ศึกสุดท้าย “ปิยบุตร” แบกแคมเปญ 112 หาเสียง อบต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492581

14 พ.ย. 2564 |19:00 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง อบต. “ปิยบุตร” ทัวร์อีสานใต้ ช่วยผู้สมัครนายก อบต.คณะก้าวหน้า เจอฝ่ายตรงข้ามก่อกระแสต้าน ยี่ห้อปิยบุตรคือยกเลิก 112 และ ปฏิรูปสถาบันฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

โค้งสุดท้ายศึกเลือกตั้ง อบต. “ปิยบุตร” เดินสายหาเสียง 5 จังหวัดอีสานใต้ ชูโมเดลเทศบาลก้าวหน้า ฝ่ายุทธการซื้อเสียง

นับแต่เปิดการหาเสียง อบต. “ปิยบุตร” ไม่ได้ตะลอนไปทั่วไทย เหมือนตอนเลือกนายก อบจ. และเลือกตั้งเทศบาล เพราะติดภารกิจรณรงค์ล่ารายชื่อยกเลิก ม.112

หากเอ่ยถึง “ปิยบุตร” ก็นึกถึงการยกเลิก ม.112 หรือการปฏิรูปสถาบันฯ พลันที่เลขาธิการคณะก้าวหน้าลงพื้นที่หาเสียง ปฏิกิริยาต่อต้านก็ตามมา

ก่อนหน้านี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และช่อ-พรรณิการ์ วานิช จะเป็นผู้ที่เดินสายไปติวเข้มและให้กำลังใจผู้สมัครนายก อบต.ในนามคณะก้าวหน้า ที่ภาคอีสาน ,ภาคเหนือ และภาคกลาง

ขณะที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ร่วมมือกับคณะราษฎร จัดกิจกรรมล่ารายชื่อยกเลิก ม.112 โดยมีคำขวัญว่า “หมดเวลา 112 ถึงเวลาคืนอนาคตสังคมไทย”

“ปิยบุตร” สรุปว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 มีทั้งปัญหาตัวบท การบังคับใช้ และอุดมการณ์เบื้องหลัง ซึ่งการแก้ไข ม.112 เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสถาบันฯ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นราชอาณาจักร มิใช่สาธารณรัฐ

ฉะนั้น วันที่ “ปิยบุตร” ออกเดินทางไปพบปะผู้สมัครนายก อบต.และ ส.อบต. ในพื้นที่อีสานใต้ ตั้งแต่ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จึงเกิดปฏิกิริยาต่อต้านในสมรภูมิเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะภาพปิยบุตรเป็นภาพเดียวกับกลุ่มราษฎรหรือกลุ่มทะลุฟ้า

การเลือกตั้ง อบต. จะเป็นภารกิจสุดท้ายในการเลือกตั้งท้องถิ่น  หลังแพ้ยับเยินในเลือกตั้งนายก อบจ. ผ่านมาถึงเลือกตั้งเทศบาลก็ได้บริหาร 12 เทศบาลตำบล และศึก อบต.กลางกระแสความขัดแย้ง 2 ขั้ว คณะก้าวหน้าจะได้ชัยชนะกี่แห่ง

‘อบต.อีสานใต้’

การเดินสายของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ไม่ได้เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงเหมือนเลือกนายก อบจ. โดยปิยบุตรจะใช้การพูดคุย และให้กำลังใจผู้สมัครนายก อบต. และ ส.อบต.

วันที่ 12 พ.ย.2564 “ปิยบุตร” พบทีมผู้สมัครนายก อบต. 4 แห่งใน จ.ชัยภูมิคือ อบต.เก่าย่าดี อ.แก้งคร้อ, อบต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า, อบต.บ้านหัน อ.เกษตรสมบูรณ์ และ อบต.สระพัง อ.บ้านแท่น

ก่อนจะเดินต่อไปที่นครราชสีมา ปิยบุตรไม่ได้พบตัวผู้สมัครนายก อบต. แต่ได้เปิดเวทีพูดคุยกับ สาธิต ปิติวรา อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา และคณะก้าวหน้าโคราช

วันที่ 13 พ.ย.2564 ปิยบุตร ได้พบปะทีมผู้สมัครนายก อบต.ใน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งคณะก้าวหน้าให้การสนับสนุนทีมผู้สมัครนายก อบต. 19 แห่ง

“ปิยบุตร” พยายามแนะนำให้ผู้สมัครนายก อบต.ทุกคน นำผลงานของเทศบาลที่คณะก้าวหน้าได้เข้าไปร่วมบริหาร และประสบความสำเร็จมาแล้วไปโฆษณาให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าเลือก อบต.คณะก้าวหน้า ประชาชนจะได้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเงินไม่กี่พันบาทที่เขาใช้ซื้อเสียง

‘เยี่ยมลูกศิษย์’

ช่วงที่เดินทางจากนครราชสีมาไปศรีสะเกษ “ปิยบุตร” ได้แวะให้กำลังใจ สุนีย์ กรุมรัมย์ ผู้สมัคร ส.อบต.สี่เหลี่ยม(หมู่ที่ 8) อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

ปิยบุตร แวะให้กำลังใจสุนีย์ ผู้สมัคร ส.อบต.สี่เหลี่ยม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ปิยบุตร แวะให้กำลังใจสุนีย์ ผู้สมัคร ส.อบต.สี่เหลี่ยม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

สุนีย์เป็นผู้สมัคร ส.อบต.คนเล็กๆในนามคณะก้าวหน้า แต่เธอเคยช่วยงานปิยบุตร สมัยเป็น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ฉะนั้น ปิยบุตรจึงโฉบมาเซอร์ไพรส์เธอถึงบ้านโคกเพชร ต.สี่เหลี่ยม อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

เส้นทางเดินของสุนีย์ก็ไม่ธรรมดา เรียนจบรัฐศาสตร์ ก็ไปทำงานเป็นผู้ประสานงานโครงการผู้ป่วยข้างถนนและคนไร้บ้าน มูลนิธิกระจกเงา และผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ประชาไท

ช่วงปิยบุตรตั้งพรรคอนาคตใหม่ สุนีย์ได้ไปทำงานเป็นหัวหน้าทีมสมาชิกสัมพันธ์ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนจะเบนเข็มกลับบ้านเกิด โดยตั้งจะลงสมัคร ส.อบต.สี่เหลี่ยม เขตหมู่ที่ 8 บ้านโคกเพชร

ทันทีที่สุนีย์นำภาพปิยบุตรให้กำลังใจเธอ เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค ก็มีปฏิกิริยาทั้งบวกและลบ คนส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบการเคลื่อนไหวของปิยบุตร ถึงกับประกาศจะไม่สนับสนุนเธอ

กรณีแบบสุนีย์ ไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้าย ผู้สมัครนายก อบต.ของคณะก้าวหน้าในหลายพื้นที่ก็เจอกระแสต้านจากฝ่ายตรงข้ามคณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกล

ไร้เงาธรรมนัส “จักรทิพย์” ร่วมทัพประวิตร ชิมลางสนามอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492556

14 พ.ย. 2564 |16:00 น.

