ตีอีสานแตก “ธนาธร” เบิกโรง เขย่าขวัญทักษิณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490591

31 ต.ค. 2564 |17:00 น.

ศึกนายก อบต. “ธนาธร” ติวเข้มอีสาน ปักธงที่อุดรฯ เมืองหลวงคนเสื้อแดง เจาะฐานรากหญ้าของทักษิณ เสมือนคำเตือนอย่าหวังแลนด์สไลด์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

อุดรธานีคือเป้าหมายสำคัญของ “ธนาธร” ในการเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ เมื่อคณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบต.มากถึง 23 แห่ง และคาดว่าจะคว้าชัยได้ทุก อบต.

“ธนาธร” มีความมั่นใจในสมรภูมิอุดรฯ เนื่องจากคณะก้าวหน้า มี ส.อบจ.อุดรฯ จำนวนหนึ่งและนายกเทศมนตรีตำบล 3 แห่งเป็นต้นทุนทางการเมือง

เหนืออื่นใด ชัยชนะของ “ธนาธร” ในระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น ย่อมส่งผลดีแก่พรรคก้าวไกลเพราะมีฐานมวลชนกลุ่มเดียวกัน

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และคณะ มีโปรแกรมทัวร์อีสานติวเข้มผู้สมัครนายก อบต. และสมาชิกสภา อบต. เริ่มจากขอนแก่น,มหาสารคาม,อุดรธานี และมุกดาหาร

เฉพาะที่อุดรฯ “ธนาธร” ได้กิจกรรม อบต.ก้าวหน้า ออนซอนอุดรธานี เปิดการติวเข้มผู้สมัครนายก อบจ. 23 คน ซึ่งเป็นพื้นที่ความหวังที่จะได้รับชนะมากกว่าจังหวัดอื่นในอีสาน

ยุคหนึ่ง ขวัญชัย ไพรพนา เคยสถาปนาอุดรธานี เป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง นับแต่การเลือกตั้งปี 2550 จนถึงปี 2562 พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งยกจังหวัด และวิเชียร ขาวขำ ก็เป็นนายก อบจ.อุดรฯ มา 4 สมัย สะท้อนอิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร ยังครองใจคนรากหญ้า

สำหรับยุคนี้ ผลเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรฯ ผู้สมัคร ส.อบจ.หน้าใหม่ค่ายสีส้ม เอาชนะทีมวิเชียร ขาวขำ ได้หลายเขต ตามมาด้วยชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลได้อีก แสดงว่า ธนาธรตีฐานทักษิณแตกแล้วในบางพื้นที่

‘ตีแตกแล้ว”

แม้จะพ่ายศึก อบจ.ยับเยิน “ธนาธร” ก็หยุดสรุปบทเรียน แล้วเดินหน้าต่อ สู้ศึกเลือกตั้งเทศบาล ตามมาด้วยเลือกตั้งนายก อบต.

ย้อนไปดูผลเลือกตั้งนายก อบจ.อุดรธานี วิเชียร ขาวขำ ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.อุดรฯ อีกสมัย ดูผลคะแนนเหมือนวิเชียรจะทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น แต่ ฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ คณะก้าวหน้า ได้ 185,801 คะแนน ถือว่าไม่ธรรมดาเลย

ฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ หรือชาวบ้านเรียก “เกษตรโต้ง” อดีตเกษตรจังหวัดอุดรธานี ไม่เคยเล่นการเมือง ลงสนามครั้งแรกในนามคณะก้าวหน้า ได้เกือบ 2 แสนคะแนน นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่างวิเชียร ขาวขำ ก็ต้องคิดหนัก

นอกจากนี้ ทีม ส.อบจ.อุดรฯ ของคณะก้าวหน้า ก็ได้รับเลือกประมาณ 4-5 เขต แต่หลังเลือกตั้ง โดดเข้าร่วมทีมของวิเชียร 2 คน ยังเหลือ สรัลภพ โพธิ์ทิพย์ ส.อบจ.เขต อ.สร้างคอม, จารุณี พิมเพ็ง ส.อบจ.เขต อ.เมือง และพิทักษ์ เหมือนสีเลา ส.อบจ.เขต อ.ทุ่งฝน ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์เดิม

ส่วนนายกเทศมนตรีของคณะก้าวหน้า ได้แก่ ถาวร นันทะแสง นายกเทศมนตรีตำบลศรีธาตุ อ.ศรีธาตุ ,ทองคูณ ยางขัน นายกเทศมนตรีตำบลบ้านยวด อ.สร้างคอม และแก้ว เศวตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลปะโค อ.กุดจับ

สำหรับผู้สมัครนายก อบต.ของคณะก้าวหน้า ใน จ.อุดรธานี มีทั้งหมด 23 แห่งคือ อ.เมือง 3 แห่ง ,อ.สร้างคอม 2 แห่ง, อ.บ้านดุง 5 แห่ง, อ.เพ็ญ 6 แห่ง, อ.ศรีธาตุ 2 แห่ง, อ.หนองหาน 2 แห่ง, อ.พิบูลย์รักษ์ 1 แห่ง, อ.บ้านผือ 1 แห่ง และ อ.ไชยวาน 1 แห่ง

‘แชมป์เก่าหนาว’

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคอนาคตใหม่ ยุคที่ “ธนาธร” เป็นผู้นำ ได้ส่งสัญญาณเตือนพรรคเพื่อไทย ด้วยกลยุทธ์การตลาดการเมืองยุคดิจิตอล และผลคะแนนที่เป็นรองแค่เพื่อไทยในเกือบทุกเขต

เลือกตั้ง 2562 อุดรธานี มี ส.ส. 8 คน พรรคเพื่อไทย กวาดไปยกจังหวัดเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา หากพิจารณาจากคะแนนดิบ(รวมทุกเขต) ก็น่าสนใจ พรรคเพื่อไทยได้ 334,259 คะแนน รองลงไปคือพรรคอนาคตใหม่ได้ 148,850 คะแนน และพรรคพลังประชารัฐได้ 96,053 คะแนน

ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ล้วนเป็นคนโนเนม แสดงว่าคนอุดรฯ เทใจให้พรรคสีส้มเกือบครึ่งหนึ่งของแชมป์ผูกขาด ส่วนพลังประชารัฐ ที่ได้อดีต ส.ส. และนักเลือกตั้งท้องถิ่น ลงสนาม กลับได้ไม่ถึง 1 แสนคะแนน

ดังนั้นการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นครั้งหน้า พรรคก้าวไกล ภายใต้การนำของพิธา จึงมั่นใจว่าจะยึดภาคอีสานได้ และไม่หวั่นกระแสทักษิณ

3วันอันตราย เหินฟ้าไปนอกท่ามกลางการชิงจังหวะ”นายกฯขาลอย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490556

31 ต.ค. 2564 |13:00 น.

31 ต.ค. – 3 พ.ย. “ลุงตู่”  ไม่ได้อยู่เมืองไทยถึง 3 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็น “3 วันอันตราย” เพราะไม่มีใครรู้ว่าในห้วงเวลาที่ลุงตู่ไม่อยู่นี้ โดยมี “ลุงป้อม” ทำหน้าที่บริหารจัดการบ้านเมืองแทน จะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่คาดคิดขึ้นได้หรือไม่ ติดตามได้เจาะประเด็นร้อน

ท่ามกลางไฟสุมทรวงที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถึงแม้ว่าตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งหัวโต๊ะถกกับ 6 รัฐมนตรีของพรรคยังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แล้วยังเคลื่อนพลไปถกกันต่อที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ โดยมี  “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. ร่วมวงด้วย บนใจความสำคัญหลักๆ คือต้องการปลด “ผู้กองตุ๋ย” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นเก้าอี้เลขาธิการพรรค พปชร. ด้วยการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ แต่แล้วสิ่งที่คิดฝันและหวังไว้ก็สะดุด เมื่อบิ๊กป้อม กระโดดเข้ามาดับไฟร้อนให้มอดลงได้ในชั่วข้ามคืน ปิดฉากร้อนการเมืองภายในพรรค พปชร.

