ทำความรู้จัก “ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54”..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493868

23 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ทำความรู้จัก "ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54"..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

หลัง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองต่าง ๆ เคลื่อนไหวคึกคักเกี่ยวกับร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นไปแนวเดียวกัน คือต้องการใช้ “ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554”.. มาทำความรู้จักกันว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เป็นอย่างไร

ในการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า หากร่างกฎหมายลูกที่จะคลอดออกมาเดินตาม”ระบบเลือกตั้งปี 2554″ ก็ต้องศึกษาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

ระบบบัญชีรายชื่อ


ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีการคัดเลือกด้วยขั้นตอนดังนี้


-ให้แต่ละพรรคส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.จำนวนไม่เกิน 125 คน( รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2554 กำหนดให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 125 คน  แต่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564  กำหนดให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ) 

-บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมและต้องคำนึงถึงโอกาส สัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย

-รายชื่อในบัญชีต้องไม่ซ้ำกับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

-จัดทำรายชื่อเรียงตามลำดับหมายเลข (จาก 1 ลงไป)

-หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ให้นับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองรวมกันทั้งประเทศ แล้วหารด้วย 125  (สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหารด้วย 100 ) จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน

ะแนนของแต่ละพรรคการเมือง หารด้วยคะแนนเฉลี่ยที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

-เศษทศนิยม ให้ปัดทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลเศษทศนิยมของแต่ละพรรคไว้ (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ปัดทิ้งเหลือ 52)

-รวมจำนวนผู้แทนของทุกพรรค หากยังได้ไม่ครบ 125 คน (เลือกตั้งครั้งหน้าไม่ครบ 100 คน) ให้กลับไปดูที่เศษทศนิยมของแต่ละพรรค พรรคใดที่มีเศษเหลือมากที่สุด ให้เพิ่มจำนวนผู้แทนจากพรรคนั้น 1 คน หากยังไม่ครบ ให้เพิ่มผู้แทนจากพรรคที่มีเศษเหลือมากเป็นอันดับสองขึ้นอีก 1 คน ทำเช่นนี้ตามลำดับจนกว่าจะได้ครบ 100 คน (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ตอนแรกได้ 52 เศษ 0.7 แต่ถ้าจำนวน ส.ส.ยังไม่ครบ และไม่มีพรรคใดมีเศษมากกว่า 0.7 พรรค ก จะได้เพิ่มเป็น 53 คน)

-หมายเลขผู้สมัครที่จับได้ในระบบบัญชีรายชื่อจะใช้กับระบบแบ่งเขตเลือกตั้งด้วย โดยแต่ละพรรคการเมืองจะใช้หมายเลขเดียวกันทั้งสองระบบทั่วประเทศ

-ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้าแบบแบ่งเขต มีรูปแบบการลงคะแนนเป็นแบบ “เขตเดียวเบอร์เดียว” คือ การแบ่งเขตเลือกตั้งจะแบ่งเป็น 400 เขต โดยยึดหลักให้แต่ละเขตนั้นมีจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกันให้มากที่สุด ดังนั้นในแต่ละเขตจะมี ส.ส.ได้เขตละ 1 คนและผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สามารถกาบัตรเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตได้เพียงคนเดียว


เกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้งหากเดินรอยตามรัฐธรรมนูญฯแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2554 ซึ่งมีส.ส.เขต 375 คน แต่เลือกตั้งครั้งหน้าจะมี ส.ส.เขต 400 คน  หลักเกณฑ์ในการแบ่งจะเป็นดังต่อไปนี้

นำจำนวนราษฎรทั้งประเทศ จากทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีก่อนการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนผู้แทนในระบบเขต (คือ 400 ) จะได้อัตราส่วนของราษฎรต่อผู้แทน 1 คน

นำจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด หารด้วยอัตราส่วนที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนเขตเลือกตั้งที่มีในจังหวัด

จังหวัดที่ผลหารต่ำกว่า 1 เขต ให้ปัดขึ้นเป็น 1 เขต

จังหวัดที่ผลหารมากกว่า 1 และมีเศษทศนิยม ให้ปัดเศษทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลของเศษทศนิยมไว้ (เช่น 4.93 ปัดทิ้งเหลือ 4)

รวมจำนวน ส.ส.ของทั้ง 77 จังหวัด หากยังไม่ครบ 400 เขต ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือมากที่สุดขึ้นไป 1 เขต หากยังไม่ครบอีก ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือเป็นอันดับสองขึ้นไปอีก 1 เขต ทำเช่นนี้ไปตามลำดับ จนกว่าจะได้จำนวนครบ 400 คน

สำหรับผลการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากใช้ “ระบบเลือกตั้งแบบปี 54” พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 ได้ ส.ส. เขต  204 คน และได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 61 คน รวมจำนวน ส.ส. 265 คน ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลอยู่ก่อนเลือกตั้ง ต้องสูญเสียอำนาจไป

โดยรายละเอียดผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นดังนี้

ทำความรู้จัก "ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54"..จ่อต้นแบบเลือกตั้งครั้งหน้า

ฟางเส้นสุดท้าย “พระเล็ก” หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด “โมฆะ” หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493852

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ฟางเส้นสุดท้าย "พระเล็ก" หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด "โมฆะ" หรือไม่

จับตาฟางเส้นสุดท้าย “พระเล็ก” เข้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ไม่ได้ คำสั่งมหาเถรสมาคมเป็น “โมฆะ” หรือไม่

หากนับจากวันได้รับ “ตราตั้ง” เป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ของ “พระเล็ก” หรือ พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 30 วัน ครบกำหนดที่ “พระเล็ก” จะต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ “เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์” ตามกฏของมหาเถรสมาคม แต่หากถึงกำหนดแล้ว “พระเล็ก” ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ ตำแหน่งนั้นจะถือเป็น “โมฆะ” หรือไม่

ผลจากคำสั่งที่เป็นโมฆะ คือ สูญเปล่า คำสั่งทางปกครองที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่เกิดผลใด ๆ ในทางกฎหมาย ดังที่ผู้ออกคำสั่ง (พระบัญชา)ดังกล่าวต้องการ ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใดก็ตาม ผู้มีส่วนได้เสีย อาจหยิบยกความเป็นโมฆะขึ้นกล่าวอ้างได้เสมอ ( ป.พ.พ.มาตรา 133 อันความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น ท่านว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้) คำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” เป็นเจ้าคณะจังหวัด แม้จะมีพระบัญชา แต่เสมือนว่า ไม่เคยมี

เหตุใดจึงกล่าวว่าเป็นโมฆะ เพราะ

  1. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกมาโดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการ หรือขั้นตอนบางประการ (ชาญชัย แสวงศักดิ์. 2556 หน้า 208-209)
  2. คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น..และเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ(ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9)

การออกคำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” เป็นเจ้าคณะจังหวัด ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการ อันเป็นสาระสำคัญสำหรับการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด เป็นเช่นไร

กฎ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (พ.ศ.2563)

ข้อ 5/1 การขอรับพระราชดำริในการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการตามความในมาตรา 20/2 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (พ.ศ.2505) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ปฏิบัติดังนี้

(1) การแต่งตั้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อได้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคมนี้แล้ว ให้เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาทุกกรณี จากนั้น ให้สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคมเสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อมีพระราชดำริ
เป็นประการใด ให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีพระบัญชาหรือตราตั้ง แล้วแต่กรณีตามพระราชดำรินั้น แล้วให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
(2)……

