“ร้องขัดทรัพย์” กม.เรื่องหนี้ เมื่อทวงสิทธิความเป็นเจ้าของ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491570

กินรีเพลิง

07 พ.ย. 2564 |13:00 น.

“ร้องขัดทรัพย์” กฎหมายแพ่งควรรู้ ในการปกป้องสิทธิความเป็นเจ้าของ ก่อนทรัพย์ถูกขายทอดตลาด จากกรณี ขายทอดตลาดที่ดินวัดวังใหญ่

จากกรณีศาลมีคำสั่งบังคับขายทอดตลาด วัดวังใหญ่ อ.นาทวี จ.สงขลา โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ทำการยึดทรัพย์ของนางอำไพ อัมพุกานนท์ รวมทั้งที่ดิน ที่เป็นที่ตั้งของวัดวังใหญ่ 

ต่อมา นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง ได้เปิดเผยถึงทางออกของปัญหาดังกล่าว ว่ายังมีโอกาสที่จะร้องขัดทรัพย์ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เพื่อที่จะรักษาที่ดินนั้นไว้ได้ 

วันนี้คมชัดลึกออนไลน์ จะพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งข้อกฎหมายน่ารู้ ในคดีแพ่ง คือ “การร้องขัดทรัพย์”

การร้องขัดทรัพย์ หรือ การปล่อยทรัพย์ เป็นกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ภายใต้บังคับบัญญัติ มาตรา 55 คือ ถ้าหากบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลย หรือที่เรียกกันว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  บุคคลผู้นั้นสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาล ให้ปล่อยทรัพย์ส่วนนั้นออก จึงเป็นเหตุให้เกิดการร้องขัดทรัพย์

และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำขอต่อการร้องขัดทรัพย์แล้ว จะทำการงดการขายทอดตลาด หรือการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไว้ในระหว่างการรอพิจารณาชี้ขาดของศาล

หรือหากเข้าใจได้ง่ายคือ การที่ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง ทำการทักท้วงสิทธิการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ต่อทรัพย์นั้น เพื่อปกป้องสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์ โดยที่ทรัพย์นั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ หรือจำเลยที่ถูกยึด ซึ่งในกรณีที่ดินวัดวังใหญ่นั้น จำเลยหรือนางอำไพ ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยกที่ดินแห่งนี้ให้กับวัดแล้ว จึงถือว่าวัดแห่งนี้เป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงมีสิทธิในการร้องขัดทรัพย์ต่อศาล



สำหรับผู้ที่มีสิทธิการร้องขัดทรัพย์
การร้องขัดทรัพย์ มีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ โดยที่ผู้ที่จะร้องขัดทรัพย์ ได้ต้องเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิเท่านั้น ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิอาจจะเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดไว้ หรืออาจเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในทรัพย์ที่ยึดก็ได้ 

โดยการร้องขัดทรัพย์ จะต้องร้องภายในกำหนดเวลาตามที่ได้บัญญัติไว้  ไม่สามารถร้องเมื่อไหร่ก็ได้ โดยตามมาตรา 288 คือจะต้องร้องเสียก่อนที่จะเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น ที่กฎหมายบัญญัติ  เพราะถ้าศาลขายทอดตลาดทรัพย์นั้นไปแล้ว ผู้ซื้อย่อมได้ทรัพย์สินนั้นไป  ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 1330  โดยไม่ต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ฉะนั้นการที่จะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จึงต้องร้องเสียก่อน


สำหรับกรณีที่ดินของวัดวังใหญ่ ในกรณีดังกล่าว เมื่อยกให้วัดแล้วที่แห่งนั้น จึงกลายเป็นกัลปนาสงฆ์ ในทันที ซึ่งเป็นที่ดินที่ผู้มีจิตศรัทธาอุทิศผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินให้แก่วัด แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิ์ถือครองให้แก่วัด ซึ่งกรณีดังกล่าว ยังมีกฎหมายที่ครอบคลุมดูแลโดยเฉพาะอีกต่างหาก โดยที่ดินของวัด ห้ามยึดมาขายทอดตลาด เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทย์ ตาม พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 35

“เหยียดคนอีสาน”ความไร้แก่นสาร เมื่อมองผ่านความสำเร็จของพลังลูกอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491482

อสนีบาต

07 พ.ย. 2564 |07:00 น.

กลายเป็นกระแสดรามาไปโดยพลัน จากกรณีการตั้งคลับเฮาส์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปของคนอีสาน ถึงขั้นเลยเถิดเกิดกระแสเหยียดคนอีสาน แต่ทว่าเหล่านั้นอาจไม่ใช่สาระไปเลยก็ได้ ถ้าเราเข้าใจถึงความมานะพยายามของลูกอีสาน ติดตามได้คอลัมน์ เจาะประเด็นร้อน โดยอสนีบาต

กลายเป็นกระแสดรามาไปจนได้  เมื่อมีการจับกลุ่มเปิดคลับเฮาส์ แสดงความเห็นพูดจาเหยียดคนอีสาน อาทิ ว่าคนอีสานผิวคล้ำ ดำแดดเพราะแบกปูน ทำมาหากินไม่ได้ เลยต้องไปหาเกาะคนอื่นกิน หรือแม้กระทั่งคนอีสานมีลูกตั้งแต่อายุ 12 ปี ใจแตกมักมีลูกก่อนวัยอันควร จนกลายเป็นดราม่าระอุ ในโลกโซเชียลกับ #คลับเฮ้าส์toxic

…อสนีบาต… ได้มีโอกาสสนทนากับนักวิชาการที่ทำงานวิจัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ถิ่นอีสาน ก็ยอมรับว่า กระแสการเหยียดคนอีสาน มีมาเป็นระยะๆ แต่ตั้งคำถามว่า นั่นคือแก่นสารหรือไม่

รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิรวงศ์  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม  และนักวิชาการในกลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและ  ธรรมาภิบาล ซึ่งมี ดร.บัณฑิต นิจถาวร เป็นประธาน  เปิดเผยว่า หลังจากมีประเด็นในคลับเฮาส์ที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ก็มีคนส่งคลิปบางส่วนมาให้

“ปัญหาเรื่องการดูถูกคนอีสาน มีอยู่เรื่อยๆโดยเฉพาะจากคนภาคอื่นหรือคนส่วนกลางที่มองว่า”อีสาน”เป็นพื้นที่ยากจน หรือคิดเหมือนฝรั่งเรียกเสตอริโอไทป์ หรือทัศนคติแบบเหมารวม คือ  ถ้าเป็นคนอีสานก็จะถูกมองว่าพวกยูเป็นพวกไม่ค่อยมีการศึกษา เป็นผู้ใช้แรงงานจะมีคนจำนวนหนึ่งติดกับภาพพวกนี้อยู่” 

 รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิรวงศ์  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม  และนักวิชาการในกลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและ  ธรรมาภิบาลรศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิรวงศ์  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม  และนักวิชาการในกลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและ  ธรรมาภิบาล

“ทางออกคือ เราต้องเปิดใจกว้างและดูข้อมูลให้ลึกลงไปหน่อย คลิปที่พูดกันผมฟังแป๊บเดียวที่บอกคนอีสานมีลูกตั้งแต่อายุ 12-13 ปี  ออกไปในลักษณะว่า มีลูกหลานกันเยอะ ไม่ค่อยมีการศึกษา ผมว่าเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนกันมาก ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นสาระประโยชน์เท่าไหร่”   นักวิชาการผู้ศึกษาพื้นเพชาวอีสาน กล่าว   

ก่อนหน้านี้  รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิรวงศ์  กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและ   ธรรมาภิบาล  เคยนำเสนอบทความผ่านคอลัมน์ “เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ” ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์  วิเคราะห์นักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคก็เป็นลูกอีสาน ทำไมคนสายเลือดอีสานถึงประสบความสำเร็จ  …อสนีบาต… จึงขอนำบทความดังกล่าวมาถ่ายทอดอีกครั้ง เพื่อให้เห็นอีกมุมที่เป็นข้อเท็จจริงมากกว่าการตะลุมบอนข้อมูลอยู่ในโลกโซเชียล  

 รศ.ดร.สุวิทย์ เลาหศิรวงศ์  นำเสนอไว้ว่า   กีฬาโอลิมปิค Tokyo 2020 ที่เพิ่งจบลงไป ในรูปแบบการแข่งขันที่ไม่มีผู้ชม นอกจากกีฬาบางประเภท  ที่อาจมีกองเชียร์ไปใหกำลังใจนักกีฬาตามเส้นทางแข่งขัน มีนักกีฬา 11,326 คนจาก 205 ประเทศ เข้าแข่งขันใน 33 ชนิดกีฬา มี 93 ประเทศ ที่ได้เหรียญรางวัล โดยประเทศไทยของเราอยู่ลำดับที่ 59 ได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง เมื่อดูโอลิมปิคจบแล้ว ช่วงว่างๆ กับการพยายามกักตัวเองอยู่บ้านในสถานการณ์โควิด

เลยลองค้นข้อมูลมาวิเคราะห์แบบง่ายๆ ในมุมมองของลูกอีสานเอามาแลกเปลี่ยน ผ่านคอลัมน์นี้ หลายท่านอาจไม่ทราบว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นักกีฬาไทย ได้เหรียญโอลิมปิคมาแล้ว ตั้งแต่ปี 1976 รวม 33 เหรียญ เป็นเหรียญทอง 11 เหรียญ ซึ่งเหรียญทอง มาจากลูกอีสาน 4 เหรียญ และที่น่าภาคภูมิใจคือเหรียญทองแรก ของทั้งนักกีฬาชาย และหญิงก็มาจากลูกอีสานเช่นกัน

สมรักษ์ คำสิงห์  นักกีฬามวยสากลคว้าเหรียญทองโอลิมปิคปี 1996 เป็นชาว ขอนแก่น สมรักษ์ คำสิงห์ นักกีฬามวยสากลคว้าเหรียญทองโอลิมปิคปี 1996 เป็นชาว ขอนแก่น

ขอนำข้อมูลเก่ามาสรุปเล่าใหม่เผื่อท่านลืม 4 เหรียญทองลูกอีสาน มีดังนี้ครับ

  • 1.    คุณ สมรักษ์ คำสิงห์ ชาว ขอนแก่น ปี 1996 กีฬามวยสากล
  • 2.    คุณ อุดมพร พลศักดิ์ ชาวนครราชสีมา ปี 2004 กีฬายกน้ำหนัก
  • 3.    คุณ ปวีณา ทองสุก ชาวสุรินทร์ ปี 2004 กีฬายกน้ำหนัก
  • 4.    คุณ สมจิตร จงจอหอ ชาวนครราชสีมา ปี 2008 กีฬามวยสากล

ปวีณา ทองสุก นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองจากโอลิมปิก 2004 ที่กรีซ และเอเชียนเกมส์ 2006 เป็นชาวสุรินทร์ปวีณา ทองสุก นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองจากโอลิมปิก 2004 ที่กรีซ และเอเชียนเกมส์ 2006 เป็นชาวสุรินทร์

ลูกอีสานที่ได้เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง


1.    วิชัย ราชานนท์ ชาวขอนแก่น เหรียญทองแดง ปี 1996 กีฬามวยสากล

2.    พรชัย ทองบุราณ ชาวอุบลราชธานี เหรียญทองแดง ปี 2000 กีฬามวยสากล

3.    สุริยา ปราสาทหินพิมาย ชาวนครราชสีมา เหรียญทองแดง ปี 2004 กีฬามวยสากล

4.    วันดี คำเอี่ยม ชาวศรีสะเกษ เหรียญทองแดง ปี 2004 กีฬายกน้ำหนัก

5.    พิมศิริ ศิริแก้ว ชาวขอนแก่น เหรียญเงิน ปี 2012 กีฬายกน้ำหนัก

6.    พิมศิริ ศิริแก้ว ชาวขอนแก่น เหรียญเงิน ปี 2016 กีฬายกน้ำหนัก
7.    ศิริกุล กุลน้อย ชาวสุรินทร์ เหรียญทองแดง ปี 2012 กีฬายกน้ำหนัก

8.    สินธุ์เพชร กรวยทอง ชาวสุรินทร์ เหรียญทองแดง ปี 2016 กีฬายกน้ำหนัก

9.    สุดาพร สีสอนดี ชาวอุดรธานี เหรยญทองแดง ปี 2020 กีฬามวยสากล

จากคุณสมบัติสำคัญของลูกอีสาน ที่บางท่านอาจคิดว่าผมลำเอียง คือความเชื่อที่ว่า ลูกอีสาน มีความอดทน ความมุมานะ ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆอยู่ในตัว เพราะเกิด และเติบโตในพื้นที่ที่แห้งแล้ง ยากจน กว่าภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ  ด้วยคุณสมบัติเบื้องต้นนี้ น่าจะมีส่วนทำให้ฮีโร่โอลิมปิคเหล่านี้ ก้าวไปถึงความฝันขั้นสูงสุดได้ 

ถ้ามองภาพรวมความสำเร็จของชาติต่างๆใน Tokyo 2020 ผู้เขียนขอยกนิ้วให้ นิวซีแลนด์ ซึ่งมีประชากรเพียงสามล้านคน สามารถคว้า 8 เหรียญทองกลับบ้าน จากรักบี้ 7 คนหญิง และอีก 7 เหรียญทองจากกีฬาทางน้ำ จากที่เคยมีโอกาสไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์

ผมเห็นถึงความชอบเล่น ชอบดูกีฬาของคนนิวซีแลนด์ เช่น วันเสาร์-อาทิตย์ จะเห็นผู้ปกครองพาลูกๆ ไปเล่นกีฬา หลากหลายชนิด ในสนามกีฬาสาธารณะ นักกีฬาจะได้รับการยกย่อง เป็นเกียรติประวัติ เทียบเคียงกับบ้านเรา เวลาเสียชีวิต ในบัตรเชิญ ก็จะใส่ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ ของนิวซีแลนด์ ก็เช่นเดียวกัน แต่จะมีต่อท้าย เช่น All Blacks 1960 (ซึ่งแฟนรักบี้ จะทราบถึงความโด่งดังของรักบี้นิวซีแลนด์ ที่ใช้ชื่อทีมว่า ออลแบล๊ค ที่ลงแข่งด้วยชุดสีดำ)


ผมเชื่อว่า บ้านเรายังมีช้างเผือกด้านกีฬา อีกมากในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ของประเทศ ที่อาจไม่มีโอกาสถูกค้นพบ หรือไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะเจอปัญหาอุปสรรคหลายอย่างระหว่างทาง เช่น กีฬาบางชนิดมีค่าใช้จ่ายสูง ขาดโอกาสในการแข่งขัน นักกีฬาบางคนถูกผู้ปกครองให้เลือกระหว่างเรียนหนังสือ กับการเอาดีด้านกีฬาเพราะคงมองว่าอยากให้ลูกหลานมีอาชีพที่มั่นคง

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกีฬาหลายชนิดมีเส้นทางสู่นักกีฬาอาชีพ การสำเร็จการศึกษาระดับปริญญา ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่พ่อแม่ อยากให้ลูกมี ในระดับมหาวิทยาลัย หลายสถาบันมีโครงการช้างเผือกด้านกีฬา ให้โควต้าพิเศษเข้าศึกษา

จากการสังเกต ติดตามของผู้เขียนเอง มองว่า ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เช่นนักกีฬาบางคน เมื่อได้โควต้าเข้ามหาวิทยาลัยดัง ก็มุ่งเรียนอย่างเดียว เลิกเล่นกีฬา ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ ที่นั่งในมหาวิทยาลัย มีว่างมากกว่าคนที่สมัครเข้าเรียน โครงการประเภทนี้ก็หายไปเกือบหมด 