เรื่องแปลกๆในพลังประชารัฐ “จักรทิพย์” ติดขบวน พล.อ.ประวิตรทัวร์สกลนคร-นครพนม แต่ไร้เงา ร.อ.ธรรมนัส ทั้งที่ทีมผู้กองไปกันครบ ส่วนสหายแสง ค่ายภูมิใจไทยต้อนรับลุงป้อมอบอุ่นยิ่ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หลังถอนตัวจากสนามเมืองกรุง “จักรทิพย์” ก็ไปทัวร์อีสานกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่กลับไม่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกาะขบวนลุงป้อมไปอีสานด้วย อ้างว่าติดภารกิจในภาคเหนือ

พลันที่มี “จักรทิพย์” ร่วมขบวนลุงป้อมไปอีสาน กระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐ จะตั้งบิ๊กแป๊ะเป็นแม่ทัพอีสานเหนือ ได้รับความสนใจจากสื่อหลายสำนักขึ้นมาทันที

สถานะวันนี้ “จักรทิพย์” เป็นหนึ่งในคณะทำงานของ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องการเมืองก็ต้องรอดูในโอกาสต่อไป

วันที่ 13 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ จ.สกลนคร ความก้าวหน้าการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติหนองหาร พร้อมกับเดินทางไปเป็นประธานทอดกฐินสามัคคี ที่วัดโฆสมังคลาราม บ้านโคกสว่าง ต.โคกสว่าง อ.ปลาปาก จ.นครพนม

ทัวร์อีสานเที่ยวนี้ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้สวมหัวโขนหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เหมือนตอนที่ไปนราธิวาส และนครสวรรค์ ซึ่งจะมีกิจกรรมหาเสียงกับชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม คณะติดตามของลุงป้อม ก็ยังเป็นหน้าเดิมๆ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ,สันติ พร้อมพัฒต์ รมช.คลัง ,พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, วิรัช รัตนเศรษฐ ,สิระ เจนจาคะ และปารีณา ไกรคุปต์ ซึ่งขาดเพียง ร.อ.ธรรมนัส คนเดียวเท่านั้น

ส่วนกรณีของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา นั้นไม่มีชื่ออยู่ในโผข่าวแจก พอโฆษกกลาโหมส่งข่าวมาจากสกลนคร จึงเห็นภาพบิ๊กแป๊ะนั่งร่วมฟังการรายงานสถานการณ์น้ำแล้ว

‘แป๊ะทัวร์อีสาน’

บทบาทของ “พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อดีต ผบ.ตร. ก็เหมือน ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกลาโหม ต่างก็เป็นคณะทำงานของลุงป้อม

สำหรับ พล.อ.ณัฐ เพิ่งได้รับตำแหน่งประธานคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน แทน ร.อ.ธรรมนัส ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังมีแค่ตำแหน่งคณะทำงานของรองนายกฯ

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ทัวร์สกลนคร-นครพนมเที่ยวนี้ ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่ได้ร่วมคณะไปด้วย และการปรากฏตัวของ “จักรทิพย์” อาจไม่มีสัญญาณการเมืองใดๆก็ได้

อีกด้านหนึ่ง ทีมธรรมนัสก็ไปกันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็น นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคฯ ,วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,ทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา เขต 7, ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา เขต 8 และ สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส เขต 3

รวมถึงเจ้าถิ่นอีสานเหนือ อย่าง เอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ซึ่งมาแปลกๆ ไม่แสดงตัว และเสร็จภารกิจที่สกลนครก็กลับเลย

เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 เอกราช ช่างเหลา ได้มีส่วนรับผิดชอบพื้นที่อีสาน ร่วมกับกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นสายสุชาติ ตันเจริญ แต่เลือกตั้งจบ ได้ข่าวว่า มีปัญหาภายในถึงขั้นตัดขาดญาติมิตรกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.บางกลุ่ม

‘หลานสาวพ่อใหญ่จิ๋ว’

เนื่องจากขบวนลุงป้อม มีข้าราชการ ทหาร ตำรวจในพื้นที่มาต้อนรับมากมาย “พล.ต.อ.จักรทิพย์” จึงทำตัวเป็นผู้ติดตามคณะแบบเงียบๆ ขนาดนักข่าวท้องถิ่นหลายสำนัก ไม่ทราบว่า บิ๊กแป๊ะร่วมคณะลุงป้อมมาทัวร์อีสานด้วย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ถ่ายภาพกับแฟนคลับที่นครพนมพล.ต.อ.จักรทิพย์ ถ่ายภาพกับแฟนคลับที่นครพนม

เฉพาะงานทอดกฐินที่วัดโฆสมังคลาราม บ้านโคกสว่าง ต.โคกสว่าง อ.ปลาปาก จ.นครพนม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นประธานในการทอดกฐิน ปีที่ 7 แล้ว บรรดานักการเมือง ข้าราชการในนครพนมมาร่วมงานกันมากเป็นพิเศษ

ที่น่าสนใจ ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ และ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยลูกสาว ศุภพานี โพธิ์สุ นายก อบจ.นครพนม ระดมชาวบ้านและนักเรียนมาต้อนรับลุงป้อมอบอุ่น

2 อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ อย่าง อลงกต มณีกาศ และชูกัน กุลวงษา ก็มารับลุงป้อมในฐานะรองนายก อบจ.นครพนม (ย้ายค่ายไปภูมิใจไทย) ทั้งคู่ยังล้อมวงคุยกับวิรัช รัตนเศรษฐ ภายในลานวัด

สรุปว่า อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ 4 คนในสนามนครพนม ยังเหลืออยู่คนเดียวคือ น้ำผึ้ง-ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม

คนนครพนมโดยกำเนิดอย่าง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ส.ว. ก็มาร่วมงานทอดกฐินลุงป้อม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีรัฐบาล คสช. ซึ่งตอนเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว พล.ต.อ.อดุลย์ก็ช่วยพลังประชารัฐเช่นกัน

ดังที่รู้กัน อีสานเหนือเป็นจุดอ่อนของพรรคพลังประชารัฐ และมาถึงวันนี้ ลุงป้อมคงคิดอ่านแล้วว่า จะหาใครมาเป็นดูแลสนามเลือกตั้งอีสานเหนือ คงไม่ใช่เอกราช ช่างเหลา คนสนิทธรรมนัส แต่จะใช่ “จักรทิพย์” หรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ประเดิมครม.สัญจรรับเปิดประเทศ จุรินทร์ชง 2 พันล้านฟื้นจังหวัดอันดามัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492555

14 พ.ย. 2564 |16:00 น.

“ลุงตู่” นำทัพครม.ลงใต้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งแรกในรอบสองปีหลังเผชิญโควิด จุรินทร์ แพลมวาระร้อนเอาใจชาวใต้ รับเปิดประเทศ

นับเป็นครั้งแรกในรอบสองปีหลังจากต้องเผชิญสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด  เมื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือครม.สัญจร ขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่ 1 /2564  ระหว่างวันที่ 15-16 พ.ย.นี้โดยปักหมุดที่จ.กระบี่  

การตัดสินใจเลือก”จังหวัดกระบี่”  เนื่องจากเป็นอีกจังหวัดของการประเดิมรับการเปิดประเทศ ภายหลังรัฐบาลนำร่องโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว และกระบี่ก็คือหนึ่งในกลุ่มจังหวัดอันดามัน 

แน่นอนเจ้าของพื้นที่ภาคใต้หนีไม่พ้น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเขตตรวจราชการ 6 จังหวัดอันดามันที่ประกอบด้วย ภูเก็ต กระบี่ ระนอง พังงา ตรัง สตูล จึงมีการเตรียมเสนอโครงการพัฒนากลุ่มจังหวัดอันดามันเข้าที่ประชุมครม.สัญจร ในโอกาสแรกนี้ด้วย

ประเดิมครม.สัญจรรับเปิดประเทศ จุรินทร์ชง 2 พันล้านฟื้นจังหวัดอันดามันประเดิมครม.สัญจรรับเปิดประเทศ จุรินทร์ชง 2 พันล้านฟื้นจังหวัดอันดามัน
 

ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคปชป.  เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีของพรรค จะเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในวันที่ 16 พ.ย. ที่ โรงแรมโซฟิเทลกระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่

“นายจุรินทร์ มีประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอในการประชุมครม.สัญจร ในฐานะประธานเขตตรวจราชการ 6 จังหวัดอันดามันที่ประกอบด้วย ภูเก็ต กระบี่ ระนอง พังงา ตรัง สตูล และได้เคาะโครงการทั้งหมด 16 โครงการใน 6 จังหวัด ที่คัดแล้วว่ามีความสำคัญสูงสุด รวมงบประมาณ 2,128 ล้านบาท ซึ่งรมว.มหาดไทยและนายจุรินทร์ จะเสนอต่อนายกฯและสภาพัฒน์ทราบเพื่อรับไปดำเนินการต่อไป”  รองโฆษกพรรคปชป. กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายจุรินทร์  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยรัฐมนตรีของพรรคอีก 4 ราย  คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรค จะลงพื้นที่จ.พังงาร่วมกัน ในวันที่ 15 พ.ย. 

