จับสัญญาณสภา เตือนภัย”นายกฯ” สาหัสกว่าทุกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491741

อสนีบาต

09 พ.ย. 2564 |08:00 น.

เปิดสภามาไม่กี่วันเกิดเหตุสภาล่มฉากทัศน์ถัดจากนี้เข้าสู่การลงมติร่างกม.สำคัญ เป็นบททดสอบแรกของประธานวิปรัฐคนใหม่ ที่บอกว่า นายกฯอุ่นใจได้ แต่กลับสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ล่าสุด บ่งบอกถึงความไม่อุ่นใจซะแล้ว ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

แม้ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ” นิโรธ สุนทรเลขา ” เคยเปิดใจหลังการเข้ารับตำแหน่งว่า จะทำให้”นายกฯอุ่นใจได้”  ไม่ต้องห่วงปัญหาภายในสภาฯ  แต่กับการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี  กับแฝงด้วยความห่วงกังวลใจ

“วิปฝ่ายรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนจำเป็นต้องออก อันไหนที่เป็นกฎหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อมหรือการศึกษา รวมทั้งการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้ มันต้องออก ไม่ใช่จะบอกว่าไม่ออกเพื่อให้รัฐบาลล้ม ผมว่าใจร้ายเกินไป ใจร้ายกับประเทศเกินไปผมว่านะ”   

นั่นเป็นคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 8 พ.ย.64  ที่ทำเนียบรัฐบาล 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับบทสัมภาษณ์แสดงถึงความกังวลใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับบทสัมภาษณ์แสดงถึงความกังวลใจ

เป็นการตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังที่มีการแต่งตั้ง “นิโรธ สุนทรเลขา ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล แทน นายวิรัช  รัตนเศรษฐ์  อดีตประธานวิปรัฐบาล ที่ถูกศาลสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ จากการต้องคดีทุจริตสนามฟุตซอล  

ก่อนหน้านี้ นายนิโรธ ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ เคยเปิดใจกับคมชัดลึกว่า การที่นายกฯแต่งตั้งให้เป็นประธานวิปรัฐบาล จะทำให้”นายกฯอุ่นใจ”  ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังต่อสถานการณ์การทำงานในที่ประชุมสภาฯที่เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมักเกิดอะการสะดุดนำไปสู่สภาล่มครั้งแล้วครั้งเล่า  

แม้เหตุการณ์ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำงานของสภา แต่ทว่า สำหรับการประชุมสภาครั้งที่ 2 สมัยสามัญรอบนี้กลับน่ากังวลกว่าครั้งใดๆ 

นิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาล

อันเป็นเหตุมาจากวางระเบิดทางการเมืองทิ้งไว้ในสภา จากวีรกรรมของ “ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า” และคณะที่จ้องเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในคราวอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ นายกฯ ต้องปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และ ดร.บิ๊กอาย  นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ ออกจากรมช.แรงงาน 

สร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นกับคนที่สั่งปลดและคนที่ถูกปลดลามบานปลายไปถึงกลุ่มก๊วนภายในพรรคพลังประชารัฐที่แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพปชร.  ในฐานะพี่ใหญ่ในวงศ์ 3 ป. ต้องเรียกกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มาปรับความเข้าใจ พร้อมกับออกมายืนยันต่อหน้าสาธารณชน ไม่มีปัญหาความขัดแย้งใด ทุกอย่างได้รับการแก้ไขยุติแล้วก็ตาม 

หรือแม้แต่ การให้สัมภาษณ์ล่าสุดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ด้วยการตอบคำถามนักข่าวถึงกรณีมีข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์  ได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยตรงแล้วใช่หรือไม่ ซึ่ง นายกฯ กล่าวยืนยันว่า “ ยังไม่ได้คุย คุยไปครั้งนึงมั้งตอนแรก ๆ ผมเคยคุยกับเขาครั้งหนึ่ง ก็ดี ก็คุยกัน”


เมื่อถามอีกว่าจะทำให้พรรคพปชร. เป็นปึกแผ่นมากขึ้นใช่หรือไม่ โดยเฉพาะกับนายกฯ จะเป็นเนื้อเดียวกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครคอยยุแยงตะแคงรั่วก็จะดีอยู่มั้ง”

ทำให้สื่อมวลชนนำไปเสนอข่าวในเวลาต่อมาใน ทำนอง นายกฯคุยกับ ธรรมนัสแล้วบ้าง  เคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้วบ้าง 

ทว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาถึงถ้อยความการให้สัมภาษณ์ทั้งหมด นอกจากนายกฯต้องการสื่อสารว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งกับฟาก ร.อ.ธรรมนัส ยังจับอาการได้ถึงการรับรู้สถานการณ์ในสภาไม่น่าไว้วางใจ  

“วิปฝ่ายรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนจำเป็นต้องออก อันไหนที่เป็นกฎหมายที่จะเพิ่มขีดความสามารถทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อมหรือการศึกษา รวมทั้งการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้ มันต้องออก ไม่ใช่จะบอกว่าไม่ออกเพื่อให้รัฐบาลล้ม ผมว่าใจร้ายเกินไป ใจร้ายกับประเทศเกินไปผมว่านะ”   

เพราะแม้จะมีการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่  ที่ชื่อ นิโรธ สุนทรเลขา บุคคลผู้เปิดใจว่า “นายกฯอุ่นใจได้” แล้วก็ตาม หรือเพราะแม้ว่าจะอ้างว่า ได้พูดคุยเคลียร์ใจกับรอ.ธรรมนัสแล้วก็ตาม 

แต่กับข้อความที่กล่าวไปถึงวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน ควรผ่านร่างกฎหมายสำคัญ ไม่ควรเล่นเกมเพื่อจ้องล้มรัฐบาล ถึงกับบอกว่าถ้าทำกันแบบนี้ถือว่าใจร้ายเกินไป ใจร้ายต่อประเทศ 

ยิ่งทำให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ มองสถานการณ์ข้างหน้าด้วยความห่วงกังวลที่มากกว่า กรณีได้ประธานวิปที่การันตีกับนายกฯว่า ขอให้อุ่นใจได้ หรือ กรณีการสงบศึกกับธรรมนัสแล้วก็ตาม

อย่าลืมว่าเพียงแค่เปิดสภาสมัยสามัญครั้งที่สองเพียงไม่กี่วัน ที่ประชุมสภาก็สร้างปรากฎการณ์สภาล่ม ในช่วงการพิจารณาร่างกม.คุ้มครองพยาน จนนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภา ต้องรีบตัดบทเลื่อนวาระนี้ไปพิจารณาครั้งต่อไป 

ย่อมทำให้เห็นถึงสัญญาณความไม่พร้อมของเสียงส.ส.ฟากรัฐบาล ที่ไม่อาจควบคุมการทำงานในสภาไปต่อได้  แล้วนับประสาอะไรกับ การพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่กำลังจ่อคิวเข้ามาอีกหลายวาระนับจากนี้ 

สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน

สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน  เคยกล่าวถึงกรณีที่นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ว่า นายนิโรธเคยอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน เชื่อว่าจะประสานงานกันได้ แต่ยอมรับว่ามีความกังวล หากยึดติดว่าตัวกูของกู จะทำให้ทำงานยาก อย่างไรก็ดีฝ่ายค้านใจกว้าง พร้อมยอมรับ

“ผมขอฝากถึงประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ว่า ให้ยึดแนวทางเดิมในการประสานงานร่วมกัน และสร้างแนวทางใหม่มาสร้างสรรค์การทำงานโดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ  นอกจากนี้ต้องทำให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ไม่ให้อำนาจอื่น บ่อนทำลาย หรือด้อยค่าสภาฯ”  

เป็นท่าทีของประธานวิปฝ่ายค้านที่มีต่อประธานวิปรัฐบาล ทั้งการออกมาเปิดเผยถึงเคยทำงานร่วมกันในพรรคเดียวกันมาก่อน เป็นการย้ำว่า การทำงานร่วมกันของนักการเมืองเหล่านี้ ไม่ต้องการให้อำนาจอื่น เข้ามาบ่อนทำลาย หรือด้อยค่าสภาฯ 

สุทินกำลังกล่าวถึงอำนาจใด ส่งสัญญาณไปถึงใคร !!! 

ยิ่งการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 9 พ.ย.นี้ ถือเป็นบททดสอบแรกอย่างเป็นทางการของประธานวิปรัฐบาลคนใหม่เสียด้วยซ้ำ เมื่อสภามีวาระพิจารณาเพื่อลงมติ  ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. และ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 

แน่นอนฝ่ายค้านมีความเห็นแตกต่างไปจากฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว และมีบางพรรคเตรียมที่จะลงมติไม่เห็นด้วย แต่ในทางการเมือง โอกาสของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมเป็นไปได้สูงอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการประชุมร่วมกับวุฒิสภาด้วย จึงไม่น่ามีปัญหาเท่าไหร่ 

แต่ก็ยังถือเป็นบททดสอบการทำงานแรกของประธานวิปรัฐบาลในการควบคุมจำนวนเสียงของส.ส.ฟากรัฐบาลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ซึ่งจะมีบททดสอบที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆเข้ามา 

อีกประการ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังไม่ได้โปรดเกล้าฯลงมาซึ่งมีกำหนดเวลาไว้ประมาณ 90 วัน ก็อยู่ในราวเดือนมกราคม 2565 ขณะที่การประชุมสภาครั้งที่สองสมัยสามัญมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 พ.ย.64 –  28 ก.พ.65 

ฉะนั้นห้วงเวลานับจากนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ต่อ”ปฏิบัติการ”ภายในสภา  จึงไม่แปลกที่นายกรัฐมนตรี ต้องออกมากล่าวถึงการทำงานร่วมกันของวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน

“การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

ความพยายามร่วมด้วยช่วยกันกระทำการบางอย่าง ย่อมเกิดขึ้นได้ ตามทฤษฏีสมคบคิด

เพื่อให้มีผลสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้นายกฯในช่วงเวลานับจากนี้ 

อบต.ก้าวหน้าสะเทือน “ธนาธร” ลุยยกเลิก ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491747

08 พ.ย. 2564 |20:00 น.

สมรภูมิท้องถิ่น “ธนาธร” เดิน 2 ขา ชูธงยกเลิก ม.112 คู่ขนานหาเสียง อบต. สุ่มเสี่ยงต่อคะแนนนิยม ผลเลือกตั้งชี้ชะตาอนาคตคณะก้าวหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ชั่วโมงนี้ คณะก้าวหน้าของ “ธนาธร” เปิด 2 แนวรบคู่ขนาน ด้านหนึ่ง รณรงค์ยกเลิก ม.112 ในโลกออนไลน์ และอีกด้านหนึ่ง กำลังหาเสียงชิงเก้าอี้นายก อบต.

แคมเปญหมดเวลา 112 โดยพลพรรค “ธนาธร” น่าสนใจยิ่ง เพราะความแหลมคมของข้อเสนอดังกล่าวไปไกลมาก เนื่องจากมีเยาวชนนักสู้บนท้องถนนเข้าร่วมด้วย

“ธนาธร” ไม่สนใจว่าคู่แข่งในสนามการเมืองท้องถิ่น จะหยิบฉวยเรื่องยกเลิก 112 มาเคลื่อนไหวใต้ดิน ดังนั้น ผลเลือกตั้ง อบต. 28 พ.ย.นี้ จะเป็นคำตอบให้แก่คณะก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2564 คณะก้าวหน้า โดยการนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ได้เปิดแคมเปญ “หมดเวลา 112 ถึงเวลาคืนอนาคตสังคมไทย” เรียกร้องให้ประชาชนลงชื่อทางออนไลน์ เพื่อยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า การเข้าชื่อของประชาชนเป็นแสนเป็นล้านคน จะช่วยทำให้เสียงของมหาชน ถูกทำให้เป็นทางการ ทำให้สามัญชนคนธรรมดา มีพลังขึ้นมา

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ ออนทัวร์ขึ้นเหนือล่องอีสาน ติวเข้มผู้สมัครนายก อบต. ในการรณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ธนาธรมีความเชื่อมั่นว่า คณะก้าวหน้าจะได้รับชัยชนะในหลายจังหวัด

ครั้งนี้ ปิยบุตรไม่ได้ออกไปลุยช่วยหาเสียงในต่างจังหวัดเหมือนเลือกตั้ง อบจ. และเทศบาลโดยปักหลักอยู่กรุงเทพฯ เน้นการเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อยกเลิก 112

‘อบต.ฐานรากหญ้า’

จากชัยชนะ 12 เทศบาลตำบลในศึกเลือกตั้งเทศบาล “ธนาธร” จึงมั่นใจว่า ผู้สมัครนายก อบต.จำนวน 210 แห่ง ใน 50 จังหวัด น่าจะคว้าเก้าอี้นายก อบต.ได้มากกว่าเทศบาล

ทุกวันนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า, ช่อ-พรรณิการ์ วานิช, ชำนาญ จันทร์เรือง และไกลก้อง ไวทยการ ต่างเดินทางไปพบปะติวเข้มผู้สมัคร นายก อบต.ทั่วประเทศ

“ธนาธร” ให้ความสำคัญกับภาคอีสานมากที่สุด และส่งผู้สมัครนายก อบต.มากกว่า 120 แห่ง โดยพื้นฐานคนรากหญ้าอีสาน เป็นคนเสื้อแดง จึงซึมซับแนวคิดของคณะก้าวหน้าได้เร็ว ทำให้การเลือกตั้งเทศบาลครั้งที่ผ่านมา คณะก้าวหน้ามีชัยถึง 8 เทศบาลตำบล

เหนืออื่นใด เยาวชนคนหนุ่มสาวอีสาน รับข่าวสารผ่านสื่อโซเชียล และมีจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎร ฉะนั้น ประเด็นยกเลิก ม.112 อาจไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้สมัครนายก อบต.ก้าวหน้ามากนัก

‘ภาคกลางอ่อนไหว’

พื้นที่เลือกตั้งในภาคกลาง อาจทำให้ผู้สมัครนายก อบต.ของ “ธนาธร” สะดุดไปบ้าง จากการเคลื่อนไหวยกเลิก ม.112 ซึ่งใครก็รู้ สนามเลือกตั้งภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.มากที่สุด 36 คน รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา

ผู้สมัครนายก อบต.แถวภาคกลางทุกจังหวัด ย่อมได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักการเมือง “บ้านใหญ่” ซึ่งหัวคะแนนของผู้สมัครนายก อบต.สายบ้านใหญ่ จะต้องหยิบยกเรื่องยกเลิก ม.112 มาเป็นประโยชน์ทางการเมือง

คณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบต.ในภาคกลาง ประมาณ 40 แห่ง ได้แก่นนทบุรี 6 แห่ง,สุพรรณบุรี 4 แห่ง, สมุทรปราการ 3 แห่ง, พระนครศรีอยุธยา 2 แห่ง, อ่างทอง 2 แห่ง ฯลฯ

ภาคเหนือ คณะก้าวหน้าได้ส่งผู้สมัครนายก อบต. 20 แห่ง ก็มีฐานจากเทศบาลตำบล 2 แห่งใน จ.ลำพูน แต่เชื่อว่า การรณรงค์ยกเลิก ม.112 จะส่งผลต่อผู้สมัครในภาคเหนือพอสมควร

ส่วนภาคใต้ ที่มีเสียงตอบรับต่อคณะก้าวหน้าไม่มากนัก “ธนาธร” จึงส่งผู้สมัครนายก อบต.แค่ 3 แห่ง เพราะประเมินแล้ว คนใต้ส่วนใหญ่ยังนิยม พล.อ.ประยุทธ์ และกระแสต้านการยกเลิก ม.112 ยังมีสูง

สรุปว่า ผลเลือกตั้งนายก อบต.ของคณะก้าวหน้าเที่ยวนี้ จะมีปัจจัยจากการรณรงค์ยกเลิก ม.112 มาเกี่ยวข้องด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

สายตรง ป.ป้อม “อนุมัติ อาหมัด” ฝีมือเหนือผู้การชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491708

08 พ.ย. 2564 |15:00 น.

สานฝัน ป.ป้อม “อนุมัติ อาหมัด” แม่ทัพใต้คนใหม่ แทน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนรัก ป.ประยุทธ์ นายทุนพลังงาน สไตล์ใจถึงพึ่งได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไลน์กลุ่มหัวคะแนนแถว 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต่างแชร์แบนเนอร์แสดงความยินดีกับ “อนุมัติ อาหมัด” แม่ทัพภาคใต้คนใหม่ แทน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ

ทันทีที่ “อนุมัติ อาหมัด” ลาออกจาก ส.ว.แบบเงียบๆ ก็ไปปรากฏตัวต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ท่าเรือปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา อันเป็นฐานธุรกิจท่าเรือน้ำลึกของอดีต ส.ว.คนดังคนนี้

มีความชัดเจนจากผู้ใหญ่ค่ายพลังประชารัฐว่า “อนุมัติ อาหมัด” จะขยับขยายพื้นที่ดูแลจากยะลา,ปัตานี และนราธิวาส ขยับขึ้นมาสงขลา, พัทลุง และสตูล

วันที่ 6 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา ตรวจติดตามการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำหลากในพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเทพา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

บังเอิญว่า ปากแม่น้ำเทพา มีโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึก ดำเนินงานโดยบริษัท เทพา ทรานส์ซิท เทอร์มินอล จำกัด ของ อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว.ที่เพิ่งลาออกไม่ถึงสัปดาห์

‘สลายฐานผู้การชาติ’

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐ มอบให้ “อนุมัติ อาหมัด” ดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้(ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส) ส่วน พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ดูแลภาคใต้ตอนบน เน้นหนักที่ จ.สงขลา

วันนี้ ผู้การชาติหรือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ประกาศลาออกจากพลังประชารัฐ แถมประกาศท้าทาย ส.ส.ภาคใต้ พลังประชารัฐ ทั้ง 13 คน คนไหนไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เลือกตั้งสมัยหน้าสอบตกแน่นอน

ดูเหมือนว่าชั่วโมงนี้ พล.อ.ประวิตร ประมุขบ้านป่ารอยต่อได้มีตัวเลือกใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้การชาติแล้ว นั่นคือ อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว.

ต้นปี 2562 “อนุมัติ อาหมัด” ได้ลาออกจาก สนช. ก่อนเลือกตั้ง 1 เดือน และลงมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ และเป็นสายตรงบ้านป่ารอยต่อฯ

โดยมี ส.ส.ได้รับเลือก 3 คนคือ วัชระ ยาวอหะซัน นราธิวาส เขต 1 และ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส เขต 2 และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต 1 ที่อยู่ในการดูแลของอนุมัติ

พันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิด “อนุมัติ” คือ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา เขต 8 พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายกชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ดาวรุ่งพุ่งแรงของค่าย ปชป.

ครั้งนี้ก็เหมือนย้อนรอยปี 2562 เมื่ออนุมัติ อาหมัด ลาออกจาก ส.ว.ก่อนครบวาระ โดยมีข่าวจะมาเป็นแม่ทัพใหญ่ปลายด้ามขวานให้พลังประชารัฐ 6 จังหวัด ไล่ตั้งแต่พัทลุง, สงขลา ,สตูล,ปัตตานี ,นราธิวาส และยะลา หลังเลือกตั้งปี 2562 อนุมัติ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.

นัยว่า อนุมัติได้คัดสรรนักธุรกิจ และนักการเมืองท้องถิ่นประเภท “ดี เด่น ดัง” แถมมีท่อน้ำเลี้ยงส่วนตัวไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อเตรียมส่งสนามเลือกตั้งสมัยหน้าแล้ว

‘ดาวเด่นพลังงาน’

แวดวงพลังงานรู้จัก “อนุมัติ อาหมัด” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อดามี่ จำกัด ( Adami Co.,Ltd ) และ บริษัท อากิแบม ออยล์ จำกัด ( Akibam Oil Co.,Ltd) เป็นอย่างดี
อนุมัติ อาหมัด ให้การต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ที่ท่าเรือ อ.เทพา จ.สงขลาอนุมัติ อาหมัด ให้การต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ที่ท่าเรือ อ.เทพา จ.สงขลา

อนุมัติเริ่มต้นทำธุรกิจในปี 2546 ในนาม บริษัท สมิหลา เทรดดิ้ง จำกัด ก่อนจะมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อดามี่ จำกัด ในเวลาต่อมา โดยดำเนินธุรกิจให้บริการด้านเทรดดิ้ง สินค้าในหมวดพลังงานทุกรูปแบบ และมีบริษัทในเครือที่ดำเนินการด้านคลังเชื้อเพลิง ในเขตปลอดภาษีอากร ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ. เมือง จ.สงขลา

รวมถึงบริษัท เทพา ทรานส์ซิท เทอร์มินอล จำกัด เจ้าของโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกเทพา ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ส.ว.เพื่อมาลุยการเมืองให้ “นายป้อม” สำหรับอนุมัติ อาหมัด ย่อมเป็นเรื่องที่ท้าทายและมีเดิมพันสูง หากเขาทำประสบความสำเร็จ โอกาสจะได้ตำแหน่งทางการเมืองที่ใหญ่กว่า ส.ว.ก็เกิดขึ้นได้เสมอ

“ประธานวิปรัฐบาล” คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491697

08 พ.ย. 2564 |14:00 น.

ประชุมร่วมรัฐสภาวันพรุ่งนี้ เปิดบททดสอบ “ประธานวิปรัฐบาล” คนใหม่ อยู่รอดปลอดภัย ถ้าเตรียมกล้วยเอาไว้เพียงพอ

"ประธานวิปรัฐบาล" คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย“ประธานวิปรัฐบาล” คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย

เปิดสมัยประชุมสภาสัปดาห์ที่2 นิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลหมาดๆ ก้อต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งแรกแบบทันทีทันควันในวันพรุ่งนี้ เพราะจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างกฏหมายที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ 2  ฉบับ   ฉบับแรก เป็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สภาล่มเพราะองค์ประชุมไม่ครบ ส่งท้ายปิดสมัยประชุมที่ผ่านมาว่ากันว่า เป็นการทำหน้าที่ แบบFull function  ต้องประสานงานทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ท่ามกลางความห่วงใย  ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ คุณสมบัติไม่ได้ บารมีไม่ถึง
นิโรธ ถูกมองเป็นโซ่ข้อกลาง เชื่อมระหว่างความขัดแย้งในพรรค เพราะเป็นเครือญาติกับฝ่ายเสธ.ของพลเอกประยุทธ์ มีบทบาทในสภา ดั่งองครักษ์ พิทักษ์นายกฯ เบรคเกมอภิปรายของฝ่ายค้าน แต่อีกด้านก็ยอมรับว่าเลือกข้าง อยู่กับเลขาฯพรรคร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า การเข้ามาคุมองค์ประชุม เอาเฉพาะของพรรคพลังประชารัฐ ที่รวมกลุ่มมุ้งทางการเมืองมากหน้า ที่แม้แต่ร้อยเอกธรรมนัส ยังออกปากเรื่องไม่มีใครเติมเสบียงใส่ตู้เย็น  ย่อมเป็นสัญญาณว่าไม่ใช่เรื่องง่าย 
 

รศ. สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เชื่อว่า ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ จะสอบผ่าน เพราะหากสังเกตอาการกลับมากลมเกลียวกันของคนในรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ เห็นได้ชัดว่า มีท่าที หันหน้ามาร่วมกันแก้ปัญหาครั้งใหม่ การเดินเกมของพี่ใหญ่ ออกไปทำกิจกรรมทางการเมือง ล่าสุดไปเปิดสาขาที่ปลายด้ามขวาน และเตรียมกำหนดการตระเวณไปเปิดสาขา ในเกือบทุกพื้นที่ คือความพยายามแสดงบารมีของหัวหน้าพรรค กดดันสมาชิก แบบติ๊กรายชื่อ ใครไม่ให้ความร่วมมือ คือบุคคลที่เข้าโซนอันตรายเข้าข่ายถูกพิจารณาการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจต้องหาสังกัดใหม่  
  
"ประธานวิปรัฐบาล" คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย“ประธานวิปรัฐบาล” คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย

แต่หากยังจำกันได้ ช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แม้ว่าพลเอกประยุทธ์จะรอดปากเหยี่ยวปากกา แต่ก็รอดมาแบบรองบ๊วย ว่ากันว่าต้องมีการแจกกล้วยกันในสภา ในขณะที่ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ก็ยอมรับเองว่า ประสบการณ์ไม่มี บารมีไม่ได้ ทำอย่างไรจะรอดปากเหยี่ยวปากกา เหมือนประสบการณ์ที่ผ่านมาของพลเอกประยุทธ์  หากไม่มีพี่ใหญ่การทำงานในสภา นับจากนี้ไปนำไปสู่เงื่อนไขที่อดีตนายกฯทักษิณ ทำนายไว้ว่า ถ้าอยากจะให้สภาอยู่รอดต่อไปได้ ก็ต้องเตรียมกล้วยเอาไว้ให้พอ   
"ประธานวิปรัฐบาล" คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย“ประธานวิปรัฐบาล” คนใหม่ รอดได้อาจต้องใช้กล้วย

“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491603

08 พ.ย. 2564 |13:00 น.

เปิดโครงสร้างสงฆ์ “มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร” ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

หากจะกล่าวถึง “พระพุทธศาสนา” ในประเทศไทย เป็นนิกายเถรวาท คณะสงฆ์ได้แบ่งลักษณะการบริหารออกเป็น 2 ฝ่าย คือ “มหานิกาย” คณะสงฆ์องค์คณะใหญ่ของเถรวาทดั้งเดิม และ “ธรรมยุติกนิกาย” มีความแตกต่างกันอย่างไร 

มหานิกาย เป็นคำเรียกนิกาย หรือคณะของพระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นฝ่ายคันถธุระ

เดิมนั้น คำเรียกแบ่งแยกพระสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทย ออกเป็น “มหานิกาย” และ “ธรรมยุติกนิกาย” ยังไม่มี เนื่องจากคณะพระสงฆ์ไทยในสมัยโบราณ ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งคณะธรรมยุตขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่พระสงฆ์ไทยนั้น ล้วนแต่เป็นเถรวาทสายลังกาวงศ์ทั้งสิ้น จนเมื่อพระวชิรญาณเถระ หรือเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุตขึ้นในปี พ.ศ. 2376 แยกออกจากคณะพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิม ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น จึงทำให้พระองค์คิดคำเรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ที่เป็นสายเถรวาทลังกาวงศ์เดิมว่า พระส่วนมาก หรือ “มหานิกาย”

  "มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร”
 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ) ขณะที่ผนวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ได้ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ ในวงศ์พระสงฆ์มอญ (รามัญนิกาย) เมื่อ พ.ศ. 2372 และได้ทรงตั้ง คณะธรรมยุต ขึ้น ในปี พ.ศ. 2376 แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุตสืบต่อมา

และใน พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.121” มีสาระสำคัญคือ ได้ยกสถานะคณะธรรมยุต ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำให้มีการแบ่งแยกเรียกนิกายของคณะสงฆ์ใหม่ ตามศัพท์บัญญัติของพระวชิรญาณเถระ ว่า “ธรรมยุติกนิกาย” และเรียกกลุ่มพระสงฆ์เถรวาทลังกาวงศ์พื้นเมือง ที่มีมาอยู่แต่เดิมว่า “มหานิกาย” สืบมาจนปัจจุบันนี้

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร”

ธรรมยุติกนิกาย ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปฏิรูปและฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ให้มีความถูกต้อง และเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทย ที่มีมาแต่โบราณ ให้สมบูรณ์ ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความพยายามของพระวชิรญาณเถระ เพื่อช่วยปฏิรูปการคณะสงฆ์ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย

การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นสาเหตุทำให้พระสงฆ์เถรวาทอื่น ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ได้มีการประชุม และมีมติให้เรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ว่า “มหานิกาย”

ความแตกต่าง ของ “พระมหานิกาย” กับ “พระธรรมยุติกนิกาย” 

  • สมณวงศ์ เป็นวงศ์เถรวาทเดียวกันจากลังกา และเป็นนิกายมหาวิหารของลังกาเหมือนกัน ข้อนี้ไม่มีความแตกต่างกัน
  • จำนวนพระสงฆ์ โดยคณะสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทยนั้น แบ่งย่อยเป็น 2 นิกายด้วยกัน คือ มหานิกาย ซึ่งมีพระสงฆ์อยู่จำนวนกว่า 80% ของพระสงฆ์ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกกว่า 10% คือพระสงฆ์ใน ธรรมยุติกนิกาย
  • พัทธสีมา ในกรณีของพระสงฆ์ธรรมยุติ จะมีการผูกพัทธสีมาโดยพระสงฆ์ธรรมยุติเอง ไม่สามารถไปใช้พัทธสีมาลงอุโบสถ ทำสังฆกรรม อุปสมบทพระในพระอุโบสถที่เป็นพัทธสีมาของพระมหานิกายได้
  • การทำสังฆกรรม ลงอุโบสถ สวดปาฏิโมข์ร่วมกันไม่ได้ ต้องแยกกันทำคนละวัด ต่างก็ต้องมีพัทธสีมาของตนของตน
  • การออกเสียงในภาษาบาลีในการทำสังฆกรรม คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เกรงว่า กรรมวาจาจะวิบัติ ก็เลยต้องสวดออกเสียงบาลีให้ถูกต้องตามสำเนียงภาษามคธ แต่พระสงฆ์มหานิกายออกเสียงบาลีตามสำนียงภาษาไทย
  • ปฏิทินจันทรคติในการทำสังฆกรรม โดยวันพระของวัด ธรรมยุติกนิกาย จะแตกต่างจากวันพระทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นวันพระมหานิกาย และวันลงอุโบสถทำสังฆกรรมก็อาจจะต่างวันกัน อันเนื่องมาจากการคำนวณปฏิทินแตกต่างกัน เรียกว่าปฏิทินปักขคณนา 
  • วิธีการบวช แตกต่างกันเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย โดยการบวชแบบธรรมยุติกนิกายเรียกว่า การบวชแบบเอสาหัง ส่วนการบวชแบบมหานิกายเรียก การบวชแบบอุกาสะ
  • การรับปัจจัยเงินทอง ปกติพระทั้งหลาย ย่อมไม่รับปัจจัยอยู่แล้วโดยพระวินัย แต่พระธรรมยุติก็จะเปลี่ยนวิธีการรับโดยใช้ใบ ปวารณาแทน ไม่ได้รับโดยตรง แต่บางรูปก็ไม่รับเลยก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ
  • สีผ้า ส่วนมากมหานิกาย ครองผ้าสีเหลืองส้มสด พระนิกายธรรมยุติจะครองสีหม่นกว่า แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป แล้วแต่ว่าจะเป็นวัดป่า หรือวัดบ้านก็จะครองสีกรัก หรือสีแก่นขนุน ซึ่งก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ
  • การครองจีวร ปัจจุบันนี้แยกค่อนข้างยาก ในเรื่องการห่มดองห่มคลุม ห่มมังกร ก็มีทั้งมหานิกายและธรรมยุติ แต่เวลาทำสังฆกรรม พระสงฆ์มหานิกาย ก็จะมีผ้ารัดอก ซึ่งเป็นแบบแผนของมหานิกายที่เห็นได้ชัดเจน
  • การฉัน ส่วนจริยาวัตรอื่น ๆ เช่น การฉันในบาตร ฉันมื้อเดียว ฯลฯ ก็เป็นวัตรปฏิบัติของทั้งธรรมยุติ และมหานิกาย แต่ธรรมยุติ จะไม่ฉันนมในเวลาหลังเพล หรือ น้ำผลไม้ที่มีกากปนลงไป ถือว่าเป็นอาหารไม่ใช่น้ำปานะ หรือน้ำอัฐบาล

