“รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493634

22 พ.ย. 2564 |03:00 น.

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

สัญญาณการเลือกตั้งครั้งหน้าดังลั่นขึ้นมาทันที ที่มีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ว่าการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบนี้ พรรคการเมืองหาเสียงชนิด..ตีกันเละ !

ทันทีที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการฯ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (21 พ.ย.) และมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (22 พ.ย.) ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญหลัก คือการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในครั้งหน้านี้ จะเป็นการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ

บัตรเลือกตั้งใบแรก..เป็นการกาบัตรเลือกตั้ง ส.ส.จากแบบเขตเลือกตั้ง 400 คน (400 คน 400 เขต) หรือที่รู้กันในการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียว และการเลือกตั้งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ซึ่งเป็นการกาบัตรเลือกพรรคการเมือง โดยมีโควตา ส.ส.ได้ทั้งสิ้น 100 คน เรียงตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงคะแนนเลือกตั้งมากที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบนี้ จะทำให้ได้ส.ส.ทั้งสิ้น 500 คน 

สำหรับพรรคการเมืองที่เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งในสมัยหน้า โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ นับแต่วินาทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ลงมาและประกาศในราชกิจนุเบกษา ปี่กลองเลือกตั้งนับจากนี้จะส่งเสียงอึกทึกครึกโครมอย่างแน่นอน 

จับตาปรากฏการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการแข่งขันกันในสนามการเมืองระดับชาติ จะมีทิศทางเป็นเช่นไร ความร้อนแรงทางการเมืองที่จะปะทุขึ้นจากพรรคการเมืองและส.ส. ว่าที่ผู้สมัครส.ส.จะเข้มข้นชวนระทึกตา ระทึกใจปานใด วันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์พอให้เห็นภาพคร่าวๆ ว่า ศึกเลือกตั้งครั้งหน้านี้…ตีกันเละแน่  

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

รศ.ดร.เจษฎ์ มองว่าถ้าพูดเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง ก็เป็นการหาเสียงแบบทั่วไปที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคดำเนินการอยู่แล้ว แต่เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เดิมมี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 350 คน และจากระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน มาเป็น ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ดังนั้น การต่อสู้ในพื้นที่ก็จะเยอะมาก ส.ส.จะไม่สามัคคีกัน 

“มันแตกกันได้เลย ส.ส.แต่ละเขตไม่สนใจกันเลย คือแพ้ตกน้ำไปเลย ชนะก็ชนะเลย แม้แต่ ส.ส.พรรคเดียวกัน ก็แยกกันชนะ ไม่เกี่ยวข้องกัน สุดท้ายไม่มีความสามัคคีในพรรค เพราะคะแนน ส.ส. 400 คน กับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน มันไม่สัมพันธ์กัน ดังนั้น ไม่มีความสามัคคีในพรรค ต่างคนต่างหาเสียง ต่างหาคนมาเติม มาเสริมเพราะเขตเลือกตั้งเยอะขึ้น” 

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ประเด็นเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อการเลือกตั้งเป็นแบบบัตร 2 ใบ จะทำให้เกิดเสียงข้างมาก คะแนนก็จะซ้อนกัน ตัวเลขผลคะแนนก็จะบิดเบือนไป เช่น การเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งได้คะแนนมาแล้ว 30% แต่เมื่อคะแนนซ้อนกัน ตัวเลขจะขึ้นไปอยู่ที่ 34-35% จะยิ่งซ้อนมาก คะแนนก็ยิ่งบิดเบือนมาก เพราะจะเกิดการเลือกซ้ำในส่วนของการเลือกพรรคการเมือง (ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ) คือเมื่อเลือกส.ส.พรรคนั้นในแบบเขตเลือกตั้งแล้ว จะไปเลือกกพรรคการเมือง ตามที่ส.ส.คนนั้นสังกัดอยู่ตามไปด้วย คะแนนจะซ้อนกัน เพราะการเลือกแบบกระจาย พรรคนั้นมีน้อยมาก ก็จะทำให้คะแนนในการได้ ส.ส.เข้าสู่สภาฯ ค่อนข้างสูง สำหรับพรรคที่มีคะแนนซ้อนกันดังกล่าว

“การแข่งขันกันของ ส.ส.และพรรคการเมือง จะเกิดการห้ำหั่นกันมาก พรรคที่มีฐานคะแนนเสียงในฝ่ายเดียวกันจะเกิดการแข่งขันกันสูง เช่น  พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะแข่งขันกันสูง  หรือถ้าเป็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็จะแข่งขันกันสูงกับพรรคก้าวไกล และพรรคไทยสร้างไทย ฉะนั้น มันตีกันวุ่น มันช่วยเหลือกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคะแนนการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ส.ส.ทั้งสองระบบ ยังพอช่วยเหลือกันได้ เพราะคะแนนมันไม่โดด” รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุ

ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย บอกด้วยว่า ประเทศที่ใช้การเลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เพื่อไม่ให้สัดส่วนคะแนนมันโดด เพราะต้องการให้ประชาชนเข้มแข็ง นักการเมืองไม่อ่อนแอ และคานอำนาจกันได้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อีกทั้งยังทำให้ส.ส.ทั้งสองแบบสามัคคีกันใน 3 แบบ  คือ 1.ผู้สมัคร ส.ส.ในพรรคทั้งหมดสามัคคีกันเพราะคะแนนเกี่ยวโยงกัน 2.แต่ละเขตเลือกตั้ง เสียงจะไม่หลุดกัน สามารถเอาคะแนนเสียงมารวมกันได้ และ 3. ส.ส.บัญชีรายชื่อเสียงไม่ขาดหายไป ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องช่วยกันในเขตเพื่อให้คะแนนในเขตสูง ฉะนั้น ระบบสัดส่วน จึงเป็นระบบที่สร้างความสามัคคี แต่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 อาจจะมีปัญหาเรื่องการคำนวณคะแนนอยู่บ้าง

“เมื่อกลับมาสู่การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบนี้..ก็จะตีกันเละ!  ถ้าเราเชื่อว่าประเทศนี้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ก็จะมีการซื้อเสียงกันเละ และตีกันเละในพรรคด้วย และท้ายที่สุดคือสมมุติว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ จะติดล็อก ส.ว. ถ้า ส.ว.ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แล้ว ส.ว.เลือกหันไปสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกับเมื่อปี 2535 (พฤษภาทมิฬ)

แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมากเป็นอันดับหนึ่ง และ ส.ว. ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก คงยุ่งเพราะ ส.ว.ไม่เอาด้วย และถ้าพรรคก้าวไกลได้เสียงข้างมากจะยิ่งแย่กันไปใหญ่” รศ.ดร.เจษฎ์ คาดการณ์สถานการณ์การเมืองต่อศึกเลือกตั้งครั้งหน้า  

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า มองจากทฤษฎี รัฐธรรมนูญปี 2540  คือแกงโฮะ คือเชื่อว่าการเอาสิ่งต่าง ๆ มารวมกันนั้นจะทำให้อร่อย คือถ้าทำดี ๆ แกงโฮะก็จะอร่อย แต่ถ้าทำไม่ดี ก็เละ ก็ไม่อร่อย รธน.ปี 2540 นั้นเป็น รธน.ที่หวือหวามากไปสำหรับประเทศไทยเพราะประเทศเรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนา เปรียบเหมือนคนที่ยังขับรถไม่ค่อยเป็น และเราขับรถได้ในความเร็ว 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่พอเอารถที่มีความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาให้ขับ ก็คงขับชนกันตาย 

ในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น (กฎหมายลูก ประกอบรัฐธรรมนูญ) รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อสังเกตว่า  ในส่วนของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น (กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ) รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อสังเกตว่าในส่วนกฎหมายลูกยังมีช่องที่มีโอกาสจะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญอยู่ พรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ แก้รัฐธรรมนูญแบบไม่สะเด็ดน้ำ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าร่างของพรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาและมีความไม่ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นกฎหมายลูกทั้งสองฉบับนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2564 ถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในประเด็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ทั้งในส่วนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมือง ว่า ร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับได้ทำเสร็จแล้ว รอเพียงการหารือกันอีกครั้งของวิปทั้ง 3 ฝ่าย (ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล, ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.) 

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ พรรคการเมืองหาเสียงชนิดตีกันเละ !

นายไพบูลย์ ระบุว่ากฎหมายลูกในส่วนการเลือกตั้ง ส.ส. ได้มีการแก้ไขในประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ที่จะต้องแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญที่เสนอ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา 91 วิธีคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อใช้ถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมปี 2554 สมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือใช้คะแนนรวมให้เป็นสัดส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับคะแนนของทั้งประเทศ ซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญปี 2554 และในกฎหมายลูกก็เขียนตามรัฐธรรมนูญ ในการนับคะแนนก็นับโดยที่นับคะแนนรวมทั้งประเทศ เมื่อเสร็จก็นำมาหารด้วยจำนวนส.ส.  

ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขในปี 2564 การแก้ไขมาตรา 83 ให้มีส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยจะนำ ส.ส.100 คนมาหารจากคะแนนรวมทั้งประเทศ และจะได้คะแนนที่ส.ส.พึงมีต่อ 1 คน สมมุติ หารคะแนนที่ประชาชนมาออกเสียง 32 ล้านใบ ก็จะนำมาหาร 100 จะเท่ากับ 320,000 คน และนำคะแนนนี้ไปหารคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้

ถ้าหารแล้วได้คะแนนออกมาให้ได้จำนวนเต็ม คือ 1% ขึ้นไป พรรคใดที่ได้ตั้งแต่ 320,000 คนขึ้น ไป จะได้ส.ส.ตามจำนวนเต็มก่อน ส่วนเศษยังไม่พูดถึง เมื่อแบ่งช่วงแรกไปแล้วพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้รับการจัดสรร ส.ส.พึงมีไปแล้ว แต่เหลือส.ส.บัญชีรายชื่อที่อาจจะไม่ครบ 100 คน อย่างแบ่งไปแล้วได้ส.ส. 97 คน ถือว่าเหลือได้ส.ส.อีก 3 คน ก็จะมาดูว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเต็ม หรือได้ 1% ขึ้นไป มีพรรคการเมืองใดได้เศษมากที่สุด พรรคการเมืองนั้นก็จะได้ส.ส.เพิ่มอีกคน  

“นี่เป็นแนวของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ปี 2554 ซึ่งในร่างของพรรคพลังประชารัฐ ก็ร่างมาในแนวนี้ ดังนั้น จะไม่มีส.ส.ที่พรรคได้คะแนนไม่ถึง 320,000 คน การได้ ส.ส.จะต้องได้คะแนนเต็ม และพรรคที่ได้คะแนนเต็มเท่านั้น ถึงจะได้เศษ จะไม่มีส.ส.พรรคปัดเศษ เพราะจะต้องได้คะแนนเต็มก่อนเศษที่เหลือถึงค่อยมาแบ่งกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ กฎหมายเลือกตั้งปี 2554 เขียนอย่างนี้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญ 2564 จะเขียนแบบเดียวกัน แก้ไขคงเหมือนกัน ต้องไปแนวทางแบบนี้” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุ

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่บอกว่าจะเสนอมาให้แก้แบบสัดส่วนอะไรต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะถ้าทำไปจะขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะมาในแนวนี้คือ แก้ไข 4 เรื่อง ดังนี้


1.จำนวนส.ส.เขต 350 คนให้เป็น 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 150 คนเป็น 100 คน

2.การแก้ไขให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ บัตรใบหนึ่งคือการเลือกส.ส.เขต ส่วนอีกใบเป็นการเลือกส.ส.บัญชีรายชื่อ 

3.แก้ไขวิธีการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อเนื่องจากเป็นบัตร 2 ใบ คะแนนบัญชีรายชื่อต้องเป็นสัดส่วนโดยตรงกับคะแนนรวมของทั้งประเทศดังนั้น จะไปทำเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จึงต้องมาแนวนี้ดังที่กล่าวไป ข้างต้น และ

4.ในการเลือกตั้งส.ส.เขตกับบัญชีรายชื่อจะแก้ไขให้ใช้เบอร์เดียวกันทั้งหมดโดยใช้เบอร์ของบัญชีรายชื่อเป็นเบอร์พรรค ซึ่งจะเหมือนกับปี2554 ที่ใช้เบอร์เดียวทั้งประเทศ 

ทั้งนี้ การแก้ไขนั้นเตรียมไว้หมดแล้ว พร้อมที่จะยื่นให้กับประธานรัฐสภา แต่ต้องรอรัฐธรรมนูญโปรดเกล้าฯ ก่อน เมื่อโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้วไม่เกิน 2-3 วันก็จะยื่นต่อประธานรัฐสภา

พรรคสองพี่น้อง “ท็อป วราวุธ” บนทางเสี่ยงเหลือแค่สุพรรณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493605

21 พ.ย. 2564 |18:00 น.

พรรคสองพี่น้อง "ท็อป วราวุธ" บนทางเสี่ยงเหลือแค่สุพรรณ

มรดกการเมืองบรรหาร “ท็อป วราวุธ” จับมือพี่สาว-กัญจนา พาชาติไทยพัฒนา ฝ่าพายุเลือกขั้วอีกครั้ง โชคดี 4 ตระกูลการเมืองสุพรรณบุรี ยังรักกันดี แอบหวังลึกๆ ทีมบ้านใหญ่ช่วยเสริมทัพ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มรดกการเมืองของบรรหาร ศิลปอาชา คือ “ท็อป วราวุธ” และพี่สาว-กัญจนา ศิลปอาชา สองผู้นำพรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายใหม่ๆ ในการสมรภูมิเลือกตั้งสมัยหน้า

ท่ามกลางพายุเลือกขั้วรุนแรง “ท็อป วราวุธ” ยังโชคดีที่มี 4 ตระกูลการเมืองสุพรรณบุรี เป็นตัวยืนช่วยรักษาเก้าอี้ ส.ส.บรรหารบุรีไว้ได้

อนาคตข้างหน้า ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนเร็ว “ท็อป วราวุธ” จะนำพาพรรคไปสู่จุดใด ระหว่างพรรคคนสุพรรณ หรือพรรคขนาด 30 ที่นั่ง


วันที่ 20 พ.ย.2564 ที่สำนักงานสาขาพรรคชาติไทยพัฒนา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค เป็นประธานการประชุมใหญ่ประจำปี

“ท็อป วราวุธ” บอกกับนักข่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราได้ ส.ส. 12 คน หรือ 1 โหล แต่ครั้งหน้า ชาติไทยพัฒนาจะได้ โหลครึ่งหรือ 30 คน”

ย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.เขต 6 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน ซึ่งตอนหลังได้ ส.ส.เขต เพิ่ม 1 คน จากเลือกตั้งซ่อม และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่ 1 คน รวมเป็น 12 คน

ดังนั้น นักวิเคราะห์การเมืองรู้สึกงุนงง “ท็อป วราวุธ” เอาความมั่นใจมาจากไหนว่า จะได้ ส.ส. 30 คน สมัยหน้า

‘สุพรรณบ้านเรา’

ช่วงปี 2560-2561 “ท็อป วราวุธ” และกลุ่มยังบลัด พยายามจะเปลี่ยนพรรคชาติไทยพัฒนา ให้เป็นพรรคที่มีความชัดเจนเชิงอุดมการณ์ แต่ผู้ใหญ่ของพรรคเห็นร่วมกันว่า สถานการณ์การเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงร้องขอกัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวคนโตของบรรหาร มาเป็นผู้นำ

หนูนา-กัญจนา ศิลปอาชา ที่ยุติงานการเมืองเพราะคดียุบพรรค ต้องหวนคืนสังเวียนการเมืองเป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร โพธสุธน เป็นเลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทำให้คนหนุ่มอย่าง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และลูกชายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ต้องย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

สุพรรณบุรี เป็นจังหวัดพิเศษ ที่มีพื้นที่การเมืองของ 4 ตระกูลชัดเจนคือ ศิลปอาชา (อ.เมืองสุพรรณบุรี,อ.อู่ทอง) ,โพธสุธน(อ.ศรีประจันต์,อ.ดอนเจดีย์) ,เที่ยงธรรม(อ.เดิมบางนางบวช,อ.ด่านช้าง) และประเสริฐสุวรรณ (อ.สามชุก,อ.สองพี่น้อง,อ.บางปลาม้า)

บังเอิญเลือกตั้ง 2562 สุพรรณบุรี ส.ส.ลดลง 1 คน เหลือ 4 คน จึงทำให้จองชัย เที่ยงธรรม และประภัตร โพธสุธน มีปัญหาบาดหมางใจกัน จนเฮียจองชัยลาออกจากชาติไทยพัฒนา ไปอยู่ภูมิใจไทย และลงสนามแข่งกับประภัตร

วันนี้ ความขัดแย้งคลี่คลายไปแล้ว เฮียจองชัยกลับคืนบ้านเก่าเรียบร้อย และตัวแทน 4 ตระกูลการเมือง วราวุธ ศิลปอาชา,จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน และณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้จับมือกันต่อหน้ารูปปั้นบรรหาร ศิลปอาชา ว่าจะช่วยกันรักษาพรรคชาติไทยพัฒนาให้คงอยู่คู่เมืองสุพรรณฯ

‘บ้านใหญ่สู้ศึก’

วันประชุมใหญ่ที่สุพรรณฯ “ท็อป วราวุธ” ประกาศเลือกตั้งสมัยหน้าตามกติกาใหม่ สุพรรณบุรี มี ส.ส. 5 คน พรรคชาติไทยพัฒนา ก็จะเอาชนะยกจังหวัดให้ได้

ทุกวันนี้ ส.ส.สุพรรณบุรี 4 คน ประกอบด้วยเขต 1 สรชัด สุจิตต์,เขต 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ,เขต 3 ประภัตร โพธสุธน และเขต 4 เสมอกัน เที่ยงธรรม

อนาคตชาติไทยพัฒนาในกำมือ 2 พี่น้อง กาญจนา-วราวุธ ศิลปอาชาอนาคตชาติไทยพัฒนาในกำมือ 2 พี่น้อง กาญจนา-วราวุธ ศิลปอาชา

สมัยหน้ามี 5 เขตก็ขึ้นกับประภัตร โพธสุธน จะเอาหลานชาย ยุทธนา โพธสุธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กลับมาลงเขตหรือไม่

ความหวังของชาติไทยพัฒนา ก็อยู่ที่ผลงานของทีมบ้านใหญ่ อย่างตระกูลสะสมทรัพย์ นครปฐม, ตระกูลอังกินันทน์ เพชรบุรี(สายยุทธ อังกินันทน์), ตระกูลจุรีมาศ ร้อยเอ็ด และตระกูลเกียรติก้องชูชัย ชัยภูมิ

คาดว่า เฮียประภัตรคงพยายามติดต่อตระกูลการเมืองแถวภาคอีสาน และภาคเหนือ มาเสริมทัพในเร็ววันนี้ หลังบัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย อดีต ส.ส.ชัยภูมิ หวนคืนบ้านเก่าอีกครั้ง

ว่ากันตามจริง ภารกิจตามล่า 30 ที่นั่ง ยังเป็นเรื่องไกลเกินฝันของ “ท็อป วราวุธ” เพราะลำพังสมัยหน้ารักษา 12 ที่นั่ง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เจาะสนามขอนแก่น “ทักษิณ” เหนือกว่าธรรมนัสโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493585

21 พ.ย. 2564 |16:00 น.