ทั้งนี้  เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญในการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน และพิธีมอบเช็คชำระหนี้และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดพังงา ที่โรงเรียนท้ายเหมืองวิทยา ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดพังงาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย 

ส่อง “เงินเดือนพระสงฆ์” ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด “พระ” ต้องมีเงินเดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492474

14 พ.ย. 2564 |09:00 น.

เปิดที่มา และ “อัตรานิตยภัต” หรือ “เงินเดือนพระสงฆ์” ในประเทศไทย ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใดพระถึงต้องมีเงินเดือน

เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่า ในส่วนของ “พระสงฆ์” ที่นอกเหนือจากเงินปัจจัย ที่ได้รับการถวายจากแหล่งต่าง ๆ แล้ว พระสงฆ์ในประเทศไทย ยังมีเงินเดือนประจำด้วย โดยเงินดังกล่าวเรียกว่า “อัตรานิตยภัต” ที่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย เพื่อสนับสนุนเป็นค่าภัตตาหารประจํา ตามความเหมาะสม แด่พระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ พระเปรียญธรรม 9 ประโยค และพระเลขานุการ ตามความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นิตยภัต ในความหมายคือ “อาหาร หรือค่าอาหารที่ถวายแก่ภิกษุสามเณรเป็นประจำ” ส่วนในคู่มือการปฏิบัติงานนิตยภัต อธิบายว่า 

“นิตยภัต คือค่าภัตตาหารที่พระมหากษัตริย์ถวายแก่พระภิกษุสามเณร เนื่องจากนิตยภัตถวายให้พระสงฆ์เป็นประจำทุกเดือน เช่นเดียวกับเงินเดือนฆราวาส คนจำนวนมาก จึงเรียกนิตยภัตว่า เงินเดือนสงฆ์”
 

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชดำริว่า การพระราชทานนิตยภัต 2 ประเภท คือ ถวายเป็นภัตตาหารสำรับเช้า และสำรับเพล กับถวายเป็นเงินรายเดือน (เดิมการถวายจากทางราชการแผ่นดินเป็นเงินหวัดเงินปี) แต่ไม่ปรากฏว่า พระสงฆ์ที่ได้รับเป็นพระสงฆ์ประเภทใด

มาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว การจ่ายนิตยภัตเป็นเงิน มาปรากฏหลักฐานว่า พ.ศ. 2371 เมื่อพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์รูปใดแล้ว ก็พระราชทานนิตยภัต และกำหนดอัตรานิตยภัตไว้ด้วย ดังนี้ สมเด็จพระสังฆราช 5 ตำลึง, สมเด็จพระพนรัตน์ 5 ตำลึง, กรมหมื่นนุชิตชิโนรส 5 ตำลึง, พระพรหมมุนี 5 ตำลึง, พระพุทธโฆษา 5 ตำลึง, พระพิมลธรรม 4 ตำลึง 3 บาท และพระธรรมอุดม 4 ตำลึง 3 บาท

กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2467 ได้มีการปรับปรุงอัตรา นิตยภัตทุกอัตรา โดยเฉพาะตําแหน่งสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ และพระราชาคณะ ชั้นหิรัญบัฏ ที่ได้รับการสถาปนาก่อน พ.ศ. 2459 นอกจากจะได้รับนิตยภัต ตามอัตราที่ทรงกําหนดแล้ว ยังได้รับค่าข้าวสารอีกเดือนละ 1 บาท ส่วนผู้ที่ได้รับการสถาปนาหลัง พ.ศ.2459 ไม่ได้รับค่าข้าวสาร

ส่อง "เงินเดือนพระสงฆ์" ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด "พระ" ต้องมีเงินเดือนส่อง “เงินเดือนพระสงฆ์” ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด “พระ” ต้องมีเงินเดือน
 

จากข้อมูลเมื่อปี 2554 พบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในขณะนั้น ได้เห็นชอบเพิ่มเงินนิตยภัต เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการประกอบกิจพระศาสนา 195,572,400 บาท จากเดิมได้รับ 930 ล้านบาท รวมเป็น 1,122,572,400 บาท

บัญชีอัตรานิตยภัต ของพระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ และเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค และพระเลขานุการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน เมษายน 2554 เป็นต้นมา 

  1. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า 37,700 บาท
  2. สมเด็จพระสังฆราช 34,200 บาท
  3. ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 30,800 บาท
  4. สมเด็จพระราชาคณะ 27,400 บาท
  5. กรรมการมหาเถรสมาคม 23,900 บาท
  6. เจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ 23,900 บาท
  7. พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัณยบัฏ 20,500 บาท
  8. เจ้าคณะภาค 17,100 บาท
  9. แม่กองบาลี 17,100 บาท
  10. แม่กองธรรม 17,100 บาท
  11. รองเจ้าคณะภาค 13,700 บาท
  12. เจ้าคณะจังหวัด 10,300 บาท
  13. เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช 10,300 บาท
  14. พระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นสัญญาบัตร 13,700 บาท
  15. พระราชาคณะชั้นธรรม 13,700 บาท
  16. พระราชาคณะชั้นเทพ 10,300 บาท
  17. พระราชาคณะเจ้าคณะจังหวัด 10,300 บาท
  18. พระราชาคณะชั้นราช 6,900 บาท
  19. พระราชาคณะปลัดขวา 5,500 บาท
  20. พระราชาคณะปลัดซ้าย 5,500 บาท
  21. พระราชาคณะปลัดกลาง 5,500 บาท
  22. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.9 ประโยค 5,500 บาท
  23. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.7-8 ประโยค 5,200 บาท
  24. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.5-6 ประโยค 4,800 บาท
  25. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 4,800 บาท
  26. พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.4/รองเจ้าคณะจังหวัด 4,500 บาท
  27. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 4,500 บาท
  28. พระราชาคณะชั้นสามัญป.ธ.3 ได้ 4,100 บาท
  29. พระราชาคณะชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ 4,100 บาท
  30. พระราชาคณะชั้นสามัญยก (เจ้าคณะอำเภอ) 4,100 บาท
  31. พระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 4,100 บาท
  32. พระป.ธ.9 ประโยค 4,100 บาท
  33. พระคณาจารย์เอก 4,100 บาท
  34. พระราชาคณะชั้นสามัญยก 3,800 บาท
  35. พระครูปลัดชั้นเอกของสมเด็จพระราชาคณะ 3,800 บาท
  36. พระคณาจารย์โท 3,800 บาท 
  37. พระราชาคณะชั้นสามัญยก/เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ 3,800 บาท
  38. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก  3,800  บาท 
  39. เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนต่าง ๆ (มหานิกาย/ธรรมยุต)  3,800 บาท
  40. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 3,400 บาท
  41. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก 3,400 บาท
  42. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ 3,400 บาท
  43. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ 3,400 บาท
  44. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,400 บาท
  45. เลขานุการเจ้าคณะภาค 3,400 บาท
  46. พระครูปลัด รองสมเด็จพระราชาคณะ 3,400 บาท
  47. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นโท 3,100 บาท
  48. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 3,100 บาท
  49. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 3,100 บาท
  50. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,100 บาท
  51. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก 3,100 บาท
  52. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก 3,100 บาท
  53. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก 3,100 บาท
  54. เลขานุการรองเจ้าคณะภาค 3,100 บาท 
  55. เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด 3,100 บาท
  56. พระครูปลัดของเทียบรองสมเด็จพระราชาคณะ 3,100 บาท
  57. พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช ชั้นเอก 3,100 บาท
  58. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอชั้นโท 2,700 บาท
  59. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท 2,700 บาท
  60. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 2,700 บาท
  61. พระครูสัญญาบัตร เทียบเท่าผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท 2,700 บาท
  62. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก 2,700 บาท
  63. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี 2,700 บาท
  64. พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราชชั้นโท 2,700 บาท
  65. พระครูปลัดของพระราชาคณะชั้นธรรม 2,700 บาท
  66. เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด 2,700 บาท
  67. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี 2,500 บาท
  68. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท 2,500 บาท
  69. เจ้าอธิการ 2,500 บาท
  70. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นตรี 2,200 บาท
  71. เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ 2,200 บาท
  72. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ 1,800 บาท
  73. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์  1,800  บาท 
  74. เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ 1,800 บาท
  75. พระอธิการ 1,800 บาท
  76. เลขานุการเจ้าคณะตำบล 1,200 บาท