ข้อ 6 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งตามข้อ 4 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้

  1. มีพรรษาสมควรแก่ตำแหน่ง
  2. มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่ง
  3. มีความประพฤติเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย
  4. เป็นผู้ฉลาดสามารถในการปกครองคณะสงฆ์
  5. ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือเป็นโรคเรื้อน หรือเป็นวัณโรคในระยะอันตรายจนเป็นที่น่ารังเกียจ
  6. ไม่เคยต้องคำวินิจฉัยลงโทษในอธิกรณ์ที่พึงรังเกียจมาก่อน
  7. ไม่เคยถูกถอกถอนหรือถูกปลดจากตำแหน่งใด เพราะความผิดมาก่อน

ข้อ 14 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

  1. มีพรรษาพ้น 10 กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ
  2. กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ
  3. กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ
  4. มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์โทขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า 6 ประโยค

ถ้าจะคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตาม (2) (3) หรือ (4) ไม่ได้ หรือได้แต่ไม่เหมาะสม มหาเถรสมาคมอาจผ่อนผันได้เฉพาะกรณี

ฟางเส้นสุดท้าย "พระเล็ก" หาที่ลงไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด "โมฆะ" หรือไม่

ข้อ 15 ในการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดภาคใด ให้เจ้าคณะภาคนั้นพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 14 เสนอเจ้าคณะใหญ่พิจารณา เพื่อมีพระบัญชาแต่งตั้งตามมติมหาเถรสมาคม การแต่งตั้ง “พระเล็ก” ครั้งนี้ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับกระบวนการอันเป็นสาระสำคัญ สำหรับการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด กล่าวคือ

  1. “พระเล็ก” ไม่ได้มีสำนักอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่ได้กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือไม่ได้กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอใด ในจังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ต่อมาจะสามารถหาสำนักได้ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นภายหลังจากการแต่งตั้งอันเป็นโมฆะผ่านไปแล้ว
  2. ไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าเจ้าคณะภาค 9 พิจารณาคัดเลือก “พระเล็ก” ถึงแม้จะพิจารณาคัดเลือกก็ไม่มีอำนาจบัญญัติให้กระทำได้ เพราะ “พระเล็ก” สังกัดอยู่ในภาค 8 นอกเขตปกครองของเจ้าคณะภาค 9 จึงไม่ต้องพิจารณาต่อไปว่า จะมีการเสนอเจ้าคณะใหญ่พิจารณาต่อไปหรือไม่
  3. ไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีการเสนอเพื่อให้มหาเถรสมาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบในเบื้องต้น ทั้งที่ กฎมหาเถรสมาคมบัญญัติไว้ว่า “ให้เสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาทุกกรณี” เพื่อมีมติประการหนึ่งประการใด เพื่อเสนอไปยังราชเลขานุการในพระองค์ ตาม ข้อ 5/1(1)

ดังนั้น การดำเนินการจึงไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันสำคัญในการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ตามกฎมหาเถรสมาคม คำสั่งแต่งตั้ง “พระเล็ก” จึง “โมฆะ” ด้วยเหตุผลที่กล่าว
การออกคำสั่งที่ฝ่าฝืน/ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการอันเป็นสาระสำคัญสำหรับการกระทำนั้น แสดงให้ปรากฏตาม

ข้อคิด

  1. อันความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น ท่านว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้ และได้โดยตลอดจนกว่าจะแก้ไข หรือยกเลิกคำสั่งอันเป็นโมฆะนั้น
  2. ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี

ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา ,มหาเถรสมาคม,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ราชการวิถีใหม่ ที่ประชาชนอยากเห็น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493823

พลเดช ปิ่นประทีป

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “ราชการวิถีใหม่ ที่ประชาชนอยากเห็น”

ชีวิตวิถีใหม่ในสังคม เป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวกันอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์วิกฤติที่ประดังกันมาแบบรอบด้าน โดยเฉพาะภาคราชการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการให้บริการแก่ประชาชน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยพลเดช ปิ่นประทีป

การปฏิรูปภาครัฐถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการปฏิรูปและพัฒนาประเทศในด้านต่างๆให้บรรลุวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”


ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม  ภาครัฐจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปขนานใหญ่(radical change) ที่เน้นการมองกว้างและไกล มิใช่การปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ชีวิตวิถีใหม่ในสังคม เป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวกันอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์วิกฤติที่ประดังกันมาแบบรอบด้าน โดยเฉพาะภาคราชการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการให้บริการแก่ประชาชน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ทันต่อเหตุการณ์ มีความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน(public trust)

ในแผนปฏิรูปประเทศด้านระบบบริหารราชการแผ่นดิน มีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่อยากให้เกิดขึ้น เพียง 2 ประการ คือ 

1) บริการของรัฐมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ  ตรงนี้เขาใช้ระดับความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของภาครัฐในระดับ ร้อยละ 85 เป็นตัวชี้วัดเป้าหมาย  

2) ภาครัฐมีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้  ตรงนี้เขาใช้ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดลำดับขององค์การสหประชาชาติ โดยเป้าหมายเป็นที่ 50-60 ของโลก

ส่วนในเรื่องประเด็นปฏิรูปสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง  (big rock) มี 5 ประการ ดังนี้

1.ปรับเปลี่ยนรูปแบบบริหารจัดการสู่ระบบดิจิทัล  
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น 

1) ประเทศไทยมีระบบ (One COUNTRY One Platform – OCOP) เกิดขึ้นจริง 

 2) รัฐบาลมีระบบข้อมูล Big Data ที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง  

3)ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ด้วยความพึงพอใจจากระบบรัฐบาลดิจิทัล

2.จัดโครงสร้างองค์กรและระบบงานภาครัฐให้ยืดหยุ่น คล่องตัว 
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1) จำนวนกระทรวงพันธุ์ใหม่ที่สามารถบูรณาการด้วยการปรับจากงานฐานกรมมาเป็นงานฐานกระทรวง 2)จำนวนจังหวัดพันธุ์ใหม่ที่บูรณาการงานพัฒนาและบริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

3.ปรับระบบบริหารบุคลากรภาครัฐแบบเปิด  
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  

1)จำนวนข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยร้อยละ 20 ในระยะเวลา 10 ปี  

4.สร้างความเข้มแข็งของระบบบริหารราชการพื้นที่และการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1)สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายของท้องถิ่นและยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ภายใน 5 ปี

5.ขจัดอุปสรรคการจัดซื้อจัดหาและเบิกจ่ายเงินภาครัฐ ให้โปร่งใส รวดเร็ว คุ้มค่า

ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนอยากเห็น  1)ไม่มีคดีทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
……………………………………………………………………………………..
 

Key Message
– ประเทศไทยมีระบบ One COUNTRY One Platform เกิดขึ้นจริง  
– รัฐบาลมีระบบข้อมูล Big Data ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง  
– ประชาชนใช้ประโยชน์ พึงพอใจในระบบรัฐบาลดิจิทัล
– จำนวนกระทรวงพันธุ์ใหม่ และจังหวัดพันธุ์ใหม่เพื่อประชาชน
– จำนวนข้าราชการส่วนกลางและภูมิภาคลดลงร้อยละ 20 ในระยะเวลา 10 ปี  
– งบประมาณรายจ่ายของท้องถิ่นและพื้นที่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ภายใน 5 ปี
– คดีทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของราชการและท้องถิ่นลดลง

ป้อมอุ้ม “ธรรมนัส” ทางเลือกสำรองบิ๊กดีลพรรคใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493839

23 พ.ย. 2564 |12:00 น.