3วันอันตราย เหินฟ้าไปนอกท่ามกลางการชิงจังหวะ"นายกฯขาลอย"3วันอันตราย เหินฟ้าไปนอกท่ามกลางการชิงจังหวะ”นายกฯขาลอย”

เจาะประเด็นร้อน “เมฆ เมฆา” จับทิศทางความเคลื่อนไหวของพรรค พปชร. ณ เวลานี้ แม้อาจจะยังไม่มีแรงกระเพื่อมรอบใหม่ แต่ก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้เพราะในช่วงระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 3 พ.ย.นี้  “ลุงตู่”  ไม่ได้อยู่เมืองไทยถึง 3 วัน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “3 วันอันตราย” ก็ได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าในห้วงเวลาที่ลุงตู่ไม่อยู่นี้ โดยมี “ลุงป้อม” ทำหน้าที่บริหารจัดการบ้านเมืองแทนลุงตู่นั้น จะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่คาดคิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าลุงตู่นั้นเป็น “นายกฯ ขาลอย” ไร้พรรคสังกัด จะหลับตานอนก็ยังนอนหลับไม่สนิทเลยสักคืน

ในห้วงที่ไฟร้อนภายในพรรคเพิ่งดับลง แต่แล้วนายกฯ และคณะกลับต้องบินไปประชุมที่ต่างประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเป็นการบินออกนอกประเทศครั้งแรกของลุงตู่ในรอบเกือบ 2 ปี นับแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 โดยค่ำวันที่ 31 พ.ย.นี้ เวลา 18.20 น. นายกฯ และคณะ จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 (กองบิน 6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยาน Glasgow Prestwick เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร 

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงสัญลักษณ์ถึงความมั่นใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงสัญลักษณ์ถึงความมั่นใจ

การบินออกนอกประเทศครั้งนี้ก็เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) สมัยที่ 26 ระหว่างวันที่ 1-2 พ.ย. 2564 ซึ่งการประชุม COP26 มีขึ้นในระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 12 พ.ย. 2564 โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้เชิญประมุขและผู้นำรัฐบาลจากทั่วโลกมากกว่า 120 ประเทศ ตลอดจนผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมกว่า 25,000 คน เข้าร่วมการประชุมด้วย

ก่อนหน้านี้ โฆษกประจำสำนักนายกฯ นายธนกร วังบุญคงชนะ แจ้งไว้ว่าในการประชุมระดับผู้นำ COP26 ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่อความท้าทายสำคัญของโลก เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่นายกฯ จะได้นำเสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส และย้ำให้ประชาคมโลกทราบถึงเป้าหมายของไทย และการดำเนินการที่แข็งขันของไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ก่อนเดินทางไปสก๊อตแลนด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ก่อนเดินทางไปสก๊อตแลนด์

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ของลุงตู่และคณะ นับเป็นเครดิตของประเทศและเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยและผู้นำไทยต่อประชาคมโลกในความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข่าวไว้ก่อนแล้วว่า การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญของการประชุมเพื่อหารือรายละเอียดความร่วมมือและกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลก ภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส ครอบคลุมประเด็นด้านเทคนิค และประเด็นด้านการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของกรอบอนุสัญญาฯ โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือในการประชุมครั้งนี้ อาทิ การกำหนดกลไกความร่วมมือสำหรับการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ การกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ประเทศกำหนด การกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องให้การสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกำหนดรูปแบบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก และการรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด เป็นต้น

ทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกฯที่เคยบินออกนอกประเทศและถูกยึดอำนาจเมื่อปี49 จนป่านนี้ ยังไม่ได้กลับประเทศเพื่อมารับโทษคดีทุจริต ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่เคยบินออกนอกประเทศและถูกยึดอำนาจเมื่อปี49 จนป่านนี้ ยังไม่ได้กลับประเทศเพื่อมารับโทษคดีทุจริต

สิ่งที่ชวนลุ้นและน่าจับตามอง นอกเหนือจากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้คือ เมื่อลุงตู่บินออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ก็หวังว่าลุงตู่และคณะจะบินกลับเข้าประเทศได้อย่างปลอดภัยเพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว อดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร และคณะ ก็เคยบินออกนอกประเทศเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงวันที่ 10-21 ก.ย. 2549 

แล้วในที่สุดนายทักษิณ ก็ไม่ได้กลับบ้าน นับแต่นั้นมาเป็นเวลานานถึง 15 ปี บนเส้นทางการเมืองนอกประเทศและนอกสภา ที่นายทักษิณ ยังคงเป็นผู้กุมชะตาพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด หลังถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยอ้างว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทักษิณ ทำให้เกิดความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย จนนำมาสู่การประกาศแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ต.ค. 2549 

หวังว่า “ลุงตู่” ในภาพ “นายกฯ ขาลอย” วันนี้.. คงไม่เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับ“โทนี วู้ดซัม” เป็นแน่..!!

3วันอันตราย เหินฟ้าไปนอกท่ามกลางการชิงจังหวะ”นายกฯขาลอย”

1 พ.ย.ปฏิทินการเมืองร้อน “เปิดสภา”ชี้วัดแรงหนุน-ต้าน เขย่ารัฐบาล”ลุงตู่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490513

อสนีบาต

31 ต.ค. 2564 |12:00 น.

“1พ.ย.”ไม่ใช่แค่ปฐมฤกษ์”เปิดประเทศ”เท่านั้น หากแต่เป็นกำหนดการ”เปิดสภา”สมัยสามัญครั้งที่สอง มีหลายวาะร้อนที่กำลังสร้างแรงเสียดทานรัฐบาล”ลุงตู่”อีกครั้งว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ติดตามได้ที่ เจาะประเด็นร้อน

เหลือเวลาเพียงอีก 2 เดือนก็จะเข้าสู่ปี 2565 ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยนั้น มีหลายเรื่องหลายประเด็นที่ชวนให้น่าจับตามองและเป็นประเด็นร้อน เรียกว่าเป็นไทม์ไลน์การเมืองที่คอการเมืองเฝ้ารอดูความเคลื่อนไหวนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.  เจาะประเด็นร้อน ชวนเกาะติดสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงหลักๆ

หนุน-ต้านใช้เวทีสภากดดันรัฐบาล”ลุงตู่”

ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมขึ้นบัลลังก์อีกครั้งในการประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่สองชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมขึ้นบัลลังก์อีกครั้งในการประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่สอง

ประเด็นแรก  ฝ่ายหนุน-ฝ่ายต้านรัฐบาล”ลุงตู่” จ้องใช้เวทีเปิดสภาสมัยสามัญครั้งที่สองรอบนี้ ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 พ.ย.64  -28 กพ.65  กดดันการทำงานรัฐบาล “ลุงตู่” อย่างหนัก  ผ่านการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ จำเป็นต้องอาศัยมือส.ส.ฝ่ายรัฐบาลโหวตให้ผ่าน ท่ามกลางความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่แบ่งเป็นสองขั้วฟาก”หนุนลุงตู่” กับฟากอุ้ม”ลุงป้อม” โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ยังกุมสภาพเลขาธิการพปชร. แม้วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลออกมายืนยันความพร้อมของพปชร.รับวันเปิดสภาไม่มีออกอาการเกเรใส่กันแน่ อีกอย่างปัญหาภายในพปชร.จบลงด้วยดีแล้ว แต่ยังมิอาจไว้วางใจได้ ภายใต้สัจธรรมการเมือง “การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร”   หากยังต้องใช้เวทีสภาเพื่อการต่อรองหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่าง

เรียกได้ว่า ทุกวาระการประชุมตั้งแต่การพิจารณาพระราชกำหนดสองสามฉบับที่จ่อบรรจุระเบียบวาระ และร่างพ.ร.บ.อาทิ ร่างพ.ร.บ.สภาการศึกษาแห่งชาติที่ถูกเลื่อนมาจากการประชุมสภาสมัยสามัญครั้งแรกมาลงมติรอบนี้ เป็นต้น  

ไม่ว่าเป็น พรก. หรือร่างกฎหมายโดยเฉพาะกม.เกี่ยวกับทางการเงิน หากไม่ผ่านสภา โดยธรรมเนียม นายกฯก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภา 

นอกจากนี้การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่สอง ยังเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านขอเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ย่อมเป็นจังหวะที่พรรคฝ่ายค้านจะหยิบยกประเด็นการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิดหลังเปิดประเทศและประเด็นรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดบกพร่องมาอภิปราย ถือเป็นโอกาสในการดิสเครดิตรัฐบาลในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 กันเลยทีเดียว  

1 พ.ย.ปฏิทินการเมืองร้อน "เปิดสภา"ชี้วัดแรงหนุน-ต้าน เขย่ารัฐบาล"ลุงตู่"1 พ.ย.ปฏิทินการเมืองร้อน “เปิดสภา”ชี้วัดแรงหนุน-ต้าน เขย่ารัฐบาล”ลุงตู่”

ลุ้นอุบัติเหตุการเมืองระหว่างแก้กม.ลูก 2 ฉบับ

ประเด็นสอง ที่ต้องจับจ้องคือ ร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 ที่รัฐบาลเพิ่งเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ และรอโปรดเกล้าฯ ลงมาภายใน 90 วัน สิ่งสำคัญของร่าง รธน.ฉบับนี้ที่มีการแก้ไขคือการกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส. ด้วยการใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ คือแบบ “เลือกพรรคการเมืองที่ชอบกับเลือก ส.ส.ที่ใช่” โดยส.ส.มาจากแบบเขตเลือกตั้ง 400 เขต (400 คน) และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งจะส่งผลให้บรรยากาศการเลือกตั้งมีความคึกคักอย่างมาก ประหนึ่งได้ย้อนกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และบรรยากาศการเลือกตั้งปี 2544 และปี 2548

ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีโอกาสได้เปรียบทางการเมืองสูงจากการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องขับเคี่ยวและแข่งขันกันอย่างมากเพื่อให้ได้ส.ส.ในพื้นที่ให้มากที่สุด เพราะนั่นคือสัญญาณชัดของการได้เป็นพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคการเมืองเล็ก ๆ นั้นจะเสียเปรียบทางการเมืองและได้รับผลกระทบมากพอสมควร แต่จากกรณี “ไพบูลย์โมเดล” ก็ยังพอมีพื้นที่ให้ ส.ส.ของพรรคการเมืองนั้น ๆ สามารถเลือกที่จะยุบและย้ายพรรคเพื่อไปสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้ 

แต่ก่อนไปถึงตรงนั้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องนำไปสู่การยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงใหม่เพื่อให้ล้อไปกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่เช่นกัน ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เสร็จสิ้นแล้วมีทั้งหมด 30 มาตรา รอเพียงร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไขเพิ่มเติมโปรดเกล้าฯ ลงมา ไทม์ไลน์ของกฎหมายลูกในการเลือกตั้งส.ส. และพรรคการเมือง ก็จะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาและแก้ไขให้เสร็จสิ้น ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้น 

ประเด็นนี้ ถูกนำไปวิเคราะห์ถึงเงื่อนเวลายุบสภา เพราะหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก่อนที่ร่างกม.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับยังไม่แล้วเสร็จ ก็ต้องกลับไปใช้กติกาเดิม การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หวังจะเปลี่ยนกติกาให้เป็นบัตรเลือกตั้งสองใบก็ต้องเกมโอเวอร์ ไม่ต่างอะไรกับที่มีส.ส.ลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชนกันแล้วด้วยการอธิบายกติกาใหม่ว่าจะมีการใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เลือกคนที่รักเลือกพรรคที่ใช่  ก็จะหมดความหมายไปโดยพลัน  

“ผมเล่าไปแล้วว่าหากเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ เราต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบใบเดียว และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องเป็นบัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ ไม่ต้องไปเสียดายค่าพิมพ์บัตรเลือกตั้งหรอกปัญหาคือถ้าเกิดการยุบสภาขึ้นในเวลานี้ เราก็ต้องบอกประชาชนทั้งประเทศว่า เลือกตั้งส.ส.เขต 350 คน แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ซึ่งคนฝังใจว่าอย่างนั้น แต่พอถึงเวลาเลือกตั้งเข้าจริง พี่น้องเลือกส.ส.เขต 400 คนบัญชีรายชื่อ 100 คน เราต้องเลือก ต้องกาบัตรใบเดียว ยุ่งกันไปหมดทั้งประเทศ”   วิษณุ เครืองาม  รองนายกฯ กล่าวเมื่อวันที่ 8 ต.ค.64 ถึงเดทล็อคที่จะเกิดขึ้นทันที หากมีการยุบสภา 

จับตาเลือกตั้งท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ 

1 พ.ย.ปฏิทินการเมืองร้อน "เปิดสภา"ชี้วัดแรงหนุน-ต้าน เขย่ารัฐบาล"ลุงตู่"1 พ.ย.ปฏิทินการเมืองร้อน “เปิดสภา”ชี้วัดแรงหนุน-ต้าน เขย่ารัฐบาล”ลุงตู่”

ประเด็นที่ 3  การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ จำนวน 5,300 แห่ง ที่กำหนดวันกาบัตรเลือกตั้งขึ้นไว้ในวันที่ 28 พ.ย. 2564 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 11-15 ต.ค. ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศ 76 จังหวัด รวมจำนวน 136,250 คน แบ่งออกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบต. จำนวน 12,309 คน และผู้สมัครสมาชิก อบต. จำนวน 123,941 คน 

นับเป็นการเลือกตั้งในรอบ 7 ปีเลยทีเดียว ซึ่งสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นในส่วนของ อบต.ทั่วประเทศนี้ ถือเป็นอีกฐานเสียงและหัวคะแนนสำคัญของพรรคการเมืองใหญ่ในการเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งต่อไป และหลังการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศจบลง การเลือกตั้งท้องถิ่นในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. และเมืองพัทยาจะเกิดขึ้นถัดไป นับเป็นศึกเลือกตั้งท้องถิ่นที่น่าจับตามองมากทีเดียว 

ประเด็นที่ 4 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลังการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 24 มีนาคม 2562 และถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ครบวาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งใหม่กำหนดไว้วันที่ 24 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป  แต่สถานการณ์การเมืองไทย ณ ขณะนี้ สัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเริ่มมีเค้าลางบ้างแล้ว หลังพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เริ่มแตกและขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคจะออกมาเคลียร์รอยร้าวลึกระหว่าง “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ และ “ผู้กองตุ๋ย” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร. แล้วก็ตาม แต่โอกาสที่ภูเขาไฟในพรรคจะปะทุและระเบิดยังคงมีอยู่สูงเพราะถ้าแม่บ้านพรรคกับรัฐมนตรีของพรรค และส.ส.ซีกฝั่งลุงตู่ และ”ลุงตู่” เอง ยังปีนเกลียวกันอยู่ โอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งแบบท่วมท้นก็เป็นไปได้ยาก 

จุดร้าวลึกของพรรค พปชร.นี่เอง ที่เป็นจุดอ่อนให้พรรคเพื่อไทยสามารถที่จะใช้จุดแข็งในการเร่งสร้างความน่าเชื่อถือและคะแนนเสียงให้เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อเตรียมการเลือกตั้งในสมัยหน้า ยิ่งกว่านั้น พรรคเพื่อไทยเพิ่งเปิดตัว “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตร คนแดนไกลที่อยากกลับบ้านมาโดยตลอด 

การที่ “ทักษิณ” เลือกใช้ “อุ๊งอิ๊ง” เป็นไพ่ใบสำคัญอีกใบในศึกเลือกตั้งครั้งหน้านี้ สอดรับกับการตั้งเป้าให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ และยังช่วยทำให้พรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคการเมืองที่ทุกพรรคต้องจับตามองอย่างยิ่ง เรียกว่า “อุ๊งอิ๊ง” ที่รั้งตำแหน่งปรึกษาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ เป็นจุดดึงดูดและปลุกเร้าให้สนามการเมืองและสนามการเลือกตั้งทั่วประเทศคึกคักขึ้นมาทันที 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่อีกพรรคที่ได้ประโยชน์จากการใช้บัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้ ส่วนพรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล และพรรคการเมืองพรรคเล็กอีกหลายพรรค คงต้องทำการบ้านกันอย่างหนักเพื่อให้ชนะเลือกตั้งในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายกับสูตรบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ทั้งหมดนี้ คือ สถานการณ์การเมืองที่กำลังระอุเดือดขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป 

ลุ้นระทึกจุดเปลี่ยนการเมือง เมื่อ “นายกฯขาลอย” เดินทางออกนอกประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490533

31 ต.ค. 2564 |10:00 น.

อะไรก็เกิดขึ้นได้ทางการเมือง ลุ้นระทึก เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ “นายกฯ ขาลอย” ขึ้นเครื่อง เดินทางออกนอกประเทศไปประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์… เป็นเวลาถึง 3 วันที่นายกฯ ไม่ได้อยู่ในประเทศขณะที่สภาเปิดในวันที่ 1 พ.ย.นี้ และ พปชร. มีปัญหา ความเสี่ยงทางการเมืองมีมากน้อยแค่ไหน

การเดินทางของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เข้าร่วมประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC: COP) สมัยที่ 26 ณ เมืองกลาสโกว์สกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร ระหว่าง 1-2  พ.ย.นี้ และเดินทางกลับในวันที่ 3 พ.ย. 

เป็นเวลาถึง 3 วันที่”นายกฯ ขาลอย”ขึ้นเครื่องบิน ออกนอกประเทศ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย บนเงื่อนไขที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯยังกำหนดให้พรรคพลังประชารัฐเป็นไปตามที่ตนเองต้องการไม่ได้ คือการเปลี่ยนตัว ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค

ประจวบเหมาะที่จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สองในวันที่ 1 พ.ย.และมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 3 พ.ย. โดยมีร่างกฎหมายหลายฉบับถูกบรรจุในวาระการประชุม การตีรวนในสภาจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ จะคุมเกมกันอย่างไร

ถึงขั้นที่พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ จะถูกคว่ำกลางสภาในขณะที่ตัวเอง “ขาลอย” อยู่นอกประเทศหรือไม่ หรือนายกฯต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่  

ความเสี่ยงทางการเมืองมีมากน้อยแค่ไหนเมื่อ “นายกฯขาลอย” จะซ้ำรอย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อครั้งเดินทางไปประชุมที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อปี 2549 หรือไม่ 

ในมุมมองของ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย  อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เห็นว่า การออกนอกประเทศครั้งนี้ คงไม่เกิดการยุบสภาหรือนายกฯต้องลาออกหรือเกิดรัฐประหารเพราะว่าเงื่อนไขวันนี้ไม่เหมือนทักษิณ ชินวัตร ไปประชุมที่ยูเอ็นนิวยอร์กในปี 2549 ในส่วนของกองทัพก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล  รัฐประหารคงเกิดได้ยาก

