“ลุงตู่”กับคำอธิษฐานลอยกระทง ดูจากรูปเกมการเมืองจากนี้ ชิลๆยันปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493285

19 พ.ย. 2564 |19:00 น.

“ลุงตู่”นำครม.ลอยกระทงอธิษฐานให้บ้านเมืองปลอดภัย เมื่อดูรูปเกมจากนี้ทั้งฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ขณะที่มวลชนสามนิ้วถูกศาลรธน.วางกรอบบรรทัดฐานห้ามล้ำเส้นสถาบัน ส่งผล “ลุงตู่” ชิลๆถึงปีใหม่ ติดตามเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

วันเพ็ญเดือนสิบสอง ประเพณีกาล ลอยกระทง กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังเผชิญสถานการณ์โควิด-19 นานกว่าสองปี ทุกกิจกรรมต้องถูกระงับ กระทั่งเย็นวันที่ 19 พ.ย.64 “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ประเดิมเรียกความมั่นใจในการสืบสานประเพณีไทย ลอยกระทงนิวนอร์มอล   “ลุงตู่” อธิษฐานให้บ้านเมืองปลอดภัย ขอขมาลาโทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ภัยผ่านพ้นไปจากประเทศ และมีเสถียรภาพ ลดความขัดแย้ง ก่อนส่ายหัวตอบสื่อไม่ย้ายพรรค 

การบริหารบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยตามคำอธิษฐานลอยกระทงของ”ลุงตู่” หรือไม่ ก็คงต้องอยู่ที่นายกฯ และองคาพยพจะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางไหน 

ยิ่งมองถึงรูปเกมการเมืองต่อจากนี้ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น น่าจะเบาตัวเพราะเกมแก้รัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดก็ผ่านไปแล้ว  ภาวะโดยรวมทางการเมืองยันช่วงปีใหม่ของลุงตู่น่าจะชิลๆ  เว้นแต่จะมีการปูดเรื่องราวขัดแย้งกันเองขึ้นมา

อย่าลืมว่าตั้งแต่การยึดอำนาจเป็นคสช.ของพลเอกประยุทธ์นั้น ข้อกล่าวอ้างที่เป็นเหตุผลการควบคุมบ้านเมืองแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยามนั้น บางเรื่องดำเนินการสำเร็จ บางเรื่องยังค้างคา บางเรื่องมีแผลลึก และบางเรื่องโดนกล่าวอ้างว่าเกี่ยวพันกับคนที่มีอำนาจในตอนนั้นและตอนนี้   หากขั้วตรงข้ามหยิบยกและเปิดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ…ก็ยากที่จะแก้ตัว

"ลุงตู่"กับคำอธิษฐานลอยกระทง ดูจากรูปเกมการเมืองจากนี้ ชิลๆยันปีใหม่“ลุงตู่”กับคำอธิษฐานลอยกระทง ดูจากรูปเกมการเมืองจากนี้ ชิลๆยันปีใหม่

บางส่วนในสังคมเชื่อไปก่อนหน้านั้นแล้วว่า น่าจะเป็นเรื่องจริง   โดยเฉพาะแวดวงสีกากีนั้น มีเรื่องราวเกิดขึ้นเสมอมา เพราะบางคนในสังคมเชื่อว่า คนใกล้ตัว 3ป.บางคนทั้งในและนอกราชการแวดวงนี้ มีเอี่ยวกับเรื่องราวสีเทาๆหลายวาระในหลากวงการ จนเกิดเรื่องวุ่นที่ไม่ควรบังเกิด งานนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะวงการตำรวจนั้นหากเกิดเรื่องเชิงลบเมื่อใด แกนนำรัฐบาลที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ  โดยหลายปีมานี้”ลุงป้อม”กับ”ลุงตู่”คือสองชีวิตที่เคยกำกับดูแลและกำกับดูแลหน่วยงานนี้

ดังนั้นจะเด้งเชือกไม่รับรู้ใดๆนั้น มันก็ลำบากอยู่…

ขณะเดียวกัน แกนนำหลักบนเรือเหล็กคือพรรคพลังประชารัฐนั้น แม้คลื่นลมจะเริ่มบางเบาในตอนนี้ แต่รอยปริรอยร้าวในพรรคพลังประชารัฐใช่ว่าจะแนบสนิทเหมือนวันวาน เนื่องจากความแคลงใจกับกบฏในพรรคมันยังมีอยู่และมีการแยกมุ้งชัดแจ้งคือ”มุ้งลุงตู่”กับขั้ว”ลุงป้อม”     และห้วงเวลาที่ผ่านมาสังคมจะพบกระแสข่าวว่าแกนนำพรรค เช่น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค รวมทั้งร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค เดินสายทยอยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.หน้าใหม่อย่างไม่เป็นทางการอยู่เป็นระยะ(ทั้งที่ทาบมาจากพรรคอื่นและวางตัวคนหน้าใหม่บางพื้นที่)

ตอนนี้ผู้กองคนดังควงดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค รวมทั้งคนในเครือข่ายเดินสายต่างจังหวัด(ทั้งไปกับลุงป้อมและบินเดี่ยว)นัยว่าคัดเลือกว่าที่ผู้สมัครส.ส.และรับฟังเสียงสมาชิกพรรค บวกกับไปพบมวลชนเพื่อสร้างพรรคให้แข็งแรง การเดินสายคราวนี้แปลว่าผู้กองคนดังต้องเร่งสร้างผลงานเป็นเกราะป้องกันตัวเพราะเก้าอี้รมต.ไม่มีแล้ว และน่าจะรู้ตัวดีว่าลุงตู่กับลุงป๊อกยังล็อกเป้าอยู่

เนื่องจากพลเอกประยุทธ์และพลเอกอนุพงศ์  เผ่าจินดา ไม่ไว้วางใจร้อยเอกธรรมนัสและทีมงานไปแล้วกับข้อหากบฏ แม้ว่า  พลเอกประวิตรจะการันตีผู้กองคนดังและทีมงานไว้ก็ตาม บวกกับกระแสข่าวพรรคไทยสามัคคีที่สื่อบางแขนงรายงานแล้วว่าอาจจะเป็นรันเวย์ใหม่ของลุงตู่และลุงป๊อกหลังส่งคนไปชิงอำนาจจากผู้กองตุ๋ยในพลังประชารัฐไม่ได้ เนื่องจากลุงป้อมกางปีกป้องผู้กองคนดังไว้เนืองๆ

เกมภายในพปชร.ก็เป็นสิ่งบ่งชี้ทางการเมืองในวันข้างหน้าว่าลุงป้อม-ลุงป๊อก-ลุงตู่จะผนึกกำลังกันไปได้ยาวเพียงใด

หันมองกระแสการเมืองขั้วล้มรัฐบาลบ้าง  หากจะพอมีเรื่องราวที่สืบเนื่องแบบรายวันก็น่าจะมาจากผลของคดีความของกลุ่มสามนิ้วที่น่าจะปั่นกระแสออกมาทางโลกออนไลน์รวมทั้งการชุมนุมของเครือข่ายสามนิ้วที่พร้อมจะนำพลพรรคมาซิ่งป่วนเมืองเป็นระยะ และอาจจะมีการโจมตีนโยบายรัฐบาล เช่น ราคาน้ำมัน การเปิดประเทศและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ออกมาเป็นกระแสรายวันเพื่อชิงพื้นที่สื่อ  แน่นอนว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องเกาะกระแสรายวันพ่วงไปด้วย

