“มส.ใหม่” ใครได้ใครตก ร่วมพินิจพิเคราะห์กับ ทิดโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496568

ทิดโบราณ

12 ธ.ค. 2564 |20:01 น.

"มส.ใหม่" ใครได้ใครตก ร่วมพินิจพิเคราะห์กับ ทิดโบราณ

เป็นที่น่าสังเกตว่า “มส.” ชุดใหม่ ที่ได้แต่งตั้งใหม่มี 5 รูป โดยมีพระราชาคณะชั้นเทพ ได้รับแต่งตั้ง 2 รูป ฃึ่งเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ ของ มส ที่ เคยมีแต่พระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป ติดตามได้ที่คอลัมน์เจาะประเด็นร้อน โดย ทิดโบราณ

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่ หรือชุดที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 20 รูป เมื่อ 11 ธันวาคม 2564 แบ่งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต ฝ่ายละ 10 รูปเท่ากัน


เป็นที่น่าสังเกตว่า มส ชุดใหม่ ที่ได้แต่งตั้งใหม่มี 5 รูป โดยมีพระราชาคณะชั้นเทพ ได้รับแต่งตั้ง 2 รูป ฃึ่งเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ ของ มส ที่ เคยมีแต่พระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป

ทั้ง 5 รูปดังกล่าวได้แก่ 


1 พระพรหมกวี เจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร


2 พระธรรมวชิรมุนี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์


3 พระธรรมวิสุทธาจารย์ วัดบวรนิเวศวิหาร


4 พระเทพญาณวิศิษฎ์ วัดปทุมวนาราม


5 พระเทพคุณาภรณ์  วัดเทวราชกุญชร
  

ส่วนที่สอบตกได้แก่


1พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวราราม


2 พระธรรมบัณฑิต วัดพระราม ๙


3 พระธรรมปริยัติโมลี วัดบพิตรพิมุข


4 พระธรรมกิตติเมธี วัดราชาธิวาส

ที่ได้รับแต่งตั้งตั้งซ้ำ


1. สมเด็จพระวันรัต  วัดบวรนิเวศวิหาร


2. สมเด็จพระธีรญาณมุนี  วัดเทพศิรินทราวาส


3. สมเด็จพระพุฒาจารย์  วัดไตรมิตร


4.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพน


5. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม


6. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดไตรมิตร


7.พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ


8. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส


9. พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์


10. พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา


11. พระวิสุทธาธิบดี วัดสุทัศน์ เทพวราราม


12. พระพรหมมุนี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน


13. พระพรหมวัชราจารย์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม


14. พระพรหมวชิราการ วัดราชผาติการาม


15. พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม

"มส.ใหม่" ใครได้ใครตก ร่วมพินิจพิเคราะห์กับ ทิดโบราณ

มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ มีหน้าที่ออกกฏ มส มติ มส ระเบียบ คำสั่ง และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ที่ คณะสงฆ์ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติเท่าเทียมกัน

บ้านใหญ่โมเดล “ธรรมนัส” ยึดปักษ์ใต้ ล้างเครือข่ายเพื่อนประยุทธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496580

12 ธ.ค. 2564 |18:49 น.

บ้านใหญ่โมเดล "ธรรมนัส" ยึดปักษ์ใต้ ล้างเครือข่ายเพื่อนประยุทธ์

ต่อยอดจากพัทลุง “ธรรมนัส” เจาะฐานบ้านใหญ่ปักษ์ใต้ ยึดทีละจังหวัด ลบคำปรามาสของ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ไม่พึ่งกระแสประยุทธ์ ก็เอาชนะคู่แข่งได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปักษ์ใต้เปลี่ยน “ธรรมนัส” ล้างบางเครือข่ายเพื่อนประยุทธ์ จัดทีมใหม่เน้นนักการเมืองท้องถิ่น มีฐานแน่น มีทุนหนา ลบคำปรามาส อยากได้ ส.ส.ใต้ ต้องอาศัยกระแสลุงตู่

ปฏิบัติการคว้าตระกูลธรรมเพชร มาสวมเสื้อ พปชร. “ธรรมนัส” โชว์เหนือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แต่ส่องลึกลงไป เหมือนมีลับลวงพราง เป็นงานสร้างภาพสร้างราคาของใครบางคน

ยาม ปชป.อ่อนแรง “ธรรมนัส” ใช้โมเดลบ้านใหญ่ลุยสนามปักษ์ใต้ และไม่ต้องพึ่งกระแสลุงตู่เหมือนปี 2562

ควันหลงจากการเปิดตัว วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง พาลูกชายคนโต มาสวมเสื้อพลังประชารัฐ งานนี้ทำเอา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลบคำสบประมาท ค่าย พปชร.ใต้ ไม่มีผู้การชาติ จะไปต่อยาก

นับจากวันที่ผู้การชาติ หันหลังให้กับพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส ก็เข้ามาดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ทั้งตอนบนและตอนล่าง

ประเดิมงานแรก พา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ล่องใต้ไป อ.สุไหง-โกลก ที่มั่นของ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส และกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส โดยบิ๊กป้อมมอบให้สัมพันธ์ และกูเซ็ง ยาวอหะซัน จัดทัพเลือกตั้ง หวังกวาดเก้าอี้ ส.ส.นราธิวาสให้ได้มากที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คงสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไป 2562 กรณี ปชป.แพ้ยับเยินว่า นับจากนี้ไป พรรคไหนก็ปักธงที่ปักษ์ใต้ หากได้ผู้สมัคร ส.ส.ที่มีชื่อเสียง ฐานเสียงแน่น และมีเครือข่ายทุนท้องถิ่น

‘เครือข่ายบ้านใหญ่’

ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของพลังประชารัฐภาคใต้ โดยแม่ทัพ “ธรรมนัส” ย่อมแตกต่างจากสมัยที่แล้ว ที่มีเพื่อนประยุทธ์เป็นแกนหลักคือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล (ตท.12),พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ (ตท.12) และ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ (ตท.12) นำทัพเลือกตั้ง

กลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ของอดีตนายทหาร ตท.12 จะเน้นการสร้างเครือข่ายงานมวลชน และเลือกเฟ้นตัวผู้สมัคร ส.ส. จากผู้นำภาคประชาสังคม ซึ่งตรงกันข้ามกับ ร.อ.ธรรมนัส

สำหรับ “ธรรมนัส” จะพุ่งเป้าไปที่นักการเมืองท้องถิ่น หรือบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัด ยกตัวอย่างกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส หรือ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง

สุราษฎร์ธานีก็อยู่ในเป้าหมายของ ร.อ.ธรรมนัส เพราะเขารู้จักมักคุ้นกันดีกับกำนันศักดิ์ หรือ พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ที่สร้างปรากฏการณ์คว่ำเต็งหนึ่งอดีต ส.ส. 6 สมัยค่าย ปชป.