เจาะสนามขอนแก่น “ทักษิณ” เหนือกว่าธรรมนัสโมเดล

ลุยสมรภูมิขอนแก่น เพื่อไทยสาย “ทักษิณ” ยังเหนือกว่าทุกพรรค ธรรมนัสโหมปั่นกระแสหนองเรือโมเดล หวังปักธง ส.ส.ขอนแก่นเพิ่ม แต่ไม่ง่าย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

20 ปีที่ผ่านมานี้ สมรภูมิเลือกตั้งขอนแก่น พรรคในเครือข่าย “ทักษิณ” ทั้งไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย ยึดครองที่นั่ง ส.ส.แบบยกจังหวัด ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2562

ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของ “ทักษิณ” จึงทำให้พรรคเพื่อไทยในสนามขอนแก่น ถูกเบียดเจาะจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล)

การเลือกตั้งสมัยหน้า เครือข่าย “ทักษิณ” เจอคู่แข่งอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพพลังประชารัฐ วาดหวังเพิ่มที่นั่ง ส.ส.ขอนแก่น จาก 2 ที่นั่งเป็น 4 ที่นั่ง

ปลายเดือน ต.ค.2564 พรรคเพื่อไทยเปิดตัว แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของ ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นปรากฏการณ์อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์ ทำเอาพรรคคู่แข่งต้องหนาวๆร้อนๆ

นับแต่เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ได้ไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมที่ จ.ขอนแก่น มาหลายหนแล้ว เนื่องจากมี เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นสหายร่วมรบ

เอกราช ช่างเหลา มือขวาธรรมนัสเอกราช ช่างเหลา มือขวาธรรมนัส

เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส มาแต่สมัยที่ผู้กองคนดังยังอยู่ในพรรคเพื่อไทย และเป็นมือทำงานให้ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ย้ายมาทำงานให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงดึงเอกราช ช่างเหลา มาเป็นขุนพลอีสานเหนือ พรรคพลังประชารัฐ แต่เอกราชก็พาลูกชายเข้าสภาฯ ได้คนเดียว

ล่าสุด วันที่ 20 พ.ย.2564 ร.อ.ธรรมนัส และเอกราช เพิ่งเปิดตัวอัษฎางค์ แสวงการ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 และปัญญา ศรีปัญญา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ที่ขอนแก่น พร้อมหมายมั่นปั้นมือให้ขอนแก่น เป็นที่มั่นของพลังประชารัฐ

‘แชมป์เพื่อไทย’

ปี 2548 ยุคทองของ “ทักษิณ ชินวัตร” พรรคไทยรักไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น 11 ที่นั่ง ตามมาด้วยปี 2550 และปี 2554 พลังประชาชน และเพื่อไทย ก็ชนะยกจังหวัดในสนามขอนแก่น

เลือกตั้งปี 2562 เก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น 10 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย ได้ 8 ที่นั่ง, พรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง โดยมี ส.ส.หน้าเก่า พรรคเพื่อไทยเข้าสภาฯ 3 คนคือ จตุพร เจริญเชื้อ ,มุกดา พงษ์สมบัติ และนวัธ เตาะเจริญสุข (ถูกจำคุก/ตัดสิทธิ์ทางการเมือง)

ส.ส.ขอนแก่นหน้าใหม่ค่ายเพื่อไทยส่วนใหญ่ เป็นทายาทของอดีต ส.ส. อย่าง ภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น เขต 5 ลูกชายสุชาย ศรีสุรพล อดีต ส.ส.4 สมัย

สิงหภณ ดีนาง ส.ส.ขอนแก่น เขต 6 ทนายความคนใกล้ชิด สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ และอดีต ส.ส.ขอนแก่น

สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 ลูกสาวของพงศกร-ดวงแข อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 น้องชายพงศกร อรรณนพพร รวมถึง วันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น เขต 9 หลานชายของระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

การเลือกตั้งสมัยหน้า ค่ายเพื่อไทยขอนแก่น คงมีการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.ใหม่อีกหลายเขต โดยเฉพาะเขตของลูกสาว-น้องชายของ พงศกร อรรณนพพร ที่ย้ายไปเป็นแม่ทัพใหญ่พรรคไทยสร้างไทย

‘เพื่อนธรรมนัส’

ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ช่วงปลายปี 2562 อาจทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” รู้สึกเสียหน้า เมื่อ สมศักดิ์ คุณเงิน สวมเสื้อพลังประชารัฐ เอาชนะผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย ทั้งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระดมกำลังมาหาเสียงกันเต็มที่

ชัยชนะที่เขต 7 ขอนแก่น ส่งผลให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดดเด่นขึ้นมา และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เชื่อว่า ยุทธวิธีแบบธรรมนัส หรือหนองเรือโมเดล(เขต 7 ขอนแก่น) จะสามารถเจาะฐานเพื่อไทยในอีสานได้

หันมาดูตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ อย่าง อัษฎางค์ แสวงการ อดีต ส.ว.ขอนแก่น และปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น

เมื่อปี 2554 อัษฏางค์ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ก็พ่ายภูมิ สาระผล แบบไม่ได้ลุ้น สมัยหน้า อัษฎางค์ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 เจอกับ จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น ที่หนที่แล้ว พลาดท่าปราชัยให้พรรคอนาคตใหม่

ส่วนปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย เลือกตั้งปี 2554 ปัญญาพ่ายจตุพร เจริญเชื้อ ถึง 3 หมื่นคะแนน ซึ่งหนหน้า ปัญญาขอท้าชิงจตุพรเจ้าเก่า

ประเมินตามสถานการณ์ปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส บารมีและความนิยมยังห่างชั้นทักษิณ ชินวัตร ฉะนั้น โอกาสที่เพื่อไทยจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่นยกจังหวัดก็มีสูง

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “รูปธรรมปฏิรูปการเมือง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493514

พลเดช ปิ่นประทีป

21 พ.ย. 2564 |03:00 น.

อีกข้อเสนอที่ทำให้เกิดรูปธรรมปฏิรูปการเมือง นั่นคือ การเพิ่มเติมตัวชี้วัดที่ประชาชนอยากเห็น เช่น สถิติข้อมูลจำนวนเหตุการณ์และคดีที่เกี่ยวกับการปลุกระดมล้มเจ้า-เปลี่ยนระบอบ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

ท่ามกลางสถานการณ์ความแตกแยกและความรุนแรงทางการเมืองในปี 2563/2564 คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้ทำการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่กลับพบว่าในรายงานทุกรอบ 3 เดือน ยังไม่มีข้อมูลที่สะท้อนการแก้ปัญหาเท่าที่ควร

ในแผนปฏิรูปการเมือง กำหนดเป้าหมายใหญ่ไว้ 4 ประการ คือ

1)ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ

2)ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

3)การเมืองมีเสถียรภาพร่วมทางการเมือง

 4)พรรคการเมืองและนักการเมืองยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติ ประชาชน  


สำหรับตัวชี้วัดเป้าหมายที่จะใช้ติดตาม มี 2 อย่าง คือ

1) ผลการประเมินสถานการณ์ประชาธิปไตยของประเทศโดยสถาบันพระปกเกล้า ล่าสุดในปี 2562 มีคะแนนประเมิน 58.41(คะแนนเต็ม 100)  และ 2) Democracy Index ที่ได้มาจากการประเมินของสถาบันวิชาการต่างประเทศ  ซึ่งปี 2563  the Economist Intelligence Unit ประเมินประเทศไทยด้วยคะแนน  6.04 (คะแนนเต็ม 10.0)  
สำหรับประชาชนทั่วไป ใครที่รับทราบข้อมูลแบบนี้แล้ว คงนึกไม่ออกว่าปัญหาความแตกแยกทางการเมือง การซื้อสิทธิ์ขายเสียงและทุจริตคอร์รัปชั่นที่เห็นกันอยู่คาตาในวันนี้ มันจะดีขึ้นได้อย่างไร   