ส่วนการเมืองในระบบนั้น   รอเพียงพรรคร่วมฝ่ายค้านเคาะวันเวลาการยื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ โดยวันที่เปิดการแสดงน่าจะเป็นช่วงเดือนมกราคมปีหน้า นัยว่าหลอกด่ารัฐบาลเพื่อเก็บแต้ม  และรอเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงไตรมาสที่สามที่จะนำมาบี้เรือเหล็กก่อนการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า หากหมัดเด็ดไม่มีนั้น ก็แปลว่าขั้วตรงข้ามปล่อยลุงตู่ลอยลม

ดังนั้นขอสรุปความการเมืองวันนี้ว่า “ลุงตู่”จะประคองตัวได้เรื่อยๆและยิ่งการเตรียมออนทัวร์หัวเมืองเพื่อตรวจราชการและหาแต้มตุนไว้นั้น นัยว่า”ลุงตู่”พร้อมเก็บแต้มสะสมไว้เพื่อเกมการเมืองชอตต่อไป 

เวลาปีเศษๆสำหรับการเลือกตั้งนั้น เชื่อว่าทุกพรรคลุยแหลก และ”ลุงตู่”ย่อมไม่ตกขบวน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “วันลอยกระทง” วันมรณะ ระวังเหตุรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493363

19 พ.ย. 2564 |18:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “วันลอยกระทง” เจอดวงปะทะตกดวงแตกแยก พลัดพราก ตายจาก ตามหลักโหราศาสตร์จีนของดวงปี ตกดาวมฤตูยูปะทะดวงวัน มีผลบวกช่วงเดือน 12 พฤศจิกายนจะช่วยคลี่คลาย แต่ให้ระวังเหตุรุนแรงกับสถานการณ์ประเทศ แนะสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ร่วมกัน

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิเคราะห์เหตุเพศภัย “วันลอยกระทง” ศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ดวงจีน วันมะแม ธาตุทอง เดือนกุน ธาตุดิน ปีฉลู ธาตุทอง ถือว่าเป็นวันมรณะ โลกาวินาศ ตามปฏิทินจันทรคติ ที่จะต้องเตือนภัย

ชี้เหตุกระทบให้เกิดความหายะนะ ที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน ตกดวงดาวมฤตยูวันแตกแยก วุ่นวายสับสน ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ปะทะ สูญสิ้น วุ่นวาย ไม่ปรองดอง

ตามหลักของโหราศาสตร์จีน ถือว่าเป็นวันที่แรงพอสมควร จะต้องหลีกเลี่ยงระวัง หากมีปะทะจะก่อให้เกิดการสูญเสียที่รุนแรงเช่นกัน

วันนี้ก่อนลอยกระทงจะมีพิธีสวดมนต์ของวัดวาอารามต่างๆ และร่วมทำบุญ เพื่อลอยกระทง ขอขมา สะเดาะห์เคราะห์ บูชาพระแม่คงคา อุทิศส่วนบุญกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับ 

หรือใช้แม่น้ำเป็นสุสานก็ถือว่าทำแล้วแก้สะเดาะห์เคราะห์เป็นสิ่งที่ดี หากจะมีอะไรที่จะเป็นเหตุร้ายก็จะได้ลดน้อยลง เพราะถือว่าได้ร่วมทำพิธีทำบุญสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ร่วมกัน

ดังนั้นคืนนี้จะมีพิธีสวดมนต์ทุกวัดเหมือนกัน ประมาณเวลา ทุ่มเศษๆถือว่าเป็นเวลายามที่มีผลกระทบเบียดเบียนมากขึ้น

ซินแสเข่ง ได้กล่าวเพิ่มเติม ให้เข้าใจใน “วันลอยกระทง” ว่า เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณสมัยสุโขทัย ที่มีนางนพมาศ หรือท้าวเวศศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้เริ่มต้น เพื่อทำกระทงลอยเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ขอขมาพระแม่คงคา ตามความเชื่อในสมัยโบราณ 

โดยในกระทงก็จะใส่เศษสตางค์ ตัดเล็บ ตัดผม เพื่อให้ทุกข์โศกหายไป ให้มีเงินทองไหลมา ให้ร่ำรวยมั่งคั่ง คนจีน ก็จะใส่อาหารขนมนมเนย

เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่พระแม่คงคา เพื่อขอขมา ให้วิญาณภูติผี หรือผู้ที่เสียชีวิต ในแม่น้ำ ได้รับเอาส่วนบุญกุศล และให้ตัวเราได้รับผลบุญกุศลอีกด้วย

อวยถูกเวลา “อวยชัย วะทา” โพลหนุนลุงตู่ ตั้งพรรคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493347

19 พ.ย. 2564 |16:00 น.

เปิดเบื้องหลัง “อวยชัย วะทา” อดีตผู้นำครูการเมือง แถลงผลโพลคนส่วนใหญ่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคใหม่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือ 3ป.แยกวงไม่เลิกรา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หายหน้าไปจากยุทธจักรนานหลายปี “อวยชัย วะทา” อดีตผู้นำครู-เกษตรกร กลับมาพร้อมโพลการเมือง ท่ามกลางคำถามมากมายจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล

วันนี้ “อวยชัย วะทา” สวมหมวกเจ้าสำนักโพล องค์กรวิชาชีพครูฯ สำรวจความเห็นครู เกษตรกร และประชาชนทั่วไป เรื่องทิศทางการเมืองไทยหลังเปิดประเทศ

ดูเหมือนว่า โพลของ “อวยชัย วะทา” มาถูกที่ถูกเวลา ท่ามกลางกระแสข่าวการตั้งพรรคใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ และความไม่ลงรอยกันภายในพรรคพลังประชารัฐ

วันที่ 19 พ.ย.2564 อวยชัย วะทา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาสังคม เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย แถลงว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาสังคมได้สำรวจวิจัยความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่องทิศทางการเมืองไทยหลังเปิดประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 5-17 พ.ย.2564

ประเด็นที่น่าสนใจของสำรวจวิจัยเที่ยวนี้คือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 90.6 เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรตั้งพรรคการเมืองใหม่ และร้อยละ 73.74 พล.อ.ประยุทธ์ ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ผลการสำรวจวิจัยข้างต้น อาจสวนทางกับนิด้าโพล หรือสวนดุสิตโพล แต่หากพิจารณาจากปูมหลังเจ้าสำนักอย่าง อวยชัย วะทา ก็คงหายสงสัย และไม่มีคำถามต่อผลโพลนี้

3 ปีที่แล้ว อวยชัย วะทา ได้ประกาศปฏิญญามหาสารคาม ในที่ชุมนุมของเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย ให้ครูทั้งประเทศเบี้ยวหนี้ ช.พ.ค. เรียกกระแสวิจารณ์ครูจากสังคมมากมาย

‘อดีตผู้นำครู’

 “อวยชัย วะทา” มีเพื่อนรักอยู่ในสภาสูงคือ ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา

อวยชัยกับตวง เป็นสหายร่วมรบกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยต่อสู้ปลดแอกครูประชาบาลจากมหาดไทย จนถึงยุคขับไล่ระบอบทักษิณ ปัจจุบัน ตวงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้ถืออำนาจ จึงได้รับการแต่งตั้ง สนช. และ ส.ว.