ป้อมอุ้ม "ธรรมนัส" ทางเลือกสำรองบิ๊กดีลพรรคใหญ่

พรรคสำรองบิ๊กตู่มาแรง กดดัน “ธรรมนัส” แบกพลังประชารัฐฉบับบิ๊กป้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เปิดดีลเครือข่ายคนแดนไกล เป็นทางเลือกสำรอง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำมึก

สัญญาณเลือกตั้งใกล้เข้ามา “ธรรมนัส” ชิงเคลื่อนไหวจัดทัพพลังประชารัฐ สร้างกระแสข่าวขานรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ภายในพลังประชารัฐ ยังคุกรุ่นด้วยไฟขัดแย้ง

ว่ากันตามจริง “ธรรมนัส” ยังเคลื่อนไหวจำกัดในโซนอิทธิพลของตัวเอง เข้าไปแตะพื้นที่กลุ่ม 6 รัฐมนตรีไม่ได้ แต่ก็ขยันพาลุงป้อมทัวร์ทั่วไทย ตอกย้ำความเป็นคนวงในตัวจริง

เหตุที่ทีมลุงตู่ไม่วางใจ “ธรรมนัส” ก็มาจากความสัมพันธ์กับเครือข่ายคนแดนไกล เรื่องนี้รู้กันดีในแวดวงคนการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

พลันที่โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับ 1 พ.ศ.2564 บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส.ส.เขต 400 คน ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ก็แจกข่าวทันที พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแบบใหม่นี้

ปัจจุบัน พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.อยู่ในมือ 119 คน แต่ ส.ส.เขต กว่าร้อยละ 20 เป็น ส.ส.นกแล หรือ ส.ส.ที่ได้มาเพราะกระแส พล.อ.ประยุทธ์ ในสนามเมืองหลวง และภาคใต้

ลึกๆ กลุ่มธรรมนัส คงอยากให้เกิดพรรคใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะจะได้แยกชัดระหว่างพรรคป้อมกับพรรคตู่ ซึ่งประเมินว่า ส.ส.พลังประชารัฐ จะย้ายออกไปสังกัดพรรคใหม่ไม่ถึง 20 คน

มีกระแสข่าวว่า “ธรรมนัส” อาจทำพลังประชารัฐเป็นพรรคขนาด 60 ที่นั่ง ต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้า เพราะกติกาบัตร 2 ใบ พรรคเพื่อไทยจะคว้า ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว


‘ไม่เอาธรรมนัส’

ปรากฎการณ์พรรคสำรองของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีมาเป็นระลอกนั้น ก็คือขบวนการเขย่า “ธรรมนัส” และเป็นการส่งสัญญาณถึง พล.อ.ประวิตร ผู้ดูแลธรรมนัสให้หันหน้ามาเจรจากับ “2 ป.” ตามข้อตกลงเดิมกับกลุ่ม 6 รัฐมนตรี

การเกิดข่าวพรรคไทยสร้างสรรค์ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็คือกระบวนการรุกเข้ายึดพลังประชารัฐ ของกลุ่ม พล.อ.ประยุทธ์ นับจากหลังศึกซักฟอก 4 ก.ย.2564 และมีการปลด 2 โดยฝ่ายทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือน ทุกอย่างก็จบ แต่ พล.อ.ประวิตร กลับตั้งการ์ดสูง และออกอาการปกป้องธรรมนัสเต็มที่ เกมยึดพรรค จึงยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้

สำหรับพรรคไทยสร้างสรรค์นั้น มีข้อมูลเชิงลึกว่า เป็นของกลุ่มอดีตรัฐมนตรี สาย กปปส. ที่พยายามจะตั้งพรรคแบบพลังประชารัฐยุคแรก เดินหน้าชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

แม้วันนี้ กระแสข่าวพรรคไทยสร้างสรรค์จะเงียบลงไป แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม 6 รัฐมนตรี กับกลุ่มธรรมนัส ยังดำรงอยู่

เช็คขุมกำลังในพลังประชารัฐ ดูเหมือนว่า สายบิ๊กป้อมจะมีกำลังพลที่เหนือกว่า แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ ก็ยังรอการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพราะพลังประชารัฐ หากมีแค่บิ๊กป้อม ไม่มีบิ๊กตู่ กลุ่ม ส.ส.นกแล ก็เตรียมตัวสอบตกได้เลย

‘ขุมกำลัง 6 รัฐมนตรี’

จริงๆแล้ว “ธรรมนัส” มีขุมกำลัง ส.ส.พลังประชารัฐ ประมาณ 12 คน แต่ที่น่าจับตาคือ ขุมกำลังนอกพรรค ไม่ว่าจะเป็น 7 พรรคเล็ก ,พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็ก และ ส.ส.บางกลุ่มในเพื่อไทย มากกว่า 20 คน ซึ่งเป็นอาวุธลับของผู้กองเมืองพะเยา

ส่วนกลุ่ม 6 รัฐมนตรี ประกอบด้วยสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม,อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง มีกำลังพลประมาณ 40 คน

ผู้ที่คุมกำลังส่วนใหญ่ในพลังประชารัฐคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ ที่เป็นเสาหลักของ ส.ส.กลุ่มบ้านใหญ่ และ ส.ส.นกแล ประมาณ 80 คน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในกลุ่ม 6 รัฐมนตรี เปิดเผยว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจตั้งพรรคใหม่จริง กลุ่มทุนจะเลือกข้างบิ๊กตู่ และจะทำให้ ส.ส.นกแล แห่ออกจากบ้านป่ารอยต่อฯ

ฝ่ายบ้านป่ารอยต่อฯ ในวันที่ไม่มีบิ๊กตู่ อาจต้องใช้ “ธรรมนัส” เปิดบิ๊กดีลกับพรรคใหญ่ของคนแดนไกล ขอร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยเวลานี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการพูดคุยกันในระดับแกนนำพรรครัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรคไว้แล้ว

การเมืองยุค 3ป.ขาลง มิใช่จะมีแค่พรรคสำรองของบิ๊กตู่เท่านั้น หากยังทางเลือกสำรองของบิ๊กป้อม และธรรมนัสอีกด้วย

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493814

นายหัวไทร

23 พ.ย. 2564 |09:00 น.

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

หากความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับ พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่อาจสมานรอยร้าวกันได้จริง การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันเวลาข้างหน้าย่อมเป็นโจทย์หินของพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

โปรดเกล้าลงมาแล้วรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมี ส.ส.500 คน เป็นระบบเขต 400 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และใช้บัตรเลือกตั้ง 6 ใบ
“พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” ชอบใครเลือกคนนั้น ขอบพรรคไหนก็กาบัตรให้ คะแนนพรรคจากทุกพรรคจะถูกนำไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคควรจะได้

แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีวาระถึงปี 2566 แต่ระยะหลังทุกพรรคการเมืองต่างเดินหน้าหาคะแนนเสียงเสมือนกับว่า การเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
       

พรรคการเมืองใหม่ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็น แม้รัฐธรรมนูญใหม่จะไม่เอื้อสำหรับพรรคเล็ก หรือพรรคการเมืองเกิดใหม่ แต่เชื่อกันว่า เป็นการตั้งพรรคขึ้นมาสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
       

จู่ๆพรรคไทยสร้างสรรค์ก็โผล่มา ทำนองว่า 2 ป.สนับสนุนให้ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ หรืออย่างพรรคพลังก็มีให้เห็น หรือพรรคเพื่อไทรวมพลัง…!
     

