บิ๊กป้อม -ธรรมนัส พาพปชร.ขยับตัวแรง ทำประชาชาติร้อนฉ่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491887

10 พ.ย. 2564 |08:00 น.

การลงพื้นที่ชายแดนใต้ ของ”บิ๊กป้อม” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยร.อ.ธรรมนัส เลขาธิการพรรคพปชร. ด้วยการประกาศลั่นต้องการคว้าชัยยึดเก้าอี้ส.ส.ในพื้นที่ชายแดนใต้ให้เรียบย่อมสะเทือนไปถึงพรรคประชาชาติ ติดตามได้เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร

การขยับตัวแรงของพรรคพลังประชารัฐในการขับเคลื่อน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พร้อมสมาชิกอีกหลายท่าน บุกนราธิวาส พร้อมประกาศเลือกตั้งครั้งหน้าจะยึดนราธิวาส
       

การประกาศยึดนราธิวาสไม่ใช่ไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเป็นการประกาศที่เตรียมการมาแล้ว หารือกันมาก่อนแล้ว


ร.อ.ธรรมนัส กรุยทางไว้ก่อนแล้ว ก่อน พล.อ.ประวิตร จะหอบสังขารเดินทางไกลไปถึงสุไหง-โกลด
       

ร.อ.ธรรมนัสกรุยทางคุยกับบ้านใหญ่ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายกฯอบจ.นราธิวาส คุยกับ สัมพันธ์ มะยูโซะ ส.ส.นราธิวาส และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ
 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศปักธงกวาดเก้าอี้ส.ส.ชายแดนใต้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศปักธงกวาดเก้าอี้ส.ส.ชายแดนใต้   

กูเซ็ง แม้ลูกชาย “กูเฮง” จะอยู่พรรคประชาชาติ แต่พร้อมจะสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐเต็มที่
       

ไม่ใช่แค่นั้น อนุมัติ อาหมัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา และนักธุรกิจใหญ่ในภาคใต้ ถึงขั้นทิ้งเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา เตรียมลุยงานช่วยพรรคพลังประชารัฐ และไปปรากฏกายต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ทั้งที่นราธิวาส และสงขลา หลังลาออกเพียง 3 วัน
       

นี้คือเหตุผลที่ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัสถึงอหังการ กล้าประกาศยึดนราธิวาส ถิ่นของพรรคประชาชาติ

“ทวี” ร้อนขยับปรับทัพขยายฐานประชาชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคภูมิใจไทย และพรรคก้าวไกล ต้องขยับตัวเช่นกัน โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เตรียมลงพื้นที่ จ.นราธิวาสในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และได้เรียกประชุมแกนนำผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติในพื้นที่ เพื่อเตรียมการหาเสียงในพื้นที่สำหรับการเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในวันไหน เมื่อไหร่ แต่พรรคการเมืองก็ต้อง
เตรียมความพร้อม

สำหรับพรรคเก่าแก่ที่เคยมีฐานเสียงในนราธิวาสอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็เพิ่งเปิดตัว “เมธี ลาบานูน” ลุยพื้นที่นราธิวาสไปแล้วก่อนหน้านี้ สร้างกระแสฮือฮาได้พอสมควร ขณะที่พรรคอื่นๆ ก็ขยับตัวเช่นกัน

บิ๊กป้อม -ธรรมนัส พาพปชร.ขยับตัวแรง ทำประชาชาติร้อนฉ่าบิ๊กป้อม -ธรรมนัส พาพปชร.ขยับตัวแรง ทำประชาชาติร้อนฉ่า

พรรคการเมืองชิงเค้ก 12 เก้าอี้ปลายขวาน

นราธิวาส 4 เขต ส.ส. 4 คน เลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ จะเพิ่มเป็น 5 คน เลือกตั้งปี 62 พรรคพลังประชารัฐกับประชาชาติ แบ่งกันไปพรรคละ 2 ที่นั่ง

เลือกตั้งครั้งต่อไป

– พลังประชารัฐประกาศเอาชนะยกจังหวัด

– ประชาธิปัตย์เปิดตัว เมธี ลาบานูน

– ประชาชาติหวังชนะเพิ่ม และมั่นใจว่า “ตระกูลยาวอหะซัน” จะยังอยู่กับพรรค

ปัตตานี 4 เขต ส.ส. 4 คน

เลือกตั้งปี 62 พรรคประชาธิปัตย์ กับภูมิใจไทยแบ่งกันพรรคละ 1 เก้าอี้ ประชาชาติคว้าไป 2

พื้นที่นี้ถือเป็นจุดบอดของพลังประชารัฐ เพราะไม่ได้ ส.ส.เลยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ส่วนครั้งหน้า ดึง ส.ส.พรรคคู่แข่งมาลงสมัคร ต้องลุ้นว่าจะได้หรือไม่

พลังประชารัฐน่าจะดึงอดีต ส.ส.ประชาชาติ อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี มาร่วมทีมอุดจุดบอดของพรรค เพราะที่ผ่านมาหลายครั้ง “กำนันมะ” อนุมัติ ก็ลงมติสวนมติพรรคมาหลายครั้งแล้ว

ส่วนประชาธิปัตย์เตรียมหาผู้สมัครแทน นายอันวาร์ สาและ อดีต ส.ส.เขต 1 และหนึ่งเดียวในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพราะท่าทีของอันวาร์ก็สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด และในวันที่จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงไปนราธิวาส ก็ไม่ปรากฏตัวของอันมาร์ค

พรรคประชาชาติน่าจะจับมือ นายก อบจ. ลุยปิดปัตตานี หลังชนะทุกเขตของปัตตานี แม้จะคาดหวังสูง แต่การเมืองก็ต้องมีเป้า

พรรคภูมิใจไทยก็รุกหนัก เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.รุ่นใหม่ไปบ้างแล้ว เป้าหมายรักษาฐานเดิม ขยายเพิ่มให้มากขึ้น มีการปล่อยโปสเตอร์หาเสียงออกมาแล้ว

ขณะที่พรรคก้าวไกลขยับตัวลง 3 จังหวัดชายแดนใต้เช่นกัน เตรียมส่งอดีตประธานกลุ่มเปอร์มัสชิงเก้าอี้ ส.ส.เขต 1 ปัตตานี ซึ่งเป็นเขตเมือง มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หรือ ม.อ.ปัตตานี หวังฐานเสียงคนรุ่นใหม่

บิ๊กป้อม -ธรรมนัส พาพปชร.ขยับตัวแรง ทำประชาชาติร้อนฉ่าบิ๊กป้อม -ธรรมนัส พาพปชร.ขยับตัวแรง ทำประชาชาติร้อนฉ่า

สำหรับ “กลุ่มเปอร์มัส” เพิ่งออกแถลงการณ์ประกาศยุติบทบาทขององค์กร โดยกลุ่มเปอร์มัส คือ สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี เคลื่อนไหวในพื้นที่มาอย่างยาวนาน มีแนวทางรณรงค์เรียกร้องให้ประชาชนใช้ “สิทธิในการกำหนดใจตนเอง” หรือ self determination เพื่อเลือกอนาคตทางการปกครองในพื้นที่ของตนเอง

โดยกลุ่มนี้มีทั้งผู้ที่สนับสนุนการแยกดินแดนตั้งใหม่ และสนับสนุนให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “เขตปกครองพิเศษ” แนวคิดลักษณะนี้จึงสอดคล้องกับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลที่เคยเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 1 เพื่อเปิดช่องทางการจัดรูปแบบรัฐใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ยะลา 3 เขต ส.ส. 3 คน