และยังไม่มีเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร การชุมนุมบนท้องถนนก็เงียบลงและไม่มีประเด็นจุดขึ้นมาใหม่ซึ่งต่างจากสมัยที่ ทักษิณ ไปประชุมที่นิวยอร์ก ในเวลานั้นมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานรองรับความชอบธรรมในการออกมารัฐประหาร

ในส่วนของสภาแม้จะเกิดกรณีสภาล่มที่ผ่านมาก็เกิดมาหลายครั้งก็ไม่เห็น “นายกฯ” จะแสดงสปิริตยุบสภาหรือลาออกและคิดว่าแม้จะเป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาลแล้วเกิดกรณีสภาล่มหรือกฎหมายสำคัญตกไป “นายกฯ” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงไม่เลือกยุบสภาหรือลาออก แม้ว่านายกฯอยู่นอกประเทศจะยุบสภา ก็สามารถทำได้  

แม้ว่าในระบบรัฐสภาเมื่อไหร่ก็ตามที่กฎหมายสำคัญโดยเฉพาะกฎหมายการเงิน ถ้าไม่ผ่านก็เท่ากับว่าฝ่ายบริหารไม่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสปิริตทางการเมือง “นายกฯ” ต้องลาออก แต่เชื่อว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เชื่อว่า”นายกฯ”จะไม่ลาออกแต่จะใช้วิธียุบสภามากกว่า แต่ในแง่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่า “นายกฯ” ต้องยุบสภาหรือลาออกในกรณีกฎหมายสำคัญไม่ผ่าน “นายกฯ” จะไม่ทำอะไรเลยก็ได้

เพียงแต่เป็นประเพณีทางการเมืองว่านายกฯต้องลาออก แต่อาจารย์ ยุทธพร เชื่อว่านายกฯจะไม่ลาออกแต่ใช้วิธียุบสภามากกว่าถ้าไปถึงจุดนั้น 

ทำไมเขาจึงเชื่อเช่นนั้น..เพราะว่าถ้า “นายกฯ” จะลาออก คงลาออกไปนานแล้วเพราะว่าที่ผ่านมา “นายกฯ” ต้องแสดงสปิริตลาออกแต่ไม่เห็นการลาออกเลย ดังนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติเชื่อว่า “นายกฯ”จะใช้วิธียุบสภาเพื่อล้างไพ่และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

และเมื่อยุบสภาและเลือกตั้งใหม่กติกาการเลือกตั้งเหมือนเดิมเพราะรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมยังไม่ประกาศใช้ ทั้งระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม เลือกตั้งใบเดียว และ ส.ว. ร่วมโหวตเลือก”นายกฯ”ได้ ถ้าใช้วิธียุบสภาโอกาสที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะได้รับการเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐมีความเป็นไปได้เพราะเวลานี้ยังไม่มีบุคลากรทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐที่จะมาแทน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถ้าเลือกใช้วิธียุบสภาจะได้เปรียบทางการเมืองที่มากกว่า 

อีกทั้งถ้า พล.อ. ประยุทธ์ “นายกฯ”ใช้วิธีลาออก โอกาสที่จะได้กลับมาอีกมีไม่มาก เพราะรัฐบาลปัจจุบันมีพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมากทั้งพรรคขนาดกลาง เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคขนาดเล็กเช่น พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาและพรรคจิ๋ว พรรคจำนวนมากเหล่านี้พร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ดังนั้นถ้า”นายกฯ”ลาออกโอกาสที่พรรคการเมืองเหล่านี้จะไปร่วมกับฝ่ายค้านมีความเป็นไปได้และเงื่อนไขของฝ่ายค้าน ถ้าไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็น “นายกฯ” โอกาสที่จะคุยกับพรรคเหล่านี้ก็มีมากขึ้น และสถานการณ์เวลานี้คำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับโควิด-19 เรื่องเศรษฐกิจ การชุมนุมต่าง ๆ เงื่อนไขเหล่านี้ เอื้ออำนวยให้พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯที่เหลืออีก 5 คนแทน ดังนั้นหากใช้วิธีลาออกจะเสียเปรียบทางการเมืองมากกว่าการใช้วิธียุบสภา 

ยุบสภาก่อนรัฐธรรมนญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้กับยุบสภาหลังรัฐธรรมนญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ ผลต่างกันอย่างไร

อาจารย์ยุทธพร มองว่าถ้ายุบสภาหลังรัฐธรรมนญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ กติกาเลือกตั้งเปลี่ยน เป็นบัตรเลือกตั้งสองใบ โอกาสของพรรคเพื่อไทยมีมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ และถ้าเกิดพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งมากขึ้นกว่าเดิม หรือพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ได้คะแนนมากขึ้นกว่าเดิม ถึง ส.ว. จะร่วมโหวตฯเลือก “นายกฯ” ได้ ก็มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

แต่ถ้ายุบสภาตอนนี้ก่อนที่รัฐธรรมนญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ โอกาสของพรรคพลังประชารัฐก็ยังมีอยู่แม้ว่าในพรรคพลังประชารัฐ
จะมีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพ แต่เมื่อใช้กติกาเดิม ก็จะมีพรรคเล็ก พรรคจิ๋วเข้ามา ก็จะทำให้โอกาส พล.อ. ประยุทธ์ จะกลับมาเป็น”นายกฯ” ได้อีกมีมากกว่า 

ทางเลือกของ พล.อ. ประยุทธ์ ถูกบีบให้น้อยลงเรื่อย ๆ ตามลำดับนับจากนี้ การที่จะใช้วิธียุบสภาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มากนักเพราะถ้ายุบสภาตอนนี้ความไม่พร้อมของพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ. ประยุทธ์  ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องรอให้มีความพร้อมมากกว่านี้เช่นรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจหลังการเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้เป็นต้นไป  รอดูว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ สถานการณ์โควิด-19 จะเป็นอย่างไร จะเป็นจุดให้ พล.อ. ประยุทธ์ ตัดสินใจมากกว่า

แต่ทางเลือกของ พล.อ. ประยุทธ์  จะแคบลงเรื่อยๆ นับจากนี้ไป แต่จะไม่มีการยุบสภาจนกว่าหลังปีใหม่เป็นต้นไป ซึ่งหลังปีใหม่ไปแล้ว การยุบสภาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง  อาจารย์คณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า  ไม่มีความเสี่ยงทางการเมืองในการที่ “นายกฯ”เดินทางออกนอกประเทศในครั้งนี้  แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีปัญหาความเป็นเอกภาพ และบอกว่าตอนนี้จบแล้ว แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีก ก็คงมีการจัดการกันอีกรอบในพรรค

การเดินทางออกนอกประเทศในครั้งนี้ยังเป็นเกมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการทดสอบว่าปัญหาในพรรคพลังประชารัฐจบจริงหรือไม่ ถ้ามีการตีรวนในสภาเกิดขึ้นมาอีกจากคนของพรรคพลังประชารัฐ ก็คงมีการปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐอย่างแน่นอน

แต่ไม่มีทางที่จะไปถึงขั้นยุบสภาหรือนายกฯลาออกแน่นอน เพราะยังมีภารกิจของรัฐบาลอีกหลายก้าวที่พรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลต้องมีความพร้อมมากกว่านี้ในการที่จะเลือกตั้งและคิดว่านายกฯคงไม่ชิงยุบสภาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมประกาศใช้ คือต้องการใช้การเลือกตั้งระบบ 2 ใบ เพราะพรรคพลังประชารัฐต้องการเพิ่มเสียงตัวเองและต้องการจำกัดหรือควบคุมอำนาจต่อรอง

เพราะการมีพรรคการเมืองจำนวนมาก ได้รับบทเรียนว่ายากลำบากมากในการเป็นรัฐบาลผสม เพราะถ้าพรรคพลังประชารัฐได้เสียงจากการเลือกตั้งระบบ 2 ใบมากขึ้น ก็จะจัดการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในพรรคได้ง่ายขึ้น เช่นการจัดสรรโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับคนในพรรคได้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นจะไม่ไปเล่นในกติกาเดิมคือการเลือกตั้งใบเดียวแน่อน 

ย้อนดวง “พระมหาไพรวัลย์” – “พระมหาสมปอง” สองพระนักเทศน์ ทำดีกลับเป็นผลร้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/483045

30 ต.ค. 2564 |16:00 น.