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร”

"มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย" ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน "ศาสนจักร"“มหานิกาย-ธรรมยุติกนิกาย” ความเหมือนที่แตกต่าง การเมืองใน “ศาสนจักร”

ธรรมยุต-มหานิกาย เป็นเพียงสมมติ
 

พระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เคยแสดงพระธรรมเทศนาไว้เมื่อปี 2545  “ธรรมแท้เป็นเนื้อเดียวกัน”
  
 

“ไม่ต้องญัตติ คำว่าธรรมยุต-มหานิกาย เป็นชื่ออันหนึ่งต่างหาก ส่วนสุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปนฺโน นี้ เป็นพื้นฐานของศาสดาองค์เอก ที่ประทานไว้ให้พระสงฆ์ปฏิบัติตัวอย่างนี้ เหล่านี้แลเป็นเนื้อเป็นหนังอันแท้จริง ไม่ได้เป็นอยู่กับธรรมยุต-มหานิกาย”

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

“ผมว่าทำอย่างนั้นมันก็ดีอยู่ แต่มันยังไม่เป็นธรรมเป็นวินัย มันยังเป็นทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ มีความถือเนื้อถือตัวมาก มันไม่สบาย เอาอย่างพระพุทธเจ้าจะได้ไหม คือเราไม่ถือธรรมยุติไม่ถือมหานิกาย แต่เราถือพระธรรมพระวินัย ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะเป็นธรรมยุติ หรือมหานิกาย ก็ให้ลงได้ ถ้าไม่ดี ไม่มีความละอายต่อบาป ถึงเป็นธรรมยุติก็ไม่ให้ร่วม เป็นมหานิกายก็ไม่ให้ร่วม ถ้าเราเอาอย่างนี้ ก็จะถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ”

 

ที่มา : วิกิพีเดีย

       : อาศรมศรีจักรนาถ

       : ภาพจาก google

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491594

08 พ.ย. 2564 |08:00 น.

การฟื้นฟูทางสังคมในวิกฤตโควิด ควรทำอย่างไร “พลเดช ปิ่นประทีป ซึ่งทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมท้องถิ่น เสนอแนะต่อรัฐบาลให้นำบทเรียนรู้จากโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม มาปรับใช้ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน พลเดช ปิ่นประทีป

บทเรียนของกองทุนSIF หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 

เพื่อเป็นการฟื้นฟูทุนทางสังคม แก้ไขปัญหาผลกระทบของประชาชนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว  รัฐบาลในยุคนั้น (ชวน หลีกภัย 2) ได้ตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund)ขึ้น  โดยใช้เงินกู้จาก IMF ภายใต้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดของธนาคารโลก ทั้งนี้มอบให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่ราชการ แต่เป็นกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ(รัฐวิสาหกิจ) ให้เป็นหน่วยดูแลรับผิดชอบ

สำนักงานกองทุนฯซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานเฉพาะกิจ ได้สนับสนุนเงินให้เปล่าแก่โครงการที่ตอบสนองความต้องการชุมชนและเพื่อชุมชน โดยองค์กรท้องถิ่นและชุมชนเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการโดยตรง  มีกระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้นำและคุณภาพโครงการไปด้วยกันแบบครบวงจร  

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”

ผลการดำเนินงานในระหว่างพฤศจิกายน 2541 – มกราคม 2546  รวม 49 เดือน กองทุน SIF ได้ให้การสนับสนุนโครงการแก่องค์กรชุมชนต่างๆ รวม 7,874 โครงการ ในวงเงิน 4,401 ล้านบาท มีจำนวนผู้รับประโยชน์จากโครงการรวมทั้งสิ้น 13.0 ล้านคน

สำหรับผลกระทบระยะยาวในเวลาต่อมา จากการดำเนินโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมในครั้งนั้นพบว่าโครงการของชุมชนเหล่านี้ได้ก่อเกิดเป็นขบวนการชุมชนเข้มแข็งอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ กล่าวคือเป็นจุดเริ่มและต้นกำเนิดขององค์กรชุมชนและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากกว่า 24 ประเภท มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 องค์กร

ดังนั้น ในบทความนี้ จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลให้นำบทเรียนรู้จากโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF – Social Investment Fund) ที่เคยดำเนินการอย่างได้ผลดีในยุควิฤติ “ต้มยำกุ้ง” มาปรับใช้ในการฟื้นฟูสังคมในยุคโควิด

การฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19

รัฐบาลควรออกนโยบายจัดตั้ง “โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19”  โดยมุ่งขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมจากพลังทางสังคมและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดระบบดูแลผู้รับผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติครั้งนี้

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”

ลักษณะของโครงการหรือสถานภาพ ควรเป็นโครงการพิเศษเฉพาะกิจของรัฐบาล  มีระยะเวลาดำเนินการ  ๓ ปี (หรือไม่เกิน ๔๐ เดือน)  กรอบงบประมาณไม่เกิน  ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๑๐ ของแผนงานฟื้นฟูฯ ตาม พรก.กู้เงินโควิดรอบสอง)  โดยเมื่อเสร็จภารกิจหรือหมดเวลาตามกำหนดแล้ว ให้ยุบตัวลงเพื่อไม่เป็นภาระทางงบประมาณในระยะยาว 

ควรมอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลังเป็นหน่วยกำกับดูแลโครงการนี้  โดยมีสำนักงานบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ความยากจน (หน่วยงานระดับกอง ภายในสำนักงานสภาพัฒนาฯ ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาแล้วโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๖๓ ) เป็นกลไกดำเนินการ 

ภาคีความร่วมมือ

ควรจัดให้มีองค์กรภาคี“ร่วมปฏิบัติการ”ที่หลากหลายเข้ามาทำงานด้วยกันแบบสานพลัง ทั้งภาครัฐ องค์การมหาชน  ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม อาทิ  


–    สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)

 
–    กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม  


–    มูลนิธิพัฒนาไท  มูลนิธิพัฒนาประชาสังคม  สมาคมองค์กรสาธารณประโยชน์  มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา บริษัทประชารัฐรักสามัคคี(วิสาหกิจเพื่อสังคม)  


–    เครือข่ายสภาประชาสังคมไทย เครือข่ายประชาสังคมจังหวัด เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายชุมชนคุณธรรม เครือข่ายสภาวัฒนธรรม เครือข่ายธนาคารคลังสมอง 

หลักการทำงาน

การทำงานของโครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากฯ มีหลักการ ๗ ประการ ได้แก่  


๑. หลักบูรณาการการลงทุนทางสังคมและการเสริมสร้างระบบตาข่ายนิรภัยสังคม


๒. หลักการสร้างผู้ประกอบการและวิสาหกิจระดับชุมชนท้องถิ่น  พัฒนาคน และองค์กรชุมชนตามศักยภาพ


๓. หลักการแบ่งปันทรัพยากร เอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสริมสร้างเครือข่ายสวัสดิการชุมชนครอบคลุมทุกพื้นที่


๔. หลักการพึ่งตนเอง สร้างความเข้มแข็งมั่นคงของชุมชน โดยองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา


๕. หลักการความร่วมมือหลายฝ่าย (พหุภาคี) แลกเปลี่ยนเรียนรู้และปรับตัวเท่าทันสถานการณ์


๖. หลักการบูรณาการฐานทุนชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม


๗. หลักการความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และนโยบายของรัฐบาล

ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”ทิศทางพัฒนา สายตา พลเดช “ฟื้นฟูทุนทางสังคม จากสถานการณ์วิกฤตโควิด”
 

ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ

คาดว่าจะมีโครงการขององค์กรชุมชน ท้องถิ่นและภาคประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนุนประมาณ 30,000 โครงการ  มีประชาชนและชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากวิฤติโควิด-19 ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน 

นอกจากนั้น จะเกิดระบบตาข่ายนิรภัยทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของชาวบ้านขึ้นมาดูแลตนเองและดูแลกันเอง โดยต่อยอดมาจากเครือข่ายองค์กรชุมชนเข้มแข็ง องค์กรสาธารณะประโยชน์และองค์กรภาคประชาสังคมที่มีอยู่แล้วในทุกจังหวัดทั่วประเทศ อันเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล

ในระยะยาว สังคมไทยจะมีฐานทุนทางสังคมและพลังทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม(Resilience)และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันเป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศในหลายด้าน.
 
…………………………..

Key message

•    บทเรียนกองทุนSIFยุควิกฤติต้มยำกุ้ง ระยะเวลา 49 เดือน สนับสนุนชุมชน  7,874 โครงการ  4,401 ล้านบาท มีผู้รับประโยชน์ 13.0 ล้านคน  ก่อเกิดเป็นขบวนการองค์กรชุมชนเข้มแข็ง 24 ประเภท 300,000 องค์กรในปัจจุบัน

•    รัฐบาลควรทำ“โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤติ COVID-19”  มุ่งขับเคลื่อนพลังชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดระบบดูแลผู้รับผลกระทบทางสังคมจากวิกฤติโควิด-19

•    ให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และกระทรวงการคลังเป็นหน่วยกำกับดูแล โดยสำนักงานบูรณาการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ความยากจนเป็นกลไกดำเนินการ 

•    เปิดให้องค์กรภาคีที่หลากหลายเข้ามาทำงานแบบสานพลัง ทั้งภาครัฐ องค์การมหาชน  ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม. 

อหังการ เปิด จ.นราธิวาส “ลุงป้อม-ธรรมนัส” ต้องได้ทุกเขตครั้งหน้า 5 เก้าอี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491565

นายหัวไทร

08 พ.ย. 2564 |05:00 น.

เมื่อ “ลุงป้อม-ธรรมนัส” ลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เชื่อได้ว่าการเดินเกมส์ของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งสมัยหน้าต้องตอบโจทย์คำว่า “ได้ๆ” โดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาสจากเดิมได้แค่ 2 ต้องขยับตาม กกต.เป็น 5 เก้าอี้

“สมาชิกทุกคนรับปากได้มั้ยว่า เราจะเลือก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แบบยกทีมทุกเขตใน จ.นราธิวาส เข้าไปนั่งในสภา”

เป็นคำกล่าวปราศรัยของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กับมวลชนกว่า 500 คนที่ไปร่วมเปิดสาขาพรรคภาคใต้ของพลังประชารัฐ

พล.อ.ประวิตร ได้พูดประโยคนี้ย้ำ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยสมาชิกพรรคและพลังมวลชน ต่างได้ตะโกนดังกึกก้องรับปากกับ พล.อ.ประวิตรว่า “ได้ๆ” ไม่แตกต่างจาก ร.อ.ธรรมนัส เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่กล่าวอย่างมั่นใจว่า จะกวาดทุกเขตของนราธิวาสในการเลือกตั้งครั้งหน้า


และเมื่อ พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 กับนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกฯอบจ.นราธิวาส เป็นผู้รับผิดชอบในการสรรหาผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สำหรับนราธิวาสปัจจุบันมี ส.ส.4 คน แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขใหม่ จะมี ส.ส.เพิ่มเป็น 5 คน และในปัจจุบันจังหวัดนราธิวาสมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 2 คน เขต 1 คือ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส่วน เขต2 คือ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ

อหังการ เปิด จ.นราธิวาส “ลุงป้อม-ธรรมนัส” ต้องได้ทุกเขตครั้งหน้า 5 เก้าอี้อหังการ เปิด จ.นราธิวาส “ลุงป้อม-ธรรมนัส” ต้องได้ทุกเขตครั้งหน้า 5 เก้าอี้

แม้พล.อ.ประวิตร จะไม่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครจังหวัดนราธิวาสอย่างเป็นทางการ แต่รับรู้กันว่า นายอามีร ซารีคาน ซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งในพื้นที่ จ.นราธิวาส จะเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เขต 4 ส่วนอีก 1 คน คือ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภา อบจ.นราธิวาส ซึ่งเป็นน้องชายของนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 ที่ทาง ส่วนเขตที่ 5 อำเภอจะแนะ ระแงะและเจาะไอร้อง คาดว่าในเบื้องต้นจะไม่มีการส่ง ส.ส.ในสังกัดลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกทางให้พันธมิตรบางคน เพราะ “กูเฮง” ลูกชายของ กูเซ็ง ยาวอหะซัน ยืนยันจะลงเขตนี้ในนามพรรคประชาชาติ

และก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประวิตร ตอบข้อซักถามเพียงสั้นๆ ถึงกรณีการจัดสรรบุคคลส่งสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.นราธิวาส สังกัดพรรคพลังประชารัฐในแต่ละเขตว่า ตนได้มอบหมายให้นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 กับนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส เป็นผู้รับผิดชอบ โดยที่ยังไม่มีการเปิดตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งในสมัยที่จะถึงนี้ ตนมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะกวาดเก้าอี้ทุกเขตใน จ.นราธิวาส

ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ค่อนข้างมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าจะยึดนราธิวาสได้ และไม่ควรลืมว่า ร.อ.ธรรมนัส คือเด็กที่เติมโตมาจากเบตง-สุไหง-โกลก และเขายังกลับไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่าอยู่บ่อยครั้ง


เรื่อง : นายหัวไทร  

จับตา “จักรทิพย์” เลือก พปชร. ตอบโจทย์สนามอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491598

07 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ชัวร์หรือไม่ “จักรทิพย์” เข้า พปชร. บิ๊กป้อมวางตัวคุมอีสานเหนือ แก้วิกฤตศรัทธาแม่ทัพคุมเลือกตั้ง เพราะเด็กธรรมนัสคือจุดอ่อน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ชัวร์หรือไม่ เมื่อมีกระแสข่าว “จักรทิพย์” จะแต่งตัวเข้าพลังประชารัฐ หลังเจ้าตัวตัดสินใจถอยออกจากสนาม กทม. ด้วยเหตุผลส่วนล้วนๆ

บังเอิญห้วงเวลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กำลังจัดทัพใหม่ “จักรทิพย์” อาจมาตอบโจทย์ในสมรภูมิที่เป็นจุดอ่อนของพรรค

ทุกบทวิเคราะห์ต่างฟันธงว่า “จักรทิพย์” ถอยเพื่อรุก ในสนามใหม่ และหนีไม่พ้นพรรคพลังประชารัฐ แต่จะเข้ามาในบทบาทไหน อย่างไร และเมื่อใด

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2564 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊ค Wassana Nanuam ว่า พล.อ.ประวิตร ทาบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เข้าพรรค แถมจะวางตัวให้เป็นแม่ทัพอีสานเหนือ ข่าวนี้จะเท็จจริงอย่างไร คงมีผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงแน่นอน

ที่น่าสนใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ตัดสินใจถอนตัวจากสนามผู้ว่าฯ กทม. เพราะประเด็นส่วนตัว ไม่ต้องการแข่งกับรุ่นพี่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งกับบิ๊กป้อม หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่า การตัดสินใจถอยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ดำเนินไปบนเส้นทางแห่งการตัดสินใจในทางยุทธศาสตร์ และมีเป้าหมายอยู่ที่พลังประชารัฐ

ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง “จักรทิพย์” ยังเป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะเพิ่งพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.มาปีเศษ หากจะครบ 2 ปี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) และมาตรา 98(14) ก็ต้องประมาณเดือน ก.ย.2565

‘จุดอ่อนอีสานเหนือ’

กระแสข่าวบิ๊กป้อม จะวางตัว “จักรทิพย์” มาช่วยงานพลังประชารัฐ ดูแลพื้นที่อีสานเหนือนั้น สอดรับกับข่าวบิ๊กป้อมรับปาก ส.ส.อีสานคนหนึ่งว่า จะแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว

เมื่อการเลือกตั้ง 2562 เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ดูแลพื้นที่อีสานตอนบน 10 กว่าจังหวัด แต่ได้ ส.ส.เขตเพียงคนเดียวคือ วัฒนา ช่างเหลา

ส่วน สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และเชิงชาย ชาลีรินทร์ 2 ส.ส.ชัยภูมิ ต่างใช้ฐานเสียงเดิมตัวเองลุยจนเอาชนะคู่แข่งมาได้

หลังเลือกตั้งใหม่ๆ เอกราช ช่างเหลา จับมือ สุพล ฟองงาม ได้นำเอาคะแนนดิบผู้สมัคร ส.ส. 2 จังหวัดคือ ขอนแก่น และอุบลราชธานี ที่ได้รวม 1,364,761 คะแนน คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 17 คน และมี ส.ส.เขต 2 คน จึงควรได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้ตามที่เรียกร้อง

ภายหลัง เอกราชได้มีบทบาทภายในพรรคมากขึ้น โดยการสนับสนุนของ ร.อ.ธรรมนัส สมัยเป็น รมช.เกษตรฯ และช่วงที่ผู้กองเมืองพะเยา เป็นเลขาธิการพรรค ก็พยายามจะเข้ามาเป็นแม่ทัพอีสานเอง แต่มีเกิดวิกฤตในพรรคอย่างรุนแรง ส่งผลถึงการบริหารพื้นที่อีสาน

ที่ผ่านมา สมรภูมิอีสาน 20 จังหวัด พลังประชารัฐมีเจ้าภาพหลายก๊ก ทั้งก๊กสามมิตร,ก๊กบ้านริมน้ำ,ก๊กสุพล ฟองงาม, ก๊กรัตนเศรษฐ ฯลฯ การที่ ร.อ.ธรรมนัส จะเข้ามาดูแลทั้งหมดก็ไม่ใช่ง่าย

บิ๊กป้อมคงเห็นปัญหา จึงพยายามหาคนนอกเข้ามาเป็นแม่ทัพ ไม่เช่นนั้น ส.ส.พลังประชารัฐ สายอีสาน ประมาณ 3 คน รวมถึงอดีตผู้สมัคร ส.ส.เกรดเอ คงย้ายไปหาบ้านใหม่แน่

‘ลุ้นแม่ทัพใหม่’

มีความชัดเจนจากปากของ ร.อ.ธรรมนัส ว่าไม่ได้ขัดแย้งกับ “จักรทิพย์” ดังที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ โดยเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พูดถึงประเด็นความสัมพันธ์กับบิ๊กแป๊ะ เปรียบเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก คบกันมาตั้งแต่เด็ก

ฉะนั้น หาก ร.อ.ธรรมนัส จะเห็นดีเห็นงามในการดึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะเข้ามาทำงานในพลังประชารัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แถมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของคนในพรรค

ช่วงที่มีรอยร้าวลึกในพรรค ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินสายไปเปิดประชุมสาขาพรรคที่ จ.ขอนแก่น และ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีเอกราช ช่างเหลา เป็นขุนพลคู่กาย ซึ่งอีเวนท์ทั้งสองจุดของผู้กอง ก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ จำนวนมากในอีสานแต่ประการใด

ประกอบกับสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ โยนระเบิดใส่ที่ประชุมพรรคฯ ทำให้บิ๊กป้อมต้องรับปากว่าจะแก้ปัญหาเรื่องผู้ดูแลพื้นที่อีสานเหนือ

มองภาพรวม พรรคพลังประชารัฐตกเป็นรองพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลในสนามอีสาน หากไม่มีการจัดทัพใหม่ ก็ยากจะรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขต 12 ที่นั่งไว้ได้ในสมัยหน้า

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ดวงการเมืองพุ่ง มีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491574

07 พ.ย. 2564 |17:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” หวานใจ ร้อยเอกธรรมนัส ดวงการเมืองพุ่ง โหงวเฮ้งดวงตาฉลาด มีใบหูใหญ่อิ่มมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งสูง ในอนาคต แต่ต้องรู้จักปล่อยวาง

“จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ถูกจับจ้อง ทุกย่างก้าวของเธอ อยู่ในความสนใจคอการเมือง เธอผู้มีดีกรีความสวยการันตีถึงตำแหน่งนางสาวไทย แต่พิศมัยชิมลางงานด้านการเมือง ตลอดสัปดาห์เธอเป็นอีกคนที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ หลังมีกระแสข่าวจะไปนั่งเก้าอี้ประธานยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปไตยใหม่ 

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์แห่ง แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึก อนาคตดวงชะตา ภริยาคนสวย หวานใจผู้กอง ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตข้าราชการการเมือง อดีตนางสาวไทย ปี 2559 คุณธนพร ศรีวิราช วัย 27 -28 ปี เกิดวันจันทร์ที่ 5 เดือนธันวาคม 2537 

วันเกิด “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ได้ยามของวันเสริมดวง ถูกโฉลกให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงในปี 2563 รับตำแหน่งทางการเมือง เสริมดวงชะตาบิ๊กตู่นายกรัฐมนตรี ในดวงชะตามีเรื่องของบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น

ดวง“จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ดวง“จุ๊บจิ๊บ ธนพร”

“จุ๊บจิ๊บ ธนพร” มีดวงแพทย์พยาบาล มีเจ้าทุกข์อยู่ในตน ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่ต้องระวังไม่เอาเรื่องคนอื่นมาคิดวิตกกังวลให้อึดอัดไม่สบายใจ หรือเบียดเบียนตนเอง ให้อึดอัดไม่สบายใจ สัญญาอะไรกับใครไว้ก็ต้องทำให้ได้ 

“จุ๊บจิ๊บ ธนพร” มีดวงชะตามักจะทำอะไรเพื่อคนอื่น ชอบเครียดมักจะคิดอะไรล่วงหน้า รู้อะไรให้ปล่อยวางบ้าง อ่านคนได้ออก แต่ต้องเตือนให้ระวังในช่วงนี้ถึงปลายปี2564 เพราะรอบอายุเข้าเคราะห์ และยามนี้หากรับตำแหน่งหน้าที่อาจยังไม่มั่นคงเท่าที่ควร

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวง “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” อีกว่า ให้ระวังเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ปัญหาจุกจิกถึงเดือนมกราคม 2565 ให้ “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ประคองตนเองไปก่อน อย่าเพิ่งใจร้อน เพราะอาจจะเป็นเสมือนกินยาพิษเข้าไป จะทำให้ได้รับความเดือดร้อน แต่หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ถือเป็นจังหวะและโอกาส น้ำขึ้นเสริมดวงปีเสริม ที่จะส่งผลให้เดินหน้าประสพความสำเร็จได้อย่างเต็มที่

ดวงชะตา ร้อยเอกธรรมนัสดวงชะตา ร้อยเอกธรรมนัส

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมถึงดวงชะตาคู่รักต่างวัย ระหว่างร้อยเอกธรรมนัส และ “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ว่า เมื่อผูกดวงกันแล้ว ก็ไม่แคล้วกัน ถึงดวงชะตาจะไม่เสริม แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายกัน หากแต่สังเกตให้ดี ถึงกำลังธาตุ เมื่อถอดยามออกมาแล้ว ทั้งคู่มีกำลังธาตุที่เหมือนกัน เหมือนฟ้าส่งให้มาเกิด รอ.ธรรมนัส มีกำลังธาตุไม้ 3 ธาตุ คุณจุ๊บจิ๊บ ธนพร ก็มีกำลังธาตุไม้ 3 ธาตุเหมือนกัน 

“แต่โหงวเฮ้งนรลักษณ์ศาสตร์หางตาปลายสูงมีความเฉลียวฉลาด ริมฝีปากสัญญาแล้วต้องทำให้ได้ ใบหูอิ่มใหญ่ของคุณธนพร ไม่แพ้ผู้ชาย บ่งบอกถึงมีโอกาสได้รับตำแหน่งหน้าที่การงานสูงในการบริหารงาน แต่ต้องไม่คิดเบียดเบียนตนเอง”ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวง “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” ทิ้งท้าย

ไขคำตอบ “คนอีสาน” เลือกทักษิณ-ชวลิต แชมป์ตัวจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491562

07 พ.ย. 2564 |16:00 น.

ตลาดการเมือง “คนอีสาน” เป็นที่หมายปองของทุกพรรค ย้อนอดีตพ่อใหญ่จิ๋ว-ทักษิณ คว้าแชมป์อีสาน แกะรอยพรรคไหนโหนกระแสเหยียดลูกข้าวเหนียว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กระแสเหยียด “คนอีสาน” ไม่ใช่เพิ่งเกิดวันนี้ นับแต่มีคลื่นคนอีสานหลั่งไหลเข้ามาขายแรงในเมืองหลวงเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว อาการดูถูกคนอีสานก็ปรากฏในสังคมไทย

ในมิติทางการเมือง “คนอีสาน” มีพลังต่อการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น จนถึงยุคประชาธิปไตยแบบไทย เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนประชากรคิดเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ

บนถนนสายเลือกตั้ง “คนอีสาน” ปั้นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คนคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และทักษิณ ชินวัตร

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ย้ายทะเบียนบ้านจากนนทบุรี ไปอยู่นครพนม เพื่อประกาศความเป็นลูกอีสาน และขอเป็นนายกฯคนอีสาน คนแรกของประเทศไทย

ทักษิณ ชินวัตร เป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด ด้วยชุดนโยบายประชานิยมโดนใจคนอีสานมากที่สุด จึงได้รับชัยชนะท่วมท้น เปรียบเสมือนนายกฯคนอีสาน และยังอยู่ในใจคนรากหญ้าจนทุกวันนี้

การเลือกตั้งปี 2562 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวน ส.ส.หายไปมากที่สุด เดิมมี ส.ส.126 คน ลดเหลือ 116 คน เพราะกติกาแยกเป็น ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

สำหรับเลือกตั้งครั้งใหม่ ตามกติกา ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมี ส.ส.มากกว่า 126 คน ฉะนั้น พรรคไหนกุมเสียง ส.ส.อีสานได้มากที่สุด ก็มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสูง

ดังนั้น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จึงแถลงว่า “การจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องชนะใจคนอีสาน หากไม่สามารถชนะใจคนอีสานก็เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้”

ไม่น่าแปลกใจที่พรรคก้าวไกล เอาจริงเอาจังกับกระแสเหยียดคนอีสาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งหลายคนก็งงๆ กับการปั้นกระแสดังกล่าว

‘พ่อใหญ่จิ๋ว’

สมัยที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.ทบ. ได้สร้างความจดจำให้ “คนอีสาน” ด้วยนโยบายอีสานเขียว มี แอ๊ด คาราบาว แต่งเพลงโปรโมตให้ดังระบือลือลั่น อีสานเขียวเลยเป็นยี่ห้อประจำตัวบิ๊กจิ๋ว

ปี 2535 พล.อ.ชวลิต พรรคความหวังใหม่ ระยะแรก ลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี แต่ภายหลังได้ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่ จ.นครพนม เพื่อสร้างจุดขายใหม่ “นายกฯคนอีสาน” โดยเพียรพยายามอยู่ 2 สมัยจึงประสบความสำเร็จ

ผลการเลือกตั้ง 17 พ.ย.2539 ปรากฏว่า พรรคความหวังใหม่ ได้ ส.ส. 125 คน เฉือนพรรค ประชาธิปัตย์ ได้ 123 คน ทำให้ความหวังใหม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคความหวังใหม่รู้ดีว่าเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีฐานเสียงอยู่ในกรุงเทพฯ ,ภาคกลาง และภาคใต้ ฉะนั้น จุดเปลี่ยนที่จะเอาชนะ ปชป.ได้ ก็คือการยึดเก้าอี้ ส.ส.อีสานให้ได้มากที่สุด

กระบวนการปั่นกระแสพ่อใหญ่จิ๋ว นายกฯคนอีสาน ดำเนินการโดยองค์กรครูอีสาน และกลุ่มเกษตรกรอีสาน ควบคู่กับระดมนักเลือกตั้งกลุ่มวังน้ำเย็น ของเสนาะ เทียนทอง มาร่วมด้วยช่วยกัน ในที่สุด ความหวังใหม่ก็เป็นแชมป์อีสาน สมใจพ่อใหญ่จิ๋ว

‘มนต์รักประชานิยม’

20 ปีที่แล้ว ไม่มีใครเชื่อว่า “คนอีสาน” จะเทใจพรรคไทยรักไทย จนได้เป็นแชมป์อีสาน และผู้สมัคร ส.ส.โนเนม จำนวนมากได้เป็น ส.ส.สมัยแรก หรือที่เรียกกันว่า ส.ส.นกแล

ผลการเลือกตั้ง 6 ม.ค.2544 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 200 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 คน ซึ่ง ส.ส.กว่าร้อยชีวิต ก็มาจากภาคอีสาน

ชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร นั้นมาด้วยชุดนโยบายประชานิยม อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน ,พักชำระหนี้ ฯลฯ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองเสนอนโยบายโดนใจคนรากหญ้า

อีก 4 ปีถัดมา พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ได้ ส.ส.เขต 310 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน เฉพาะภาคอีสาน ไทยรักไทยกวาดมาเกือบหมด เหลือให้พรรค ปชป. 2 ที่นั่ง และพรรคมหาชน 1 ที่นั่ง

นี่คือการแสดงพลังการเมืองของ “คนอีสาน” ที่ทำให้พลังจารีตสั่นไหว และปี 2548 จึงเกิดขบวนการต้านระบอบทักษิณ

อย่างไรก็ตาม ชื่อทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ยังครองใจคนอีสานอยู่ใน พ.ศ.นี้ โดยมีพรรคก้าวไกล ที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดการเมืองภาคอีสาน

การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงเป็นการเบียดแย่งความนิยมจาก “คนอีสาน” โดยสองพรรคหลักคือ เพื่อไทยกับก้าวไกล ขณะที่พรรคอื่นเป็นแค่ตัวสอดแทรก