ยะลาถือเป็นเมืองหลวงของพรรคประชาชาติ เพราะเป็นถิ่นของ “อาจารย์วันนอร์” วันมูหะหมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติ เลือกตั้งปี 62 พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ยะลามา 1 คน ประชาชาติ 2 คน

เลือกตั้งครั้งหน้า

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าจังหวัดยะลา พลังประชารัฐจะรักษาฐานเดิมได้หรือไม่ โดยปัจจุบัน มีอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ยืนเด่นอยู่เพียงคนเดียวท่ามกลางการโอบล้อมของประชาชาติที่เตรียมเปิดตัวผู้สมัครบางเขตแล้ว โชว์ความพร้อม

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ระดม ส.ส.เก่า กลับมาร่วมฟื้นฟูพรรค และเฟ้นหาคนรุ่นใหม่เข้ามาเตรียมวางตัวสู้ศึก

ศึกเลือกตั้งภาคใต้ตอนล่างที่จะมีขึ้นครั้งหน้านี้ ทำท่าเดือดปุดๆ เพราะพรรคพลังประชารัฐเอาจริง “บิ๊กป้อม” ประกาศเอง ต้องชนะทุกเขตของนราธิวาส แต่พรรคอื่นคงไม่มีใครยอม ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ประชาชาติ ภูมิใจไทย หรือแม้แต่ก้าวไกลเองก็ตาม
     

สนาม 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นสนามที่น่าติดตามยิ่ง ใครจะแย่ง ใครจะชิง ใครจะยึด มันเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของแต่ละพรรคจริงๆ
 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว #ชายแดนใต้

มารู้จัก “ณฐพร โตประยูร” มือร้องแกนนำม็อบราษฎรล้มล้างการปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491912

10 พ.ย. 2564 |06:00 น.

วันนี้ศาล รธน. จะวินิจฉัยกรณีการชุมนุมปราศรัยและเสนอข้อเรียกร้องของแกนนำม็อบราษฎร ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รธน. ม. 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ซึ่งผู้ร้องกล่าวหาคือ “ณฐพร โตประยูร”.. คุณรู้จักยังว่าเขาเป็นใคร

วันนี้(10 พ.ย.) ช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีที่มีผู้ร้องว่าการชุมนุมปราศรัยของนายอานนท์ นำภา,ภาณุพงศ์ จาดนอก(ไมค์) และน.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล(รุ้ง) แกนนำม็อบราษฎร ที่ชุมนุมปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเสนอข้อเรียกร้อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่


ส่วนคนที่ยื่นคำร้อง คือ “นายณฐพร โตประยูร” 


คุณรู้จักยังว่าเขาเป็นใคร เห็นประวัติแล้วต้องบอกว่า คน ๆ นี้ไม่ธรรมดา


“นายณฐพร โตประยูร” คือ อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และเป็น 1 ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฟอกเงินกรณีการขายที่ดินนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นฯ จำนวน 477 ล้านบาท โดยในส่วนแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายคืนนายศุภชัยกว่า 249ล้านบาทนั้น พบว่า มีการโอนแคชเชียร์เช็คให้กับ “นายณฐพร” จำนวน 60 ล้านบาท 


“นายณฐพร” เคยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า เงินที่โอนให้ตนจำนวน 60 ล้านบาท เพื่อเป็นค่านายหน้าดำเนินการในการขายที่ดิน 

ที่ผ่านมาเขามีบทบาทในการยื่นตรวจสอบหลายเรื่องด้วยกัน จัดอยู่ในสาย นักร้อง คนหนึ่ง


– คดีอิลลูมินาติ  นายณฐพร ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (หัวหน้าพรรค) นายปิยบุตร แสงกนกกุล (เลขาธิการพรรค)และคณะกรรมการบริหารพรรค มีแนวคิดและเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ รวมทั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนายธนาธร หัวหน้าพรรค นายปิยบุตร เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค


ที่เรียกว่า คดีอิลลูมินาติ เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่มีลักษณะสามเหลี่ยมด้านเท่ากลับหัว ซึ่ง “นายณฐพร” ผู้ร้องเห็นว่า มีความเหมือนกับสมาคมอิลลูมินาติ (Illuminati) ซึ่งเป็นองค์กรลับที่รู้จักกันทั่วไปว่า มีเป้าหมายใหญ่ต้องการล้มล้างหรือปฏิวัติความเชื่อใหม่ ๆ ทั้งในเรื่องระบอบการปกครองและศาสนา แสดงให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ มีวัตถุประสงค์ยึดถือปรัชญาความคิดอิสระ ไม่เชื่อถือความคิดเก่า ๆ ที่สั่งสอนกันมา พรรคอนาคตใหม่ จึงเป็นพรรคการเมืองที่เป็นอันตรายต่อระบบการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้องคดีนี้ โดยวินิจฉัยว่าไม่ปรากฎข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 4 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อาศัยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

(ต่อมาพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบกรณีกู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191 ล้านบาท สืบเนื่องจากนายศรีสุวรรณ จรรยาเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นเรื่องต่อ กกต. จากนั้น กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย) 

-ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช. ดำเนินการกับ 208 สมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ที่ลงมติเห็นชอบวาระที่ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กร การที่สมาชิกรัฐสภายังบังอาจลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและมีความเห็นส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย 

-ยื่นยุบพรรคก้าวไกล โดยยื่นคำร้องให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัยกรณี พรรคก้าวไกล มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จากกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง การเข้าร่วมกับผู้ชุมนุม และการประกันตัวผู้ต้องหาในคดีชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นการกระทำการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 


รวมทั้งกรณีพรรคก้าวไกลยื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในฐานความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาททั้งหมด รวมถึงมาตรา 112, ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และร่างแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตลอดจนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ ไอลอว์ ซึ่งการกระทำของพรรคก้าวไกล ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง2560 มาตรา 45 และมาตรา 92 (2) (3) จึงขอให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัย และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค

อยู่ดีกินดี “สุนัย จุลพงศธร” ไม่พร้อมสู้ในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491880

09 พ.ย. 2564 |20:00 น.

7 ปีชีวิตผู้ลี้ภัย “สุนัย จุลพงศธร” จากนักการเมืองพลัดถิ่น ผันทำอาชีพสื่อใหม่ มีรายได้ดี ปักหลักในสหรัฐ ยังไม่พร้อมสู้ในประเทศ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เกจิการเมืองแถววิเศษไก่ย่าง บางโพ แจ้งข่าว “สุนัย จุลพงศธร” ป่วยหนัก ปากเบี้ยว เส้นเลือดในสมองแตก ทำเอาแฟนคลับสุนัย ต้องเข้าไปเช็คข่าวจากแฟนเพจเฟซบุ๊ค และช่องยูทูบSunai Fanclub

กว่า 7 ปีมาแล้ว “สุนัย” ได้ไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ระยะหลัง สุนัยยึดอาชีพจัดรายการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองผ่านสื่อออนไลน์

“สุนัย” ได้ทำกิจกรรมการเมืองร่วมกับกลุ่ม Red USA และองค์กรเสรีไทย ยืนหยัดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านระบอบเผด็จการทหาร เช่นเดียวกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ

ค่ำวันที่ 8 พ.ย.2564 ไพศาล พืชมงคล เจ้าสำนักกฎหมายธรรมนิติ บางโพ ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า ลุงสุนัยที่หนีไปอยู่สหรัฐฯ กำลังพบวิบากกรรม “มีอาการพิกลพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เส้นประสาทตาเสื่อม ทำให้ตาขยุกขยิก ปากเริ่มบูดเบี้ยว..”