พระมหาสมปอง พระมหาไพรวัลย์ สองพระนักเทศน์ คู่หูคู่ฮา คู่ดวงสมพงศ์ “ซินแสเข่ง” ผ่าดวง เจอปีชงปะทะ ความคิดสวนทาง ตกเหตุขัดแย้งเป็นศัตรู ทำดีกลับเป็นผลร้าย เตือนดวงตกให้ระวัง ไม่ทำ ไม่สร้างปัญหาเอง เพราะตกปีปะทะอัปมงคลอุปสรรค กระแสตีกลับต้องชี้แจง

นายชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง หรือ “ซินแสเข่ง” ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย ได้วิเคราะห์เจาะลึกผ่า “ดวง” ของพระสองนักเทศน์ชื่อดัง ถึงดวงชะตาปีปะทะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พระมหาไพรวัลย์ วรวัลโณ และพระมหาสมปอง ตาลปุตโต นักเทศน์ชื่อดังสวนกระแส ถูกจับตาไม่สำรวม เปิดเพจไลน์สดดังกระหึ่มชั่วข้ามคืน

“ทำดีไม่ขึ้นกระแสตีกลับว่าสมควรหรือไม่ คนดูวิจารณ์หนัก ว่าผิดหรือถูก กับพระมหาไพรวัลย์ และพระมหาสมปอง รอบปีที่ผ่านมา 2563 และ 2564 ตกดวงชะตาขัดแย้ง ทำอะไรก็สับสน กลายเป็นสร้างศัตรู สร้างความไม่ไว้วางใจ แตกแยกวุ่นวาย ด้วยกันทั้งคู่” ซินแสเข่ง กล่าว

ปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในช่วงระหว่างมรสุมชีวิต ตั้งใจทำดีแต่เป็นผลเสียตอบกลับ โรมรัน สาดซัดไม่สมหวัง ให้ร้ายป้ายสี ไม่หวังดี 

ทั้งที่พระสมปอง ในดวงเกิด 3 พฤศจิก่ยน 2521 อายุ 42/43 ปี ชะตานั้นเข้าเคราะห์ ปีให้ร้าย มีความเป็นพระอยู่ในตัว กล้าได้กล้าเสีย ดื้อรั้นอยากรู้ อยากเห็น เอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีชีวิตที่ต้องเหน็ดเหนื่อยด้วยตนเอง เป็นคนที่ทะเยอทะยานไม่นิ่งอยู่กับที่ 

พระมหาสมปอง ตาลปุตโต  พระนักเทศน์ชื่อดังพระมหาสมปอง ตาลปุตโต พระนักเทศน์ชื่อดัง

“สองปีนี้ท่านก็ขอให้ใจเย็น หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง ผ่านปีนี้ไปแล้วท่านก็จะดีกว่า ทำอะไรเหมือนทำร้ายตนเอง เพราะยังไงในดวงชะตาท่านก็เป็นพระตลอดชีวิต” ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวงชะตาพระมหาสมปอง

ส่วนดวงชะตาของ ท่านมหาไพรวัลย์ วรวัลโณ เกิดปี 2534 อายุ 30 / 31 ปี ได้บวชเป็นพระ และใช้เส้นทางนี้ได้ศึกษาพระธรรมจนมีตำแหน่งเป็น ท่านมหาด้วยวัยแค่ 30 เท่านั้น ถือว่าเป็นวาสนา และมีชื่อเสียงในการวิจารณ์วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เรื่องต่างๆ ทางรายการทีวี จนติดอันดับพระดัง

 ลักษณะโหงวเฮ้ง และปีเกิด ท่านเป็นบุคคลที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีเสน่ห์ในการใช้เสียงเป็นสื่อ สามารถโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามได้ ในเวลาที่พูดเทศน์ บุคลิคอารมณ์ เรียนรู้อะไรเร็วกล้าแสดงออก มีดวงตาที่บ่งบอกเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย

พระมหาไพรวัลย์ วรวัลโณ พระมหาไพรวัลย์ วรวัลโณ

“ในช่วงรอบปีนี้และปีที่ผ่านมาเป็นช่วงจังหวะที่มีผลให้ร้ายต่อดวงชะตา ตกดวงขัดแย้งที่ควรหลีกเลี่ยง ที่จะก่อให้เกิดความเป็นศัตรูให้กับตนเอง สร้างความสับสนเป็นมรสุม ชีวิตท่านจะเปลี่ยนแปลงได้ใน ปี 2566 ปีเสริมดวงชะตาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด” ซินแสเข่ง วิเคราะห์ดวงชะตาพระมหาไฟรวัลย์

แนวรุก “ซอฟพาวเวอร์” พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490430

30 ต.ค. 2564 |10:00 น.

แนวรุก พรุ่งนี้เพื่อ “ซอฟพาวเวอร์” ไทย ลูกอดีต นปช. รับไม้ต่อ ร่วมงานจันทร์ส่องหล้า แจ้งเกิดในฐานะดาวรุ่งสภาดวงใหม่

แนวรุก "ซอฟพาวเวอร์" พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.แนวรุก “ซอฟพาวเวอร์” พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.

ผ้าครามสกลนคร เป็นตัวอย่างผ้าตามภูมิปัญญาอีสานไทย มีชื่อเสียงถูกนำไปเป็นผลิตภัณฑ์ บนเวทีแฟชั่นระดับโลกที่ปารีส  เป็นหนึ่งตัวอย่างแนวรบด้านวัฒนธรรมหรือ ซอฟพาวเวอร์ ที่ถูกนำมาโชว์บนเวทีประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย  ที่ว่ากันว่า ฉีกทุกกฏเกณฑ์การประชุมใหญ่ ของพรรคการเมืองไทยตั้งแต่มีมา  พรุ่งนี้ เพื่อsoft power ไทย ถูกถ่ายทอดอย่างน่าสนใจจากตัวแทนคนรุ่นใหม่ รีโนเวท แนวคิดร่วมสมัยเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมาไทยรักไทย ผุดโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก เชื่อมอดีตที่เคยริเริ่ม เพิ่มเติมด้วยแนวทางที่จะสานฝัน ผลักดัน soft power   ต้องเริ่มจากการปรับสร้างระบบนิเวศน์ให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีสิทธิเสรีภาพ ตามระบอบประชาธิปไตย
 

แนวรุก "ซอฟพาวเวอร์" พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.แนวรุก “ซอฟพาวเวอร์” พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.

ที่ปราศรัยบนเวทีคือ จิราพร  สินธุไพร ส.ส. ร้อยเอ็ดพรรคเพื่อไทย  คนนี้ดีกรีไม่ธรรมดา จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จาก ม.อัสสัมชัญ และ ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จาก ม.รามคำแหง ปริญญาโทใบที่สอง สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จากเมือง Reading ประเทศอังกฤษ เป็นผู้แทนสมัยแรก ในวัย 34 ปี จากการเลือกตั้งเมื่อปี2562 ด้วยคะแนนสูงที่สุด ของจังหวัด   แจ้งเกิดในฐานะดาวรุ่งหน้าใหม่ ที่มีลีลาการอภิปรายไม่แพ้ใครในสภา
 

ไม่น่าแปลกใจว่า นี่คือบุตรสาวคนโต ของ นิสิต สินธุไพร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย และใช้ทุกเวทีเคลื่อนไหวอย่างเผ็ดร้อน แม้จะเป็นส.ส.สมัยแรก ก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคได้  ถือว่า จิราพร   ไม่ธรรมดา มีเลือดพ่อ และพร้อมไปต่อบนเวทีการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย  กับอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร นายใหญ่รุ่นใหม่ของค่ายจันทร์ส่องหล้า 
แนวรุก "ซอฟพาวเวอร์" พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.แนวรุก “ซอฟพาวเวอร์” พรรคเพื่อไทย เลือดในไส้ นิสิต สินธุไพร อดีตแกนนำ นปช.

“แพทองธาร”นวัตกรรมแม่เหล็กความเร็วสูงดูดทุกเจนวัย ชิมลางรอ”ตัวละครลับ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490386

อสนีบาต

29 ต.ค. 2564 |20:00 น.

“โทนี่ วู้ดซัม” ดันหลัง “แพทองธาร”ลูกสาวคนสุดท้องออกมายืนตระหง่านบนเวทีประชุมเพื่อไทย แน่นอนเสียงแม่ยกมาตรึมหวังเชื่อมต่อทุกวัย นี่คืองานถนัดของลูกพี่แดนไกล โชว์นวัตกรรมแม่เหล็กความเร็วสูงดูดกระแสก่อนขยับ”ตัวละครลับ”ออกมาเสริมแกร่ง /เจาะประเด็นร้อน อสนีบาต

“…คุณพ่อไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินไทย ไม่เคยลืมคนไทยที่ไม่เคยลืมท่าน และท่านก็ปรารถนาที่จะได้กลับมากราบแผ่นดินไทยอีกครั้ง กลับมากราบผู้มีพระคุณ…”

น้ำเสียงของ แพทองธาร  ชินวัตร  หรือ “อุ๊งอิ๋ง”  ลูกสาวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีประชุมพรรคเพื่อไทย ที่จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นคำพูดช่วงสุดท้ายที่สื่อสารผ่านการถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ต้องการเห็นคุณพ่อได้กลับสู่แผ่นดินเกิด 

แค่ประโยคเด็ดข้างต้น ทำเอาบรรดาแม่ยกขนลุกซู่ปรบมือเกรียวกราว เพราะนี่เป็นประโยคปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้กับแฟนคลับที่ยังคร่ำครวญคิดถึงคนแดนไกลอย่างไม่เคยขาดหาย  

ถ้อยความบนเวที ที่สื่อสารออกมาเช่นนี้  หากเปิดเผยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ ไม่ต้องปิดลับกันอีกต่อไป เพราะเป็นที่ทราบดีของคนในตระกูลชินวัตร 

ทุกคำพูดผ่านการร้อยเรียงให้เป็นไปตามสไตล์แสดงวิสัยทัศน์แบบอดีตท่านผู้นำที่เคยเรียก เสียงเรียกคะแนนจากพี่น้องชาวอีสาน 