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การเมืองยังไม่แน่นอน หัวหน้ากลุ่มก้อนทางการเมืองจึงต้องมีพรรคการเมืองสำรองของตัวเองไว้ เผื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็มีพรรคสำรองไว้อยู่แล้ว

แต่ขณะนี้ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลาย

ล่าสุดเกิดกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ หันไปสนใจพรรคการเมืองชื่อ “ไทยสร้างสรรค์” ตอกย้ำกระแสข่าวที่ว่าหากพรรคพลังประชารัฐจัดการไม่ลงตัว โดยเฉพาะการจัดการกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็พร้อมตีจาก

แก้วร้าวยากจะประสาน “ประวิตร-ประยุทธ์” ทำพลังประชารัฐสะดุด

แม้จะถูกมองว่า การผุดขึ้นมาของพรรคไทยสร้างสรรค์ในสถานการณ์ความขัดแย้งของผู้นำ เป็นเพียงการโยนหินถามทาง หรือสร้างกระแสกดดัน พล.อ.ประวิตรให้เร่งจัดการปัญหาภายในพรรคก็ตาม
กดดันว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอาด้วยกับพลังประชารัฐ พรรคนี้ก็เดินยาก ไม่มีจุดขาย จะเอาใครเป็นนายกรัฐมนตรี

กระแสการตีจากพรรคพลังประชารัฐของ 2ป.เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

ช่วงก่อนเกษียณของ “ฉัตรชัย พรหมเลิศ”อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ข่าวกระฉ่อน “พรรคปลัดฉิ่ง” ภายใต้ชื่อ “พรรคเศรษฐกิจไทย” ก็เคยปรากฏให้เห็นว่าจะเป็นพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

รับรู้กันว่า พรรคปลัดฉิ่งตั้งเพื่อรองรับ 2 ป. หากความขัดแย้งกับ ป.ประวิตร ไม่อาจสมานแผลลงได้

แต่กระแสพรรคบิ๊กฉิ่งกลับหายเข้ากลับเมฆ พร้อมๆกับการทิ้งเพื่อนรักของ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ไปสังกัดพรรคกล้า เพราะหาเงาพรรคบิ๊กฉิ่งไม่เจอ

คลื่นความขัดแย้งยังคงอยู่

พล.อ.ประวิตรยังคงออกตรวจพื้นที่พร้อมๆ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่ามกลางกระแสต้อนรับจาก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐอย่างคึกคัก พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ต่อเนื่อง

หากความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับ พล.อ. ประยุทธ์ ยังไม่อาจสมานรอยร้าวกันได้จริง การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันเวลาข้างหน้าย่อมเป็นโจทย์หินของพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ และกำลังแก้ไขกฎหมายลูกเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า คาดการณ์กันว่า พรรคการเมืองที่จะได้ประโยชน์จากการแก้ไขคือพรรคที่ประชาชนลงคะแนนให้มากๆ

พรรคเพื่อไทยคิดว่าการแก้ไขเช่นนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประเมินคะแนนที่เคยได้เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว น่าเชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งด้วยระบบบัตร 2 ใบ พรรคพลังประชารัฐก็น่าจะได้ประโยชน์

แต่การประเมินของพรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นการประเมินก่อน พล.อ.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐมีปัญหา

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ถ้าลงเอยด้วย พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัวจากพรรคพลังประชารัฐ และตั้งพรรคใหม่มาสนับสนุนย่อมส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะกำหนดให้เสียง ส.ว. 250 เสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จนกลายเป็นเงื่อนไขหลักในการต่อรองให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาสนับสนุนรัฐบาล

แต่การเลือกตั้งต้องมีพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน

ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือ พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.สูสีกับพรรคพลังประชารัฐ  โดยเฉพาะคะแนนพรรค ที่เคยถูกยกมาเป็นข้ออ้าง ชิงจัดตั้งรัฐบาลมาแล้ว และไม่ควรลืมคราวนี้ จะมีพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย คอยเบียดแทรกขึ้นมาอีก

การเลือกตั้งใหม่ ที่อาจจะมีพรรคใหม่มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อาจเข้ามาทำลายเสียงของพรรคพลังประชารัฐเดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์

ทางออกคือ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ ต้องกลับมาสมานฉันท์ รักกันเฉกเช่นเดิม ซึ่งมอง ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องยาก 

แก้วที่มันร้าว แม้จะเอากาวมาทาปรับแต่งให้เป็นรูปแก้ว แต่ยังคงเห็นรอยร้าว


 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว #ขัดแย้ง #ร้าว

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด “ใครได้-ใครเสีย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493713

23 พ.ย. 2564 |00:00 น.

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด "ใครได้-ใครเสีย"

รธน.แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่1) ปี64 ประกาศใช้แล้ว ขั้นต่อไป คือ ยกร่างกม.ลูกสองฉบับ จับตาการกำหนดสูตรคำนวณบัตรเลือกตั้งสองใบ ส.ส.เขต 400 คน โดยเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน โอกาส ใครได้-ใครเสีย พรรคเล็ก-กลาง-ใหญ่จัดทัพถ่ายโอนชิงชัยคึกคัก กับเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564  เหตุผลในการประกาศระบุว่า โดยที่ มาตรา 83 และมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 500 คน มีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน 150 คน เป็นจำนวนที่ไม่สอดคล้องต่อจำนวนประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้ง 

หากมีการกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมี จำนวน 400 คน ก็จะทำให้การดูแลปัญหาของประชาชนมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และการคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อพรรคการเมืองและต้องเคารพหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน

การให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตย่อมทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น   จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564
 

กล่าวโดยสรุปสำหรับการเลือกตั้งส.ส.คราวหน้า ใช้บัตร 2 ใบเพื่อลงคะแนนให้ ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน


งานนี้ใครได้ใครเสียระหว่าง 85 พรรคการเมืองที่ยังเคลื่อนไหวและรายงานกิจกรรมพรรคต่อกกต.กับการสู้ศึกงวดหน้า

กติกาเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขยับ อัพเกรดย้ายสังกัด "ใครได้-ใครเสีย"

ภาพบนกระดานการเมือง พบว่า  พรรคการเมืองหลายพรรคขยับกิจกรรมทางการเมืองหลังยุติไปนาน เพราะสถานการณ์โควิด-19 และเมื่อมีจังหวะก็ตีฟุ้งกับราคาของพรรคตัวเอง

พรรคชาติไทยพัฒนา มีผู้แทนฯสิบสองคน แต่หวังเพิ่มส.ส.ให้แตะสามสิบคน  พรรครวมพลังประชาชาติไทย เพิ่งประชุมใหญ่สามัญประจำปี เมื่อวันที่ 21 พ.ย. พร้อมประกาศจะเพิ่มส.ส.ให้มากกว่าห้าคน

พรรคเพื่อชาติหวังได้โอกาสเพิ่ม พรรคเพื่อไทยปูพรมให้ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.รวมทั้งว่าที่ผู้สมัครส.ก.อัดแคมเปญการเมืองเพียบ

พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยหัวหน้าพรรคไปพบมวลชนในพื้นที่คาดหวัง  พรรคพลังประชารัฐโดยผู้กองคนดังขยับตัวถี่ยิบในหลายจังหวัด พรรคก้าวไกลก็ออกเดินสาย พรรคกล้า รวมทั้งพรรคไทยสร้างไทย จะปรากฏกิจกรรมพรรคหลายพื้นที่แบบรัวๆ

ส่วนบางพรรคที่รอแจ้งเกิดหลังแยกตัวมาจากพรรคใหญ่ รวมทั้งพรรคเล็กและพรรคจิ๋วที่มีบทบาทการเมืองยามนี้ จับยามสามตาแล้วน่าจะเหนื่อยหนัก

แม้บางพรรคบอกว่าจะสู้ต่อ โดยปรับกลยุทธ์ตามภาวะวิสัยในตอนนี้   แต่ค่อนข้างแน่นอนว่าไม่นานวันจะพบการยุบพรรคตามรอย”ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคประชาชนปฏิรูปที่เดินเข้าพลังประชารัฐได้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบังเกิดเป็นระลอก  โดยต้องสังเกตที่มาที่ไปของแกนนำพรรคนั้นๆว่าวันวานที่ผ่านมาแนบแน่นกับคีย์แมนพรรคใด  หรือแม้แต่บางพรรคน่าจะ “แพแตก”เพราะคีย์แมนแตะมือขั้วหนึ่ง แต่สมาชิกพรรคแตะมืออีกขั้วหนึ่ง   

และวันข้างหน้านี้ เชื่อเลยว่าบางพรรคจะเปิดตัวให้ “นกแล”ลงแข่งขัน หลายพรรคน่าจะคัดคนแบบหัวกะทิ เพราะงานการเมืองนั้นกระแสมาพร้อมกระสุน แต่บางพรรคน่าจะควบรวมกิจการพรรคที่สนใจมาเป็นหนึ่งเดียวกันไปก่อน นัยว่าวันนี้สร้างเครดิตและเสริมแกร่งหาแต้มไปก่อน วันหลังค่อยมาแก้ปัญหาหลังบ้านที่น่าจะเกิดขึ้น

แต่ที่แน่ๆ ลำดับท็อปเท็นและหรือ 15 อันดับแรกของบัญชีรายชื่อแต่ละพรรค ต้องเป็น “เกรดเอ” เพราะดูแล้วส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์งวดนี้แต้มจะกระจายไปหลายพรรคหลัก 

ส่วนพรรคขนาดกลางและเล็กนั้น  อันดับ1-5  หากได้ไปเยือนรัฐสภาเกียกกายนับว่าสำเร็จแล้ว   เร็ววันนี้อาจจะพบกระแสข่าวแกนนำบางพรรคย้ายมุ้ง เพราะใครก็ไม่อยากได้ชื่อว่าส.ส.สอบตก เว้นแต่พรรค”บิ๊กเนม”ที่น่าจะมั่นใจว่าตัวเลขส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์น่าจะไหลไปแตะตัวเลขสามสิบอันดับ (เมื่อกติกาหลักมีผลบังคับใช้แล้วนั้น เท่ากับว่าผู้แทนฯระบบเขตจะเพิ่มขึ้นห้าสิบคน ผู้แทนฯปาร์ตี้ลิสต์หดไปห้าสิบคน) 


อีกประการที่มิควรละเลย คือบางเขตนั้นมีฐานคะแนนในขั้วเดียวกันแต่พรรคเหล่านี้แข่งกันเอง แบบนี้น่าจะฟัดกันหนักเพราะแน่นอนว่าหลากพรรคหลักต้องเลือกผู้สมัครประเภท”ดี-เด่น-ดัง”ลงในระบบเขต และหวังให้ชาวบ้านในเขตนั้นเทใจเลือกพรรคด้วย เพราะหย่อนบัตรงวดที่แล้วใช้บัตรใบเดียว(เลือกคนและพรรครวมทั้งแคนดิเดตนายกฯไปพร้อมกัน) แต่เอาเข้าจริงแล้ว หลากพรรคยังใช้วิธีเดิมๆคือดึงตระกูลการเมือง/นักธุรกิจในพื้นที่ หรืออดีตนักการเมือง(อดีตส.ว./อดีตส.ส./อดีตสมาชิกอบจ./เทศบาล)มาเปิดตัวในพื้นที่ที่พรรคตัวเองไร้กำลังพล บางพรรคดึงคู่แข่งมาเสริมดื้อๆ(  พรรคกล้า ดึงพันโทสุชาติ จันทรโชติกุล อดีตแกนนำพปชร.ภาคใต้ไปร่วมงาน)  ของแบบนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมือง เกิดขึ้นทุกครั้ง

แต่สิ่งที่ต้องมองลึกๆคือ สมการการเมืองจะเปลี่ยนเพียงใดสำหรับพรรคที่ได้กำลังพลไปเสริมทัพ  พรรคที่เสียสมาชิกพรรคคนสำคัญให้คู่แข่ง เพราะสมการนี้มันเปลี่ยนทุกครั้ง

หากให้สรุปความยามนี้ พบว่า ค่อนข้างแน่นอนว่า “คนแดนไกล”ยิ้มกริ่มกับกติกานี้ เพราะมันเคยได้ผลกับปรากฏการณ์ไทยรักไทยฟีเวอร์ พลังประชาชนและเพื่อไทยเวอร์ชั่นนารีขี่ม้าขาวและตอนนี้อดีตคนในสังกัดทยอยตบเท้ากลับบ้านเก่ากันแล้ว

หอมกลิ่นเลือกตั้ง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีเต็มตัว ลาก่อนการ์ดวีโว่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493758

22 พ.ย. 2564 |19:00 น.

หอมกลิ่นเลือกตั้ง "โตโต้ ปิยรัฐ" คดีเต็มตัว ลาก่อนการ์ดวีโว่

สะเทือนยุทธจักรการ์ดสามนิ้ว “โตโต้ ปิยรัฐ” โบกมือลาการ์ดวีโว่ อ้างคดีเยอะ ส่งไม้ต่อให้รุ่นน้อง จับตาอดีตหัวหน้าการ์ดคนดัง หวนคืนสวมเสื้อส้ม ลุยสนามเลือกตั้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สะเทือนยุทธจักรการ์ดอาสา “โตโต้ ปิยรัฐ” ประกาศวางมือหัวหน้าการ์ดวีโว่ ส่งต่อภารกิจให้รุ่นน้อง เพราะขณะนี้มีคดีความติดตัว 31 คดี บางคดีสู้ถึงศาลฎีกาแล้ว

ทางเดิน “โตโต้ ปิยรัฐ” ยาวนานมาแต่ยุคคนเสื้อแดง จนถึงม็อบคนอยากเลือกตั้ง ก่อนจะไปลุยสมรภูมิเลือกตั้ง เมื่อเกิดม็อบสามนิ้ว โตโต้ทำการ์ดวีโว่ลงท้องถนน

การถอนตัวของ “โตโต้ ปิยรัฐ” สะท้อนภาพรวมขบวนการต่อสู้บนท้องถนน อยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยง จะถอยเพื่อรุกใหม่ หรือจะเสี่ยงเปิดเกมอนาธิปไตย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2564 โตโต้หรือ ปิยรัฐ จงเทพ ผู้อำนวยการกลุ่มงานมวลชนอาสา หรือ We Volunteer (WeVo) ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คในรายการ Wevo พบประชาชน EP:10 ว่าด้วยเรื่อง Wevo กับภารกิจส่งไม้ต่อ

หลังจากก่อตั้งการ์ดวีโว่มา 1 ปี “โตโต้ ปิยรัฐ” ได้ประกาศส่งไม้ต่อให้รุ่นน้อง โดยจะมีการแต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ เพื่อนำขบวนการ์ดวีโว่ เนื่องจากโตโต้ถูกดำเนินคดีความมั่นคง 31 คดี ในจำนวนนั้นเป็นคดี ม.112 จำนวน 3 คดี และมีบางคดีสู้ถึงชั้นศาลฎีกาแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีเวลาอยู่ข้างนอกอีกนานแค่ไหน และอาจจะไม่มีเวลาทำงานร่วมกับพี่น้องอีกต่อไปได้ จึงต้องเกษียณตัวเอง เพื่อไปทำหน้าที่อย่างอื่นในวันข้างหน้า

“เราจับมือกันให้แน่น ตั้งสติคิดรอบครอบ ก้าวที่ละก้าวอย่างมั่นคง ลงจังหวะอย่างมียุทธศาสตร์ พร้อมรับเมื่อต้องมีใครล้ม และพร้อมรุกเมื่อถึงเวลา เวลานี้เรามาไกลมากแล้ว ไกลเกินกว่าจะถอยกลับ และพวกเขาคงไม่ยอมให้เราถอยกลับเป็นแน่”

‘กำเนิดการ์ดวีโว่’

ต้นเดือน ก.ย.2563 “โตโต้ ปิยรัฐ” เปิดตัวการ์ดสามพระจอม หมายถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เพื่อดูแลการชุมนุม 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร

หลังจากนั้น โตโต้ก็มีบทบาทมากขึ้นในฐานะหัวหน้าการ์ดสามพระจอม ก่อนจะพัฒนามาเป็นการ์ดอาสาวีโว่ “..wevo เกิดมาจากกลุ่มนักเรียนสายอาชีวะ และวิศวกร wevo ก่อตั้งโดยกลุ่มสามพระจอมปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่คือ ช่างเทคนิค และ นศ. วิศวะ จากสถาบันพระจอมเกล้า จนวันนี้จึงเปิดรับความหลากหลายเข้ามา..”

ปลายปี 2563 มีการชุมนุมบนท้องถนนบ่อยครั้ง จึงมีการ์ดม็อบมากถึง 10 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นการ์ดอาชีวะ ซึ่งได้เกิดปัญหาเหตุปะทะกันเองของกลุ่มการ์ดอยู่หลายครั้ง

ต่อมา “โตโต้ ปิยะรัฐ” ได้มีการเคลื่อนไหวลักษณะวีรชนเอกชน นำพาการ์ดวีโว่ ก่อการสุ่มเสี่ยงจนตกเป็นเป้าโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม และมีวิวาทะกับกลุ่มการ์ดอาชีวะด้วยกันเอง

ปี 2564 การ์ดวีโว่มีบทบาทในการดูแลม็อบน้อยลง เนื่องจากม็อบแบบไม่มีแกนนำได้เกิดขึ้นหลายกลุ่ม รวมถึงม็อบอนาธิปไตยอย่างทะลุแก๊ซที่ดินแดง

‘ซ้ายใหม่’

“โตโต้ ปิยรัฐ” ทำกิจกรรมคัดค้านระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่สมัยเรียนคณะ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ

ปี 2554-2556 โตโต้ได้เข้าไปคลุกวงในขบวนการคนเสื้อแดงปีกแดงตาสว่าง จึงรู้จักสมยศ พฤกษาเกษมสุข และอานนท์ นำภา

ปี 2559 โตโต้ เปิดตัวสมาคมเพื่อเพื่อน (FFA) เป็นสมาคมที่อำนวยการช่วยเหลือนักโทษทางความคิด โดยเฉพาะคดี 112 โดยมีตัวเขาเป็นนายกสมาคม และมีอานนท์ นำภา เป็นกรรมการสมาคม

ปี 2560 โตโต้ร่วมกับรังสิมันต์ โรม และอานนท์ นำภา ทำม็อบคนอยากเลือกตั้ง แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ถัดมา โตโต้และรังสิมันต์ โรม สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ปี 2562 โตโต้ ลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ในนามพรรคอนาคตใหม่ โตโต้รู้ว่าเป็นรอง ส.ส.เก่าจากพรรคเพื่อไทย แต่ก็สู้อย่างเต็มที่ สุดท้ายผลคะแนนสะท้อนว่า คนเมืองน้ำดำยังผูกพันกับพรรคเพื่อไทยสูง

หลังพ่ายเลือกตั้ง โตโต้ยังทำงานในพื้นที่ และยังเกาะเกี่ยวอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ กระทั่งมีการยุบพรรค โตโต้ก็ผันตัวมาทำงานการเมืองนอกสภาอีกหน

การประกาศวางมือจากหัวหน้าการ์ดวีโว่ของโตโต้ จึงมีสำนักข่าวบางแห่งวิเคราะห์ว่า เขาอาจหวนคืนสังเวียนการเมือง เพราะรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมเปิดประตูต้อนรับโตโต้อยู่แล้ว

ปี่กลองเลือกตั้งดังกระหึ่มแล้ว ถ้าปี 2562 “โตโต้ ปิยะรัฐ” ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็คงได้เป็น ส.ส.เหมือนรังสิมันต์ โรม ไปแล้ว ฉะนั้น สมัยหน้า โตโต้อาจลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลก็เป็นได้

แม่ทัพเพื่อชาติ “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” สูตรลับเชียงรายโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493699

22 พ.ย. 2564 |14:00 น.

แม่ทัพเพื่อชาติ "ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ" สูตรลับเชียงรายโมเดล

เรียบร้อยติยะไพรัช “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ โชว์บทดาวสภากล้าตาย เชื่อมคอนเนกชั่นเชียงราย-พะเยา รอเวลาไปต่อหรือควบรวม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พรรคเพื่อชาติเลือก “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” เป็นหัวหน้าพรรค ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความสัมพันธ์กับยงยุทธ ติยะไพรัช นั้นล้ำลึกมาแต่สมัยก่อการขบวนคนเสื้อแดง ภาคเหนือ

มองข้ามช็อต “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” เป็นผู้เล่นที่เหมาะสมกับช่วงการรอคอยเลือกตั้งครั้งใหม่ด้วยกติกาบัตร 2 ใบ พรรคเพื่อชาติจะไปต่อหรือควบรวมกับพรรคไหน ก็ขึ้นอยู่กับบทบาท ส.ส.เอลวิส ในสภาฯ นับจากนี้ไป

“ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ไม่ได้แนบแน่นแค่ผู้มากบารมีเมืองเชียงราย หากแต่สายสัมพันธ์ยังทอดยาวไปถึงผู้กองเมืองพะเยา ซึ่งคอนเนกชั่นลูกข้าวนึ่ง บอกถึงอนาคตของพรรคเพื่อชาติได้เป็นอย่างดี

เปิดฉากการประชุมพรรคเพื่อชาติ ที่ห้องประชุมสนามฟุตบอลสโมสรลีโอเชียงราย สเตเดียม จ.เชียงราย ของตระกูลติยะไพรัช ก็บอกให้รู้แล้วว่า พรรคเพื่อชาติ เป็นของใคร

พิธีกรรมเปลี่ยนผ่านไม่มีอะไรมาก บุศริณธญ์ วรพัฒนานันท์ พี่สาวของยงยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และส่งต่อให้ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ เป็นหัวหน้าพรรคแทน

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สปอนเซอร์รายใหญ่ยุคแรกๆ ผันตัวขึ้นเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค และ ลินดา เชิดชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลูกสะใภ้เจ๊เกียว เป็นเลขาธิการพรรค สมความมุ่งมาดปรารถนา

หาก “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” จะนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง ก็คงเน้นหนักในพื้นที่ภาคเหนือ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ง่าย บางทีอาจต้องรอฟังสัญญาณคนแดนไกล ก่อนตัดสินใจอนาคตเพื่อชาติ

‘เชียงรายโมเดล’

ช่วงรัฐบาล คสช. ยงยุทธ ติยะไพรัช ไปสิงสถิตอยู่ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ทำกิจกรรมร่วมกับแกนนำ นปช. ซึ่งตอนนั้น “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ก็มาร่วมขบวนด้วย ในฐานะแกนนำ นปช.เมืองพระยาพิชัยดาบหัก

ปี 2563 ยงยุทธ ติยะไพรัช ตั้งกลุ่มพลเมืองร่วมใจ ร่วมกับ สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตมือปราบฉลามดำ ตระเวนทำกิจกรรมทั่วภาคเหนือตอนบน บ่อยครั้งที่ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ได้ร่วมขบวนไปด้วย

จริงๆแล้ว ยงยุทธ ก็สนิทกับสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ภายในพรรคเพื่อไทยก็มีหลายกลุ่มก๊วน ยงยุทธจึงไม่เข้าไปยุ่ง กรณีที่ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ เปิดศึกถล่มแกนนำพรรค และถูกขับออกมา

นับแต่เสี่ยสงคราม ถอดใจอยากเลิกราจากเพื่อชาติ ยงยุทธก็ตัดสินใจดันพี่สาวให้เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว และโยกเพื่อชาติจากอิมพีเรียล สำโรง มาอยู่ที่สนามลีโอ เชียงรายฯ

‘ยุบพลเมืองร่วมใจ’

ดังที่รู้กันในสภาฯ ช่วงก่อนแตกหักเพื่อไทย “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” ป้วนป้วนอยู่พรรคพลังประชารัฐ โดยเดินไปมาไหนกับวิรัช รัตนเศรษฐ และเครือข่าย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ศรัณย์วุฒิ เลือกเพื่อชาติ ง่ายต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในนามฝ่ายประชาธิปไตย

ยงยุทธ ศรัณย์วุฒิ และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยทำกลุ่มพลเมืองร่วมใจยงยุทธ ศรัณย์วุฒิ และพล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยทำกลุ่มพลเมืองร่วมใจ

ฝ่าย ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ สมัยเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดตัวกลุ่มพลเมืองร่วมใจ ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชน ซึ่งจริงๆแล้ว ก็มีเป้าหมายการเมืองท้องถิ่น

ยงยุทธสนับสนุน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย ในนามเพื่อไทย แต่พ่าย อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นลูกสาวของสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงราย

ส่วน พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ก็ไปลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.นครสวรรค์ทุกพรรค รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และหิมาลัย ผิวพรรณ ซึ่ง พล.ต.ท.สมศักดิ์ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.

ดังนั้น กลุ่มพลเมืองร่วมใจจึงปิดตัวไปโดยปริยาย เดิมพันการเมืองของยงยุทธ ก็ขึ้นอยู่ที่บทบาทของ “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ จะแสดงได้ดีแค่ไหน และท้ายที่สุด ก็ต้องฟังยุทธศาสตร์เลือกตั้งของคนแดนไกล

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ “บัตรเลือกตั้ง2ใบ” ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493703

22 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ได้เวลาใกล้ชิดประชาชน บังคับใช้รัฐธรรมนูญ “บัตรเลือกตั้ง2ใบ” แล้ว รัฐสภามีเวลา 180 วัน ยกร่างกฏหมายลูก 2 ฉบับ

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ การเมืองไทยกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าไปทุกขณะ จากนี้ไป บรรดาพรรคการเมืองคงเร่งมือจัดทำกฏหมายลูกที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทั้งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้งแบบบัตรสองใบเอื้อต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงน้องใหม่ อย่างพรรคก้าวไกล ซึ่งตระเวณลงพื้นที่ วางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาระยะหนึ่งแล้ว 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมีทั้งสิ้น6 มาตรา สาระสำคัญคือการกำหนดสัดส่วนส.ส.แบบบัญชี รายชื่อจาก150 คน เหลือ 100 คน เพื่อส.ส.เขต จาก 350 คน เป็น 400 คนทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางและพรรคการเมืองขนาดเล็กเสียเปรียบ ชาติไทยพัฒนา จึงมีความพยายาม เสนอให้กำหนดวิธีการคำนวณ ส.ส.ใหม่ ระบบสัดส่วนผสม หรือระบบเยอรมัน (Mixed Member Proportional System) หรือ MMP. มาจัดสรรที่นั่ง ส.ส.ในสภาโดยคำนึงถึงสัดส่วนที่พึงจะมีและก่อให้เกิดการกระจายไปยังพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กมากขึ้น
 

แต่ความพยายามดังกล่าว อาจเป็นไปได้ยาก เพราะจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา 3 แก้ไขมาตรา 83 วรรคแรกระบุที่มาของส.ส.ไว้อย่าง ชัดเจนว่า ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ไม่มีส่วนใดที่ให้คำนวณ ส.ส.พึงมีจาก จำนวนส.ส.ทั้งสองระบบรวมกัน เรื่องที่พรรคการเมืองกังวลกันมากคือการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นอีก50 เขต

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา 4  แก้ไขมาตรา 86 กำหนดให้ใช้ฐานทะเบียนราษฎร์ ล่าสุดก่อนมีการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ กระทรวงมหาดไทย จึงถือเป็นกลไก สำคัญ ในการกำหนดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในเรื่องนี้  
ไม่เพียงเท่านั้น หากรัฐบาลพลาดท่าในการบริหารประเทศ ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง จนต้องมีการยุบสภา  จะมีปัญหาค่อนข้างยุ่งยาก  

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตยการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ก็สามารถดำเนินต่อไปได้  ไม่ต้องกังวลว่ากฏหมายลูกจะดำเนินการแล้วเสร็จหรือไม่  เพราะสามารถออกเป็นพระราชกำหนดขึ้นมาบังคับใช้สำหรับการเลือกตั้งได้ โดยกกต. เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้รัฐบาล รักษาการณ์ ให้ความเห็นชอบ  

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

แต่ก็มีข้อโต้แย้งจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชว่าอาจทำไม่ได้ เพราะกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญถือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญมีศักดิ์เหนือกว่าพระราชกำหนด 

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้โดยคณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอ

บังคับใช้รัฐธรรมนูญ "บัตรเลือกตั้ง2ใบ" ได้เวลาหาเสียงเลือกตั้ง

อุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ก่อนกฏหมายแล้วเสร็จ ทางออกคือต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะมีวิธีการอย่างไร ใครจะเป็นแม่งานให้การเลือกตั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493636

22 พ.ย. 2564 |03:00 น.