“อวยชัย” มีบทบาททางการเมืองภาคประชาชนในมหาสารคาม ร่วมกับผู้นำครูยุคนั้น อาทิ สุชน ชาลีเครือ, นิพนธ์ ชื่นตา, ปรีดา บุญเพลิง, เยี่ยมยอด ศรีมันตะ ,ตวง อันทะไชย ฯลฯ

นอกจากนี้ อวยชัยยังได้เข้าร่วมขับเคลื่อนสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) รุ่นเดียว สน รูปสูง, บำรุง คะโยธา,สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นคร ศรีวิพัฒน์ ฯลฯ

ระยะหลัง อวยชัยไปเรียนหนังสือจนจบปริญญาเอกและได้เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาปรัชญา ศาสนา และวัฒนธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยอวยชัยเพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน 2560

‘ครูกับพรรคการเมือง’

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 จอมยุทธ์ “อวยชัย วะทา” ได้ร่วมกับ ปรีดา บุญเพลิง ปลุกปั้นพรรคครูไทยเพื่อประชาชน แต่มีปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกัน อวยชัยจึงแยกตัวออกมา

หลังเลือกตั้ง ปรีดา บุญเพลิง นำพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนครูทิน-สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ก็ดึง นิพนธ์ ชื่นตา อดีตผู้นำครูยุคแรกๆ มาเป็นรองหัวหน้าพรรค เพราะพรรคนี้ก็อาศัยครูเป็นฐานเสียงเช่นกัน

พรรคเล็กอย่างพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ในระยะหลังกลายเป็นเครือข่ายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

ความสัมพันธ์ระหว่าง อวยชัย วะทา กับหัวหน้าพรรคครูไทยฯ และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ไม่ได้แนบแน่นกันเหมือนเก่า ต่างจากความสนิทชิดใกล้ระหว่างอวยชัย กับ ส.ว.ตวง

โพลของอวยชัย อ่านไม่ยากว่ามีเป้าหมายทางการเมืองอย่างไร และผลการสำรวจวิจัยนี้จะไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองใด

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” กับบทบาทมหาเถรสมาคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493316

19 พ.ย. 2564 |14:00 น.

เปิดขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” ปมร้อนซ่อนเงื่อน เบ็ดเสร็จที่มหาเถรสมาคม เป็นที่มาการเมืองร้อนใน “ศาสนจักร”

ยังคงเป็นที่จับตามองของชาวพุทธ กับปัญหาร้อนในวงการสงฆ์ กรณีมติมหาเถรสมาคม ปลดพระเทพสารเมธี หรือ เจ้าคุณบัวศรี จากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมแต่งตั้งพระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะอำเภอสังคม จ.หนองคาย หรือ “พระเล็ก” ที่มีคดีอธิกรณ์ 
ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) แทน และได้รับตราตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 นั่นจึงเป็นที่มาให้คนในพื้นที่กาฬสินธุ์ รวมทั้งพระสงฆ์ เคลื่อนไหวต่อต้าน ด้วยเหตุผลที่ “พระเล็ก” เป็นพระสงฆ์นอกพื้นที่ และ พรรษาไม่ถึง “คมชัดลึกออนไลน์” เรียบเรียงขั้นตอน การแต่งตั้งและคุณสมบัติของตำแหน่ง “เจ้าคณะจังหวัด” ไล่เรียงลำดับลงมา


คณะสงฆ์ไทย หมายถึง บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

พระภิกษุ มีศีล 227 ข้อ เป็นเครื่องกำกับวัตรปฏิบัติ พระภิกษุทุกรูปอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม ซึ่งได้วางกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ไว้เป็นลำดับขั้นการปกครอง และการปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนทุกชั้น มีเจ้าคณะมหานิกาย และเจ้าคณะธรรมยุตปกครองบังคับบัญชาวัด และพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้น เช่น คณะธรรมยุตมีเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตปกครอง ส่วนคณะมหานิกาย แบ่งการปกครองออกเป็น 4 หน คือ เจ้าคณะใหญ่หนหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก  เจ้าคณะใหญ่หนใต้

          ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัด" กับบทบาทมหาเถรสมาคมปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” กับบทบาทมหาเถรสมาคม

ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ซึ่งได้กระจายอำนาจการปกครองออกเป็นส่วน ๆ  ดังนี้

  • ส่วนที่ 1 ภาค มีเจ้าคณะภาคดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ในเขตภาคของตนให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม  ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
  • ส่วนที่ 2 จังหวัด มีเจ้าคณะจังหวัดปกครอง (เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ)
  • ส่วนที่ 3 อำเภอ มีเจ้าคณะอำเภอปกครอง (เจ้าคณะเขตในกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะอำเภอทั่วประเทศ)
  • ส่วนที่ 4 ตำบล มีเจ้าคณะตำบลปกครอง (เจ้าคณะแขวงในกรุงเทพมหานครและเจ้าคณะตำบลทั่วประเทศ)

อำนาจหน้าที่สำคัญของเจ้าคณะตำบล นอกจากการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงามแล้ว ยังมีหน้าที่ระงับอธิกรณ์ วินิจฉัยการลงนิคหกรรม วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือ คำวินิจฉัยชั้นเจ้าอาวาส แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสให้เป็นไปโดยชอบ ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าอาวาส และพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ในบังคับบัญชา หรือผู้อยู่ในปกครองของตน ตรวจการ และประชุมพระสังฆาธิการ ในเขตการปกครองของตน

หากเรียงลำดับการปกครองคณะสงฆ์ จากล่างขึ้นบน เป็นดังนี้

  • ตำบล ปกครองดูแลวัด (เจ้าคณะตำบลดูแลหลาย ๆ วัด)
  • อำเภอ ปกครองดูแล ตำบล (เจ้าคณะอำเภอดูแลหลาย ๆ ตำบล)
  • จังหวัด ปกครองดูแล อำเภอ  (เจ้าคณะจังหวัดดูแลหลาย ๆ อำเภอ)
  • ภาค ปกครองดูแลจังหวัด (เจ้าคณะภาค ดูแลหลาย ๆ จังหวัด)
  • หน ปกครองดูแลภาค (เจ้าคณะใหญ่  ดูแล ภาคหลาย ๆ ภาค)
  • มหาเถรสมาคม ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาพรวม


หากพูดถึง เจ้าคณะจังหวัด เป็นพระสังฆาธิการที่ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราชไทย โดยผ่านมติการเห็นชอบของมหาเถรสมาคม มีอำนาจหน้าที่การปกครองตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม ในเขตจังหวัดของตน

คุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะจังหวัด”