ส่อง "เงินเดือนพระสงฆ์" ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด "พระ" ต้องมีเงินเดือนส่อง “เงินเดือนพระสงฆ์” ระดับไหนได้เท่าไหร่ สาเหตุใด “พระ” ต้องมีเงินเดือน

แต่นอกจาก เงิน “นิตยภัต” หรือ “เงินเดือนพระสงฆ์” แล้ว พระสงฆ์ ยังมีรายได้จากกิจนิมนต์ หรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ญาติโยมมานิมนต์ไป หากลองคำนวนแบบขั้นต่ำสุด ๆ โดยใช้ฐานของพระบวชใหม่ จะได้ดังต่อไปนี้

  • กิจนิมนต์ 200-500 ต่อครั้ง  สัปดาห์ละประมาณ 3-5 วัน
  • สวดอภิธรรมศพ 200-500 ต่อครั้ง  สัปดาห์ละประมาณ 3-5 วัน
  • รายได้อื่นๆ เช่น มีผู้ถวายสังฆทาน, ใส่บาตรถวายปัจจัย ฯลฯ

หากคำนวนว่า มีกิจนิมนต์+สวดอภิธรรม สัปดาห์ละ 5 วัน ได้รับถวายปัจจัย 500 บาท จะรวมเป็นเงินประมาณ 10,000 – 15,000 บาท รายได้นี้คิดเฉพาะพระบวชใหม่ อายุจำพรรษาน้อย ยังไม่รวมพระที่ชั้นสูงขึ้นไป และพระที่ตั้งสำนักใบ้หวยทรงเจ้า ประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ หากรวมพระเหล่านั้นแล้ว รายได้ต่อเดือน คาดว่า ไม่น่าจะต่ำกว่า 20,000 บาทแน่นอน ซึ่งหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า พระสงฆ์ต้องใช้เงินด้วยหรือ นั่นจึงน่าจะเป็น 1 ในเหตุผล ที่ทำให้วงการ “พระสงฆ์” ร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : วิกิพีเดีย,สำนักงานพระพุทธศาสนา,ศิลปวัฒนธรรม

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “รับมือวิกฤตสังคมยุคโควิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492489

14 พ.ย. 2564 |07:00 น.

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตครั้งรุนแรง อีกหนึ่งความพยายามภาคประชาสังคม ผ่านมุมมองแนวคิดของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป คือการ ผลักดัน โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤต COVID-19″ เป็นอย่างไร ติดตามได้จาก เจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

ตามที่ได้เสนอแนะว่ารัฐบาลควรออกนโยบายจัดตั้ง “โครงการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากจากวิกฤต COVID-19”  โดยมุ่งขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมจากพลังทางสังคมและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดระบบดูแลผู้รับผลกระทบทางสังคมจากวิกฤตโควิดในครั้งนี้

ในการบริหารจัดการโครงการ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะดำเนินการไปตามระบบราชการปกติ เพราะระเบียบ ข้อบังคับและวัฒนธรรมองค์กรราชการจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานสนับสนุนองค์กรชุมชนในภาวะวิกฤติ จึงควรต้องออกแบบการบริหารจัดการโดยศึกษาจากรูปแบบการทำงานของโครงการ SIF ในยุควิกฤติต้มยำกุ้ง

โครงสร้างการบริหารงาน

กำหนดให้กลไกตัดสินใจสูงสุด คือ คณะรัฐมนตรี  ส่วนกลไกที่กำกับดูแลโดยตรง อาจจัดให้มีคณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน  มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนที่มากกว่ากรรมการจากภาครัฐ (อาทิ สัดส่วน ๘๐/๒๐)  โดยมีสภาพัฒน์เป็นฝ่ายเลขานุการ

กลไกดำเนินการในระดับส่วนกลาง คือ สำนักงานโครงการฯ  โดยให้เป็นกลไกปฏิบัติการแบบเฉพาะกิจของสำนักงานบูรณาการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน อันเป็นหน่วยงานของสภาพัฒน์ที่จัดตั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี(๒๕๖๓)  

ส่วนกลไกดำเนินการในระดับจังหวัด จัดให้มีศูนย์ประสานงานโครงการSIFจังหวัด  โดยอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและ ก.บ.จ. มีคณะกรรมการโครงการ SIFจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ  ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่นและภาคเอกชน รวมทั้งฐานะประธานกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ( พชอ.)หรือนายอำเภอร่วมเป็นกรรมการ และให้ พชอ.เป็นกลไกระดับอนุกรรมการหรือคณะทำงานพื้นที่ในระดับอำเภอ-ตำบลของศูนย์ประสานงาน SIF จังหวัด

สำนักงานโครงการฯ ต้องจัดให้มีอัตรากำลังคนในการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอในทุกระดับ  โดยมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่โครงการที่ทำงานแบบกึ่งอาสาสมัคร  โดยคัดสรรผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการร์การทำงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมในพื้นที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิบัติงาน

กรอบแผนงานสำหรับกองทุนในเบื้องต้น อาจประกอบด้วย ๗ แผนงาน ( Menu) ดังนี้

๑) สร้างความมั่นคงด้านข้าวปลาอาหารในระดับชุมชนท้องถิ่น 

ความมั่นคงด้านอาหารเป็นความสำคัญสูงสุดในภาวะสงครามยืดเยื้อ โชคดีที่ประเทศไทยอยู่ในเขตทรอปิคอล มีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารและจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ สามารถรองรับการกลับมาของแรงงานในเมืองได้ไม่ยาก ถ้ามีระบบการจัดการที่ดี 
แผนงานนี้มุ่งสนับสนุนกระบวนการของชุมชนท้องถิ่นทุกหมู่บ้าน-ตำบล ให้มีแผนความมั่นคงด้านข้าวปลาอาหาร ต้องรู้ว่าใน ๑-๒ ปีข้างหน้า ชุมชนของตนต้องบริโภคข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช โปรตีนสัตว์ ฯลฯ จำนวนเท่าไร สามารถผลิตเองได้เท่าไร ต้องนำเข้าจากภายนอกเท่าไร จากที่ไหน อย่างไร นำไปสู่การดำเนินงานและบริหารจัดการร่วมกันของคนทั้งชุมชน  

๒) สร้างความมั่นคงด้านน้ำการเกษตรขนาดเล็ก 

น้ำ คือ ชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ การแก้ภัยแล้งอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งไปที่การจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการเองได้ มีรูปแบบที่หลากหลายไปตามสภาพภูมิประเทศและภูมิปัญญาพื้นถิ่น

แผนงานมุ่งสนับสนุนโครงการจัดการน้ำของชุมชน อาทิ  โคกหนองนา ฝายมีชีวิต  ธนาคารน้ำใต้ดิน  รวมทั้งรูปแบบโอเอซิสชุมชนที่กำลังนิยมกันมากในภาคอีสาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำตลอดทั้งวันจากบาดาลบ่อตื้น สร้างเป็นระบบน้ำผิวดินแบบโอเอซิส 

๓) สร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน  

มุ่งสร้างความสามารถในการพึ่งตนเองด้านพลังงานทางเลือก อาทิ แก็สชุมชนจากถ่านชีวภาพและชีวมวล น้ำมันเชื้อเพลิงชุมชนจากขยะพลาสติค ไฟฟ้าชุมชนจากแหล่งพลังงานผสมผสาน

๔) สนับสนุนพลังหนุ่มสาวคืนถิ่น 

แรงงานคนหนุ่มสาวที่คืนถิ่น รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตที่ตกงาน ในคราวนี้จะแตกต่างจากยุควิกฤติปี ๒๕๔๐  เพราะพวกเขาจะมาพร้อมกับทักษะชีวิตและวิธีคิดของยุคดิจิทัล แผนงานนี้มุ่งสนับสนุนกิจการและผู้ประกอบการด้าน Smart Farming, Smart SME-SE, ดิจิทัลชุมชน, ท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ เพื่อวางรากฐานระบบเศรษฐกิจฐานรากในยุคใหม่ ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๕) ส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมชุมชน

ในสงครามโรคระบาดคราวนี้ทำให้เราได้บทเรียนรู้สำคัญ การผลิตหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมทั้งเวชภัณฑ์ป้องกันโรคที่ใช้ในชุมชนและในโรงพยาบาล มีหลายสิ่งอย่างที่เราสามารถผลิตเองได้ ทั้งเพื่อการใช้เองและสร้างเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น

๖) สนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเป็นศูนย์เรียนรู้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ๙ แห่ง ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค มีฐานทุนทางบุคลากร ทรัพยากรและพื้นที่ประกอบภารกิจที่สมบูรณ์ ควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมด้านเกษตรแบบพอเพียง Smart Farming  ท่องเที่ยวเกษตร-สุขภาพ และพลังงานชุมชน เป็นฐานทางวิชาการ เชื่อมโยงกับเครือข่ายวิทยาลัยอาชีวะ และวิทยาลัยชุมชน สนับสนุนการฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจฐานรากในเชิงพื้นที่

๗) รณรงค์ไทยเที่ยวไทย 

การท่องเที่ยวที่มุ่งรองรับชาวต่างชาติเคยทำให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ฟู่ฟ่า บัดนี้การฟื้นตัวคงต้องใช้เวลามากกว่า ๒-๓ ปี  การรณรงค์ไทยเที่ยวไทยจึงมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทุกภูมิภาคและชุมชนท้องถิ่น ไทยกิน ไทยใช้ ไทยผลิต ทำให้ไทยแข็งแรง เกียรติภูมิของประเทศไทยในสมรภูมิโรคโควิดคราวนี้ จะนำพานักท่องเที่ยวต่างชาติให้หวนกลับมาอีกอย่างแน่นอน เราจะต้อนรับพวกเขาเหล่านั้น ด้วยวิถีความเป็นไทย ที่สมาร์ทกว่าเดิม.
.

…………………………………………………………………………………

Key message

 “เสนอ 7 แผนงาน ฟื้นฟูสังคมยุคโควิด”

  • 1.    สร้างความมั่นคงด้านข้าวปลาอาหารในระดับชุมชนท้องถิ่น 
  • 2.    สร้างความมั่นคงด้านน้ำการเกษตรขนาดเล็ก 
  • 3.    สร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน      
  • 4.    สนับสนุนพลังหนุ่มสาวคืนถิ่น 
  • 5.    ส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมชุมชน
  • 6.    สนับสนุนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเป็นศูนย์เรียนรู้
  • 7.    รณรงค์ไทยเที่ยวไทย 

“ม็อบ14พฤศจิกา”หลังคำวินิจฉัยศาลรธน.จังหวะก้าวที่พึงระวังสูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492483

14 พ.ย. 2564 |06:00 น.

คำวินิจฉัยศาลรธน.ที่ชี้ให้เห็นว่า มีขบวนการล้มล้างการปกครองฯพร้อมสั่งให้เลิกกระทำ จึงเป็นคำเตือนแรกให้รู้ว่าจากนี้ไป ขบวนการดังกล่าวไม่ได้รับการคุ้มครองตามรธน.อีกต่อไปการเคลื่อนของ”ม็อบ14พฤศจิกา”เป็นอย่างไร ติดตามจากเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ


แม้จะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วเกี่ยวกับการชุมนุมของ”กลุ่มสามนิ้ว”ในการเรียกร้องสิบข้อเสนอปฏิรูปว่า “ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันไปทบทวนการดำเนินการช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้   แต่เหมือนกับว่าบรรดาผู้ชุมนุม แกนนำ และกองเชียร์จะไม่ปฏิบัติตาม โดยอ้างว่า”ปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้าง”  ความชัดเจนประการหนึ่ง “กลุ่มราษฎร” และกลุ่มใหม่ในชื่อ “กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” นัดรวมพลกันวันที่ 14 พ.ย. เป็น “ม็อบ14 พฤศจิกา” เพื่อเคลื่อนพลจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปที่ท้องสนามหลวง ต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

"ม็อบ14พฤศจิกา"หลังคำวินิจฉัยศาลรธน.จังหวะก้าวที่พึงระวังสูงสุด“ม็อบ14พฤศจิกา”หลังคำวินิจฉัยศาลรธน.จังหวะก้าวที่พึงระวังสูงสุด

แต่หากไปเหลียวมองบริบทต่างๆนานาที่บังเกิดขึ้นในหลากวาระ มันก็พอมองเห็น “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา”  และยามนี้จะเห็นว่าการเตรียมที่จะลุยไฟต่อโดยไม่สนใจใดๆของบรรดาคีย์แมนของ”กลุ่มสามนิ้ว”นั้น แม้จะได้ใจจากกองเชียร์ แต่หากมองอีกมุมนั้น คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง(ผลโพลล์หลายสำนักที่เผยแพร่เมื่อหลายวันก่อน) ไม่ต้องพูดถึงขั้วตรงข้ามที่เตรียมรันเวย์และช่องทางที่จะดำเนินการตามกฎหมายตามขั้นตอนเพื่อให้ศึกนี้ยุติเร็วที่สุด 

มองทั้งกระดานแล้ว เกมนี้เหมือนจะจบแต่ไม่จบอย่างเป็นทางการ เพราะการเตรียมขยับหมากใหม่จาก”กลุ่มสามนิ้ว”  ฝ่ายกุนซือน่าจะกำลังวางแผนใหม่เพื่อหายุทธวิธีในการลุยต่อ เพราะมองแล้วหมากบางตัวจ่อขยับ…แม้บรรดาแกนนำการชุมนุมและนักการเมืองบางคนจะโดนข้อกล่าวหาจากฝ่ายรัฐไปเป็นหางว่าวก็ตาม เพราะข้อความและลีลาสารพันที่ปรากฏหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเหตุ”10ส.ค. 2563″ นั้น  น่าจะเป็นมูลเหตุการณ์ลุยแบบนอกกติกาและไม่มีกฎหมายสูงสุดรองรับ  ค่อนข้างแน่ชัดว่า การขยับหมากตัวนี้จ่อบังเกิดจากฝ่ายสามนิ้วและมีท่าทีว่าจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงเสียด้วย

"รุ้ง" ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ“รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ

ส่วนบรรดาผู้ชุมนุมที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเล่าเรียนนั้น น่าจะเป็นกองกำลังที่พร้อมออกปฏิบัติการในสนามและโลกออนไลน์ เพราะความฝันสิบข้อของพวกเขาสลายลงไปแล้ว  แต่ความหวังอันบางเบายังเหลือให้มีแรงสู้ ตรงนี้คือหมากที่กุนซือฝ่ายสามนิ้วจะใช้ปลุกระดมและชักชวนให้ออกมาลุยอีกยก

อีกหนึ่งตัวเร่งที่จะเป็นปัจจัยหลักปั่นกระแสใหม่คือ ลีลาของแกนนำบางส่วนที่ตอนนี้อยู่ในเรือนจำเป็นการชั่วคราวนั้น  ต้องมองว่าจะทำอย่างไร รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆที่จ่อเข้ากระบวนการยุติธรรม หากสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการสู้คดีโดนระงับจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด แกนนำพวกนี้จะอ้างการใช้สิทธิในการสื่อสารความในใจของตัวเองอย่างไรเพื่อเร้าอารมณ์มวลชนอีกระลอก


ภาวะแบบนี้  เชื่อว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐคงต้องเตรียมตัวเนิ่นๆและแสวงหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ในการจับกุมและสั่งฟ้องคดีอย่างแน่นหนา เพื่อมิให้โดนตำหนิว่ากลั่นแกล้งรังแก

แต่สิ่งที่ต้องมองให้ลึกไปกว่านั้นคือ หากแกนนำที่เป็นคนการเมือง อาทิ คณะก้าวหน้า พรรคก้าวไกล รวมทั้งนักวิชาการบางส่วน และเครือข่ายองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่เป็นเสมือนหัวเชื้อในการให้ข้อมูลและการหนุนหลากวิธีนั้น หากมีการดำเนินทางกฎหมายกลุ่มเหล่านี้ ฝ่ายรัฐบาลต้องรัดกุม เพื่อมิให้แรงกระเพื่อมเพิ่มดีกรีและไปเข้าทางอีกฝ่ายหนึ่งในการเปิดเกมรุกต่อในขั้นต่อไป

กระแสนี้น่าจะมีผลกับหมากกลการเมืองกระดานใหญ่แบบชัดแจ้ง บางพรรคที่ยืนบนปีกขวา บางพรรคหนุนปีกซ้าย จะปรากฎจุดยืนเหล่านี้ต่อสังคมอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้ เพราะเวลาหนึ่งปีเศษของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาที่เหลืออยู่นั้นเชื่อว่า พลเอกประยุทธ์จะยืนบนหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนเป็นจุดขาย  

ส่วนบางพรรคที่หนุนปีกซ้ายนั้นจะงัดกลยุทธ์ใดออกมาหาแต้มก็ต้องติดตาม  และน่ามองว่าพรรคใดที่มิแสดงจุดยืนในเรื่องนี้ จะบอกสังคมอย่างไร

เกมนี้ไม่ง่ายสำหรับ”พลเอกประยุทธ์”หากต้องการปิดปัญหานี้ให้ยุติโดยเร็ว และน่าจะเหนื่อยสำหรับขั้วตรงข้าม”ลุงตู่”ที่จะปั่นกระแสใหม่ในเกมเดิมให้เร้าอารมณ์มวลชนออกมาลุยกันต่อ

เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492491

อักษร 8 ทิศ

14 พ.ย. 2564 |05:00 น.

เกาะติด ม็อบ14พ.ย. การชุมนุมของ “กลุ่มราษฎร” และกลุ่มใหม่ในชื่อ “กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่นัดรวมพลกันวันนี้ บ่าย 3 โมง เพื่อเคลื่อนพลจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปที่ท้องสนามหลวง บนบริบทของการจุดพลุต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“เจาะประเด็นร้อน” โดย อักษร 8 ทิศ ชวนพินิจพิเคราะห์และมองภาพการชุมนุม  “ม็อบ14พ.ย.” ผ่านมุมมองของนักวิชาการและนักการเมือง ที่ต่างชี้ประเด็นและสะท้อนปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากการชุมนุมในวันนี้มาให้ทราบกัน 

ห้วงเวลาเพียง 3 วันให้หลัง..นับจากวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง โดย 3 แกนนำกลุ่มราษฎร คือนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1-3 รวมถึงกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง” 

เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

แต่แล้วเมื่อวานนี้ (13 พ.ย.) ได้มีการตั้งชื่อกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นมาใหม่ในชื่อ “กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ประกาศนัดชุมนุมกันวันนี้ (14 พ.ย.) ตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็นเป็นต้นไป ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และจะเคลื่อนขบวนไปที่ท้องสนามหลวง โดยประกาศเจตนรมณ์ว่าการชุมนุมครั้งนี้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยและปฏิเสธคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง หรืออาจมองได้ว่านี่คือ “การอารยะขัดขืนต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ออกแถลงการณ์ต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีล้มล้างการปกครอง โดยมีใจความสำคัญว่า.. “ขอส่งสารนี้ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทุกท่าน ยืนยันว่าข้อเรียกร้องของพวกเราไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพวกเราไม่อาจยอมรับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้ ศาลไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการไต่สวนแม้จะมีการร้องขอแล้วก็ตาม ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงมองว่ามีความพยายามเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จำแลง” 

เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.
 

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า “หากพวกเราปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ย่อมหมายความว่าพวกเราไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญอันตั้งตระหง่านเหนือศาลรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องขอให้ปรับปรุงแก้ไขการวินิจฉัย อีกทั้งยืนยันในข้อเสนอการปฏิรูปสถาบัน 10 ประการ และในวันที่ 14 พ.ย. ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยผู้บริบูรณ์พร้อมด้วยศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคทุกท่าน ทุกความคิดทางการเมือง ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทุกช่วงวัย ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ โปรดมารวมตัวพร้อมกัน ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อประกาศเจตจำนง ยืนยันว่าการปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ มิได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการล้มล้างการปกครอง” 

นี่เป็นการนัดชุมนุมครั้งแรก.. นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา อันมีชนวนเหตุจากเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 กลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ได้จัดการชุมนุมในชื่อกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต การปราศรัยในครั้งนั้นได้มีการอ่านข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสถาบัน ทำให้นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า ..

“การกระทำของนายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก(ไมค์) น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล(รุ้ง) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์(เพนกวิน) น.ส.จุฑาทิพย์ หรือเพนกวิน ศิริขันธ์ น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และน.ส.อาทิตยา พรพรม รวม 8 คน ชุมนุมปราศรัยเพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ ” และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า 3 แกนนำกลุ่มราษฎร นายอานนท์, นายภาณุพงศ์ และ น.ส.ปนัสยา มีการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

เกาะติด"ม็อบ14พ.ย."กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

ดังนั้น การนัดชุมนุมกันในวันนี้เพื่อต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มราษฎร หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกับ “คมชัดลึก” เอาไว้ว่า 

“อาจมีการชุมนุมที่ลุกลามบานปลาย มีแนวโน้มว่าจะมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่การสร้างสถานการณ์รุนแรงก็คงจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่หากรัฐบาลและรัฐสภามีวิถีทางใดที่จะสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกับบรรดาคนที่ไม่ต้องการความรุนแรงได้ อาจจะทอนกำลังของความรุนแรง หรือฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้มีการปฏิรูปสถาบัน ในแบบ ในแนวที่ตัวเองต้องการลงได้บ้าง” 

เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

ขณะที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ บอกกับสื่อมวลชน หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า “คนรู้สึกโกรธมากและรู้สึกว่าจำเป็นต้องออกมาแสดงออกมากขึ้น มีกลุ่มคนที่นัดชุมนุมกันแล้ว ยิ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้น” 

เกาะติด"ม็อบ14พ.ย."กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

ด้าน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ในแฟนเพจของพรรคก้าวไกล แสดงความกังวลและตั้งประเด็นว่า “ผลของคำวินิจฉัยอาจจะนำพาสังคมไทยมุ่งหน้าไปบนเส้นทางที่น่าเป็นห่วง สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำในวันนี้เป็นมากกว่าคำวินิจฉัย แต่เป็นการขีดอนาคตประเทศไทยให้เดินไปตามเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงและคับแคบ พรรคก้าวไกลเชื่อเสมอว่า การปกป้องสิ่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องทำลายอีกสิ่งหนึ่ง เราสามารถปกป้องสิ่งที่เรารักด้วยการพยายามปรับเข้าหากันบนฐานของเหตุและผล” 

เกาะติด"ม็อบ14พ.ย."กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มราษฎร เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 63 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา ว่า.. 

“ทุกข้อที่เสนอไม่ได้นำไปสู่การล้มล้าง แต่วิธีการไม่เหมาะสม วิธีการเขาก็ขยับเพดานแรงขึ้นเรื่อย ๆ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็บอก ก็เตือนอยู่ตลอดเวลา มันเลยทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงแล้วกลุ่มนี้ เป้าหมายเขาคืออะไรกันแน่ มันเหมือนกับการยั่วยุให้รัฐบาล หรือประชาชนอีกกลุ่ม มาใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงกับเขา หรือว่าลงเอยด้วยการรัฐประหาร เป้าหมายเขาคืออะไร การปฏิรูปสถาบันคือเป้าหมายสูงสุด หรือการยั่วยุให้เกิดการใช้กำลัง” 

เกาะติด"ม็อบ14พ.ย."กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.เกาะติด”ม็อบ14พ.ย.”กลุ่มไม่เอาสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จุดพลุต้านศาลรธน.

“คมชัดลึก” ประเมินการนัดรวมตัวกันชุมนุมวันนี้.. นี่อาจเป็นการจุดพลุการชุมนุมเพื่อต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และขยายผลถึง 10 ข้อเรียกร้องที่ต้องการปฏิรูปสถาบันให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม แต่ต้องไม่ลืมว่า..ทุกการกระทำนับจากนี้ของกลุ่มผู้ชุมนุม นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา หากมีการกระทำใด ๆ ที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง นาทีนั้น.. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 จะแสดงอิทธิฤทธิ์ทันที

ต้องติดตามดูสถานการณ์การชุมนุมว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด จะร้อนแรง ปลุกเร้าและเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับการกระทำของแกนนำ ผู้เข้าร่วมชุมนุมและเครือข่ายทุกภาคส่วน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!

Somdejcoin สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492485

14 พ.ย. 2564 |00:00 น.

การพัฒนาและการเกิดขึ้นของระบบ Blockchain ได้สร้างสิ่งใหม่ๆมากมายให้เกิดขึ้นกับการมาถึงของการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้กับวงการ “พระเครื่อง” ติดตาม Somdejcoin สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก ได้ที่ เจาะประเด็นร้อน

การพัฒนาและการเกิดขึ้นของระบบ Blockchain ได้สร้างสิ่งใหม่ๆมากมายให้เกิดขึ้น ไม่เพียงแค่กับแวดวงการลงทุนและการเงิน แต่เทคโนโลยี Blockchain กำลังถูกใช้ไปในหลายๆส่วนของชีวิตและสังคมโลก ด้วยความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการพัฒนาต่อยอดได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด มันถูกประยุกต์ใช้ไปกับด้านต่างๆมากมาย

ไล่มาตั้งแต่ การเงิน, การธนาคาร, อุตสาหกรรม, พาณิชย์, สันทนาการ, กีฬา ไม่เว้นแม้แต่วงการเกมเอง และล่าสุด กับการมาถึงของการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้กับวงการ “พระเครื่อง”
Somdej (SDC) ถูกสร้างขึ้นมาจาก Binance Smart Chain เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผลิตมาจากบล็อกเชนเป็นเหรียญดิจิทัลในการสะสม เพื่อให้คนไทยและคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัลเหรียญรุ่นแรกของโลกที่อิงกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชาวเอเชียมาอย่างยาวนาน

SDC ยังเป็นเหรียญสกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลกที่ถูกสร้างจากบล็อกเชน โดยการผสมผสานด้วย Smart Contract ที่สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงิน และทุกการเคลื่อนย้ายการทำธุรกรรม ยังสามารถช่วยเหลือทะนุบํารุงพระพุทธศาสนา  รวมถึงมูลนิธิ คนยากลำบากทั่วประเทศไทย  

วัตถุประสงค์นอกจากการได้ช่วยเหลือคนยากลำบากในประเทศแล้วยังต้องการให้คนไทย ได้เข้าถึงและถือครองสมเด็จดิจิทัลรุ่นแรกของโลกเพื่อเป็นมรดกทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

Somdejcoin สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลกSomdejcoin สกุลเงินดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก

Somdejcoin ถูกสร้างมาในจำนวนจำกัดทั่วโลกมีเพียง 66,186,727 ล้านเหรียญ เท่ากับจำนวนประชากรของคนในประเทศไทย ปี 2563 ผู้สร้างต้องการให้คนไทยได้มีโอกาสสะสมเหรียญที่ระลึกและเข้าถึงเหรียญสมเด็จดิจิทัล ให้มีโอกาสอย่างน้อยคนละ 1 เหรียญ เพื่อเป็นของที่ระลึกและสามารถทิ้งไว้เป็นมรดกโลกให้กับคนรุ่นหลังได้  

SDC ได้มีการแจกฟรีให้กับคนที่ต้องการสะสม โดย Somdejcoin นั้นจะทำงานอยู่บน Binance Smart Chain (BSC) ซึ่งคุณสามารถนำไปทำการแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินดิจิทัลได้ทั่วโลก ผ่านทาง Pancakeswap ของ BSC หรือ Decentralised Exchange อย่าง Arken.Finance ได้อีกด้วย แต่ทางทีมผู้พัฒนานั้น เสนอแนะให้เหรียญ SDC เป็นเหรียญสำหรับการสะสม ไม่ได้มีไว้เพื่อการเก็งกำไรแต่อย่างใด



และหากต้องการบริจาคด้วยเหรียญ SDC ให้กับวัดทั่วประเทศไทยก็สามารถทำได้ โดยการติดต่อทางผู้พัฒนา ทางผู้พัฒนาจะอำนวยความสะดวก และให้คำแนะนำในการบริการแลกเปลี่ยนเหรียญเป็นเงินบาทผ่านระบบ Exchange ต่างๆ ให้กับวัดโดยไม่คิด ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (มูลค่าของเหรียญขึ้นกับสภาพตลาดขณะนั้น)
Somdejcoin ที่ถูกทำขึ้นมานั้นจะมีเลข Contract เฉพาะตัว 0xae4ca3272792d8499575aefacdc299f0cbdc9270 ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่ http://www.somdejcoin.com เป็น Website ของ Developer และทำการ Download Whitepaper มาทำการศึกษาก่อนที่จะทำการสะสมกันได้ด้วย ไม่แน่ว่าในอนาคต

ด้วยจำนวนที่จำกัดของเหรียญ Somdejcoin นี้ อาจกลายเป็นของหายาก และของสะสมของวงการ Cryptocurrency  เหมือนเหรียญพระเครื่องสมเด็จที่เป็นของขลังและของหายากในวงการพระเครื่องมาก่อนก็ได้

พร้อมกันนั้น ทีมพัฒนาได้ยื่นหนังสือถึงสํานักพุทธศาสนาแห่งชาติ และ กลต. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2564  เพื่อเตรียมนำเหรียญ SDC ที่ได้ช่วยการกุศลนี้ลิสขึ้น Centralized Exchange ภายในประเทศในอนาคตต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนและขยายโอกาสให้ได้มีการช่วยเหลือการกุศลมากขึ้น เหรียญนี้แจกฟรีให้กับคนไทยทุกคน 

อ้างอิง: https://www.somdejcoin.com/  Facebook : @Somdejcoin  
กล่าวโดย  https://traderider.com/ And Mr.Songsit Akrasiriphurin (HEAD DEVELOPER)

พท.สะเทือน “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ประกบลุงป้อม วันที่ไม่มี บรรยิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492472

13 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เก็บตก ลุงป้อม ไหว้ หลวงพ่อเดิม “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ส.ส.นครสวรรค์ เพื่อไทย เดินประกบประมุขพลังประชารัฐ ธรรมนัสพูดปริศนา จะขอเดินเคียงข้าง ส.ส.ทายาท เพื่อคนตาคลี

เป็นไปตามความคาดหมาย “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทยเดินประกบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ระหว่างเข้านมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเดิม พระเกจิชื่อดังแห่ง อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

คนตาคลีเฝ้าจับตา “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” จะเลือกทางเดินสายไหน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอยู่กับพรรคคนดูไบ หรือไปอยู่กับลุงป้อม

“ทายาท เกียรติชูศักดิ์” เป็นขุนพลของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตแม่ทัพเพื่อไทยนครสวรรค์ ซึ่งวันนี้ เสี่ยบรรยิน ต้องเผชิญกรงกรรม ส่งผลทีมงานเก่าเคว้งคว้าง ไร้เสาหลัก 

วันศุกร์ที่ 12 พ.ย.64 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ  และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อ พล.อ.ประวิตร ไปตรวจราชการพ่วงหาเสียง ก็จะมีรัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มาต้อนรับกันมากมาย

คิวพิเศษที่คอการเมืองจับตามอง คือ การเดินทางไปอำเภอตาคลี ของพล.อ.ประวิตร เพื่อกราบนมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเดิม ที่วัดหนองโพ

และจากนั้นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินพบปะประชาชนที่มารอให้การต้อนรับ โดยมี “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ส.ส.นครสวรรค์ เจ้าของพื้นที่ประกบลุงป้อม แนะนำให้รู้จักชาวบ้านและผู้นำชุมชน

ที่ฟังแล้วฮือฮา ตอนที่ ร.อ.ธรรมนัส พูดกับชาวตาคลีว่า อนาคตทางการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนตัวเชื่อว่าจะได้เดินไปด้วยกันกับ “ส.ส.ทายาท” เพื่อพัฒนาตาคลี

จริง ๆ แล้ว สภากาแฟเมืองปากน้ำโพพูดกันว่า “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” อาจจะย้ายพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า เนื่องจากลูกพี่เก่า พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เจอวิบากกรรมไล่ล่า คงไม่มีโอกาสหวนคืนสังเวียนการเมืองอีกแล้ว

ปลายปี 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ส่ง หิมาลัย ผิวพรรณ มาช่วย พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ จนได้รับชัยชนะ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ร.อ.ธรรมนัส กับ “ส.ส.ทายาท” จะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

พท.สะเทือน "ทายาท เกียรติชูศักดิ์" ประกบลุงป้อม วันที่ไม่มี บรรยินพท.สะเทือน “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ประกบลุงป้อม วันที่ไม่มี บรรยิน

             ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ เพื่อไทย

‘คนดังตาคลี’

สำหรับ “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” อดีตกำนัน ต.หัวหวาย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นเมื่อปี 2547 ได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.นครสวรรค์ เขต อ.ตาคลี 

เลือกตั้ง ส.ส.ปี 54 “ทายาท” ลาออกจาก ส.อบจ.มาสมัคร ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 (อ.ตาคลี และ อ.ตากฟ้า) ในทีมของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย โค่นพีรเดช ศิริวัณสาณฑ์ แชมป์เก่า ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

ชาวตาคลีรู้จัก “ส.ส.ทายาท” ในชื่อกำนันต้น หรือ ส.ส.ต้น มีฐานเสียงสำคัญคือ ชาวไร่อ้อย ละแวกตาคลี และตากฟ้า 

การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 “ทายาท” ต้องเจอกับคู่แข่งคนเดิม พีรเดช ศิริวัณสาณฑ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง “ทายาท” ก็เอาชนะไปได้อีกครั้ง

‘ทีมบรรยิน’

การเมืองปากน้ำโพช่วงปี 2554พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้ เพราะติดเว้นวรรคการเมือง 5 ปี จึงหนุน พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ เป็น ส.ส.เขต 4 (หนองบัว-ไพศาลี)และ “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” เป็น ส.ส.เขต 5 (ตาคลี-ตากฟ้า)

มาถึงการเลือกตั้งปี 2562 มานพ ศรีผึ้ง อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย คว่ำ พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ เด็กในคาถาของเสี่ยบรรยิน ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของ มานพ ศรีผึ้ง คือ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี

ล่าสุด ชาดา ไทยเศรษฐ์ แม่ทัพภาคกลางของภูมิใจไทย ได้คว้าตัว พีรเดช ศิริวัณสาณฑ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ จากค่าย ปชป.มาไว้ในค่ายภูมิใจไทย เรียบร้อยแล้ว

ชาดา ไทยเศรษฐ์ วาดหวังจะส่ง พีรเดช ศิริวัณสาณฑ์ ลงสนามเขต 5 สมัยหน้าเพื่อทำศึกล้างตากับ “ทายาท เกียรติชูศักดิ์” ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย

หาก “ทายาท” ยังอยู่พรรคเพื่อไทย คงว้าเหว่มิใช่น้อย เพราะไม่มีเสี่ยบรรยินเป็นพี่เลี้ยง ฉะนั้นโอกาสที่ “ทายาท” จะย้ายมาพึ่งพาบารมีของ ร.อ.ธรรมนัส ก็มีความเป็นไปได้สูง 

“แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” นัดเผชิญหน้า ศาลรัฐธรรมนูญ วันอาทิตย์นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/492411

13 พ.ย. 2564 |10:00 น.

ระวังบานปลาย “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” นัดเผชิญหน้า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันอาทิตย์นี้ ที่อนุสาวร์ย์ประชาธิปไตย

"แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" นัดเผชิญหน้า ศาลรัฐธรรมนูญ วันอาทิตย์นี้“แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” นัดเผชิญหน้า ศาลรัฐธรรมนูญ วันอาทิตย์นี้

ข้อความเชิญชวนให้ร่วมชุมนุมอย่างเป็นทางการ ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดหมายกันไว้  ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันอาทิตย์นี้ ถือเป็นการกำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการของกลุ่มต่อต้านคำวินิจฉัยฯ ชุมนุม 10 สิงหาคม 2563 เป็นล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ หลังจากมีตัวแทนชิมลาง ติดป้ายแสดงเจตนารมย์กลางห้างดัง ทดสอบกระบวนหลังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ 
 

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นไว้ว่า คำร้องให้วินิจฉัย เพื่อให้ตีความตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49  มิได้มุ่งหวังให้มีความผิดทางอาญา
แต่จากคำวินิจฉัย ศาลต้องการชี้ให้เห็นว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ในการใช้สิทธิเสรีภาพตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ การชุมนุมที่นัดหมายจึงต้องระวังเรื่องการกระทำเป็นหลัก จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคำเตือน ป้องปรามการกระทำของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ถ้าไม่มีขอบเขตจะผิดกฎหมายและมีความผิดระดับร้ายแรง 
 

"แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" นัดเผชิญหน้า ศาลรัฐธรรมนูญ วันอาทิตย์นี้“แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” นัดเผชิญหน้า ศาลรัฐธรรมนูญ วันอาทิตย์นี้

ถอดความตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะเห็นตัวอย่างของความไม่สุจริตใจในการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่10 สิงหาคม 63  บิดเบือน  เซาะกร่อน บ่อนทำลาย อาฆาต มาดร้าย ทั้งหมดนั้นคือพฤติกรรมต้องห้าม เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา49 ศาลจึงมีคำสั่งให้บุคคลทั้งสามและเครือข่าย เลิกการกระทำ  นี่คือสิ่งรองนายกฯวิษณุ เน้นย้ำ การชุมนุมทำได้ แต่เรื่องที่จะกระทำระหว่างการชุมนุม ต้องระมัดระวังไม่ให้ขัดกับคำสั่ง สวนทางกับความเห็นของพรรคก้าวไกลที่ยอมรับว่า คำวินิจฉัยมีปัญหาจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง ขบวนการล้มล้างการปกครองกับขบวนการปกป้องสถาบัน 


ก่อนหน้านี้ นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปรียบคำวินิจฉัย เสมือนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใหม่ โดยอิงอาศัยอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและปรับท่าที ต่อการแก้ปัญหา ที่มาจากกฏหมายอาญามาตรา112  ต้องนำไปถกแถลงในสภา การนัดชุมนุมวันอาทิตย์นี้  จึงมีเรื่องที่ต้องพิสูจน์ว่า ภายใต้บริบทใหม่ เสรีภาพแบบไหนนำไปสู่หนทางการแก้ปัญหา การบังคับใช้กฏหมายแบบใด ที่นำไปสู่ทางตัน พัฒนากลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกันในที่สุด