ไพศาลระบุชื่อลอยๆว่า ลุงสุนัย แต่อ่านข้อมูลโดยรวม ก็จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจาก สุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

เมื่อส่องช่องยูทูบ Sunai Fanclub ในรายการรู้เขารู้เรา เมื่อ 8 พ.ย.2564 สุนัยยังจัดรายการตามปกติ ขณะที่ นิยม สุนทรพฤกษ์ อดีตพระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกา ได้จัดรายการธรรมะติดปีก ทางช่องยูทูบ Sunai TV ก็บอกว่า สุนัยมีแผนเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องชาวไทยทั่วสหรัฐฯ โดยจะรอให้จรัล ดิษฐาอภิชัย เดินทางมาพบกันที่สหรัฐฯเสียก่อน

‘รักนายไม่เปลี่ยนแปลง’

2-3 ปีหลังมานี้ “สุนัย จุลพงศธร” และกลุ่ม Red USA ไม่ได้ทำกิจกรรมชุมนุมประท้วงเผด็จการทหาร แต่กิจกรรมที่ทำทุกปีไม่เคยขาดคือ งานฉลองวันเกิดทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 25 ก.ค.2564 คนเสื้อแดงอเมริกา ที่มีฐานกำลังอยู่ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ร่วมกับ สุนัย จุลพงศธร จัดงานฉลองวันเกิดให้ทักษิณ ซึ่งปีนี้ ทักษิณได้สื่อสารผ่านระบบ ZOOM เข้ามาพูดคุยกับคนเสื้อแดงอเมริกา และมีการไลฟ์ผ่านยูทูบช่องสุนัยทีวี

ยามใดที่ทักษิณเดินทางไปสหรัฐ ก็จะแวะไปเยี่ยมสุนัย และคนเสื้อแดงอเมริกาที่ลอนแอนเจลิส ซึ่งเป็นแหล่งรวมพลคนรักทักษิณที่ใหญ่ที่สุด

ปกติคนเสื้อแดงในสหรัฐ จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง ในนามกลุ่ม Red USA โดยแกนนำชื่อ เชาว์ ซื่อแท้ จะเป็นผู้ประสานงาน และจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ Red USA-Thai Voice International

ช่วงปี 2558-2560 สุนัยร่วมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ประกาศก่อตั้งองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย หรือเรียกสั้นๆว่า องค์กรเสรีไทย ก็ลุ่มๆดอนๆ เนื่องจากทักษิณ ชินวัตร มีข้อจำกัดในการต่อสู้ทางการเมือง

หลังวิทยุใต้ดินใน สปป.ลาว เงียบลง สุนัยจึงหันมาทำรายการวิเคราะห์ข่าวทางช่องยูทูบอย่างเป็นจริงเป็นจัง และดูท่าจะมีแฟนคลับมากกว่าเล่นเฟซบุ๊คเฉยๆ แถมมีรายได้จากยูทูบเลี้ยงตัวเองได้

‘ชีวิตผู้ลี้ภัย’

2 ปีที่แล้ว สำนักข่าว VOA Thai ได้สัมภาษณ์ “สุนัย จุลพงศธร” ประกอบสารคดีพิเศษเกี่ยวกับการใช้ชีวิตผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในสหรัฐฯ

สุนัย ผู้ลี้ภัยการเมืองในสหรัฐสุนัย ผู้ลี้ภัยการเมืองในสหรัฐ

สุนัยบอกว่า ตลอดเวลา 5 ปี ได้ตระเวนขอพักอาศัยตามบ้านของชาวชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุน หมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ

“เวลาพักก็พักง่ายๆ บ้านไหนมีห้องก็นอนห้อง ถ้าไม่มีก็นอนโซฟา นอนตามพื้น เราอยู่ต้องไม่รบกวนเขามาก มีอาหารการกินอะไรก็กินกับเขา ทำให้เราไม่ประมาทนะครับ เพราะทำให้ คสช.ไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน”

ทีมงาน VOA Thai บรรยายเบื้องหลังฉากการจัดรายการวิเคราะห์ข่าวของอดีต ส.ส.คนดังว่า สุนัยแต่งหน้าเอง ติดตั้งฉากสตูดิโอชั่วคราว ไปจนถึงเปิดประเด็นสนทนาการเมืองผ่านกล้องโทรศัพท์ กับผู้ติดตามบนโลกออนไลน์หลายหมื่นคนเป็นประจำ หลายวันต่อสัปดาห์

“…เงื่อนไข ภาวะวิสัย อุณหภูมิตอนนี้ ยังไม่พร้อมที่จะให้ไปสู้ในประเทศ (แม้จะผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว?) ก็ยังไม่ไปครับ ยังต้องดูสถานการณ์ก่อน จนกระทั่งสังคมเริ่มเข้าสู่กฎเกณฑ์ เราก็จะเข้าไปสู่การต่อสู้ต่อไป…”

สุนัยเป็นหนึ่งในคนไทยหลายร้อยคน ที่ลี้ภัยการเมืองอยู่ในสหรัฐ และยุโรป แต่มีนักการเมืองหรือนักกิจกรรมชาวไทยไม่น้อยกว่า 20 คน ที่ยึดอาชีพจัดรายการวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านช่องยูทูบ

เปิด “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491866

09 พ.ย. 2564 |18:00 น.

พรรคก้าวไกลติง “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ” ไม่เปิดโอกาสเลือก คิดอย่างเสรี ล้าหลัง ไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

เปิด "ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ"เปิด “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ”

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งรัฐสภา มีมติรับหลักการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แปรญัตติ 15 วัน มีสาระสำคัญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 55 ที่กำหนดว่า รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต จัดการศึกษาให้มีคุณภาพดีในระดับสากล ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษามีผลให้ต้องยกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษา 5 ฉบับ ทันทีที่ บังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ 

สาระสำคัญคือการกำหนดให้การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาคน ให้สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการกำหนดช่วงวัยในการเรียนรู้เป็น 7 ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิด ถึงระดับอุดมศึกษา  โดยรัฐมีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการสื่อสารทุกรูปแบบเพื่อใช้ประโยชน์ สำหรับการศึกษา ให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีกรรมการจากข้าราชการประจำและผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลาย มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการศึกษาแห่งชาติเสนอคณะรัฐมนตรี 

เปิด "ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ"เปิด “ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ”

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีข้อสังเกตจากพรรคก้าวไกลว่า เป็นไปเพื่อรัฐชาตินิยม เพื่อการปกครองให้เชื่อ ให้เชื่อง มากกว่าที่จะให้ริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีความยืดหยุ่น ผสมผสาน และก้าวหน้าไปตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทั้งในระบบการศึกษา การจัดการศึกษา เเหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย รวมทั้งปิดกั้นหรือกดทับจำกัดเสรีภาพในการเรียนรู้ ลงรายละเอียดจนเกินไป ในลักษณะที่เชื่อในความรู้เชิงวิชาการ ที่อาจจะมีข้อขัดเเย้งและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่เอามากำหนดไว้เป็นกฎหมาย  เช่น การกำหนดอายุแต่ละช่วงในการเรียนรู้ ซึ่งแท้จริงในปัจจุบันพัฒนาการทางการเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปเเล้ว

เกมปั่นข่าวปล่อย “จักรทิพย์” ก๊กประยุทธ์ ไม่วางใจธรรมนัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491843

09 พ.ย. 2564 |16:00 น.