  • มีพรรษา 10 พรรษาขึ้นไป กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ
  • กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดในจังหวัดนั้นมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ
  • กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ
  • มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์ขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรม 6 ประโยคขึ้นไป

อำนาจหน้าที่ “เจ้าคณะจังหวัด”

  • ดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช คำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตน
  • ควบคุมและส่งเสริมการรักษาความเรียบร้อยดีงาม การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ให้ดำเนินไปด้วยดี
  • ระงับอธิกรณ์ วินิจฉัยการลงนิคหกรรม วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยชั้นเจ้าคณะอำเภอ
  • แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าคณะอำเภอให้เป็นไปโดยชอบ
  • ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าคณะและเจ้าอาวาส ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรืออยู่ในเขตปกครองของตน และชี้แจงแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ในบังคับบัญชา ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ตรวจการ และประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองของตน


สำหรับ “อัตรานิตยภัต” ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด อยู่ที่ 10,300 บาท

ปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง "เจ้าคณะจังหวัด" กับบทบาทมหาเถรสมาคมปมร้อนซ่อนเงื่อน ขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าคณะจังหวัด” กับบทบาทมหาเถรสมาคม
 

ที่มา : วิกิพีเดีย ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ปัญหา “องค์ประชุม” สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493303

19 พ.ย. 2564 |13:00 น.

“องค์ประชุม” สภา ยังเป็นปัญหา ที่น่ากังวลของรัฐบาล หลังฝ่ายค้านตั้งเป้า เขย่าทุกครั้ง ขณะที่พรรคแกนนำยังมีปัญหาภายใน

ปัญหา "องค์ประชุม"  สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วงปัญหา “องค์ประชุม” สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วง

สภาพการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ขณะที่กำลังพิจารณาร่างกฏหมายเครื่องสำอางค์ ซึ่งเป็นร่างกฏหมายฉบับที่สองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ  ทำให้ปัญหา เรื่ององค์ประชุม กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากร่างกฏหมาย ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านวาระรับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ ฯ พิจารณาแล้ว  ฝ่ายค้านมองว่าการชิงปิดสภา ของผู้ทำหน้าที่ประธานเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา สภาล่ม  เพราะหากร่างกฏหมายที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ไม่ผ่านการพิจารณา นายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบด้วยการยุบสภา หรือลาออก
 

ย้อนอดีตการยุบสภาอันมีที่มาจากร่างกฏหมายรัฐบาลไม่ผ่านสภา เกิดขึ้นในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2529 และปี 2530 นอกจากนั้นการยุบสภาส่วนมากมีสาเหตุมาจากการแก้ปัญหาทางการเมือง เช่นการชุนนุมขับไล่รัฐบาล นับตั้งปี2535 สมัยรัฐบาล อานันท์ ปัณยารชุณ  นี่เป็นที่มาทำให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกอาการไม่สบอารมณ์หลังถูกตั้งคำถามว่าต่างชาติแสดงความกังวลกับสถานการณ์ ทางการเมืองของไทยหรือไม่ 
ปัญหา "องค์ประชุม"  สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วงปัญหา “องค์ประชุม” สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วง

ร่างกฏหมายซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอถูกบรรจะอยู่ในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รอการพิจารณาเฉพาะหน้าอยู่อีกสามฉบับ ในสภาวะที่ พรรคแกนนำกำลังง่อนแง่น จากปัญหาความแย้งภายใน ช่วงชิงการนำภายในพรรคพลังประชารัฐ การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ก็มีปัญหากันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกระทรวงการคลัง ที่ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรได้ทันความเดือดร้อนของประชาชน 
ยังมีส.ส.รัฐบาล ไม่น้อยกว่า 5คนคอพาดเขียงเรื่องคุณสมบัติ ส.ส. รอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ในต้นเดือนหน้า ขณะที่ฝ่ายค้านก็วางเป้าหมายว่าจะตรวจสอบองค์ประชุมสภา เพื่อให้การพิจารณากฏหมายเป็นไปตามครรลอง  องค์ประชุมของสภา จึงเป็นปัญหา ไม่กระทบแค่สถานภาพของ นิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่

ปัญหา "องค์ประชุม"  สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วงปัญหา “องค์ประชุม” สภา ทำเอารัฐบาลออกอาการน่าเป็นห่วง

หากยังจัดการควบคุมองค์ประชุมไม่ได่ แม้แต่รัฐบาล ก็ออกอาการ น่าเป็นห่วง

“ผู้การชาติ” ประกาศซบ “พรรคกล้า” เดินหน้าหรือตั้งใจในตำแหน่ง รองหน.พรรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493207

นายหัวไทร

19 พ.ย. 2564 |11:00 น.

เป็นการประกาศครั้งสำคัญ เมื่อ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล หรือ “ผู้การชาติ” แกนนำกลุ่มด้ามขวานได้ตัดสินใจทางการเมืองครั้งใหม่ในตำแหน่งรองหัวหน้า “พรรคกล้า” หลังลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ

 “เรียน สมาชิกทราบ…เรื่องการเมือง ได้ตกลงใจเรียบร้อยแล้วคือ..สังกัดพรรคกล้า ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค โดยมีท่านกรณ์ จาติกวนิช เป็นหน.พรรค ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นเลขาธิการพรรค ทั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพแล้ว”

“แก้ปัญหาปากท้องคนไทย ในภาวะโลกป่วย”     

ไม่ต้องตีความ เป็นการยืนยันว่า “พ.อ.สุชาติ” ก้าวเดินไปกับพรรคกล้า ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น แถลงข่าวเดินออกจากพรรคพลังประชารัฐ เป้าหมายคือร่วมงานกับพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งในเวลานั้นแม้ไม่ระบุชื่อพรรค

พันเอกสุชาติ จันทรโชติกุล  หรือ “ผู้การชาติ” แกนนำกลุ่มด้ามขวานไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา 1 สมัยและอดีต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สายการปกครองท้องถิ่น  เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5  และ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 จังหวัดนราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2535 

“ผู้การชาติ” ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกใน เดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 สังกัดพรรคความหวังใหม่ 

แต่เดิมเข้าใจกันว่า “ผู้การชาติ” อดีตประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้จากพรรคพลังประชารัฐได้ลาออกจากพรรค และจะเข้าสังกัดพรรคที่ “ฉัตรชัย พรหมเลิศ” หรือ “ปลัดฉิ่ง” ที่มีแนวคิดจะตั้งขึ้นมาหลังเกษียณอายุราชการ และสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

แต่เวลาผ่านไป พรรคของ “บิ๊กฉิ่ง” ก็เดินไปยาก ยังไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเอาอย่างไร จะเลือกพรรคใหม่ หรือจะยังเอากับพรรคพลังประชารัฐ แถมยังมีชื่อพรรคไทยสร้างสรรค์โผล่ขึ้นมาอีกพรรค ที่แว่วว่า 2ป.เข้าสนับสนุนกันอยู่
และเมื่อ พ.อ.สุชาติแถลงข่าวเดินออกมาจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว แต่พรรคใหม่ก็ยังไม่เห็นแวว แต่ทางการเมืองในพื้นที่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป
“พรรคกล้า” ที่มี “กรณ์ จาติกวณิชย์” เป็นแม่ทัพอยู่จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้การฯชาติ กับบทบาทของ “รองหัวหน้าพรรค”

กล่าวถึงพรรคกล้าสำหรับภาคใต้แล้วก็ถือว่ายังไม่ง่ายนัก ต้องไปจับฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ปัญหาคือจะปรับแนวคิดให้เข้ากับคนรุ่นใหม่อย่างไร เพราะถ้าพูดถึงคนรุ่นใหม่ใจไปทางก้าวไกลก่อนหน้าแล้ว


แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า พรรคกล้าก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพียงแต่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจุดยืนในการสนับสนุนคนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าจะสนับสนุนใคร นอกเหนือจาก “กรณ์ จาติกวณิชย์” แล้ว….?