ปัจจุบัน เรามีโรงเรียนกีฬาในสังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (13 แห่ง) โรงเรียนกีฬาสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนกีฬาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (8 แห่ง) โรงเรียนกีฬาสังกัดเทศบาล (9 แห่ง) และโรงเรียนกีฬาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (9 แห่ง) และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่มี 17 วิทยาเขต ทั่วทุกภาคของประเทศ  แต่ผลงานของสถาบันเหล่านี้ยังไม่ค่อยเห็นชัดเจนเท่าที่ควร 


สำหรับสมาคมกีฬาต่างๆ ผมยังไม่เห็นการส่งเสริม คัดเลือกช้างเผือกด้านการกีฬา ที่เป็นระบบ ที่เปิดโอกาสให้ช้างเผือก ที่อยู่ในป่า ได้รับการพัฒนา ดูแล ส่งเสริม อย่างต่อเนื่อง แต่มักได้ยินเรื่องนักกีฬาเด็กเส้น การเล่นพรรคเล่นพวกในหลายชนิดกีฬา  

หากเรามีระบบพัฒนา สร้างนักกีฬาที่ดี มีความต่อเนื่อง ส่งต่อนักกีฬาเหล่านั้น ให้ได้รับทั้งประสบการณ์ในการแข่งขันระดับต่างๆ และได้รับการศึกษาไปด้วย เมื่อหมดแรงเล่นกีฬา จะได้มีอาชืพติดตัว ถ้าทุกภาคส่วนขับเคลื่อนร่วมกัน ผมเชื่อว่า โอลิมปิค 2024 ที่ปารีส เราน่าจะกลับมาเป็นหนึ่งในอาเซียนได้อีก และนำเหรียญทอง มาให้พี่น้องไทย ได้ชื่นชม มากขึ้นแน่นอน 

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ผลกระทบ โควิด – ต้มยำกุ้ง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491486

07 พ.ย. 2564 |00:00 น.

วิกฤตโควิด-19 จึงอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง และบางภาคธุรกิจต้องเผชิญผลกระทบถาวรจากการพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นั่นคือบางห้วงบางตอนจากคอลัมน์นิสต์ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ในเจาะประเด็นร้อน

โรคระบาดโควิด-19 ขยายปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและยากจนให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น เกิดวิกฤติการจ้างงานที่เลวร้าย ประชากรโลกหลายร้อยล้านคนยังคงตกงาน โดยกลุ่มของผู้หญิงและชนกลุ่มน้อยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

โควิด-19 เพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในเกือบทุกประเทศ คนยากจนต้องใช้เวลาที่นานกว่าคนร่ำรวยอย่างน้อย 14 เท่าในการที่จะพาตัวเองกลับมามีสภาพคล่องทางการเงินเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาดได้

องค์การอ็อกแฟมได้รวบรวมผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยนักเศรษฐศาสตร์ 295 คนจาก 79 ประเทศทั่วโลกพบว่า 87% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ต่างคาดว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศของตัวเองเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการแพร่ระบาดของโรค


คำสั่งล็อกดาวน์ประเทศในช่วงการระบาดรอบแรก กระทบธุรกิจสายป่านสั้นและชีวิตแรงงานจำนวนมาก ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างบอกว่าปกติมีรายได้มากกว่า 1,000 บาท/วัน เพราะเป็นย่านธุรกิจและใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีคนใช้บริการจำนวนมาก การระบาดรอบ 3 ทำให้รายได้ลดลงเหลือเพียงวันละ 60 บาท


ส่วนแม่ค้ารายย่อยบอกว่าหลังจากทุกคนหยุดอยู่บ้านทำยอดขายตกลงร้อยละ20 ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท เมื่อหมดมาตรการรัฐยอดขายยิ่งลดลง คนที่ตกงานจากภาคอุตสาหกรรมและบริการย้ายไปเป็นแรงงานภาคเกษตร แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่าประชากรเกษตรมีรายได้เพียงร้อยละ 6 ของรายได้ประเทศเท่านั้น


ธนาคารโลกคาดว่า โควิด-19 ส่งผลให้คนไทยเข้าสู่ภาวะยากจนเพิ่มขึ้นในปี 2563 เป็น 5,200,000 คน หรือ หากเทียบกับปี 2562 ที่มีคนยากจนอยู่ที่ 3,700,000 คน  ขณะที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ รายงานว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 5 มีสัดส่วนกำไรมากถึงร้อยละ 60 ของรายรับทั้งหมด


ผลกระทบทางสังคมมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจจะมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตนเองและคนในครอบครัวตามมา โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจน-กลุ่มเปราะบาง จะยิ่งทำให้สังคมไทยเกิดปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมตามมา


 “โควิดยิ่งทำให้กลุ่มคนเปราะบาง ที่เดิมก็เปราะบางอยู่แล้ว จะยิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีก และมีแนวโน้มว่าจะลงไปอยู่ในระดับล่างลงไปอีกจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ อย่างเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาแล้วจะกลับเข้ามาอีกก็ยาก”
           
 


ย้อนรอยวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”

เมื่อ 24 ปีที่ผ่านมา ภายหลังการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท(สมัยนั้นเรียกลดค่าเงิน) ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง จากเดิมกำหนดไว้ที่ 25.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขยับขึ้นไปกว่า 56.50 บาท/ดอลลาร์ ทำให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจที่ก่อหนี้ต่างประเทศมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและนำไปสู่การปิด 58 ไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์ต้องล้มละลาย ฉุดให้เศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรุนแรง จนรัฐบาลไทยต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)


วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540  เป็นวิกฤตการเงินที่ก่อเกิดหนี้ครั้งใหญ่ขึ้นมาทันทีมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผ่านมา 24 ปี ใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปแค่ 7 แสนล้านบาท ยังคงเหลืออีกกว่า 7 แสนล้านบาท 


 “ค่าเงินบาท” วันนี้เป็นปัญหาที่”กลับด้าน”จากปี 2540  เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้น กระทบขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา

โดยในช่วง 4 ปีมานี้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 16% ถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในโลก จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย ยังมองว่าระดับทุนสำรองและการเกินดุลยังทำให้เงินบาทมีเสถียรภาพสูงกว่าสกุลเงินตลาดเกิดใหม่แห่งอื่นๆ ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯในระดับที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนได้กดดันเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีกทางหนึ่ง


นอกจากนั้น ในครั้งนี้ประเทศไทยอาจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เป็นเพราะความเปราะบางเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศอย่างมาก (การท่องเที่ยว และส่งออก) รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นก่อนโควิดกำลังฉุดรั้งกำลังซื้อของกลุ่มคนในภาคธุรกิจบริการอย่างมีนัยสำคัญ


ใน”วิกฤตต้มยำกุ้ง” อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2541 ติดลบ 7.6%  แต่ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นตัว เพราะค่าเงินบาทที่อ่อนลงมากช่วยภาคส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยถึงแม้จะฟื้นตัวแต่ไม่ได้กลับมาเติบโตในอัตราร้อนแรงอย่างช่วงก่อนต้มยำกุ้ง  


สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจีดีพี ปี 2563 หดตัว -8.1% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์อยู่ที่ติดลบ -7.7% ที่แน่นอนก็คือ “รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง” เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการส่งออกและท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง 


ขณะที่อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศฟุบลงพร้อมๆ กันจากมาตรการล็อกดาวน์พร้อมกันทั่วโลก  ส่วนภาคเกษตรไม่สามารถรองรับการเลิกจ้างของแรงงานในภาคการผลิตและบริการได้เหมือนอย่างช่วงปี 2540-2541  ดังนั้นวิกฤตโควิด-19 จึงอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง และบางภาคธุรกิจต้องเผชิญผลกระทบถาวรจากการพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป


……………………………………………………………………………………..
 

Key message


–    โควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในทุกประเทศ คนจนใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าคนรวย 14 เท่า

–    คนไทยเข้าสู่ภาวะยากจนเพิ่มขึ้น จาก 3.7 ล้านคน(ปี 2562) เป็น 5.2 ล้านคน(ปี 2563) 


–    กลุ่มคนจะยิ่งเปราะบางมากขึ้น จนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาแล้วจะกลับเข้ามาอีกได้ยาก


–    “เงินบาท” แข็งค่าที่สุดในโลก กระทบขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา


–    ไทยรับผลกระทบรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง  ต้องใช้เวลาฟื้นตัวที่นานกว่า เพราะพึ่งพาต่างประเทศทั้งการท่องเที่ยวและส่งออก รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นก่อนโควิด 

ยึดเบ็ดเสร็จ “ประวิตร” เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491477

06 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ยึดปลายด้ามขวาน “ประวิตร” วางตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้ ครบเครื่องเรื่องบู๊-บุ๋น ทั้ง อนุมัติ อาหมัด, กูเซ็ง ยาวอหะซัน และสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ

เป็นครั้งแรกที่ “ประวิตร” ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ นั่นเป็นสัญญาณเตือนทุกพรรคว่า พลังประชารัฐพร้อมแล้วสำหรับเลือกตั้งครั้งใหม่

ล่องใต้เที่ยวนี้ “ประวิตร” ห้อมล้อมด้วย 3 ขุนศึกปลายด้ามขวานทั้ง สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส, อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว. และ กูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส

เลือกตั้งปี 2562 พลังประชารัฐ มี ส.ส.ชายแดนใต้แค่ 3 คน เลือกตั้งครั้งหน้า “ประวิตร” คงหวังที่จะได้ ส.ส.ครบทั้ง 3 จังหวัด(ปัตตานี,ยะลา และนราธิวาส)

วันที่ 6 พ.ย.2564  “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ไปตรวจราชการที่ อ.เทพา จ.สงขลา และ จ.นราธิวาส ซึ่งในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงเดินทางไปเปิดการประชุมสาขาพรรคที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ของสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ” ส.ส.นราธิวาส และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ส.ส.บีลาหรือสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ อดีต ส.ท.เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ลงสนาม ส.ส.สมัยแรก ภายใต้การดูแลของ อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว. และกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส จึงโค่นแชมป์เก่าเข้าสภาฯได้

ยึดเบ็ดเสร็จ "ประวิตร" เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้ยึดเบ็ดเสร็จ “ประวิตร” เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้

                 สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ

สำหรับอนุมัติ อาหมัด  ที่เพิ่งลาออกจาก ส.ว.หมาด ๆ ก็เดินประกบพล.อ.ประวิตร หรือ “นายป้อม” ตั้งแต่ อ.เทพา จ.สงขลา จนถึง อ.สุไหง-โกลก เช่นเดียวกับ กูเซ็ง ยาวอหะซัน ยกคณะผู้บริหาร อบจ.นราธิวาส มาเข้าแถวรอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ที่สนามบินนราธิวาส


‘บ้านใหญ่เมืองนราฯ’

ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ “พล.อ.ประวิตร” บอกกับนักข่าวท้องถิ่นว่า สนามเลือกตั้งนราธิวาสครั้งใหม่ ได้มอบหมาย สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส และกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส เป็นผู้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.

เลือกตั้งหนที่แล้ว นราธิวาส มี ส.ส. 4 คน ได้แก่ เขต 1 วัชระ ยาวอหะซัน พรรคพลังประชารัฐ ,เขต 2 สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ พรรคพลังประชารัฐ ,เขต 3 กูเฮง ยาวอหะซัน พรรคประชาชาติ และเขต 4 กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ

ยึดเบ็ดเสร็จ "ประวิตร" เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้ยึดเบ็ดเสร็จ “ประวิตร” เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้

              กูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส

กูเซ็ง ยาวอหะซัน เป็นนายก อบจ.นราธิวาสมา 4 สมัย โดยตระกูล “ยาวอหะซัน” เคยส่งลูกชายกูเฮง-วัชระ ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา และได้เป็น ส.ส.นราธิวาสมาแล้ว คนละสมัย

เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กูเฮง ยาวอหะซัน ลูกชายคนโตของกูเซ็ง ที่เคยเป็น ส.ส.นราธิวาส ปี 2548 มีปัญหาภายในครอบครัว จึงสวมเสื้อพรรคประชาชาติ ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 นราธิวาส ส่วนกูเซ็ง ได้พา วัชระ ยาวอหะซัน ไปซบพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเขต 1 ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย

สรุปแล้ว ทายาทกูเซ็ง เป็น ส.ส.สองคน แต่อยู่คนละพรรค ซึ่งสมัยหน้า ไม่รู้ว่ายังจะเป็นสภาพแบบนี้อีกหรือเปล่า

‘ขุนศึกปาทาน’

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว “พล.อ.ประวิตร” ได้มอบหมายให้ อนุมัติ อาหมัด เป็นแม่ทัพใหญ่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบความสำเร็จได้ 3 เก้าอี้ ส.ส. จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว.

อนุมัติ อาหมัด มุสลิมปาทาน นักธุรกิจชายแดนใต้ เติบโตจาก อ.เทพา อ.สะเดา จ.สงขลา เริ่มต้นธุรกิจด้วยทำการค้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ก่อนจะมาโลดแล่นบนธุรกิจพลังงาน

ยึดเบ็ดเสร็จ "ประวิตร" เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้ยึดเบ็ดเสร็จ “ประวิตร” เปิดตัว 3 ขุนศึกชายแดนใต้

                                              อนุมัติ อาหมัดเ

ป็นที่ทราบกันดีว่า อนุมัติ โดยการสนับสนุนของ “พล.อ.ประวิตร” จึงได้เป็นสมาชิก สนช. ก่อนจะลาออกมาก่อนครบวาระ เพื่อทำงานการเมืองให้พลังประชารัฐ

อนุมัติ ยึดหลักการคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงเน้นประเภท “เด่น-ดัง” แถมมั่งคั่งร่ำรวย ตามคอนเซ็ปต์ใจถึงพึ่งได้

การตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ส.ว.ของ อนุมัติ สภาน้ำชาแถวชายแดนใต้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อนุมัติ มีภารกิจงานการเมืองเพื่อ “นายป้อม” อย่างไม่ต้องสงสัย

สนามนราธิวาสมีบ้านใหญ่-กูเซ็ง ดูแลก็สบายใจได้ แต่สนามปัตตานี ที่ อนุมัติ ต้องลุยหนักเพื่อเจาะให้ได้ ส.ส.สัก 2-3 เก้าอี้ 

แม้วันนี้(6 พ.ย.64) กำนันมะหรืออนุมัติ ซูสารอ ไม่ได้มาปรากฏตัวที่นราธิวาส คงเป็นเรื่องจังหวะและเวลา แต่ อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว.คนดัง คงรับหน้าที่สานต่อปักธงพลังประชารัฐที่ปัตตานีให้ได้

ท่าที “อนุมัติ อาหมัด” ทิ้งเก้าอี้ สว. จับตาการเมือง เมื่อ “บิ๊กป้อม”ลงใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491422

นายหัวไทร

06 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ “อนุมัติ อาหมัด” ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกวุฒิสภา มีผลเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยหัวหน้า คสช.เมื่อปี 2562

“อนุมัติ อาหมัด” เคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ปี 2557 และได้รับเลือกด้วยคะแนนท่วมท้น แต่เป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจและยุบเลิกวุฒิสภาไปด้วย แต่เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย

การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 “อนุมัติ” ลาออกจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกระโดดเข้าหนุนช่วยพรรคพลังประชารัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“อนุมัติ” ได้รับรางวัลจากการนำชัยชนะให้พรรคพลังประชารัฐในภาคใต้ด้วยการได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และในสถานการณ์เชิงรุกของพรรคพลังประชารัฐในสนามภาคใต้ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงลุยกรุยทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ปรากฏหนังสือลาออกจากสมาชิกวุฒิสภาของอนุมัติ

ถ้าอนุมัติปรากฏกายต้อนรับ พล.อ.ประวิตรในวันนี้ที่สุไหง-โกลก ภาพของอนุมัติก็จะชัดขึ้นกับคนการเมืองในซีกพลังประชารัฐ และจะเป็นมือไม้ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เป็นอย่างดี

สำหรับประวัติของ “อนุมัติ อาหมัด” อายุ 51 ปี จบการศึกษาปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาชีพ/ความเชี่ยวชาญ กรรมการผู้จัดการบริษัทADAMI (อดามี) จำกัด เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารจัดการด้านพลังงาน และธุรกิจระหว่างประเทศ ประวัติการทำงาน/ประสบการณ์ทำงาน อดีตที่ปรึกษาเลขาธิการอาเซียน (ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ) อดีตรองกงสุลไทยกิตติมศักดิ์ ประจำเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย อดีตที่ปรึกษาเลขาธิการ ศอ.บต.

            สำนักข่าวอะลามี่ รายงานว่า : “จากผู้ชายคนหนึ่งที่เติบโตมาด้วยอาชีพปศุสัตว์ สั่งสมประสบการณ์ วิธีคิด ต่อยอดมาด้วยธุรกิจพลังงานและคลังสินค้า จนประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจ มีบทบาทเพื่อประชาชนด้วยการเดินเข้าสู่บุคคลากรทางการเมือง พร้อมวิสัยทัศน์ที่จะนำพาสงขลาสู่เมืองชายแดนชั้นนำของประเทศไทย”

     วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับ “อนุมัติ อาหมัด” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อะดามี่ จำกัด ในฐานะนักธุรกิจด้านพลังงานจากชายแดนใต้ วันนี้ เขามาโลดแล่นบนถนนการเมืองระดับแถวหน้าของประเทศ

ย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว “อนุมัติ อาหมัด” เริ่มต้นชีวิตทางธุรกิจในวงการปศุสัตว์ ซื้อขายวัว ทั้งในและระหว่างประเทศ โดยมีข้อได้เปรียบนักค้าคนอื่นๆจากความสามารถในการสื่อสารภาษาบาฮาซ่า มาเลเซีย ทักษะทางด้านภาษาได้รับการซึมซับมาจากการมีบ้านเกิด และ เติบโตมาในเมืองชายแดนอย่าง อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

ชีวิตในวัยเยาว์เติบโตมาอย่างราบเรียบในครอบครัวชาวสวน โดยมีบิดาเชื้อสายปากีสถาน และ มารดาชาวไทยมุสลิม อนุมัติ เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวอาหมัด ที่มีพี่สาวและน้องสาวอีกกว่า 5 ชีวิต และน้องชายบุญธรรมอีก 1 คน การเป็นผู้ชายในครอบครัวที่มีผู้หญิงเยอะ จึงต้องเป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งให้ทุกคนในครอบครัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตทางธุรกิจด้านปศุสัตว์ถึงคราวหักเหเข้าสู่ธุรกิจพลังงานและคลังสินค้า ประสบการณ์และกลยุทธ์ที่เรียนรู้จากธุรกิจก่อนหน้านี้ได้ถูกนำมาปรับใช้ และส่งผลให้ “อนุมัติ อาหมัด” ประสบความสำเร็จทางธุรกิจและสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้

อนุมัติ เป็นคนรักเพื่อน และมีเพื่อนเยอะ เนื่องจากเป็นคนอารมณ์ดี ชอบช่วยเหลือเพื่อนพ้องเมื่อมีโอกาส เป็นคนที่ชอบเรียนรู้ และ มุ่งมั่นในปณิธานที่ว่า “หากมีโอกาสจากพระผู้เป็นเจ้า ให้มีความพร้อมที่จะทำเพื่อผู้อื่น และพัฒนาสังคมได้ อนุมัติ จะทำ..”

เรื่อง : นายหัวไทร  

บทพิสูจน์ “เพื่อไทย” สู้ไปกราบไป ผ่านการแก้ไข ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491398

06 พ.ย. 2564 |10:00 น.

สู้ไปกราบไป ? บทพิสูจน์พรรค “เพื่อไทย” หลังขันอาสาแก้ปัญหาการบังคับใช้กฏหมายอาญามาตรา112 ปลุกคนเห็นต่าง รับการเลือกตั้งครั้งใหม่

การออกมาอธิบายท่าทีขับเคลื่อนเกี่ยวกับกฏหมายอาญามาตรา 112 ของนายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แม้เต้มไปด้วยความระแวดระวังแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้แนวทางการแก้ปัญหายุติอยู่ในกรอบที่วางไว้
นอกจากติ่งพรรคส้มหวานจะออกมาสับ ยังต้องเจอกับคู่ปรับตลอดกาล  ที่เห็นสงบเงียบอยู่นานอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาฯ กปปส.ก็ได้โอกาสออกมาย้ำจุดยืนที่เคยเคลื่อนไหว  ชวนแนวร่วมให้ จับตา การเขย่ามาตรา 112 ในครานี้ 

บทพิสูจน์ "เพื่อไทย" สู้ไปกราบไป  ผ่านการแก้ไข ม.112บทพิสูจน์ “เพื่อไทย” สู้ไปกราบไป ผ่านการแก้ไข ม.112

เช่นเดียวกับกลุ่มปวงชนชาวไทยนำโดยอดีตพุทธอิสระ รวมสองแสนรายชื่อ เสนอต่อประธานสภา คัดค้านความเคลื่อนไหวดังว่า ในเวลาไม่นานนัก

บทพิสูจน์ "เพื่อไทย" สู้ไปกราบไป  ผ่านการแก้ไข ม.112บทพิสูจน์ “เพื่อไทย” สู้ไปกราบไป ผ่านการแก้ไข ม.112

ผสานกับแนวร่วมอย่างกลุ่มไทยภักดี ซึ่งขณะนี้ มีสถานะเป็นพรรคการเมือง ยังคงยืนยันในเจตนารมย์ปกป้องสถาบัน  
 

ร่างแก้ไขกฏหมายอาญามาตรา112 ที่พรรคก้าวไกลนำเสนอไว้เมื่อเดือนกุมภา กำลังจะถูกนำกลับมา พิจารณาใหม่  เพราะยังไม่ได้รับการบรรจุเข้าไปในวาระประชุมสภา วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ให้เหตุผลว่า เพื่อให้ทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์ ขณะที่มวลชนที่เรียกตัวเองเป็นกลุ่มก้าวหน้า มีธงชัดเจน เกี่ยวกับเป้าหมาย การแก้ไขกฏหมายอาญามาตรา112
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย มองว่าแก้ไขกฏหมายอาญามาตรา112 และ มาตรา116 เหมือนการแก้กฎหมายอื่น ๆทั่วไป  ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ เห็นด้วยถือเป็นสิทธิ์ของส.สแต่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน ซึ่งทุกคนก็รู้  ความละเอียดอ่อนจะอยู่ตอนที่มีการอภิปรายว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้าน เมื่อแนวร่วมฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน เริ่มเคลื่อนไหว บทหนักจึงตกอยู่กับเพื่อไทย  ทำอย่างไรจะนำไป ขับเคลื่อนในสภา ตามที่สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้  
 

10 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเพื่อไทยอยู่ในสถานะครึ่งบก- ครึ่งน้ำ  ล้มเจ้า-รักเจ้า  สู้ไป-กราบไป แต่ก็เป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา   ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐกำลังจะกลายเป็นเบี้ยหัวแตกในการการเลือกตั้งครั้งหน้า  พรรคเพื่อไทยมีบททดสอบว่าจะแลนด์สไลด์ ประสบความสำเร็จ ตามที่รีโนเวทหรือไม่ 

บทพิสูจน์ "เพื่อไทย" สู้ไปกราบไป  ผ่านการแก้ไข ม.112บทพิสูจน์ “เพื่อไทย” สู้ไปกราบไป ผ่านการแก้ไข ม.112

ปิดดีล “ประวิตร” พบ ส.ส.อนุมัติ พระเอกปัตตานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491369

05 พ.ย. 2564 |21:00 น.

ทัพพลังประชารัฐล่องใต้ “ประวิตร” เหยียบสุไหง-โกลก จับตา อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี แขกพิเศษอีเวนท์ลุงป้อมออนทัวร์ ปิดดีลได้หรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สุดสัปดาห์นี้ ทัพใหญ่พลังประชารัฐ นำโดย “ประวิตร” ลงไปเยือนสุดปลายด้ามขวานที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นที่มั่นของเด็กในคาถาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และวิรัช รัตนเศรษฐ

ลำพังการประชุมสาขาพรรคระดับจังหวัด เหตุใดหัวหน้าพรรค “ประวิตร” จึงต้องไปด้วยตัวเอง หากไม่ใช่ข่าวลือกระหึ่มว่า จะมี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านมาปรากฏตัวต้อนรับลุงป้อมด้วย

ถ้าไม่มีอะไรผิดคิว ข่าว “ประวิตร” พบกับ อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ น่าจะเป็นข่าวใหญ่ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้

วันเสาร์ที่ 6 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเดินทางลงพื้นที่ อ.สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส เพื่อไปเป็นประธานการประชุมจัดตั้งสาขาพรรคพลังประชารัฐ สาขาภาคใต้ ที่สนามกีฬา L SOCCER พร้อมกับพบสมาชิกพรรค โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค และวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล ติดตามไปด้วย

เจ้าภาพของอีเวนท์นี้คือ บีลา-สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 2 ที่มีฐานเสียงหลักอยู่ใน อ.สุไหงโก-ลก แม้สัมพันธ์จะเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ก็ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ด้วยแรงสนับสนุนของ ร.อ.ธรรมนัส

คาดว่า แขกพิเศษในอีเวนท์ลุงป้อมเยือนเมืองนราธิวาสคือ อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ที่แสดงตัวโหวตสวนมติพรรค และมติพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่หลายครั้ง

สภาน้ำชาแถวปัตตานี พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เลือกตั้งสมัยหน้า กำนันมะหรืออนุมัติ ซูสารอ ไม่อยู่พรรคเก่าแน่

‘ยึดปลายด้ามขวาน’

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงทุนหาม “ประวิตร” ลงชายแดนใต้ ก็ต้องประกาศการเป็นแม่ทัพเลือกตั้งภาคใต้สมัยหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด ก็คงจะชู ส.ส.บีลา-สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ให้มีบทบาทเป็นขุนพลคนหนึ่ง

พูดถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ พลังประชารัฐ มี ส.ส. 3 คน ได้แก่นราธิวาส 2 คน วัชระ ยาวอหะซัน ลูกชายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส, สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ และยะลา 1 คน อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา ทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

เดิมทีสนามเลือกตั้งเมืองนราธิวาส 4 เขต ถูกยึดครองโดยพรรคประชาธิปัตย์ และมีตระกูลยาวอหะซัน ที่เบียดแทรกได้บางเขต เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ทั้ง เจะอามิง โตะตาหยง ,รำรี มามะ และ สุรเชษฐ แวอาแซ 3 ส.ส.นราธิวาส ลาออกจาก ปชป. ไปสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ทั้ง ส.ส.ปชป. และรวมพลังประชาชาติไทย ปรากฏว่า อดีต ส.ส.เหล่านี้สอบตกหมด

เลือกตั้งสมัยหน้า พรรคพลังประชารัฐ นราธิวาสคงตั้งเป้ายึดให้ได้ทั้ง 4 เขต และจับตาดูว่า กูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จะย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ตามวัชระ ยาวอหะซัน หรือไม่

‘ข้าคือกำนันมะ’

การเดินทางไกลของ “พล.อ.ประวิตร” ก็หมายมั่นปั้นมือจะคว้าตัวกำนันมะหรืออนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี มาเป็นผู้เล่นในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า

กำนันมะ หรืออนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ กำนันมะ หรืออนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ

แม้จะมีข่าวว่าพรรคประชาชาติจะลงโทษ ส.ส.อนุมัติ กรณีโหวตสวนมติพรรคหลายครั้ง แต่อนุมัติเองก็ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า หากพรรคมีมติออกมาอย่างไร ก็น้อมรับ

กำนันมะหรืออนุมัติ ซูสารอ เป็นนักการเมืองดาวฤกษ์ เปล่งแสงด้วยตัวเอง ไม่ได้อาศัยกระแสผู้นำหรือกระแสอื่นใด ลองไล่ดูเส้นทางการเมืองของเขา

อนุมัติเป็นชาวบ้านปาลัส ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เคยเป็นกำนันตำบลควน ยาวนาน 7 ปี, นายก อบต. ควน 2 สมัย และ ส.อบจ.ปัตตานี เขต อ.ปะนาเระ 2 สมัย

เมื่อลาออกจากกำนัน ก็ส่งต่อให้ยุซรี ซูสารอ เป็นกำนันตำบลควน และเมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2550 กำนันมะให้ลูกชาย ยุซรี ลงสมัคร ส.ส.ปัตตานี พรรคเพื่อแผ่นดิน และได้เป็น ส.ส.คนแรกของตระกูลซูสารอ

เลือกตั้งปี 2554 กำนันมะ ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ปัตตานี เขต 3 (อ.กะพ้อ อ.ไม้แก่น อ.สายบุรี อ.ปะนาเระ และ อ.ยะหริ่ง) ในนามพรรคมาตุภูมิ และชนะเลือกตั้งตามคาด

การเลือกตั้งปี 2562 กำนันมะย้ายมาอยู่พรรคประชาชาติ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ จึงต้องจัดทีมใหม่ โดยกำนันมะ ลง ส.ส.เขต และนิมุคตาร์ วาบา อดีต ส.ส.ปัตตานี ขึ้นบัญชีรายชื่อ กำนันก็ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

วันที่ 15 ก.ค.2562 อาจารย์วันนอร์ พา ส.ส.ยะลา และ ส.ส.ปัตตานี ไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่ค่ายมวยสิงห์จตุรัส บ้านปาลัส ซึ่งในวันนั้น วันนอร์พอจะได้กลิ่นเรื่องกำนันมะจะย้ายค่าย จึงต้องมาขอคำมั่นสัญญาจากกำนันดังแห่งปะนาเระว่าจะยังอยู่ด้วยกัน

มาถึงวันนี้ อาจารย์วันนอร์คงทำใจแล้วว่า ยังไงก็รั้งกำนันมะไว้ไม่อยู่ เพราะสัญญาณการก่อกบฏในพรรคแรงขึ้นเรื่อยๆ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “นิโรธ สุนทรเลขา” มีโชควาสนา ระวังต้นปี 65 ปะทะเดือด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491360

05 พ.ย. 2564 |19:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิรัช รัตนเศรษฐ ตกดวงชะตาเบียดเบียนให้เดือดร้อน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานวิปรัฐบาล นายกฯตู่ ส่ง “นิโรธ สุนทรเลขา” มีโชควาสนา ขึ้นแท่นประธานวิปรัฐบาลแทน เตือนระวังมรสุม ปี 65 ต้นปีปะทะเดือด

“นิโรธ สุนทรเลขา” องครักษ์พิทักษ์นายกฯในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ยามนี้ได้ดีขึ้นแท่น ประธานวิปรัฐบาล รับไม้ต่อจาก วิรัช รัตนเศรษฐ ที่เจอพิษคดีฟุตซอลฉาว ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์เจาะลึก การเมืองชุลมุน ปัญหา วุ่นวาย ไม่รู้จบ

ส่งท้ายไตรมาสที่ 4 ก่อนรับปีใหม่ 65 ค้างปีจบไม่ลง แย่งซีนนายกฯ แก้ปัญหาการเมือง หลังประธานวิปรัฐบาลศาลประรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่

ลากขบวนการอีก 2 ส.ส. พลังประชารัฐ ดับทันที เพราะราศีปีเกิดที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปีที่มีผลกระทบ ทับดวงชะตาราศีตกดวงเบียดเบียน ให้เดือดร้อน

ซินแสเข่ง ผ่าดวงคุณวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิป วัย 63-64 ปี เกิดวันพฤหัสที่ 29 เดือนพฤษภาคม 2501 ตกเกณท์ ดวงชะตาปีปะทะเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้เกิดความวิตกกังวล

วิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาลวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานวิปรัฐบาล

ทำให้มีผลกระทบในดวงชะตา ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ให้อึดอัดไม่สบายใจ 

แต่มรสุมอาจจะช่วยได้เพราะอาจจะมีดาวเกต หลังตรุษจีน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางคดีได้หลังเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565

ขณะเดียวกัน ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤตวิเคราะห์เจาะลึก “นิโรธ สุนทรเลขา” ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ วัย 68-69 ปี เกิดวันอาทิตย์ที่ 19 เดือนเมษายน 2496 ปีมะเส็ง

นิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาล

ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย จาก นายกฯ ตู่ ให้ถือว่าเป็นโชควาสนา จังหวะดี ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวิปรัฐบาล แต่ต้องระวังภัยมรสุมในปี 2565

เพราะได้ดาวอิจฉาริษยา เป็นศัตรู สร้างความขัดแย้งยุแหย่ให้เกิดการแตกแยก จากผู้ที่ไม่หวังดี ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น ต้องประคองตนเองให้ผ่าน

เรื่องจุ๊บจิ๊บ “ธรรมนัส” ซ่อนปม แม่บ้านพรรคประชาธิปไตยใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491353

05 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เล่นแปลกๆ “ธรรมนัส” เคยไฟเขียว “จุ๊บจิ๊บ ธนพร” นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปไตยใหม่ ก่อนจะทิ้งมาอยู่ พปชร. แถมจังหวะสุรทินเปิดเกมใหม่ บังเอิญตรงกับวันตั้งประธานวิปคนใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ดูเหมือนจะยังไม่จบ กรณี จุ๊บจิ๊บ-ธนพร ศรีวิราช ภรรยาของ “ธรรมนัส” ตกเป็นข่าว สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ จะเสนอชื่อเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค แม้เจ้าตัวจุ๊บจิ๊บ จะออกมาปฏิเสธข่าวนี้แล้ว

สิ่งที่ผู้คนยังค้างคาใจเรื่อง “ธรรมนัส” ยินยอมให้จุ๊บจิ๊บ-ธนพร เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปไตยใหม่ เมื่อกลางปีที่แล้ว ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งข้าราชการการเมือง ผู้กองธรรมนัสเล่นเกมอะไร

วันนี้ ความขัดแย้งระหว่าง “ธรรมนัส” กับ 6 รัฐมนตรีพลังประชารัฐ แค่พักยก ฉะนั้น การจุดพลุเรื่องจุ๊บจิ๊บ โดยสุรทิน พิจารณ์ ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดคิวแน่นอน

นักการเมืองท้องถิ่นแถวปักษ์ใต้ที่เคยร่วมวงสนทนากับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เมื่อไม่นานมานี้ ต่างรับทราบโดยทั่วกันว่า ผู้กองเมืองพะเยาได้เตรียมพรรคสำรองไว้ 3 พรรค หากมีความจำเป็นต้องแยกตัวออกจากพลังประชารัฐ

‘แม่บ้านอำพราง’

สำหรับจุ๊บจิ๊บ-ธนพร ศรีวิราช อดีตนางสาวไทย 2559 ยาใจของ “ธรรมนัส” เข้ามามีบทบาทเป็นผู้ช่วยทำงานการเมืองให้สามี หลังการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์

จุ๊บจิ๊บ ธนพร ศรีวิราช ลูกสาวพ่อเลี้ยงคำตั๋น ศรีวิราช แห่ง อ.ดอกคำใต้จุ๊บจิ๊บ ธนพร ศรีวิราช ลูกสาวพ่อเลี้ยงคำตั๋น ศรีวิราช แห่ง อ.ดอกคำใต้

จริงๆแล้ว ในวันแถลงข่าวของ สุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้พูดชัดว่า จุ๊บจิ๊บ-ธนพร เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยใหม่ และเป็นเลขาธิการพรรคมาก่อน และได้ลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งข้าราชการการเมืองประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นักข่าวประจำสภาฯ อาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า จุ๊บจิ๊บ-ธนพร เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปไตยใหม่มาก่อน เนื่องจากก่อนหน้านั้น พรรคประชาธิปไตยใหม่ไม่ได้แถลงข่าว และ ร.อ.ธรรมนัสก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้

ค้นดูเอกสารของ กกต. พบว่า จุ๊บจิ๊บ-ธนพร เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปไตยใหม่ ช่วงเดือน เม.ย.2563 หลังจากนั้น เธอก็ลาออกไปรับตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อ 10 พ.ย.2563

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ถูกปลดออกจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายภรรยาก็ลาออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมือง และยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เมื่อเดือน ต.ค.2564

ดังนั้น ถ้อยแถลงของสุรทิน พิจารณ์ ที่สภาฯวันนั้น จึงใช้คำว่า จะไปร้องขอให้คุณนาย(จุ๊บจิ๊บ) กลับมาที่พรรคประชาธิปไตยใหม่ หาก ร.อ.ธรรมนัสตกลง ก็จะให้ตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค

ว่ากันตามจริง ถ้าสุรทินจะไปเจรจาขอตัวคุณนายจริงๆ ไม่ต้องมาขอผ่านสื่อเช่นนี้ ไปคุยกันที่บ้านผู้กองธรรมนัสก็จบเรื่อง แต่สุรทินกลับทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวเอิกเกริก

แถมข่าวจุ๊บจิ๊บก็ดันมาโผล่ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร คุยกันเรื่องตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่

‘สหายผู้กอง’

ดังที่ทราบกัน “ธรรมนัส” ผูกมิตรกับพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นเครือข่ายสหายผู้กอง เพราะสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรค เป็นมือทำงานมวลชนที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง

ฐานกำลังของสุรทินในช่วงหลังคือ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่เขาเคยเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือ ผรท.มาแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงรู้จักอดีตสหายดาวแดงทุกภาค

เฉพาะกลุ่ม ผรท. 14 จังหวัดภาคใต้ โดยการนำของ ส.เฟิร์น มีที่ตั้งอยู่ใน ต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ จ.กระบี่ ล้วนเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปไตยใหม่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม ผรท.อีสาน ที่มี สว่าง วงศ์กระโซ่ เป็นแกนนำ ก็ใกล้ชิดกับสุรทินเช่นกัน

เมื่อเร็วๆนี้ สุรทินได้นำแกนนำ ผรท.จังหวัดต่างๆมาประชุมจัดตั้งกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย 65 จังหวัด เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ร้องขอความช่วยเหลือรายละ 2 แสนบาทจากรัฐบาลประยุทธ์

ช่วงเปิดสภาฯคราวนี้ อาจมีม็อบเกษตรกร ม็อบชาวนา ม็อบอดีตสหาย ฯลฯ แวะเวียนมาแถวถนนสามเสน ก็อย่าได้แปลกใจ

สุรทินหรือ “ครูทิน” โตมากับม็อบเกษตรกร-ครู เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว จึงถนัดงานมวลชน และเข้าตา “ธรรมนัส” จัดวางให้เป็นมือทำงานประสานม็อบสมัยเป็น รมช.เกษตรฯ

ไขที่มาปมยึด “วัดวังใหญ่” เป็นที่ “กัลปนาสงฆ์” บริจาค แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491324

05 พ.ย. 2564 |17:00 น.

เปิดปมยึด “วัดวังใหญ๋” ขายทอดตลาด พบเป็นที่ “กัลปนาสงฆ์” ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิ์ถือครองให้แก่วัด

เปิดปมกรณีพิพาท “วัดวังใหญ่” อ.นาทวี จ.สงขลา ถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด เนื่องจาก อดีตเจ้าอาวาส ได้ใช้ชื่อของนางอำไพ อัมพุกานนท์ มีศักดิ์เป็นหลาน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้บริจาคที่ดินให้ “วัดวังใหญ่” ไปซื้อรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ เมื่อปี 2541 ต่อมาไม่ได้ทำการผ่อนส่ง บริษัทจึงมาทำการยึดรถ แต่ไม่พบรถยนต์คันดังกล่าว จึงได้ฟ้องร้องนางอำไพ ศาลได้ทำการสืบทรัพย์ พบว่า นางอำไพมีที่ดินอยู่ที่ตำบลนาทวี อ.นาทวี จำนวนเนื้อที่ 27 ไร่ ซึ่งคือที่ตั้ง “วัดวังใหญ่” ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงได้ทำการบังคับคดีให้ขายทอดตลาด เป็นที่มาของการขายทอดตลาดวัดวังใหญ่ อ.นาทวี จ.สงขลา “คมชัดลึกออนไลน์” รวบรวมแนวความรู้ เกี่ยวกับที่ดินวัด ดังนี้

ธรณีสงฆ์ หมายถึง ที่ดินที่เป็นของวัด มักใช้ซ้อนว่า ที่ธรณีสงฆ์ ที่ธรณีสงฆ์ไม่ใช่ที่ซึ่งเป็นวัด หรือบริเวณวัด แต่เป็นที่ดิน ซึ่งพุทธศาสนิกชนผู้มีใจศรัทธายกให้เป็นของวัด ถือเป็นสมบัติเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ซึ่งวัดจะได้รับผลประโยชน์จากที่ดินนั้น ที่ธรณีสงฆ์นั้น ผู้ใดจะเข้ายึดครอง หรือจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ใดไม่ได้ นอกจากจะมีการออกพระราชบัญญัติเวนคืนเท่านั้น

ไขที่มาปมยึด "วัดวังใหญ่" เป็นที่ "กัลปนาสงฆ์" บริจาค แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิไขที่มาปมยึด “วัดวังใหญ่” เป็นที่ “กัลปนาสงฆ์” บริจาค แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิ

ที่ธรณีสงฆ์ หรือ ที่ดินของวัด ถือเป็นสาธารณสมบัติ เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด ซึ่งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 เดิม ห้ามโอนกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด ในปัจจุบันสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ โดยตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติเวนคืน และเป็นไปเพื่อการสาธารณประโยชน์ เช่น ด้านการคมนาคม การชลประทาน การทำนิติกรรมใด ๆ อันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรรมสิทธิ์เกี่ยวกับที่ธรณีสงฆ์ จะตกเป็นโมฆะทั้งหมด การครอบครองปรปักษ์ก็ไม่ทำให้ได้มา ซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ธรณีสงฆ์  
 

การอุทิศ หรือยกที่ดินให้แก่วัดนั้น เชื่อกันว่า มีอานิสงค์มาก พุทธศาสนิกชนหรือ ผู้มีจิตศรัทธา จึงมักจะถวายที่ดินให้แก่วัด เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ เช่นเดียวกับ คดีปกครอง ก็เป็นเรื่องของราษฎร ที่ยกที่ดินของตนให้แก่วัดแห่งหนึ่ง กรณีที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดแล้วนั้น หากจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งมาตรา ๓๔ กาหนดให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง และได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และห้ามมิให้บุคคลใด ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัด หรือสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วแต่กรณี ในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง นอกจากนี้ มาตรา ๓๕ ยังกำหนดว่า ที่ดินของวัดดังกล่าว เป็นทรัพย์สิน ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีอีกด้วย ฉะนั้น การจะโอนกรรมสิทธิ์
ในที่ดินของวัด จึงต้องมีการตราเป็นพระราชบัญญัติหรือ พระราชกฤษฎีกาเท่านั้น

ตามกฎหมาย ที่ดินศาสนสมบัติของวัดมีด้วยกัน 3 ประเภท คือ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่กัลปนา ซึ่งที่ดินวัด จะจัดให้ทำประโยชน์ได้ก็เฉพาะที่ธรณีสงฆ์ และที่กัลปนา โดยวัดเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเช่าที่ แต่ตามกฎหมาย ที่ธรณีสงฆ์เป็นที่ดินที่ไม่สามารถซื้อขายได้ นอกจากออกเป็นพระราชบัญญัติ
แม้ว่าตามกฎหมายจะเปิดช่องให้กันที่ดินวัด เป็นที่จัดประโยชน์ได้ แต่นั่นหมายถึงการทำสัญญาเช่าเท่านั้น ไม่สามารถขายโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นครอบครองได้ ซึ่งสัญญาการเช่าที่ดิน หากมีกำหนดเกิน 3 ปี จะต้องแนบแบบการก่อสร้าง ผลประโยชน์ที่วัดจะได้รับ และขอความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อนทำสัญญาเช่า แม้จะมีช่องว่างให้เปลี่ยนมือผู้เช่า การขายสิทธิ์ แต่ทุกขั้นตอน ต้องแจ้งเปลี่ยนสัญญากับวัด เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และทรัพย์สินทั้งหมดยังถือเป็นของวัด หากไม่เป็นเช่นนั้นนับว่าผิดสัญญา วัดสามารถให้ออกจากพื้นที่ได้ทันที

ของ 5 อย่างที่สงฆ์ หรือคณะ หรือบุคคลจะสละให้ใคร ๆ ไม่ได้ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ ผู้สละ (หรือยกให้) ต้องอาบัติถุลลัจจัยคือ

  1. วัดและที่ตั้งวัด
  2. วิหารและที่ตั้งวิหาร (หมายถึงกุฎีที่อยู่ทั่วไป)
  3. เตียง ตั่ง ฟูก หมอน
  4. เครื่องใช้โลหะคือหม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีดใหญ่หรือพร้าโต ขวาน ผึ่งสำหรับถากไม้ จอบหรือเสียม สว่านสำหรับเจาะไม้ (สิ่วก็อยู่ในข้อนี้)
  5. เถาวัลย์ เช่น หวายไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ ดินเหนียว ของทำด้วยไม้ ของทำด้วยดินเผา (ที่ห้ามนี้คือห้ามมิให้เอาของสงฆ์ไปเป็นของบุคคล)

ต่อมาที่ดินของวัดได้เพิ่มขึ้นอีก 2 ประเภทคือ

  1. ที่ธรณีสงฆ์ อันได้แก่ที่ดิน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้แก่วัดเพื่อนำไปจัดหาผลประโยชน์มาบำรุงวัดเช่น ให้เช่า เป็นต้น
  2. ที่กัลปนาสงฆ์ อันได้แก่ที่ดิน ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาอุทิศผลประโยชน์อันเกิดจากที่ดินให้แก่วัด แต่ไม่ได้มอบกรรมสิทธิ์ถือครองให้แก่วัด

เมื่อรวมกับที่ตั้งวัดแล้ว วัดมีที่ดิน 3 ประเภท และทั้ง 3 ประเภทนี้ ทางวัดโดยภิกษุรูปเดียว หรือรวมกันเป็นสงฆ์ จะสละให้ใคร ๆ ไม่ได้เช่นเดียวกัน นอกจากมีพระวินัยห้ามแล้ว ยังมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้มีบทบัญญัติเดียวกับที่ดินวัดถึง 3 มาตราคือ

มาตรา 33 ที่วัด และที่ขึ้นต่อวัดมีดังนี้

1. ที่วัด คือ ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น

2. ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

3. ที่กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสดา

มาตรา 34 การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติส่วนกลางให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่การกระทำตามวรรคสอง

การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติส่วนกลางให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้อง และได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัด หรือกับกรมการศาสนาแล้วแต่กรณีในเรื่องทรัพย์สิน อันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติส่วนกลาง

มาตรา 35 ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และศาสนสมบัติส่วนกลาง เป็นทรัพย์ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี

ที่มา : วิกิพีเดีย

        : admincourt