ธรรมนัส คว้าตระกูลธรรมเพชร ออกจากค่าย ปชป.ธรรมนัส คว้าตระกูลธรรมเพชร ออกจากค่าย ปชป.

กำนันศักดิ์ ทำธุรกิจเพาะเลี้ยงหอยแครงและหอยนางรม ก่อนจะเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นเป็น ส.อบจ.สุราษฎร์ เขต อ.กาญจนดิษฐ์ และมีชื่อเสียงโด่งดังในยุคข่าวสงครามคอกหอย

ชายฝั่งอันดามัน “ธรรมนัส” มี ธนกร บริสุทธิญาณี นายก อบจ.ระนอง เป็นพันธมิตรทางการเมือง ซึ่งปลายปี 2563 ธนกรเอาชนะคู่แข่งจากกลุ่มระนองก้าวหน้า ของกลุ่มลูกชิ้นหมูฮั้งเพ้ง ยึด อบจ.ระนองสำเร็จ

สมัยก่อน บ้านใหญ่โมเดลในภาคใต้ ไม่อาจเอาชนะกระแสเทพชวนได้ แต่ชัยชนะของภูมิใจไทยที่พัทลุง ,สตูล, กระบี่ และระนอง สะท้อนพลังของบ้านใหญ่ที่สามารถล้มแชมป์เก่า ปชป.ลงได้

‘ลูกช้างเปลี่ยนสีเสื้อ’

โมเดลบ้านใหญ่ของ “ธรรมนัส” ยังคืบคลานเข้ามาใน จ.ชุมพร เมื่อคอการเมืองแถว อ.สวี พูดกันให้แซดว่า ลูกช้าง สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 สมัยหน้าจะย้ายจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ

ดังนั้น วันที่ 17 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค จึงไปปรากฏตัวในพื้นที่ อ.สวี บ้านเกิดของลูกช้าง

แม้วันนั้น จะมีแต่ลูกหมี ชุมพล จุลใส และนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร ออกมาต้อนรับบิ๊กป้อม แต่คนชุมพรก็รับรู้เรื่องสุพล จุลใส จะย้ายไปอยู่พลังประชารัฐ นานนับเดือนแล้ว

สไตล์การทำงานแบบถึงลูกถึงคนของ ร.อ.ธรรมนัส บวกกับบุคลิกพี่ใหญ่ใจดี ทำให้นักเลือกตั้งบ้านใหญ่ ชื่นชอบและอยากมาร่วมงานด้วย

ที่สำคัญ สนามชุมพร ก็เป็นการโคจรมาพบกันของ ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เพื่อนประยุทธ์ ที่ทิ้ง พปชร. และหันไปสนับสนุนค่ายบุรีรัมย์แทน

ส่องจังหวะไทยสร้างไทย “คุณหญิงหน่อย”ไปไกลแค่ไหน อะไรคือปัจจัยบ่งชี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496485

12 ธ.ค. 2564 |12:48 น.

ส่องจังหวะไทยสร้างไทย "คุณหญิงหน่อย"ไปไกลแค่ไหน อะไรคือปัจจัยบ่งชี้

สิ่งสำคัญที่น่าพินิจคือการทำงานการเมืองนั้น “ทุน”ทั้งบนดินและใต้ดินคือปัจจัยสำคัญ แม้ดีกรีของ”คุณหญิงหน่อย”จะขายได้แบบติดท็อปไฟว์นักการเมืองที่คนไทยรู้จักก็ตาม แต่…ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย ควงแขนแกนนำพรรค เช่น  “วัฒนา เมืองสุข  โภคิน พลกุล  ต่อพงษ์ ไชยสาสน์” ปล่อยขบวน “คาราวานสร้างไทย77จังหวัด” โดยใช้ฤกษ์วันที่ 10 ธันวาคม (วันรัฐธรรมนูญ) ที่ผ่านมา เปิดตัวในกทม.เป็นปฐมฤกษ์และเริ่มตระเวนทั่วไทย

แผนการเปิดตัวของพรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์แผนการเปิดตัวของพรรคไทยสร้างไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์

กางปฏทินลงพื้นที่ ตั้งแต่นนทบุรี ตามด้วย นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 12-14 ธ.ค. เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของคนไทยทั่วประเทศเพื่อผลิตนโยบายพรรค(ช่วยคนตัวเล็ก(เอสเอ็มอี) /ช่วยเกษตรกร(ชาวนา)/ สร้างนวัตกรรมใหม่หลากด้าน(คนรุ่นใหม่) /บำนาญประชาชนสามพันบาท /กองทุนคนตัวเล็ก /ลดรัฐราชการอำนาจนิยม)

“20 ชีวิต สมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งสองระบบคือตัวเลขขั้นต้นที่เซียนการเมืองให้ราคาพรรคนี้กับการเลือกตั้งงวดหน้า”

เพราะการแยกตัวมาตั้งพรรคเองในครั้งนี้ “คุณหญิงหน่อย”บอกว่าจะสร้างพรรคเป็นสถาบันการเมืองและเป็นพรรคสุดท้ายที่จะสังกัด โดยรวบรวมสมาชิกพรรคที่เคยเป็นอดีตส.ส.( อาทิ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตส.ส.กทม.) และอดีตส.ก.ในปีกของตัวเอง ( เช่น ประพนธ์ เนตรรังษี)และทาบทามคนการเมืองพรรคต่างๆ(ที่ยังว่างงานในตอนนี้ อาทิ สมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่)มาแตะมือและยังรวบรวมคนรุ่นใหม่ที่ไปแทคทีมสมัยพรรคเพื่อไทยให้มาร่วมสังกัดในคราวนี้ด้วย

การแยกตัวมาตั้งพรรคเองนั้น เป็นที่ทราบทางการเมืองว่า”คุณหญิงหน่อย”ยังมีสัมพันธ์ที่ดีกับนายใหญ่ดูไบ แต่กับคนอื่นๆในพรรคและสายจันทร์ส่องหล้านั้นคล้ายว่าสายสัมพันธ์ยังไม่ดีเท่าที่ควรและเมื่อแนวคิดไม่ลงตัว การร่วมงานก็ต้องยุติแล้วเริ่มเส้นทางใหม่  