อีกอย่างแต่ละถ้อยคำ ก่อนได้รับการอนุมัติขึ้นเวทีครั้งนี้ ผ่านการตรวจพิสูจน์อักษรจากผู้เป็นพ่อ “ทักษิณ ชินวัตร”  ด้วยการย้ำแล้วย้ำอีก มางานนี้ต้องพูดในช่วงท้ายของรายการ เพราะช่วงสรุปจะสำคัญที่สุดสามารถเรียกอารมณ์ความรู้สึก เกิดภาพจำได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นจงอย่าให้ขาด อย่าให้พลาด “…คุณพ่อไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินไทย ไม่เคยลืมคนไทยที่ไม่เคยลืมท่าน และท่านก็ปรารถนาที่จะได้กลับมากราบแผ่นดินไทยอีกครั้ง กลับมากราบผู้มีพระคุณ…” 

แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ ชินวัตร แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ ชินวัตร

บ้างว่ากันว่า ถือเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ของพรรคเพื่อไทย ด้วยการเปิดตัว แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม 

แต่สำหรับ ทักษิณแล้ว นี่เป็นเพียงแค่การโหมโรงเบื้องต้น  

แพทองธาร  คือบุตรสาวคนสุดท้องของครอบครัวทักษิณ ชินวัตร โดย คนแรก คือ “โอ๊ค” พานทองแท้  คนกลาง คือ “เอม”   พิณทองทา ตามด้วย และ แพทองธาร “อุ๊งอิ๊ง”  ที่ปรากฎตัวบนเวทีทางการเมืองในครั้งนี้  

ไล่เรียงดูปูมหลัง  “อุ๊งอิ๊ง” ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกของครอบครัวทักษิณ ผู้นำต้องคดีทุจริตหลบหนีไปอยู่ต่างแดน ที่มาถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง เพราะในบรรดาตัวเลือก ไม่ว่าเป็น กรณีพี่ชายคนโต หรือ พี่สาวคนกลาง ยังไม่ใช่คำตอบเวลานี้ และอาจไม่ใช่เลยในระยะไกล 

แต่สำหรับ”อุ๊งอิ๊ง” เข้าเกณฑ์ตามเส้นทางการเมืองดูดีมีโหวเฮ้งมากที่สุด  แม้ต้องเผชิญกับการตรวจสอบกรณีฉาว ข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่ว ในปี2547 ก็ตาม 

โดยเฉพาะกับการที่ “อุ๊งอิ๊ง” จัดลำดับ การถ่ายทอดโปรไฟล์ตนเองถึงประสบการณ์ทางการเมืองก็ย่อมเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความพร้อมในระดับหนึ่งที่ต้องเผชิญสมรภูมิโหดจากนี้ไป 

“ดิฉันสัมผัสการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ในวัย 8 ขวบ คุณพ่อดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ  อายุ 9 ขวบ คุณพ่อได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม  อายุ 12 ปี คุณพ่อได้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย   มีโอกาสไปช่วยหาเสียงกับคุณพ่อทุกภาค และเคยติดตามคุณพ่อไปประชุมเอเปกที่ประเทศชิลี ที่มีโอกาสได้จับมือผู้นำทุกคน” อุ๊งอิ๊งของคุณพ่อทักษิณ กล่าวการันตีสรรพคุณตัวเอง 

น่าสนใจกว่านั้น แพทองธาร เกิดที่ สหรัฐอเมริกา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจการโรงแรม  จากประเทศอังกฤษ    

ด้วยวัย  35 ปี เชื่อมต่อกับคนทุกวัย ตรงนี้ปรากฎถ้อยความบนเวทีเช่นกันที่เธอกล่าวอ้างว่า ด้วยวัยของเธอ ทำให้เข้าใจความต้องการของคนหนุ่มสาว คนสูงวัย ถึงขนาดหยิบยกตัวอย่างคนใกล้ตัวผู้เป็นพ่อมาโฆษณา  

…แต่มีอีกประเด็นที่ต้องทำให้ชวนคิดพิจารณากันต่อไป …  

ด้วยการพลิกดูหมากเกมการเมืองของ”ทักษิณ” ในอดีต บุคคลนี้ไม่ได้มีแค่แผนเดียว  แต่ยังมีแผนสองแผนสามตามมาอีก โดยเฉพาะวัยของแพทองธาร 35 ปี ซึ่งแน่นอนช่างสอดคล้องกับคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี  ตรงนี้ เรียกได้ว่า สามารถยืนระยะบนลู่วิ่งการเมืองได้อีกยาว 

อย่างที่กล่าวข้างต้น “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยังไม่ได้มีเพียงแค่นี้

แนวคิดของคนแดนไกลกับเกมการเมืองในอดีตเอาชนิดระยะใกล้ๆอย่างการเลือกตั้งที่ผ่านมา  ใครจะคาดคิด มีการแตกสาขาพรรค เสนอชื่อบุคคลสำคัญขึ้นมาชิงเก้าอี้นายกฯในวินาทีสุดท้าย แต่ด้วยการเล่นเกมเสี่ยงสูง ในที่สุดพรรคการเมืองดังกล่าวก็ต้องมีอันยุบพรรค 

ฉะนั้น กรณีการสร้างแม่เหล็กแรกจากการเปิดชื่อ “แพทองธาร”  บุตรสาวคนสุดท้องขึ้นมา ย่อมทำให้ทุกสายตาจับจ้องและกล่าวขานปากต่อปาก ประหนึ่งทำการจุดพลุบนถิ่นอีสานโดยหวังว่า พลุสวยงามลูกนี้ จะยังสว่างได้นานพอสมควร

นานพอที่จะเป็นเครื่องมือชี้วัดแฟนพันธุ์แท้ หลงเหลืออยู่จำนวนสักกี่มากน้อย 

อีกอย่าง การประเดิมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีรอบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเจนจัดมั่นใจที่หากนำไปเทียบกับ อดีตนายกฯน้องสาว ก็คงเห็นถึงความแตกต่างอย่างเด่นชัดในเรื่องของความรู้ความสามารถ 

แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ ชินวัตร แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ ชินวัตร

แตกต่างกันชนิดที่ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยกล่าวยอมรับ ได้รับการโคลนนิ่งความคิดความเป็นนายกฯจากพี่ชาย 

แต่สำหรับ “อุ๊งอิ๊ง” ยิ่งกว่าโคลนนิ่ง เพราะนี่เป็นดีเอ็นเอสายเลือดการเมืองเข้มข้นขนานแท้ ตอกย้ำจากลีลาความคิดก็น่าจะเฉลียวฉลาดกว่าอย่างเห็นได้ชัด  อีกอย่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายกฯผู้เป็นพ่อจนถึงวันนี้แม้จะมีครอบครัวแล้วก็ตาม   

อย่างไรก็ตาม ตามที่กล่าวไว้ ด้านหนึ่งมองกันไปแล้ว นี่คือไพ่สุดท้ายหรือไม่คงต้องบอกกันตรงนี้ไพ่ในมือของ”ทักษิณ” ไม่ได้มีแค่”อุ๊ง อิ๊ง”เป็นไพ่ใบสุดท้าย  แต่นี่คือ การโยนหินถามทางเพื่อเป็นสัญญาณสื่อสารเรียกความนิยมที่ห่างเหินจากพรรคกลับคืนมาเท่านั้น  

ด้วยวัยของ”อุ๊งอิ๊ง” ที่ยังเดินต่อบนถนนทางการเมืองได้อีกยาวไกล  ประการสำคัญระหว่างทาง ดีไม่ดีอาจมี “ขุน”  โผล่มาปรา กฎเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคเพื่อไทย 

เพื่อนเอกราช “ธรรมนัส” หนาว เจออุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์ธรรมนัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490383

29 ต.ค. 2564 |19:00 น.