ในคราวหนึ่ง เลขาธิการ กกต.ได้เข้ามาเสนอรายงานต่อที่ประชุมกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ว่า “หัวใจของแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มี 2 อย่าง คือ มุ่งเปลี่ยนประชาชนให้เป็นพลเมือง และ มุ่งเปลี่ยนพรรคการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยภายในพรรค”


ปัจจุบัน รัฐบาลได้ปรับปรุงแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยกำหนดให้มีงานที่จะสร้างผลกระทบสำคัญ 5 อย่าง (Big Rocks) และ มีกฎหมายที่จะผลักดัน 2 ฉบับ ดังนี้


1.การส่งเสริมความรู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีตัวชี้วัดเป้าหมาย 4 อย่าง คือ

1) คะแนนด้านการเคารพสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่เพิ่มขึ้น 2)คะแนนด้านการยึดมั่นในหลักนิติธรรมเพิ่มขึ้น

3)คะแนนด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้น

4)คะแนนด้านการสนับสนุนประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น

2.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะทุกระดับ มีตัวชี้วัดเป้าหมาย 2 อย่าง คือ 1)ร้อยละของเรื่องร้องทุกข์-ความคิดเห็นต่อโครงการรัฐได้รับการดำเนินการจนได้ข้อยุติ 2) คะแนนการมีส่วนร่วมของประชาชนจากการประเมินความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น

3.การสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ  ตัวชี้วัดเป้าหมาย คือ 1)มีข้อเสนอแนวทาง กลไกและมาตรการปรองดอง สมานฉันท์ ขจัดความขัดแย้ง จากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า

4. การส่งเสริมการพัฒนาพรรคการเมือง ตัวชี้วัดเป้าหมาย ได้แก่

1) จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมดเพิ่มขึ้น

2)จำนวนสาขาพรรคการเมืองทั้งหมดเพิ่มขึ้น

3)จำนวนตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดทั้งหมดเพิ่มขึ้น

5. การปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูป ตัวชี้วัดเป้าหมายคือ

1)มีข้อเสนอที่ระบุโครงสร้างและเนื้อหาที่ตั้งอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และเชิงวิชาการ

ในภาพรวม ผมมีข้อเสนอแนะส่วนตัวว่าควรเพิ่มเติมตัวชี้วัดที่ประชาชนอยากเห็น เช่น 1) สถิติข้อมูลจำนวนเหตุการณ์และคดีที่เกี่ยวกับการปลุกระดมล้มเจ้า-เปลี่ยนระบอบ 2)สถิติการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวนผู้สมัคร ผู้ได้รับการเลือกตั้ง ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ความผิดคดีเลือกตั้งท้องถิ่น  
ส่วนการปฏิรูปการเมืองในระยะ 24 ปีที่ผ่านมา มีความเห็นว่าที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะเอาแต่เพ่งเล็งที่การแก้กฎกติกาการเลือกตั้งและตัวรัฐธรรมนูญ โดยไม่กล้าที่จะกล่าวถึงปัญหาจากพฤติกรรมของนักการเมืองและประชาชนผู้เลือกพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนยิ่งกว่า จึงเห็นว่าเป็นการเดินที่ผิดทิศทาง

ส่วนในเรื่องการผลักดันกฎหมาย มี 2 ฉบับนั้นเห็นตรงกัน ได้แก่  1)ร่าง พรบ.ว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 2)ร่าง พรบ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ .

……………………
Key Message

…………………..


-จำนวนเหตุการณ์ปลุกระดมล้มเจ้า-เปลี่ยนระบอบมีแนวโน้มลดลง


-จำนวนเหตุการณ์ คดีผู้ชุมนุม และความเสียหายทางตรงจากการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง


-จำนวนครั้งการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวนผู้สมัคร-ผู้ได้รับการเลือกตั้ง-ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง-คดีเลือกตั้งท้องถิ่น


-การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สวนทางแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง


-(ร่าง) พรบ.ว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 


-(ร่าง) พรบ.การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ 
………………………………………

ขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493510

อสนีบาต

21 พ.ย. 2564 |02:00 น.

“ผมไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร​ “เป็นเพียงตอนหนึ่งในการเปิดใจของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”  นักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลกับ 3 คำจำกัดความของพรรค ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต 

“…ผมไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร​ …” คำกล่าวตอนหนึ่งในการเปิดใจของ  “ทิม” “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”  นักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล  ผ่าน”คมชัดลึก”ออนไลน์ 

ขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือดขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือด

ในเวลาเพียงไม่นาน​ ชื่อของ​ “พรรคก้าวไกล” กลายเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคอการเมืองไทย​ โดยได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่​ และเป็นที่กล่าวขานกันในโซเชียลมีเดีย

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์​ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล​ และหัวหน้าพรรค​ ในวัย 41 ปี​ คนหนุ่มไฟแรง​ กล่าวถึงกระแสที่ได้รับการจับตามองว่าอนาคตทางการเมืองอาจเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี​ โดยยอมรับว่ารู้สึกเป็นเกียรติ​ และจะทำงานให้หนักสมกับที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้ามา

แม้ว่าพรรคการเมืองขนาดกลางหรือเล็ก​ หากผลการเลือกตั้งและจำนวน​ ส.ส.​เข้ามาในสภาได้น้อยอาจทำให้ต้องสูญพันธุ์​ ยุบไปอยู่กับพรรคขนาดใหญ่​ หัวหน้าพรรคก้าวไกลให้ความเห็นว่ากติกายังไม่ชัด​ ยังใช้ไม่ได้จริง​ โดยยืนยันจากการทำโพลในพรรคและภายนอกยังไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์

กับข้อครหาที่ว่าการเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล​ เป็นหุ่นเชิดของธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ และ ปิยบุตร​ แสงกนกกุล​ นักการเมืองหนุ่มอนาคตไกลปฏิเสธทันที่ว่าไม่มีใครครอบงำใคร

“ถ้าเชิดจากข้างล่างใช่ครับ​ แต่เชิดจากข้างบนไม่ใช่​  เรายึดโยงกับสมาชิกกับพี่น้องประชาชน​ ผมเป็นหัวหน้าพรรคที่ตัดสินใจพร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรค​ ไม่มีครอบงำ​ ทำงานด้วยกันมาสร้างพรรคอนาคตใหม่มาด้วยกัน​ เขาอยู่ทางท้องถิ่น​เราอยู่นิติบัญญัตืไม่มีใครมาครอบงำได้”  พิธาตอบอย่างฉะฉาน 

“ผมเป็นคนเห็นเหรียญสองด้าน​ เห็นเอกชนและรัฐ​ ปัญหาในกทม.และต่างจังหวัด​ ด้วยอายุ​ 41​ ปี​เป็นคนร่วมสมัยเห็นทั้งดิจิทัลและอนาล็อก​  ถ้าเราเห็นว่าปัญหาในต่างจังหวัด​ที่ต่างประเทศเขาแก้อย่างไรเราก็จะมีมุมมองอีกแบบ​  การที่เป็นเอกชนมาก่อนแล้วมาเป็นรัฐบาลจะเข้าใจนโยบายเอกชน​ การเป็นคนร่วมสมัยจะเข้าใจคนที่อยู่มาก่อนเรา​ ที่อายุ​ 50-60ปี​ ขณะเดียวกันก็เข้าใจรุ่นน้องอายุ 20-30 ปี​ เยาวชนรุ่นใหม่ว่าเขาเป็นอย่างไรก็จะทำงานประสานแล้วออกนโยบายให้ประชาชนทุกคนไม่ว่าเขาจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม​

ขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือดขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือด

“ส่วนจุดอ่อนคือเรียงลำดับความสำคัญยังไม่ได้ไม่ดีพอทำหลายอย่างมากเกินไปก็ต้องมีวิธีดึงคนใหม่ๆมาช่วยแล้วสามารถกระจายงานได้​ สร้่างผู้นำใหม่ๆขึ้นมาภายในพรรคให้ได้”

“พิธา”​ กล่าวอีกว่า​ จุดขายของพรรคก้าวไกลคือ​ บุคลากร​ จุดยืนและนโยบาย​ 

“จุดยืนคือต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ​ นโยบายที่ไปมากกว่าทำอะไร​ สู้กับใคร​ และบุคลากรทึ่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย​ ไม่ใช่ตระกูลการเมืองบ้านใหญ่” 

ขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือดขอ 3 คำ พรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เปิดใจจุดยืนบนสมรภูมิการเมืองเดือด

ทั้งนี้​ “พิธา”​ นิยามความเป็นพรรคก้าวไกล​ 3 คำ​ คือ​ “ใหม่​ ชัด​ โดน”

“ใหม่” คือ บุคลากรใหม่​ นโยบายใหม่​ จุดยืนใหม่​ “ชัด” คือความชัดเจนในการรับการกระแทกกดดันแบไหนเราก็ยังชัดเจนในสิ่งที่เราตั้งพรรคการเมืองมาอย่างไร​ “โดน” คือประเทศไทยต้องการ​ ท.ทหาร​ 2​ ตัวคือ ท.แรก คือ เทคโนโลยีกับ ท.สอง คือ ท้องถิ่น​ ​ถ้ายังกระจุกตัวก็ไม่มีคำว่าท้องถิ่น​ เพราะฉะนั้น​ 3​ สิ่งนี้ต้องเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับก้าวไกล”