โดยพรรคไทยสร้างไทย เน้นจังหวัดที่มีอดีตส.ส.เป็นตัวยืน เช่น พงศกร อรรณพพร แห่งขอนแก่น (พงศกรยังมีเครือญาติเป็นส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยในตอนนี้ )  ทองหล่อ พลโคตร  แห่งมหาสารคาม/  อุดมเดช รัตนเสถียร แห่งนนทบุรี/ สาคร พรหมภักดี แห่งสกลนคร และแกนนำพรรคยังไปพื้นที่ต่างๆที่พอมีแววได้ลุ้นแต้ม และรอติดตามว่า ส.ส.ปัจจุบันที่ใกล้ชิด”คุณหญิงหน่อย” เช่นน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ/การุณ โหสกุล แห่งเพื่อไทย รวมทั้งพรรคอื่นๆจะย้ายสังกัดในช่วงท้ายรัฐบาลเรือเหล็กหรือไม่

ฐานคะแนนที่ไทยสร้างไทยหวังไว้นั้น มองแล้วคือคนรุ่นใหม่(ที่ไม่นิยมพรรคก้าวไกล ) นักธุรกิจรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมือง(ที่ไม่ชอบพรรคขั้วรัฐบาลในตอนนี้และไม่ให้ใจกับพรรคเพื่อไทยเต็มร้อย) เกษตรกร (เขตที่อดีตส.ส.ต่างจังหวัดมีลุ้น)

"ไทยสร้างไทย" ขยับเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี วาง "อนุศักดิ์ เรืองชู" ลงพื้นที่บางกรวย“ไทยสร้างไทย” ขยับเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี วาง “อนุศักดิ์ เรืองชู” ลงพื้นที่บางกรวย

รวมทั้งคนที่ชอบบทบาทของ”คุณหญิงหน่อย” หากสังเกตดีๆฐานเสียงที่”คุณหญิงหน่อย”หวังใจไว้นั้น คล้ายทับซ้อนกับพรรคกล้า และพรรคใหม่ๆที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในช่วงนี้ และแชร์แต้มจากอดีตพรรคต้นสังกัด  (การดีลคนการเมืองที่ยังว่างงานในตอนนี้มาร่วมสังกัด หากเจาะลึกๆจะพบความจริงว่า แท้จริงแล้วพรรคไทยสร้างไทยนั้น บางเขตหวังได้ส.ส./ บางเขตหวังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์(เงื่อนไขนี้มีโอกาสกว่า)  )

ส่วนสนามเมืองกรุงนั้น ผู้สมัครส.ก.หลายเขตคือสิ่งที่ไทยสร้างไทยส่งแข่งขัน นัยว่าหาคะแนนนิยมเบื้องต้นที่แท้จริงไว้เป็นสถิติ หากใครทะลุปักธงได้ถือว่ากำไรเด้งที่สอง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ กับการเคลื่อนตัวของพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ กับการเคลื่อนตัวของพรรคไทยสร้างไทย

ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.นั้นหากมองจังหวะตอนนี้ “คุณหญิงหน่อย” กำลังประเมินสถานการณ์ชนิดสิบแปดตลบ

มิแปลกที่การให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา จึงเป็นไปในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้  

“ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เมื่อไหร่ หากมีความชัดเจน พรรคจะส่งใครชิง จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง  หากจะสนับสนุนหรือทำอะไรต้องส่งนามในพรรคไทยสร้างไทยเท่านั้น เราต้องตรงไปตรงมากับประชาชน ถ้าจะส่งต้องส่งในนามพรรคไทยสร้างไทย”

คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีการส่งผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ 

เหนือสิ่งอื่นใด ที่ควรนำพินิจพิเคราะห์อย่างยิ่ง การทำงานการเมืองนั้น “ทุน”ทั้งบนดินและใต้ดินคือปัจจัยสำคัญ แม้ดีกรีของ”คุณหญิงหน่อย”จะขายได้แบบติดท็อปไฟว์นักการเมืองที่คนไทยรู้จักก็ตาม แต่ “โอกาสบนสนามการเมือง”คือสิ่งสำคัญที่ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการคิดหนักสำหรับทุนที่จะหนุนนำ    

เนื่องจาก“ฐานคะแนนหลัก”ของคุณหญิงหน่อย “ทับซ้อน”กับพรรคเพื่อไทยอย่างเลี่ยงไม่ออก และยิ่งนายใหญ่แดนไกลส่งลูกสาวคนเล็ก”แพรทองธาร  ชินวัตร”มาเป็นคีย์หลักสำหรับแคมเปญ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” ยิ่งเหนื่อยหนักสำหรับไทยสร้างไทย

เพราะทุนจะต่อยอดทางการเมืองได้หลากรูปแบบ (หลักๆคือการทาบทามคนการเมือง-คนหน้าใหม่มาร่วมพรรค รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายแคมเปญหาเสียงในแต่ละพื้นที่ทั้งบนดินและใต้ดิน)  

ดังนั้น”ทุน”จึงเป็นปัจจัยหลักที่คุณหญิงหน่อยต้องแก้โจทย์ให้ได้(คนการเมืองมองว่าน่าจะแก้โจทย์ยากเพราะหากให้เลือกหนุนนั้น พุ่งเป้าไปที่สองพรรคใหญ่คือเพื่อไทย-พลังประชารัฐ น่าจะเวิร์คกว่า)หากจะเดินให้สะดวกบนเส้นทางการเมืองในยามหน้า

ทำไมจึงต้องไล่ รมว.สมศักดิ์ ออกจากตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496477

รามจักร

12 ธ.ค. 2564 |09:59 น.

ทำไมจึงต้องไล่ รมว.สมศักดิ์ ออกจากตำแหน่ง

เบื้องลึกเบื้องลับเป็นอย่างไรก็คิดกันเอาเองเพราะถ้าไม่มีเหตุอันใดอยู่เบื้องหลังไหนเลยจึงเกิดขบวนการขับไล่นายสมศักดิ์และกลุ่ม 3 ช.ออกจากตำแหน่ง ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในวาระสำคัญของชาติตามราชประเพณีก็มีขาเชียร์ลุงออกมาโจมตีกรมราชทัณฑ์ว่าใช้อำนาจเหนือศาลที่ลดโทษให้แก่ผู้ต้องโทษคดีจำนำข้าวเหลือโทษจำคุกไม่กี่ปี

พอเป็นกระแสกองเชียร์ชุดใหญ่ขาเก่าก็เปิดฉากเรียงหน้ากันเป็นตับรุมกันด่าว่านายสมศักดิ์ เทพสุทินว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกเก่าของพรรคเพื่อไทยทำลายกระบวนการยุติธรรม รุ่งอีกวันเดียวก็รุมกันขับไล่นายสมศักดิ์ออกจากรัฐบาลและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดนายสมศักดิ์ออกจากตำแหน่งก็กระทบไปถึงกลุ่ม 3 ช.ทั้งกลุ่มที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย

ชาวบ้านก็พากันงงเต็กเพราะการลดโทษนั้นเป็นไปตามความในพระราชกฤษฎีกาที่ทรงมีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ

ต้องขอย้ำว่าเป็นไปตามพระบรมราชโองการในการตราพระราชการกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษที่กรมราชทัณฑ์ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น


พระราชกฤษฎีกานั้นเกิดจากรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงตราเป็นพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ มีเนื้อความชัดเจนอยู่ราชกิจจานุเบกษาแล้วและพระบรมพระราชโองการตราพระราชกฤษฎีกานี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการก็คือนายกรัฐมนตรี

ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับกรมราชทัณฑ์และนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา
 

ที่น่าแปลกใจก็คือก็กลุ่ม 3 ช.ไม่ใช่หรือที่รวมผู้รวมคนปกป้องนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจากนั้นก็ยังพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีและยกขบวนไปพบพลเอกประวิตร แจ้งให้ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อปรับปรุงคณะกรรมการบริหารใหม่

แต่พลเอกประวิตรก็นิ่งเฉย ต่อมาเสนอให้คณะกรรมการบริหารลาออกให้เกินครึ่งก็จะต้องเลือกคณะกรรมการบริหารกันใหม่ พูดให้ชัดคือปลดหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และเหรัญญิกพรรค พร้อมกันทีเดียวนั่นเอง แต่ในที่สุดเมื่อมีการประชุมภายใน สอบถามความคิดเห็นของกรรมการบริหารพรรคและผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนก็ขอให้เป็นไปตามเดิม

จนกระทั่งมีข่าวว่ากลุ่ม 3 ช.จะย้ายกลับไปอยู่พรรคเพื่อไทย โดยกองเชียร์เจ้าเดิมนั่นแหละที่เป็นคนรายงานข่าวนี้ ซึ่งกลุ่ม 3ช.ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งถ้าข้อปฏิเสธนี้เป็นความจริงก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรในรัฐบาล


 เว้นแต่มีเงื่อนงำเบื้องหลังว่าข่าวลือนั้นก็คือข่าวจริงที่มาก่อนเวลา โดยก่อนเวลาจะมาถึงกลุ่ม 3 ช.จะขอนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้เบิกบานสำราญใจไปจนกว่ารัฐบาลจะมีอันเป็นไป
 

เบื้องลึกเบื้องลับเป็นอย่างไรก็คิดกันเอาเองเพราะถ้าไม่มีเหตุอันใดอยู่เบื้องหลังไหนเลยจึงเกิดขบวนการขับไล่นายสมศักดิ์และกลุ่ม 3 ช.ออกจากตำแหน่ง


ต้องไม่ลืมว่านายสมศักดิ์ เทพสุทินนั้นเป็นนักการเมืองและเป็นศิษย์เอกของเจ้าสำนักสวนพลูหม่อมป้าและยังเป็นศิษย์เอกของเกจิใหญ่ทางการเมือง คือ นายมนตรี พงษ์พานิช และชีวิตการเมืองหลายสิบปีก็เป็นรัฐมนตรีตลอด ไหนเลยจะปล่อยให้กองเชียร์ตีฆ้องโห่ไล่อย่างนี้

กฎหมายสำคัญของรัฐบาลหายไปไหน ทำไมไม่นำเข้าสภา กลัวอะไรหรือไม่ โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496483

รามจักร

12 ธ.ค. 2564 |09:55 น.

กฎหมายสำคัญของรัฐบาลหายไปไหน ทำไมไม่นำเข้าสภา กลัวอะไรหรือไม่ โดยรามจักร

การที่ไม่มีกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเข้าสภาเป็นความจริง แต่สะท้อนเรื่องที่พยายามปกปิดหรือกลบเกลื่อนกันนั่นก็คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ 2 อย่าง คือ กลไกราชการและกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลในการดำเนินการต่าง ๆ ได้

ตั้งแต่การกู้เงินมาใช้ การออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้กลไกของรัฐใช้ในการบริหารราชการหรือการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องหรืออุปสรรคต่าง ๆ ในการบริหาร ซึ่งเป็นระบบการทำงานปกติในระบอบประชาธิปไตย


รัฐสภาได้เปิดสมัยประชุมปัจจุบันมาร่วมเดือนแล้ว ปรากฎว่าไม่มีกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเข้าสู่การพิจารณาของสภาเลย โดยเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นอย่างยิ่งคือกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลกู้ยืมเงินมาใช้ตามที่ได้ตั้งวงเงินกู้ไว้และรัฐบาลตั้งท่าที่จะกู้ยืมเงินมาใช้ให้ทันต้นปีงบประมาณ

โดยตั้งท่ามาตั้งแต่ก่อนการอภิปรายทั่วไปก่อนที่จะปิดสมัยประชุมครั้งที่แล้วด้วยซ้ำไป จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้เข้าสภาทั้งที่ปีงบประมาณ 2565 ผ่านไปจะครบ 3 เดือนแล้ว ซึ่งปกติ 3 เดือนแรกของปีงบประมาณจะต้องผันเงินงบประมาณให้ไหลเข้าสู่ระบบในจำนวนที่สูงระดับ 45% เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และไตรมาสที่ 2 อีกราว 35%

ส่วนที่เหลือสำหรับไตรมาสที่ 3 เพียงเล็กน้อย โดยครึ่งปีหลังจะเป็นปีของการใช้และการบริหารงบประมาณ

และเกิดกรณีผีซ้ำด้ามพลอยรายได้ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะจัดเก็บในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2564 ซึ่งจะนำมาใช้ในปีงบประมาณ 2565 กลับขาดเป้าไปถึง 3 แสนล้านบาทเศษ

แม้การจัดเก็บรายได้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2565 ที่ยังไม่ปรากฎตัวเลขชัดเจนแต่ก็รู้กันทั่วไปว่าเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าในระดับใกล้เคียงกัน เป็นเหตุให้รัฐบาลซึ่งไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยต้องกู้เงินคงคลังมาใช้ในช่วงไตรมาสแรกนี้แล้วถึง 3 แสนล้านบาท และมอบภาระให้ธนาคารของรัฐรับภาระในการจ่ายเงินค่าประกันราคาข้าวซึ่งคงจะมีวงเงินที่ระดับ 1.5 แสนล้านบาทและแน่นอนว่าก็เป็นการก่อหนี้อีกแบบหนึ่งของรัฐบาลนั่นเอง


การที่ไม่มีกฎหมายสำคัญของรัฐบาลเข้าสภาเป็นความจริงแต่สะท้อนเรื่องที่พยายามปกปิดหรือกลบเกลื่อนกันนั่นก็คือความขัดแย้งทางการเมือง

