอ้”ลงประเดิมสนามการเมืองกับพรรคสีฟ้า หากพลาดหวัง “ดร.เอ้”ก็ยังมีลุ้นลงแข่งขันสนามส.ส.ในวันหน้า เพราะคะแนนที่ตุนไว้ในเขตเมืองหลวง (แม้จะมีคะแนนนิยมจากพรรคสีฟ้าไว้ด้วยก็ตาม) ก็เป็นราคาทางการเมืองที่”ดร.เอ้” พกติดตัวไว้หากจะเดินต่อบนสนามอื่นก็ยังสะดวกใจไม่ว่าจะสวมเสื้อสีฟ้าต่อไปหรือไม่ก็ตาม

ไทยผวาตกขบวนรถไฟเส้นทางสายไหม โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496708

รามจักร

13 ธ.ค. 2564 |19:56 น.

ไทยผวาตกขบวนรถไฟเส้นทางสายไหม  โดยรามจักร

กระแสตื่นตัวจากการเดินรถจีน-ลาวดังกล่าว สะเทือนไปทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ส่งผลไปถึงสภาพทางเศรษฐกิจ หากไทยยังนิ่ง ก็คงตกขบวนรถแล้ว ถ้าแก้ไขไม่ได้ประเทศไทยก็จะกลายเป็นชนบทชายแดนของประเทศลาว ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

รถไฟในเส้นทางสายไหมจีน-ลาวจากคุนหมิง-เวียงจันทร์ ซึ่งทำสัญญาร่วมทุนกับจีนหลังไทยทำสัญญาเกือบ 2 ปี ได้เปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการแล้วในวันชาติลาวเมื่อ 2 ธันวาคม 2564

เพียงไม่ถึงสัปดาห์มีผู้โดยสารร่วมแสนคนจนต้องเพิ่มขบวนรถขึ้นอีก 3 เท่าตัว


กระแสตื่นตัวจากการเดินรถจีน-ลาวดังกล่าว สะเทือนไปทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ ทั้งในด้านการค้าและในด้านการท่องเที่ยวเพราะนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะไปจุกอยู่ที่ลาวและการค้าต่างประเทศของไทยก็จะสู้ลาวไม่ได้

เพราะเส้นทางขนส่งสินค้าของไทยมีทางออกอยู่ทางเดียว คือ แหลมฉบัง-มาบตาพุด ซึ่งใช้เวลานานและต้นทุนสูง จะไปอาศัยรถไฟลาว-จีนก็ต้องขนของขึ้นรถยนต์ผ่านหนองคายไปเวียงจันทร์และไปเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟลาว-จีน เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายและเบี้ยใบ้รายทางมากมาย

หรือท่าจะไปทางเวียดนามก็ต้องขนทางรถยนต์ผ่านหนองคายเข้าเวียงจันทร์ไปถึงด่านดั่งดงชายแทนลาวเวียดนามแล้วขนขึ้นรถไฟไปที่มณฑลกวางสี เสียเวลาเสียค่าขนส่งเปลี่ยนรถและเบี้ยใบ้รายทางมากมาย

กระแสตื่นตัวการท่องเที่ยวตลอดเส้นทางรถไฟจีน-ลาวเกือบ 20 สถานีที่ค่าโดยสารก็ถูกเพียง 460 บาท ค่าที่พักก็ราคาถูกคืนละไม่กี่ร้อยบาทหรือไปพักโรงแรม 5 ดาวที่สิบสองปันนาก็แค่คืนละ 3,500 บาท ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยผวาเพราะคนไทยทั้งประเทศก็จะแห่กันไปเที่ยวตามเส้นทางสายนี้ซึ่งแปลกใหม่และใช้จ่ายถูกกว่า


เป็นแรงกดดันให้ไทยต้องรีบเชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนกับลาวที่เวียงจันทร์โดนเร็วที่สุด

ขณะนี้สถานทูตไทยในปักกิ่งกำลังเจรจากับจีนโดยเรื่องนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้สั่งการไปนานแล้วและสั่งกำชับไปหลายครั้งก็ไม่คืบหน้า มีการเจรจาไทย-จีนที่ปักกิ่งถึงสองครั้งก็ไม่มีข้อยุติใด ๆ


มิหนำซ้ำยังมีมือดีชงเรื่องผิด ๆ ให้พลเอกประยุทธ์แถลงกับชาวบ้านว่ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จะเปิดเดินรถได้ในปี 2568 และนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมไทยกับอาเซียน ซึ่งใครฟังแล้วก็ตกใจ


เพราะกระทรวงคมนาคมเพิ่งแถลงว่ารถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช จะแล้วเสร็จและเดินรถได้ในปี 2570 ซึ่งยังเชื่อมต่อกับรถไฟเส้นทางสายไหมไม่ได้

ส่วนช่วงโคราชไปหนองคายก็ไม่แน่ว่าจะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด ถึงก่อสร้างเสร็จถ้าเชื่อมจากหนองคายไปเวียงจันทร์ไม่ได้ก็เป็นแค่รถไฟภายในประเทศอยู่ดี


สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีนั้นมีขนาดไม่ใหญ่และไม่มีเส้นทางใดเชื่อมต่อกับประเทศอาเซียนเลย มีแต่ทางรถยนต์และรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ซึ่งเชื่อมกับใครไม่ได้ จากอุดรธานีไปหนองคายไปเวียงจันทร์และไปสิ้นสุดลงที่สถานีที่ไม่อาจเชื่อมต่อกับสถานีเวียงจันทร์-คุนหมิงเสียอีก


สภาพดังกล่าวคือสภาพที่ไทยตกขบวนรถแล้ว ถ้าแก้ไขไม่ได้ประเทศไทยก็จะกลายเป็นชนบทชายแดนของประเทศลาว และส่งผลกระทบทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว อย่างรุนแรง จึงเกิดเป็นกระแสกดดัน


ดังนั้น การเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟเส้นทางสายไหมที่จะทำให้ไทยไม่ตกขบวน จึงต้องรีบเชื่อมเส้นทางจากหนองคายเวียงจันทร์ให้เร็วที่สุด ซึ่งมีระยะทางเพียง 16 กิโลเมตร

แต่เป็นเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศที่ไทยและลาวทำโดยลำพังไม่ได้ และแม้ไทยลาวร่วมกันทำก็ยังไม่ได้เพราะต้องทำร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ไทย ลาว และจีน เพราะเป็นเส้นทางระหว่างประเทศที่ต้องมีทั้งด่านศุลกากรและด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย


การทำเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็วจึงไม่มีทางอื่นนอกจากตั้งคณะกรรมพิเศษแล้วพลเอกประยุทธ์เป็นประธานเอง ทำหน้าที่เจรจาเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 90 วัน เพื่อเร่งก่อสร้างทางรถไฟเส้นทางสายไหมจากหนองคายถึงเวียงจันทร์ให้เปิดเดินรถได้ภายในปี 2566
 

เรื่องนี้ถึงเวลาที่รัฐบาลและคนไทยจะได้ตื่นจากข่าวลวงโลกที่สมุนบริวารต่างชาติที่พยายามทำให้ประเทศไทยต้องปิดพรมแดนด้านเหนือและอีสานได้แล้ว

ซบป้อม “สุพล จุลใส” บ้านใหญ่ชุมพร เลือกทางสายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496713

13 ธ.ค. 2564 |19:50 น.

ซบป้อม "สุพล จุลใส" บ้านใหญ่ชุมพร เลือกทางสายใหม่

สนามชุมพรคึกคัก ส.ส.ลูกช้าง “สุพล จุลใส” ออกหน้ารับลุงป้อมลงพื้นที่เขต 3 ด้วยกติกาบัตร 2 ใบบีบให้ลูกชายผู้ใหญ่เหม็ง บ้านใหญ่จุลใส ต้องเลือกทางเดินสายใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สนั่นชุมพร ส.ส.ลูกช้าง “สุพล จุลใส” ร่วมคณะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แจกของช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หลังสวน และ อ.ทุ่งตะโก

ก่อนหน้านั้น มีกระแสข่าวเรื่อง “สุพล จุลใส” จะไปสังกัดพรรคลุงป้อม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นัยว่ามีการเปิดสำนักพลังประชารัฐใหญ่โตอยู่กลางเมืองชุมพร

ภาพทีมงาน ส.ส.ลูกช้าง “สุพล จุลใส” ตบเท้าเข้าแถวต้อนลุงป้อมอย่างอบอุ่น ยังบ่งชี้ว่า เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 ชุมพร ค่าย พปชร.จะไม่ส่งคนลงสนาม


วันที่ 13 ธ.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ชุมพร โดยเป้าหมายแรกคือ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่ภาคใต้ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี

ต่อมา พล.อ.ประวิตร เดินทางไปยังศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดชุมพร (ส่วนหน้า) ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยมี สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย ร่วมคณะลงพื้นที่ด้วย ซึ่งพล.อ.ประวิตรได้มอบถุงยังชีพให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ อ.หลังสวน และ อ.ทุ่งตะโก

กลางเดือนที่แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็เดินทางมาแจกของน้ำท่วมในเขต อ.สวี โดยคราวนั้น ลูกหมี ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร ให้การต้อนรับ ซึ่งคราวนั้น กระแสข่าว ส.ส.ลูกช้าง สุพล จุลใส จะย้ายพรรคนั้น ดังกระหึ่มเมืองชุมพร

‘ทางวิบากลูกช้าง’

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ส.ส.ลูกช้าง “สุพล จุลใส” เป็น ส.ส.เขตหนึ่งเดียวของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งอนาคตของพรรค รปช. ภายใต้กติกาบัตร 2 ใบนั้น ค่อนข้างจะมืดมน

ดังนั้น ส.ส.ลูกช้าง จึงต้องหาทางขยับไปอยู่พรรคใหญ่ ที่เหมาะกับกติกาเลือกตั้งใหม่ นี่คือความจำเป็นทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของการหักหลังลุงกำนันสุเทพ

สแกนเขตการเลือกตั้งที่ 3 ชุมพร ประกอบด้วย อ.หลังสวน, อ.ละแม, อ.พะโต๊ะ, อ.ทุ่งตะโก และ อ.สวี (เฉพาะตำบลเขาทะลุและตำบลเขาค่าย) ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อชุมพรกับสุราษฏร์ธานี

ผลเลือกตั้งปี 2562 สุพล จุลใส ได้ 41,464 คะแนน เอาชนะธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ อดีต ส.ส.ชุมพร 3 สมัย พรรค ปชป. ที่ได้เพียง 19,397 คะแนน

พูดกันตามจริง ส.ส.ลูกช้างสุพล ได้เป็น ส.ส.ด้วยลำแข้งตัวเอง ขายแบรนด์ลูกช้าง พร้อมชูสโลแกนเข้าใจ เข้าถึง พึ่งพาได้ จับต้องได้ ด้วยบุคลิกนักเลงคนใต้ บวกกับการดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร 5 ปี ลูกช้างได้สร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเต็มพื้นที่


แม้ ส.ส.ลูกช้าง จะสังกัด รปช. ส่วนน้องชายอดีต ส.ส.ลูกหมี อยู่ ปชป. แต่พวกเขาก็ทำงานการเมืองในพื้นที่ร่วมกันในนามจุลใสแฟมิลี่

ส.ส.ลูกชัาง ประคอง พล.อ.ประวิตร ขึ้นรถที่ อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพรส.ส.ลูกชัาง ประคอง พล.อ.ประวิตร ขึ้นรถที่ อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร

‘ลูกผู้ใหญ่เหม็ง’