ส่วนประเด็นที่ทางพรรคผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์​ พิธา​ ยืนยันว่า​ ร่างปัจจุบันที่เสนอเข้าไปในสภาไม่มีเกี่ยวข้องกับสถาบัน

“สถานะของสถาบันก็ไม่ได้เปลี่ยนไป​ เราต้องการลดจุดอ่อนจุดว่างที่จะทำให้เกิดแรงปะทะประชาชนเข้าตรงสถาบัน​ เป็นการลดจุดอ่อนทำให้สถาบันมั่นคงขึ้น​ อยากให้สถาบันอยู่คู่กับสังคมไทยสมัยใหม่ด้วยการใช้กุศโลบายอย่างปราณีตผ่านงบประมาณ​ ให้พระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง​ และอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ”  

“พิธา”​ กล่าวถึงการเข้ามาสู่การเมืองไทยว่ามีทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ​ โดยเฉพาะระบบการเมืองและการใช้กรรมาธิการผลักดันกฎหมาย

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ ลงพื้นที่ ที่เขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และคณะ ลงพื้นที่ ที่เขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี

“ผมอยู่กับการเมืองมาตั้งแต่ปี​ 2547  ช่วงสึนามิ​ เพราะอยากให้การท่องเที่ยวช่วงนั้นฟื้นขึ้นมาหลังจากอยู่ภาคเอกชนกก็พอเห็นอยู่ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร​ แต่สิ่งที่แปลกใจคือความเฉื่อยในระบบถึงแม้จะมีรัฐสภากลับมา​ การผลักดันกฎหมาย​ พรบ.​ การใช้กรรมาธิการผ่านการถ่วงดุลงบประมาณแผ่นดินทำได้ไม่ดีพอ​ อีกอย่างที่แปลกใจคือแรงระเบิดจากระบบมันมากขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะข้าราชการหรือนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศ”

“โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่​ พวกคุณคือความหวังของผมไม่ว่าประเทศจะกดขี่แค่ไหนในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก​ ในเรื่องสิทธิมนุษยชนคนที่เขาพยายามดึงประเทศเหมือนเข็มนาฬิกาไปเรื่อยๆแล้วหมุนมาที่เดิม​ ผมเกิดปี​ 2523 เป็นช่วงการเมืองไทยวันนี้ไม่ได้ต่างกันมาก​ แต่สิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาให้ประเทศเมื่อวันที่ผมออกจากการเมืองไทยส่งไม้ต่อให้พวกคุณ​ประเทศไทยก็จะมีความหวังต่อไปในอนาคต​

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ย้ำว่า  “ประเทศไทยเราต้องเป็นประเทศที่เห็นอนาคตเป็นอนาคต​ ในขณะที่มีกลุ่มคนอยากเห็นอนาคตเป็นอดีต​ อย่างไรก็ตามต้องหาฉันทามติในการอยู่ร่วมกันให้ได้โดยเอาคนรุ่นเก่าเป็นฐานแล้วเราที่ยังมีกำลังวังชาเป็นยอด​

“อยากฝากถึงคนรุ่นเก่าด้วยว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปเยอะถ้าไม่เปิดใจให้กว้างเห็นพวกเขาเป็นขบวนการล้มล้างการปกครองอนาคตก็จะไม่เป็นอนาคต​ แล้วเอาเขาไปอยู่ในคุก​ สักวันหนึ่งก็อาจเป็นลูกหลานของท่านก็ได้​ มันไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเล่นการเมืองแบบอดีตที่ผ่านมาเราต้องเดินหน้าเหมือนปฏิทิน​ ไม่ใช่เหมือนนาฬิกา”

 ไปไหนไปด้วย บทบาทความเป็นพ่อของ พิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ กับ น้องพิพิม บุตรสาว  ไปไหนไปด้วย บทบาทความเป็นพ่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับ น้องพิพิม บุตรสาว

นอกจากงานการเมืองแล้ว​ ชีวิตส่วนตัว​ของ”พิธา”​ ยังเป็นคุณพ่อ​ ที่มีลูกสาวอายุ​ 6​ ขวบ​ 1​คน​ ชื่อ​ “พิพิม” สถานะปัจจุบันยังโสด​ แม้จะไม่ได้ปิดตายหัวใจแต่หากจะมีใครเข้ามาในชีวิต​ หัวหน้าพรรคก้าวไกล​ เผยว่าต้องถามลูกสาวก่อนว่าพร้อมจะให้ใครมาดูแลหรือเปล่า​ 

แม้แต่การลงพื้นที่พบประชาชน  "พิธา" มีหัวใจดวงน้อย "น้องพิพิม" ติดตามไปด้วยเสมอ แม้แต่การลงพื้นที่พบประชาชน “พิธา” มีหัวใจดวงน้อย “น้องพิพิม” ติดตามไปด้วยเสมอ

“ตอนนี้ก็เล่นดนตรีกับลูก  อ่านนิทาน​ อ่านหนังสือด้วยกันพยายามให้เค้าได้ทำกิจกรรมหลากหลายไม่ว่าจะเป็นกีฬาที่เค้าชอบ​ เห็นว่าตอนนี้ชอบเล่นโยคะ​ เตะบอล​ ตีแบด ที่สำคัญคือพาลงพื้นด้วยกันหลายแห่ง​เช่น​ อ.จะนะ​ จ.สงขลา, บ่อแก้ว​​  จ.ชัยภูมิ, คิดว่าจะพาไป​ จ.น่าน​ งานปีใหม่พี่น้องชาติพันธ์ชาวม้ง​ ก็อยากจะพาลูกสาวไปด้วย​ คิดว่าเค้าจะเข้มแข็งเมื่อเห็นพ่อทำงาน” พิธา​ กล่าวทิ้งท้ายตามสไตล์คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ณ ตอนนี้ 

ปิดดีลเพื่อชาติ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ยกศรัณย์วุฒิแม่ทัพ ประกบเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493497

20 พ.ย. 2564 |20:00 น.

เขย่าเพื่อชาติอีกรอบ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” หนุน ส.ส.เอลวิส ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ รับบทแม่ทัพฝ่ายประชาธิปไตย เคียงข้างแกนนำพรรคเพื่อไทย

จากอุตรดิตถ์ไปจอดป้ายที่เชียงราย “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เปิดบ้านต้อนรับ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ที่ถูกขับออกจากเพื่อไทย ได้มาอาศัยชายคาพรรคเพื่อชาติ

ต้นเดือน เม.ย.64 “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ในฐานะกองเชียร์ ดันพี่สาว-บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และมีข่าวว่า ศรัณย์วุฒิ จะเป็นหัวหน้าพรรคแทนพี่สาวยงยุทธ

น่าจับตา “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ในวันที่พรรคเพื่อชาติ ขยับปรับเปลี่ยนอีกรอบ โดยเฉพาะบทบาทฝ่ายค้านในสภาฯ ที่มี ส.ส.เอลวิส-ศรัณย์วุฒิ เป็นผู้นำ

มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อชาติว่า จะมีการประชุมใหญ่พรรคเพื่อชาติ ที่ จ.เชียงราย ในวันอาทิตย์ที่ 21 พ.ย.2564 โดยจะมีวาระของการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

ที่ประชุมพรรคเพื่อชาติหนนี้ได้รับความสนใจจากสื่ออย่างมากเพราะ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2564 จะไปปรากฏตัว และอาจได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค แทนบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ 

การเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อชาติครั้งนี้จะทำให้ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ได้รับความสนใจมากขึ้นและ ศรัณย์วุฒิ เอง ก็ถนัดกับบทแม่ทัพฝ่ายประชาธิปไตย ฝีปากไม่ด้อยไปกว่าขุนพลเพื่อไทย

‘เพื่อยงยุทธ’

วันเกิด 3 เม.ย.2564 ของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่ห้างอิมพิเรียล สำโรง มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อชาติประจำปี 2564 โดย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และสมาชิกพรรคได้เลือก บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ พี่สาวของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เป็นหัวหน้าพรรคแทน

เลือกตั้งปี62 “ยงยุทธ”ในฐานะกองเชียร์พรรคเพื่อชาติมีการวางตัว บุศริณธญ์เป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ของพรรค(ไม่ได้เป็น ส.ส.)