ทั้งความขัดแย้งในพรรคแกนของรัฐบาลและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีปรากฎการณ์ชัดเจนจากการที่ประชุมสภาล่มแล้วล่มอีก บางครั้งยังไม่ทันล่มก็มีการชิงปิดสภาเพื่อไม่ให้เสียหน้าว่าสภาล่มแต่ความจริงก็คือสภาล่มนั่นเอง


สภาพดังกล่าวจึงบอกความจริงให้ประชาชนได้ทราบชัดเจนว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังอยู่ในระดับที่รุนแรงและอันตราย จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถเสนอกฎหมายเข้าสภาได้เพราะถ้ากฎหมายเข้าสภาและแพ้มติฝ่ายค้าน รัฐบาลก็ต้องลาออกหรือยุบสภา แต่ถ้าไม่เสนอกฎหมายก็บริหารราชการแผ่นดินไม่ได้
 

นี่คือวิกฤติทางการเมืองที่กำลังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศและประชาชนในปัจจุบันนี้

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ปฏิรูปต่อไป สาธารณสุขไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496486

11 ธ.ค. 2564 |22:37 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “ปฏิรูปต่อไป สาธารณสุขไทย”

ในระหว่างเส้นทางการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขนั้น มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในด้านแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานเกิดขึ้นเป็นระยะ มาถึงตอนนี้ได้เห็นถึงความก้าวหน้าของสาธารณสุขไทย ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

ระบบสาธารณสุขไทยมีการพัฒนาก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคงเรื่อยมา นับตั้งแต่ ร.5 ทรงจัดตั้ง รพ.ศิริราชเป็นจุดเริ่มระบบการแพทย์สมัยใหม่เมื่อ 130 ปีก่อน และตั้งกรมสาธารณสุขเพื่อพัฒนาระบบงานสุขภาพอนามัยในภาพรวมในอีก 30 ปีถัดมา


ในระหว่างเส้นทางการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขนั้น มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในด้านแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานเกิดขึ้นเป็นระยะ อาทิ งานสาธารณสุขมูลฐาน  งานส่งเสริมสุขภาพ  งานปฏิรูประบบบริการสุขภาพ งานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  งานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ งานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ  ฯลฯ


ในยุคปัจจุบัน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการสร้างเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี มี 5 แผนย่อยประกอบด้วย

1) การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาวะ ป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาวะ

 2) การใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี

 3) พัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย สนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี  

4) การกระจายบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ  5) การพัฒนาและสร้างระบบรับมือและปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำซาก

ส่วนแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เน้นประเด็นปฏิรูปเป็นกระบวนการภายใน 10 ประเด็น ได้แก่

1) ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ

2) ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศด้านสุขภาพ

3) กำลังคนด้านสุขภาพ

4) ระบบบริการปฐมภูมิ

5) การแพทย์แผนไทย

6) การแพทย์ฉุกเฉิน

7) การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

8) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ

9) การคุ้มครองผู้บริโภค

10) ระบบหลักประกันสุขภาพ

สำหรับประเด็น big rock และเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบมาก  มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ประชาชนควรติดตาม ดังนี้


1.การจัดการภาวะฉุกเฉิน โรคระบาดและโรคอุบัติใหม่

– เป้าหมายคือ ประเทศมีระบบงานความมั่นคงด้านสุขภาพและระบบจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่ครบวงจรและบูรณาการ สามารถตอบโต้ภาวะฉุกเฉินได้ทุกภัย รวมถึงโรคระบาดและโรคอุบัติใหม่

– กรณีการระบาดของโควิด 19 เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นทั้งความท้าทายและเป็นตัวเร่งให้กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลต้องประกาศใช้ พรก.บริหารราชการในภาวะฉุกเฉินฯ โดยจัดตั้งกลไก ศบค.ขึ้นเพื่อรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้มีระบบรับมือโควิดที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีผลงานในการควบคุมและป้องกันโรคระบาดโควิดที่ประชาคมโลกยอมรับ ประชาชนทั่วไปพึงพอใจ  มีระดับความรอบรู้และตื่นตัวด้านสุขภาพสูงขึ้นเป็นผลพลอยได้ตามสถานการณ์  แต่ด้วยปัญหาทางการเมืองที่แตกแยกมาอย่างยาวนานทำให้มีประชาชนในบางส่วนไม่ยอมรับและใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อบรรลุผลทางการเมืองของฝ่ายตน

2.เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเสริมสร้างสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและดูแลโรคไม่ติดต่อ

– เป้าหมายคือ ประชาชน(โดยเฉพาะ ผู้ป่วยและคนวัยทำงาน)ที่เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ ได้รับบริการทางการแพทย์และการสร้างเสริมสุขภาพแนวใหม่อย่างบูรณาการ กล่าวคือเป็นระบบรักษาและป้องกันควบคู่ไปด้วยกัน 

3.บริการผู้สูงอายุ ระบบดูแลที่บ้านและชุมชน ระบบสุขภาพปฐมภูมิเชิงนวัตกรรม

– ตัวชี้วัดที่ประชาชนอยากรู้ คือ จำนวนพื้นที่และหน่วยงานที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ (สามารถระบุรายชื่อได้)

4.ระบบหลักประกันสุขภาพและกองทุนที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ ยั่งยืนด้านการคลัง

– เป้าหมาย คือ มีกลไกบริหารจัดการทางการคลังสุขภาพระดับชาติ ดูแลสิทธิประโยชน์หลัก การจ่ายร่วม และระบบฐานข้อมูลการเบิกจ่ายกองทุนของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน (ทั้งด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค บริการปฐมภูมิ  การดูแลที่บ้าน และผู้ป่วยใน) 

5.ปฏิรูปเขตสุขภาพให้มีการจัดการแบบบูรณาการ

-เป้าหมาย คือ มีเขตสุขภาพแบบบูรณาการ มีกลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพ และทดลองพัฒนาระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพมิติใหม่ในระดับเขต จำนวน 4 พื้นที่

– ร่าง พรบ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ…

……………………………………………….
Key Message
 

“ปฏิรูปต่อไป สาธารณสุขไทย”

– บทเรียนรู้จากการจัดการปัญหาโควิด 19 ได้รับการต่อยอดเป็นระบบงานความมั่นคงด้านสุขภาพและจัดการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่ครบวงจรและบูรณาการ 

– ประชาชนได้รับบริการรักษาและป้องกันควบคู่ไปด้วยกัน 

– รายชื่อพื้นที่และหน่วยงานที่ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิทั่วประเทศที่ใกล้บ้าน
– เกิดกลไกบริหารจัดการทางการคลังสุขภาพระดับชาติ ดูแลสิทธิประโยชน์หลัก การจ่ายร่วม และระบบฐานข้อมูลการเบิกจ่ายกองทุนของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน 

