รื้อ “มาตรา112” ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492170

11 พ.ย. 2564 |15:00 น.

รื้อกฏหมายอาญา “มาตรา112” ต้องดูบริบทของกฎหมาย เพราะคำวินิจฉัยฯหยุดการ กระทำล้มล้างการปกครองฯ มีผลผูกพันทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่ ระบุว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและหน่วยงานของรัฐ เป็นคำวินิจฉัยที่ทำให้กลุ่มราษฎร ต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่จะเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่ให้เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49  ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หลุดกับดักไปสู่เป้าหมาย ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112  นอกจากห้ามผู้ถูกร้อง ยังหมายรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายร่วมกระบวนการ และผู้ให้การสนับสนุน ทำให้ณฐพร โตประยูร จี้ กกต. เร่งดำเนินการต่อ ในคำร้องยุบพรรคก้าวไกล
รื้อ "มาตรา112" ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมายรื้อ “มาตรา112” ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมาย

รื้อ "มาตรา112" ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมายรื้อ “มาตรา112” ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมาย

หากพิจารณา10 ข้อเรียกร้องของกลุ่มราษฎร จะเห็นได้ชัดว่า ไม่มีข้อไหนจะฝ่าด่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปได้ ทั้งสิบข้อล้วนธำรงอยู่ในความหมาย เซาะกร่อน บ่อนทำลาย สถาบันฯ ตามที่ศาลพิจารณา เป็นที่มาของการท้าทาย จะเคลื่อนไหวต่อไปไม่สนใจคำสั่งศาล ขณะที่ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นต้นธารให้ เอาข้อหาล้มล้างการปกครอง ไปใช้กับประชาชนอย่ากว้างขวางไม่มีขอบเขต จนเป็นเหตุให้มีการบิดเบือนกฎหมายแม้ เซาะกร่อน บ่อนทำลาย เคยถูกใช้มา เมื่อครั้งยุบพรรคไทยรักษาชาติ แม้แต่พรรคเพื่อไทย ที่เสนอญัตติให้นำกรณีพิพาทนี้ ไปร่วมกันหาทางออกในสภา ก็ยังกังวลว่าคำวินิจฉัยจะบานปลาย นำไปสู่ความแตกแยก
 

บทความคำตอบข้อสอบกฎหมาย ในมติชน รายสัปดาห์  ของธงทอง จันทรทางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความยุติธรรม อย่าไปหลงผิดว่าขึ้นชื่อว่ากฎหมายแล้วต้องยุติธรรมเสมอ ในชีวิตได้เห็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมมามากพอสมควร บางครั้งก็เป็นกฎหมายที่เคยยุติธรรมในบริบทของสังคมยุคหนึ่ง แต่พอมาถึงปัจจุบันสมัยก็ตกยุคเสียแล้ว แต่เราก็ยังตะบี้ตะบันใช้กันต่อไป  ข้อเขียนนี้ จึงนับเป็นความท้าทาย การบังคับให้เป็นไปความหมายของคำว่าผูกพันในฐานะที่ เป็นพันธะที่จะต้องปฏิบัติตาม 

รื้อ "มาตรา112" ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมายรื้อ “มาตรา112” ต้องพิจารณา บริบทของกฎหมาย

เปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492115

11 พ.ย. 2564 |11:00 น.

เปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งแต่ละวัด นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมที่งดงามแล้ว ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

“คมชัดลึกออนไลน์” ได้พาไปไล่เรียง ทำความรู้จัก “วัดไทย” รวมทั้ง ความแตกต่างของ “พระอารามหลวง” หรือ วัดหลวง กับ “วัดราษฎร์” มาแล้ว ครานี้ จะพาไปทำความรู้จักกับวัดประจำรัชกาล แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ปฐมกษัตริย์แล้ว โดยส่วนมากมักเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้น หรือบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ แต่คนไทยส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยทราบว่า มีวัดใดบ้าง และวัดดังกล่าวมีความสำคัญต่อพระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชกาลอย่างไร 


จากข้อมูลของ “วัดไทย” ทุกวัดประจำรัชกาล จะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก มีทั้งชนิดราชวรมหาวิหาร และราชวรวิหาร

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

1. วัดประจำรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ตั้งอยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง ระหว่างถนนมหาราช และถนนสนามไชย ถือเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง นอกจากนี้ ทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551 อีกด้วย

ซึ่งเหตุที่วัดโพธิ์กลายเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ก็เพราะวัดโพธิ์มีชื่อเดิมว่า “วัดโพธาราม” เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 
ให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัด และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ” พอมาถึงในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการเปลี่ยนคำสร้อยท้ายนามวัดเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” 

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

2. วัดประจำรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง เป็นวัดโบราณ จากหลักฐานเชื่อว่า สร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ

วัดอรุณฯ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ทั้งพระอาราม โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ และพระวิหารต่อจนแล้วเสร็จ พร้อมทั้งทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูป ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐาน เป็นพระประธานในพระอุโบสถ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการก่อสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งมีความสูง 82 เมตร กว้าง 234 เมตร แต่มาเสร็จสมบูรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอรุณราชวราราม”

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

3. วัดประจำรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร หรือ วัดราชโอรส  ตั้งขึ้นอยู่ริมคลองสนามไชยฝั่งธนบุรีที่ติดคลองบางหว้า เป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดจอมทอง” แต่ต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดใหม่ จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ว่า “วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” ที่หมายถึง “วัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา” เพื่อเป็นเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นพระราชโอรส และทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขึ้นใหม่ ทั้งพระอารามและถวายเป็นพระอารามหลวง แด่พระราชบิดา

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

4. วัดประจำรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ข้างสวนสราญรมย์ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2407 เพื่อเป็นวัดธรรมยุตินิกาย เพื่อให้เจ้านายและข้าราชการทั้งฝ่ายนอกและฝ่ายใน ได้บำเพ็ญกุศลกันได้สะดวกขึ้น เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังและทรงพระราชทานนามว่าวัดราชประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

            เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

5. วัดประจำรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 7

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร คำว่า ราชบพิธ หมายถึง พระราชาทรงสร้าง ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับพระอัครมเหสีพระราชเทวี และเจ้าจอมพระสนมเอกของพระองค์ ส่วน สถิตมหาสีมาราม ก็คือเป็นวัดที่ประดิษฐานเสมาขนาดใหญ่เพราะตามปกติแล้ว เสมาของวัดโดยทั่วไปจะอยู่ตามมุมหรือติดอยู่กับตัวพระอุโบสถ แต่เสมาของวัดนี้ตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดถึง 8 ด้าน จึงเป็นการขยายเขตทำสังฆกรรมของสงฆ์ให้กว้างขึ้น

วัดนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 เท่านั้น แต่ยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 7 ด้วย เพราะในรัชสมัยของ รัชกาลที่ 7 มิได้มีการสร้างวัด แต่ท่านก็ได้รับพระราชภาระในการทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธนี้ด้วย ดังนั้นจึงถือเป็นวัดประจำพระองค์ด้วยเช่นกัน

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

6. วัดประจำรัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 9

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เดิมชื่อ วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้อีกด้วย

อีกทั้ง หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) จะอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ซึ่งจะถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

7. วัดประจำรัชกาลที่ 8

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร  เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ.2350 แต่มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.2390 และพระราชทานนามว่า วัดสุทัศนเทพวราราม

ภายในวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี

เปิดประวัติ "วัดประจำรัชกาล" 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเปิดประวัติ “วัดประจำรัชกาล” 1-10 แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

8. วัดประจำรัชกาลที่ 10

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร หรือ วัดทุ่งสาธิต สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2399 โดยคหบดีชาวลาวชื่อ นายวันดี ที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ภายหลังจากเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายมรณภาพ ทำให้ไม่มีใครสืบสานต่อจนกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาปี พ.ศ.2506 วัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ให้สวยงามดังเดิม

และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2508 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ (รัชกาลที่ 10) ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ พร้อมได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร” ด้วย พระอาจารย์สาธิต ฐานวโร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายวัดทุ่งสาธิต แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (พระยศรัชกาลที่ 10 ในขณะนั้น)

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในวิกิพีเดีย จะเห็นว่าวัดประจำรัชกาลที่ 9 ไม่ใช่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และ วัดประจำรัชกาลที่ 10 ก็ไม่ใช่วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร แต่เป็นการเลือกเอาวัด ที่พระมหากษัตริย์พระองค์นั้น ทรงมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยยึดเอาที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารเป็นสำคัญ

ที่มา : วิกิพีเดีย,สำนักงานพระพุทธศาสนา, ขอบคุณภาพจาก google

ปัญหาหนี้รุมเร้า? “สจ.ดำ” ธวัชชัย ทองอ่อน ก่อเหตุฆ่ายกครัวหรือยากจะเยียวยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492116

นายหัวไทร

11 พ.ย. 2564 |11:00 น.

สายเลือดคนคอน ของ “สจ.ดำ” ธวัชชัย ทองอ่อน อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ตัดสินใจใช้มัจจุราชสังหาร ลูกสาวในวัยน่ารัก 2 คน 11 ขวบ และ 13 ขวบ ภรรยา และจ่อขยับตัวเองตามไปด้วย

ในตอนบ่ายของวันที่ 10 พฤศจิกายน เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดในทาวน์โฮม 3 ชั้นของหมู่บ้าน กลางเมือง เดอะปารีส กรุงเทพ-กรีฑา ซ.7 แยก 10 

ธวัชชัย ทองอ่อน หรือ “สจ.ดำ” อดีตสมาชิกภาพองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตอำเภอฉวาง และประธานสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างปี 2547-2551 ซึ่งเป็นช่วงที่ “วิทูรย์ เดชเดโช” เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช

ธวัชชัย ทองอ่อน อายุ 48 ปี คนพื้นที่รู้จักในชื่อ “ส.จ.ดำ” คนดังในพื้นที่คนหนึ่ง ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันดี แต่การเลือกตั้งครั้งถัดมา “สจ.ดำ” แพ้การเลือกตั้ง เขาตัดสินใจวางมือทางการเมือง ย้ายครอบครัวขึ้นไปอยู่กรุงเทพมหานคร และเปิดบริษัทดำเนินธุรกิจการจัดหาครุภัณฑ์ทางการศึกษา และเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองบ้างเป็นบางครั้งเช่นร่วมชุมนุมกับ กปปส. จนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

“สจ.ดำ” เปิดร้านอาหารแนวปักษ์ใต้อยู่หลังรามคำแหง “เสบียงทิพย์” เป็นห้องแถวสองห้อง ซึ่งในช่วงหลังๆจะเป็นแหล่งชุมนุมของนักการเมืองสายใช้ “แทน” ชัยชนะ เดชเดโช สายัณห์ ยุติธรรม จะแวะไปรับประทานอาหารรสชาติถูกปากที่ร้านนี้เป็นประจำ หรือแม้กระทั้ง “เดอะหนุ่ย” ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ก็เคยแวะไปทานข้าว

 “สจ.ดำ” แม้จะวางมือจากสนามเลือกตั้ง แต่เขาไม่ได้ทิ้งภารกิจทางการเมือง เขายังแวะเวียนไปรัฐสภาบ่อยๆ เพราะเขาเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”ประจำ “ชิณวรณ์ บุณยเกียรติ์” ส.ส.นครศรีธรรมราชอยู่ด้วย ถือเป็นคนกว้างคนหนึ่งของนครศรีธรรมราช

“สจ.ดำ” เคยมีหมายจับและถูกจับกุมหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ จ.226/2562 ในข้อหาผิด พ.ร.บ.เช็ค หรือเช็คเด้งนั้นเองโดยตำรวจกองปราบปรามจับกุมตัวได้ที่ บริเวณหน้าหมู่บ้านอันดา ถนนคู้คลองสิบ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กทม. เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2562

ต้นเรื่องมาจาก “สจ.ดำ” ได้ชักชวนผู้เสียหายมาร่วมทุนทำธุรกิจด้วยกัน โดยอ้างว่าบริษัทของตนเองได้ชนะการประมูลรับเหมาจัดซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) ที่จะนำไปแจกจ่ายตามโรงเรียนต่างๆ กว่า 2,500 โรงเรียน ในวงเงินประมูล เครื่องละ 100,000 บาท รวมวงเงินทั้งหมด 250,000,000 บาท สจ.ดำยังอ้างว่าตนเองสามารถจัดซื้อเครื่องถ่ายเอกสารได้ในราคาถูก และจะได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาเครื่องถ่ายเอกสารตกเครื่องละ 19,445 บาท คิดเป็นเงินกำไรรวมกว่า 48 ล้านบาท พร้อมกับนำเอกสารที่อ้างว่าได้รับมาจาก สพฐ. สำนักงบประมาณ เอกสารใบเสนอราคา และใบสั่งซื้อมาแสดงให้ดูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

จนผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนเป็นเงิน 15 ล้านบาท ต่อมาผู้เสียหายว่าบริษัทของ “สจ.ดำ” ไม่ได้เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการดังกล่าว จึงพยายามทวงถามขอเงินลงทุนกลับคืน ก่อนที่ สจ.ดำจะคืนเงินลงทุนเป็นเช็คเงินสด แต่เช็คเด้ง จึงเข้าแจ้งความกับ สน.หัวหมาก กระทั่งออกหมายจับดังกล่าว และติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด

“สจ.ดำ” ถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 ตำรวจกองปราบปรามนำกำลังเข้าจับกุมข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม-ฉ้อโกง จับกุมตัวได้ที่บริเวณภายในห้างแม็คโคร สาขาบางกะปิ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ

สืบเนื่องจากประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2560 สจ.ดำได้ก่อเหตุหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง โดยการอ้างว่าสามารถดำเนินการให้ผู้เสียหายได้รับงานจัดซื้อจัดจ้างโครงการงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมทั้งอ้างว่ารู้จักทีมงานเลขาฯ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยจะประสานงานกับองค์การบริหารส่วนตำบลที่ได้รับงบจัดซื้อจัดจ้าง แต่มีข้อแม้ว่าผู้เสียหายกลุ่มนี้จะต้องยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการจำนวนกว่า 29 ล้านบาท ด้วยความที่เห็นว่า สจ.ดำเคยมีตำแหน่งการเมืองท้องถิ่นและมีการนำเอกสารราชการเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวมาให้ผู้เสียหายดู จึงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินตามที่ร้องขอ

แต่ต่อมาผู้เสียหายกลุ่มนี้ได้ตรวจสอบไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงทราบว่าไม่มีโครงการดังกล่าวตามอ้างซึ่งเอกสารราชการโครงการนั้นเป็นเอกสารที่ สจ.ดำทำปลอมขึ้นมาเพื่อตบตา ทางผู้เสียหายกลุ่มนี้จึงได้รวมตัวกันมาเข้าร้องเรียนกับทางกองปราบฯ จนมีการออกหมายจับและจับกุมตัว

เมื่อวาน “สจ.ดำ” นัดเคลียร์กับ “สมรักษ์ คำสิงห์” ที่ร้านเสบียงทิพย์ โดยนัดคืนเงิน 10 ล้านบาท อันเป็นภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการวิ่งเต้นจัดหา “ล็อตตารี่” ให้กับคณะของสมรักษ์ แต่รับเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับล็อตเตอรี่ตามข้อตกลง ซึ่ง สจ.ดำ นัดสมรักษ์ให้มารับเงินคืนที่ร้านของเขา แต่ถึงเวลานัด 14.00 น.สมรักษ์ไม่เห็นหน้า สจ.ดำ จึงตามไปที่บ้านย่านกรุงเทพ-กรีฑา แต่เมื่อไปถึงก็พบว่า สจ.ดำ และครอบครัวเสียชีวิตหมดแล้ว
การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวด้วยการเด็ดชีพลูกสาวสองคนที่เขารักมาก พร้อมภรรยา และตัวเขาเอง น่าจะเกิดจากปัญหาที่หนักอึ้ง ที่เขาเองก่อไว้จนยากจะเยียวยา-แก้ไข จึงตัดสินใจทิ้งปัญหาไปแต่สิ่งที่เราไม่รู้ และจะเป็นปริศนาต่อไป เพราะคนอยู่ในเหตุการณ์จากไปหมดแล้ว คือก่อนก่อเหตุได้มีการพูดคุยกันในครอบครัวหรือ พูดกันเรื่องอะไร แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบอกว่า ได้ยินเหมือนเสียงคนทะเลาะกัน จากนั้นเสียงปืนจึงตามมา
นี้คือเส้นทางขีวิตของ “สจ.ดำ” ที่วิ่งแล่นอยู่บนถนนแห่งความเสี่ยง แล้วปัญหาก็สุมอกจนไม่อาจจะแบกรับได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจพาลูกพาเมียที่เขารักยิ่งไปด้วย


เรื่อง : นายหัวไทร  

“รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้การชุมนุมอาจลุกลามบานปลาย หลังคำวินิจฉัยของศาล รธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492064

11 พ.ย. 2564 |02:00 น.

เกาะติดสถานการณ์ทางการเมืองไทยและการชุมนุมของกลุ่มราษฎร “รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้นับจากนี้อาจลุกลามบานปลาย หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการชุมนุมเรียกร้องของ 3 แกนนำ เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

ทันทีที่ “คำวินิจฉัยประวัติศาสตร์” ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการปราศรัยและการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1, 2 และ 3 (นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล 3 แกนนำกลุ่มราษฎร) เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 จึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1, 2 และ 3 รวมทั้งองค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำดังกล่าวที่จะมีขึ้นต่อไป 

“คมชัดลึก” สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมของกลุ่มราษฎร ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้จะเป็นไปในทิศทางใด ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์พิเศษใน “เจาะประเด็นร้อน” 
 

กลุ่มผู้ชุมนุมยังเดินหน้าปฏิรูปสถาบัน โดยเน้น 10 ข้อเรียกร้องเดิมและปฏิเสธคำวินิจฉัย จุดนี้จะส่งผลอย่างไรต่อบทบาท อำนาจ หน้าที่ และความศักดิ์สิทธิ์ของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศหรือไม่ ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย

ศาลในลักษณะของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นศาลที่ไม่ได้สามารถกำหนดโทษในลักษณะทางอาญาได้ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงกับการบังคับ หรือศาลในลักษณะของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ที่มีสภาพบังคับที่ชัดเจนกำหนดไว้ในกฎหมาย สามารถสั่งให้ดำเนินการ หรือให้มีการดำเนินการต่อทรัพย์สินได้ จึงทำให้การที่มีคำวินิจฉัย มีคำตัดสินและไม่มีการปฏิบัติตาม ดูเสมือนหนึ่งว่าทำให้ศาลไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่อันที่จริงแล้วเมื่อคำวินิจฉัย คำตัดสินของศาลผูกพันทุกองค์กร จึงมีความเชื่อมโยงไปสู่บทบัญญัติของกฎหมายอื่นอยู่ร่วมด้วย ซึ่งต้องดูให้ครบถ้วน จึงจะเห็นว่าท้ายที่สุดคำวินิจฉัย คำตัดสิน จะเกิดผลหรือไม่ และทำให้เสียความศักดิ์สิทธิ์ของศาลธรรมนูญหรือไม่ 

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การชุมนุมอาจลุกลามบานปลาย หลังคำวินิจฉัยของศาล รธน.“รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้การชุมนุมอาจลุกลามบานปลาย หลังคำวินิจฉัยของศาล รธน.

สังคมไทยจะเดินไปในทิศทางใด ความแตกแยกที่เกิดขึ้นจะมีทางออกอย่างไร เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมยังต่อต้านศาล และตั้งเป้าปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ฝั่งผู้ร้องก็คงจะมีคนที่ร้องในอีกหลาย ๆ เรื่อง และนำไปเชื่อมโยงกับกฎหมายอาญาด้วย ฝั่งผู้ถูกร้องก็คงจะดื้อ ไม่ฟัง ชุมนุมต่อไป และอาจจะลุกลามบานปลายต่อ

รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร จะมีทางออกต่อกรณีนี้อย่างไร

รัฐบาลและรัฐสภาก็คงทำอะไรลำบาก จะหยิบยกข้อเสนอทั้ง 10 ข้อไปดำเนินการเป็นประการใด ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากว่าข้อเสนอทั้ง 10 ข้อได้ถูกวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาล และรัฐสภาอาจจะต้องเสนอให้มีการดำเนินการในเรื่องของการทำความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการสานเสวนา ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำได้กับกลุ่มที่คิดเห็นตรงข้ามรุนแรงจริง ๆ อาจจะทำได้กับกลุ่มโดยรวมของสังคม

เยาวชนจะเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ การสร้างสถานการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไร

การสร้างสถานการณ์รุนแรงคงจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง คงจะมีมากขึ้นอีกเพื่อต่อสู้กับข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มว่าจะมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเสมอไปเพราะว่า หากรัฐบาลรัฐสภามีวิถีทางใดที่จะสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกับบรรดาคนที่ ไม่รุนแรงได้ อาจจะทอนกำลังของความรุนแรง หรือฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้มีการปฏิรูปสถาบันในแบบ ในแนวที่ตัวเองต้องการลงได้บ้าง

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 การสั่งให้ทุกคนหยุดกระทำการนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร 
 

เข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้บรรดาผู้ถูกร้องและเครือข่าย หยุดการกระทำ ถือว่าการกระทำเช่นว่าไม่ว่าใครทำ ก็ถือว่าเป็นการล้มล้างระบอบ ถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อการล้มล้าง ซึ่งแน่นอนไม่สามารถไปบอกให้ใครหยุดได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การมีกฎหมายอาญาทั่วโลก บัญญัติว่าการฆ่าคน เป็นความผิด ก็ไม่ได้จะสามารถระงับยับยั้งการฆ่าได้หมดสิ้น ฉันใดก็ฉันนั้น คงต้องดำเนินการเป็นเปลาะ ๆ ไป มีการกระทำก็ต้องมีการดำเนินการต่อการกระทำนั้น แล้วทำให้คนโดยรวมไม่ทำผิด ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องความผิดและการกำหนดโทษอื่น ๆ ดังที่ยกตัวอย่างเช่น การฆ่าคนตาย

มีแนวโน้นว่าจะมีการส่งเรื่องร้องยุบพรรคก้าวไกลต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีส่วนสนับสนุนการชุมนุม ด้วยการประกันตัวแกนนำและมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมการชุมนุมด้วย ความเป็นไปได้ในกรณีนี้มีมากน้อยแค่ไหน เพียงใด
 

การจะเสนอให้มีการยุบพรรคก้าวไกล ก็อาจจะไปพิจารณาว่าพรรคก้าวไกลนั้นถือว่าเป็นเครือข่ายตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุเรื่องของเครือข่ายไว้หรือไม่ หากเป็นเครือข่ายก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อพรรคการเมืองไปทำการเช่นเดียวกันกับบรรดาผู้ถูกร้อง เมื่อไปพิจารณาภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ก็เข้าข่ายสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ ก็ต้องไปพิจารณาดู

"รศ.ดร.เจษฎ์" ชี้การชุมนุมอาจลุกลามบานปลาย หลังคำวินิจฉัยของศาล รธน.“รศ.ดร.เจษฎ์” ชี้การชุมนุมอาจลุกลามบานปลาย หลังคำวินิจฉัยของศาล รธน.

บีบเวลาขบวนการหนุนหลังเหลือน้อยลงอย่าริปลุกสัญญาณอันตราย #SootinClaimon.Com            

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492047

เมฆาในวายุ

11 พ.ย. 2564 |00:00 น.

บีบเวลาเหลือน้อยลงทุกทีสำหรับขบวนการที่หนุนหลังให้แกนนำสามนิ้วออกมาเดินแถวหน้าโดยลำพัง ผลจากคำวินิจฉัยศาลรธน.คือตำรากฎหมายเล่มใหญ่ที่เตือนให้ผู้อยู่นอกกฎกติการัฐธรรมนูญพึงสังวรณ์หากริฝ่าฝืนจะได้รับผลที่หนักหน่วงกว่านี้ เจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการชุมนุมวันที่10 ส.ค.2563 “ม็อบ10 สิงหา”  เสร็จสิ้นลง..ควันหลงหลังเหตุการณ์เป็นอย่างไรนั้นหลายคนน่าจะทราบแล้ว  แต่สิ่งที่ควรพินิจคือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

ดังนั้นการขยับของกลุ่มม็อบสามนิ้วและกองหนุนหลังจากวันที่ 10 พ.ย.2564 เป็นต้นไป  หากผู้ใดล่วงล้ำคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งล่าสุดนั้น    หมิ่นเหม่ยิ่งที่จะล่วงล้ำไปในแดนตัวบทมาตรา 112 และ  116  ประมวลกฎหมายอาญา หากมีการฟ้องร้องขึ้นมาในไม่กี่นาทีข้างหน้า

และอาจเป็นไปได้ว่าหากมีการฟ้องร้องในคดีใหม่ๆ โอกาสที่ผู้ถูกกล่าวหาจะโดน “เทติ้ว”(ศัพท์ของนักกฎหมายที่อ้างถึงบทลงโทษสูงสุดของมาตรานั้นๆที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นๆ) มากยิ่งกว่ามาก

ยามนี้คล้ายว่าเกมที่แกนนำกลุ่มสามนิ้วดำเนินการมาในช่วงหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา ใกล้จะหมดเวลาในการลงสนาม ยิ่งผู้เล่นตัวหลักและนักแสดงสมทบโดนคดีเป็นหางว่าวและยิ่งมีการแสดงอารยะขัดขืนจากคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการปรากฏเนืองๆนั้น อาการลิเกลาโรงน่าจะเด่นชัดเรื่อยๆเพราะสังคมส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยและส่ายหน้ากับขบวนการต่อสู้ของกลุ่มสามนิ้วที่เเสดงลีลาพิศดารแหวกขนบธรรมเนียมไปเรื่อยๆ

บีบเวลาขบวนการหนุนหลังเหลือน้อยลงอย่าริปลุกสัญญาณอันตราย            บีบเวลาขบวนการหนุนหลังเหลือน้อยลงอย่าริปลุกสัญญาณอันตราย            

บวกกับการแฉกันเองในสังคมออนไลน์ของ”มวลชนสามนิ้ว”ที่แตกแขนงหลายกลุ่มก๊วนเกี่ยวกับการทิ้งมวลชนและหักหลังกันเองที่ทยอยปูดออกมาให้คนภายนอกรับรู้นั้น  ภาวะเสื่อมสภาพและเสื่อมศรัทธาในการอ้างตัวว่าสู้เพื่ออนาคตและบ้านเมืองนั้น น่าจะเบาบางยิ่งกว่าเบาบาง

หลังจากนี้ต้องจับตาแกนหลักในการปั่นกระแสของม็อบสามนิ้วว่าจะเล่นเกมอะไรต่อ…..

แน่นอนว่าการแสดงออกแบบอารยะขัดขืนเวอร์ชั่น2021 นั้นปรากฏเสมอ ยามที่ผลการพิพากษาหรือผลวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการเปิดเผยออกมาสำหรับ”มวลชนคนสามนิ้ว”ในมุมที่ตัวเองมิพึงปรารถนา  

คราวนี้ก็เช่นกัน  อย่าปฏิเสธว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสต่อสู้คดีในการไต่สวน เพราะเวลาที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบให้นั้น พอดีพอใช้กับห้วงจังหวะคดี

ภาพอารยะขัดขืนเวอร์ชั่น2021 ที่ปรากฏคราวนี้  มิใช่ผลบวกในวันข้างหน้าแม้แต่น้อยในการเดินหมากให้ถึงฝั่งฝันและน่าจะกระทบขวัญกำลังใจในการต่อสู้ในยามจากนี้ไปด้วย

หากมองว่าการต่อสู้หลากเวทีและมีการฟ้องร้องกันนั้น กระบวนการยุติธรรมคือบันไดขั้นสุดท้ายที่ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาสามารถใช้สิทธินี้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในการกระทำของตัวเอง และหากมีภาวะไม่ยอมรับผลการตัดสินแล้วออกลีลาที่แหวกแนวไปเรื่อยๆ

อะไรเล่า..ที่จะเป็นมนต์เรียกคนมาชุมนุมและปลุกเร้าให้ลุกขึ้นสู้ในยามหน้า

สิ่งที่ควรมองอีกระดับคือ  แกนหลักของกลุ่มสามนิ้วที่ตอนนี้ใช้ชื่อบางพรรคและบางกลุ่มการเมือง รวมทั้งนักเลงคีย์บอร์ดที่ขับเคลื่อนเนืองๆบนโลกวันนี้และโลกออนไลน์นั้นจะโดนหางเลขพ่วงไปด้วยหรือไม่    

…ตรงนี้น่าคิด…

และน่าคิดเพิ่มไปอีกชั้นหนึ่งว่าหากยังขับเคลื่อนเกมที่ส่อแววขืนขัดคำวินิจฉัยครั้งนี้จากศาลรัฐธรรมนูญ(การล้มล้างการปกครอง..คืออะไร และมูลเหตุมาจากสิ่งใด…)มันจะไปอย่างไรกันต่อ..

รวมทั้งหมากเกมที่จะใช้เรียกแต้มในการเลือกตั้งเวทีอบต.,เวทีผู้ว่าฯ กทม./เวทีนายกเมืองพัทยาและสนามส.ส. ตรงนี้มันคือเยื่อใยที่พันผูกกับการขับเคลื่อนของพลพรรคสามนิ้วในเวทีข้างหน้า

สมมติว่าหากมีการยกระดับการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงบวกกับเกมการป่วนหลากรูปเพื่อล้มรัฐบาลนี้และหวังกระทบชิ่งไปยังองคาพยพอื่นๆ

สัญญาณแว่วๆลอยมาให้ลอบดักฟังได้ว่า หากยังเล่นนอกกติกากันเรื่อยๆ ระวังประวัติศาสตร์การเมืองอาจซ้ำรอยเป็นครั้งที่สิบสี่ และใครบางคนในม่านสีเทาแห่งขั้วสามนิ้วหวังเยี่ยงนั้น

สัญญาณลับนี้จะก่อตัวหรือไม่ อยู่ที่คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองว่า ยินยอมพร้อมใจให้เกมที่เหนือเกมก่อเกิดขึ้นในยามหน้าหรือไม่

…..ตรึกตรองลองดูก็แล้วกัน…..

นักวิชาการชี้ “คำวินิจฉัยศาล รธน.” ไม่มีผลระงับความขัดแย้ง-การชุมนุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492045

10 พ.ย. 2564 |20:00 น.

นักวิชาการรัฐศาสตร์ ยุทธพร อิสรชัย ชี้ “คำวินิจฉัยศาล รธน.” คดีแกนนำม็อบราษฎรล้มล้างการปกครอง ไม่มีผลระงับการชุมนุม ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมยังมีอยู่ต่อไป ไม่ได้ช่วยคลี่คลาย ด้าน เจษฎ์ ชี้ มีโอกาสลุกลามใหญ่โต

รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ให้ความเห็นต่อผล  “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ชี้ว่าการชุมนุมของแกนนำม็อบราษฎรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 10 สิงหาคม 2563 และเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญและสั่งให้ผู้ถูกร้องคือนายอานนท์ นำภากับพวกและกลุ่มองค์กร เครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ว่า การชุมนุมคงไม่ยุติลงง่าย ๆ แม้ว่าจะมี “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”ออกมา และการชุมนุมต่อจากนี้อาจมีการดำเนินคดีความต่าง ๆ ทางอาญาหรือทางแพ่งโดยมีผู้หยิบยกเอา”คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”มา เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่งด้วย ส่วนศาลแพ่ง หรือศาลอาญา จะฟังหรือไม่ ก็เป็นดุลยพินิจของศาลอาญา ศาลแพ่ง

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นคดีทางรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลทางอาญาหรือแพ่ง แต่เป็นในลักษณะคำสั่งให้ยุติหรือเลิกการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนในคำวินิจฉัยอยู่แล้วว่า ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีต่าง ๆ ทั้งทางอาญาและแพ่ง ถ้ามีการกระทำที่ฝ่าฝืน”คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”อาจจะมีผู้ไปยื่นดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรมปกติก็ว่ากันไป เช่น ร้องว่าผิดพ.ร.บ.การชุมนุม หรือยุยงปลุกปั่น  ซึ่งการกระทำนั้นต้องเข้าข่ายคดีอาญาด้วย ส่วนคดีความที่มีอยู่เดิมซึ่งเกิดจากการชุมนุมที่มีการดำเนินคดีอยู่แล้ว ก็อาจมีการหยิบยกเอา”คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”ในวันนี้ไปประกอบเป็นพยานหลักฐานได้

หรือในอนาคตหากมีการชุมนุมที่มีลักษณะคล้ายกับคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นม็อบไหนก็ตาม ก็อาจมีคนยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วนำเอา “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” ในคดีนี้มาอ้างต่อศาลรัฐธรรมูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถยืนยันคำวินิจฉัยเดิม โดยไม่ต้องไต่สวน

“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ในครั้งนี้ ความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมก็ยังมีอยู่ต่อไปไม่ได้ช่วยคลี่คลายอะไร การชุมนุมก็ยังจะเกิดขึ้นต่อไป “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่ได้ช่วยระงับอะไรได้และต้องดูต่อไปว่าการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะขยายวงกว้างได้หรือไม่ การวิพากษ์วิจารณ์ต่อ”คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” จะเป็นประเด็นกว้างขวางในสังคมหรือไม่ การชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายที่แกนนำเขาถูกดำเนินคดี จะกลับมาชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่ในเมื่อแกนนำเขาถูกดำเนินคดีอยู่

ด้าน รศ.ดร. เจษฎ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย กล่าวว่า ผลจาก “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”  มีผล 3 ประการ

1.ผู้ถูกร้องและเครือข่ายถูกสั่งห้ามทำในลักษณะเดียวกันอีก 2. อาจเป็นบรรทัดฐานว่าใครก็ตามไปทำในลักษณะเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. ในเมื่อมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญไม่ตัดสิทธิดำเนินคดีทางอาญาดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำในลักษณะนี้เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาจมีการดำเนินการทางอาญาต่อ

ซึ่งดำเนินการได้ใน 2 ลักษณะ คือ  1.เอาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ส.ค. 63 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปดำเนินการเอาผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 หมิ่นพระมหากษัตริย์, มาตรา 113 ฐานกบฏ หรือมาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น หรือ 2.รอจนมีการกระทำเกิดขึ้นในลักษณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ แล้วจึงไปดำเนินการทางอาญาเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้ว 

“คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าที่ประกาศ 10 ข้อ  เป็นการปฏิรูปในลักษณะล้มล้าง เป็นการประกาศในลักษณะเดียวกับ คณะราษฎร จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างสถาบันฯ

ส่วนกรณีที่นายณฐพร โตประยูร จะนำเอา “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”ไปดำเนินการเพื่อยุบพรรคก้าวไกลต่อไปโดยอ้างว่าสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มราษฎรนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ต้องมองเป็น 2 ลักษณะ

1.ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรวมไปถึง เครือข่าย ของแกนนำกลุ่มราษฎรผู้ถูกร้องด้วย ซึ่งเราไม่รู้ว่า เครือข่าย ครอบคลุมไปถึงไหนบ้าง

 2.ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าข่ายเป็น เครือข่าย ถือว่าทำผิดแบบเดียวกัน ถ้าเป็นองค์กร เช่น พรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองนั้นล้มล้าง เข้าข่ายถูกยุบพรรค แต่ถ้าพรรคก้าวไกล ไม่ใช่เครือข่ายของผู้ถูกร้อง จะไปยุบพรรคก้าวไกลได้อย่างไร เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเกี่ยวกับผู้ถูกร้อง 3 คน และเครือข่ายเท่านั้น 

แต่ถ้าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มราษฎรในการชุมนุมเมื่อ 10 สิงหาคม 63  เช่น ไปร่วมชุมนุม ให้เงิน ช่วยเขียนคำปราศรัย ไปผลักดันให้ขึ้นปราศรัย รู้เห็นเกี่ยวกับคำปราศรัย 10 ข้อ ถ้าเป็นพรรคการเมือง ก็ถูกยุบได้ 

ส่วนผลต่อบ้านเมืองนั้น คงมีคนไปร้องเพิ่มอีก และอาจมีการดำเนินการในส่วนคดีอาญา ม.112 ม.116 เต็มไปหมด ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับ ก็มีโอกาสที่จะชนกัน เกิดการถกเถียง เกิดการชุมนุมและสุดท้ายไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะกันหรือไม่ แต่วุ่นวายแน่ จะมีการปลุกปั่นยุยุง ด่าทอ จาบจ้วงล่วงเกิน มีโอกาสลุกลามใหญ่โต

กองเชียร์เด็ก “ปิยบุตร” ปลุกเร้าบีบให้สู้นอกวิถีสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492042

10 พ.ย. 2564 |20:00 น.

เอฟเฟกต์ล้มล้างการปกครอง “ปิยบุตร” ปลุกเร้าม็อบเยาวชนสู้ไม่ถอย เหมือนถูกบีบให้ต่อสู้นอกวิถีรัฐสภา สอดรับเสียงจากปารีส ยุเด็กปฏิวัติ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือล้มล้างการปกครองฯ “ปิยบุตร” แถลงไม่เห็นด้วย นี่เป็นการปิดประตูปฏิรูป สังคมไทยจะเดินไปสู่ทางเลือกเพียงสองทางที่หลงเหลืออยู่

ทัศนะของ “ปิยบุตร” ต่อคำวินิจฉัยข้างต้น สอดรับกับจรัล ดิษฐาภิชัย อดีตนักปฏิวัติที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ที่บอกว่าเมื่อปฏิเสธการปฏิรูปสถาบันฯ การปฏิวัติย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ปิยบุตร” ชี้คดีนี้มีความสำคัญ เป็นหมุดหมายในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ส่งผลทางการเมืองอย่างมหาศาล และชี้ชะตาสังคมไทย

ขบวนการเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ ทั้งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ,กลุ่มราษฎร, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, กลุ่มทะลุฟ้า ฯลฯ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปฏิรูปแปลว่า ปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่การล้มล้าง ไม่ใช่กบฏ พร้อมจะเดินหน้าต่อไป ตามข้อเสนอ 10 ส.ค.ปีที่แล้ว

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อ 10 ส.ค.2564 ว่า “..วันนี้ เมื่อปีที่แล้ว พริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

หลังจากนั้น การชุมนุมของเยาวชนอนาคตของชาติ ตลอดปี ก็ยกระดับ ก้าวรุดหน้ามากขึ้น จนทำให้เรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ กลายเป็นข้อเรียกร้องที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา และอยู่ในพื้นที่สาธารณะ”

“ปิยบุตร” มีความกระตือรือร้นมาก โดยนำคณะก้าวหน้ามารณรงค์ลงชื่อเสนอแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสถาบันฯ “เราหลีกหนีไม่ได้อีกแล้ว ร่วมกันปฏิรูปสถาบันฯ เพื่อรักษาสถาบันฯ”

‘กองเชียร์เด็ก’

9 ปีที่แล้ว “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ได้พยายามผลักดันให้เกิดคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 โดยมีกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล หรือที่เรียกว่า แดงตาสว่าง เป็นแกนหลัก ออกล่ารายชื่อประชาชน เพื่อสนับสนุนร่างแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการปฏิรูปสถาบันฯ

ความฝันของปิยบุตรวูบดับ เมื่อพรรคเพื่อไทยเขี่ยร่างแก้ไข ม.112 ทิ้ง จากนั้น สถานการณ์พลิกผันจนเกิดรัฐประหาร 2557

ช่วงรัฐบาล คสช. รังสิมันต์ โรม ศิษย์เอกของ “ปิยบุตร” ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.เป็นระยะๆ แต่ม็อบจุดไม่ติด กระทั่งปี 2561 ปิยบุตรจับมือธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

สถานการณ์เวลานั้น ปิยบุตรไม่กล้าเสี่ยงเล่นเกมใหญ่ จึงไม่ผลักดันให้มีการบรรจุเรื่องแก้ไข ม.112 ไว้ในนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งในภายหลัง ปิยบุตรออกมาพูดว่า นี่คือตราบาปทางการเมืองของเขา

นับแต่เกิดม็อบ 10 สิงหา พร้อมข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ ส่งผลให้ปิยบุตร มีความหวังขึ้นมาอีกครั้งที่จะเห็นการปฏิรูปสถาบันฯ

กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือล้มล้างการปกครองฯ “ปิยบุตร” จึงโพสต์เฟซบุ๊คว่า “หากเป็นเช่นนี้ สังคมไทยก็จะเดินมาสู่ทางเลือกเพียงสองทางที่หลงเหลืออยู่หนึ่ง อยู่กันไปแบบนี้ กับระบอบการปกครองแบบที่เป็นอยู่ที่มีลักษณะโน้มเอียงไปทางสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลงมากขึ้นนับแต่ คสช.ก่อรัฐประหาร หรือสอง ระบอบอื่น..”

‘เสียงจากปารีส’

เมื่อไม่นานมานี้ “ปิยบุตร” พาภรรยาชาวฝรั่งเศสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด และครั้งนั้น เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้พบกับ จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตชาวคอมมิวนิสต์ไทย ที่หลบหนีออกจากไทย หลังรัฐประหาร 2557 และปัจจบัน จรัลได้สถานะพลเมืองฝรั่งเศส

จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตนักปฏิวัติในฝรั่งเศสจรัล ดิษฐาภิชัย อดีตนักปฏิวัติในฝรั่งเศส

หลังทราบผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการปฏิรูปสถาบันฯ จรัลได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และบอกว่า “เมื่อปฏิเสธการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การปฏิวัติย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ย้อนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้มีม็อบเยาวชนนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ จรัลประเมินว่า กระแสสูงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาถึงแล้ว ซึ่งตามประสบการณ์ของเขา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเคยมีกระแสสูงมาแล้ว 4 ครั้ง และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 โดยเริ่มมาตั้งแต่ 18 ก.ค.2563 มีลักษณะพิเศษหลายประการ

ประการสำคัญคือ เป้าหมายสูงสุดของขบวนการเยาวชนคือ ปฏิรูปสถาบันฯ จรัลประเมินว่า ฝ่ายสถาบันและรัฐไม่สามารถตอบโต้ขบวนการราษฎรได้ นอกเสียใช้มาตรการทางกฎหมาย จรัลยืนยันว่า “กระแสนี้ จะดำรงไปอีกยาวนาน ไม่แผ่วครับ”

“ปิยบุตร” และจรัล ดิษฐาภิชัย ต่างมีสถานะเป็นกองเชียร์เด็ก และยังฝันถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคมไทย

ศึกการตลาด 112 “ทักษิณ” บอบช้ำ เสี่ยงแพ้แลนด์สไลด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491994

10 พ.ย. 2564 |16:00 น.

ยังไม่จบดราม่า 112 “ทักษิณ” กลับลำหนุนเพื่อไทยเร่งแก้ ม.112 หลังเจอคนรุ่นใหม่รุมถล่มว่าสู้ไปกราบไป เสี่ยงพ่ายแบบแลนด์สไลด์ในสนามเลือกตั้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลพรรคของคนแดนไกล ยังสลัดบ่วง 112 ไม่หลุด “ทักษิณ” หรือโทนี่ ต้องใช้คลับเฮาส์ แจงเรื่องเบรกแก้ ม.112 อีกรอบ หลังเจอทัวร์สามนิ้วถล่มทั้งพรรค

ดังนั้น “ทักษิณ” จึงขยับจากดราม่า 112 กลายเป็นประเด็น ม.112 ต้องรีบแก้ไข ให้สิทธิประกันตัวและลดอัตราโทษ

ความไม่เป็นเอกภาพของ “ทักษิณ” เพื่อไทย และกลุ่มแคร์ นำมาซึ่งการตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำต่อพรรคก้าวไกล ในการแย่งชิงฐานมวลชนหัวก้าวหน้า

จากเวทีแคร์คลับเฮาส์ ค่ำวันที่ 9 พ.ย.2564 ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ พายิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาพบกับแฟนคลับในหัวข้อ Metaverse โลกก้าวไป แต่นายกไทยยังใช้ทหารปลูกผักชี แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องมาอธิบายเรื่องแก้ ม.112 อ้างว่าครั้งก่อน ตัวเองพูดสั้นเกินไป

อันที่จริงความเห็นของ “ทักษิณ” ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaksin Shinawatra เมื่อ 2 พ.ย.2564 มีประโยคสุดท้ายที่ว่า “ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดดราม่า หายใจยาวๆ มาเริ่มต้นใหม่ตามที่ผมแนะนำเบื้องต้น เพื่อความรัก เพื่อการถวายความจงรักภักดีที่ถูกต้อง ถูกทาง ไม่ให้เจ้านายต้องถูกครหาโดยที่ไม่รู้” ซึ่งก่อให้เกิดกระแสสู้ไปกราบไป ในกลุ่มคนรุ่น Gen X Gen Y

เช้าวันที่ 10 พ.ย.2564 แอดมินเพจกลุ่มแคร์จึงรีบเสนอความคิดของทักษิณ “ฟังอีกครั้งพี่โทนี่ย้ำ ม.112 ต้องรีบแก้ไข” เพื่อหวังหยุดกระแสสู้ไปกราบไปจากกองเชียร์สีส้ม

‘การตลาด 112’

นัยว่า “ทักษิณ” ไม่พอใจแถลงการณ์ของ ชัยเกษม นิติสิริประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเพื่อไทย เตรียมผลักดันการแก้ ม.112 และ ม.116 เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาฯ จึงชิงออกความเห็นผ่านเฟซบุ๊คเหมือนเบรกเกมแก้ ม.112

ถัดมา กลุ่มแคร์กลับมีแถลงการณ์สนับสนุนการแก้ ม.112 เพราะเห็นปรากฏการณ์ทัวร์เพจทักษิณ และกลุ่มแคร์เอง มองเกมการแก้ ม.112 เป็นเรื่องการตลาดการเมือง

คลับเฮาส์ค่ำวันอังคาร “ทักษิณ” จึงต้องมาอธิบายความว่า “ต้องรีบแก้ไข 15 ปีมันหนักไป ทำอย่างไรไม่ให้โทษสูงเกินไป ทำอย่างไรให้ได้สิทธิประกันตัว ทำอย่างไรให้เกิดความยุติธรรม”

คำว่า แก้ ม.112 ของทักษิณ เน้นเรื่องปัญหาทางเทคนิค “เมื่อก่อนมีระบบคณะกรรมการรับเรื่องว่าจะฟ้องหรือไม่ แต่พอหลังๆ ดันไปให้ใครฟ้องก็ได้ มันเลยสะเปะสะปะไปหมด พอคนไปแจ้ง ตำรวจก็ต้องรับหมด แล้วไปสอบจนเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่บางครั้งมันไม่ได้เข้าข่ายเลยแท้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายและต้องรีบแก้ไข ทั้งเรื่องที่กำหนดลงโทษ 15 ปี มันก็หนักไป”

อีกประโยคหนึ่งที่สะท้อนว่า ทักษิณแคร์ฐานเสียงเยาวชนมาก “คนรุ่นใหม่ รัฐไม่เข้าใจวิธีคิดเขา พวกเขาหวังดี แต่ก็ไปตีความว่าไม่จงรักภักดี ทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต”

ขณะที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างแก้ไข ม.112 ทั้งกระบวนการเข้าสู่สภาฯ แต่ “ทักษิณ” ดูจะเน้นปัญหาการใช้กฎหมาย จึงสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่สภาฯ “ต้องทำยังไงให้ได้สิทธิประกันตัว ต้องไม่ให้โทษสูงเกินไป มีวิธียังไงที่จะให้เกิดความยุติธรรม ไม่ใช่ใช้จนเกิดความแตกแยก”

‘สู้ไปกราบไป’

แม้วันนี้ “ทักษิณ” พยายามจะกลับลำหันมาสนับสนุนแก้ ม.112 เฉพาะบางประเด็น แต่ตราประทับสู้ไปกราบไป จากฟากฝั่งแดงตาสว่าง และกองเชียร์สีส้ม ก็ยากจะลบทิ้งไปได้ง่ายๆ

กลุ่มแคร์ นำโดย ภูมิธรรม เวชยชัย ,นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จึงต้องใช้ความพยายามที่จะอธิบายกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีความโน้มเอียงไปทางพรรคก้าวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกรณี ม.112

บ่อยครั้งที่กองเชียร์สีส้มมักไม่ยอมฟังคำอธิบายจากคนเพื่อไทย แถมยังวิจารณ์แบบเสียๆหายๆ เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2564 ภูมิธรรม เวชยชัย ทนไม่ไหว ได้แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ @phumtham ว่า “พรรคเพื่อไทย…ถูกกล่าวหา ว่าร้ายว่า ‘สู้ไป กราบไป’ แต่ข้อเท็จจริงคือ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนของพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรค..เดินเข้สออกคุกตะรางเป็นว่าเล่น….ส่วนคนอื่นๆที่กล่าวหาพวกเรา ยังไม่เคยเห็นว่าต้องเผชิญทุกข์เหมือนพวกเราเลย…”

แม้แต่ น้ำ-จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ยังช่วยตอบโต้วลีสู้ไปกราบไปผ่านทวิตเตอร์ @j_sindhuprai ว่า “ทุกการต่อสู้เพื่อ ปชต. ล้วนมีคุณค่า การที่เราสู้แล้วไม่ชนะ แถมถูกกระทำนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ได้หมายความว่าสู้ไม่จริง โปรดอย่าลดทอนคุณค่าการต่อสู้ของฝั่งประชาธิปไตย อย่าลืมว่าเรากำลังสู้กับระบอบเผด็จการที่ฝังรากลึกมานาน แตกต่างในวิธีการแต่เป้าหมายเดียวกัน เราล้วนคือเพื่อนร่วมเดินทาง”

นี่คือสภาพความขัดแย้งในฝ่ายประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล เมื่อมีเรื่องการตลาดการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะทุกคะแนนเสียงคือ ชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

“ศาลรธน.” นัดอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง-ไมค์-อานนท์ ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491764

อักษร 8 ทิศ

10 พ.ย. 2564 |12:00 น.

“ศาลรธน.” นัดฟังแถลงคำวินิจฉัย 3 แกนนำม็อบราษฎร “รุ้ง-ไมค์-อานนท์” ชุมนุมปราศรัยเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

10 พ.ย. “ศาลรธน.” ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา หลังจากได้ปรึกษาหารือ ลงมติและอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ในวันพุธที่ 10 พ.ย. นี้ เวลา 15.00 น. กรณีที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก(ไมค์) น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล(รุ้ง) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์(เพนกวิน) น.ส.จุฑาทิพย์ หรือ เพนกวิน ศิริขันธ์ น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และน.ส.อาทิตยา พรพรม รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัยเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่

"ศาลรธน." นัดอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง-ไมค์-อานนท์  ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ?“ศาลรธน.” นัดอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง-ไมค์-อานนท์ ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ?

ทั้งนี้ ศาลรธน.รับคำร้องเฉพาะการกระทำในการชุมนุมปราศรัยของนายอานนท์ นายภาณุพงศ์ และน.ส.ปนัสยา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไว้พิจารณาวินิจฉัยและให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งอัยการสูงสุด สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้ว เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวน และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

“คมชัดลึก” เกาะติดผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีดังกล่าวว่าจะเป็นไปในรูปแบบนี้ ใน “เจาะประเด็นร้อน” โดย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย วิเคราะห์ถึงแนวทางของผลคำวินิจฉัยให้ได้ทราบว่ามีความเป็นไปได้ใน 2 รูปแบบด้วยกัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชียรศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย

แบบแรกคือตีตก ยกคำร้อง และแบบที่สองคือการรับพิจารณาและวินิจฉัย

หากเป็นแบบแรกคือตีตกยกคำร้อง จะประกอบด้วย 3 ลักษณะด้วยกันคือ 1.การกระทำไม่เข้าข่าย 2.การกระทำเข้าข่าย แต่ยุติไปแล้ว และ 3.การดำเนินการที่เข้าข่าย แต่การกระทำจบแล้ว ต้องรอให้มีการกระทำอีกครั้งถึงจะทำอะไรได้ ดังนั้นต้องไปดูว่าศาลสั่งให้ทำอะไรได้ ซึ่งมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติไว้ว่า..

“บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทําตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคําสั่งไม่รับดําเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดําเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดําเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดําเนินคดีอาญาต่อผู้กระทําการตามวรรคหนึ่ง”

รศ.ดร.เจษฎ์ วิเคราะห์ต่อไปว่า แบบที่สอง หากศาลรับพิจารณาคำร้องว่าเข้าข่ายมีความผิด ศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามไม่ให้ปราศรัยในลักษณะดังกล่าวนั้นอีกเพราะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะมีผลคำวินิจฉัยใน 3 ลักษณะเช่นกัน คือ

1.สั่งให้คนที่ทำไม่ให้ทำอีก นั่นคือผูกพันผู้ถูกร้อง นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (ผู้ถูกร้องที่ 1-3)


2.ไม่ให้ใครทำแบบนี้อีกเลย ในบรรดาของคนที่เคยทำมาก่อน คือผูกพันกับกลุ่มคนที่เคยกระทำการในลักษณะเดียวกัน ไม่ให้ทำอีกต่อไป และ 


3.ห้ามไม่ให้ใครทำแบบนี้อีกเลย โดยให้ยึดเป็นบรรทัดฐาน สำหรับบุคคลทั่วไป ห้ามไม่ให้กระทำในลักษณะดังกล่าวอีก (กรณี 2 และ 3 เป็นการตีความอย่างกว้าง) 

รศ.ดร.เจษฎ์  ชี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า ที่ต้องสั่งแบบนี้เนื่องจากมาตรา 49 ของ รธน.60 วินิจฉัยความผิดเพียงให้เลิกกระทำ ดังนั้นในแบบที่ 1.ก็จะพบการกระทำความผิดในแบบที่วันนี้ทำอยู่ พรุ่งนี้ก็ทำ วันมะรืนก็ทำอีก และถ้ามีคนไปร้องและศาล รธน.บอกให้เลิกทำ แบบนี้ชัดเจน

ส่วนแบบที่ 2 คือ มีการเตรียมการว่าพรุ่งนี้เราไปทำกันนะ แล้วมีคนไปร้อง ศาลก็จะวินิจฉัยว่าถ้าทำถึงขั้นระดับนี้จึงจะมีความผิด ถ้าขึ้นเวทีปุ๊บก็สั่งเลิกได้เลยถือว่ามีความผิดแล้ว

ส่วนแบบที่ 3 คือทำไปแล้ว จบไปแล้ว ก็ต้องกำหนดเป็นบรรทัดฐานว่าคนเหล่านี้ที่ถูกร้องไม่ให้ทำอีกเลย 

อย่างไรก็ตาม การจะมีคำวินิจฉัยความผิดโดยอาศัย มาตรา 49 ของ รธน.60 นั้น ทำได้ยากเพราะมาตรา 49 มีจุดอ่อน คือถ้าจะยื่นเรื่องต่อศาลรธน.ให้วินิจฉัยความผิดให้เลิกกระทำ ก็ต้องยื่นเรื่องร้องไปที่อัยการสูงสุดก่อน จากนั้นอัยการสูงสุดจะยื่นร้องต่อศาลรธน.ภายใน 15 วัน แต่หากใน 15 วันนี้อัยการสูงสุดยังไม่ยื่นเรื่องร้องต่อศาลรธน. ผู้ร้องก็สามารถยื่นเรื่องร้องตรงต่อศาลรธน.ได้ 

แต่จุดที่น่าสังเกตคือ ถ้ามีการกระทำความผิดวันนี้ แล้วไปยื่นเรื่องในพรุ่งนี้กับอัยการสูงสุด ในช่วงเวลานี้ กว่าจะถึง 15 วัน อาจจะทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะได้มีการยุติการกระทำก่อนแล้ว นี่จึงเป็น “จุดอ่อน” ของมาตรา 49 เว้นแต่จะมีการกระทำความผิดมากกว่า 15 วัน หากอัยการสูงสุดไม่ยื่นเรื่องต่อศาล รธน. บุคคลผู้กล่าวหาก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรธน.ได้เองเลย ซึ่งในความเป็นจริง ผู้กระทำความผิดคงไม่ทำผิดไปจนถึง 15 วัน 

นอกจากนี้ มาตรา 49 ยังไม่เกี่ยวข้องกับประมวลความผิดกฎหมายอาญาด้วย (ม.112, ม.113, ม.116)  เพราะผู้เขียนตัวบทกฎหมายไม่ต้องการให้มีบทลงโทษที่รุนแรง ต้องการเพียงให้ศาลรธน.สั่งให้เลิกกระทำเท่านั้น แต่ในอนาคตศาล รธน.อาจจะมีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานความผิดในรูปแบบใหม่ออกมาก็ได้ ต้องติดตามดูคำวินิจฉัยในวันที่ 10 พ.ย.นี้ว่าจะออกมาเป็นไปในรูปแบบใด 

สำหรับผลที่ตามมาหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายอานนท์ กับพวก เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลรธน.นำประมวลกฎหมายอาญามาประกอบการพิจารณาความผิด ก็จะประกอบด้วย

-ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116  ความผิดฐาน ยุยง ปลุกปั่น 
มาตรา 116 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอัน มิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต


1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย


2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ


3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 
ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี 

-ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113  ความผิดฐานกบฏ (ซึ่งต้องมีการใช้กำลังประทุษร้าย )


มาตรา 113  บัญญัติว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ


1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร


ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 -ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หากมีการพาดพิงถึงสถาบัน )ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 (หากการปราศรัยนั้นพาดพิงบุคคลอื่น)มาตรา 328  บัญญัติว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
"ศาลรธน." นัดอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง-ไมค์-อานนท์  ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ?“ศาลรธน.” นัดอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง-ไมค์-อานนท์ ปมปราศรัยล้มล้างการปกครองฯ?

เรื่องของวัด “วัดราษฎร์” วัดหลวง “วัดร้าง” วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/491928

10 พ.ย. 2564 |10:00 น.

เปิดปูมความรู้ ว่าด้วยเรื่องของ “วัดไทย” วัดร้าง วัดหลวง “วัดราษฎร์” แตกต่างกันอย่างไร แล้ววัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้

คราวที่แล้ว ได้กล่าวถึงวัด “พระอารามหลวง” กันไปแล้ว ทำให้เข้าใจถ่องแท้ในรากแก่นของ “พระพุทธศาสนา” บ้างไม่มากก็น้อย คราวนี้ จะพามาแยกความแตกต่างของวัด “พระอารามหลวง” กับ “วัดราษฎร์” และ “วัดร้าง” ว่าเป็นอย่างไร


วัด หมายถึง สถานที่ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งปกติมีพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ รวมทั้ง มีพระภิกษุสงฆ์อาศัยที่ มาของคำว่า “วัด” บางคนอธิบายว่า มาจากคำว่า “วตวา” ในภาษาบาลี แปลว่า เป็นที่สนทนาธรรม บ้างก็ว่ามาจาก “วัตร” อันหมายถึงกิจปฏิบัติ หรือหน้าที่ของพระภิกษุที่พึงกระทำหรือแปลอีกอย่างว่า การจำศีล ภาวนา หรือสถานที่ ที่พระภิกษุสงฆ์ ใช้ปฏิบัติภาระกิจที่พึงกระทำนั่นเอง ในสมัยพุทธกาลนั้น มีการใช้คำว่า “อาราม” เป็นคำเรียกชื่อศาสนสถานในทางพุทธศาสนา ที่ใช้เรียกเสนาสนะที่มีศรัทธาถวาย พระพุทธองค์ เช่น “เชตวนาราม” หรือชื่อเต็มว่า 
“เชตวเนอนาถบิณฑิกสสอาราเม” ซึ่งมีความหมายว่า “สวนของอนาถบิณฑที่ป่าเชต” หรือ “เวฬุวนาราม” หรือ “บุปผาราม”  เป็นต้น “อาราเม” หรือ “อาราม” ในคำอ่านของไทย แปลว่า สวน นอกจากนี้ ในเวลาต่อมา ยังมีคำที่ใช้เรียกอีกอย่างว่า “วิหาระ” หรือ “วิหาร”

เรื่องของวัด "วัดราษฎร์" วัดหลวง "วัดร้าง" วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้เรื่องของวัด “วัดราษฎร์” วัดหลวง “วัดร้าง” วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้

ปัจจุบัน “วัดไทย” มีอยู่ทั่วประเทศ 42,626 วัด พระอารามหลวง 310 วัด วัดราษฎร์ 42,316 วัด หากแบ่งวัดออกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ก็จะมี 2 ลักษณะ คือ วัดที่ได้รับพระราชทาน “วิสุงคามสีมา” และ “สำนักสงฆ์”

  • วัดที่ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา คือ วัดที่มีอุโบสถ เป็นที่ทำสังฆกรรม คำว่า วิสุงคามสีมา หมายถึง เขตพื้นที่ที่พระภิกษุสงฆ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อใช้จัดตั้งวัดขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น เป็นการขอพระบรมราชานุญาตเฉพาะแต่บริเวณที่ตั้งพระอุโบสถเท่านั้น
  • ส่วนสำนักสงฆ์ คือ สถานที่ตั้งพำนักอาศัยของหมู่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งไม่ได้ขอพระบรมราชานุญาตใช้ผืนที่ดินแห่งนั้น เพื่อจัดตั้งเป็นวัดขึ้น ดังนั้น สำนักสงฆ์ จึงไม่มีโรงพระอุโบสถ เพื่อใช้เป็นที่ทำสังฆกรรม วัดที่ได้รับพระราชทาน
  • วิสุงคามสีมา จึงถือว่าเป็นวัดที่ถูกต้อง และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ถ้าแบ่งตามสำดับความสำคัญ ก็แบ่งออกได้เป็น พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง วัดราษฎร์ และวัดร้าง

เรื่องของวัด "วัดราษฎร์" วัดหลวง "วัดร้าง" วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้เรื่องของวัด “วัดราษฎร์” วัดหลวง “วัดร้าง” วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้

เพราะฉะนั้น วัดราษฎร์ จึงหมายถึง วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และ สำนักสงฆ์ ซึ่งไม่ได้นับเข้าเป็นพระอารามหลวง ได้แก่ วัดที่ประชาชนทั่วไปสร้าง หรือ ปฏิสังขรณ์ หรือได้รับอนุญาตให้สร้างวัด และประกาศตั้งวัด โดยถูกต้องตามกฏหมายจากทางราชการ และช่วยกันทำนุบำรุงสืบต่อกันมาตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม มี วัดราษฎร์ ที่ได้ยกเป็นพระอารามหลวง ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชน มีอายุมากกว่า 50 ปี และมีพระสงฆ์จำพรรษาไม่น้อยกว่า 20 รูป ไม่น้อยกว่า 5 ปี มีพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ส่วนความนิยมการสร้างวัดในปัจจุบัน ที่ได้รับการยกขึ้นเป็น พระอารามหลวง ต้องมีลักษณะถูกต้องตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการขอยก วัดราษฎร์ ขึ้นเป็น พระอารามหลวง พ.ศ.2518 จึงจะนับเป็น พระอารามหลวง ได้

เมื่อยกวัดราษฎร์ เป็น พระอารามหลวงแล้ว สามารถรับกฐินพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ และจะะมีงบประมาณในการพัฒนาวัดอีกด้วย

ส่วน วัดร้าง คือ วัดที่ทรุดโทรม ไม่มีพระสงฆ์พำนักอาศัยจำพรรษา ทางราชการจขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งหากบูรณะได้ อาจยกเป็นวัดมีพระสงฆ์ต่อไป โดยดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ พ.ศ.2514

เรื่องของวัด "วัดราษฎร์" วัดหลวง "วัดร้าง" วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้เรื่องของวัด “วัดราษฎร์” วัดหลวง “วัดร้าง” วัดอะไรรับกฐินพระราชทานได้

ที่มา : วิกิพีเดีย,สำนักงานพระพุทธศาสนา,ภาพจาก google