เมื่อบุศริณธญ์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติเท่ากับพรรคนี้ย้ายจากอิมพีเรียล สำโรง ของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ไปอยู่เชียงราย ที่มั่นการเมืองของ”ยงยุทธ”

ปัจจุบัน พรรคเพื่อชาติ มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 คน ประกอบด้วย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, ลินดา เชิดชัย, เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (ลูกสาวของยงยุทธ) และอารี ไกรนรา 
 

ดูเหมือน อารี ไกรนรา ในช่วงหลัง ๆ มักจะเดินตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไปพบปะนักการเมืองท้องถิ่นแถวภาคใต้อยู่บ่อยๆ 

‘สัมพันธ์ลึกธรรมนัส’

กลางปี 2561 “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ได้ประสานกับคนแดนไกล เรื่องการตั้งพรรคเพื่อชาติเพื่อให้เป็นที่อยู่ที่ยืนของแกนนำ นปช. โดยร่วมมือกับ จตุพร พรหมพันธุ์ และสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 

ตอนที่”ยงยุทธ” กับจตุพร ตั้งพรรคเพื่อชาติ ตามแนวคิดแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยของคนแดนไกล ตอนนั้น พวกเขามิรู้เลยว่า นายใหญ่ได้ซ้อนแผนตั้งพรรคไทยรักษาชาติไว้อีกชั้นหนึ่ง

ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง เกิดความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อชาติ ระหว่างจตุพรกับ “ยงยุทธ” ต้องแยกทางกัน จตุพร รับผิดชอบภาคอีสาน และ”ยงยุทธ” ก็รับผิดชอบภาคเหนือ

เลือกตั้งเสร็จ จตุพร ก็วางมือจากพรรคเพื่อชาติ หันหลังให้กับ “ยงยุทธ”และสงครามส.ส.เพื่อชาติ 5 คน ตอนแรกแบ่งเป็นฝ่าย”ยงยุทธ” 4 คน และมีเพียง อารี ไกรนรา ยืนเคียงข้างจตุพร (ช่วงหลังจตุพรประกาศตัดขาดกับอารีเป็นที่เรียบร้อย)


ต้นเดือน ก.พ.2564 มีศึกซักฟอก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์(ตำแหน่งขณะนั้น)ได้คะแนนไว้วางใจ 274 ต่อ199 ปรากฏมีส.ส.เพื่อชาติ งดออกเสียง 2 คน คือ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และสงคราม กิจเลิศไพโรจน์  

ปรากฏการณ์ข้างต้น ทำให้มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันเร้นลึกของ ร.อ.ธรรมนัส กับผู้มีบารมีนอกพรรคเพื่อชาติ ยิ่งมีภาพของอารี ไกรนรา ไปเดินขนาบข้าง ร.อ.ธรรมนัส อยู่ในภาคใต้ ก็ยิ่งทำให้คนเชื่อในข่าวลือมากขึ้น

อันที่จริงช่วงที่ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ มีปัญหาขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ก็มีข่าวบางกระแสว่า หากถูกขับออกจากเพื่อไทย ส.ส.เอลวิส ก็จะย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ เพราะมีคนเห็นศรัณย์วุฒิ เดินไปกับวิรัช รัตนเศรษฐ และ ส.ส.พลังประชารัฐ สายเหนือของ ร.อ.ธรรมนัส 

เมื่อ ศรัณย์วุฒิ ถูกพรรคเพื่อไทยลงมติขับออกจากพรรคจริง เขาก็ตัดสินใจไปอยู่พรรคเพื่อชาติ โดยมีกองเชียร์ชื่อ “ยงยุทธ ติยะไพรัฐ” แอบลุ้นอยู่นอกพรรค

“ระนอง” ต้อง 1 เดียว ปมดึงเก้าอี้คืนเลือกตั้งสมัยหน้า ศึกภท.-ปชป.เดือดสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493465

นายหัวไทร

20 พ.ย. 2564 |16:00 น.

“ระนอง” เป็นจังหวัดเล็กๆ แต่อยู่ชายฝั่งทะเลอันดามัน มี ส.ส.ได้เพียงที่นั่งเดียว การเปลี่ยนตัว ส.ส. 1 เดียวนี้จึงเป็นที่จับตากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งหน้า

 การเลือกตั้งเมื่อมีนาคมปี 2562 ถือว่าผลการเลือกตั้งพลิกประวัติศาสตร์การเมืองของจ.ระนอง เพราะนักการเมืองหนุ่มไฟแรง “ส.ส.เอ” คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ที่หันมาเล่นการเมืองระดับชาติ ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็น ส.ส.สมัยแรก 
ที่สำคัญคือ “นายกฯเอ” สามารถโค่นนักการเมืองอาวุโส เป็น ส.ส.8 สมัยของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง “วิรัตน์ ร่มเย็น” ลงได้ถือว่าไม่ธรรมดา
“นายกฯเอ” คงอาศัยประสบการณ์จากการเป็นนายกฯอบจ.มาก่อน ด้วยการประสานงานกับทุกฝ่าย ฝีมือร้ายกาจไม่น้อย จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีรัฐมนตรีลงไปในพื้นที่ถี่ยิบโดยเฉพาะ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุขหาไปถี่ยิบช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก

"ระนอง" ต้อง 1 เดียว ปมดึงเก้าอี้คืนเลือกตั้งสมัยหน้า ศึกภท.-ปชป.เดือดสุด“ระนอง” ต้อง 1 เดียว ปมดึงเก้าอี้คืนเลือกตั้งสมัยหน้า ศึกภท.-ปชป.เดือดสุด

ล่าสุด… “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม ถือโอกาสหลังประชุม ครม.สัญจรที่กระบี่ ควง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมส่งมอบพื้นที่ของแขวงทางหลวง เพิ่มศักยภาพ รพ.ระนอง หลังรอมากว่า 40 ปี

*** “ประชาธิปัตย์”หวังเอาคืน

แน่นอนว่า การพ่ายแพ้ของ “วิรัตน์” ร่มเย็น สร้างความเจ็บปวดให้ประชาธิปัตย์ ระนอง จึงเป็นจังหวัดเป้าหมายที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเอาคืน จึงต้องเฟ้นหัวตัวดี-สด มาลง แม้ “วิรัตน์” จะยังยืนยันของพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง แต่ประชาธิปัตย์เดินหน้าหาคนใหม่ลงแทนแล้ว

***ปชป.เปิดตัวนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปประชุมร่วมกันกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่สนามกีฬากลาง จังหวัดระนอง เพื่อหารือและหาข้อสรุปในเรื่องการส่งตัวผู้สมัครของจังหวัดระนอง 

หลังจากนั้นจึงมีการเปิดตัว นาย “ดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับนาย “ดนัยณัฏฐ์” เป็นวิศวกรหนุ่ม เป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นนักธุรกิจ เกิดที่อำเภอกระบุรี มีประสบการณ์ทั้งความรู้ทางวิชาการและภาคปฏิบัติ อายุ 30 ปลายๆ ได้ลงพื้นที่ทำงานมาเกือบปีแล้วในระยะเวลาที่ผ่านมา ถือว่าเป็นบุคคลรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และที่สำคัญคือเป็นยุวประชาธิปัตย์ รุ่น 1 ในช่วงที่จุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค

"ระนอง" ต้อง 1 เดียว ปมดึงเก้าอี้คืนเลือกตั้งสมัยหน้า ศึกภท.-ปชป.เดือดสุด“ระนอง” ต้อง 1 เดียว ปมดึงเก้าอี้คืนเลือกตั้งสมัยหน้า ศึกภท.-ปชป.เดือดสุด

ถือว่าเป็นเลือดใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ของประชาธิปัตย์จังหวัดระนอง ที่พรรคประชาธิปัตย์ภูมิใจที่จะส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ชื่อคุณดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ถือโอกาสนี้เปิดตัวตรงนี้เลย เป็นคนที่มีผู้ที่ให้การสนับสนุนจำนวนมาก ไม่ได้มีเฉพาะสมาชิกของพรรคซึ่งเป็นกำลังพื้นฐานสำคัญอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ถือว่าเรามีพลังสำคัญทั้งในทางการเมืองที่จังหวัดระนองและพลังสัมพันธ์ทางธุรกิจเศรษฐกิจระนองช่วยสนับสนุนผู้สมัครของพรรค

นายจุรินทร์กล่าวว่า การเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดระนองภายใต้การสนับสนุนของ นายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง นายอดิศักดิ์ รุจิวิวัฒนกุล นายกสมาคมใหหลำ เป็นเจ้าของแพปลาในจังหวัดระนอง และนายสุวัฒน์ หาญสุราษฎร์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดระนอง


ระนองแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ มี ส.ส.เพียงคนเดียว แต่จะกลายเป็นสนามที่ต้องจับตามองอย่างยิ่งกับการระเบิดศึกระหว่าง “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย”


เรื่อง : นายหัวไทร  

“ภูมิใจไทย” จัดเต็มพังงา รุกเต็มเหนี่ยวขยายฐานภาคใต้ จับตาเลือกตั้งเดือด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493378

นายหัวไทร

20 พ.ย. 2564 |16:00 น.

การเมืองภาคใต้สนุกขึ้นทุกวัน “ภูมิใจไทย” ที่พังงาส่อเดือด รมว.ท่องเที่ยวฯ จับมือนายกอบจ. เอาจริงเตรียมส่ง 2 ผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย หวังโค่น ปชป.

เมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” เอาจริง สู้จริงสำหรับสนามเลือกตั้งภาคใต้ในสมัยหน้า ไม่ใช่แค่รักษาฐานเดิม แต่จะขยับขยายออกไปให้มากกว่าเดิม
โดยปัจจุบันนี้มี ส.ส.กระบี่ ส.ส.สงขลา ส.ส.ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมี ส.ส.พัทลุง ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ที่เข้าไปบุกโจมตีฐานของประชาธิปัตย์ในหลายเขตเลือกตั้ง แต่ครั้งหน้าสองสามี-ภรรยา “ดร.นาที-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เดินหน้าเต็มกำลังด้วยความพร้อม ทั้งกำลังทรัพย์ และอำนาจบารมี ช่วงปีนี้เราจึงเห็นสองคนนี้เดินสายบุกตลาดการเมืองภาคใต้เต็มที่ เฟ้นหาตัวผู้สมัครด้วยหวังว่า เลือกตั้งครั้งหน้าต้องมากกว่าเดิม
ล่าสุดยังได้คว้าตัว พล.ต.ต.รณรงค์ ทรายแก้ว นายตำรวจใหญ่มาช่วยในการเฟ้นหาช้างเผือกมาลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่นั้น ดร.นาที ยังไปดึง “อภิชาติ การิกาญจ์” อดีต ส.ส.หลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมทีมกำหนดยุทธศาสตร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งคราวที่แล้วอภิชาติไม่ได้ลงเลือกตั้ง เปิดทางให้เทพไท เสนพงศ์ ย้ายเขตมาลงแทน


      เมื่อสองวันที่ผ่านมา ช่วงที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตระเวนอยู่ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี “ดร.นาที-พิพัฒน์” ก็ลุยอยู่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชเช่นกัน แต่ไม่ใช่ลุยไปธรรมดา น่าจะไปล้วงคองู่เห่ามาด้วย โดยพระภูมิใจไทยก็ได้ไปคว้า “สมบูรณ์ หนูนวล” ซึ่งเป็นเด็กของ “เสธแอ๊ด” สมาชิกวุฒิสภา มาใส่เสื้อภูมิใจไทยด้วย ซึ่ง “สมบูรณ์” น่าจะลงเขต 2 ของชุมพร ซึ่งเป็นเขตที่สราวุฒิ อ่อนละมัย เป็น ส.ส.อยู่ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

"ภูมิใจไทย" จัดเต็มพังงา รุกเต็มเหนี่ยวขยายฐานภาคใต้ จับตาเลือกตั้งเดือด“ภูมิใจไทย” จัดเต็มพังงา รุกเต็มเหนี่ยวขยายฐานภาคใต้ จับตาเลือกตั้งเดือด

อีกสนามเลือกตั้งที่ “ดร.นาที-พิพัฒน์” คาดหวังมาก คือสนามเลือกตั้งพังงา ซึ่งสมัยหน้าจะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 3 คน ปัจจุบัน ส.ส.สองคนเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ คือจุฤทธิ์ ลักษณะวิศิษฏ์ น้องชายของจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อุกคนคือ ลูกสาวของบรม ตันเถียร

ที่บอกว่า ภูมิใจไทยคาดหวังสูงสำหรับพังงา จึงเร่งรีบควานหาตัวผู้สมัคร ที่มีเกรดลำดับต้นๆ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ หรือโกเกี๊ยะ ได้ร่วมกับนายธราธิป ทองเจิม นายกอบจ.พังงา ที่เพิ่งล้มนายกฯอบจ.คนเก่ามา เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พังงา ในนามพรรคภูมิใจไทยทั้งสองเขต ประกอบด้วยเขต 1 นายอรรถพล ไตรศรี หรือโกชัย อดีต สจ.เขต อ.ตะกั่วทุ่งหลายสมัยและอดีตรองนายกและผู้บริหาร อบจ.พังงาหลายสมัย เขต 2 นายอำนาจ ดำรงพิทยากุล หรือโกนาจ ส.อบจ.พังงา เขต อ.ตะกั่วป่า 

ทันทีที่เปิดตัวสองคนนี้ออกมาได้ยินเสียงซี๊ดปากของคอการเมืองในพังงา และพากันวิเคราะห์ไปต่างๆนาๆตามร้านน้ำชา-กาแฟ และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เลือกตั้งครั้งหน้าสนุกแน่ และมีเสียว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยว่า ได้หารือกับทางนายก อบจ.พังงาและทีมงาน อบจ.พังงา ในการเตรียมส่งผู้สมัครในนามพรรคภูมิใจไทยโดยพรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมกับทาง อบจ.พังงาและจังหวัดพังงาในการพัฒนาในด้านต่างๆ ทางพรรคพร้อมจะสนับสนุน ผลักดัน เดินหน้าพัฒนาร่วมกับชาวพังงา และพร้อมส่งผู้สมัครของพรรคลงทั้ง 2 เขต

การเลือกตั้งครั้งหน้าสำหรับ จ.พังงา จะต้องมีความสูสีและดุเดือดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเขต 1 ประกอบด้วย อำเภอเมืองพังงา , อำเภอตะกั่วทุ่ง , อำเภอทับปุด และอำเภอเกาะยาว ที่มี น้องมด กันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ผูกขาดมาหลายสมัย เจอกับ โกชัย-อรรถพล ไตรศรี นักการเมืองท้องถิ่นผู้เจนจัดในสนามเลือกตั้ง อบจ.พังงา มานานหลายสมัย เคยเป็นทั้งสมาชิกสภาคณะผู้บริหารมาแล้วหลายสมัย สมัยล่าสุดก็เป็นที่ปรึกษาใหญ่ให้ นายกคม-ธราธิป ทองเจิม ล้มแชมป์เก่า “โกหลี่”บำรุง ปิยนามวาณิช คนสนิทของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงได้ และด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนรวยเพื่อน ใจถึงพึ่งได้ คาดว่าน่าจะสูสีอย่างแน่นอน

สำหรับเขต 2 นั้น ประกอบด้วยอำเภอท้ายเหมือง , อำเภอตะกั่วป่า , อำเภอกะปง และอำเภอคุระบุรี ทางพรรคภูมิใจไทยเตรียมส่งนายอำนาจ ดำรงพิทยากุล หรือโกนาจ ส.อบจ.พังงา เขต อ.ตะกั่วป่า ขวัญใจชาวบ้านในเมืองตะกั่วป่าลงชิงชัย ในขณะที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่มีการเปิดตัวว่าจะส่งใครลงรับสมัคร ท่ามกลางกระแสข่าวว่าอาจจะส่ง “โกหลี่” บำรุง ปิยนามวาณิช อดีตนายก อบจ.พังงา ลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์และเลขานุการประธานรัฐสภา ก็เสนอตัวลงสมัครเช่นกัน ซึ่งทางหัวหน้าพรรคก็น่าจะมีตัวเลือกอื่นอยู่แล้ว ก็จะเห็นว่าประชาธิปัตย์งไม่เป็นที่แน่นอนนักว่าจะส่งใครลงเขตไหน ในขณะที่มีความเคลื่อนไหวล่าสุดในเฟซบุ๊กแฟนเพจของ นายฉกาจ พัฒนากิจวิบูลย์ อดีต สว.และอดีตนายก อบจ.พังงา ทำให้คาดว่าจะมีการเปิดตัวลงสู่สนามการเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกันแต่ยังไม่รู้ว่าจะสังกัดพรรคไหน

เรื่อง : นายหัวไทร

“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493458

กินรีเพลิง

20 พ.ย. 2564 |15:00 น.

เป็นการปรากฏตัวที่ไม่สนเสียงต่อต้าน สำหรับ พระครูสุทธิญาณโสภณสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) “พระเล็ก” บุกวัดสักกะวัน กาฬสินธุ์ เข้ากราบ เจ้าคุณหลวงปู่หา หรือหลวงปู่ไดโนเสาร์ ขอนั่งบริหารสงฆ์ตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดธรรมยุตินิกาย อ้างมาตามพระบัญชาและมหาเถรสมาคม


ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกระแสการต่อต้าน พระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะอำเภอสังคม จ.หนองคาย  ผู้ซึ่งได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวพุทธกาฬสินธุ์ และ คณะสงฆ์สายป่าทั้งจังหวัด ล่ารายชื่อถวายฎีกา ขึ้นป้ายต่อต้าน ไม่เห็นด้วยต่อคำสั่งนี้ เพราะเชื่อว่าคำสั่งนี้สอดไส้ ไม่เหมาะสมต่อการปกครองทางสงฆ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในแผ่นดินสงฆ์อีสาน

"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม
เนื่อจากเป็นการตั้งข้ามห้วยจาก ระดับเจ้าคณะอำเภอ มาเป็น ผู้นำฝ่ายปกครองสงฆ์ระดับเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งยังข้ามภาคการปกครอง เป็นการผิดจารีตประเพณี ผิด พ.ร.บ.สงฆ์ และกฏมหาเถรสมาคม

เรื่องดังกล่าวมีการคัดค้านรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 และยังรุนแรงมากขึ้นถึงปัจจุบัน อีกทั้งพระสังฆาธิการสายป่า ก็ยื่นหนังสือล่าออกทุกวัด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจของ เจ้าคณะภาค 9 (ธ) ที่ยังลังเลที่จะมีการลงนามให้ พระสังฆาธิการฯ ลาออกหรือไม่