สู้กระแสอุ๊งอิ๊ง “ธรรมนัส” ลุยอีสานยึดทุกซุ้ม ชงเอกราช ช่างเหลา เป็นแม่ทัพ ค่ายสามมิตรเตรียมเผ่น เจอเพื่อไทยแลนด์สไลด์หวั่นสูญพันธุ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ขณะที่เพื่อไทยแลนด์สไลด์ พลังประชารัฐหัวทิ่มบ่อ “ธรรมนัส” ในฐานะแม่ทัพใหญ่จะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยเฉพาะสนามเลือกตั้งภาคอีสาน

5 เดือนที่แล้ว “ธรรมนัส” เปิดตัวเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐที่ขอนแก่น หวังปักธงอีสาน แต่มาถึงวันนี้ ปรากฏการณ์อุ๊งอิ๊งแลนด์สไลด์ ทำเอาพลังประชารัฐแทบจะไม่มีที่ยืน

“ธรรมนัส” เคยนำทัพชนะเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น มีความฮึกเหิมหวังเบียดยึดภาคอีสาน พลันที่พลังประชารัฐร้าวลึก จึงยากที่จะต่อกรกับเพื่อไทยได้

พรรคเพื่อไทยจงใจเลือกขอนแก่น เป็นเวทีประชุมใหญ่และเปิดตัวอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร เพราะสมรภูมิอีสาน มี ส.ส.มากที่สุด พรรคไหนชนะที่อีสาน ก็ตั้งรัฐบาลได้

วันที่ 29 ต.ค.2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพลังประชารัฐ เอกราช ช่างเหลา ประธานพรรคฯ ภาคอีสาน ,สมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส.ขอนแก่น รองประธานพรรคฯภาคอีสาน ลงพื้นที่พบปะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน 12 จังหวัด ที่โรงแรมเพชรรัตน์การ์เด้น จ.ร้อยเอ็ด 

โดยมี จุรีพร สินธุไพร อดีตแกนนำเสื้อแดง เป็นตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส พยายามเข้ามาดูแลภาคอีสานทั้งภาค รวมถึงในส่วนที่สุชาติ ตันเจริญ เคยรับผิดชอบแถวอีสานเหนือ ร่วมกับสายเอกราช ช่างเหลา

‘จุดอ่อนคือเอกราช’

กลางเดือน มิ.ย.2564 มีการขานชื่อ “ธรรมนัส” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ในเวทีประชุมใหญ่สามัญประจำปี ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จ.ขอนแก่น มีสมาชิกพรรค 500 คนจาก จ.ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ของ เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 เมื่อปลายปี 2562 ปลุกความหวังของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในการจะเอาชนะทักษิณ ที่สมรภูมิอีสาน โดย “ธรรมนัส” จะเข้ามาทำงานเคียงข้างกับเอกราช

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน “ธรรมนัส” หลุดจากเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ ทีมงานเอกราชในขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียงก็ปั่นป่วนพอสมควร

แม้วันนี้ ผู้กองธรรมนัสยังเป็นเลขาธิการพรรค แต่สภาพในพรรคยังเป็นสงครามเย็น การจะทำศึกเลือกตั้งในสภาพเช่นนี้ ก็ยากที่จะเอาชนะคู่แข่งอย่างเพื่อไทยได้เหมือนปี 2562

ยกตัวอย่างเขต 2 ขอนแก่น ที่มี วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายของเอกราช เป็น ส.ส.อยู่ พรรคเพื่อไทยได้จัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ โดยมีอดิศร เพียงเกษ เป็นพี่เลี้ยง ทีมเพื่อไทยหวังทวงคืนเก้าอี้เดิมกลับมาให้ได้

เอกราช ช่างเหลา เป็นจุดอ่อนของ พปชร.อีสาน การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ผู้สมัคร ส.ส.สายที่เอกราชดูแลอยู่ ล้วนประสบปัญหาขาดการสนับสนุนในโค้งสุดท้าย จึงสอบตกระนาว

‘สามมิตรเผ่นแล้ว’

ส.ส.พลังประชารัฐ ในภาคอีสาน 12 คน ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของ “ธรรมนัส” เสียทั้งหมด ยังมี ส.ส.สายกลุ่มสามมิตรอีก 3 คน ส่วนอดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ระดับคะแนนเกรด A แพ้คู่แข่งไม่มาก กระจายอยู่ในหลายซุ้ม ทั้งกลุ่มสามมิตร ,กลุ่มสุชาติ ตันเจริญ และกลุ่มสุพล ฟองงาม

กรณี สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ เขต 3 ที่ลุกขึ้นมาแฉไอ้โม่งอมเงินในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในวงประชุม ส.ส.ที่บ้านป่ารอยต่อ ก็สะท้อนภาพความขัดแย้งใน พปชร.สายอีสาน

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.สมัยแรก มีความใกล้ชิดกลุ่มสามมิตร และลูกสาว “ไอเดียร์”สุชาดา แทนทรัพย์ ได้เป็นโฆษกกระทรวงอุสาหกรรม ก่อนจะลาออก และย้ายไปเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ (กนกวรรณ วิลาวัลย์) เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 ต.ค.2564

วันนั้น สัมฤทธิ์พูดต่อหน้า พล.อ.ประวิตรว่า จะอยู่พลังประชารัฐ จนถึงวันยุบสภา และจากนั้น ค่อยคิดอีกทีเรื่องอนาคตการเมืองของตัวเอง

เลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ชัยภูมิ มี ส.ส.พลังประชารัฐ 2 คนคือ เขต 2 เชิงชาย ชาลีรินทร์บุตรชาย พ.ท.อรุณ ชาลีรินทร์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ และเขต 3 สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ที่มี วุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย อดีต ส.ส.ชัยภูมิ สนับสนุน

ส.ส.ชัยภูมิสองคนนี้ ได้รับเลือกตั้งเพราะมีฐานเสียงการเมืองท้องถิ่นเป็นของตัวเอง จึงคาดว่า สมัยหน้าอาจย้ายไปหาบ้านหลังใหม่

สถานการณ์พลังประชารัฐที่ไร้เอกภาพ ประเมินได้ว่า อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน คงเตรียมหาทางย้ายไปสังกัดพรรคใหม่กันแล้ว

ลาวพูด “บั้งไฟพญานาค” มีจริง ยิงปืนขึ้นฟ้าบ่แม่นความจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/490314

29 ต.ค. 2564 |17:00 น.

พิสูจน์ข้อเท็จจริง “บั้งไฟพญานาค” เจ้าเมืองปากงึ่ม ยืนยันบ่มีการยิงปืน คืนออกพรรษา ปีนี้โควิดระบาด งดจัดงานไหลเรือไฟ ห้ามจุดพลุดอกไม้ไฟ แต่ชาวลาวเห็นบั้งไฟพญานาคขึ้นเยอะกว่าทุกปี คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

คนสองฝั่งโขงมีความเชื่อเรื่อง “บั้งไฟพญานาค” เหมือนกัน และต่างกันที่ฝั่งไทยจัดอีเวนท์ส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ฝั่งลาวม่วนซื่นงานบุญออกพรรษา ไหลเรือไฟ ร้องรำทำเพลงคนบางกลุ่มนั่งเบิ่งบั้งไฟพญานาคตามความศรัทธา

กรณีคนไทยบางคนตั้งธงกล่าวหาคนลาวยิงปืนขึ้นฟ้า หลอกว่าเป็น “บั้งไฟพญานาค” ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ซึ่งคนฝั่งซ้ายไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก

ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวตามหมู่บ้านริมโขง เมืองปากงึ่ม ต่างเคยเห็น “บั้งไฟพญานาค” มาตั้งแต่เด็กๆ ในคืนออกพรรษา จุดธูปเทียนบูชาตามความเชื่อแบบเงียบๆ

วันที่ 28 ต.ค.2564 ช่วงรายการข่าวภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์นครหลวงเวียงจันทน์ ได้นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง เมืองปากงึ่ม ยืนยันข้อกล่าวหา การยิงปืนในค่ำคืนออกพรรษา บ่มีมูลความจริง

สืบเนื่องจากแอดมินเพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาค ได้เปิดประเด็นคนฝั่งลาวยิงปืนขึ้นฟ้า หลอกคนไทยว่าเป็นบั้งไฟพญานาค ในคืนออกพรรษา ทีมข่าวของสถานีโทรทัศน์นครหลวงเวียงจันทน์ จึงได้ลงพื้นที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริง

ท่านคำหมูน เตียงทะลาด เจ้าเมืองปากงึ่มท่านคำหมูน เตียงทะลาด เจ้าเมืองปากงึ่ม

ท่านคำหมูน เตียงทะลาด เจ้าเมืองปากงึ่ม กล่าวว่า ได้รับบัญชามาจากเจ้าผู้ครองนครหลวงเวียงจันทน์ ให้ตรวจสอบเรื่องที่แอดมินเพจบั้งไฟพญานาคได้โพสต์เรื่องคนลาวยิงปืน ทางเมืองปากงึ่ม จึงลงสำรวจหาข้อเท็จจริงที่บ้านนากุง ,บ้านโดนเหนือ, บ้านหนองเขียด และบ้านปากงึ่ม ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่บ้านทั้ง 4 หมู่บ้านนั้นว่า บ่มีการยิงปืนในคืนนั้นแต่อย่างใด

“เรื่องการยิงปืน ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า บ่มีมูลความจริง ในคืนออกพรรษา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารชายแดน และตำรวจบ้าน ได้ลาดตระเวนตามแนวลำน้ำโขงอย่างเข้มงวด” ท่านคำหมูนกล่าว

เมืองปากงึ่ม นครหลวงเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ตรงข้าม อ.โพนพิสัย และ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย โดยคืนออกพรรษาของทุกปี จะมีชาวลาวจำนวนหนึ่งเดินทางมาชมบั้งไฟพญานาค ที่หมู่บ้านริมโขงดังกล่าวข้างต้น

‘ความเชื่อของคนลาว’

ดังที่ทราบกัน เรื่อง “บั้งไฟพญานาค” เป็นความเชื่อของผู้คนลุ่มน้ำโขงมายาวนานหลายร้อยปี ชาวลาวตามหมู่บ้านริมโขง เมืองปากงึ่ม ได้จัดงานบุญออกพรรษา ไหลเรือไฟ และบูชาบั้งไฟพญานาคในทุกปี ยกเว้นปีนี้ ที่ทางการลาวสั่งห้ามจัดงานบุญออกพรรษา เนื่องจากสถานการณ์โควิดระบาดหนัก

พ.ท.คำสิง ลอวันไซ รักษาการหัวหน้า ปกส.เมืองปากงึ่ม (หัวหน้าตำรวจเมืองปากงึ่ม) ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวสถานีโทรทัศน์นครหลวงฯ ว่า ทางตำรวจได้สั่งห้ามจุดพลุ ดอกไม้ไฟ จุดปะทัด โดยมีตำรวจเมือง ตำรวจบ้าน(กองหลอน) และทหารชายแดน ได้ลาดตระเวนตลอดทั้งคืน ไม่พบมีการยิงปืนขึ้นฟ้าจากหมู่บ้านใด

ด้าน แม่ตู้บุนมี วงพงคำ ชาวบ้านนากุง เมืองปากงึ่ม เล่าว่า ปีนี้เงียบสงบ จึงเห็นบั้งไฟพญานาค เยอะกว่าทุกปี ชาวบ้านแถวนี้ ได้เห็นบั้งไฟพญานาคทุกปี ทั้งในน้ำโขง น้ำงึ่ม และตามห้วยหนอง

แม่ตู้บุนมี บอกว่าตั้งแต่ 8 ขวบ ถึงตอนนี้อายุ 68 ปี เห็นบั้งไฟพญานาค ในคืนวันออกพรรษามาตลอด ชาวบ้านจะนำธูปเทียนมาจุดบูชาตามริมฝั่งแม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม คนลาวมองกรณีแอดมินเพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาค เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสัมพันธ์ไทย-ลาว บ้านใกล้เรือนเคียง ดั่งซิงเกิลเพลง “บั้งไฟพญานาค” ร้องโดย หลั่ง แสงอำพอน นักร้องลูกทุ่งลาว ที่ทำเพลงเฉพาะกิจตอบโต้แอดมินคนดังกล่าว

‘บทเรียนในอดีต’

ข้อกล่าวหาคนลาวยิงปืนขึ้นฟ้า หลอกว่าเป็น “บั้งไฟพญานาค” ทำให้ทางการลาวต้องลุกขึ้นมาสืบหาข้อเท็จจริงมาแล้วเมื่อปี 2545 หลังสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของไทย นำเสนอสกู๊ปเรื่องบั้งไฟพญานาค โดยส่งทีมงานข้ามโขงมาสัมภาษณ์ชาวบ้าน แถวบ้านโดนเหนือ เมืองปากงึ่ม

ครั้งนั้น กรมการข่าว กระทรวงการต่างประเทศลาว ได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลงไปติดตามหาข้อเท็จจริงที่เมืองปากงึ่ม

ท้าวสีฟอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโดนเหนือสมัยนั้น ได้อธิบายว่านักข่าวไทยข้ามโขงมาได้อย่างไร และมาทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยท้าวสีฟองยืนยันว่า ชาวบ้านกว่าร้อยละ 80 มีความเชื่อเรื่องบั้งไฟพญานาค และรอชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคทุกปี แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากเหตุใด

นอกจากนั้น ท้าวสีฟองได้เล่าว่า งานบุญออกพรรษา ชาวบ้านก็ดื่มเหล้าร้องรำทำเพลง มีบางคนคึกคะนองยิงปืนขึ้นฟ้า ต่อมา ทางการลาวได้สั่งห้ามยิงปืน ตำรวจก็คุมเข้ม พฤติกรรมเหล่านี้ก็หายไป แต่คำบอกเล่าบางส่วนถูกตัดออก ไม่ได้นำไปออกอากาศ

ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวบ้านโนนซายได้ให้ข้อมูลกับทีมคณะเฉพาะกิจว่า เคยเห็นบั้งไฟพญานาคจริง ไม่ใช่เรื่องที่คนทำ หรือใช้ปืนยิง ดังที่สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งนำไปกล่าวอ้าง

ปัจจุบัน เอกสารสรุปข้อเท็จจริงเรื่องบั้งไฟพญานาคจากเมืองปากงึ่ม เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ยังอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศลาว

แค่เปิดตัวข้ามวัน “อุ๊งอิ๊ง” ก็เป็นคู่แข่งขัน กับพลเอกประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

https://www.komchadluek.net/scoop/490324

29 ต.ค. 2564 |14:00 น.

เปิดตัว “อุ๊งอิ๊ง” บนเวทีพรรคเพื่อไทย ทวงแชมป์ชนะแบบแลนด์สไลด์ ถูกมองเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพียงชั่วข้ามวัน

ผลสะเทือนในหมากสุดท้ายของทักษิณเปิดตัวอุ๊งอิ๊ง เป็นประธานที่ปรึกษาการมีส่วนไร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย  ไม่เพียงแต่ทำให้บังเกิดความคึกคักในหมู่คนรักพรรคเพื่อไทยแม้แต่ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สนับสนุนให้เป็นนายกฯหญิง ตามรอย ยิ่งลักษณ์   แถมผลสำรวจ ของสำนักสื่อย่านประชาชื่น ยังแซงหน้า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกลชนิดไม่เห็นฝุ่น ไม่ต้องพูดถึงคะแนนนิยมนายกฯคนปัจจุบัน  แทบหายไปจากกระดานสำรวจในคราวนี้  

ทันทีที่ชื่อของแพทองธาร ปรากฏขึ้นบนกระดานการเมืองก็ ถูกทดสอบ ด้วยเรื่องข้อสอบรั่ว สมัยเอ็นทร้านซ์ เมื่อปีการศึกษา 2547  โดยผุ้ที่นำข้อมูลมารีรัน คือ ไชยยันต์ ไชยพร แห่งรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ทำให้พรรคเพื่อไทย  กลับมาอยู่ใต้เงาจันทร์ส่องหล้า บทเรียนจากรุ่นพ่อ ย่อมถูกส่งต่อมายังทายาท  ซึ่งใครก็ประมาทไม่ได้ 
แค่เปิดตัวข้ามวัน "อุ๊งอิ๊ง" ก็เป็นคู่แข่งขัน กับพลเอกประยุทธ์แค่เปิดตัวข้ามวัน “อุ๊งอิ๊ง” ก็เป็นคู่แข่งขัน กับพลเอกประยุทธ์

มองกลับไปที่ฟากฝั่ง ของพลังประชารัฐ ที่เล่นกันแรงชนิดเอาตำแหน่งเป็นเดิมพัน สุดท้าย กลับตัวไม่ทันกันไปหลายคน  ธรรมนัส ยังคงนิ่งอยู่ในตำแหน่งเก่า แต่ฝั่งผู้ก่อการ พากัน ร้อนๆหนาวๆ  หกรัฐมนตรีที่พาเหรดกันไปพบพลเอกประยุทธ์ 
เมื่อวันก่อน ตกเป็นเป้าจะรับผิดชอบอย่างไร ในความเคลื่อนไหว ที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อม จนสะเทือนไปทั้งพรรค  แม้พลเอกประวิตรจะออกมาดับไฟ แต่ก็ใช่จะสงบ

อย่าลืมว่า เหตุแห่งความเคลื่อนไหวมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา  เมื่อร้อยเอกธรรมนัส พลาดท่า จึงตามมาขยี้ซ้ำ  แต่ร้อยเอกธรรมนัส ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ฝากผลงาน กวาดชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมทุกกระดาน จนได้ตำแหน่งเลขาธิการคนสามของพรรคมาครอง แต่ความเคลื่อนไหวของหกรัฐมนตรี  ถูกมองว่ามีจุดประสงค์เดียวคือการทวงคืนอำนาจที่สูญเสียไป ขณะที่ร้อยเอกธรรมนัส เมื่อแพ้ก็ยอมรับอย่างลูกผู้ชาย ยอมกลืนเลือดแต่ไม่ร้อง แม้ต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี  
แค่เปิดตัวข้ามวัน "อุ๊งอิ๊ง" ก็เป็นคู่แข่งขัน กับพลเอกประยุทธ์แค่เปิดตัวข้ามวัน “อุ๊งอิ๊ง” ก็เป็นคู่แข่งขัน กับพลเอกประยุทธ์

สภาพพรรคพลังประชารัฐถูกเปรียบเทียบกับพรรคสหประชาไทย สมัยจอมพลถนอม ตั้งขึ้นมาเฉพาะการ เผชิญกับปัญหาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จนเป็นเหตุให้จอมพลถนอม รัฐประหารตัวเอง ในปี2514 หลังตั้งพรรคได้เพียงสองปี  โควตารัฐมนตรีของ
พี่ใหญ่ จะถูกจัดสรรอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปิดประชุมสภาเพื่อประคองรัฐนาวาให้ดำรงอยู่ต่อไป  นี่คือปัญหาใหญ่   พรรคพลังประชารัฐกำลังรอวันแตกสลาย   ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ตั้งหลักขึ้นรูปใหม่ รอวันชนะแบบแลนด์สไลด์ เพื่อเป้าหมายทางการเมือง