เรื่อง: นายหัวไทร  

เปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493226

19 พ.ย. 2564 |05:00 น.

เปิดเส้นทางที่มาของเงิน 350 ล้านบาท หลังสภาองค์กรของผู้บริโภคได้รับจัดสรรจากรัฐบาลเพื่อเป็นทุนประเดิมตั้งต้นในการดำเนินงานแก่ 152 องค์กรผู้บริโภค พบเป็นการจ่ายขาดทั้งก้อน 350 ล้านบาท

จากที่ “คมชัดลึก” ได้เกาะติดการดำเนินงานของสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเด็น ความโปร่งใสในการใช้เงินจำนวน 350 ล้านบาท ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนแก่สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยเป็นทุนประเดิมในการดำเนินงาน ตามที่ พระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ได้กำหนดไว้ แต่แล้วก็ปรากฏข่าวว่ามีการรวมตัวขององค์กรผู้บริโภคที่ไม่ได้จดแจ้งเป็นองค์กรผู้บริโภคอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเพียงองค์กรทิพย์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาประโยชน์จากเงินจำนวน 350 ล้านบาท 

กรณีนี้พบว่าเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบองค์กรผู้บริโภค 152 องค์กร ร่วมกันจัดตั้งเป็นสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล 350 ล้านบาท ว่ามีคุณลักษณะเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยนายศรีสุวรรณ ระบุว่า “พบว่า 16 องค์กรไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด และไม่ได้ทำกิจกรรมเชิงประจักษ์ ดังนั้น จึงเชื่อว่าอีก 136 องค์กรที่เหลือ อาจมีลักษณะเดียวกันกับที่สุ่มตรวจก็ได้ ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงยุติธรรมมีศักยภาพในการตรวจสอบทุกองค์กรได้” 
 

เปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภคเปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภค

รวมทั้งนายศรีสุวรรณ ยังได้เข้ายื่นคำร้องถึงนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนกลาง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562  โดยเข้ายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ทำเนียบรัฐบาล ถึงการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้นมีความถูกต้องหรือไม่ ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคก็ได้จัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยยืนยันถึงการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีองค์กรทิพย์ตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด 

เปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภคเปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น “คมชัดลึก” ได้สืบค้นถึงเส้นทางการเงินจำนวน 350 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร โดยเบื้องต้นพบว่านับตั้งแต่ พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. 2562 ได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ 

จากนั้นเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศได้ทยอยกันไปยื่นจดแจ้งสถานะความเป็นองค์กรผู้บริโภคต่อนายทะเบียนกลางและนายทะเบียนจังหวัด ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผ่านกระบวนการจดแจ้งสถานะฯ ซึ่งใช้เวลากว่า 1 ปี เนื่องจากความยุ่งยากของเอกสาร การจัดการ การตรวจสอบ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างหน่วยงาน กระทั่งวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ก็มีองค์กรผู้บริโภคที่ผ่านการจดแจ้งครบ 152 องค์กร และได้รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะนายทะเบียนกลาง เพื่อจัดตั้ง “สภาองค์กรของผู้บริโภค” ขึ้น หลังจากได้ผลักดันเรื่องนี้มากว่า 20 ปี

ส่วนที่มาของเงินทุนของสภาองค์กรของผู้บริโภคนั้น พบว่าสภาองค์กรของผู้บริโภค ไม่รับการสนับสนุนด้านการเงินหรือทรัพย์สินจากบริษัทเอกชน และพรรคการเมืองใด โดยที่มาของเงินทุนตั้งต้นของสภาฯ มาจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นการอุดหนุนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท (ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๖๒)  เพื่อใช้สำหรับการดำเนินการให้เกิดการรวมตัวกันขององค์กรของผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและเกิดพลังอย่างแท้จริง ส่วนในปีถัด ๆ ไปจะมาจากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรงเป็นรายปีเป็นการจ่ายขาดให้แก่สภา แต่ถึงแม้สภาฯ จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ แต่ก็สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างเป็นอิสระด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากเงินทุนจากรัฐบาลแล้ว สภาองค์กรของผู้บริโภคสามารถได้เงินทุนค่าใช้จ่ายและค่าป่วยการที่ศาลสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจชำระแก่สภา เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสภา และรายได้อื่น โดยต้องไม่เป็นการกระทำที่อาจทำให้สภาขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน หรืออาจก่อให้เกิดการขัดหรือแย้งต่อวัตถุประสงค์ของสภา

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2562 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบเงินอุดหนุน จำนวน 350 ล้านบาท ให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อเป็นทุนประเดิมเบื้องต้น ตามที่ พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 กำหนดไว้

เปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภคเปิดเส้นทางที่มาเงิน 350 ล้านบาท สภาองค์กรของผู้บริโภค

แผนปฏิบัติการสภาองค์กรของผู้บริโภค ภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564-2565 ประกอบด้วย 6 แผนสำคัญ ดังนี้ คือ
1.แผนงานสนับสนุนและดำเนินการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค 
2.แผนงานพัฒนานโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค 
3.แผนงานสนับสนุนหน่วยประจำจังหวัดและองค์กรของผู้บริโภค 
4.แผนงานสื่อสารเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 
5.แผนงานจัดตั้งสำนักงานและพัฒนากำลังคนของสภาองค์กรของผู้บริโภค 
6.แผนเงินสำรองกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 350 ล้านบาท 

ส่วนงบประมาณอีก 378 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 นั้น ให้สภาองค์กรของผู้บริโภคใช้จ่ายจากเงินทุนประเดิมที่มีเหลือและเงินรายได้ที่มาจากค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง และค่าบริการที่เก็บจากสมาชิกหรือบุคคลภายนอก หากไม่เพียงพอให้เสนอขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณตามความจำเป็นต่อไป

ทั้งนี้ มาตรา ๑๖ ของ พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค กำหนดไว้ว่าให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายปี เป็นการจ่ายขาดให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภคตามที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเสนอในการจัดสรรเงินอุดหนุนตามวรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรให้เพียงพอต่อการดำเนินงานโดยอิสระของสภาองค์กรของผู้บริโภค ในกรณีที่สภาองค์กรของผู้บริโภคเห็นว่าจำนวนเงินที่คณะรัฐมนตรีจัดสรรให้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานตามวรรคสอง สภาองค์กรของผู้บริโภคจะมีหนังสือขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนเพื่อจัดให้เพียงพอก็ได้