"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

จนเป็นเหตุให้เชื่อว่าวิกฤติศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ คำสั่งแต่งตั้งครั้งนี้ และยังมีผลต่อการจะทำให้เกิด สังฆเภท หรือสงฆ์แตกแยกในคณะสงฆ์

ขณะที่หลายฝ่ายได้วิวอนให้ “พระเล็ก” ลาออกจากตำแหน่งที่จะเป็นการเปิดทางให้ มหาเถรสมาคมและสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ทีมข่าวได้พบขบวนรถเกือบ 10 คัน ที่มีชายแต่งกายคล้ายทหารลงมาจากรถตู้สีขาว และปรากฏ พระรูปหนึ่งที่หน้าคล้ายกับ พระเล็ก จึงได้ติดตาม พบว่า คณะดังกล่าวได้เดินทางขึ้นไปที่วัดป่าสักกะวัน โดยมีเป้าหมายจะเข้าไปกราบ พระเทพมงคลมุนี หรือเจ้าคุณหลวงปู่หา เจ้าอาวาสวัดป่าสักกะวัน 

จากการเฝ้าติดตามผู้ติดตามพระเล็ก พยามห้ามไม่ให้สื่อทำข่าว และ พระเล็ก ก็ได้เดินเข้าไปเฝ้ารอที่หน้ากุฏิหลวงปู่หา จนเมื่อเวลา 15.30 น. หลวงปู่หาที่มีภาระกิจ ประเพณีลอบกระทง ได้ปรากฏตัวออกมาในสภาพนั่งรถเข็น ได้อนุญาติให้ พระเล็ก เข้ามากราบ
"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

บรรยากาศการพูดคุย พระเล็ก ได้อธิบายถึงการเข้ามากราบหลวงปู่หา ว่าตนเองได้รับพระราชโองการจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ให้มาดำรงตำแหน่งบริหารคณะสงฆ์สายป่าที่กาฬสินธุ์ และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ ไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้ดิ้นรน แต่ได้มาเอง จึงต้องการให้เจ้าคุณหลวงปู่หา เมตตา เพราะขณะนี้มีกระแสต่อต้าน ซึ่งบทสนทนาดังกล่าว เจ้าคุณหลวงปู่หา ไม่ได้ตอบอะไร แต่ตอบกลับถามไปว่า “ท่านคือใคร” เนื่องจากเจ้าคุณหลวงปู่หาก็ไม่รู้จักพระเล็ก เมื่อหลวงปู่หาทราบว่าเป็นพระเล็ก ก็ตอบกลับไปว่า ผมไม่รู้เรื่องมากราบก็ดีแล้ว จากนั้นก็เป็นการจบบทสนทนา

"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ “พระเล็ก” ปรากฏตัวในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทีมข่าวพยามที่จะขอสัมภาษณ์ เกี่ยวกับปัญหาการขับไล่พระเล็ก แต่ถูกปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึง โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ห้อมล้อมตัว

สำหรับกรณีที่พระเล็ก พยามติดต่อหาทางเข้ามาบริหารจังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะตาม กฎมหาเถรสมาคม รวมไปถึง พ.ร.บ.สงฆ์ฯ เกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ ซึ่งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ถือเป็น เจ้าพนักงานของรัฐ หากไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ภายใน 30 วัน ก็ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่จะมีความผิดด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่แม้จะมีการต่อต้านตนเองก็ตาม

สำหรับการเคลื่อนไหวของชาวพุทธกาฬสินธุ์ ยิ่งมีการเฝ้ารอและตรวจสอบไปยังสำนักสงฆ์หรือวัดป่าหรือวัดร้าง เพื่อทราบความเคลื่อนไหวของพระเล็ก ว่าจะเข้าไปอยู่วัดใด หรือมีวัดใดเปิดรับพระเล็กบ้าง ที่หากวัดใดเปิดรับอนาคตก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงและคาดไม่ถึงในพื้นที่นั้นก็เป็นได้

"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

วันเดียวกันนั้นเองทางทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ ได้เดินทางไปยังวัดป่าพิชัยรัตนมงคล จ.สมุทรปราการ ที่มีกระแสข่าวว่าพระเล็ก อาศัยอยู่ที่วัดดังกล่าวและปฏิธรรมอยู่ที่นี่ จึงเดินทางเพื่อไปเข้าพบพระเล็ก จากการสังเกตการณ์ ไม่พบพระเล็ก พบเพียงพระลูกวัดและสามเณร 5-6 รูป และจากการสอบถามลูกศิษย์วัดที่มาปฏิบัติธรรมจึงทราบว่า พระเล็กเดินทางไปยังวัดป่านาขาม อ.สังคม จ.หนองคาย และมีกำหนดกลับมายังวัดป่าพิชัยรัตนมงคล วันที่ 26 พ.ย นี้

"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

โดยทางทีมข่าวได้ข้อมูลมาจากลูกศิษย์ว่า เดิมทีพระเล็กมีความตั้งใจจะลาออกจากการเป็นเจ้าคณะอำเภอสังคม เพื่อมาปฏิบัติภารกิจในด้านการช่วยเหลือผู้คนเช่นการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลสำหรับสงฆ์เพื่อพระที่อาพาส แต่กลับได้รับแต่งตั้งเสียก่อน จึงจำเป็นต้องรับคำสั่ง และยืนยันจะเข้าพื้นที่จ.กาฬสินธุ์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ เพราะเชื่อว่าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และก็เข้าใจว่าประชาชนในพื้นที่อาจจะเข้าใจผิด
"พระเล็ก" ปรากฏตัวครั้งแรก  เข้ากราบ "หลวงปู่ไดโนเสาร์"  วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม“พระเล็ก” ปรากฏตัวครั้งแรก เข้ากราบ “หลวงปู่ไดโนเสาร์” วัดสักกะวัน รปภ.เข้ม

ทวงเงิน “ประกันราคาข้าว” กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493430

20 พ.ย. 2564 |12:00 น.

กลัวรัฐบาลไม่มีมีเงินจ่ายชาวนา ฝ่ายค้านทวงเงิน “ประกันราคาข้าว” รอยร้าวพรรคประชาธิปัตย์-พรรคพลังประชารัฐ

ทวงเงิน "ประกันราคาข้าว" กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนาทวงเงิน “ประกันราคาข้าว” กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนา

ยังไม่มีคำคอบที่ชัดเจนว่าชาวนาจะได้รับเงินประกันราคาข้าว งวดต่อไปเมื่อใด หลังจากรัฐบาลจ่ายเงินประกันราคาข้าว งวดที่1-3 ไปหมื่นสามพันล้านบาท ขณะที่ประกันราคาข้าวทั้งโครงการใช้เงินราว 9 หมื่นล้านบาท บวกเงินชดเชยค่าเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกราวห้าหมื่นล้าน รวมต้องใช้เงินทั้งโครงการ กว่า1.4แสนล้านบาท ในขณะนี้ มีชาวนาที่แจ้งเก็บเกี่ยวงวดที่1-3 ก่อนวันที่25ตุลาคมที่ผ่านมาได้เงินประกันราคารวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาท เหลือเงินที่ต้องใช้เฉพาะในการประกันราคาข้าว อีกราวแปดหมื่นล้านบาท 

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวซึ่งแจ้งวันเก็บเกี่ยว ตั้งแต่ วันที่ 26 ตุลาคม 2564 เป็นต้นมา ยังอยู่ระหว่างคณะรัฐมนตรีพิจารณากรอบวงเงินใหม่ โดยจะนำเข้า ครม.สัปดาห์หน้า แต่ไม่แน่ใจว่าจะเต็มกรอบวงเงิน หรือไม่  โดยกระทรวงพาณิชย์ จะมีการเคาะราคาประกันข้าว 5 ชนิด ไปตามรอบ ทุก 7 วัน ไว้เป็นราคาอ้างอิงในการจ่ายชดเชยโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อหาแหล่งเงินมาใช้ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ฤดูกาลผลิต 2564/65 ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ 

ทวงเงิน "ประกันราคาข้าว" กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนาทวงเงิน “ประกันราคาข้าว” กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนา

พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 กำหนดไว้ว่า การใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไปก่อน จะต้องมีภาระรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งปัจจุบันใกล้ชนเพดานดังกล่าว หรือ ประมาณ 930,000 ล้านบาท เทียบกับวงเงินงบประมาณ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านบาท ทำให้มีความวิตกกังวลกันว่า รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมา สนับสนุนนโยบาย ประกันรายได้เกษตรกร โครงการประกันรายได้เกษตรกรเป็นนโยบายที่ขับเคลื่อนโดยพรรคประชาธิปัตย์

ไม่เพียงประกันราคาเฉพาะข้าว ยังมีพืชไร่ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง  ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ทำให้นายกรัฐมนตรี ถึงกับเอ่ยปากในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ที่หกจังหวัดอันดามัน  ว่าต้องหามาตราการช่วยเหลือเกษตรกรระยะยาว ที่ไม่ใช่การประกันราคา เพราะทำให้ภาครัฐประสบปัญหาด้านงบประมาณ และไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ทวงเงิน "ประกันราคาข้าว" กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนาทวงเงิน “ประกันราคาข้าว” กลัวรัฐบาลไม่มีเงินจ่ายชาวนา