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

การเลือกตั้งครั้งหน้านี้..ทุกพรรคการเมืองแข่งกันดุเดือดแน่ เพราะต่างระดมลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างมาก จนเกิดคำถามว่าการหาเสียงและคำมั่นสัญญาของพรรคการเมืองและส.ส.เมื่อได้เข้าสู่สภาแล้ว จะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเพื่อใคร?

“หาเสียงหนักมาก !!”


ประโยคนี้คงไม่ได้เป็นการพูดที่เกินความจริง  หากจับสัญญาณดูการขับเคลื่อนกลยุทธ์และระดมพลลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง และเปิดตัวสมาชิกพรรค และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ตามด้วย พรรคก้าวไกล พรรคไทยสร้างไทย และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้านี้ 

ยิ่งล่าสุด..ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการฯ และมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (22 พ.ย.) ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญหลัก คือการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในครั้งหน้านี้ จะเป็นการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ โดยส.ส. 500 คนนั้น แบ่งเป็น ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน 

เห็นได้ชัดเจนว่าช่วงนี้ ไม่มีพรรคไหนที่ไม่ลงพื้นที่เพื่อสะสมแต้ม ตีกินคะแนนเสียงจากประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกชนชั้น 

พรรคแรก ๆ ที่งัดทุกกลยุทธ์มากระชากตา กระชากใจให้ต้องหันมองก่อนใคร คือพรรคเพื่อไทย ที่ได้ลูกสาวสุดที่รักของอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร คืออุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร มาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม 

พร้อมกับปรับยุทธศาสตร์มุ่งเน้นจับคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น นอกเหนือจากฐานเสียงกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งการเปลี่ยนโลโก้พรรคใหม่เป็นสีแดงตัวหนังสือสีขาว ปลุกพลังพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า จากโลโก้เดิมที่เป็นสีน้ำเงิน และมีลายธงชาติอยู่ที่ตัว พ.พาน และ ท.ทหาร และคำขวัญที่ว่าพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน และ “พรุ่งนี้เพื่อไทย..เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน”  

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

หันมอง พรรคพลังประชารัฐ ที่แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวการไม่ลงรอยกันระหว่างนายกฯและรมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉายา “นายกฯขาลอย” กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค แต่แล้ว “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ออกมาเป็นยาทิพย์ สมานแผลประสานรอยร้าวของคนทั้งคู่ ทำให้กระแสน้ำที่ขุ่น ๆ อยู่ในพรรคค่อย ๆ จางไป ท่ามกลางการลงพื้นที่หาเสียงแบบถี่ยิบเพื่อเปิดตัวสมาชิกพรรคและผู้สมัครส.ส.ของพรรค ทั้งในส่วนของ”บิ๊กป้อม”และร.อ.ธรรมนัส ทั้งในส่วนของการลงพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ขณะที่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันลอยกระทง 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมีความสบายอกสบายใจมากในระดับหนึ่งเพราะเดินพูดคุยกับรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลแบบชิล ๆ อีกทั้งยังโพสต์เฟซบุ๊กใน “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ด้วยวรรคทองที่ว่า “พรุ่งนี้…ต้องดีกว่าเมื่อวาน”  หลังจากที่ได้ร่วมประชุมผ่านระบบ video conference กับประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce in Thailand : AMCHAM) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักธุรกิจบริษัทสมาชิก เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในอนาคต ภายใต้ความท้าทายของโลก ที่มีทั้งวิกฤตโควิดและภาวะโลกร้อน 

“สิ่งสำคัญที่ผมเห็นว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ความมีเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งนโยบายรัฐบาลที่ไม่เปลี่ยนไปมาจนสร้างความสับสน โดยมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาวที่ชัดเจน เป็นเข็มทิศนำทาง (Roadmap) ให้ทุกภาคส่วนได้มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งวันนี้ผมถือว่าเราตั้งโจทย์ได้ถูกต้อง และเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว ก้าวต่อ ๆ ไปก็ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันของคนไทยทุกคน ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ ตามหลักคิดที่ว่า “พรุ่งนี้…ต้องดีกว่าเมื่อวาน” นะครับ” นายกฯ อ้อนประชาชนคนไทย  

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ด้านพรรคประชาธิปัตย์นั้น มีหัวหน้าพรรคที่เป็นรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.เพื่อระดมหาเสียงทั้งเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งสนามใหญ่ ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ที่หันมาปักธงรบ ขอดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่น คนรุ่นใหม่จากทั้งเจน X เจน Y และเจน Z กันเลยทีเดียว 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

มาถึง พรรคก้าวไกล กับภารกิจของหัวหน้าพรรคคนใหม่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ล่าสุดบุกไปเยือนเมืองสุพรรณฯ ถิ่นบรรหารบุรี พร้อมประกาศขอยึดเมืองขุนช้าง เพื่อต่อสู้กับทุกความอติธรรม และเน้นแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาน้ำและปัญหาอ้อย ให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับเน้นย้ำว่าเจ้าของเมืองสุพรรณคือประชาชน ตามด้วยการลงพื้นที่หาเสียงที่เมืองกาญจนบุรี ด้วยการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 คน ของพรรคก้าวไกล พร้อมระบุว่า ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 คนนั้น เป็นเหมือนเพชร 5 กะรัต 1 เม็ด ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าเพชร 1 กะรัต 5 เม็ด โดยเน้นการทำงานเป็นทีม เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่เพิ่งได้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคหมาดๆ เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) นายเอนก ก็ได้ย้ำว่าจะให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค โดยจะเตรียมพรรคสู่การเลือกตั้งในช่วงเวลา 1 ปี ต่อจากนี้ไป “เรามีเวลา 1 ปีเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรค ซึ่งเรามีผลงานในช่วงที่ร่วมเป็นรัฐบาลในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของกระทรวง อว. และผลงานของ ส.ส.ของพรรคในสภา โดยเป้าหมายจะเป็นพรรคขนาดเล็ก ขนาดกลางที่มีคุณภาพ โดยเป็นพรรคของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม” 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ทิ้งท้ายที่พรรคไทยสร้างไทย ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคลงพื้นที่หาเสียงและโพสต์เฟซบุ๊ก ชูนโยบายของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แก่ประชาชน รวมทั้งท้วงติงนโยบายและแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล ที่ยังไม่ถูกต้องในหลายด้าน โดยเฉพาะล่าสุดกับการทักท้วงว่าการที่รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 6 บาทจากประชาชนนั้น เป็นการ “รีดเลือดกับปู” ชัดๆ 

พรรคการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง คำถามคือทำเพื่อประชาชน หรือเพื่อใคร?

ถึงบรรทัดนี้.. ถามว่าทุกพรรคการเมืองที่เร่งหาเสียงกันอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ทำเพื่อใคร? “พรุ่งนี้.. เพื่อใคร?” เพื่อให้พรรคได้คะแนนเสียง ส.ส. และได้เข้าไปนั่งทำงานในสภา คอยเป็นปากเป็นเสียงเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว..การเมืองไทย มักจะมีการพูดถึงเสมอว่า “การเมือง..เป็นเรื่องของผลประโยชน์” !!