พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492396

13 พ.ย. 2564 |07:00 น.

บนความเคลื่อนไหวทางการเมือง.. พลังสียงคนรุ่นใหม่คือกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้พรรคการเมืองมีโอกาสเข้ายึดครองตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาไทยได้เป็นจริงมากที่สุด

เหมือนว่าสนามเลือกตั้งการเมืองในระดับประเทศจะร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่แน่ว่าการยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อาจจะมีขึ้นภายในปีหน้า 2565 หรืออย่างช้าก็รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ครบเทอม 4 ปี บริหารประเทศไปจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566

แน่นอนว่าดีกรีความร้อนแรงของศึกเลือกตั้งครั้งหน้านี้ได้เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากพรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มวางกลยุทธ์ “หวังบุกยึดเอาคะแนนเสียงจากกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่าพลังคนรุ่นใหม่” ด้วยการจุดกระแส จุดประกาย และจุดประเด็นให้เป็นคะแนนเสียงสำคัญที่พรรคต้องยึดมาครองให้ได้มากที่สุด วันนี้ “เจาะประเด็นร้อน” โดย อักษร 8 ทิศ เกาะติดความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เริ่มสยายปีกคิดครอบครองหัวใจคนรุ่นใหม่มาให้ได้ทราบกัน 

หันมองพรรคการเมืองใหญ่ที่เริ่มขับเคี่ยวกันในตอนนี้ และเริ่มทำยุทธศาสตร์ตีกินเสียงคนรุ่นใหม่ทั้งเจน X เจน Y และ เจน Z ภาพที่ฉายชัดมากในขณะนี้คือพรรคเพื่อไทย ที่ดึง “อุ๊งอิ๊ง-น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย ให้เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ทุกรุ่น เป็นความหวังและเป็นโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นธงรบเพื่อทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ซึ่งอุ๊งอิ๊ง ก็ขอโอกาสเข้ามาทำงานการเมืองและหวังเอาไว้ว่าจะมีส่วนช่วยให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็น “พ่อ” ได้กลับมากราบแผ่นดินเกิดอีกครั้ง หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย

งานนี้.. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ บอกเอาไว้อย่างมั่นใจว่า คนรุ่นใหม่เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เขาจะมามีส่วนร่วมกับเราบนพื้นฐานการเป็นหุ้นส่วน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคธรรมดา ผ่านกลไกนวัตกรรมต่าง ๆ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง ร่วมเป็นเจ้าของ มั่นใจว่าเขาเป็นหุ้นส่วนแล้ว เขาจะเป็นสมาชิกพรรคเมื่อไหร่ก็ได้

“ตลาดคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นตลาดที่ทุกพรรคเข้าไปแสวงหา ต้องใช้มุมตรงนี้ขับเคลื่อนและส่งต่อคนรุ่นใหม่ที่ส่งผ่านคนทุกรุ่นได้” นพ.ชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำ
 

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น มีการปลูกฝังเยาวชนคนประชาธิปัตย์ในชื่อ “ยุวชนประชาธิปัตย์” มานานและหยุดพักไป 30 ปี วันนี้พรรคได้นำกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็น “สายเลือดประชาธิปัตย์” กลับเข้ามาสู่พรรคและบ่มเพาะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งก็ได้มีการจัดอบรมหลักสูตรทางการเมืองและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ยุวชนของพรรคตั้งแต่รุ่นที่ 1 เมื่อปี 2562 จนถึงปัจจุบันนี้มียุวชนประชาธิปัตย์หรือ (Young Democrat) มากถึง 6 รุ่นแล้ว
ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ใน 4 หัวใจหลักคือ


1.อุดมการณ์แบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ขีดเส้นใต้ไม่ใช่ประธานาธิบดี แบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.อุดมการณ์ที่จะทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนชาวไทยทุกคน
3.อุดมการณ์แห่งการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต 
4.ความทันสมัย เราจะมีคนรุ่นใหม่มาร่วมกระบวนการกับพรรคมากขึ้น โดยผ่านกระบวนการยุวประชาธิปัตย์ หรือ Young Democrat – YD 

“ต่อไปนี้หลักสูตรยุวประชาธิปัตย์จะไม่เน้นเฉพาะอุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น แต่จะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาด้วย เพื่อให้เราเดินหน้าไปสู่โลกทันสมัยที่สอดคล้องกับความเป็นจริงประชาธิปไตยใน Content ของ Young Democrat จึงต้องเป็น “ประชาธิปไตยกินได้” นี้คือสิ่งที่พวกเราตั้งใจไว้และจะทำให้เดินหน้าไปในทางนี้” นายจุรินทร์ ระบุ และล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เปิดตัว “เมธี อรุณ” นักร้องนำ วงลาบานูน เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.นคราธิวาสของพรรค ในแคมเปญ “เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ”

ยิ่งกว่านั้นในบทบาทของการเป็นรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายจุรินทร์ ยังได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ไปเต็ม ๆ ชนิดว่านาทีนี้ประชาธิปัตย์เร่งโกยคะแนนจากน้อง ๆ เยาวชนไปอักโขจากโครงการ From Gen Z to be CEO ที่มีเยาวชนเข้าร่วมโครงการถึง 20,000 คน 

“ยุคนี้ต้องใช้ตลาดนำการผลิต เหมือนแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์และแนวคิดของวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” CEO Gen Z ที่ได้รับการอบรมจะมีหลักสูตรต่าง ๆ และการใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การส่งออก โลกยุคใหม่” นายจุรินทร์ กล่าว

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

ด้านพรรคไทยสร้างไทยที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรค และได้ประกาศออกมาว่า มีนโยบายที่จะสร้างฐานรายได้ใหม่ให้คนไทย บน “ศักยภาพของประเทศไทย ในบริบทของโลกใหม่” และ เยาวชนไทยต้องได้เป็น “พลเมืองของโลก” ได้ เพื่อที่จะไปคว้าโอกาสของโลกยุคใหม่มาสร้างอนาคตให้ตัวเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญที่เป็นแนวนโยบายบางส่วนของพรรคคือ คนวัยทำงานต้องได้รับโอกาส บนศักยภาพสูงสุดของประเทศไทย และประเทศไทยต้องเป็นสถานที่ที่บริษัท Tech และ Startup จากทั่วโลกอยากมาตั้งบริษัท ซึ่งเป็นนโยบายที่รองรับขุมพลังคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเรียนจบได้มีงานทำและริเริ่มธุรกิจใหม่ในแบบของตัวเอง 

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

นอกจากนี้ พรรคไทยสร้างไทย ยังขออาสาเป็น “สะพานเชื่อมคนทุกรุ่น” ทั้งรุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ มาเป็นเสาหลักทางความคิด กับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และเห็นโอกาสใหม่ๆ ให้มาร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ดีที่สุดเพื่อพวกเราทุกคน

อีกพรรคที่ห้ามมองผ่านเพราะเรียกได้ว่าเป็นพรรคที่มีฐานเสียงเยาวชนมากที่สุดพรรคหนึ่งในตอนนี้คือ พรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เมื่อครั้งอดีต ซึ่งแน่นอนว่าผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่มากทีเดียว จนนำมาสู่พรรคก้าวไกล ที่มี “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” นั่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลในปัจจุบัน และบางส่วนที่หันไปเล่นการเมืองนอกสภาในนามคณะก้าวหน้า แต่ก็ยังคงบทบาทไว้ที่การสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้กล้าแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 และการเดินหน้าให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112  

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าพรรคก้าวไกลจะดึงตัว “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า มาร่วมทำงานการเมืองของพรรคด้วยเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดก้าวหน้าและเป็นที่สนใจของกลุ่มเยาวชนยุคนี้

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !! 

ด้านพรรคน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับการจดทะเบียนตั้งพรรคไปหมาด ๆ คือ พรรคแนวทางใหม่ หรือจากนี้อาจจะเรียกขานกันว่า “พรรคนางงาม” ด้วยเพราะว่าพรรคนี้ได้รวมสาวงามระดับนางงามที่คว้ามงกฏในเวทีการประกวดมาการันตีความสวย ความรู้และความสามารถ ที่สำคัญคือเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติ นับเป็นมิติใหม่ทางการเมืองที่มีสาวงามเดินเข้าสู่สนามการเมือง

3 สาวสวยของพรรคแนวทางใหม่ ผู้เป็นดอกไม้การเมืองและเข้าร่วมสร้างสีสันให้กับเวทีการเมืองไทยนั้น มีทั้ง “มุก-อัญพัชร์  ปิติประจักษ์วัชร”  มิสแกรนด์นครปฐม 2020 นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการพรรค ตามด้วย “กิ๊ฟ-ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง” รองชนะเลิศอันดับ 4 และรางวัล Friendly Personality จากการประกวด Miss Thailand Friendly Design 2017 หรือ ทูตอารยสถาปัตย์ ครั้งที่ 1 เข้าทำหน้าที่โฆษกพรรค และ “เจนนี่-สุธีรา เซกัล” The Winner of Miss Siam Bharata รองเลขาธิการพรรคแนวทางใหม่ 

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

หันมอง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กันบ้าง อาจเรียกได้ว่าเป็นพรรครั้งท้ายที่เพิ่งตื่นขึ้นมาปลุกกระแสเพื่อหวังดึงฐานคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ เพราะล่าสุด นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร และรองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เพิ่งยอมรับว่า “นโยบายใหม่ของพรรคจะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่มีความสำคัญอย่างมาก อีกทั้งมีบทบาททางการเมืองไม่เหมือนกับสมัยก่อน” เบื้องต้นจะกำหนดพัฒนา ส.ส.ภายในพรรคให้ได้ก่อน และพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ เข้าใจแนวคิดคนรุ่นใหม่ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และในฐานะหัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ ได้เล็งเห็นถึงตรงนี้จึงกำหนดอบรม ส.ส. เพื่อให้ทันเหตุการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งจะรวบรวมคนรุ่นใหม่ที่เป็นด็อกเตอร์ หรืออื่น ๆ มาช่วยงาน ซึ่งจะมองข้ามไม่ได้ 

พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!พลังคนรุ่นใหม่..ทุกพรรคการเมืองออกสตาร์ทไปไกลแล้ว แต่ พปชร.ยังน่าห่วง !!

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2562 มีทั้งสิ้น 51.4 ล้านคน กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกจำนวน 7.3 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีช่วงอายุ 18-25 ปี ดังนั้น ก่อนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ตัวเลขกลุ่มคนรุ่นใหม่ย่อมมากกว่า 7 ล้านคนอย่างแน่นอน และจะเป็นฐานเสียงสำคัญ เป็นพลังเสียงของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมกำหนดทิศทางของประเทศไทยจากเสียงที่พวกเขามีอยู่ในมือให้เป็นที่ประจักษ์

คำถามคือ.. ณ วินาทีนี้ พรรคพลังประชารัฐจะตามทันพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่วิ่งนำไปไกลแล้วได้อย่างไร ในเกมการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ที่มีฐานเสียงเยาวชน พลังคนรุ่นใหม่เป็นตัวชี้วัดการเป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลและยึดครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

“ราชกิจจาฯ”ประกาศรับรอง พรรคแนวทางใหม่ เผยพรรคนางงามระดับเวทีประกวด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492339

13 พ.ย. 2564 |00:00 น.

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศ กกต.รับรองจดแจ้งตั้ง “พรรคแนวทางใหม่” ผุดคนรุ่นใหม่ร่วมพรรคการเมือง คว้านางงาม 3 สาวสวยคนรุ่นใหม่ มุก-อัญพัชร์  ปิติประจักษ์วัชร, กิ๊ฟ-ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง และเจนนี่-สุธีรา เซกัลป์ ร่วมงานพรรคเพื่อชิงศึกเลือกตั้งครั้งหน้า 

วันนี้(12 พ.ย.) ผู้สื่อข่าว”คมชัดลึก” รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย.64 ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯ ได้เผยแพร่  ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคแนวทางใหม่ โดยมีนายธวเดช ภาจิตรภิรมย์ เป็นหัวหน้าพรรคแนวทางใหม่ แต่ที่น่าสังเกตคือพรรคนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น”พรรคนางงาม”เพราะมี บรรดาสาวสวยถึง 3 คนได้รับมงกุฏ”นางงาม”กันทุกคน  ไปดูกันดีกว่าว่าแต่ละคนชื่ออะไร ตำแหน่งอะไรในพรรคบ้าง 

มุก-อัญพัชร์  ปิติประจักษ์วัชร  มิสแกรนด์นครปฐม 2020 เป็น ผอ.พรรคแนวทางใหม่ มุก-อัญพัชร์  ปิติประจักษ์วัชร  มิสแกรนด์นครปฐม 2020 เป็น ผอ.พรรคแนวทางใหม่

คนแรก.. มุก-อัญพัชร์  ปิติประจักษ์วัชร  มิสแกรนด์นครปฐม 2020 เข้าร่วมการประกวด #MissGrandThailand 2020 นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการพรรค 

กิ๊ฟ-ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง รองชนะเลิศอันดับ 4 และรางวัล Friendly Personality จากการประกวด Miss Thailand Friendly Design 2017 กิ๊ฟ-ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง รองชนะเลิศอันดับ 4 และรางวัล Friendly Personality จากการประกวด Miss Thailand Friendly Design 2017

ตามด้วย กิ๊ฟ-ปัญญดา คล้ายโพธิ์ทอง รองชนะเลิศอันดับ 4 และรางวัล Friendly Personality จากการประกวด Miss Thailand Friendly Design 2017 หรือ ฑูตอารยสถาปัตย์ ครั้งที่ 1 เข้าทำหน้าที่โฆษกพรรค 

และคนสุดท้าย เจนนี่-สุธีรา เซกัล The Winner of Miss Siam Bharata รับตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรค


เจนนี่-สุธีรา เซกัล The Winner of Miss Siam Bharata  รองเลขาธิการพรรคเจนนี่-สุธีรา เซกัล The Winner of Miss Siam Bharata รองเลขาธิการพรรค

ถ้านับเรื่องความสวยนั้นเรียกว่าไม่มีใครเป็นรองใคร และในเรื่องของความเก่ง ความสามารถนั้น ก็มีดีกรีมากไม่น้อย แต่ที่แน่ ๆ คือทั้ง 3 คนนั้น จะกลายเป็นดอกไม้การเมือง และเป็นคนรุ่นใหม่ ตามชื่อของพรรค คือแนวทางใหม่ และอาจจะกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในสนามการเมืองระดับประเทศ ที่จะมีการเลือกตั้งกันในครั้งหน้านี้อย่างแน่นอน 

"ราชกิจจาฯ"ประกาศรับรอง พรรคแนวทางใหม่ เผยพรรคนางงามระดับเวทีประกวด “ราชกิจจาฯ”ประกาศรับรอง พรรคแนวทางใหม่ เผยพรรคนางงามระดับเวทีประกวด 

ขณะที่ เอ็ม-ธวเดช ภาจิตรภิรมย์ หัวหน้าพรรคแนวทางใหม่นั้น  ตั้งเป้าไว้ว่าพรรคอยากจะเข้าไปเติมเทคโนโลยีให้กับชุมนุมและ ปั้น “ตลาดออนไลน์” ให้เป็นตลาดแนวทางใหม่แก่พ่อค้าแม่ค้าคนไทย โดยถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจในการทำงานการเมืองที่มุ่งเน้นการยกระดับปากท้องของพ่อแม่พี่น้องคนหาเช้ากินค่ำให้ได้มีโอกาสในการทำมาหากินไม่น้อยไปกว่านักธุรกิจที่มีความพร้อมในระดับข้างบนขึ้นไป สำหรับผม หากพูดว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีจะต้องวัดกันที่พ่อแม่พี่น้องที่ขายของในตลาดนัดได้หรือไม่ นั่นคือ วัดค่าจากสภาพความเป็นจริง เพื่อไปสู่การแก้ไขให้ตรงจุด

นอกจากคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวแล้ว พรรคนี้ยังมีคนรุ่นเก่าที่มากด้วยประสบการณ์ มาร่วมขับเคลื่อนงานทางการเมืองของพรรคด้วย

เอ็ม-ธวเดช ภาจิตรภิรมย์  เป็น หัวหน้าพรรคแนวทางใหม่เอ็ม-ธวเดช ภาจิตรภิรมย์ เป็น หัวหน้าพรรคแนวทางใหม่

นั่นคือ  พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ซึ่ง พล.อ.อดุลยเดช เคยเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้ซึ่งมีความชื่นชอบแนวทางการทำงานของ “บิ๊กป้อม”-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 

"ราชกิจจาฯ"ประกาศรับรอง พรรคแนวทางใหม่ เผยพรรคนางงามระดับเวทีประกวด “ราชกิจจาฯ”ประกาศรับรอง พรรคแนวทางใหม่ เผยพรรคนางงามระดับเวทีประกวด 

ส่วนอีกคนคือ พล.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และเคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ทั้งสองคนนับว่าเป็นผู้มากประสบการณ์ทางการเมืองที่จะคอยให้คำแนะนำและช่วยชี้แนะแนวทางการทำงานการเมืองให้กับทุกคนในพรรคแนวทางใหม่ได้ไม่มากก็น้อย

สำหรับการตั้งพรรคแนวทางใหม่นี้ ราชกิจจานุเบกษา ระบุไว้ว่าด้วยนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมติในการประชุมครั้งที่ ๗๗/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ชื่อพรรคแนวทางใหม่ ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไว้ในทะเบียนพรรคการเมือง เลขที่ ๑๑/๒๕๖๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔

โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับคําประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมือง นโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับพรรคการเมืองและรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองของพรรคแนวทางใหม่ที่มีทั้งสิ้น 15 คน

คลิกอ่าน ฉบับเต็ม…. ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคแนวทางใหม่

ธรรมนัสโชว์ “ประวิตร” เจาะฐานทักษิณ ชนแชมป์อีสานเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492357

12 พ.ย. 2564 |19:00 น.

หนักกว่าเข็นครกขึ้นเขา “ประวิตร” ลุยอีสานเหนือ เชื่อใจธรรมนัส เจาะฐานทักษิณที่สกลนคร-นครพนม จับตาทีมเด็กพ่อมดดำ บวกหลานสาวบิ๊กจิ๋ว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดินสายหาเสียงล่วงหน้า “ประวิตร” ควง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดเกมลุยอีสานเหนือ ฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของ ทักษิณ ชินวัตร

แม้จะรู้ว่าพลังประชารัฐเป็นรอง แต่แม่ทัพใหญ่ “ประวิตร” เชื่อฝีมือ ร.อ.ธรรมนัส จะเจาะฐานเสียงเพื่อไทยได้ จึงนำร่องลุยสกลนคร และนครพนม

ศึกอีสานเหนือยังเป็นโจทย์ยากของ “ประวิตร” เนื่องจากทักษิณและเพื่อไทย ยังครองใจคนอีสาน แถมพรรคก้าวไกลมาแรงในหมู่วัยรุ่นอีสาน

หลังกลับจากนครสวรรค์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็จะเดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำที่ จ.สกลนคร และ จ.นครพนม ในวันเสาร์ที่ 13 พ.ย.2564

แน่นอน ตามคิวออนทัวร์ของลุงป้อม ย่อมแทรกมาด้วยภารกิจหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เหมือนที่เดินทางไปนราธิวาส เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว

ย้อนไปดูการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พื้นที่อีสานเหนือ ไล่มาตั้งแต่หนองคาย ,บึงกาฬ,สกลนคร,นครพนม และมุกดาหาร พรรคพลังประชารัฐ ได้มอบให้ทีมงานนักการเมืองท้องถิ่น ในสังกัดกลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ เป็นผู้รับผิดชอบ

ผลเลือกตั้งก็เป็นไปตามคาด เพื่อไทยกวาด ส.ส.ไปได้เกือบทั้งหมด มีภูมิใจไทย แทรกเข้ามาได้คนเดียว ส่วนพลังประชารัฐพ่ายเรียบ

ดูตามหน้าเสื่อแล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องทำงานหนักมาก หากต้องการจะได้ ส.ส.สักคนจากสนามอีสานเหนือ

‘เจาะสกลนคร’

ไม่รู้ว่า “พล.อ.ประวิตร” ยังจะใช้บริการทีมงานสุชาติ ตันเจริญ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ ต้องรอดูการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละจังหวัดเสียก่อน

รายชื่อทีมงานสุชาติ ประกอบด้วย ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร, ยุทธนา ศรีตะบุตร อดีตนายก อบจ.หนองคาย, มลัยรัก ทองผา อดีตนายก อบจ.มุกดาหาร และ สถิรพร นาคสุข อดีตนายก อบจ.ยโสธร

เฉพาะสนามเลือกตั้ง จ.สกลนคร ชัยมงคล ไชยรบ อดีตนายก อบจ.สกลนคร เป็นแม่ทัพ ได้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส. 6 เขต ได้แก่ สุมนิศร์ ทีฆธนานนท์ เขต 1, ชาญชัย งอยผาลา เขต 2, สมพงษ์ อาจไพรินทร์ เขต 3,ณัฐกานต์ ไชยรบ เขต 4 (ลูกชายของชัยมงคล) ,สมศักดิ์ สุขประเสริฐ เขต 5 และอภิลักษณ์ เคนไชยวงศ์ เขต 6

ว่ากันตามจริง ชัยมงคลตั้งเป้าไว้ที่ลูกชาย-ณัฐกานต์คนเดียวที่มีโอกาสลุ้น แต่สุดท้ายก็พ่ายยกทีม ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย กวาดไป 6 เก้าอี้


คนสกลนครส่วนใหญ่ยังรักและศรัทธาในตัวทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง ดูจากผลคะแนนในแต่ละเขต ผู้สมัครจากเพื่อไทยชนะคู่แข่งขาดลอย

ปลายปี 2563 ชัยมงคล ไชยรบ ลงสมัครนายก อบจ.สกลนคร ก็ยังพ่ายผู้สมัครนายก อบจ.ของเพื่อไทยไปแบบฉิวเฉียด

จับตาดูว่า ร.อ.ธรรมนัส จะใช้บริการ “ครูต่าง” ชัยมงคล ไชยรบ ต่อไปหรือไม่ เพราะวันนี้ ชัยมงคล ยังเคลื่อนไหวพบปะมวลชนอยู่ตลอดเวลา

‘ลุยนครพนม’

สนามเลือกตั้งนครพนม พลังประชารัฐของ “ประวิตร” อาจเบียดเข้าป้ายได้ เพราะทีม ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย มีปัญหาทางใจ ไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง

เลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ มอบให้ สมชอบ นิติพจน์ อดีตนายก อบจ.นครพนม สายบ้านสุชาติ ตันเจริญ เป็นผู้รับผิดชอบ จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.

จริงๆแล้ว ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ก็ไม่ขี้เหร่ มี อดีต ส.ส. 2 คนคือ อลงกต มณีกาศ และ ชูกัน กุลวงษา รวมถึงหลานสาวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี คือ ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย คว้าไป 3 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจไทย ได้ 1 ที่นั่งจากทั้ง 4 ที่นั่ง แต่ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดย สมชอบ นิติพจน์ ชิ่งไปสังกัดเพื่อไทย ลงสนามป้องกันแชมป์ แต่พ่ายผู้สมัครนายก อบจ.ค่ายภูมิใจไทย

ด้าน อลงกต มณีกาศ และชูกัน กุลวงษา อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ได้ย้ายไปสังกัดค่ายภูมิใจไทย และรับตำแหน่งรองนายก อบจ.นครพนม

ดังนั้น ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม จึงเป็นความหวังเดียวของพลังประชารัฐ สำหรับสนามนครพนม และส่วนตัว น้ำผึ้ง-ณัฐธ์ภัสส์ ก็สนิทกับ ร.อ.ธรรมนัส

ไม่แปลกหรอก ลุงป้อมไปนครพนมเที่ยวนี้ คงได้เห็นน้ำผึ้งพาทัวร์เยี่ยมชาวบ้าน และเธอน่าจะเป็นหลานรักลุงป้อมอีกคน

โต้ไพศาล “สุนัย จุลพงศธร” แข็งแรงดี มีแฟนคลับ 7 แสนคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492351

12 พ.ย. 2564 |18:00 น.

โผล่แล้ว “สุนัย จุลพงศธร” โชว์สุขภาพแข็งแรง โต้ไพศาล พืชมงคล กุข่าวหวังสร้างราคา ห่วงแฟนคลับ 7 แสนคน ปั่นป่วนเพราะข่าวปล่อย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หายหน้าไป 3-4 วัน ทำเอาแฟนคลับถามหา “สุนัย จุลพงศธร” กลับมาจ้อผ่านช่องยูทูบตามปกติ ไม่ได้ตอบโต้ข่าวลือป่วยไข้ปางตาย เหมือนไม่ให้ราคาเจ้าสำนักกฎหมายย่านบางโพ

อดีต ส.ส.เพื่อไทย “สุนัย” หันมายึดอาชีพวิเคราะห์ข่าวได้ 2-3 ปีแล้ว อาศัยประสบการณ์การเมืองสร้างคอนเทนท์สนองสายฮาร์ดคอร์ มีรายได้จากยูทูบ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

ด้านหนึ่ง “สุนัย” ตกเป็นเป้าโจมตีจากอีกฝ่ายหนึ่ง จึงไม่แปลกที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกสะใจที่ได้ยินข่าวกรรมตามทันสุนัย ป่วยหนักถึงขั้นพิกลพิการ

หลัง ไพศาล พืชมงคล เจ้าสำนักกฎหมายธรรมนิติ บางโพ ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า ลุงสุนัยที่หนีไปอยู่สหรัฐฯ กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งหมายถึง สุนัย จุลพงศธร นั่นเอง ทางฝั่งสุนัยเอง ก็เงียบหายไปจริงๆ คล้ายจะเป็นจริงดังข่าวลือ

วันที่ 11 พ.ย.2564 นิยม สุนทรพฤกษ์ อดีตพระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกา เจ้าของรายการธรรมะติดปีก ทางช่องยูทูบ Sunai TV ได้เล่าว่า มีคนส่งข่าวเรื่องสุนัยป่วย จากเมืองไทยมาให้อ่าน จึงพยายามโทรหาสุนัย ก็ติดต่อไม่ได้

จากนั้น นิยมได้สอบถามไปยังเชาว์ ซื่อแท้ ประธาน Red USA เรื่องสุนัยหายไปไหน ก็ติดต่อไม่ได้เช่นกัน กระทั่งเชาว์ให้เบอร์ใหม่ของสุนัย ก็โทรไปหาทันที สุนัยบอกว่า “อาจารย์ผมยังแข็งแรงดี เป๊ะเลย ทำงานออกอากาศทุกวัน สัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 3 ชั่วโมง..”

วันเดียวกัน สุนัย จุลพงศธร ได้จัดรายการสดวิเคราะห์ข่าว และจะมีการตัดคลิปซอยเป็นเรื่องๆ เผยแพร่ผ่านแฟนเพจสุนัยอีกที

‘โต้กลับไพศาล’

ช่วงท้ายรายการวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา “สุนัย จุลพงศธร” ได้ออกมาชี้แจงข่าวลือเรื่องป่วย โดยอ้างอิงถึงข้อความจากเฟซบุ๊คของไพศาล พืชมงคล

สุนัยเล่าว่า ส่วนตัวนั้นรู้จักไพศาล พืชมงคล เป็นอย่างดี และจะไม่ขอทะเลาะกับไพศาล เพราะรู้ดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มวลชนของฝ่ายประชาธิปไตย แอบไปหลงเชื่อข่าวลือด้วย จึงอยากฝากให้เอฟซีทุกคน มีความหนักแน่น มีวุฒิภาวะ รับฟังข่าวสารอย่างมีสติ

“สุนัยทีวียังต้องทำงานหนัก ทำงานต่อไป เพื่อให้ประชาชนวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยตัวเอง” สุนัยกล่าว

จับน้ำเสียงของสุนัย ดูจะไม่ถือสาไพศาลมากนัก แต่ตัวเขากลับตกใจที่เอฟซี และฝ่ายประชาธิปไตยไปตกเป็นเหยื่อข่าวปล่อย

อดีต ส.ส.เพื่อไทยที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ ยังมองว่า การที่ไพศาล พืชมงคล ออกมากุข่าวเรื่องเขาป่วยนั้น น่าจะมีเบื้องหลังอะไรบางประการ อาจต้องการสร้างผลงานให้เข้าตาใครบางคน

‘สุนัยทีวี’

เมื่อเอ่ยถึง “สุนัย จุลพงศธร” ก็ต้องพูดถึง จอม เพชรประดับ อดีตผู้ดำเนินรายการวิเคราะห์ข่าวทางช่องวอยซ์ทีวี และสถานีเอ็นบีที ผู้ไม่พอใจระบอบเผด็จการทหาร จึงตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2557

สุนัย จุลพงศธร โต้ไพศาลผ่านรายการทีวีของตัวเองสุนัย จุลพงศธร โต้ไพศาลผ่านรายการทีวีของตัวเอง

ระหว่างที่จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และสุนัย จุลพงศธร ก่อตั้งองค์กรเสรีไทย จอมก็จัดตั้งสำนักข่าวทำทีวีออนไลน์ขึ้นมา โดยหวังที่จะให้เป็นสำนักข่าวมาตรฐาน แต่ทำไปได้ 3-4 ปี จอมก็หมดไฟประกาศยุติการทำหน้าที่สื่อฝ่ายประชาธิปไตย หันไปขับรถอูเบอร์ และทำร้านอาหารเลี้ยงชีพ

ปี 2562 สุนัยหันทำทีวีออนไลน์ผ่านยูทูบชื่อ Sunai TV และ Sunai FC และเปิดขอรับบริจาคจากผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลก

ปี 2563 ความเคลื่อนไหวขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในเมืองไทย ส่งผลให้รายการวิเคราะห์ข่าวของสุนัยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม “สุนัย” กับจอม เพชรประดับ ยังเป็นแกนหลักในกลุ่ม Red USA ที่มีฐานมวลชนอยู่ในลอสแอนเจลิส แม้บางครั้ง จอมจะวิพากษ์ทักษิณและเพื่อไทยแบบตรงไปตรงมา ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ Red USA บ้าง

สุนัยวาดฝันว่า ช่อง Sunai TV ที่มีเอฟซีอยู่ 7 แสนคน หากยอดผู้ชุมทะลุ 1 ล้านคนเมื่อไหร่ จะเกิดปาฏิหาริย์ในแผ่นดินไทยขึ้นมาทันที

1ข้าราชการ แก้ “หนี้ครัวเรือน” แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492324

12 พ.ย. 2564 |15:00 น.

นายกฯผุด แนวคิด 1ข้าราชการ ดูแล 1 “หนี้ครัวเรือน” ระหว่างเปิดหลักสูตร วปอ.รุ่นที่ 64 ถูกมองเป็นเตี้ยอุ้มค่อม สถิติข้าราชการเป็นหนี้เฉลี่ยครอบครัวละล้าน

1ข้าราชการ แก้ "หนี้ครัวเรือน" แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม1ข้าราชการ แก้ “หนี้ครัวเรือน” แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม

กลับมาฮือฮา อีกครั้ง สำหรับวาทกรรมของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ผุดแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยโครงการ 1 ข้าราชการ รับผิดชอบ 1 ครัวเรือนยากจน ในวันแถลงยุทธศาสตร์ของนักศึกษาวปอ.รุ่นที่64 แม้ยังไม่รู้รายละเอียดของโครงการนี้ แต่แนวคิดดังกล่าว ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 

1ข้าราชการ แก้ "หนี้ครัวเรือน" แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม1ข้าราชการ แก้ “หนี้ครัวเรือน” แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม

เมื่อพลิกไปดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจหนี้สินครัวเรือนข้าราชการ ล่าสุดไว้เมื่อปี 2555 พบว่า ครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและระดับตําแหน่ง มีรายได้เฉลี่ย ราวห้าหมื่นบาท มีหนี้สินร้อยละ83.2 มีจํานวนหนี้สินเฉลี่ย 1,111,425 บาทต่อครอบครัว


1ข้าราชการ แก้ "หนี้ครัวเรือน" แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม1ข้าราชการ แก้ “หนี้ครัวเรือน” แนวคิดเตี้ยอุ้มค่อม

เมื่อพิจารณาตามจำนวนที่เป็นหนี้ พบว่าพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามประเภทและตำแหน่งที่สูงขึ้นโดยในระดับบริหารมีระดับหนี้สินเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่กว่า 1.5 ล้านบาท ระดับทั่วไปอยู่ที่ เกือบ 1 ล้านบาทต่อครัวเรือน  หนี้สินต่อรายได้ของครอบครัวข้าราชการพบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 18.2 เท่า ในปี 2551 เป็น20.0 ในปี 2554 และ 22.3 เท่าในปี 2555 ตามลําดับ  ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่ท้าทายแนวคิดของนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง
 


หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ แนวทางการแก้ปัญหาที่ฮือฮา อย่างการขายยางพาราที่ดาวอังคาร ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาแล้ว แม้กองเชียร์จะออกมาบอกว่าเป็นการประชดประชัน แต่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารพูดอะไรออกไป ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้  ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงอุทกภัย พืชผักบริโภคขึ้นราคา ผักโรยหน้า ราคา 3-400 บาท  นายกรัฐมนตรี ก็สั่งการให้ใช้ที่ดินทหารปลูกผักชีเพื่อแก้ปัญหา   หลักสูตร วปอ.64 มีนักศึกษาร่วมชั้นอย่าง พุทธิพงศ์ ปุณณกันต์ และณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรี และแกนนำ กปปส.รวมอยู่ด้วย

กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492301

12 พ.ย. 2564 |13:00 น.

การหยุดชะงักของโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ทำให้กทม.ต้องปรับแผนบริหารจัดการขยะใหม่ อีกทั้งต้องตั้งงบประมาณในการเก็บขนและฝังกลบต่อไป อีกกว่า 7,500 ล้านบาทต่อปี ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน

สุดท้าย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ก็มีมติไม่แตกต่างจากการประชุมกพช.เมื่อ 4 ปีก่อน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560  ที่เห็นชอบหลักการให้รับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10 – 50  เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี 


โดยมติกพช.ครั้งนี้ กับมติกพช.เมื่อ 2560 ก็ยังคงมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าภายใต้อัตรากำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่กำหนดดังกล่าวเช่นเดิม 

กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?

มติกพช.ปี 2560 และปี 2564 ที่ไม่มีอะไรต่างกันนั้น นับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า โครงการนี้ควรเดินหน้าไปตั้งแต่ปี 2560 ไม่มีเหตุผลที่ต้องมาหยุดชะงักอยู่ที่กระทรวงพลังงานนานถึง 4 ปี จึงไม่ได้เรียกว่า ทำเพื่อประชาชนอย่างแน่นอน ตรงข้ามกลับสร้างความเสียหาย 

ทั้งเสียโอกาสในการดูแลสิ่งแวดล้อมจากกองขยะทั่วประเทศ โดยเฉพาะขยะในกทม.ที่นับวันขยะจะเพิ่มขึ้น และการหยุดชะงักของโครงการ ทำให้กรุงเทพมหานครต้องปรับแผนบริหารจัดการขยะใหม่ จากเป้าหมายจะลดวิธีกำจัดขยะด้วยการฝังกลบในปี 2565 เป็นต้นไป เพราะโรงไฟฟ้าขยะที่จะเข้ามาเป็นกลไกในการบริหารจัดการขยะแทนยังไม่เกิดขึ้น และต้องตั้งงบประมาณในการเก็บขนและฝังกลบต่อไป อีกกว่า 7,500 ล้านบาทต่อปี

ที่สำคัญยังเสียโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ อย่างโครงการนำขยะมาผลิตเป็นไฟฟ้าของศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม และอ่อนนุช ของกรุงเทพมหานครลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท และ การชะงักงันของโครงการยังสร้างความเสียหายต่อภาคเอกชนที่ลงทุนโครงการ จากมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะตามแผนต้องเริ่มก่อสร้างเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อเทียบการทำงานของหน่วยงานอื่นๆและภาคเอกชน ที่กระตือรือร้นทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นตามแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ. 2559-2564) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่กำหนดให้การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ 


อย่างกระทรวงมหาดไทยภายหลังที่กระทรวงพลังงานได้ขอให้เป็นเจ้าภาพหลักของโครงการนำขยะไปผลิตเป็นไฟฟ้าในแบบกลุ่มCluster ก็ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2560 ดึงทุกภาคส่วนเข้ามาบูรณาการการทำงาน ภายใต้คณะกรรมการกลางจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยโดยได้เชิญทุกหน่วยงานหลักในกระทรวงพลังงานเข้าร่วมด้วยอย่างพร้อมเพรียงแล้ว จนกระทั่งได้เอกชนเข้ามาลงทุนแทนรัฐ ซึ่งไม่มีงบประมาณเพียงพอ เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร เจ้าของ 2 โครงการ ฯหนองแขม และอ่อนนุช ที่ติดตามและทำหนังสือสอบถามความก้าวหน้ามาตลอด 

สิ่งที่หน่วยงานภายนอกตั้งคำถามก็คือ 4 ปีที่หน่วยงานอื่นบูรณาการทำงานที่จะทำให้โครงการเกิดขึ้นได้ตามแผน แต่มาหยุดชะงักที่กระทรวงพลังงานนั้น กระทรวงนี้เอาเวลาไปกับการทำสิ่งใด เหตุใดจึงไม่ทำภารกิจสมตามหน้าที่ กลับใช้เวลาในการโยนคำตอบกันไปมา บางกรมกองของกระทรวงพลังงานลอยตัว บางกรมกองวนเวียนศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าใหม่

กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?

ทั้งที่ได้จ้างสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนมาแล้ว จนได้อัตราเหมาะสมที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ซึ่งอัตรานี้ก็ได้รับการเห็นชอบจากกพช.แล้วในปี 2560  และมติกพช.ล่าสุด 5 พฤศจิกายน 2564 ก็เห็นชอบกรอบตามตัวเลขเดิมที่ 3.66 บาทต่อหน่วย อัตรานี้จึงเป็นอัตราที่ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของภาคเอกชน แต่เกิดจากการศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมโดยองค์กรกลางทางวิชาการ 



คำตอบของหน่วยงานพลังงาน ที่องค์กรภายนอกได้รับ อ้างเหตุเช่นเดิมทุกครั้งไป ว่าต้องมีการศึกษาทบทวนความเหมาะสมของโครงการฯ ทั้งที่รายละเอียดโครงการได้ผ่านความเห็นชอบมาตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้การทำงานแบบบุรณาการร่วมกันที่กระทรวงพลังงานเองให้ความร่วมมืออยู่แล้ว นั่นหมายถึงเวลาแต่ละวินาทีที่สูญเปล่าไปนั้น กระทรวงพลังงานไม่ได้ทำเพื่อประชาชนดังว่า แต่กลับสร้างความเสียหายหนักหน่วง และความเสียหายยังไม่ได้หยุดเท่านี้ ตราบใดที่กกพ.ยังไม่มีการประกาศอัตรา และรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน  

กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?กรณีศึกษาโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 4 ปีที่สูญเปล่า..ใครต้องรับผิดชอบ?

เรื่องนี้นับเป็นกรณีศึกษาระดับประเทศอย่างดีว่า การที่มีหน่วยงานหนึ่งอย่างกระทรวงพลังงาน ไม่บูรณาการทำงาน ทำให้โครงการที่เป็นประโยชน์ให้ประเทศ กลับไม่สามารถเกิดขึ้นได้

…การเสียโอกาสทางสิ่งแวดล้อม และการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความเสียหายของเอกชน มีคำตอบอยู่แล้วว่าใครต้องรับผิดชอบ  และจากนี้ไม่ควรทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น แต่ถึงเวลาที่กระทรววพลังงานต้องเข้ามาร่วมบูรณาการอย่างแท้จริง ร่วมกันผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว  

คนหลังม่าน “หิมาลัย ผิวพรรณ” รับลุงป้อม เตรียมสอย ส.ส.พรรคใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492212

12 พ.ย. 2564 |11:00 น.

คิวลุงป้อมไหว้พระนครสวรรค์ “หิมาลัย ผิวพรรณ” คนปั้น นายก อบจ.นครสวรรค์รอรับ งานนี้อาจมีเฮ ส.ส.พรรคใหญ่เปลี่ยนสีเสื้อ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ถึงคิว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการและไหว้พระที่ จ.นครสวรรค์ หลายคนอาจไม่รู้ว่า “หิมาลัย ผิวพรรณ” อดีตนายทหารคนดังนั้น มีบทบาทสำคัญทางการเมืองอยู่

นครสวรรค์ มี ส.ส.พลังประชารัฐ 4 คน และหนึ่งในนั้นอยู่ในการดูแลของ “หิมาลัย” รวมถึงการสนับสนุน พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์

“หิมาลัย” เป็นนักกลยุทธ์หลังม่าน ผู้คนจึงเห็นภาพของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รับบทแม่ทัพภาคเหนือตอนล่างของพลังประชารัฐ โดยส่วนตัวหิมาลัยก็เคารพนับถือผู้กองเมืองพะเยา

วันที่ 12 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำที่ จ.นครสวรรค์ และเดินทางไปวัดหนองโพ อ.ตาคลี ไหว้สักการะพระรูปเหมือนหล่อหลวงพ่อเดิม (อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองโพ) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งปากน้ำโพ

บังเอิญว่า อ.ตาคลี อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 5 ซึ่งมี ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของพื้นที่

เดิมที ทายาทเป็น ส.ส.อยู่ในสายของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ แต่วันนี้ อดีตนายตำรวจคนดังติดบ่วงคดี ก็มี พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ มาช่วยดูแลอยู่

อนาคตในสนามเลือกตั้งสมัยหน้าของทายาท อาจมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสีเสื้อ เพราะต้องเจอคู่แข่งอดีต ส.ส. สังกัดพรรคภูมิใจไทย สายตรงชาดา ไทยเศรษฐ

‘สามซุ้มปากน้ำโพ’

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น “หิมาลัย ผิวพรรณ” ดูแล ส.ส.นครสวรรค์ อยู่ 1 คนคือ สัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 4 นอกจากนี้ส.ส.พลังประชารัฐ กลุ่มเพื่อนหิมาลัยยังมีอีก 2 คนได้แก่ สุรชาติ ศรีบุศกร ส.ส.พิจิตร เขต 2 และ มานัส อ่อนอ้าย ส.ส.พิษณุโลก เขต 5

สำหรับ ส.ส.นครสวรรค์ พลังประชารัฐ อีก 3 คน ประกอบด้วยเขต 1 ภิญโญ นิโรจน์ (กลุ่มสามมิตร) ,เขต 2 วีระกร คำประกอบ และเขต 6 นิโรธ สุนทรเลขา ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ ซึ่งในช่วงหลัง นิโรธและวีรกร จะมาขึ้นตรงกับสายทำเนียบรัฐบาล

หากดูปูมหลัง ส.ส. และสายซุ้มในพลังประชารัฐ จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม พล.อ.ประวิตร จึงเลือกมาไหว้พระที่เขต 5 อ.ตาคลี ซึ่งไม่มีฐานของพลังประชารัฐ แสดงว่า พล.อ.ประวิตร อาจมีแผนการบางอย่างที่รับรู้กันเฉพาะ ร.อ.ธรรมนัส และหิมาลัย

ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 พรรคเพื่อไทยทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 พรรคเพื่อไทย

ดังนั้น วันที่ 12 พ.ย.นี้ คาดว่า ส.ส.พลังประชารัฐ สายเหนือคงแห่มารับลุงป้อมกว่าครึ่งร้อย และควรจับตา ทายาท เกียรติชูศักดิ์ เจ้าของพื้นที่จะมาหรือไม่

‘เพื่อนหิมาลัย’

ปลายปีที่แล้ว พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ เปิดตัวกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา ก็มี “หิมาลัย ผิวพรรณ” ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มได้ร่วมแถลงข่าวด้วย

เรื่องนี้แปลกๆ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ลาออกจากราชการตำรวจ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคมาแต่ยุค พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค จนถึงยุคสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ทั้ง 2 ยุค เมื่อลงสมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ กลับได้รับการสนับสนุนจากหิมาลัย คนหลังม่านของพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม คนการเมืองแถวปากน้ำโพ เชื่อว่า “หิมาลัย” ก็คือตัวแทนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้รับการหนุนช่วยจาก มานพ ศรีผึ้ง ส.ส.นครสวรรค์ ภูมิใจไทย และทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย

ทุกวันนี้ “หิมาลัย” ยังเป็นแขกขาประจำของ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ และไม่น่าแปลกที่จะเห็น พล.อ.ประวิตร ไปลงพื้นที่ ส.ส.เพื่อไทย นี่แหละการเมืองไทย ไม่มีพรรคมีแต่พวก

“สภาองค์กรของผู้บริโภค” เปิดเวทีทวงถามยุติธรรม หลังโดน DSI บุกตรวจสอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492230

12 พ.ย. 2564 |02:00 น.

ติดตามความไม่ชอบมาพากล หลัง “สภาองค์กรของผู้บริโภค” ทวงถามกระทรวงยุติธรรม จากเหตุบุคคลอาจแอบอ้างเป็น DSI บุกตรวจสอบองค์กรสมาชิก

“สภาองค์กรของผู้บริโภค ทวงถาม ยธ. เหตุบุคคลอาจแอบอ้าง DSI บุกตรวจสอบองค์กรสมาชิก” นี่เป็นหัวข้อที่จะมีการแถลงข่าวขึ้นในเช้าวันนี้ เวลา 10.00-11.00 น. ที่อาคารจี ทาวเวอร์ แกรนด์พระราม 9 ชั้น 31 

สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมสภาองค์กรของผู้บริโภค ต้องทวงถามกระทรวงยุติธรรม เหตุใดจึงมีบุคคลแอบอ้างเป็นดีเอสไอ (DSI) กรมสอบสวนคดีพิเศษ บุกตรวจสอบองค์กรสมาชิก วันนี้ “เจาะประเด็นร้อน” สืบค้นที่มาและเรื่องราวเบื้องต้นมาให้ได้ทราบกัน

พบว่าก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบองค์กรผู้บริโภค 152 องค์กร ร่วมกันจัดตั้งเป็นสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล 350 ล้านบาท ว่ามีคุณลักษณะเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยนายศรีสุวรรณ ระบุว่า “พบว่า 16 องค์กรไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด และไม่ได้ทำกิจกรรมเชิงประจักษ์ ดังนั้น จึงเชื่อว่าอีก 136 องค์กรที่เหลือ อาจมีลักษณะเดียวกันกับที่สุ่มตรวจก็ได้ ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงยุติธรรมมีศักยภาพในการตรวจสอบทุกองค์กรได้” 

นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณ ตั้งข้อสังเกตว่าองค์กรเหล่านี้ บางองค์กรอาจถูกจัดตั้งขึ้นมาลอย ๆ เพื่อให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และจากการสุ่มตรวจสอบองค์กรผู้บริโภคตามบัญชีรายชื่อ พบว่าองค์กรผู้บริโภคที่แจ้งไว้กับทางราชการนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรู้จัก และเมื่อตรวจสอบเชิงลึกโดยการพูดคุยกับผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน พบว่าหลายองค์กรไม่มีที่ตั้งตามที่แจ้งไว้ หรือไม่มีการทำกิจกรรมตามที่จดแจ้ง ซ้ำร้ายกว่านั้นที่อยู่ที่จดแจ้งในทะเบียนราษฎร์ไม่มีเลขที่นี้ในสารบบเลย พร้อมกับนำบันทึกภาพอัดคลิปเสียงของผู้ให้ข้อมูล และหลักฐานทั้งหมดมอบให้กระทรวงยุติธรรม เพื่อขยายผลสอบ 152 องค์กรผู้บริโภค

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564  ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ ได้เข้ายื่นคำร้องถึงนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายทะเบียนกลาง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 หลังจากที่สมาคมฯ ได้เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบ 16 องค์กรด้านผู้บริโภคเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา
 

ในความเคลื่อนไหวทั้งหมดของนายศรีสุวรรณนั้น ล่าสุด น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ชี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทราบว่า การเข้ายื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมและปลัดสำนักนายกฯ ของนายศรีสุวรรณ เพื่อให้ตรวจสอบ 152 องค์กรผู้บริโภค โดยเฉพาะพุ่งเป้าการตรวจสอบไปที่ 16 องค์กรผู้บริโภคนั้น 

น.ส.สารี ระบุว่าในความเป็นจริงคือ 16 องค์กรผู้บริโภค ที่นายศรีสุวรรณ อ้างว่าอาจตั้งขึ้นมาโดยไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดนั้น จากที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ พบว่า 16 องค์กรของผู้บริโภคเป็นองค์กรที่มีคุณภาพและทำงานกันอย่างต่อเนื่อง มีองค์กรของรัฐในระดับจังหวัดเข้าร่วมทำงานด้วย รวมถึงการออกจดหมายรับรองให้ด้วย 

ฉะนั้น 16 องค์กรผู้บริโภคนี้ไม่มีปัญหาเลย แต่จู่ ๆ ดีเอสไอ ก็เข้าไปสอบสวน โดยไม่มีเอกสารแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และไม่ได้แจ้งล่วงหน้าด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่      ดีเอสไอจริง ทำให้วันนี้ต้องมีการแถลงข่าวต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อทวงถามกระทรวงยุติธรรม ถึงเหตุบุคคลอาจแอบอ้างเป็น DSI บุกตรวจสอบองค์กรสมาชิก จากนั้นได้มีสมาชิกร้องเรียนเข้ามาที่สภาองค์กรของผู้บริโภค ล่าสุดมีสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภคบางส่วนเข้าแจ้งความไว้แล้ว

“เนื่องจากสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภค ถูกเจ้าหน้าที่แสดงตัวว่าเป็นดีเอสไอ เข้าตรวจค้น โดยไม่มีหมายเชิญเพื่อขอตรวจสอบล่วงหน้า ทั้งที่สมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภคทั้ง 16 แห่งนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ” น.ส.สารี กล่าวและว่า สมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภคทั้ง 152 แห่งนี้มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไป เช่น การดูแลสิทธิผู้บริโภคด้านสุขภาพ ด้านสิทธิผู้ป่วย การรักษาพยาบาล หรือสิทธิผู้บริโภคกลุ่มคนพิการ โดยสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภคทุกกลุ่มต้องทำเรื่องสิทธิผู้บริโภค ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งให้ครบทั้ง 8 ด้าน

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ประกาศใช้ เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๖ บัญญัติให้สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และองค์กรของผู้บริโภคดังกล่าวมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้ง อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ สมควรมีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภคตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นการจ่ายขาดเพื่อเป็นทุนประเดิมให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภคเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้เกิดการรวมตัวกันขององค์กรของผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและเกิดพลังอย่างแท้จริง 

คลองเตยยังไม่ลงตัว “กรณิศ”เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สก.ตัดหน้าเด็กธรรมนัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492204

นายหัวไทร

11 พ.ย. 2564 |19:00 น.

ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าเสาชิงช้ายังไม่รู้จะเป็นวันไหน แต่กองหนุนหลายค่ายต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เล็งพิกัดพื้นที่กทม.เขตคลองเตยดูบ้าง กรณิศ เร่งเครื่องเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สก. ตัดหน้าค่าย ธรรมนัส ซะแล้ว ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยนายหัวไทร


กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ เขตคลองเตย-วัฒนา เปิดตัวสองว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.)ในศึกชิงเก้าอี้เสาชิงช้าที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

นฤมล   ภิญโญสินวัฒน์  อดีตรมช.แรงงาน พรรคพลังประชารัฐนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตรมช.แรงงาน พรรคพลังประชารัฐ

ว่าที่ผู้สมัคร สก.สองคนที่ว่า ประกอบด้วย นายพลศักดิ์ แดงบัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตวัฒนา และนายต่อศักดิ์ ไหลสุวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตคลองเตย

วันก่อน  ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้าร่วมในงานเปิดตัวด้วย และฝากฝังชาวคลองเตย-วัฒนา ให้เลือกทั้งสองคนไปทำหน้าที่ในสภา กทม.

แต่เมื่อวานกลับไม่เห็นหน้า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่นัดกันไว้ก่อนหน้าว่าจะลงไปคลองเตย


   สุชัย พงษ์เพียรชอบ หรือ เฮียต่ายสุชัย พงษ์เพียรชอบ หรือ เฮียต่าย 

มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า สำหรับเขตคลองเตยยังไม่ลงตัวดีนัก แม้จะมีการเปิดตัวต่อศักดิ์แล้วก็ตาม เพราะ ร.อ.ธรรมนัสต้องการให้ “สุชัย พงษ์เพียรชอบ” (เฮียต่าย) ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เด็กในสังกัดลงสมัคร และก่อนหน้านี้ฝากให้ไปเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร เมื่อวานจึงไม่เห็นร.อ.ธรรมนัสไปปรากฏตัวในถิ่นคลองเตย

ถ้าเอ่ยถึง “คลองเตย” ต้องนึกถึงชุมชนแออัด และต้องมีชื่อของ “ครูประทีป” ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ที่ดูแลมูลนิธิครูประทีป ทำหน้าที่ช่วยเหลือขาวคลองเตยมานานยาว และในช่วง 20 กว่าปีที่แล้ว เอ่ยชื่อ ส.ก.คลองเตย ก็ต้องคนนี้รวมอยู่ด้วย “สุนันท์ อึ้งทรงธรรม” ที่กระโดดเข้าสู่เวทีการเมือง ได้รับเลือกเป็นสก.คลองเตย หลายสมัย เคยสังกัดพรรคพลังธรรม และพรรคไทยรักไทย 

ต่อมาคนคลองเตยต่างรู้จัก “ส.ก.น้อง” เป็นอย่างดี ซึ่งวันนี้ คือ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. เขต 4 คลองเตย-วัฒนา พรรคพลังประชารัฐ 


“กรณิศ” เป็น ส.ก.คลองเตย โดยมีคนในตระกูล “อึ้งทรงธรรม” เป็น ส.ข. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ มา 2 สมัย ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ และลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกในชีวิต
ท่ามกลางการโจมตีเรื่องการย้ายพรรค กรณิศเดินหน้าหาเสียงเต็มที่ จนชนะคู่แข่งจากพรรคคนรุ่นใหม่ รวมถึงพรรคต้นสังกัดเดิมอย่างประชาธิปัตย์ และทำคะแนนทิ้งห่างอดีต ส.ส.เท่าตัว

กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. เขต 4 คลองเตย-วัฒนา พรรคพลังประชารัฐกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. เขต 4 คลองเตย-วัฒนา พรรคพลังประชารัฐ

ปี 2564 เมื่อโควิดรุกชุมชนแออัดคลองเตย  “กรณิศ” ได้เคลื่อนไหวช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ ทั้งประสานเรื่องการนำตัวไปรักษาที่ รพ. และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

แต่ที่ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อ  “กรณิศ” ได้รับข้อร้องเรียนจากชาวคลองเตยว่า มีการเล่นพรรคเล่นพวกในการแจกบัตรคิวฉีดวัคซีนโควิด รวมทั้งมีการย้ายสถานที่ตรวจโควิดในชุมชนแออัดคลองเตย 
เนื่องจากมี  “ขาใหญ่” บางคนเล่นพรรคเล่นพวก นำเอาเรื่องบัตรคิว ไปสร้างคะแนนเสียงให้กับตัวเอง ซึ่งในสถานการณ์ช่วงเวลานี้ ไม่ควรเอาชีวิตของคนมาทำเช่นนี้ ทั้งที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีต้องการตรวจเชิงรุกให้ได้จำนวนมากที่สุด เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดในพื้นที่เขตคลองเตย 

ขาใหญ่รายนั้น ลงพื้นที่เตรียมการสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม.มา 5-6 ปีแล้ว โดยอาศัยเครือข่ายบรรเทาสาธารณภัย เป็นฐานมวลชน


 #นายหัวไทร #มากกว่าข่าว

ม็อบไปต่อ “รุ้ง ปนัสยา” สุ่มเสี่ยงทะลุฟ้าอนาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492166

11 พ.ย. 2564 |15:00 น.

ปิดประตูปฏิรูป ม็อบถอยไม่ได้ “รุ้ง ปนัสยา” แตะมือคณะก้าวหน้าลุยแก้ 112 ลุ้นม็อบรีเด็มคืนสู่ท้องถนน ม็อบทะลุฟ้าชักธงปฏิวัติวัฒนธรรม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อคำปราศรัยทะลุเพดานม็อบ 10 สิงหา เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง “รุ้ง ปนัสยา” ประกาศเดินหน้าสู้ต่อไปทันที

ผู้ร่วมชะตากรรมอย่างอานนท์ นำภา และภาณุพงศ์ จาดนอก ยังอยู่ในเรือนจำ มีเพียง “รุ้ง ปนัสยา” เพียงคนเดียวที่ยืนหยัดเป็นธงนำของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง พ.ศ.นี้

ภารกิจเฉพาะหน้าของ “รุ้ง ปนัสยา” ในนามคณะราษฎรยกเลิก 112 (ครย.) ประสานกับคณะก้าวหน้า ล่ารายชื่อแก้ไข ม.112 คงเดินต่อไม่ถอยแล้ว

ปฏิกิริยาของกลุ่มราษฎร,กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, กลุ่มทะลุฟ้า ,กลุ่มเยาวชนปลดแอก ,ราษฎรโขงชีมูล ฯลฯ ได้เรียงหน้าแถลงจุดยืนไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าว เพราะข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง

พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การเคลื่อนไหวของเยาวชนกำลังเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่มาขัดขวาง แต่กลุ่มเยาวชนก็ไม่ได้เกรงกลัวการเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม

เช่นเดียวกัน รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จะไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพราะเดิมพันด้วยชีวิตเหมือนตอนกรีดแขนซ้ายเป็นสัญลักษณ์เลข 112 ประทับเลือดบนแถลงการณ์ เรียกร้องปล่อยนักโทษการเมือง-แก้ไข ม.112

‘เวทีนี้มีพี่เลี้ยง’

ปลายเดือนที่แล้ว “รุ้ง ปนัสยา” ในนามกลุ่มราษฎร และแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตย จัดการชุมนุมราษฎรประสงค์ยกเลิก 112 พร้อมก่อตั้งองค์กรเฉพาะกิจคณะราษฎรยกเลิก 112(ครย.) ที่มีข้อเรียกร้องคือ 1.ให้สิทธิประกันตัว ปล่อยผู้ต้องขังทุกคนจากเรือนจำ และ 2.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิก 112

อีกด้านหนึ่ง คณะก้าวหน้าโดยความร่วมมือกับคณะราษเปซ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเข้าชื่อเสนอยกเลิกมาตรา 112

แม้แกนนำตัวหลักอย่างอานนท์ นำภา, เพนกวิน, ไผ่ ดาวดิน และไมค์ จาดนอก จะอยู่ในเรือนจำ แต่ข้างนอก “รุ้ง ปนัสยา” ก็ไม่โดดเดี่ยว เพราะมีพี่เลี้ยงอย่างลูกเกด-ชลธิชา แจ้งเร็ว แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย(DRG) คอยช่วยเหลืออยู่

ดังที่รู้กันในกลุ่มนักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย(DRG) ที่ก่อตั้งโดย รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะรับบทพี่เลี้ยงมาแต่แฟลชม็อบ ปี 2563 ซึ่งช่วงหลัง กลุ่ม DRG มีลูกเกด ชลธิชา เป็นผู้ประสานงาน

‘จุดเสี่ยงอนาธิปไตย’

จะว่าไปแล้ว แนวทางการเคลื่อนไหวของ “รุ้ง ปนัสยา” ในนามกลุ่มราษฎร หรือแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ยึดหลักสันติวิธี ต่างจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่มทะลุฟ้า

หลายคนยังจำภาพม็อบรีเด็ม ม็อบไร้แกนนำ โดยการนำของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เวลาที่มีม็อบรีเด็ม ก็จะตามมาด้วยความรุนแรงทุกครั้งไป จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในฝ่ายประชาธิปไตย

แกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอกจะไม่เปิดหน้าเปิดตา ยกเว้นอั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อดีตประธานสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ที่ยอมรับว่าเป็นแกนนำและกระบอกเสียงม็อบรีเด็ม (Re-Dem)

ลูกเกด ชลธิชา และรุ้ง ปนัสยาลูกเกด ชลธิชา และรุ้ง ปนัสยา

พักหลังอั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ไม่ได้ขับเคลื่อนม็อบรีเด็มสู่ท้องถนน แต่ก็มีแกนนำบางคนที่ไม่เปิดเผยตัวไปสร้างเพจทะลุแก๊ซ สร้างปรากฏการณ์สมรภูมิดินแดงอยู่แรมเดือน

ม็อบรีเด็มหายไป ก็มีม็อบทะลุฟ้า เข้ามาแทนที่ด้วยสไตล์การเคลื่อนไหวแนวสันติวิธีเชิงรุก และมักจบด้วยการปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชน

กลุ่มทะลุฟ้า ก่อตั้งโดยจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ที่มีธงไม่ใช่แค่ไล่ประยุทธ์ ดังคำขวัญสู้ทะลุเพเดาน ทะลุฟ้าของพวกเขา

ล่าสุด กลุ่มทะลุฟ้าแถลงการณ์ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทิ้งท้ายไว้ว่า “มาถึงขั้นนี้แล้ว ในเมื่อการปฏิรูปไม่ใช่ตัวเลือกที่พวกท่านต้องการ เราก็ยังพอที่จะเหลือตัวเลือกอื่นให้ท่านอยู่เหมือนกัน แต่จะเป็นตัวเลือกไหนนั้น… พวกท่านก็คอยดู”

พูดง่ายๆ ปิดประตูปฏิรูป ก็ต้องเจอการต่อสู้สันติวิธีเชิงรุก ที่สุ่มเสี่ยงต่อภาวะอนาธิปไตยเหมือนที่เกิดขึ้นแถวสามเหลี่ยมดินแดง

วิธีคิดแบบแกนนำกลุ่มทะลุฟ้า อาจทำให้การต่อสู้ของ “รุ้ง ปนัสยา” ถูกลากเข้าไปสู่วังวนความรุนแรงก็เป็นได้