– มีเขตสุขภาพแบบบูรณาการ กลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพ และระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับเขต 

– ร่าง พรบ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ…

เกมพลิก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร อุ้มลูกชายหนีค่าย “ปชป.” ซบ ธรรมนัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496462

11 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

เกมพลิก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร อุ้มลูกชายหนีค่าย "ปชป." ซบ ธรรมนัส

สนามพัทลุงอลเวง วิสุทธิ์ ธรรมเพชร พาลูกชายซบพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส บุกพัทลุงเปิดตัวยิ่งใหญ่ ส่วนค่าย “ปชป.” เสียนิพิฏฐ์ แถมไม่ได้ตระกูลธรรมเพชร

เกมพลิก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร พาลูกชายซบ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คนงงทั้งแดนใต้ เมื่อนายก อบจ.พัทลุง ไม่เลือกประชาธิปัตย์

ก่อนหน้านี้ ปมลูกชายของ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร คือจุดแตกหัก ทำให้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อำลาประชาธิปัตย์ ไปร่วมงานกับพรรคใหม่ของกลุ่ม 4 กุมาร

การเมืองเหมือนหมอกควัน วิสุทธิ์ ธรรมเพชร  รับบทแม่ทัพใหญ่พลังประชารัฐเมืองพัทลุง จึงมีคำถามหลานสาว สุพัชรี ธรรมเพชร จะตามมาด้วยหรือไม่

วันที่ 11 ธ.ค.2564 นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “…ร่วมลงพื้นที่ พร้อม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พบปะและเลือกตัวแทน พปชร. จ.พัทลุง 3 เขต พลังประชารัฐ หวังได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชน คว้าเก้าอี้ส.ส.ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้าค่ะ”

นฤมลยังโพสต์ภาพกิจกรรมการเมืองที่พัทลุง โดยมี วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และครอบครัว ร่วมแสดงตัวชัดเจนว่า สังกัดพรรคพลังประชารัฐ 

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร กล่าวถึงสาเหตุที่เลือกพลังประชารัฐ เพราะมั่นใจว่าพรรคนี้จะเข้ามาขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับ อบจ.พัทลุง ได้ พร้อมกับตัดสินใจส่งลูกชายคนโต นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 2

ดังที่ทราบกัน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรค”ประชาธิปัตย์” มีความขัดแย้งกับสุพัชรี ธรรมเพชร และนริศ ขำนุรักษ์ กรณีการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง เขต 2 โดยมีข่าวว่า “ปชป.”จะให้นิติศักดิ์ ธรรมเพชร ลงสมัคร ส.ส. อันเป็นสาเหตุที่ทำให้นิพิฏฐ์ลาออกจาก “ปชป.”

มาถึงวันนี้ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง กลับตัดสินใจเลือกเป็นแม่ทัพพลังประชารัฐ จ.พัทลุง โดยรับหน้าที่สรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.พัทลุงทั้ง 3 เขต

‘เลือกข้างผู้ชนะ’

ปลาย ต.ค.2564 ระหว่างที่มีข่าวความขัดแย้งในการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง ค่าย “ปชป.”  วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. และนิพนธ์ บุญญามณี ชวนบุตรชายไปรับประทานข้าวด้วย 

ลูกผมก็ไม่ได้คุยอะไร บอกว่าต้องถามพ่อก่อน ผมไม่ได้ติดใจอะไร เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องของ “พรรคประชาธิปัตย์” เขา เพียงแต่เขาชวนลูกชายไปทานข้าวด้วยและสอบถามเรื่องลงผู้แทน เพราะเขาบอกว่าเขต 2 พี่นิพิฏฐ์ ไม่ลงแล้ว

หากจับอาการของนายก อบจ.พัทลุง เวลานั้นแสดงว่า ยังไม่ตัดสินใจเลือก “ปชป.” แม้ตัวหลานสาว สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง จะสังกัด “ปชป.”

จริง ๆ แล้ว ประเด็นลูกชายของวิสุทธิ์ นี่แหละ ทำให้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ขัดแย้งกับนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง เขต 3 และสุพัชรี ธรรมเพชร อดีตส.ส.พัทลุง 

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร คงประเมินแล้วว่า การจะเอาชนะคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทย ที่มี นาที รัชกิจประการ เป็นแม่ทัพ คงต้องหาค่ายที่มีความแข็งแกร่ง จึงเลือกพลังประชารัฐเพราะมั่นใจในตัวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

พี่ใหญ่เอายังไง

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นายกพร เป็นน้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 6 สมัย และเป็นน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 2 สมัย

จะว่าไปแล้ว วิสุทธิ์ เล่นการเมืองท้องถิ่น โดยตั้งชื่อกลุ่มพลังพัทลุง ไม่ได้ขึ้นต่อ “ปชป.” อย่างตอนเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จับมือกับ นาที รัชกิจประการ ค่ายภูมิใจไทย เอาชนะคู่แข่งที่มีนิพิฏฐ์ สนับสนุน ยึด อบจ.พัทลุง สำเร็จ

ต่อมา เจ๊เปี๊ยะ นำทีมภูมิใจไทย คว้า 2 เก้าอี้ ส.ส.พัทลุง และประกาศเดินหน้ายึด อบจ.พัทลุง จึงเกิดศึกชิงเมือง ที่ต่อสู้กันดุเดือดเลือดพล่าน ระหว่างเจ๊เปี๊ยะกับตระกูลธรรมเพชร 

ปลายปี 2563 วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ลงสนาม อบจ.พัทลุง ในนามทีมพลังพัทลุง สู้กับทีมภูมิใจพัทลุง ของเจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ ที่ส่ง ภุชงค์ วรศรี อดีตประธาน สภา อบจ.พัทลุง ลงสนาม

ผลปรากฏว่า วิสุทธิ์ ธรรมเพชร เอาชนะตัวแทนของ เจ๊เปี๊ยะ ไปขาดลอย และชัยชนะครั้งนี้ ทำให้ วิสุทธิ์ มั่นใจในศักยภาพของทีมงาน พร้อมแล้วสำหรับสนามเลือกตั้งระดับชาติ

คำถามที่คนพัทลุงกำลังรอคำตอบ สุพัฒน์ ธรรมเพชร พี่ชายจะทิ้งค่าย “ปชป.” มาร่วมกันสานฝันลุงป้อมหรือไม่

เลือก “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ปักษ์ใต้ เคลียร์ศึกภายใน – รับศึกภายนอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496404

11 ธ.ค. 2564 |10:06 น.

เลือก “รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ภาคใต้ วัดพลังคนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่ ใครจะได้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เดิมพันเลือกตั้งซ่อม 2 เขต

เลือก "รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ปักษ์ใต้ เคลียร์ศึกภายใน - รับศึกภายนอก

การลงพื้นที่ แบบถี่ยิบ ของจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ บ่งบอกถึงความพยายาม ทวงคืนเก้าอี้ ส.ส.ภาคใต้ ที่เสียให้กับพลังประชารัฐและภูมิใจไทย จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จนดูเหมือนว่า คนใต้กำลังสิ้นศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์  เพราะเสียรังวัดไปเกินครึ่งของส.ส.ภาคใต้รวม50 เก้าอี้
ดูจากไทม์ไลน์การจัดการเลือกตั้งซ่อม 2 ส.ส. เขต1 ชุมพร และ ส.ส.เขต 6 สงขลา คณะกรรมการการเลือกตั้งจะส่งร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมไปให้รัฐบาลและมีกำหนดนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ และภายหลังโปรดเกล้าฯร่างพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งซ่อมประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ตามกรอบเวลา 45 วัน คาดว่าวันที่เหมาะสมจัดเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้ง 2 เขตคือ วันอาทิตย์ที่16 มกราคม 2565

หลังจากนิพิฏฐ์ อินทระสมบัติ ลาออกจากรองหัวหน้าและสมาชิกพรรค จนถึงขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครไปดูแลปักษ์ใต้ แต่มีกำหนดเลือกตั้งภายในวันที่ 18 ธันวาคมนี้  โดยมีผู้เสนอตัวชิงตำแหน่ง 2คน  1.คือ ชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย

ชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช 9 สมัยชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช 9 สมัย

  2.เป็นเดชอิสม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา สมัยแรก แต่คร่ำหวอดในการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน  

เดชอิสม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา สมัยแรกเดชอิสม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา สมัยแรก

เลือกตั้งซ่อมเขต 1 จ.ชุมพร ปชป.วางตัว อิสระพงษ์ มากอำไพ เลขาฯนายก อบจ.ชุมพร หลานภรรยาชุมพล จุลใส  ลงสู้ศึกกับ ทนายแดง ชวลิต อาจหาญ จากพรรคพลังประชารัฐและพ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ หรือ ผู้กำกับหนุ่ย จากพรรคกล้า
เลือกตั้งซ่อมเขต 6 จ.สงขลา ปชป.วางตัวสุภาพร กำเนิดผล หรือ น้ำหอม รองนายก อบจ.สงขลา และภรรยาของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง ชนกับสมปอง บริสุทธิ์  หรือ อนุกูล พฤกษาอนุศักดิ์จากพลังประชารัฐ และ ทนายอาร์ม พงศธร สุวรรณรักษาจากพรรคกล้า ที่มีผู้การชาติข้ามฟากจากนายกฯตู่ ย้ายมาเป็นป๋าดัน

เดชอิศม์หรือนายกฯชาย จึงอยู่ในสถานะเจอศึกหนัก 18 ธันวาคมนี้ ต้องสู้กับรุ่นพี่ ส.ส. 9 สมัย ชิงชัยในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ปักษ์ใต้   ปีหน้า ต้องลุ้นภรรยารักษาเก้าอี้ ส.ส.เขต 5 ไว้กับพรรคให้ได้   ชินวรณ์  บุญเกียรติ แม้จะพ่ายแพ้ในการชิงชัย ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภาคใต้มาสองครั้ง ก็ยังมีศักดิ์ศรี เพราะมีประสบการณ์มาก่อน  ขณะที่ ปชป.กำลังเดินยุทธศาสตร์กลับมาทวงความยิ่งใหญ่
อีกครั้ง ต้องสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาเก้าอี้ ส.ส.ไว้ ไม่ให้เสียไปมากกว่านี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ภาคใต้จึงต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญ  ใจถึง พึ่งได้   เพียงพอหรือไม่ กับฐานะหัวหมู่ทะลวงฟัน ในเกมการเมืองที่สู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ภายในพรรคประชาธิปัตย์

รมว.สมศักดิ์ ถูกลูกหลง ลดโทษคดีจำนำข้าวเต็มเปา โดย รามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496374

รามจักร

10 ธ.ค. 2564 |21:40 น.

รมว.สมศักดิ์ ถูกลูกหลง ลดโทษคดีจำนำข้าวเต็มเปา โดย รามจักร

เรียกได้ว่า โดนลูกหลงถล่มส่งท้ายปีทีเดียว สำหรับ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กรณี การออกมาชี้แจงประเด็นการลดโทษ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนักโทษคดีทุจริตจำนำข้าว เรื่องนี้พึงควรทำความเข้าใจกันสักหน่อย ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

นักโทษคดีรับจำนำข้าว ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และลดโทษเหลือจำคุกไม่กี่ปี ก็มีคนบางพวกรุมกันด่าท่าน รัฐมนตรีสมศักดิ์กันยกใหญ่ และลามไปถึงกรมราชทัณฑ์ หาว่ามีอำนาจเหนือศาล


เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน รมว. สมศักดิ์ หรือ กรมราชทัณฑ์ เลย เพราะการลดโทษดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย 2 อย่าง คือ

 
ก. รัฐบาลออก พรฎ.ขอพระราชทานอภัยโทษตามปกติที่เคยทำมาทุกปีซึ่ง พรฎ. นี้ จะระบุว่านักโทษชั้นใด จะได้ลดโทษเท่าใด


ข. กฎกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณานักโทษ ว่าอย่างไรเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม หริอชั้นดี หรือชั้นกลาง

เมื่อมีปัจจัย 2 ประการพร้อมขึ้นแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ต้องคำนวณวันเวลาที่นักโทษต่าง ๆ จะได้รับอภัยโทษดังที่ทราบกันอยู่แล้ว


กรมราชทัณฑ์ เป็นเพียงหน่วยงานปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงใด ๆ ได้เลยจึงไปด่ากรมราชทัณฑ์ไม่ได้
ส่วนท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แต่กลับถูกลูกหลงโดนด่าฟรี 


ถือว่าฟาดเคราะห์ส่งท้ายปีเก่าก็แล้วกัน อย่าถือโทษโกรธกันเลย


กฎกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการกำหนดชั้นของนักโทษนั้น เป็นกฎทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ตั้งขึ้นเพื่อนักโทษคดีรับจำนำข้าว 
เพราะไม่ว่านักโทษจะเป็นพวกไหนฝ่ายใด ก็ได้รับผลจาก กฏกระทรวงยุติธรรมดังกล่าวเสมอกัน


ถ้าถามว่าพวกที่กล่าวหาเรื่องนี้ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าทำไม พรฎ. ที่รัฐบาลเสนอครั้งนี้มิได้ระบุเงื่อนไข หรือยกเว้นการใช้บังคับกับนักโทษคดีทุจรติคอร์รัปชั่น?

ก็ต้องตอบว่ารู้ 


แต่ไม่กล้าพูดต่างหาก 


จึงเบนประเด็นไปรุมด่า ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ และกรมราชทัณฑ์ แทน


มันเป็นเสียอย่างนี้แหละพี่น้องเอ๋ย

ปักธงชุมพร “นาที รัชกิจประการ” จับมือเพื่อนประยุทธ์ ล้มค่ายลูกหมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496370

10 ธ.ค. 2564 |19:52 น.

ปักธงชุมพร "นาที รัชกิจประการ" จับมือเพื่อนประยุทธ์ ล้มค่ายลูกหมี

เลือกตั้งซ่อมชุมพรเดือด “นาที รัชกิจประการ” ส่งโกหมู มือขวา เสธ.แอ๊ด เพื่อนประยุทธ์ ลงสนาม พร้อมชนค่ายลูกหมี แชมป์เก่า รวมถึงค่ายพลังประชารัฐ สายธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จับตาย่างก้าวของ เจ๊เปี๊ยะ “นาที รัชกิจประการ” แม่ทัพภาคใต้ ค่ายเนวิน แตะมือ เสธ.แอ๊ด เพื่อนรัก พล.อ.ประยุทธ์ ลุยสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 1 ชุมพร

เสธ.แอ๊ด โบกมือลาพลังประชารัฐ ฝากมือขวาให้ “นาที รัชกิจประการ” ดูแล โยกจากเขต 2 มาลงเขต 1 เผชิญหน้าทายาททางการเมืองของลูกหมี

ภูมิใจไทยวางแผนยึดใต้ตอนบน “นาที รัชกิจประการ” จึงขอปักธงผืนแรกที่ชุมพร เพราะเชื่อมั่นในทีมงาน เสธ.แอ๊ด

วันที่ 8 ธ.ค.2564 ที่ศาลาอเนกประสงค์ อบต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา และนาที รัชกิจประการ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) นำคณะเดินทางไปมอบถุงยังชีพแก่ตัวแทนผู้ประสบอุทกภัยใน อ.สวี

ต่อมา พิพัฒน์และนาที ไปพบปะผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่โรงแรมเอเต้ชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร โดยมี เสธ.แอ๊ด พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งจุดที่ อ.สวี และ อ.เมืองชุมพร สมบูรณ์ หนูนวล ประธานวิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ได้เข้าร่วมกิจกรรรมกับ 2 แม่ทัพใต้ค่ายเนวิน

ก่อนหน้านี้ “นาที รัชกิจประการ” เดินทางมาเยือนชุมพรบ่อยครั้ง หลังจาก สมบูรณ์ หนูนวล อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ได้เปลี่ยนมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย

‘4 พรรคชิงดำ’

สนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 จะเป็นสมรภูมิทดสอบแบรนด์ภูมิใจไทย “นาที รัชกิจประการ” จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

จากข้อมูลในสื่อท้องถิ่นชุมพร มีผู้เสนอตัวลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 แทน ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 4 คน

คนแรก เลขาตาร์ท อิสรพงษ์ มากอำไพ อดีตช่วย ส.ส.ของชุมพล และเลขานุการนายก อบจ.ชุมพร ซึ่งมีการยื่นแสดงความเจตจำนงที่จะลงสมัคร ส.ส.ต่อพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

คนที่สอง ทนายแดง ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่

คนที่สาม พ.ต.อ. ทศพล โชติคุตร์ หรือ อัศวิน ชุมพร สังกัดพรรคกล้า โดยร่วมกับทนายลิขิต ศรีชาติ ทนายชื่อดังในชุมพร ทำงานในพื้นที่มานานหลายเดือนแล้ว

คนที่สี่ โกหมู สมบูรณ์ หนูนวล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ปัจจุบันย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย

โกหมูเป็นมือทำงานของ เสธ.แอ๊ด พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ มาตั้งแต่สมัยเป็น สนช. และส่งลงสนามเลือกตั้ง เขต 2 แพ้ สราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร แค่ 6 พันคะแนน แต่คราวนี้ โกหมูย้ายมาเขต 1

‘ไม่เอาธรรมนัส’

เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ มีความมั่นใจในสนามชุมพร เพราะได้ร่วมงานกับทีมงานชุมพรฟ้าใหม่ ของเสธ.แอ๊ด พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์

การเลือกตั้งสมัยที่แล้ว พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ และพ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะเพื่อนรัก พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมมือกันจัดทัพผู้สมัคร ส.ส.ทั่วภาคใต้ ในนามพลังประชารัฐ เฉพาะสนามชุมพร และระนองนั้น เสธ.แอ๊ด เป็นคนรับผิดชอบ

ภายหลัง มีการเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มอบให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ดูแลสนามภาคใต้ พ.อ.สุชาติ และ พล.ต.กลชัย จึงถอนตัวออกจากพลังประชารัฐ

โดยส่วนตัว พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เริ่มรับราชการทหารในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง จึงทำให้ เสธ.แอ๊ด รู้จักสองพี่น้องตระกูลจุลใส ลูกช้าง สุพล กับลูกหมี ชุมพล มานาน แต่วิถีทางการเมือง ทำให้พวกเขาก็แยกทางกันไป

เลือกตั้งปี 2562 เสธ.แอ๊ด ในฐานะแม่ทัพพลังประชารัฐ ส่ง สมบูรณ์ หนูนวล ลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 2 (อ.ท่าแซะ ,อ.ปะทิว และ อ.เมืองชุมพร) พ่ายแชมป์เก่า สราวุธ อ่อนละมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายของศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 6 สมัย

เจ๊เปี๊ยะ ทำกิจกรรมร่วมกับ เสธ.แอ๊ด ที่ชุมพร เมื่อเร็วๆนี้เจ๊เปี๊ยะ ทำกิจกรรมร่วมกับ เสธ.แอ๊ด ที่ชุมพร เมื่อเร็วๆนี้

การย้ายจากเขต 2 มาลงเขต 1 ของโกหมู สมบูรณ์ หนูนวล ส่งผลสะเทือนถึงค่ายอดีต ส.ส.ลูกหมี รวมถึงทนายแดง ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พลังประชารัฐ ที่ย้ายไปอยู่ซุ้ม ร.อ.ธรรมนัส

หากค่ายเนวินปักธงสีน้ำเงินที่ชุมพรได้ ย่อมส่งสัญญาณไปถึงค่าย ปชป. และค่ายพลังประชารัฐ ในเวทีเลือกตั้งทั่วไปสมัยหน้า ภาคใต้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป