ม.112 ตามแบบฉบับขบวนการโหน ไปต่อหรือจอดป้ายนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491224

เมฆาในวายุ

04 พ.ย. 2564 |21:00 น.

พลิกกลับ 360 องศา ภายหลังเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ หนุนแก้กม.อาญาม.112 แต่วันรุ่งขึ้น ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซั่ม กลับร่ายยาว กฎหมายนี้ดีอยู่แล้ว แต่คนปฏิบัติในกระบวนการกม.ต้องแก้ไข ขณะที่ปิยบุตรออกอาการเหวอ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาวายุ

จังหวะการเมืองทั้งในและนอกสภาของหลายฝ่ายตอนนี้  โดยเฉพาะขั้วตรงข้ามรัฐบาลได้ลงแรงพยายามอีกครั้งที่จะเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 แต่ดูทรงแล้ว “น่าจะปิดกล่อง…ในไม่ช้าไม่นาน” 

เพราะ “พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลยืนยัน”ไม่แก้ไข” บวกกับ “โทนี่  วู้ดซั่ม” ก็มาเบรกเกมเสริฟ์ของพรรคเพื่อไทย รวมทั้งหลายพรรคฝ่ายค้านในยามนี้ก็มิรับลูกเท่าใดนัก เพราะคำตอบดูอ้อมแอ้มยังไงพิกลอยู่…(คือไม่ยกเลิก แต่ให้แก้ไขนิยามบทลงโทษรวมทั้งการกล่าวหาจากผู้กล่าวหาให้ชัดเจน บวกกับดุลพินิจการสั่งฟ้องของพนักงานสอบสวนและหลักการปล่อยตัวชั่วคราวในการสู้คดี )

แปลความง่ายๆ”เรื่องนี้จบข่าวตั้งแต่ในมุ้ง…” เว้นแต่บางกลุ่มที่ยังต้องขับเคลื่อนเพื่อคะแนนนิยมของตัวเองในยามหน้า(มีเพียงกลุ่มแคร์ พรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้าและกลุ่มมวลชนสามนิ้วที่โดนคดีความยังพยายามที่จะเสนอให้มีการสังคายนามาตรานี้ โดยอ้างบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ)และลองย้อนไปดูเหตุผลในการชักแม่น้ำทั้งห้าของมือกฎหมายขวัญใจกลุ่มสามนิ้วคือ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” นั้น คล้ายว่าเอาสีข้างเข้าถูแบบข้างๆคูๆ ในการเสนอแก้ไขมาตราดังกล่าว

กลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งจัดกิจกรรมล่ารายชื่อแก้ม.112 คล้อยหลังเพื่อไทยออกแถลงการณสนับสนุนแต่ทักษิณขอกลับลำ 360 กลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งจัดกิจกรรมล่ารายชื่อแก้ม.112 คล้อยหลังเพื่อไทยออกแถลงการณสนับสนุนแต่ทักษิณขอกลับลำ 360

ขอถามว่าพฤติกรรมของมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในห้วงที่ผ่านมา… ดำเนินการถูกทำนองคลองธรรมหรือไม่เพราะรัฐธรรมนูญของทุกชาติก็ยังบัญญัติการห้ามละเมิดต่อสถาบันหลักของประเทศตัวเองไว้แทบทั้งนั้น    

อย่าลืมว่าทุกประเทศในโลกนั้น ต่างมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้มิให้ประชาชนฝ่าฝืน เพราะสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายนั้นระบุไว้ชัดแล้ว ดังนั้นการอ้างเสรีภาพในการแสดงออกนั้น  แปลว่าทุกอย่างย่อมมีขอบเขต

หลากวาระที่ผ่านมาของผู้สนับสนุนและผู้ชุมนุมกลุ่มสามนิ้วในการเรียกร้องนั้น ถามว่า ล้ำเส้นบ้างหรือไม่  และสำนึกในการกระทำบ้างหรือไม่…

สมมติว่าเกมแก้มาตรา112นี้ ขยับได้จริง   ขั้นตอนต่อมาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวดที่หนึ่งและหมวดที่สอง (ให้สอดรับกับการแก้ไขมาตรา 112และหมวดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง)ต้องมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ต้องสอบถามหลากองค์กรที่เกี่ยวข้องและต้องทำประชามติ

ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปแล้ว ผู้พยายามจุดชนวนให้แก้ม.112ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปแล้ว ผู้พยายามจุดชนวนให้แก้ม.112

แบบนี้ใช่ว่าฝ่ายที่รณรงค์จะสมหวังได้ง่ายดาย เพราะกุนซือของฝ่ายปั่นกระแสดังกล่าวก็น่าจะอ่านเกมออกว่า เกมนี้ไม่ง่ายเลย แต่หากต้องการปั่นกระแสหาคะแนนนิยมก็ต้องลุยในตอนนี้แล้วไปหาเหตุผลในวันหน้าชี้แจงหากสิ่งที่ปลุกเร้าไปนั้นล้มเหลวหรือลุล่วง    

เว้นเสียแต่ว่ามวลชนบางรายที่โดนกล่อมประสาทหรืออ่านตำราประวัติศาสตร์แบบไม่รอบด้านจะหลงเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นคราวนี้ และออกมาเปิดหน้าลุยไฟแบบไม่ยั้งคิดไม่ยั้งมือ

ตัวอย่างง่ายๆแกนนำกลุ่มสามนิ้วบางรายที่โดนกล่าวหาในมาตรานี้แล้วเสมือนยุติบทบาทชั่วคราว แต่บางรายยังขยับต่อและเพิ่มคดีขึ้นเรื่อยๆในการแสดงออกตามวาระต่างๆ จากนั้นก็ออกมาร้องเรียกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม   หากย้อนไปในห้วงเวลาที่ผ่านมา บุคคลที่โดนคดีความตามมาตรา 112 กระทำตนตามข้อกล่าวหาหรือไม่ (แนะนำให้ไปค้นคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์มาอ่านให้รอบคอบ)

และบางคนที่ถูกกล่าวหาจากมาตราดังกล่าว หากเคยได้รับการประกันตัวมาสู้คดี โดยที่มีเงื่อนไขผูกมัดในการปล่อยตัวชั่วคราว หากยังกระทำผิดซ้ำซาก แบบนี้ควรแล้วหรือที่จะให้ออกมาสู่อิสรภาพชั่วคราว

ลองเทียบกับชาติอื่นๆดูบ้างหากกระทำผิดในทำนองเยี่ยงนี้ว่าหลักการต่อสู้คดีหากถูกกล่าวหาและบทลงโทษเป็นเช่นใด ไม่ใช่ว่าจะดันทุรังทำนองว่าความต้องการของข้าพเจ้าถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว ผิดจากนี้คือผิด…

หากหลักคิดแบบนี้…ยังคงอยู่ การเรียกร้องใดๆของกลุ่มสามนิ้วและแนวร่วมน่าจะขายได้เฉพาะแฟนคลับ และมิอาจโน้มน้าวใจคนส่วนใหญ่ให้คล้อยตามได้

สุรทินปั่นกระแส “ธรรมนัส” ปัดไม่พ้น เจอพรรคคนกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491222

04 พ.ย. 2564 |20:00 น.

เจอข่าวประหลาด “ธรรมนัส” ปฏิเสธส่งภรรยาไปอยู่พรรคประชาธิปไตยใหม่ เบื้องลึก สุรทิน พิจารณ์ คนรู้ใจผู้กอง ปั่นข่าวมาสองรอบแล้ว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ดูท่าสงครามเย็นในพรรคพลังประชารัฐยังดำเนินต่อไป “ธรรมนัส” เจอข่าวแปลกๆ เมื่อ สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ชักชวนภรรยา-ธนพร ศรีวิราช มาเป็นสมาชิกพรรค แถมจะตั้งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค

แล้วละครฉากนี้ก็จบแบบง่ายๆ “ธรรมนัส” ออกมาปฏิเสธข่าวทันควัน เรื่องชวนยาใจผู้กองไปร่วมพรรคด้วย หากไม่ใช่คนที่ชื่อ สุรทิน พิจารณ์ คงไม่มีใครกล้าทำแน่

“ธรรมนัส” กับสุรทิน รู้จักมักคุ้นกันมานาน ตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปไตยเข้าร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งตอนนั้นผู้กองเพิ่งจะเข้าสู่การเมืองเต็มเนื้อเต็มตัวครั้งแรก

วันที่ 4 พ.ย.2564 สุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แถลงที่รัฐสภา เรื่องพรรคประชาธิปไตยใหม่ เตรียมนัดประชุมใหญ่ของพรรค วันที่ 7 พ.ย.2564 ที่หอประชุมใหญ่เทศบาลเมืองคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ประเด็นร้อนกลายเป็นเรื่องที่สุรทิน แจ้งว่า ธนพร ศรีวิราช ภรรยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทั้ง ธนพร ศรีวิราช และ ร.อ.ธรรมนัส ก็ออกมาปฏิเสธข่าวนี้อย่างสิ้นเชิง

สำหรับ สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ มี ส.ส.ในสภาฯ 1 เสียง แต่ก็เข้าร่วมรัฐบาลถึง 2 ครั้งคือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลประยุทธ์

ร.อ.ธรรมนัส บนเวทีสมัชชาเกษตรกรฯ ที่มีสุรทิน พิจารณ์ ร่วมอยู่ด้วยร.อ.ธรรมนัส บนเวทีสมัชชาเกษตรกรฯ ที่มีสุรทิน พิจารณ์ ร่วมอยู่ด้วย

เมื่อศึกซักฟอกหนล่าสุด ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ,พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม และสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ โหวตไม่วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ และทั้งสามคนนี้ ล้วนสนิทแนบแน่นกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

‘หัวหน้าธรรมนัส”

ระหว่างที่ “ธรรมนัส” ถูกปลดจากรัฐมนตรี และความขัดแย้งในพลังประชารัฐคุกรุ่นอยู่นั้น เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2564 สุรทิน พิจารณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อว่า หาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ทางพรรคประชาธิปไตยใหม่ ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สุรทินบอกตอนนั้น ทุกอย่างยังเป็นข่าวลือเท่านั้น ซึ่งพรรคประชาธิปไตยใหม่ก็ไม่ใช่พรรคสำรองของ ร.อ.ธรรมนัส

ช่วงที่ “ธรรมนัส” เป็น รมช.เกษตรฯ อยู่นั้น ยามใดก็ตามที่มีภารกิจลงพื้นที่ภาคอีสาน สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ก็ประกับ รมช.ธรรมนัส เป็นเงาตามตัว

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สุรทิน พิจารณ์ เป็นประธานศูนย์ประสานงานมวลชนรัฐบาล จึงสนิทกับ ประพาส โงกสูงเนิน ประธานเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค ดังนั้น สมัยรัฐบาลประยุทธ์ สุรทินได้นำประพาส มารู้จักกับ รมช.ธรรมนัส

ตอนงานศพมารดาของประพาส ที่นครราชสีมา ร.อ.ธรรมนัส ยังให้เกียรติไปร่วมงานฌาปนกิจศพด้วย ท่ามกลางมวลชนเกษตรกรอีสานที่มารอต้อนรับ รมช.เกษตรฯอย่างเนืองแน่น

บุคลิกแบบใจถึง พึ่งได้ ของ ร.อ.ธรรมนัส จึงได้ใจบรรดาผู้นำกลุ่มเกษตรกรทั่วทุกภาค และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้กอง ในการทำงานการเมืองต่อไป

‘พรรคจอมยุทธ์’

เหตุใดคนอย่าง สุรทิน พิจารณ์ จึงได้รับความไว้วางใจจาก “ธรรมนัส” ในการประสานงานกับ 10 พรรคเล็กที่มาหนุนรัฐบาลประยุทธ์

สุรทิน รับราชการครู 17 ปี ก่อนจะรวบรวมเพื่อนผู้นำครูหลายรุ่นมาก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยใหม่ เมื่อปี 2554 โดยสุรทิน เป็นหัวหน้าพรรค และนิพนธ์ ชื่นตา เป็นรองหัวหน้าพรรค

การเลือกตั้งปี 2554 พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ ส.ส. 1 คน แต่สุรทินถูกตัดสิทธิ์ในการรับสมัคร ส.ส. ฉะนั้น พัชรินทร์ มั่นปาน ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 จึงเป็น ส.ส.แทน และพรรคนี้ได้ร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วย

ปี 2562 สุรทิน นำพรรคประชาธิปไตยใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งและได้คะแนนปัดเศษ มี ส.ส. 1 คน โดยตัวเขาได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

สุรทินอยู่ในแวดวงครูมานาน จึงสร้างเครือข่ายครูเป็นฐานเสียงที่แน่นอน ประกอบมีมวลชนกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มาเป็นแนวร่วม พรรคประชาธิปไตยใหม่ของเขา จึงไม่ใช่พรรคไม้ประดับไร้ค่าไร้ราคา

มิเช่นคนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส จะให้ความสนใจ และให้ความไว้วางใจทำงานการเมืองร่วมกัน แต่การเมืองเรื่องอนาคต ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ วันนี้ข่าวลวง พรุ่งนี้อาจจะเป็นข่าวจริง

ตายน้ำตื้น “ทักษิณ” พ่วงคนสนิท พิษดราม่า 112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491181

04 พ.ย. 2564 |15:00 น.

ดราม่า 112 ยังไม่จบ “ทักษิณ” เจอแดงตาสว่างสอนมวย ยกบทเรียนจารุพงศ์-จักรภพ แรมรอนเร่ร่อนหนีตาย นายใหญ่มีข้อจำกัด สู้ไม่สุด ไม่ทะลุเพดาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ยังไม่จบกรณี “ทักษิณ” กับประเด็นดราม่า 112 เมื่อกลุ่มแดงตาสว่าง ออกมาชำแหละพฤติกรรมเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยน และไม่สรุปบทเรียนที่ลูกน้องต้องไปลี้ภัยในต่างแดน

“ทักษิณ” คงลืมเหตุการณ์แดงตาสว่าง แบกกล่องรายชื่อผู้สนับสนุนแก้ ม.112 จำนวน 3 หมื่นรายชื่อไปให้ ส.ส.เพื่อไทยที่สภาฯ แต่กลับถูกเขี่ยทิ้งไม่มีความหมาย

แม้วันนี้ “ทักษิณ” จะเล่นหลายหน้า ใช้ทั้งเพื่อไทย และกลุ่มแคร์ ประคองฐานเสียงเดิม และช่วงชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ แต่แดงเจ้าเก่าไม่ยอมให้อภัย

วันที่ 3 พ.ย.2564 สมยศ พฤกษาเกษม อดีตนักโทษคดี 112 และแกนนำกลุ่มแดงตาสว่าง ได้ลุกขึ้นโพสต์เฟซบุ๊ควิจารณ์แนวคิดทักษิณ กรณีดราม่า 112 ด้วยสเตตัส “ทักษิณ ชินวัตร ตายน้ำตื้นอยู่เสมอ”

แดงตาสว่างอย่างสมยศ ชี้ให้เห็นความเขลาของ “ทักษิณ” ที่อ้างว่า ตัวบทกฎหมาย ม.112 ไม่เป็นปัญหา เป็นเรื่องของผู้บังคับใช้กฎหมาย ควรหันหน้ามาพูดกัน

ตอนหนึ่ง สมยศได้ยกตัวอย่างคนใกล้ชิด ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง

“…ทักษิณ อาจลืมไปแล้วว่า อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทยเต็มที่ในช่วงวิกฤติของพรรค โดนกล่าวหามาตรา112 จนต้องลี้ภัยไปต่างแดน อีกคนหนึ่ง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกกล่าวหาตามมาตรา112 จนต้องไปตายอยู่ต่างแดน อีกคนหนึ่งที่ช่วยงานทักษิณและพรรคเพื่อไทยเต็มที่ ก็คือ จักรภพ เพ็ญแข ก็ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 จนตัวเองต้องหลบภัยไปต่างแดน อีกคนหนึ่ง ที่ปกป้องทักษิณ ทุกลมหายใจของเขา สุนัย จุลพงศธร ก็ต้องระเห็จไปอยู่อเมริกา ด้วยถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 ..”

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มแดงตาสว่าง เคลื่อนไหวทำกิจกรรมคึกคัก และพยายามจะยกเพดานการต่อสู้ด้วยการเสนอแก้ไข ม.112 แต่ก็ถูกแดง นปช. และเพื่อไทย ลอยแพ

หลังรัฐประหาร 2557 แกนนำแดงตาสว่างบางคนหนีข้ามแดนไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เสียชีวิตสูญหายก็หลายคน ส่วนคนสนิทของ “ทักษิณ” ก็ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา อาทิเช่น จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และสุนัย จุลพงศธร

‘แก่แล้วสู้ไม่ไหว’

มือทำงานที่ใกล้ชิด “ทักษิณ” อย่าง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ได้จัดตั้งองคก์รเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ที่สหรัฐฯ หวังจะประสานการต่อสู้กับแดงตาสว่างในประเทศเพื่อนบ้าน ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

พอลงมือทำจริง 2-3 ปี จารุพงศ์เจอข้อจำกัดของทักษิณเรื่องเพดานการต่อสู้ จึงต้องแปรสภาพเป็นองค์กรเอ็นจีโอ ทำงานช่วยเหลือเพื่อนผู้ลี้ภัย

ต้นเดือน ก.ย.2564 จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเวบไซต์ประชาไท เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยบอกว่า ตัวเขาไม่มีปืน ไม่มีอำนาจที่จะต่อสู้ จึงลี้ภัยมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยเพื่อตั้งหลัก และขอใช้สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ส่งต่อความรู้และอุดมการณ์เพื่อให้ประชาชนคนรุ่นหลังได้ตาสว่าง

“วันนี้ คน gen X gen Y ตาสว่างเยอะแล้วนะ เขารู้อนาคตเขาแล้ว เขาจึงออกมาสู้ ผมเองก็ได้แต่สนับสนุนเขาเท่านั้นเอง ทางใจนะ แต่ไม่ได้คิดจะออกไปต่อสู้อะไรอีกแล้วเพราะเราอายุมากแล้ว เราต่อสู้มาเยอะมากแล้ว”

จารุพงศ์ยอมรับสภาพความเป็นจริงของชีวิต จึงใช้ชีวิตเยี่ยงคนสูงวัยในสหรัฐฯ ติดตามข่าวสารจากเมืองไทย และรอคอยที่จะได้กลับบ้านเหมือนนายใหญ่-ทักษิณ

‘รักนายไม่ลืม’

แดงตาสว่างอีกคนหนึ่งที่รักและเคารพ “ทักษิณ” ไม่เคยจืดจาง นั่นคือ จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีที่ต้องหนีคดี 112 ไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

จักรภพเคยวาดฝันกับจารุพงศ์ จะผลักดันองค์กรเสรีไทย เป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในทางสากล ประสานกับแดงตาสว่างที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขบวนการดังกล่าว เจอทางตันไปต่อไม่ได้

ทุกวันนี้ จักรภพทำได้เพียงอัพสเตตัสในเฟซบุ๊คส่วนตัว คอยให้กำลังใจกลุ่มราษฎร และเยาวชนรุ่นใหม่ได้ต่อสู้ตามแนวทางที่เขาปรารถนาจะก่อการ แต่ไม่สำเร็จ

จักรภพไม่เคยตำหนิ “ทักษิณ” แม้จะรู้ว่านายใหญ่มีข้อจำกัดมากมาย จึงทำให้การต่อสู้ขององค์กรเสรีไทยไปไม่สุดทาง

มิเพียง “ทักษิณ” เท่านั้นที่ตายน้ำตื้น เพราะข้อจำกัดของตระกูลชินวัตร องค์กรเสรีไทย ของจักรภพและจารุพงศ์ก็ตายน้ำตื้น เพราะนำขบวนการแดงตาสว่างไปผูกติดกับนายใหญ่เช่นกัน

“ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” อยากอยู่ยาวต้องจัดสรรเก้าอี้ใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491186

04 พ.ย. 2564 |15:00 น.

สารพันปัญหา เขย่ารัฐบาล “ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” อดีตกุนซือ แนะอยากอยู่ยาวต้องจัดสรรใหม่ แบ่ง ให้สมฐานะพี่ใหญ่บ้าง

"ผลประโยชน์ไม่ลงตัว" อยากอยู่ยาวต้องจัดสรรเก้าอี้ใหม่“ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” อยากอยู่ยาวต้องจัดสรรเก้าอี้ใหม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุด ของพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ  ที่ยังคงลงพื้นที่พบปะประชาชน ย่านดอนเมือง หลังมีข่าวว่า ถอนตัวจากการชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกรุงเทพฯมหานครแล้ว เป็นวันเดียวกับที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับมาปฏิบัติหน้าที่ อีกครั้งหลังร่วมประชุม แก้ปัญหาสภาวะโลกร้อน ขยะกับน้ำในความหมายคราวนี้  อุปมาเหมือน การอยู่ผิดที่ผิดเวลา จนทำให้คนกทม.ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมไม่รู้จักจบสิ้น   ผิดที่ ผิดเวลา เช่นดั่งปัญหาผู้สมัคร ผู้ว่ากทม.ฯ คนของ พปชร. คนต่อไป จะเป็นใคร ระหว่าง พลตำรวจเอกจักรทิพย์ กับ พลตำรวจเอก อัศวิน 
 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับจากประชุมโลกร้อน พกความมั่นใจมาเต็มที่ พร้อมเผชิญทุกปัญหา ที่คาดหมายกันว่า จะประเดิมด้วยการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลแทน วิรัช รัตนเศรษฐ ที่ต้องพักการทำหน้าที่ส.ส. ก็รอเก้อ  หลังรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัชดา ธนาดิเรก แถลงว่าพรรคพลังประชารัฐขอเวลาอีก2-3วันทั้งสองเรื่องนี้ นับเป็นปัญหา ที่ว่ากันว่า มีต้นตอมา จากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า  แถมรัฐบาลยังถูกเขย่า จากการประชุมสภา สภาล่มตั้งแต่นัดแรก จึงเห็นได้ว่า เรื่องที่พลเอกประวิตรรับปากไว้ การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีจะไม่มีปัญหา เห็นท่าจะไม่เป็นดังว่าเสียแล้ว

"ผลประโยชน์ไม่ลงตัว" อยากอยู่ยาวต้องจัดสรรเก้าอี้ใหม่“ผลประโยชน์ไม่ลงตัว” อยากอยู่ยาวต้องจัดสรรเก้าอี้ใหม่

นับจากอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นต้นมา  พรรคพลังประชารัฐ ตกอยู่ในอาการอยู่ไม่เป็นสุข กลุ่ม ก๊วนต่างๆ พากันสำแดงอิทธิฤทธิ์ ปล่อยข่าวป่วนสารพัด ผู้มีประสบการณ์ อย่างไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พลเอก ประวิตร มองว่า ปัญหาเกิดจากโควต้าเก้าอี้ ที่นายกรัฐมนตรี ครอบครองไว้ ไม่เกลี่ยกลับไปให้พี่ใหญ่บ้าง กลาโหม มหาดไทย /สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ พลังงาน /ต่างประเทศ/ คลังและดิจิตอล
ในขณะที่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและเหรัญญิกพรรค ไม่มีรัฐมนตรีกระทรวงหลัก เทียบเคียงพรรคร่วม ที่มีเพียง5 เสียง ยังไม่ได้   หากอยากอยู่ต่อไป ต้องปันกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงหลักอีกหนึ่งกระทรวงใหญ่ให้พลเอกประวิตรไปจัดสรรใหม่ นัยว่า ผลประโยชน์ไม่ลงตัว

เปิดโครงสร้างการปกครอง “คณะสงฆ์ไทย” ปลด-แต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” อำนาจใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491138

04 พ.ย. 2564 |12:00 น.

เปิดโครงสร้างการปกครอง “คณะสงฆ์ไทย” ปลด-แต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” อำนาจอยู่ที่ใคร ปมร้อนการเมืองใน “ศาสนจักร” ที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง จากประเด็นดราม่า “วัดสร้อยทอง”

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองใน “ศาสนจักร” เริ่มกลับมาร้อนแรงขึ้น จากประเด็นดราม่าแต่งตั้งเจ้าอาวาส “วัดสร้อยทอง” ซึ่งอำนาจการแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” หรือ การปลดออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาส” หรือ “เจ้าคณะจังหวัด” มักตั้งคำถามกันว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับวัด กับความประพฤติของ “เจ้าอาวาส” หรือ “พระสงฆ์” ที่ผิดกฎหมายผิดพระธรรมวินัย ใครเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทำไมมหาเถรสมาคม ไม่ลงมาจัดการเรื่องนี้ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพปัจจุบัน ถ้านำเรื่องเกี่ยวกับวัดทุกเรื่องเข้าสู่มหาเถรสมาคม อาจจะผิดขั้นตอนการปกครองคณะสงฆ์ และไม่เป็นไปตามระเบียบการปกครอง “คณะสงฆ์” ที่กำหนดไว้แล้วในกฎมหาเถรสมาคม “คมชัดลึกออนไลน” รวบรวมรายละเอียด โครงสร้างของคณะสงฆ์ไทย

การจัดโครงสร้างการบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ เกิดจากความต้องการของรัฐบาลในสมัยนั้น ซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับนโยบายการปกครองประเทศของจอมพลสฤษดิ์ ที่นิยมการรวบอำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดไว้กับผู้นำที่เข้มแข็ง จอมพลสฤษดิ์เห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดให้มีการถ่วงดุลอำนาจกันนั้น นำมาซึ่งความล่าช้า และความขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงเห็นว่า การแยกอำนาจบัญชาการคณะสงฆ์ออกเป็น ๓ ทาง คือ สังฆสภาคณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธร ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นระบบที่มีผลบั่นทอนประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการคณะสงฆ์ให้ต้องประสบอุปสรรคและล่าช้า

เปิดโครงสร้างการปกครอง "คณะสงฆ์ไทย" ปลด-แต่งตั้ง "เจ้าอาวาส" อำนาจใครเปิดโครงสร้างการปกครอง “คณะสงฆ์ไทย” ปลด-แต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” อำนาจใคร

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อคณะกรรมการทำงานสำเร็จ รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ

“โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันแบ่งแยกอำนาจดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลอำนาจเช่นที่ เป็นอยู่ตามกฎหมายในปัจจุบัน และโดยระบบเช่นว่านั้นเป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการจึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราช องค์สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคมตาม
อำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย ทั้งนี้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา”

พระภิกษุมีศีล ๒๒๗ ข้อเป็นเครื่องกำกับวัตรปฏิบัติ พระภิกษุทุกรูปอยู่ภายใต้การปกครองของ มหาเถรสมาคม ซึ่งได้วางกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ไว้เป็นลำดับขั้นการปกครอง และการปกครองคณะสงฆ์ทุกส่วนทุกชั้น มีเจ้าคณะมหานิกาย และเจ้าคณะธรรมยุตปกครองบังคับบัญชาวัด และพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้น เช่น คณะธรรมยุตมีเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตปกครอง ส่วนคณะมหานิกาย แบ่งการปกครองออกเป็น ๔ หน คือ เจ้าคณะใหญ่หนหลวง เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าคณะใหญ่หนใต้

ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ซึ่งได้กระจายอำนาจการปกครองออกเป็นส่วน ๆ  ดังนี้

ส่วนที่ ๑ ภาค มีเจ้าคณะภาคดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ในเขตภาคของตนให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม  ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
ส่วนที่ ๒ จังหวัด มีเจ้าคณะจังหวัดปกครอง (เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ)
ส่วนที่ ๓ อำเภอ มีเจ้าคณะอำเภอปกครอง (เจ้าคณะเขตในกรุงเทพมหานครและเจ้าคณะอำเภอทั่วประเทศ)
ส่วนที่ ๔ ตำบล มีเจ้าคณะตำบลปกครอง (เจ้าคณะแขวงในกรุงเทพมหานครและเจ้าคณะตำบลทั่วประเทศ)
 

อำนาจหน้าที่สำคัญของเจ้าคณะตำบล นอกจากการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงามแล้ว ยังมีหน้าที่ระงับอธิกรณ์ วินิจฉัยการลงนิคหกรรม วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่ง หรือ คำวินิจฉัยชั้นเจ้าอาวาส แก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสให้เป็นไปโดยชอบ ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าอาวาส และพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ในบังคับบัญชา หรือผู้อยู่ในปกครองของตน ตรวจการและประชุมพระสังฆาธิการ ในเขตการปกครองของตน

เรียงลำดับการปกครองคณะสงฆ์ จากล่างขึ้นบน เป็นดังนี้

  • ตำบล  ปกครองดูแลวัด (เจ้าคณะตำบลดูแลหลาย ๆ วัด)
  • อำเภอ  ปกครองดูแล ตำบล (เจ้าคณะอำเภอดูแลหลาย ๆ ตำบล)
  • จังหวัด  ปกครองดูแล อำเภอ  (เจ้าคณะจังหวัดดูแลหลาย ๆ อำเภอ)
  • ภาค  ปกครองดูแลจังหวัด (เจ้าคณะภาค ดูแลหลาย ๆ จังหวัด)
  • หน  ปกครองดูแลภาค (เจ้าคณะใหญ่  ดูแล ภาคหลาย ๆ ภาค)
  • มหาเถรสมาคม  ปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาพรวม

เปิดโครงสร้างการปกครอง "คณะสงฆ์ไทย" ปลด-แต่งตั้ง "เจ้าอาวาส" อำนาจใครเปิดโครงสร้างการปกครอง “คณะสงฆ์ไทย” ปลด-แต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” อำนาจใคร

อย่างไรก็ตาม รายละเอียด ขอบเขต อำนาจ หน้าที่ ลงลึกไปตามโครงสร้างของคณะสงฆ์ไทย “คมชัดลึกออนไลน์” จะนำมาไล่เรียงในลำดับต่อไป เพื่อให้เข้าใจถ่องแท้ในแง่มุมของวงการสงฆ์ ใน “ศาสนจักร” มากยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักพุทธศาสนา

เปิดใจที่แรก”นิโรธ สุนทรเลขา” ว่าที่ประธานวิปรัฐบาล จริงใจไม่ทำร้ายกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491075

อักษร 8 ทิศ

04 พ.ย. 2564 |06:00 น.

เปิดใจที่แรก “นิโรธ สุนทรเลขา” ว่าที่ประธานวิปรัฐบาล เผยนายกฯ อุ่นใจ ขณะที่ทีมวิปรัฐบาลเข้มแข็ง ชี้อยากเห็นวัฒนธรรมที่ดีในการทำงานของส.ส.ในสภาฯ ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อน

“ว่าที่ประธานวิปรัฐบาล”คนใหม่เปิดใจ พร้อมทำหน้าที่ ย้ำวิปรัฐบาลเป็นทีมทำงานที่เข้มแข็ง ไม่หนักใจกับภารกิจใหม่ที่รับผิดชอบ

“นิโรธ สุนทรเลขา” ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ เปิดใจกับ “คมชัดลึก” ถึงการก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ต้อนรับการเปิดประชุมสภา สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 แบบหมาดๆ ท่ามกลางเสียงลือหึ่งทั่วสภาในวันนี้ (3 พ.ย.) ว่าเขาคือตัวเต็งที่จะขึ้นแท่นนั่งเก้าอี้ประธานวิปรัฐบาลเพราะมีความอาวุโส และภาพของนักประนีประนอม แทนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล

นิโรธ สุนทรเลขา  ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ

เนื่องจากถูกผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาสำนวนที่อัยการสูงสุดที่สั่งฟ้องนายวิรัช กับพวกรวม 87 คน ในคดีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลใน จ.นครราชสีมา ซึ่งศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา

แรกทีเดียวว่าที่ประธานวิปรัฐบาล ยังมีท่าทีกระมิดกระเมี้ยน ไม่ยอมเปิดใจ แต่สุดท้ายก็ยอมรับตรง ๆ ว่า “ผู้ใหญ่ในพรรคเขาคุยกัน ผมไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อให้ผมเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมก็ยินดีและไม่รู้สึกหนักใจอะไร และท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะอุ่นใจด้วย ซึ่งที่จริงแล้ววิป รัฐบาลมีการทำงานที่เป็นระบบดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง ผมก็จะมาช่วยทำให้งานดียิ่ง ๆ ขึ้นไป” นายนิโรธ กล่าว 

ส.ส.นิโรธ เล่าอีกว่าในส่วนของวิปรัฐบาลนั้น นับเป็นทีมที่เข้มแข็ง และมีผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์มาก และมีความอาวุโสกันทุกคน และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีทั้งที่เคยเป็นปลัดมหาดไทยมาก่อนและรัฐบาลก็มีความแข็งแรง เช่น นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ

ในส่วนของการพิจารณากฎหมายในสภาฯ นายนิโรธ กล่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาในการพิจารณากฎหมายฉบับต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลก็มีกว่า 250 เสียง ก็ต้องพิจารณากฎหมายให้ผ่าน กฎหมายฉบับไหนที่เป็นประโยชน ฝ่ายค้านก็จะมาช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ ซึ่งบรรยากาศการประชุม ส.ส.ทุกคนก็อยากเห็น “วัฒนธรรมที่ดี” แม้ส.ส.บางคนอาจจะยังใหม่อยู่ ก็คงต้องค่อยๆ คุย และค่อยๆ ทำความเข้าใจกัน 

“การมีส.ส.รุ่นใหม่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่างล่าสุดที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ก็ได้มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี หรือนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่เป็นประธานวิปฝ่ายค้าน ก็เป็นผู้ใหญ่ มีแนวคิดที่ดี และเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ รวมถึงนายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลเป็นอย่างดี แต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเสียก่อน” ส.ส.นครสวรรค์ กล่าว

สำหรับการทำงานของเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นั้น นายนิโรธ กล่าวว่าแม่บ้านพรรคทำหน้าที่ได้ดีมาก ขยันและช่วยงานในพรรคเยอะมาก แต่เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐมีส.ส.จำนวนมากและลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ก็ทำให้ทราบปัญหามากไปด้วย ก็อาจมีบ้างที่ปัญหาบางเรื่องเกิดการสะสมและแก้ไขล่าช้า แต่ทั้งหมดก็ได้รับการแก้ไขไปตามขั้นตอน 

ในตอนท้ายว่าที่ประธานวิปรัฐบาล บอกกับ “คมชัดลึก” ว่าคติในการทำงานของเขานั้น ยึดหลักการของความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นมิตร ตรงไปตรงมา จริงใจทำงาน ไม่ทำร้ายกัน”

ส่อง “นิโรธ” มังกรปากน้ำโพ ว่าที่ ประธานวิปรัฐบาล คนใกล้ชิดคนใหญ่ในทำเนียบฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491080

03 พ.ย. 2564 |20:00 น.

พลิกปูมมังกรปากน้ำโพ “นิโรธ” ส.ส.4 สมัย จากคนดังลาดยาว ถึงสายตรงทำเนียบ กองหนุนปึ้ก หากไม่สะดุดขาใหญ่ ได้เป็นประธานวิปรัฐบาลแน่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดสภาฯ เที่ยวนี้ ชื่อ “นิโรธ” ส.ส.นครสวรรค์ ถูกโจษขานในสื่อมากที่สุด เนื่องจากมีข่าวว่าเขาเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นประธานวิปรัฐบาล แทน วิรัช รัตนเศรษฐ ที่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

สื่อทุกสำนักอ้างเหตุผลที่ “นิโรธ” จะได้รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ เพราะมีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาวางตัวเอาไว้แล้ว

ศึกซักฟอกหนที่แล้ว “นิโรธ” ทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯประยุทธ์ คอยยกมือประท้วง และอภิปรายตอบโต้ฝ่ายค้านอย่างดุเดือด เขาจึงโดดเด่นขึ้นมาในช่วงดังกล่าว

นิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ เข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และการเลือกตั้งทั่วปี 2562 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยที่ 4 และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร

ช่วงที่อยู่ในสภาฯ นิโรธ สุนทรเลขา จะไปไหนมาไหนกับวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ 8 สมัย และมีข่าวว่า วีระกรก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีข่าวเป็นแคนดิเดตประธานวิปรัฐบาล

‘มังกรลาดยาว’

“นิโรธ สุนทรเลขา” เกิดในตลาดปากน้ำโพ แต่ไปโตทางการเมืองที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ เนื่องจากมีญาติทำโรงสีข้าวอยู่ที่อำเภอชายขอบ จึงใกล้ชิดกลุ่มเกษตรกร และกลายเป็นฐานเสียงให้เขา

ก่อนลงเล่นการเมืองท้องถิ่น นิโรธทำธุรกิจหลายอย่างใน อ.ลาดยาว หลังจากเป็น ส.อบจ.นครสวรรค์ 2 สมัย บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยสมัยนั้น จึงชวนเข้าลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2544 และเป็น ส.ส.สมัยแรก

เลือกตั้งปี 2548 “นิโรธ” ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 หลังรัฐประหาร 2549 นิโรธ ย้ายกลับไปพรรคชาติไทย ได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 3 ในการเลือกตั้งปี 2550

ปี 2554 นิโรธ สวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนาลงนาม แต่แพ้ “กำนันอู๊ด” ประสาท ตันประเสริฐ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นคู่แข่งของเขามาตั้งแต่ปี 2544

เลือกตั้งปี 2562 นิโรธ ย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเขต 6 (อ.ลาดยาว ,อ.ลาดยาว,อ.แม่วงก์, อ.แม่เปิน และอ.ชุมตาบง) เอาชนะประสาท ตันประเสริฐ ไปได้แบบเฉียดฉิว

‘สายทำเนียบ’

หลังจัดตั้งรัฐบาล “นิโรธ” ,วีระกร คำประกอบ และภิญโญ นิโรจน์ 3 ส.ส.นครสวรรค์ ไปสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ระยะหลัง นิโรธกับวีระกร แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ ไม่ได้สังกัดกลุ่มใด

แม้ระยะหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และหิมาลัย ผิวพรรณ จะพยายามเข้าไปมีบทบาทในกลุ่ม ส.ส.นครสวรรค์ แต่ “นิโรธ” ก็ไม่ได้เข้าสังกัดซุ้มผู้กอง ตรงกันข้าม นิโรธกลับมาใกล้ชิดกับกลุ่ม เสธ.(นายทหารคนสนิทของนายกฯ) ในทำเนียบรัฐบาล

ดังนั้น ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี ที่รัฐสภา ช่วงเดือน ก.ย.2564 นิโรธ สุนทรเลขา และวีระกร คําประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ จึงรับบทองครักษ์พิทักษ์นายกฯ จนเป็นที่แปลกใจของสื่อมวลชนสายสภาฯ

นิโรธ สุนทรเลขา ในภารกิจ ส.ส.ที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์นิโรธ สุนทรเลขา ในภารกิจ ส.ส.ที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์

ว่ากันว่า ช่วงเกิดความขัดแย้งในพลังประชารัฐ มีความเคลื่อนไหวจะโหวตล้มนายกฯในสภา “นิโรธ” ได้รับการประสานจากกลุ่ม เสธ.ในทำเนียบ ช่วยรวบรวม ส.ส.พลังประชารัฐให้มากำลังใจนายกฯประยุทธ์

ตลอด 4 วันในวิกฤตศึกซักฟอก ก็จะเห็นนิโรธกับวีระกร เดินประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ราวกับเป็นทีมงานของนายกฯ และมาถึงวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีชื่อของ “นิโรธ” เป็นเต็งหนึ่งที่จะได้เป็นประธานวิปรัฐบาล

คอการเมืองมองว่า หากไม่เจอขาใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐขวาง “นิโรธ” คงจะได้เป็นประธานวิปรัฐบาลคนใหม่แน่นอน

ดับฝันสามนิ้ว “ทักษิณ” เดินเกมสองขา ทั้งหมอบทั้งสู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491053

03 พ.ย. 2564 |18:00 น.

ซ้ำรอยยิ่งลักษณ์ “ทักษิณ” เบรกเพื่อไทยแก้ ม.112 หวั่นกระแสตีกลับ ส่งผลลบในสนามเลือกตั้ง แต่ยังส่งซิกให้กลุ่มแคร์ เดินหน้าหนุนขบวนการสามนิ้วแก้ ม.112-ม.116 คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในที่สุด “ทักษิณ” ก็ยืนอยู่ที่เดิมกรณี ม.112 ย่ำรอยเดิมเหมือนสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่หักดิบกลุ่มแดงก้าวหน้า ในการเสนอร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 เข้าสู่สภาฯเมื่อปี 2555

จับอาการชัยเกษม นิติสิริ ทีมยุทธศาสตร์เพื่อไทย คล้ายได้ไฟเขียวมาแล้ว แต่โอเวอร์รีแอ็คของ “ทักษิณ” เรื่องดราม่า 112 ก็ทำเอาฝั่งประชาธิปไตยลุกเป็นไฟ

จากแดงก้าวหน้ามาถึงขบวนการสามนิ้ว พิสูจน์ชัด “ทักษิณ” มีข้อจำกัดเรื่องเพดานการต่อสู้ จะให้เหมือนธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล คงเป็นไม่ได้

ค่ำวันที่ 2 พ.ย.2564 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดราม่ามาตรา 112 สรุปได้ว่า ตัวบทกฎหมายไม่เป็นปัญหา แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ยึดหลักนิติธรรม ใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อหวังผล จึงเสนอให้มีการพูดคุยกัน

ปฏิกิริยาหลังอ่านสเตตัสว่าด้วยดราม่า ม.112 บรรดาเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาแสดงความเห็นมากมาย ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยแนวคิดกับทักษิณ

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ผลักดันให้มีการแก้ไข ม.112 และ ม.116 ซึ่งมีเสียงสนับสนุนจากฝั่งประชาธิปไตยล้นหลาม

‘ทักษิณมีข้อจำกัด’

10 ปีที่แล้ว “ทักษิณ” เบรกชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกลุ่มแดงก้าวหน้าที่เคลื่อนไหวล่ารายชื่อมวลชนสนับสนุนแก้ ม.112 ส่งผลให้ร่างแก้กฎหมาย ม.112 ถูกตีตกในสภาฯ สร้างความเจ็บช้ำให้แก่คนเสื้อแดงสายสุดขั้วเป็นอย่างมาก

ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์ค่ายวอยซ์ทีวี อ่านเกมขาดมาแต่ชัยเกษมออกแถลงการณ์หนุนแก้ ม.112 จึงโพสต์เฟซบุ๊ค Atukkit Sawangsuk วิเคราะห์ทักษิณ และเพื่อไทย

“ผมตีความตั้งแต่แรกแล้วว่า คำแถลงของชัยเกษม เน้นเรื่องปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ยังไม่ได้บอกว่าเพื่อไทยจะแก้ไข 112 ยังไม่ได้บอกว่าเห็นด้วย แต่เห็นว่าการใช้กฎหมายเป็นปัญหา พร้อมจะนำข้อเสนอของประชาชนเข้าสู่สภาเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม”

ด้วยเหตุที่กองเชียร์คนเสื้อแดง และเยาวชนรุ่นใหม่ส่งเสียงขานรับทำนองเพื่อไทยตาสว่าง จะแก้ไข ม.112 เหมือนพรรคก้าวไกล

ดับฝันสามนิ้ว "ทักษิณ" เดินเกมสองขา ทั้งหมอบทั้งสู้ดับฝันสามนิ้ว “ทักษิณ” เดินเกมสองขา ทั้งหมอบทั้งสู้

“พอเรื่องมันไปไกล ฝ่ายตรงข้ามตีความว่าเพื่อไทยจะแก้ 112 ทักกี้เลยต้องอธิบายแบบลดระดับลงมาหน่อย และบอกว่าอย่าดรามาทั้งสองฝ่าย”

ใบตองแห้งยอมรับว่า ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย มีข้อจำกัด การยกระดับเพดาน และจะให้ทะลุเพดานแบบก้าวไกล คงทำไม่ได้

ที่สำคัญ ทักษิณหวาดหวั่นกระแสฝ่ายขวา ที่จะนำเรื่องแก้ ม.112 ไปสู่สนามเลือกตั้ง และทำให้เพื่อไทย ไม่บรรลุเป้าหมายเพื่อไทยแลนด์สไลด์

‘เกมสองหน้า’

แม้วันนี้ “ทักษิณ” จะแสดงความเห็นต่อประเด็น ม.112 ไม่เป็นที่ถูกใจฝ่ายประชาธิปไตย แต่สไตล์ทักษิณ ที่ชอบเล่นเกมหลายหน้า จึงเปิดพื้นที่ให้กลุ่มแคร์ ชักธงแก้ ม.112 และ ม.116 หวังเยียวยาอารมณ์ความรู้สึกของคนรุ่น Gen X Y Z

วันที่ 1 ก.พ.2564 กลุ่มแคร์ได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนแก้ไข ม.112-116 ปลดล็อก มหาวิกฤตศรัทธา-ความยุติธรรม

แกนนำหลักของกลุ่มแคร์ ภูมิธรรม เวชยชัย, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ต่างก็มีหลายบทบาท โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม OctDem หรือกลุ่มคนเดือนตุลาหัวก้าวหน้า

อย่างเช่นเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 กลุ่ม OctDem ได้ร่วมกันไปเป็นนายประกันให้กับผู้ต้องหาคดีการเมือง(ม.112-ม.116) ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ซึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน กลุ่ม OctDem ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดี ม.112

กลุ่ม OctDem เป็นการปลุกฝันวันเก่าเขย่าตะกอนความคิด ที่คนหนุ่มสาวเมื่อ 46 ปีที่แล้ว ยังไม่บรรลุการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเมื่อมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มาสานต่อเจตนารมณ์ พวกเขาจึงออกมาหนุนสุดตัว

สรุป “ทักษิณ” ใช้กลุ่มแคร์ เป็นขาหนึ่งที่สนับสนุนกลุ่มราษฎร ต่อสู้ชูธงทะลุเพดาน และอาศัยพรรคเพื่อไทย เป็นขาที่สอง เดินเกมประนีประนอมในสภาฯ ไม่แตกหักกับพลังอนุรักษนิยม เนื่องจากทักษิณยังประสงค์จะกลับมากราบแผ่นดินอีกครั้ง

เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา “มาตรา112” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491020

03 พ.ย. 2564 |15:00 น.

เสนอแก้กฏหมายอาญา “มาตรา112” พรรคเพื่อไทยโยนไฟใส่สภา ถกปัญหาบังคับใช้กฏหมายไม่เป็นธรรม สร้างความแตกแยกในสังคม

เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา "มาตรา112"เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา “มาตรา112”

ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ผู้จุดประกายความคิด แก้ปัญหาการบังคับใช้กฏหมายอาญา มาตรา 112  ชัยเกษม นิติสิริ ชี้แจงว่า การเรียกร้องให้พิจารณาปล่อยนักโทษทางความคิด ปัญหาการใช้กฎหมายของฝ่ายบริหาร ที่ลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน จนทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคมที่รุนแรงมากขึ้น เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยต้องนำข้อเรียกร้องของประชาชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยนี้ ถูกปฏิเสธโดยทันที จากพรรคร่วมรัฐบาล ไล่มาตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคน้องใหม่ อย่าง พรรคกล้าและพรรคไทยภักดี ก็มีปฏิกิริยา เดียวกัน  ยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่สอง กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส. ก็รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อประธานสภาคัดค้านมิให้มีการแก้ไขกฏหมายมาตราดังกล่าว 

เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา "มาตรา112"เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา “มาตรา112”

หากยังจำกันได้ ความพยามยามแก้ไขกฏหมายมาตรานี้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าคณะนิติราษฎร์ เริ่มดำเนินการมา ราวปี 2555 สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และไม่พอใจและไม่พอใจที่กฏหมายถูกแช่แข็งไว้ จนรัฐบาลต้องมีอันเป็นไป จากความพยายามเสนอกฏหมายนิรโทษกรรมสุดซอย หลังจากนั้น เป็นต้นมา จำนวนผู้ต้องหา ตามความผิดในมาตรานี้ ก็เพิ่มจำนวนขึ้น  เพจแคร์คิดเคลื่อน ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 จนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 154 คน ใน 159 คดี .
พนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แนะไว้ในเฟสบุ๊คว่า ให้ใช้สภาเป็นทางออก เพราะมาตรา112 เป็นเรื่องสำคัญ อย่าใช้กลั่นแกล้งประชาชน 
ในส่วนที่ว่าจะแก้มาตรา112 นั้น ไม่ว่าจะเป็นบทลงโทษ หรือในรายละเอียดข้อใดต้องใช้หลักการสภา ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นั่นคือวิธีของประชาธิปไตย ผ่านการอภิปรายหรือถกเถียง

เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา "มาตรา112"เพื่อไทยโยนไฟใส่สภา แก้กฏหมายอาญา “มาตรา112”


การแก้มาตรา 112  ยังมีมุมมองจากพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยว่า  ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แยกดูหมิ่น หมิ่นประมาท ออกมาจากการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ กำหนดโทษให้เหมาะสม มาตรา112 ไม่ใช่ความผิดของตัวบทกฎหมาย แต่ผิดที่คนนำไปใช้ อ้างว่าจงรักภักดี แต่ความจริงต้องการก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ เช่นเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ออกตัวว่าตัวกฏหมายไม่เคยมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่คนบังคับใช้กฏหมายทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ต้องจัดระเบียบให้ถูกต้อง พูดคุยกับผู้เห็นต่าง   เหล่านี้ คือทิศทาง ความเคลื่อนไหว การแก้ไขกฏหมายอาญามาตรา 112   ที่ยังต้องติดตาม  จะมีใครนำไปขยาย  ให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นมาอีกระลอกหรือไม่ 

เปิดขั้นตอนแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” กับตำแหน่งที่หอมหวาน เดิมพันร้อนวงการสงฆ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490965

03 พ.ย. 2564 |10:00 น.

เปิดขั้นตอนการแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” กับตำแหน่งที่หอมหวาน กลายเป็นเดิมพันร้อนวงการผ้าเหลือง จากปมปัญหาแต่งตั้งเจ้าอาวาส “วัดสร้อยทอง”

ยังคงเป็นประเด็นร้อนในวงการสงฆ์ สำหรับการแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” ที่เริ่มจุดประกายจากกรณีการไลฟ์ของ “พระมหาไพรวัลย์” ประกาศพร้อมลาสิกขา หาก พระราชปัญญาสุธี (อุทัย ฌาโณทโย) รักษาการเจ้าอาวาส “วัดสร้อยทอง” ไม่ได้ขึ้นตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ท่ามกลางกระแสวิพากษณ์วิจารณ์ ทั้งติติง และให้กำลังใจ จนกลายเป็นปมร้อนสั่นสะเทือนวงการสงฆ์ “คมชัดลึกออนไลน์” รวบรวมขั้นตอนการแต่งตั้งเจ้าอาวาส คุณสมบัติ และ อำนาจ ที่หอมหวลจนกลายเป็นการเมืองใน “ศาสนจักร”

คุณสมบัติและอำนาจของตำแหน่ง”เจ้าอาวาส”

“เจ้าอาวาส” คือพระภิกษุ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองวัด มีหน้าที่ปกครองดูแลอำนวยกิจการทุกอย่างเกี่ยวกับวัด กฎหมายกำหนดให้วัดหนึ่งมีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง แต่จะมีรองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสได้หลายรูป ตามควรแก่ฐานะของวัด เจ้าอาวาสเป็น พระสังฆาธิการ และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้

  • บำรุงรักษาวัด จัดกิจการ และศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี
  • ปกครอง และสอดส่องให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ที่มีอยู่ หรือพำนักอาศัยในวัดนั้น ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม
  • เป็นธุระในการอบรม และสั่งสอนพระธรรมวินัย แก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
  • ให้ความสะดวกตามสมควรในการทำบุญทำกุศล

เปิดขั้นตอนแต่งตั้ง "เจ้าอาวาส" กับตำแหน่งที่หอมหวาน เดิมพันร้อนวงการสงฆ์เปิดขั้นตอนแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” กับตำแหน่งที่หอมหวาน เดิมพันร้อนวงการสงฆ์

อำนาจหน้าที่ของ”เจ้าอาวาส”

  • ห้ามบรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่มิรับอนุญาตจากเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด
  • สั่งให้บรรพชิต และคฤหัสถ์ ที่ไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด
  • สั่งให้บรรชิต และคฤหัสถ์ที่มีอยู่ หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัด ทำงานภายในวัด หรือให้ทำทัณฑ์บนหรือขอขมาโทษ ในกรณีบรรพชิตหรือศิษย์วัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาส 
  • ซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม

ขั้นตอนการแต่งตั้งเจ้าอาวาส

ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 พ.ศ.2541 ว่าด้วยการแต่งตั้ง-ถอดถอนพระสังฆาธิการ ในส่วนที่ 6 เจ้าอาวาส
         

ข้อ 26 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

  1. มีพรรษาพ้น 5 และ
  2. เป็นผู้ทรงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิตและคฤหัสถ์ในถิ่นนั้น

ข้อ 27 ในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสนอกจากพระอารามหลวงในตำบลใด ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล เจ้าสังกัด ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะอำเภอ ไม่มีรองเจ้าคณะตำบล ให้เจ้าคณะอำเภอเลือกเจ้าอาวาสในตำบลนั้น รวมกันทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3 รูป ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 26 แล้ว ให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัด เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง

ถ้าพระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนั้น ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอยู่ด้วย ให้เจ้าคณะอำเภอรายงานเสนอเจ้าคณะจังหวัด เพื่อเจ้าคณะภาคพิจารณาแต่งตั้ง


         
ข้อ 29 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงในกรุงเทพมหานคร ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้
              

  1. มีพรรษาพ้น 10
  2. เป็นผู้ทรงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิตและคฤหัสถ์ และ
  3. มีสมณศักดิ์
  • ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะขั้นราช สำหรับพระอารามหลวงชั้นเอก
  • ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ สำหรับพระอารามหลวงชั้นโท
  • ไม่ต่ำกว่าพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสชั้นเอก สำหรับพระอารามหลวงชั้นตรี

ข้อ 30 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

  1. มีพรรษาพ้น 10
  2. เป็นผู้ทรงเกียรติคุณเป็นที่เคารพนับถือของบรรพชิตและคฤหัสถ์ และ
  3. มีสมณศักดิ์
  • ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะขั้นสามัญ สำหรับพระอารามหลวงชั้นเอก
  • ไม่ต่ำกว่าพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสชั้นเอก สำหรับพระอารามหลวงชั้นโท
  • ไม่ต่ำกว่าพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสชั้นโท หรือพระครูสัญญาบัตรที่มีนิตยภัต ไม่ต่ำกว่าพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสชั้นโท สำหรับพระอารามหลวงชั้นตรี

ข้อ 31 ในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัด พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 29 หรือข้อ 30 แล้วแต่กรณี เสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับ เพื่อมหาเถรสมาคมพิจารณา

  • ถ้าพระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตามข้อ 29 หรือข้อ 30 แล้วแต่กรณี ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอยู่ด้วย ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะภาคดำเนินการ ตามความในวรรคต้น

ข้อ 32 ในการแต่งตั้งรองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ให้เจ้าอาวาสพระอารามหลวงนั้น พิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 6 และข้อ 26 และระบุหน้าที่ที่ตนจะมอบหมายให้ปฏิบัติแล้วรายงานเจ้าคณะจังหวัดเพื่อพิจารณาเสนอตามลำดับจนถึงมหาเถรสมาคม

ข้อ 33 สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตามมติมหาเถรสมาคม

เปิดขั้นตอนแต่งตั้ง "เจ้าอาวาส" กับตำแหน่งที่หอมหวาน เดิมพันร้อนวงการสงฆ์เปิดขั้นตอนแต่งตั้ง “เจ้าอาวาส” กับตำแหน่งที่หอมหวาน เดิมพันร้อนวงการสงฆ์

ที่มา : วิกิพีเดีย

       : มหาเถรสมาคม

       : http://www.alittlebuddha.com