เบ้าหลอมการเมืองของ “สุพล จุลใส” พี่ใหญ่ของตระกูลนั้น มาจากผู้ใหญ่เหม็ง บุญธรรม จุลใส ซึ่งเป็นมิตรร่วมรบของสหายสืบแสง จัตุรนต์ คชสีห์ อดีต ส.ส.ชุมพร

ปี 2528 บุญธรรม จุลใส ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.จ.เขต อ.สวี และ อ.ทุ่งตะโก ได้ช่วยจัตุรนต์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2529 สังกัด ปชป. จนได้เป็นผู้แทนสมัยแรก และเลือกตั้ง 2531 ย้ายมาอยู่พรรคประชาชน ก็ชนะอีก

ตอนหลังจัตุรนต์ย้ายไปความหวังใหม่ ห่างเวทีชุมพรไป สจ.บุญธรรม ได้ส่งลูกชายคนเล็กคือ ลูกหมี ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนขยับเป็น ส.ส.ชุมพร สมัยแรกปี 2550 กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงรุ่นพี่อย่าง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย และ ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์

ผู้ใหญ่เหม็งหรือ สจ.บุญธรรม ผลักดันลูกช้าง สุพล อดีตนายก อบต.นาสัก ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.ชุมพร ในปี 2555 ลูกช้างคว่ำคู่แข่ง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 8 สมัย เป็นนายก อบจ.

วันนี้ ลูกหมี ชุมพล จุลใส ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองและติดบ่วงคดี กปปส. จึงเหลือแต่ลูกช้าง “สุพล จุลใส” ที่ต้องโลดแล่นไปบนถนนการเมือง

ฉะนั้น การเลือกที่สังกัดพรรคใหญ่ของลุงป้อม ก็เป็นวิถีที่จุลใสแฟมิลี่ จะต้องอยู่ให้ได้ทั้งภาคการเมืองและธุรกิจ

มหาชัยเปลี่ยน “พงศ์เทพ” ลาเพื่อไทย เฮียม้อสวนทางคืนรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496700

13 ธ.ค. 2564 |18:15 น.

มหาชัยเปลี่ยน "พงศ์เทพ" ลาเพื่อไทย เฮียม้อสวนทางคืนรัง

สวนทางเลือดเก่าไหลกลับ “พงศ์เทพ” ประกาศวางมือ อำลาเพื่อไทย คนบ้านเดียวกันอย่างเฮียม้อกำลังชั่งใจคิด จะคืนรังเก่าตามคำเชิญของคนแดนไกลดีหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ได้เวลาวางมือ “พงศ์เทพ” หลังอยู่กับทักษิณ ชินวัตร มากว่า 26 ปี ตั้งแต่ยุคพลังธรรม ร่วมก่อร่างสร้างไทยรักไทย จนถึงเพื่อไทย

แม้จะสนิทคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ “พงศ์เทพ” ก็ไม่ทิ้งเพื่อไทยไปร่วมสร้างพรรคใหม่ เมื่อตัวเองสุกงอมก็พร้อมถอย ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ลุยต่อไป

พลันที่คนมหาชัยอย่าง “พงศ์เทพ” โบกมือลา ก็แว่วข่าวว่า กลุ่มเฮียม้อจะคืนรังเพื่อไทย ตามคำร้องขอของคนแดนไกล

วันที่ 13 ธ.ค.2564 มีรายงานข่าวว่า พงศ์เทพ เทพกาญจนา วัย 65 ปี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว โดยให้เหตุผลเรื่องวัยและสุขภาพ อายุ 60 กว่า ความเข้มแข็ง สุขภาพเองก็ไม่เหมือนเดิม รวมถึงได้เห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ และเห็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้การเมืองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ก็ถึงเวลาวางมือ และดูคนรุ่นหลังๆ ทำงานการเมืองต่อไป

พงศ์เทพ ประกาศวางมือก่อนวันที่พรรคเพื่อไทย จะเปิดบ้านต้อนรับจาตุรนต์ ฉายแสง และพี่น้องตระกูลฉายแสง ,อดีต ส.ส.ภาคอีสาน รวมถึงกลุ่มแกนนำ นปช. หวนคืนบ้านเก่า ในวันที่ 14 ธ.ค.2564

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า กลุ่มบ้านใหญ่เมืองมหาชัยของเฮียม้อ มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ก็จะอำลาชาติไทยพัฒนา กลับเพื่อไทยเช่นกัน

‘ทายาทตระกูลดัง’

“พงศ์เทพ” เป็นลูกชายสุรินทร์ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งสุรินทร์ เคยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ก่อนจะเล่นการเมืองระดับ เป็น ส.ส.สมุทรสาคร 2 สมัย

40 กว่าปีที่แล้ว การเมืองในมหาชัย แข่งขันกันอยู่ 2 ตระกูลคือ ก๊กผล และทับสุวรรณ ก่อนที่จะมีตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ เข้ามายึดครองพื้นที่ในช่วงหลัง

อดีตผู้พิพากษาอย่างพงศ์เทพ จึงต้องลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 8 ในสังกัดพรรคพลังธรรม เมื่อปี 2538 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง และต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิก ส.ส.ร.สมุทรสาคร

ปี 2542 ทักษิณ ชินวัตร ชวนพงศ์เทพ มาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในสมัยรัฐบาลทักษิณเช่น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรียุติธรรม และรัฐมนตรีพลังงาน

ปี 2554 พงศ์เทพ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีศึกษาธิการ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภารกิจสุดท้ายในเวทีเลือกตั้ง เมื่อปลายปี 2563 พงศ์เทพลงพื้นที่หาเสียงช่วยเชาวรินทร์ ชาญสายชล ผู้สมัครนายก อบจ.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และคนมหาชัย ผลปรากฏว่า ตัวแทนของเพื่อไทยพ่ายแพ้แก่ทายาทของเฮียม้อ

ต้นปี 2564 คุณหญิงสุดารัตน์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย ไปตั้งพรรคไทยสร้างไทย พงศ์เทพที่มีความใกล้ชิดกับคุณหญิงหน่อยก็ไม่ได้ตามไปร่วมสานฝัน

‘บ้านใหญ่มหาชัย’

ดังที่กล่าวมาข้างต้น “พงศ์เทพ” คนมหาชัยโบกมือลาเพื่อไทย ก็มีข่าววงในว่า มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ อดีตนายก อบจ.สมุทรสาคร จะพาลูกๆคืนบ้านเก่า

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว เฮียม้อ มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ ตัดสินใจไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา ตามคำร้องขอของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ นครปฐม ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ ไม่ได้มีปัญหาใดๆกับคนแดนไกล

ผลเลือกตั้งครั้งที่แล้ว สร้างความเจ็บช้ำให้กลุ่มเฮียม้อ เมื่อทีมผู้สมัคร ส.ส.ในสังกัดพ่ายเรียบ แถมพรรคอนาคตใหม่ คว้าไป 2 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง

ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรสาคร เฮียม้อส่งลูกชาย อุดม ไกรวัตนุสสรณ์ ลงสนามในนามกลุ่มคนทำงาน คราวนี้เฮียม้อกู้หน้าสำเร็จ ปลัดแต หรือ อุดม ชนะขาดลอย ได้เป็นนายก อบจ. สืบต่อจากบิดา

ดังนั้น การเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เฮียม้อก็ต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ จะอยู่ชาติไทยพัฒนาต่อไป หรือกลับเพื่อไทย ซึ่งมีกระแสข่าวเชิงลึกว่า คนแดนไกลต่อสายตรงมาเจรจากับบ้านใหญ่มหาชัย ขอให้คืนรังเก่า

หากประเมินสถานการณ์การเมืองในพื้นที่ แบรนด์ชาติไทยพัฒนา ขายยาก เมื่อเทียบกับแบรนด์เพื่อไทยที่เป็นสินค้ายอดนิยมของคนสมุทรสาคร

ลุ้น พลังประชารัฐ อนุมัติ “เลือกตั้งซ่อม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496679

13 ธ.ค. 2564 |15:30 น.

ลุ้น พลังประชารัฐ อนุมัติ "เลือกตั้งซ่อม"

“เลือกตั้งซ่อม” 2 เขตปักษ์ใต้ ธรรมนัส เจอคู่ต่อสู้สมน้ำสมเนื้อ ลุ้นพลังประชารัฐอนุมัติผู้สมัคร พิสูจน์ฝีมือเลขาธิการพรรค

พรรคพลังประชารัฐ จะประชุมกรรมการบริหาร เพื่อตัดสินใจส่งผู้สมัคร ลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร และ เขต 6 สงขลา หรือไม่ ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้  ดูจากคะแนนเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม2562  เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชุมพร  ทนายแดง ชวลิต อาจหาญ มีคะแนนตาม ชุมพล จุลใส เกือบหมื่นคะแนน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งชุมพล พ้นส.ส. พลังประชารัฐ จึงตัดสินใจส่งทนายแดงไปต่อในสนามนี้ ส่วนที่เขต 6 สงขลา เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา สมปอง บริสุทธิ์ อดีตผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐแพ้ถาวร เสนเนียม เกือบ 1 หมื่นคะแนน  เมื่อถาวร พ้นสภาพตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ  พลังประชารัฐ จึงไปคว้าตัว อนุกูล  พฤกษานุศักดิ์ ทายาทจากผู้ผลิตถุงมือยางศรีตรังโกลฟ  ซึ่งบิดาเป็นผู้สนับสนุนหลักของถาวร  มาเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.

ลุ้น พลังประชารัฐ อนุมัติ "เลือกตั้งซ่อม"

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ไปเปิดตัว สาขาพรรคพลังประชารัฐที่จังหวัดพัทลุง  สำรวจการเลือกตั้งที่จังหวัดพัทลุงครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ เหลือ นริศ ขำนุรักษ์  รักษาฐานที่มั่นพรรคประชาธิปัตย์ไว้ได้เพียง 1เก้าอี้ที่เขต 3 โดยมีเขมพล อุ้ยตยะกุลพรรคภูมิใจไทย กวดติดตามแค่กว่า 4 พันคะแนน ส่วนเขต 1สุพัชรี ธรรมเพชร พ่าย ภูมิศิษฏ์ คงมี พรรคภูมิใจไทยไปกว่า1หมื่นคะแนน   เขต 2  นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แพ้ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ไปแบบไม่เห็นฝุ่น กว่าสองหมื่นคะแนน ไม่น่าแปลกใจ หากจะมีข่าวว่าตระกูลธรรมเพชร จะมาผนึกรวมกับแกนนำอย่างพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการเบิกฤกษ์ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร นิติศักดิ์ ธรรมเพชรในเขต 2  หลังศาลฎีกาฯสั่งสองส.ส.ภูมิใจไทยหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีคดีเสียบบัตรแทนกัน

ลุ้น พลังประชารัฐ อนุมัติ "เลือกตั้งซ่อม"

ในฐานะประธานกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคฯ ร้อยเอกธรรมนัสจะนำรายชื่อของผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพรและสงขลา เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคฯในวันที่  14 ธันวาคม  2564  นี้ โดยมั่นใจว่านโยบายของพรรค ผู้นำของพรรค  และว่าที่ผู้สมัครของพรรคที่มีคุณภาพนั้นจะสามารถเอาชนะการเลือกตั้ง  ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ได้ แต่การจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค

วัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ผ่านมา หากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ฝั่งรัฐบาล พรรคร่วมจะหลีกทางให้กัน ให้เกียรติเจ้าของพื้นที่  ไม่ส่งผู้สมัครฯลงแข่งขัน ปัจจุบันก็มีตัวอย่างพรรคภูมิใจไทย ประกาศไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมทั้งที่ ชุมพรและสงขลา
แต่หากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งซ่อม 4 ครั้งที่ผ่านมา ร้อยเอก ธรรมนัส พาลูกทีมชนะมาทุกครั้งทั้งขอนแก่น เพชรบูรณ์ ลำปาง และสมุทรปราการ ประกอบกับภูมิทรรศน์การเมืองที่เปลี่ยนไป ไม่มีเหตุผลอะไรวัฒนธรรมทางการเมืองจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะคราวนี้ จะเป็นโอกาสพิสูจน์ศรัทธา และบารมีของที่จะเข้ามาร่วมชายคาพลังประชารัฐ ที่จังหวัดสงขลา  ส่วนคำสัญญาที่จะย้ายมาร่วมชายคาของคนชุมพร ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในตอนนี้

โคราชแตก “วิรัช” สัมพันธ์ค่ายแป้งมัน ค่ายไก่ชนซิวกำนันวังน้ำเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496589

12 ธ.ค. 2564 |20:38 น.

โคราชแตก "วิรัช" สัมพันธ์ค่ายแป้งมัน ค่ายไก่ชนซิวกำนันวังน้ำเขียว

ภูมิใจไทยบุกโคราช “วิรัช” ตกเป็นข่าวลือย้ายค่ายอีกแล้ว เพราะมีสัมพันธ์กับค่ายแป้งมัน ส่วนที่มาเงียบๆ ค่ายไก่ชนสามมิตรส่งกำนันวังน้ำเขียว เป็นเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลังประชารัฐโคราชส่อเค้าวงแตก “วิรัช” ยังยืนข้าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่มีญาติสนิทเป็นรองนายก อบจ.นครราชสีมา สายเสี่ยแป้งมันพันล้าน

ข่าวลือ “วิรัช” ย้ายวิกยังอึมครึม แถม 2 ส.ส.นอกบ้านรัตนเศรษฐ ออกอาการแปลกๆ เหมือนใจจะโผบินจากเมืองย่าโมไปบุรีรัมย์แล้ว

ที่แน่ๆ กำนันดังวังน้ำเขียวทิ้ง พปชร.และ “วิรัช” ไปนั่งเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นัยว่าเป็นตัวแทนซุ้มไก่ชนสามมิตร

ใกล้การประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่นครราชสีมา วันที่ 19 ธ.ค.2564 ก็ยิ่งมีข่าวลือเรื่อง ส.ส.เมืองย่าโม พลังประชารัฐ อาจย้ายไปซบ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล แม่ทัพใหญ่ค่ายสีน้ำเงินในสมัยหน้า

ส่วนที่ไปเงียบๆคือ ประนอม โพธิ์คำ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้รับการเลือกเป็นเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท ของชัชวาลล์ คงอุดม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2564

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว กำนันประนอมถูกขอร้องให้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเปิดทางให้ สมศักดิ์ พันธ์เกษม ลง ส.ส.นครราชสีมา เขต 11 เนื่องจากสนามโคราช ส.ส.ลดเหลือ 14 คน

สมัยหน้า นครราชสีมา มี ส.ส. 16 คน “วิรัช” ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงพยายามจัดทัพใหม่ เพราะคนในครอบครัววิรัช เจอวิบากคดีฟุตซอล

‘ซบค่ายแป้งมัน’

เหตุจาก “วิรัช” เป็นพันธมิตรการเมืองท้องถิ่นกับ วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม และยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา จึงมีข่าวลือเรื่องย้ายพรรคเป็นระยะๆ

ต้นปี 2564 ยลดา หวังศุภกิจโกศล แต่งตั้งกมลศักดิ์ เกษเมธีการุณ เป็นรองนายก อบจ.นครราชสีมา คนที่ 4 ซึ่งกมลศักดิ์เป็นสามีของ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.โคราช เขต 8 พรรคพลังประชารัฐ

ทัศนาพรที่ติดบ่วงคดีฟุตซอล ก็เป็นน้องสาวของทัศนียา รัตนเศรษฐ ภริยาของวิรัช รัตนเศรษฐ นั่นเอง ทำให้มีการโยงใยความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลรัตนเศรษฐ กับเสี่ยแป้งมันพันล้าน

บ้านรัตนเศรษฐ มี ส.ส.5 คน แต่ถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 3 คน หากมองไปข้างหน้า สังเวียนเลือกตั้งครั้งต่อไป โอกาสที่วิรัช ทัศนียาและทัศนาพร จะอยู่ข้างสนามก็มีสูง

วิรัชมีทายาท 3 คน รวมถึงน้องสาว ที่พร้อมจะเล่นการเมืองต่อไป แต่พลังประชารัฐ ก็แตกเป็นสามก๊กสี่ก๊ก นักการเมืองรุ่นเก๋าคงต้องหาทางเลือกไว้บ้าง

สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา พลังประชารัฐสมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา พลังประชารัฐ

สำหรับ 2 ส.ส.โคราช สายนอกบ้านรัตนเศรษฐ คือ เกษม ศุภรานนท์ เขต 1 และ สมศักดิ์ พันธ์เกษม เขต 11 ก็มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ เหมือนจะไปใกล้ชิดทางค่ายแป้งมันมากขึ้น

‘กำนันรีเทิร์น’

ก่อนการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว “วิรัช” กลายเป็นมือประสานสิบทิศ จัดตัวผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ในนครราชสีมา ทั้ง 14 เขต เนื่องจากมีอดีต ส.ส.หลายพรรคมาสวมเสื้อ พปชร.

เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 11 อ.ปักธงชัย และ อ.วังน้ำเขียว(ส่วนหนึ่ง) มี 2 อดีต ส.ส.ทับซ้อนพื้นที่คือ ประนอม โพธิ์คำ จากภูมิใจไทย และสมศักดิ์ พันธ์เกษม จากพรรคชาติพัฒนา ซึ่งวิรัชเจรจาลงตัว ประนอมหลีกทางให้สมศักดิ์ ลง ส.ส.เขต 11 โดยตัวกำนันดังย้ายไปลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

หลังเลือกตั้ง กำนันประนอมไม่ได้เป็น ส.ส. และเหมือนจะวางมือ แต่ช่วงต้นปี 2564 สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แกนนำสามมิตร และชัชวาลล์ คงอุดม มาชักชวนให้กำนันหวนคืนสังเวียน

ดังที่ทราบกัน ประนอม โพธิ์คำ เป็นกำนันผู้มากบารมีแห่ง อ.วังน้ำเขียว เป็น ส.ส.สมัยแรกในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน และสมัยที่ 2 ต้องแข่งกับสมศักดิ์ พันธ์เกษม กำนันประนอมก็เอาชนะไปได้

ทุกวันนี้ กำนันประนอม เป็นแกนนำชมรมอนุรักษ์กีฬาพื้นบ้านไก่ชนอีสานใต้ มีเครือข่ายซุ้มไก่ชน 5 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่นครราชสีมา ,ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ ,สุรินทร์ และศรีสะเกษ

ชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท รู้ดีว่า กติกาเลือกตั้งบัตร 2 ใบ พรรคต้องมี ส.ส.เขต จะฝากความหวังไว้กับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งประนอม โพธิ์คำ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังน้ำเขียว ตอบโจทย์เก้าอี้ ส.ส.เขต ของชัช เตาปูน ได้

การที่สนามโคราช มี 16 เขต อ.วังน้ำเขียว กับ อ.ปักธงชัย คงกลับมาเป็นเขตเดียวกันแบบไม่ต้องแบ่งไปให้เขตอื่น กำนันประนอม ย่อมเหนือกว่าสมศักดิ์ ด้วยเหตุนี้ สมศักดิ์จึงต้องวิ่งหาลู่ทางใหม่ๆ

พลังประชารัฐเมืองย่าโม คงไม่เป็นเอกภาพเหมือนเก่า เพราะค่ายแป้งมันรุกหนัก แถมค่ายไก่ชนสามมิตรก็หนุนกำนันวังน้ำเขียวจัดทัพสู้เหมือนกัน