ความสงบไม่จบที่ป้อม เกมปั่นกระแส “จักรทิพย์” เข้าพลังประชารัฐ เจอฝั่งทำเนียบโต้กลับ ธรรมนัสขยับเดินสายอีสาน นำร่องรอบิ๊กแป๊ะตัดสินใจ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปมร้อน “จักรทิพย์” ล้มธงชิงผู้ว่าฯ กทม. ถูกโฟกัสไปที่ความขัดแย้งอดีต ผบ.ตร.กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กรณีบ้านป่ารอยต่อฯ สนับสนุน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ลงผู้ว่าฯ กทม.

สายสืบล้วงลึกจากคนวงใน จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่อง พล.ต.อ.อัศวิน หากแต่เป็นประเด็นผู้สมัคร ส.ก. “จักรทิพย์” มีอยู่ชุดหนึ่ง ร.อ.ธรรมนัสก็อยู่อีกชุดหนึ่ง สองคนมานั่งถกกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่ถอย บิ๊กแป๊ะเลยตัดสินใจหักธงกระทันหัน

ว่ากันตามเนื้อผ้า “จักรทิพย์” กับ ร.อ.ธรรมนัส ยังรักใคร่กันดี ตอนที่บิ๊กแป๊ะประกาศตัวลงสนามผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และผู้กองก็หนุนเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกระแสข่าวออกจากปีกธรรมนัสว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.จะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ แถมมีการวางตัวให้เป็นแม่ทัพอีสานตอนบน

อีกกระแสข่าวที่เล็ดลอดออกมาจากฝั่งทำเนียบฯ “จักรทิพย์” ได้รับทาบทามให้มาทำภารกิจใหม่ เป็นหัวขบวนพรรคใหม่ ร่วมกับ ปลัดฉิ่ง-ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย โดยชูชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในบัญชีนายกฯ

ข่าวสองกระแสดังกล่าวข้างต้น สะท้อนภาพความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของผู้กุมอำนาจ ในนามพี่น้อง 3ป. แม้จะมีคำพูดหลุดจากปาก ป.ป้อม และ ป.ประยุทธ์ ว่า ไม่มีอะไร ไม่ขัดแย้ง หรือจบแล้ว แต่ก็ยากที่คนนอกจะเชื่อโดยสนิทใจ

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ยังเคลื่อนไหวในนามส่วนตัวช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากใน กทม.ผ่านเครือข่ายผู้สมัคร ส.ก.ที่ถูกวางตัวไว้ แม้เจ้าตัวจะประกาศถอนตัวจากการชิงผู้ว่าฯ กทม.ไปแล้วก็ตาม

‘รักในรอยร้าว’

ข่าวปล่อยเรื่อง “จักรทิพย์” เข้าพลังประชารัฐ หรือเตรียมไปเป็นหัวพรรคใหม่ ยังอยู่ในโหมดสงครามเย็น 2 ฝั่งระหว่างทำเนียบรัฐบาล กับบ้านป่ารอยต่อฯ

อย่างเช่นเวลานี้ มีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไฟเขียวให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าพบเพื่อเคลียร์ใจกันแล้ว โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร่วมวงอยู่ด้วย

บังเอิญ พล.อ.ประยุทธ์ เจอนักข่าวทำเนียบถามนำเรื่องคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส ก็ตอบสั้นๆว่า คุยกันนานแล้ว โดยไม่ระบุว่า คุยเมื่อไหร่ และเรื่องอะไร แต่ก็มีการสรุปทันทีว่า 3 ป.เคลียร์ใจธรรมนัสแล้ว

ทีมงานธรรมนัส จึงขยายข่าวต่อว่าด้วยประเด็น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย จะตบเท้าเข้าพรรคพลังประชารัฐ เหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่า แผนตั้งพรรคใหม่ของปลัดฉิ่งนั้น ถูกพับเก็บไปแล้ว

ฝ่ายกุนซือสายทำเนียบ จึงตอบโต้ด้วยข่าว “จักรทิพย์” แตะมือปลัดฉิ่งทำพรรคใหม่ แถมมีข่าวว่า ผู้หลักผู้ใหญ่คนสำคัญของบ้านเมืองจะลาออกมา เพื่อทำภารกิจเพื่อชาติครั้งสำคัญ นั่นหมายถึงการเข้าร่วมกับพรรคใหม่หนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ

โดยส่วนตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เคารพนับถือทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ แต่กลับถูกลากเข้าสู่เกมชิงอำนาจระหว่างสองค่ายโดยไม่รู้ตัว

‘เดินสายอีสาน’

ดังที่ทราบกัน “จักรทิพย์” กับ ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีความบาดหมางใจอะไรกัน ยังรักใคร่ชอบพอกัน เพียงแต่วิธีคิดวิธีการจัดการปัญหาเรื่อง ส.ก.ไม่ตรงกัน เพียงประเด็นเดียว

ผู้กองธรรมนัส จึงกระซิบผ่าน พล.อ.ประวิตร ให้ชวนบิ๊กแป๊ะเข้ามาอยู่พลังประชารัฐ และมีแผนสนับสนุนให้เป็นแม่ทัพเลือกตั้งอีสานเหนือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของพรรค

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้โพสต์เฟซบุ๊คแจ้งข่าวว่า “อาทิตย์หน้าผมได้วางตารางงาน และมีกำหนดการเดินทางไปทำงานในหลายๆจังหวัดในภาคอีสาน..การลงพื้นที่ทำงานของผมนั้น ก็จะพยายามรับฟังปัญหาพร้อมกับหาแนวทางแก้ไขให้กับพ่อแม่พี่น้องคนอีสานอย่างเต็มที่”

นับแต่วันแรกที่ก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส ได้กำหนดให้ภาคอีสานเป็นสมรภูมิสำคัญที่พรรคจะต้องช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากกว่าสมัยที่แล้ว ตอนนั้น ผู้กองวาดฝันจะได้เป็น รมว.มหาดไทย ก็หวังที่จะทะลุทะลวงภาคอีสานแข่งกับเพื่อไทย

สถานการณ์วันนี้เปลี่ยนไป ผู้กองธรรมนัสไม่มีหัวโขนรัฐมนตรี จึงหวังที่จะดึงบิ๊กแป๊ะมาช่วยสร้างสีสัน สร้างเครดิตให้พรรคทางภาคอีสาน ระหว่างที่บิ๊กแป๊ะตัดสินใจ ธรรมนัสจึงออกเดินสายสร้างกระแส สร้างภาพในฐานะเลขาธิการพรรคไปพลางๆก่อน

กลเกมชู “จักรทิพย์” จากสองฝ่ายในกลุ่มผู้กุมอำนาจ 3 ป. สะท้อนว่าศึกรบในพลังประชารัฐสงบชั่วคราว และรอวันปะทุอีกครั้งในอนาคต

“ราชิต”ดีดตัวเข้า ปชป.สะท้อนอนาคตพรรคบิ๊กฉิ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491841

09 พ.ย. 2564 |16:00 น.