สำหรับบทบาทหน้าที่ของสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 


1.คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค  เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 


2.ตรวจสอบ ติดตาม เฝ้าระวัง สถานการณ์ปัญหาสินค้าและบริการและเตือนภัยผู้บริโภค 


3.รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า หรือใช้บริการเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก


4.รายงานการกระทำที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ 


5.ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค หรือให้ความช่วยเหลือในกรณีที่ผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภคถูกฟ้องคดีจากการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคหรือใช้สิทธิแทนผู้บริโภค 


6.สนับสนุนการศึกษาและการวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค 


7.สนับสนุนและส่งเสริมการรวมตัวของอค์กรของผู้บริโภคในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่ เพื่อให้กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ 


8.สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิกในการไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอมยอมความข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

ไปไหนต่อ “สุพล จุลใส” หลังลูกหมี ต้อนรับป้อม-ธรรมนัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493184

18 พ.ย. 2564 |19:00 น.

ส.ส.ลูกหมีต้อนรับบิ๊กป้อมที่บ้านเกิดชุมพร สะเทือน ส.ส.ลูกช้าง “สุพล จุลใส” อนาคตจะไปต่อพรรค รปช. หรือรอเปลี่ยนสีเสื้อ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ข่าว ส.ส.ปชป.ชุมพรต้อนรับคณะ พล.อ.ประวิตร สะเทือนถึง “สุพล จุลใส” ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย เพราะตระกูลเดียวกันคือ จุลใสแฟมิลี่

ชั่วโมงนี้ ลูกหมี-ชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร ค่าย ปชป. ติดบ่วงคดี กปปส. เหลือแต่ลูกช้าง- “สุพล จุลใส” ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งหน้า จะยังอยู่พรรค รปช. หรือไปต่อพรรคใหม่ มีเสียงลืออื้ออึงทั่วชุมพร

หากเลือกตั้งตามกติกาใหม่ บัตร 2 ใบ “สุพล จุลใส” ยังอยู่พรรคลุงกำนัน ก็เหนื่อยหนัก ฉะนั้นการมาเยือน อ.สวี จ.ชุมพร ของบิ๊กป้อมและผู้กองธรรมนัส จึงมีนัยยะทางการเมือง

ย้อนไปเมื่อ 27 ก.พ.2564 ลูกช้าง-สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 พรรค รปช. นพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มพลังมวลชน นักการเมืองท้องถิ่น ได้จัดกิจกรรมต้อนรับลูกหมี- ชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรค ปชป. ซึ่งเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ

เวลานั้น ศาลพิพากษาจำคุก ส.ส.ลูกหมี 9 ปี 24 เดือน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ในคดีเกี่ยวข้องการชุมนุมของ กปปส. ส่วนตำแหน่ง ส.ส.ที่ถือว่าขาดคุณสมบัติจากการต้องคำพิพากษาให้จำคุก หรือถูกคุมของโดยหมายศาลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีนัดฟังคำตัดสินชี้ขาดสถานะ ส.ส.ต้นเดือน ธ.ค.2564

เซียนการเมืองคาดว่า คงจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ชุมพร เขต 1 ค่อนข้างแน่ ก็น่าจับตาดูว่า จุลใสแฟมิลี่ แห่ง อ.สวี จะส่งใครลงสมัคร ส.ส.แทนลูกหมี ชุมพล

‘อนาคตลูกช้าง’

บ้านใหญ่ชุมพรหรือจุลใสแฟมิลี่ มีลูกช้าง “สุพล จุลใส” เป็นพี่ใหญ่ ซึ่งคำว่าจุลใสแฟมิลี่ มีจุดกำเนิดจากบ้านเขาน้อย ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร โดยผู้ใหญ่เหมง-บุญธรรม จุลใส เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่

ผู้ใหญ่เหมง ผลักดันลูกช้างและลูกหมี เล่นการเมืองท้องถิ่น โดยสุพล เป็นนายก อบต.นาสัก อ.สวี และชุมพลเป็น ส.อบจ.ชุมพร ก่อนจะได้เลือกตั้งเป็น ส.ส.ชุมพร พรรค ปชป. เมื่อการเลือกตั้ง 2550

ปี 2555 ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร ปี 2555 ชุมพล จุลใส ดันพี่ชาย-สุพล จุลใส จาก นายก อบต.นาสัก ขึ้นเป็น นายก อบจ.ชุมพร โดยคว่ำคู่แข่ง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 8 สมัย ด้วยคะแนนท่วมท้น

ปี 2562 สุพล จุลใส ลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 3 พรรค รปช. โดยขายแบรนด์ลูกช้าง อดีตนายก อบจ.ชุมพร พร้อมชูสโลแกนเข้าใจ เข้าถึง พึ่งพาได้ จับต้องได้

จุดแข็งของลูกช้าง คือมาจากตระกูลการเมือง ที่ทำงานในพื้นที่อย่างแข็งขัน จึงมีเครือข่ายหัวคะแนนแน่นเต็มทุกหมู่บ้าน ลูกช้างจึงเอาชนะธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ อดีต ส.ส.ชุมพร พรรค ปชป.ไปได้

ส.ส.ลูกช้าง หรือสุพล จุลใส พรรค รปช.ส.ส.ลูกช้าง หรือสุพล จุลใส พรรค รปช.

แม้จะอยู่ต่างพรรค แต่ ส.ส.ลูกช้าง-ลูกหมี ก็ได้ทำกิจกรรมการเมืองร่วมกัน ประหนึ่งว่าอยู่พรรคเดียวกัน ดังนั้น เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2564 การปรากฏตัวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ในพื้นที่ อ.สวี บ้านเกิดของลูกช้าง-ลูกหมี จึงความหมายยิ่ง

ไม่แปลกที่นักข่าวท้องถิ่นถามบิ๊กป้อมว่า ส.ส.ลูกหมี จะเข้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ บิ๊กป้อมก็ตอบว่า พร้อมรับเสมอ แต่ต้องไปถาม ส.ส.ลูกหมีเอง ซึ่งวันนั้น ลูกหมีก็ยืนขนาบข้างบิ๊กป้อม อยู่

‘จุลใสแฟมิลี่’

ปลายปีที่แล้ว “สุพล จุลใส” ยิ้มร่ากับชัยชนะของ นพพร อุสิทธิ์ อดีตประธานสภา อบจ.ชุมพร 3 สมัย ในศึกเลือกตั้ง นายก อบจ.ชุมพร ในนามทีมพลังชุมพร

นายกโต้ง-นพพร อุสิทธิ์ เป็นสามีของ สุจิตรา อุสิทธิ์ อดีตนายก อบต.นาสัก น้องสาวของสุพล จุลใส และเป็นพี่สาวของชุมพล จุลใส

ส่วนตัวนพพร เกิดใน อ.ท่าแซะ ไปแต่งงานกับตระกูลจุลใส แห่ง อ.สวี จึงได้เป็น ส.อบจ.ชุมพร โดยการสนับสนุน ส.ส.ลูกหมี ตั้งแต่ปี 2547 และเป็นประธานสภา อบจ.ชุมพร

วันที่ 28 พ.ย.2564 ที่จะถึงนี้ ก็ต้องล้นนายกเปี้ยว-สุจิตรา อุสิทธิ์ ว่าจะได้นั่งเก้าอี้นายก อบต.นาสัก อีกสมัยหรือไม่

คอการเมืองชุมพรต่างจับตามองศึกเลือกตั้ง อบต. เนื่องจากบ้านใหญ่จุลใสแฟมิลี่ ส่งทีมผู้สมัครนายก อบต.ทั่วชุมพร ทุกทีมจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ทีมพลัง…แล้วก็ต่อด้วยชื่อท้องถิ่น เช่นทีมพลังนาสัก เป็นต้น

หากทีมพลัง..ทั้งหลายชนะเป็นส่วนใหญ่ ก็ถือว่า บารมีของบ้านใหญ่จุลใสแฟมิลี่ และ ส.ส.ลูกช้าง เบ่งบานทั่วชุมพร

พรรคก้าวไกล รถผ้าป่าสีส้มส่อแววจอดป้ายหน้า “ด่านหิน”รธน. มาตรา 107 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493171

เมฆาในวายุ

18 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เส้นทางที่พรรคก้าวไกลและพลพรรคมองไว้ ยังมีอุปสรรคขวางอยู่อีกชั้นหนึ่ง และเหนื่อยอีกหลายยก หากจะปลดล็อคระบอบประยุทธ์ให้สิ้นพลัง  ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

และแล้วมติสมาชิกรัฐสภาก็คว่ำความฝันของกลุ่มสามนิ้ว -พรรคก้าวไกล -คณะก้าวหน้า  จากความพยายามเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. (มีเนื้อหายกเลิกมาตรา 65 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 7 มาตรา 159 วรรคแรก เพิ่มมาตรา 193/1 มาตรา 193/2 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 11 หมวด 12 มาตรา 256 หมวด 16 ยกเลิกมาตรา 269 มาตรา 270 มาตรา 271 มาตรา 272 และมาตรา 279) โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 135,257 คนเป็นผู้เสนอนั้น พบว่า คะแนนรับหลักการ  ส.ส. 203 คะแนน ส.ว. 3 คะแนน 

คะแนนไม่รับหลักการ ส.ส. 249 คะแนน ส.ว. 224 คะแนน งดออกเสียง ส.ส. 3 เสียง ส.ว. 3 เสียง 

รวมคะแนนทั้งหมด รับหลักการ 206 คะแนน ไม่รับหลักการ 473 คะแนน งดออกเสียง 6 เสียง

ถือว่าที่ประชุมร่วมรัฐสภา “มีมติไม่รับหลักการ” เนื่องจากคะแนนรับหลักการน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดทั้งสองสภา ( 362เสียงจากสมาชิกทั้งหมด 723 เสียง และคะแนนส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา โดยคะแนนเสียงของส.ว.ไม่ถึงตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด)

“ฝันค้าง..”คือคำตอบที่ฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมายหลักของบ้านเมืองได้รับไปในคราวนี้ (ชื่อเล่นของร่างแก้ไขกติกาหลักของบ้านเมืองฉบับนี้ถูกเรียกว่า ร่างรธน.ฉบับประชาชน/ร่างรธน.ฉบับไอติม เพื่อ “รื้อระบอบประยุทธ์”  โดยหวังไว้เพื่อจัดการกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่ถูกมองว่าเป็นการ  “สืบทอดอำนาจเผด็จการ” น่าจะยุติแล้วในช่วงของรัฐสภาชุดนี้)

พรรคก้าวไกลบอกแล้วหลังทราบมติที่ประชุมว่า  จะนำประเด็นแก้กติกาหลักของบ้านเมืองไปเป็นนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งงวดหน้า   สภาพที่ปรากฏในครั้งนี้เชื่อว่า   พรรคก้าวไกลและแนวร่วมมองออกล่วงหน้าแล้วว่า อย่างไรเสียรถทัวร์ผ้าป่าสีส้มที่บรรจุความหวังไว้เต็มคันนั้นต้องประสบเหตุพลิกคว่ำกลางทาง แต่มันคือหัวเชื้อที่พวกเขามองว่า แม้จะประสบอุบัติเหตุที่คาดไว้แล้วแต่มันจะช่วยชี้นำสังคมที่เห็นชอบกับหลักการของพวกเขาแล้วไปใช้สิทธิลงคะแนนให้พรรคสีส้มเวอร์ชั่นสองเพื่ออาศัยฉันทามติในการลุยอีกครั้ง

แต่อย่าลืมว่าส.ว.ชุดนี้มีอายุทำงานห้าปี และมีสิทธิลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกหนึ่งวาระ(หากรัฐบาลทำงานครบสี่ปี   เพราะสมาชิกภาพของส.ว.ชุดนี้ เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2562  ครบกำหนด 5 ปี  ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567)    

หลังจากนั้นก็ต้องมาลุ้นว่า  เมื่ออายุของวุฒิสภา 250 คนสิ้นสุดลง กฎหมายหลักของบ้านเมือง ระบุว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาจํานวนดังกล่าวอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 200 คนขึ้นใหม่

แปลง่ายๆ กฎหมายหลักของบ้านเมืองฉบับปัจจุบัน ระบุไว้ว่า หากส.ว.สองร้อยห้าสิบชีวิตครบวาระ   ให้ดําเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ต่อไป  คือ ให้ดําเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทํางานหรือเคยทํางานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการ แบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทําให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ 
 

ตรงนี้คือการบ้านที่พรรคก้าวไกลต้องดำเนินการโดยพลัน หากได้รับโอกาสกลับเกียกกายในครั้งที่สอง   โดยเชื่อว่า พรรคก้าวไกลน่าจะเริ่มดำเนินการเป็นวาระแรกๆที่ต้องเร่งแก้ไขพร้อมกับร่างกฎหมายงบประมาณ  แต่ตามห้วงเวลาในการเสนอแก้ไขกฎหมายนั้นน่าจะไม่ทัน ( วิเคราะห์ว่าฝ่ายกุนซือพรรคก้าวไกลน่าจะมองประเด็นนี้ออก แม้จะเร่งดำเนินการเสนอแก้ไข/ร่างกฎหมายใหม่ในห้วงเวลาข้างหน้า แต่ขั้นตอนกฎหมายต้องใช้เวลาพอสมควร ตรงนี้อาจจะเป็นกุญแจที่ล็อคความฝันของพรรคก้าวไกลและกลุ่มสามนิ้วอีกชั้นหนึ่ง

แต่เชื่อว่าอย่างไรเสียพรรคก้าวไกลก็ต้องขยับ เพราะหากปล่อยไว้ส.ว.ก็ยังเป็นหนามยอกอกไปเรื่อยๆ แต่จะทันต่อห้วงเวลาที่กฎหมายระบุไว้หรือไม่ ต้องลุ้น…)

แปลว่าเส้นทางที่พรรคก้าวไกลและพลพรรคมองไว้ ยังมีอุปสรรคขวางอยู่อีกชั้นหนึ่ง และเหนื่อยอีกหลายยกหากจะปลดล็อกระบอบประยุทธ์ให้สิ้นพลัง  มองง่ายๆหากแก้ไขไม่ทัน พรรคก้าวไกลและพลพรรคน่าจะส่งคนของตัวเองลงสนามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เพื่อให้มีตัวแทนของตัวเองในสภาสูง และต้องมีส.ว.ให้ทะลุหนึ่งในสาม หากพวกเขาต้องการมีส.ว.ที่มีอุดมการณ์เหมือนพวกเขาเพื่อยกมือลงมติในแนวทางที่พรรคก้าวไกลและพลพรรคคาดหวัง

กับดักที่วางหมากไว้ให้ระบอบประยุทธ์อยู่ยาวนั้น… มองแล้วก็ไม่ง่าย…ที่จะรื้อและโละไปให้สิ้นกระแสความตามความต้องการของพรรคก้าวไกลและพลพรรค

มือขวา “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” สวมเสื้อ ภท. รักเพื่อนตู่ไม่อยู่กับป้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/493154

18 พ.ย. 2564 |15:00 น.

สนามเลือกตั้งชุมพรเปลี่ยน มือขวา “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” เพื่อนรัก พล.อ.ประยุทธ์ ย้ายจากพลังประชารัฐไปภูมิใจไทย โบกมือลา พล.อ.ประวิตร-ธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สนามเลือกตั้งชุมพรพลิกผัน “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทิ้งพรรคพลังประชารัฐ ตามหลัง พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่โบกมือลาไปก่อนหน้านี้

เลือกตั้งหนที่แล้ว “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” เป็นแม่ทัพพลังประชารัฐ รับผิดชอบชุมพรและระนอง แต่วันนี้ สมบูรณ์ หนูนวล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร คนสนิท พล.ต.กลชัย สวมเสื้อภูมิใจไทย

ทางเดินของ “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” หรือ เสธ.แอ๊ด ส.ว.สายประยุทธ์ อาจสวนทางกับพี่น้องตระกูลจุลใส ที่มีข่าวว่าจะซบพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

วันที่ 17 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นำทีมคนหน้าเดิมอย่าง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และมอบถุงยังชีพ ที่โรงเรียนอนุบาลสวี ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร

ที่น่าสนใจ ชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ และทีมนายก อบจ.ชุมพร ให้การต้อนรับ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส อย่างคึกคัก แถมตอนท้าย มีนักข่าวถามบิ๊กป้อมว่า หาก ชุมพล จุลใส จะเข้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ บิ๊กป้อมตอบว่า ถ้าทีมของเขาพร้อมที่จะเข้ามาพลังประชารัฐ ก็พร้อมที่จะรับ

อย่างไรก็ตาม ลูกหมี-ชุมพล จุลใส ติดบ่วงคดี กปปส. และถูกตัดสิทธิการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งรอศาลรัฐธรรมนูญติดสินปลายปีนี้ อาจมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1

เขตเลือกตั้งที่ 1 ชุมพร ประกอบด้วย อ.เมืองชุมพร และ อ.สวี ซึ่งผลเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 42,683 คะแนน ชนะชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 32,219 คะแนน

ในระยะใกล้นี้ การเมืองชุมพร คงมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งในพลังประชารัฐ ที่ทำให้ “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” ต้องแยกทางจากพรรคของบิ๊กป้อม

‘สวมเสื้อสีน้ำเงิน’

ทีมงานชุมพรฟ้าใหม่ ของ “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” ดำเนินงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นมานานแล้ว ตั้งแต่สมัย เสธ.แอ๊ด เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ปี 2559-2560 เสธ.แอ๊ด มอบหมายให้ สมบูรณ์ หนูนวล เลขานุการส่วนตัว(สมัยเป็น สนช.)ไปทำงานร่วมกับสภาองค์กรชุมชนคือ เรื่องสิทธิในที่ดินในโครงการของคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพราะชาวบ้านแถว อ.ปะทิว และอ.ท่าแซะ มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินมาก

ปี 2562 เสธ.แอ๊ด ในฐานะแม่ทัพพลังประชารัฐ จึงส่ง สมบูรณ์ หนูนวล ลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 2 (อ.ท่าแซะ ,อ.ปะทิว และ อ.เมืองชุมพร) เจอกับแชมป์เก่า สราวุธ อ่อนละมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายของศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 6 สมัย

พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เพื่อนรักประยุทธ์พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เพื่อนรักประยุทธ์

วันนี้ สมบูรณ์ หนูนวล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร พลังประชารัฐ หันมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยโกหมู-สมบูรณ์ ยังทำงานให้กับ เสธ.แอ๊ด และทีมงานชุมพรฟ้าใหม่

เมื่อคนสนิทของ เสธ.แอ๊ด ย้ายพรรค ก็คงเหมือน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่ประกาศลาออกจากพลังประชารัฐ ซึ่งทั้ง เสธ.แอ๊ด และผู้การชาติ ต่างก็เป็นเพื่อนรัก พล.อ.ประยุทธ์

‘เพื่อนบิ๊กตู่’

สำหรับนายพลคนติดดิน “พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์” เริ่มรับราชการทหารที่ภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ร 25 พัน 1 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และผบ.ร.25 พัน 2 ค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง

บทบาททางการเมือง เสธ.แอ๊ด ทำงานร่วมกับสองพี่น้อง ลูกช้าง-สุพล กับลูกหมี-ชุมพล จุลใส จึงส่งผลไปถึงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี 2551 เสธ.แอ๊ด ได้เป็น ส.ว.ชุมพร

ต่อมา เสธ.แอ๊ด แยกทางกับพี่น้องตระกูลจุลใส หลังรัฐประหาร 2557 เสธ.แอ๊ด ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช. จึงก่อตั้งกลุ่มฟ้าใหม่ชุมพรฟ้าใหม่ ทำงานในนามภาคประชาชน

เลือกตั้งปี 2562 เสธ.แอ๊ด รับเป็นแม่ทัพพลังประชารัฐ สายชุมพร-ระนอง และได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. พร้อมกับอดีตนายทหาร 2-3 คน ที่ช่วยงานทางภาคใต้

เมื่อพลังประชารัฐเกิดความเปลี่ยนแปลง ร.อ.ธรรมนัส เป็นเลขาธิการพรรค และบิ๊กป้อมมอบให้ธรรมนัสเข้ามาดูสนามเลือกตั้งภาคใต้ตอนบน เสธ.แอ๊ด ก็ต้องถอยออกมาอยู่ในอาณาจักรของตัวเอง

ไม่แปลกที่จะเห็น สมบูรณ์ หนูนวล มือขวาของ เสธ.แอ๊ด สวมเสื้อภูมิใจไทย เดินสายเปิดตัวเคียงข้างพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวฯ และนาที รัชกิจประการ การเมืองชุมพรต้องเปลี่ยนอีกครั้ง