การขยับของ ราชิต สุดพุ่ม อดีตผู้ว่าปัตตานี เตรียมสวมเสื้อโลโก้พระแม่ธรณีบีบมวยผม เป็นภาพตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคใหม่ ของ “บิ๊กฉิ่ง”กำลังล้มครืน เพราะราชิต คือมือไม้สำคัญที่ผลักดันตั้งพรรคใหม่รองรับ “ลุงตู่” ติดตามเบื้องหลังได้ที่ เจาะประเด็นร้อนโดยนายหัวไทร

……
การปรากฏตัวของอดีต ผู้ว่าฯราชิต สุดพุ่ม ณ บ้านเชิงเขารูปช้าง อ.เมืองสงขลา ของ “นิพนธ์ บุญญามณี”  รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา ที่คอการเมืองจะมองข้ามไปเฉยๆ

“เขามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 นครศรีธรรมราช”

แหล่งข่าวระดับเชื่อถือได้ กล่าวกับนายหัวไทร

ราชิต สุดพุ่ม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีราชิต สุดพุ่ม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

เช้าวันต่อมา “สัมพันธ์ ทองสมัคร” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อาวุโสแห่งเมืองคอน ออกมาจุดพลุ-โยนระเบิดลงกลางเมืองต่อจากประเด็นนี้ ด้วยการโพสต์ข้อความว่า อดีตผู้ว่าฯ ปัตตานี “ราชิต สุดพุ่ม” ขอลงสมัคร ส.ส.ปชป.เขต 1 

ข้อความสั้นๆแค่นี้ก็เดือดพล่านไปทั้งเมืองแล้ว และสะเทือนไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาธิปัตย์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช


ที่บอกว่า คอการเมืองไม่ควรมองข้าม เพราะก่อนหน้านี้ เป็นที่รับรู้รับทราบกันว่า ช่วงปลายของการนั่งเป็นผู้ว่าฯปัตตานีของราชิต ได้รับมอบหมายจาก “ฉัตรชัย พรหมเลิศ” อดีตปลัดมหาดไทย ให้เตรียมการตั้งพรรคการเมืองหลังเกษียณอายุราชการพร้อมกัน
ถึงขั้นตั้งชื่อพรรคไว้แล้ว “พรรคเศรษฐกิจไทย”

ที่บอกว่า สะเทือนประชาธิปัตย์เมืองนครฯ คงจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้ “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส.นครศรีธรรมราช เปิดตัวน้องชาย  “โกเท่ห์”  พิทักษ์เดช เดชเดโช จะลงสมัครในเขต 1 เช่นเดียวกัน และนับตั้งแต่เปิดตัวมา “โกเท่ห์” ก็เดินสาย ออกงานถี่ยิบ และการเปิดตัวของราชิตก็ทับซ้อนกับโกเท่ห์


อย่าลืมนะครับว่า เขต 1 นครศรีธรรมราช ยังมี “นริสา อดิเทพวรพันธ์” เป็น ส.ส.อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่คราวที่แล้วแพ้ให้กับ “ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ” จากพรรคพลังประชารัฐ และทันทีที่ “แทน” เปิดตัวจะส่งน้องชายลงเขต 1 นริสา พร้อมด้วย “วิทยา แก้วภารดัย” ก็ปรากฏกายขึ้นที่บ้านของผู้อาวุโส สัมพันธ์ ทองสมัคร และยืนยันว่าจะลงเขต 1 ในนามพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม

“ราชิต”ดีดตัวเข้า ปชป.สะท้อนอนาคตพรรคบิ๊กฉิ่ง“ราชิต”ดีดตัวเข้า ปชป.สะท้อนอนาคตพรรคบิ๊กฉิ่ง

“ผมยืนยันว่าจะส่งน้องบ่าวลงเขต 1 นครศรีธรรมราช เพราะตอนพรรคเปิดให้เสนอตัวลงเลือกตั้งไม่มีใครเสนอตัว ผมจึงให้น้องชายเปิดตัวลงเขต 1 แต่พอเปิดตัวน้องชาย ก็มีคนอื่นเสนอตัวมาอีก ทั้งๆที่ตอนเปิดให้เสนอตัวก็ไม่มีใครเสนอ”  ชัยชนะ กล่าวกับนายหัวไทร ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งหลังรามคำแหง เมื่อหลายเดือนก่อน
     

เท่ากับว่าเขต 1 นครศรีธรรมราช ในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีคนเสนอตัวแล้ว 3 คน แต่ผมไม่แน่ใจว่า กระบวนการสรรหาผู้สมัครได้ผ่านขั้นตอนไปแล้วยัง แต่ได้เห็นภาพจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชูมือโกเท่ห์ไปแล้ว
     

สถานการณ์เปลี่ยน การตัดสินใจเปลี่ยน เพื่อสิ่งที่ดีกว่า การเดินเข้ามาสู่ประชาธิปัตย์ของราชิต คงมีการกรุยทางกันมาก่อนแล้ว เพราะราชิตกับชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ประธานกรรมการสรรหาผู้สมัคร เขารู้จักมักคุ้นกันดี 

หลังจากนั้นเพียงวันเดียวราชิตกับแทน (ชัยชนะ) ก็จับเข่าคุยกับที่ร้านอาหารริมบึง มีข้อตกลงว่า จะให้ราชิตลงเขต 1 ตามต้องการแล้วโยกโกเท่ห์ไปลงเขต 2 แทน (ตามการแบ่งเขตใหม่ กรณี ส.ส.เพิ่มเป็น 9 คน)
“ราชิต”ดีดตัวเข้า ปชป.สะท้อนอนาคตพรรคบิ๊กฉิ่ง“ราชิต”ดีดตัวเข้า ปชป.สะท้อนอนาคตพรรคบิ๊กฉิ่ง     

ประเด็น คือ ถ้าผู้ว่าฯราชิตมาลงเขต 1 นครศรีธรรมราชในนามพรรคประชาธิปัตย์ โกเท่ห์ลงเขต 2 แล้วนริสาจะได้ลงเขตไหน แล้วโกเท่ห์ที่เปิดตัวไปก่อนแล้วจะทำอย่างไร 


การเดินเข้าพรรคประชาธิปัตย์ของราชิต นอกจากเมืองคอนจะร้อนฉ่าอีกรอบแล้ว ยังเป็นสัญญาณให้เห็นว่า การเตรียมการจัดตั้งพรรคใหม่ของ “บิ๊กฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย ได้ล้มคลืนลงแล้ว
     

ล้มคลืน เพราะผู้ว่าฯราชิต คือตัวหลักในการขับเคลื่อนการก่อตั้งพรรคของบิ๊กฉิ่งในสายใต้ และเดินสายเตรียมการก่อนเกษียณอายุราชการถึง 5-6 เดือน


แปลความได้ว่า “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังมีใจให้กับพรรคพลังประชารัฐอยู่  แม้จะต้องหวานอม-ขมกลืนกับการดำรงอยู่ของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ก็ตาม เพราะลุงตู่ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า


“ลุงตู่” คงมองเห็นว่า โอกาสของพรรคพลังประชารัฐยังมีอยู่ และง่ายกว่าการไปปลุกปั้นพรรคใหม่ ที่ยังไม่มีอะไรเลย การเฟ้นหาคนลงสมัคร ก็คงจะได้เกรด C หรือ D แล้ว เพราะเกรด A และ B คงถูกจับจองไปหมดแล้ว โดยพรรคการเมืองใหญ่
     

ชายตามองไปยัง พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่ออกมาถีบหัวส่งพรรคพลังประชารัฐ กะเกาะรั้วบิ๊กฉิ่งไปด้วย คงกระอักไม่น้อยกับการล้มกระดานพรรคใหม่ เพราะออกตัวเร็ว และแรง


เว้นเสียแต่ว่า “ลุงตู่” จะช่วยเยียวยาความเจ็บปวดให้ด้วยการมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้ในการปรับ ครม.ในอีกไม่นานนี้ ก็พอจะรักษาแผลใจได้บ้าง แต่คงไม่เป็นเนื้อเดียวกับลุงป้อมแล้ว
       

ส่วน”ลุงฉิ่ง” ยิ่งนาน กระแสยิ่งหาย บารมียิ่งหด เว้นแต่ว่า”ลุงตู่”จะฝากลุงป้อมให้ ลุงฉิ่งไปนั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เวลานี้ไม่ได้ใครดูอยู่แล้ว
     

ฉิ่งต้องมีคู่ถึงจะตีดัง…?

 #มากกว่าข่าว #นายหัวไทร

นัดแรกประชุมรัฐสภา “ประธานวิปรัฐบาล” ยังไม่เจอของจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491829

09 พ.ย. 2564 |14:00 น.

“ประธานวิปรัฐบาล” ยังไม่เจอของจริง นัดแรกประชุมร่วมรัฐสภา ร่างกฏหมายปฏิรูปการศึกษา ต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ

นัดแรกประชุมรัฐสภา "ประธานวิปรัฐบาล" ยังไม่เจอของจริงนัดแรกประชุมรัฐสภา “ประธานวิปรัฐบาล” ยังไม่เจอของจริง

นี่เป็นท่าทีของนิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาล ระหว่างการทำหน้าที่ในที่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง  ประชุมรัฐสภานัดแรกผ่านไปได้ โดยประธานรัฐสภา ใช้เวลาราว 10 นาที ในการลงมติ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ซึ่งค้างมาจากสมสัยประชุมที่ผ่านมา มติที่ประชุมสภา ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 49 คน ขึ้นมาพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษากำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วัน 

ในจำนวนสมาชิกรัฐสภา 723  คน วันนี้ มีผู้แสดงตนเข้าร่วมประชุม 409 คน ถือว่าน่ากังวลในระดับหนึ่ง เพราะในจำนวนนี้ มีสมาชิกวุฒิสภา รวมอยู่ด้วย  แม้ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ บอกว่า ไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไร เพราะการทำหน้าที่ในสภา ส.ส.ต้องรู้หน้าที่ ประเดิมการทำหน้าที่ ในฐานะประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ผ่านไปแบบมีสมาชิกวฺฒิสภา เป็นตัวช่วย แต่วันพุธและวันพฤหัสฯนี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระสำคัญ คือการลงมติร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา ซึ่งมีปัญหาสภาล่มเพราะองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน และยังมีร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอบรรจุเป็นวาระด่วนอีก 7 ฉบับ รอการกำกับ จัดการ ของประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ 

ในขณะที่ฝ่ายค้าน ขู่ว่าจะใช้วิธีขอนับองค์ประชุมกดดัน การไม่มาตอบกระทู้ของรัฐมนตรี โดยพลเอกประยุทธ์ มีคิวต้องไปตอบคำถาม สาม-สี่กระทู้ในวันพฤหัสบดี น่าสนใจว่า นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ จะต้องเผชิญกับเพื่อไทยและก้าวไกล  น่าสนใจยิ่งกว่า คือปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ จะจัดการอย่างไร ไม่ให้เข้ามาสร้างเงื่อนไขจนกระทบงานในสภา
นัดแรกประชุมรัฐสภา "ประธานวิปรัฐบาล" ยังไม่เจอของจริงนัดแรกประชุมรัฐสภา “ประธานวิปรัฐบาล” ยังไม่เจอของจริง

ซินแสเข่ง ผ่าดวงดูโอ้ “ปิยบุตร-ธนาธร” ปลายปี64-ต้นปี65 ไม่พ้นกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491812

09 พ.ย. 2564 |13:00 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงดูโอ้ “ปิยบุตร ธนาธร” ทิ้งท้ายปลายปีเจอวิกฤติหนัก ตกดวงคดีความขัดแย้ง ไม่สมหวัง เดือนปะทะ ให้ร้ายก่อให้เกิดการแตกแยก ระวังจุดสุดท้ายในชีวิต ส่งผลให้เป็นมรสุมหนักจับตาช่วงปลายปี 64-ต้นปี 65 ไม่พ้นกรรม แนะถอยห่าง10ปี กลับมาสู้ใหม่

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติสองคู่หู  หรือดูโอ้ “ปิยบุตร ธนาธร” หรือ รศ.ดร.ปิยบุตร  แสงกนกกุล อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์(มธ.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวงทั้งคู่ “ปิยบุตร ธนาธร” สร้างปมขัดแย้งเกือบสำเร็จ แต่สุดท้ายกลายเป็นหายนะเข้าตัว ปี 2563 ต่อเนื่องปี 2564 เหมือนชีวิตต้องกินยาพิษ เจอดาวอุปสรรค กาลกินี อัปมงคล ของคนรุ่นใหม่ 

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ประเทศไทย มีพระสยามเทวาธิราช หากรั้นที่จะยึดอำนาจปั่นหูเด็กจนวุ่นไปค่อนประเทศ ความสำเร็จคงยากในอนาคต

คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เกิดวันเสาร์ที่ 25 เดือนพฤศจิกายน 2521 ตกดวงดาวเสาร์ โคจรทับดวงชะตา สลับสับเปลี่ยนกับคุณปิยบุตร เหมือนเป็นคู่วาสนา ก่อการไม่สำเร็จเป็นอุปสรรค เจอปีชวด 2563 เป็นปีปะทะ ตกดวงแตกแยกพลัดพราก และตายจาก

หากรั้นที่จะเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ ความคิดไม่หวังดี สร้างความแตกแยก ไม่ประสงค์ดี สาดซัด ไม่ปรองดองต่อเนื่องปี 2564 ตกดวงศัตรู ไม่หวังดี ให้ร้ายป้ายสี ยุแหย่สร้างความแตกแยก นินทาว่าร้าย เพราะนำทางผิดคิดจนตัวตาย
 

คุณปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์หนุ่มคู่หูดูโอ้ คุณธนาธร หวังล้มรัฐบาลจี้เยาวชนหวังพลิกประวัติศาสตร์ ยกเลิก ม.112 แต่สองปีนี้เหมือนมีแต่ยาพิษ ที่มีแต่ล่มสลาย 

คุณปิยบุตร เกิดอังคารที่ 23 เดือนตุลาคม 2522 ดวงชะตาชอบเครียด มักจะคิดอะไรล่วงหน้า ทำการสิ่งใดมักจะฉกฉวยโอกาศ ชอบคิด และกระทำในเส้นทางที่เบียดเบียนตนเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ หรือหาเรื่องใส่ตนเอง เตือนระวังบั้นปลายชีวิตทรัพย์สูญสิ้น

ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวง “ปิยบุตร-ธนาธร”  ไตรมาสนี้จับตาดูคู่ดูโอ้ เจอความหายนะเข้าตัวทั้งเดือนธันวาคม 2564 และเดือนมกราคม2565 ส่งท้ายให้รุนแรงเป็นมรสุม

เหตุที่สร้างกรรมมา จะตามทันให้ได้รับความเดือดร้อน อยู่ไม่มีความสุข ทุกข์ที่ทำอะไรไม่ได้ สีหน้าเผยยิ้ม แต่หัวใจชอกช้ำ หวังคิดเหมือนคนต่างแดน ถ้าอยู่ไม่ได้ ล้มม.112 ไม่สำเร็จก็อย่ามีความสุขเลย และนี่เป็นกรรมที่กำลังตามทันอยู่

ซินแสเข่ง แนะนำว่า ดูโอ้ “ปิยบุตร ธนาธร” หากดูฤกษ์ผานาที รู้วันรู้เดือน อาจมีโอกาสกระทำการสำเร็จได้ แต่เมื่อก้าวเดินผิดพลาดเพราะคนรุ่นใหม่ เอาความคิดตนเป็นใหญ่ ใช้ความคิดตนเองเป็นที่ตั้ง โอกาสพลาดจึงเกิดขึ้น

“สองปีต่อไปเป็นจังหวะที่สองคนจะลุกสู้ แต่เป็นนักสู้ที่เต็มไปด้วยบาดแผล มีแต่จะตายกับตายเท่านั้น ถอยหลังไปแล้วอีก 10 ปีค่อยมาสู้กันใหม่” ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติดูโอ้ “ปิยบุตร ธนาธร”

ย้อนตำนาน “พระอารามหลวง” ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491794

09 พ.ย. 2564 |10:00 น.

เปิดเกร็ดความรู้ ย้อนตำนาน “พระอารามหลวง” ถูกแบ่งระดับอย่างไร แล้วใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้น อันเป็นอำนาจการปกครองใน “ศาสนจักร”

หากพูดถึง “วัด” ในประเทศไทย เชื่อว่า น่าจะมีหลายคนเกิดความสงสัยว่า ชื่อของ “วัดไทย” มีความแตกต่างกันออกไปในคำลงท้าย ซึ่งคำลงท้ายที่แตกต่างกัน คือสิ่งที่บ่งบอกความแตกต่าง ระดับชั้น ของวัดนั้น ๆ รวมทั้ง “วัดราษฏร์” กับ “พระอารามหลวง” หรือ “วัดหลวง” ก็มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน “คมชัดลึกออนไลน์” จะพาไปทำความรู้จักกับ “พระอารามหลวง” ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร และมีความแตกต่างจาก “วัดราษฎร์” อย่างไร

พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง คือ วัดที่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง หรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์ หรือมีผู้สร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นวัดหลวง และวัดที่ราษฎรสร้าง หรือบูรณปฏิสังขรณ์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าจำนวนในบัญชีเป็นพระอารามหลวง

ย้อนตำนาน "พระอารามหลวง" ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้นย้อนตำนาน “พระอารามหลวง” ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้น

แต่เดิมนั้น ยังไม่มีการจัดแบ่ง พระอารามหลวง อย่างเป็นทางการ เพียงแต่มีการจัดแบ่ง พระอารามหลวง ออกเป็นหลายชั้นตามความรู้สึก หรืออาศัยการคาดเดาตามสถานการณ์ เช่น ดูจากการพระราชทานเทียนพรรษาขี้ผึ้ง หรือไม้เล่มเดียว หรือมากกว่านั้น หรือดูจากการบรรดาศักดิ์ ที่พระราชทานแก่เจ้าพนักงานผู้คุมเลกข้าพระ เป็นต้น หลังจากนั้น กระทรวงธรรมการ ร่วมกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้จัดระเบียบพระอารามหลวง เพื่อประมาณค่าบำรุงวัดหลักจากเลิกเลขวัด แต่ไม่ได้นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดระเบียบพระอารามหลวง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดระเบียบพระอารามหลวงขึ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่นั้นมา

โดยในครั้งนั้น วัดที่จัดว่าเป็นพระอารามหลวงนั้น คือ วัดอันสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้าง ทรงปฏิสังขรณ์เป็นส่วนพระองค์ หรือทรงในนามท่านผู้อื่น และอารามอันพระบรมวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่สร้างปฏิสังขรณ์ทรงรับไว้ในความบำรุงของแผ่นดิน ภายหลังจึงหมายรวมถึง วัดราษฎร์ ที่ประชาชนสร้าง หรือปฏิสังขรณ์ แล้วทรงพิจารณาเห็นสมควรยกย่องเป็นพิเศษ ก็ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง

ย้อนตำนาน "พระอารามหลวง" ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้นย้อนตำนาน “พระอารามหลวง” ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้น
 

การแบ่งพระอารามหลวง

หากพูดถึงการแบ่ง พระอารามหลวง ก็จะมีการแบ่งตามระดับชั้น โดยการจัดลำดับชั้นของพระอารามหลวง เริ่มมีขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2458 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบแบ่งชั้นพระอารามหลวงออกเป็นสามชั้น แต่ละชั้นยังแยกระดับออกไปอีกหลายระดับ โดยมีสร้อยต่อท้ายชื่อวัดตามฐานะ ดังนี้

1. พระอารามหลวงชั้นเอก ได้แก่ วัดที่มีเจดียสถานบรรจุพระบรมอัฐิ หรือเป็นวัดที่มีเกียรติสูง มี 3 ชนิด คือ

  • ชนิดราชวรมหาวิหาร
  • ชนิดราชวรวิหาร
  • ชนิดวรมหาวิหาร

2. พระอารามหลวงชั้นโท ได้แก่ วัดที่มีเจดียสถานสำคัญ มี 4 ชนิด คือ

  • ชนิดราชวรมหาวิหาร
  • ชนิดราชวรวิหาร
  • ชนิดวรมหาวิหาร
  • ชนิดวรวิหาร

3. พระอารามหลวงชั้นตรี ได้แก่ วัดประจำหัวเมือง หรือวัดที่มีความสำคัญชั้นรอง มี 3 ชนิด คือ

  • ชนิดราชวรวิหาร
  • ชนิดวรวิหาร
  • ชนิดสามัญ (ไม่มีสร้อยนามต่อท้าย โดยส่วนใหญ่จะต่อท้ายว่า พระอารามหลวง)

อย่างไรก็ตาม ความหมายของชื่อสร้อยลงท้าย ก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปอีก อันบ่งบอกถึงสิ่งที่ทำให้รู้ระดับของวัดแต่ละวัด โดยความหมายของคำสร้อยที่ว่าประกอบไปด้วย

  1. ราชวรมหาวิหาร  เป็นพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ได้ทรงสร้าง หรือทำการปฏิสังขรณ์แบบเป็นการส่วนพระองค์ โดยสิ่งปลูกสร้างที่ว่านี้ จะมีขนาดใหญ่โตสมพระเกียรติของพระองค์ท่าน ที่ได้ทรงสร้างเอาไว้
  2. วรมหาวิหาร จะเป็นไปในลักษณะเดียวกับแบบราชวรมหาวิหาร คือกษัตริย์ชั้นผู้ใหญ่ทรงเป็นผู้สร้าง หรือปฏิสังขรณ์ แต่อาจจะมีความสำคัญในบางประการน้อยกว่า
  3. ราชวรวิหาร  ซึ่งพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้าง หรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์
  4. วรวิหาร  คือพระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์ แล้วทรงพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้อื่น

ย้อนตำนาน "พระอารามหลวง" ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้นย้อนตำนาน “พระอารามหลวง” ใช้หลักเกณฑ์ใด ในการจัดแบ่งตามลำดับชั้น

รายชื่อพระอารามหลวง ชั้นเอก

กรุงเทพมหานคร

  • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
  • วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (วัดสลัก)
  • วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
  • วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
  • วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
  • วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
  • วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
  • วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
  • วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร
  • วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระนครศรีอยุธยา

  • วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร
  • วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร
  • วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

สระบุรี

  • วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

นครปฐม

  • วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร

สุโขทัย

  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร

สุราษฎร์ธานี

  • วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร

ชลบุรี

  • วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

นครพนม

  • วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

เชียงใหม่

  • วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ลำพูน

  • วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร

พิษณุโลก

  • วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่)

นครศรีธรรมราช

  • วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (หรือ วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร)

จากสิ่งที่ได้สรุปมาทั้งหมด น่าจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า คำลงท้ายของ “วัดไทย” มีความแตกต่างกันอย่างไร ในคราวต่อไป จะมาร่ายเรียงถึง “วัดราษฎร์” ว่าแตกต่างจาก “พระอารามหลวง” อย่างไร แล้ว “วัดราษฎร์” จะสามารถยกฐานะเป็นพระอารามหลวงได้หรือไม่

ที่มา : วิกิพีเดีย,inclusivechurch

ขอบคุณภาพจาก google

จับตาศาลรธน.วินิจฉัยแกนนำม็อบราษฎร “ม.49” ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491764

อักษร 8 ทิศ

09 พ.ย. 2564 |11:00 น.

ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังแถลงคำวินิจฉัย 3 แกนนำม็อบราษฎร “อานนท์-ปนัสยา-ภานุพงศ์” ชุมนุมปราศรัยเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

จับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่นัดแถลงด้วยวาจา หลังจากได้ปรึกษาหารือ ลงมติและอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ในวันพุธที่ 10 พ.ย. นี้ เวลา 15.00 น. กรณีที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก(ไมค์) น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล(รุ้ง) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์(เพนกวิน) น.ส.จุฑาทิพย์ หรือ เพนกวิน ศิริขันธ์ น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และน.ส.อาทิตยา พรพรม รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัยเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

จับตาศาลรธน.วินิจฉัยแกนนำม็อบราษฎร "ม.49" ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯจับตาศาลรธน.วินิจฉัยแกนนำม็อบราษฎร “ม.49” ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเฉพาะการกระทำในการชุมนุมปราศรัยของนายอานนท์ นายภาณุพงศ์ และน.ส.ปนัสยา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไว้พิจารณาวินิจฉัยและให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งอัยการสูงสุด สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

“คมชัดลึก” เกาะติดผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีดังกล่าวว่าจะเป็นไปในรูปแบบนี้ ใน “เจาะประเด็นร้อน” โดย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์ถึงแนวทางของผลคำวินิจฉัยให้ได้ทราบว่ามีความเป็นไปได้ใน 2 รูปแบบด้วยกัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชียรศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย

แบบแรกคือตีตก ยกคำร้อง และแบบที่สองคือการรับพิจารณาและวินิจฉัย

หากเป็นแบบแรกคือตีตกยกคำร้อง จะประกอบด้วย 3 ลักษณะด้วยกันคือ 1.การกระทำไม่เข้าข่าย 2.การกระทำเข้าข่าย แต่ยุติไปแล้ว และ 3.การดำเนินการที่เข้าข่าย แต่การกระทำจบแล้ว ต้องรอให้มีการกระทำอีกครั้งถึงจะทำอะไรได้ ดังนั้นต้องไปดูว่าศาลสั่งให้ทำอะไรได้ ซึ่งมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า..

“บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทําตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคําสั่งไม่รับดําเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดําเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดําเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําการตามวรรคหนึ่ง”

รศ.ดร.เจษฎ์ วิเคราะห์ต่อไปว่า แบบที่สอง หากศาลรับพิจารณาคำร้องว่าเข้าข่ายมีความผิด ศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามไม่ให้ปราศรัยในลักษณะดังกล่าวนั้นอีกเพราะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะมีผลคำวินิจฉัยใน 3 ลักษณะเช่นกัน คือ

1.สั่งให้คนที่ทำไม่ให้ทำอีก นั่นคือผูกพันผู้ถูกร้อง นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (ผู้ถูกร้องที่ 1-3)


2.ไม่ให้ใครทำแบบนี้อีกเลย ในบรรดาของคนที่เคยทำมาก่อน คือผูกพันกับกลุ่มคนที่เคยกระทำการในลักษณะเดียวกัน ไม่ให้ทำอีกต่อไป และ 


3.ห้ามไม่ให้ใครทำแบบนี้อีกเลย โดยให้ยึดเป็นบรรทัดฐาน สำหรับบุคคลทั่วไป ห้ามไม่ให้กระทำในลักษณะดังกล่าวอีก (กรณี 2 และ 3 เป็นการตีความอย่างกว้าง) 

รศ.ดร.เจษฎ์  ชี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า ที่ต้องสั่งแบบนี้เนื่องจากมาตรา 49 ของ รธน.60 วินิจฉัยความผิดเพียงให้เลิกกระทำ ดังนั้นในแบบที่ 1.ก็จะพบการกระทำความผิดในแบบที่วันนี้ทำอยู่ พรุ่งนี้ก็ทำ วันมะรืนก็ทำอีก และถ้ามีคนไปร้องและศาล รธน.บอกให้เลิกทำ แบบนี้ชัดเจน

ส่วนแบบที่ 2 คือ มีการเตรียมการว่าพรุ่งนี้เราไปทำกันนะ แล้วมีคนไปร้อง ศาลก็จะวินิจฉัยว่าถ้าทำถึงขั้นระดับนี้จึงจะมีความผิด ถ้าขึ้นเวทีปุ๊บก็สั่งเลิกได้เลยถือว่ามีความผิดแล้ว

ส่วนแบบที่ 3 คือทำไปแล้ว จบไปแล้ว ก็ต้องกำหนดเป็นบรรทัดฐานว่าคนเหล่านี้ที่ถูกร้องไม่ให้ทำอีกเลย 

อย่างไรก็ตาม การจะมีคำวินิจฉัยความผิดโดยอาศัย มาตรา 49 ของ รธน.60 นั้น ทำได้ยากเพราะมาตรา 49 มีจุดอ่อน คือถ้าจะยื่นเรื่องต่อศาลรธน.ให้วินิจฉัยความผิดให้เลิกกระทำ ก็ต้องยื่นเรื่องร้องไปที่อัยการสูงสุดก่อน จากนั้นอัยการสูงสุดจะยื่นร้องต่อศาลรธน.ภายใน 15 วัน แต่หากใน 15 วันนี้อัยการสูงสุดยังไม่ยื่นเรื่องร้องต่อศาลรธน. ผู้ร้องก็สามารถยื่นเรื่องร้องตรงต่อศาลรธน.ได้ 

แต่จุดที่น่าสังเกตคือ ถ้ามีการกระทำความผิดวันนี้ แล้วไปยื่นเรื่องในพรุ่งนี้กับอัยการสูงสุด ในช่วงเวลานี้ กว่าจะถึง 15 วัน อาจจะทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะได้มีการยุติการกระทำก่อนแล้ว นี่จึงเป็น “จุดอ่อน” ของมาตรา 49 เว้นแต่จะมีการกระทำความผิดมากกว่า 15 วัน หากอัยการสูงสุดไม่ยื่นเรื่องต่อศาล รธน. บุคคลผู้กล่าวหาก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรธน.ได้เองเลย ซึ่งในความเป็นจริง ผู้กระทำความผิดคงไม่ทำผิดไปจนถึง 15 วัน 

นอกจากนี้ มาตรา 49 ยังไม่เกี่ยวข้องกับประมวลความผิดกฎหมายอาญาด้วย (ม.112, ม.113, ม.116)  เพราะผู้เขียนตัวบทกฎหมายไม่ต้องการให้มีบทลงโทษที่รุนแรง ต้องการเพียงให้ศาลรธน.สั่งให้เลิกกระทำเท่านั้น แต่ในอนาคตศาล รธน.อาจจะมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานความผิดในรูปแบบใหม่ออกมาก็ได้ ต้องติดตามดูคำวินิจฉัยในวันที่ 10 พ.ย.นี้ว่าจะออกมาเป็นไปในรูปแบบใด 

สำหรับผลที่ตามมาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายอานนท์ กับพวก เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลรธน.นำประมวลกฎหมายอาญามาประกอบการพิจารณาความผิด ก็จะประกอบด้วย

-ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116  ความผิดฐาน ยุยง ปลุกปั่น 
มาตรา 116 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต


1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย


2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ


3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 
ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี 

-ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113  ความผิดฐานกบฏ (ซึ่งต้องมีการใช้กำลังประทุษร้าย )


มาตรา 113  บัญญัติว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ


1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร


ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 -ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หากมีการพาดพิงถึงสถาบัน )ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 (หากการปราศรัยนั้นพาดพิงบุคคลอื่น)มาตรา 328  บัญญัติว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท