“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ตกลงใครสมประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481145

“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ตกลงใครสมประโยชน์

30 ส.ค. 2564

“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” รัฐบาล ผลสุดท้าย อาจไม่สมใจ”ฝ่ายค้าน” แม้ชุมนุมกดดันก็ไม่มีผลอะไร แต่อาจมีใครได้รับประโยชน์

31สิงหา – 4 กันยา จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี  นัดลงมติวันที่ 4 ฝ่ายค้านแค่ตามมาขยี้ซ้ำแผลเก่าเจ้าประจำ อย่างพลเอกประยุทธ์ นายอนุทิน และนายศักดิ์สยาม 
การปรับครม.ครั้งที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มสี่ช.ไม่มีใครสมหวัง ไม่ว่าจะเป็นนางนฤมล ภิญโญสินวัตน์ หรือร้อยเอกธรรมนัส ล้วนต้องการจะอัพเกรท โดยเฉพาะอย่างยิ่งคราวนี้ มีตำแหน่งเลขาธิการพรรค ค้ำคอ จะให้นั่งตำแหน่งรมช.คงไม่สมศักดิ์ศรีขณะที่แก๊งค์สี่ช.ในพรรคพลังประชารัฐ หลังจากนาย สันติ พร้อมพัฒ รมช.คลังพลาดเป้าจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค ตามคำอ้างไฟเขียวจากผู้ใหญ่ ทั้งที่สัญญากันไว้ทำให้ปัจจุบันแก๊งค์นี้ เหลือกันอยู่แค่สามช.เท่านั้น

"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ตกลงใครสมประโยชน์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“พรรคร่วม”ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

“เฉลิมชัย” พร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มั่นใจตอบได้ทุกประเด็น

"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ตกลงใครสมประโยชน์

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ที่มุ่ง เปิดจุดเปราะบาง ภายในรัฐบาล ผ่านการประสานงาน จากคนคุ้นเคยกันในสองพรรคใหญ่ทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ  เป้าหมายใหญ่ยังเป็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่เป้าหมายที่มุ่งโจมตี คือกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
 

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ได้รับคะแนนไว้วางใจสูงเป็นลำดับที่ 2 เท่ากับคะแนนของพล.อ.ประวิตร ถือว่าไม่ธรรมดา ประสานได้ทั้งพรรคเล็กพรรคใหญ่ เก็บชัยชนะมาทุกสนามเลือกตั้งซ่อม ที่สำคัญยังมีบทบาท สยบทุกปัญหาพรรคร่วมขนาดเล็ก และคราวนี้ก็เช่นกัน คะแนนพรรคร่วมขนาดเล็กราวสามสิบเสียง เพียงพอจะก่อให้เกิดการขยับปรับเก้าอี้ รัฐมนตรีได้
ส่วนเป้าหมายจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแม้แต่นายแพทย์ ชลน่าน ก็ยังยอมรับว่า มีโอกาศน้อยมาก ต้องยอมรับว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหรือไม่ บรรดาพรรคเล็ก พรรคน้อย ซึ่งรวมกันแล้วราวสามสิบเสียงคือคำตอบสุดท้ายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้หากนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีสองทางให้เลือก คือยุบสภา หรือลาออก แต่หากรัฐมนตรีคนใดได้รับคะแนนเสียงไม่ถึงมีทางเดียวคือพ้นจากตำแหน่งและต้องปรับคณะรัฐมนตรี หรือแม้จะผ่านการอภิปรายไปได้ แต่ถ้าใครได้คะแนนน้อย งานนี้มีหนาว ส่วนการนัดชุมนุม ของกลุ่มคาร์ปาร์คกดดันนอกสภา ถ้าไม่ใช้วิธีแบบที่เคยประนามเขามา  ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ 

"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ตกลงใครสมประโยชน์

จบ “ม็อบ 29 สิงหา” ณัฐวุฒิชุมนุมใหญ่ กดดันศึกซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481047

จบ “ม็อบ29สิงหา” ณัฐวุฒิชุมนุมใหญ่ กดดันศึกซักฟอก

29 ส.ค. 2564

ยกระดับ “ม็อบ29สิงหา” ณัฐวุฒิดีเดย์ชุมนุมใหญ่ กดดันศึกซักฟอก ขยายแนวรบไล่ประยุทธ์ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. ถึง 3 ก.ย. รวม 4 วัน ก่อนจะลงมติในวันที่ 4 ก.ย.2564 จะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะความดุเดือดในการอภิปรายฯ จะไม่ได้อยู่แค่ในสภา หากแต่นอกสภา ก็จะเต็มไปด้วย “ม็อบไล่ประยุทธ์”

มิหนำซ้ำ พรรคเพื่อไทย และกลุ่มแคร์ ได้เปิดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาล ผ่านทางออนไลน์ด้วย

ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังที่โฆษกพรรคเพื่อไทย พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า

สถานการณ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล ดูจะไม่เป็นเอกภาพ พรรคภูมิใจไทยถูกจับตามองว่า อาจพลิกเล่นเกม “ถอย” กลางสภา รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่เกิดการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี จนส่งผลให้มีการต่อรองเรื่อง “ยกมือ” สนับสนุนรัฐมนตรีที่ถูกเชือดกลางสภา

เหตุปัจจัยภายนอกและภายใน ไม่เป็นคุณแก่ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก นับจากนี้ไป อุบัติเหตุทางการเมืองย่อมเกิดได้ตลอดเวลา

++

ม็อบใหญ่สไตล์ นปช.

++

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ประสานเสียงชัดเจนว่า กิจกรรมคาร์ม็อบ ในวันที่ 29 ส.ค.2564 จะเป็นนัดสุดท้าย ก่อนเปิดการชุมนุมใหญ่ไล่ประยุทธ์

แม้ “ณัฐวุฒิ” จะบอกผู้สื่อข่าวเพียงว่า “หลังจาก Car Mob-Call Out วันนี้ ก็จะมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เเล้วก็จะมีการนัดหมายแสดงพลังครั้งใหญ่ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” แต่ก็คาดเดาได้ ห้วงเวลาการชุมนุมมวลชนครั้งใหญ่ จะเกิดขึ้นพร้อมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จบ “ม็อบ29สิงหา” ณัฐวุฒิชุมนุมใหญ่ กดดันศึกซักฟอก

ณัฐวุฒิ นัดชุมนุมใหญ่คู่ขนานศึกซักฟอก

“ณัฐวุฒิ-บก.ลายจุด” จะเลือกแบบไหน? ชุมนุมปักหลักพักค้างยาวไป 4 วัน จนถึงวันโหวตลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเลือกวันใดวันหนึ่ง ชุมนุมแบบไปกลับ

จบ “ม็อบ29สิงหา” ณัฐวุฒิชุมนุมใหญ่ กดดันศึกซักฟอก

กลุ่มทะลุฟ้า มาสภาแน่

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีนัยสำคัญมากที่สุดทางการเมือง ประชาชนทั้งประเทศส่งเสียงพร้อมกันว่าไม่รับการบริหารของ พล.อ. ประยุทธ์ อีกต่อไป”

เลขาธิการ นปช. ยืนยันว่า “เรามีแนวทางชัดเจนคือไม่ลุย ไม่บวก ไม่ปะทะ แต่จะไม่ลดละการไล่ โดยจะมีการประกาศนัดหมายการชุมนุมใหญ่”

บก.ลายจุด แย้มว่า ดีเดย์พบกันใจกลางเมือง แต่เป้าหมายใหญ่ก็อยู่ที่สภาฯ โดยรวมพลให้มากที่สุด เพื่อส่งเสียงกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคร่วมรัฐบาล ให้ตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ก่อนมวลชนจะทนไม่ไหวบุกสภาฯ

++

ทะลุฟ้าล้อมสภา

++

วันที่ 29 ส.ค.2564 กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกับชาวสองล้อเยาวชนคนรุ่นใหม่ นำโดยม่อน อาชีวะ ได้แยกตัวไปทำกิจกรรมที่รัฐสภา โดยไม่ไปร่วมกับกลุ่มทะลุแก๊ซ ที่สามเหลี่ยมดินแดง

ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดหมายว่า จะมีกลุ่มมวลชน ทั้งกลุ่มไล่ประยุทธ์ และให้กำลังใจรัฐบาล จะนัดหมายมาทำกิจกรรมที่ด้านหน้ารัฐสภา

“กลุ่มทะลุฟ้า” ที่กลายเป็นองค์กรหลักของฝ่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ คงจะได้มีการนัดทำกิจกรรมไล่ประยุทธ์ ที่รัฐสภาแน่นอน เนื่องจากวันก่อน พวกเขาเดินทางไปสภา ได้เปิดเวทีอภิปรายนอกสภามาแล้วครั้งหนึ่ง

กลุ่มทะลุฟ้า แตกหน่อมาจากกลุ่มราษฎร ในนาม UNME of Anarchy ได้ทำกิจกรรม “เดินทะลุฟ้า” ร่วมกับเครือข่าย People GO network การเดินทะลุฟ้า หมายถึง การเดินเพื่อแสดงการต่อสู้กับรัฐอย่างสันติอหิงสา และเดินเพื่อต่อสู้กับความอดทนอดกลั้นของตนเองจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

จากกลุ่ม UNME of Anarchy ได้พัฒนามาเป็นกลุ่มทะลุฟ้า จัดการชุมนุมต่อเนื่อง และมีข้อเรียกร้องคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกอย่างไม่มีเงื่อนไข ,แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปองค์กรทุกสถาบัน ให้อยู่คู่ประเทศไทยอย่างเหมาะสมพอดี

ดังนั้น ศึกซักฟอก 4 วันนี้ กลุ่มทะลุฟ้า จะต้องมีกิจกรรมขับไล่ประยุทธ์อย่างเข้มข้น และถึงขั้นปิดล้อมสภาฯ หรือไม่? คงขึ้นอยู่กับ “จำนวน” ผู้เข้าร่วมชุมนุม

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481018

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

29 ส.ค. 2564

อุ่นเครื่องเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” ตรวจแนวรบศึก ส.ก. สำรวจความพร้อม 4 พรรคใหญ่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะมีขึ้นปลายปีนี้ หรือกลางปีหน้า ยังไม่ชัดเจน แต่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่างน้อย 2 คน ที่ออกเดินหาเสียงล่วงหน้าไปแล้วคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา

ส่วนการเลือกตั้ง ส.ก.นั้น คนกรุงเทพฯไม่ได้สัมผัสกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนานถึง 11 ปี เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ออกเป็น 50 เขตเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกเขตเลือกตั้งละหนึ่งคน ก็สร้างความคึกคักขึ้นมาทันที

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย ลงช่วยเหลือชาวบ้าน

เนื่องจากช่วงโควิดระบาด บรรดาว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้งพรรคเก่าพรรคใหม่ ต่างเรียงหน้าเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างแข็งขัน ชาวบ้านเริ่มคุ้นหน้านักการเมืองท้องถิ่นบ้างแล้ว

การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ส.ค.2553 เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเว้นช่วงยาวมาจนถึงปีนี้

ผลการเลือกตั้ง ส.ก.50 เขต มีจำนวนทั้งสิ้น 61 คน แยกเป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 45 คน ,พรรคเพื่อไทย 15 คน และผู้สมัครอิสระ 1 คน

ปัจจุบัน อดีต ส.ก.หลายคน ได้เป็น ส.ส.กทม. อาทิเช่น กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา, กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, ศิริพงษ์ รัสมี และประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ

++

ฐานเปลี่ยนคนเปลี่ยน

++

เวลาผ่านไป 10 กว่าปี พฤติกรรมการเลือกตั้งของชาวกรุงเทพมหานคร ก็เปลี่ยนไปเยอะ หากย้อนไปดูคะแนน “ป๊อปปูล่าโหวต”

เมื่อการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562 ผลปรากฏว่า อันดับ 1 พรรคอนาคตใหม่ ได้ 804,272 คะแนน ,อันดับ 2 พรรคพลังประชารัฐ ได้ 791,893 คะแนน ,อันดับ 3พรรคเพื่อไทย ได้ 604,699 คะแนน และอันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 474,820 คะแนน

กรณีพรรคเพื่อไทยนั้น ส่งผู้สมัคร ส.ส.แค่ 22 เขต และเว้นให้พรรคไทยรักชาติ 8 เขต ส่วนพรรคอื่นส่งครบ 30 เขต

จากข้อมูลคะแนนข้างต้น พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ ส.ส.เขต แถมคะแนนบางส่วนยังไหลไปที่พรรคพลังประชารัฐ ส่วนคะแนนส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ก็ไปโผล่ที่พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล)

สำหรับว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้เปิดตัวมาแล้ว ต่างก็ประกาศว่าเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรค อย่างชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา

ส่วนพรรคการเมืองที่เตรียมส่งผู้สมัคร ส.ก. ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคก้าวไกล, พรรคไทยสร้างไทย, พรรคกล้า รวมถึงพรรคพลังประชารัฐ กลับยังไม่เปิดตัวว่าที่ผู้ว่าฯกทม.

ดูเหมือนแวดวงการเมืองก็ทราบกันดีว่า “ชัชชาติ” และ “จักรทิพย์” มีพรรคการเมืองไหนให้การสนับสนุนอยู่ลับๆ

++

วิกฤตคือโอกาส

++

การเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งใหม่นี้ กกต. กำหนดให้ ส.ก.ได้เขตละคน เท่ากับจำนวน ส.ก.ลดจาก 61 คน เหลือ 50 คนเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย มีความพร้อมเรื่องการวางตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 50 เขตไปแล้ว ร้อยละ 90 เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ และหลายคนย้ายมาจากพรรคก้าวไกล

อดีต ส.ก.พรรคเพื่อไทย ปี 2553 ส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคไทยสร้างไทย ยกเว้น ส.ก.บางคน ที่ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องการจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ก็เตรียมไว้แล้ว 90% เท่าที่ตรวจสอบตามเขตต่างๆ กว่าร้อยละ 70 ยังเป็นอดีต ส.ก.ปี 2553

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับ ส.ส.กทม. ได้เปิดตัว “กลุ่มเปลือกส้ม” จิตอาสาที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด ซึ่งพรรคก้าวไกลยังไม่เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็จัดทีมผู้สมัคร ส.ก.ของพรรคลงพื้นที่อย่างคึกคัก พร้อมทีมงานเปลือกส้ม

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เปิดตัวพรรคไทยสร้างไทย ด้วยจุดแข็งคือฐานเสียงในเมืองหลวง ฉะนั้น อดีต ส.ก.หลายคน จึงย้ายจากเพื่อไทยมาร่วมงานด้วย

พูดถึงประสบการณ์การต่อสู้ในสนามเมืองกรุง ก็มี “คุณหญิงสุดารัตน์” และพรรคประชาธิปัตย์ที่ขับเคี่ยวกันมา ตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม จนมาถึงพรรคเพื่อไทย

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ก็ลงพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมทีมงานผู้อาสาที่จะลงสมัคร ส.ก.ในหลายเขต ซึ่งพรรคกล้า ก็ตั้งเป้าชิงฐานเสียงในเมืองหลวง ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวว่า พรรคจะส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.เหมือนกัน

จับตาศึก ส.ก. คู่ขนานเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” พรรคไหนพร้อม

อดีต ส.ก.รุ่นใหญ่ ในนามไทยสร้างไทย แจกอาหารชาวลาดพร้าว

เลือกตั้ง ส.ก. และเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2564 หรือไม่ ยังไม่มีใครยืนยัน แต่พรรคต่างๆ ก็ลุยหาเสียงล่วงหน้ากันแล้ว

จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480998

จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

29 ส.ค. 2564

เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวสุดท้ายการเปิดโปงตีแผ่พฤติกรรมหัวหน้าโรงพักจึงบังเกิด จับตาคดี “ผู้กำกับโจ้” เงียบเมื่อไหร่ เมื่อนั้นปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโปลิศปากน้ำโพตามมาแน่นอน

-เหยี่ยวขาว เข้าเวรรายงานตัว บินโฉบนำเนื้อหาความเคลื่อนไหวประจำสัปดาห์ของยุทธจักรสีกากีมาให้ติดตามกันครับ เกือบตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เรื่องที่เป็นทอลก์ออฟเดอะทาวน์ ในวงการสีกากี รวมไปถึงสังคมไทย อีกทั้งยังถูกตีแผ่ไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นคดี “ผู้กำกับโจ้” พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ผู้เปิดด้านมืด ของวงการตำรวจไทย ถูกแฉจากคลิป ถุงคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดทรมานจนเสียชีวิต ในห้องทำงานของ ตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด (ชุด 05) สภ.เมืองนครสวรรค์ รู้จักกันดีในชื่อ “บ้านกาแฟ” แยกออกมาจากตัวโรงพักนครสวรรค์  

-พวกเราเคยแต่เห็นเหตุการณ์ทรมานผู้ต้องหากันแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้มีโอกาสเห็นเรื่องจริงผ่านคลิป ที่ถูกแพร่ไปทั่วโลกโซเชียล ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีจลาจลเกิดขึ้นปั่นป่วนทั่วเมืองหลายวันอย่างแน่นอน แม้ล่าสุดคืนวันพฤหัสที่ 26 ส.ค.64  “ผู้กำกับโจ้” จะยอมเข้ามอบตัวแบบง่ายดาย ตอนแรกให้การรับสารภาพขณะแถลงข่าวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบปราม ถนนพหลโยธิน ผ่านการโฟนอินต่อหน้า บิ๊กปั๊ด-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และกองทัพสื่อมวลชน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศที่รอรับชม “ผู้กำกับโจ้”  สภาพอิดโรยกล่าวตอนหนึ่งว่า “ผมยอมรับผิดคนเดียว แต่ขอให้การว่า ไม่ได้มีเจตนาฆ่าน้อง ผมมีเจตนาตั้งใจที่จะทำงานครับ ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ให้ลูกหลานติดยาเสพติดครับ พร้อมยืนยันไม่มีการเรียกรับเงินแต่อย่างใด”

จับตาคดี "ผู้กำกับโจ้" อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

-คล้อยหลังเพียงวันเดียว เมื่อถูกส่งตัวไปคุมขังที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ วันที่ 27 ส.ค. ก่อนจะถูกส่งต่อไปเข้าเรือนจำพิษณุโลก “ผู้กำกับโจ้” ก็ได้พลิกลิ้นปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา กลายเป็นหนังคนละม้วนกับตอนที่แถลงข่าว ขณะนี้คดีถูกโอนมาให้กองบังคับการตำรวจกองปราบปราม เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทำท่าจะกลายเป็น ซีรีย์เรื่องยาว ที่ผู้คนทั้งไทยและต่างประเทศคงถ่างตารอกันอย่างใกล้ชิดว่า บทสรุปตอนจบจะลงเอยอย่างไร ?  เหยี่ยวขาว มองว่าถ้าเปรียบคดีนี้เป็นบทภาพยนตร์ก็คงจะต้องเป็นแนวสืบสวนอาชญากรรม ที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนครบทุกรส มีทั้งฉากโหด ตื่นเต้น โรแมนติก การสืบสวน และชั้นเชิงการใช้กฎหมายต่อสู้คดี ฯลฯ

จับตาคดี "ผู้กำกับโจ้" อาฟเตอร์ช็อก ปฏิบัติการเอาคืน ล้างบางโรงพักปากน้ำโพ

-ต้องยอมรับว่า “คดีผู้กำกับโจ้”  แตกแขนงไปหลากหลายมิติ แค่ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยนลงเหว นายตำรวจหนุ่มครบเครื่อง ทั้งหล่อรวยจนได้ฉายา “โจ้ เฟอร์รารี่” จาก ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เปลี่ยนเป็น ผู้ต้องหา ชีวิตยังถูกนำมาตีแผ่ทุกแง่มุม จนสะท้อนไปถึง ระบบตำรวจ นายตำรวจหนุ่ม อายุ 39 ปี (นรต.รุ่น57) รับราชการมา 17 ปี  ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ร่ำรวย บ้านใหญ่ระดับคฤหาสน์หรู เนื้อที่ 5 ไร่ มีรถหรูซุบเปอร์คาร์ เกือบ 30 คัน ช่วงปี 2554-60 มีผลงานในฐานะเจ้าของสำนวนคดีรถหรู สามารถจับกุมและนำรถหรูส่งให้กับกรมศุลกากรขายทอดตลาด รวมทั้งสิ้น 368 คัน  อีกทั้งยังเคยเขียนไลน์บอกดาราสาวมีเงินสดกว่า 230 ล้านบาทให้นอมินีถือเก็บไว้ ฯลฯ งานนี้เลยต้องเจอไล่บี้ตรวจสอบทรัพย์สินกันไปด้วย

-“เหยี่ยวขาว”กระซิบบอก ให้เฝ้าจับตาดู ระวังจะเกิดเหตุการณ์ “อาฟเตอร์ช็อก” ที่โรงพักนครสวรรค์ หลังจากเกิดคดี ผู้กำกับโจ้ ที่เขย่ายุทธจักรสีกากีและกระบวนการยุติธรรมแล้ว น่าจะมี “ล้างบางใหญ่” ทั้งโรงพักนครสวรรค์ ในเมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวสุดท้ายมากลายเป็น การเปิดโปงตีแผ่พฤติกรรมของ หัวหน้าโรงพัก ที่เพิ่งจะย้ายมานั่งเก้าอี้ ผู้กำกับฯ ได้ไม่ถึงปี มือดีที่ใจกล้าส่งคลิปไปให้ทนายดังนำไปเปิดเผย ก็ระบุชัดว่า ที่มาของคลิปมาจาก ตำรวจชั้นผู้น้อย ที่สิ้นหวังอยากได้ความเป็นธรรม ทนเห็นเหตุการณ์นี้ไม่ได้

-ดังนั้นต้องให้ความสำคัญพร้อมคุ้มครองตำรวจผู้ที่กล้าตีแผ่ความจริงครั้งนี้ด้วย อย่ามองข้ามว่าการที่ “ตำรวจเปิดโปงตำรวจ” ด้วยกันเองนั้น เป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันทั้งโรงพัก เชื่อว่ายังมี กลุ่มตำรวจนอกรีต ที่เคียดแค้นอาจจะตามเล่นงานเช็กบิลเมื่อเรื่องเงียบหาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น? อย่าลืมคดีนี้นอกจาก “ผู้กำกับโจ้” และลูกน้องอีก 6 คนจะตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังถูกสังคมตั้งคำถามดัง ๆ ตั้งแต่รัฐประหารมาจะครบ 8 ปีแล้ว ปฏิรูปกันไปถึงไหน?.

เรื่อง :   “เหยี่ยวขาว”

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480918

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

28 ส.ค. 2564

มหากาพย์คดีน้องชมพู่ “ลุงพล” ติดบ่วงคดี อาศัย 50 ช่องยูทูบ ตรึงฐานเอฟซี สร้างรายได้ สวนกระแสขาลง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ระหว่างที่คนไทยกำลังติดตามข่าว “ผู้กำกับโจ้” อย่างใจจดจ่อ ก็มีข่าว “ลุงพล” แทรกเข้ามาเมื่อตำรวจมุกดาหาร แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา”

จากกรณีศาลอนุมัติหมายจับไชย์พล วิภา หรือ “ลุงพล” อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา วัย 3 ขวบ ซึ่งหายตัวไปจากบ้านพักในหมู่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 ก่อนถูกพบเสียชีวิตอยู่บริเวณเขาภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก

วันที่ 26 ส.ค.2564 “ลุงพล” พร้อมภรรยา “ป้าแต๋น” สมพร หลาบโพธิ์ และษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีน้องชมพู่ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี

ปัจจุบัน คดีน้องชมพู่ พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบยังมีคำสั่งทางคดีไม่ได้ เพราะต้องรอผลการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนในข้อหาล่าสุดที่ผู้ต้องหาเพิ่งเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม

วันที่ 27 ส.ค.2564 “ลุงพล” ได้เรียกยูทูบเบอร์ประมาณ 30 ช่อง มารวมตัวที่หน้าบ้านพัก เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการทำ “คอนเทนท์” เกาะติดชีวิตเขาและครอบครัว เนื่องจากมีกรณียูทูบเบอร์บางช่อง ได้ละเมิดกติกาเข้าไปถ่ายทำภายในรั้วบ้านโดยพละการ

วันนั้น ลุงพลได้เรียกชื่อยูทูบเบอร์แต่ละช่อง โดยถามว่า “มาบ้านกกกอก ทำไม” ซึ่งแต่ละคนก็ตอบว่า มาติดตามชีวิตลุงพล ดังนั้น ลุงพลบอกว่า “ถ้าวันไหน ไม่ให้ถ่ายทำชีวิตผม ช่องพวกคุณจะมีคนดูมั้ย จึงอยากให้พวกเรา เคารพความเป็นส่วนตัวผมบ้าง”

อย่างไรก็ตาม ลุงพลได้ดูแลยูทูบเบอร์ที่ใกล้ชิดส่วนหนึ่ง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว บางรายเจอคดีความ ลุงพลก็ช่วยเงินประกันตัว

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

บ้านลุงพล มีรั้วรอบขอบชิด เอฟซีสร้างให้

นับแต่เกิดเหตุตำรวจฟ้องลุงพลในข้อหาฆ่าน้องชมพู่ เอฟซีลุงพลในต่างประเทศ ได้ส่งเงินก้อนใหญ่มาให้ทำรั้วบ้านโดยรอบ ติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม เพื่อป้องกันความปลอดภัย

เมื่อทำประตูรั้วใหม่ ลุงพลได้เปลี่ยนรถยนต์ส่วนตัว จากรถกระบะเป็นรถตู้โตโยต้า คอมมิวเตอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง 0882 สกลนคร

ส่องกกกอก ‘ลุงพล’ พึ่ง 50 ช่องยูทูบ สวนกระแสขาลง

รถตู้คันใหม่ ลุงพล

++

กกกอกเปลี่ยนไป

++

นับแต่น้องชมพู่ เสียชีวิตบนเขาภูเหล็กไฟ ลุงพลก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าว จากคนธรรมดาๆ ลุงพลกลายเป็น “เซเลบ” ชั่วข้ามคืน เมื่อทีวีดิจิตอลอย่างน้อย 2 ช่อง แข่งกันรายการข่าวคดีน้องชมพู่

สื่อทีวีสร้าง “ลุงพล-ป้าแต๋น” กลายเป็นคนดังระดับประเทศ มีเอฟซีมากมายทั้งในและนอกประเทศ บรรดา “ยูทูบเบอร์” ก็เข้ามาที่บ้านกกกอก เพื่อเกาะติดชีวิตลุงพล สร้างยอดวิว สร้างรายได้จากยูทูบ ตามมาด้วยการขายสินค้าเป็นรายได้เสริม

ชาวบ้านกกกอกเห็นคนนอกพื้นที่ มีรายได้จาก “คอนเทนท์” ชีวิตลุงพล-ป้าแต๋นขาย พวกเขาได้เรียนรู้การทำช่องยูทูบ และผันตัวเองมาเป็นยูทูบเบอร์ มีรายได้ดีกว่าการเลี้ยงหนูนาขายเสียอีก

สำหรับส่วนตัว “ลุงพล-ป้าแต๋น” ก็ทำช่องยูทูบ และต่อยอดทำธุรกิจ มีทั้งรับจ้างเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า และขายของออนไลน์ผ่านแฟนเพจส่วนตัว

แม้สื่อทีวี 2-3 ช่อง จะไม่สนใจมาเกาะติดลุงพลเหมือนที่ผ่านมา แต่การเติบโตของ “ช่องยูทูบภูธร” กลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงกระแสแฟนคลับลุงพลมาจนถึงวันนี้ รวมถึงฐานคนดูช่องประเภทนี้ไม่ได้ยึดโยงกับกระแสในทวิตเตอร์ พวกเขาจึงปักหลัก “ภักดีลุงพล” ไปเรื่อยๆ

++

กองทัพยูทูบเบอร์

++

ปีที่แล้ว บ้านกกกอก ได้ชื่อว่าเป็น “หมู่บ้านยูทูบเบอร์” เพราะมียูทูบเบอร์มาปักหลักปลูกกระท่อมอยู่ในสวนยางพารา ข้างบ้านลุงพล แต่หลังเกิดกระแสต้านยูทูบเบอร์ของชาวบ้านกกกอก จึงมีการจัดระเบียบใหม่ ทำให้ยูทูบเบอร์บางส่วนไปเช่าบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง

ยูทูบเบอร์บ้านกกกอก แยกเป็น 3 กลุ่มคือ

1.กลุ่มเครือญาติลุงพล-ป้าแต๋น ได้แก่ช่องลุงพลป้าแต๋น แฟมิลี่, ช่องตาชาน บ้านกกกอก(พ่อป้าแต๋น), ช่องน้าแตบ้านกกกอก (น้องชายป้าแต๋น) และช่องน้าต่าย กกกอก(น้องสาวป้าแต๋น)

2.กลุ่มชาวบ้านกกกอก สายลุงพล ที่ได้รับอิทธิพลจากคนนอกที่เข้าทำคอนเทนท์ในหมู่บ้านแล้วมีรายได้ดี จึงแห่ทำช่องยูทูบ อาทิช่องเเม่อ๊อฟ กกกอก(เมียผู้ใหญ่บ้าน),ช่องพอลลี่(เจ้าของสวนยาง) และช่องป้าจํารอง สหายลุงพล

3.กลุ่มคนนอก ได้แก่ช่องพี่นัท, ช่องจิมมี่เรื่องจริง, ช่องเมเดย์ สตอรี่, ช่องนัยโพธิ,ช่องพี่อ๋อ DIY,ช่องรัชนี งานผ้า,ช่องบ่าวหอมสุริยันต์ ,ช่องกัปตัน ดั้มซิ่ง,ช่อง Salina หนูนา, ช่องมานาสตอรี่ ฯลฯ

ประมวลช่องยูทูบ สายลุงพล ทั้ง 3 กลุ่ม น่าจะมีประมาณ 50 ช่อง และมีคนติดตามช่องเหล่านี้ ระหว่าง 2 หมื่นถึง 1 แสนคน เฉพาะช่องลุงพล ป้าแต๋น มีคนติดตาม 4 แสนคน

ปีแรกที่มีข่าวน้องชมพู่ และลุงพลกลายเป็น “เซเลบ” มียูทูบเบอร์มากถึง 80 ช่องที่บุกเข้ามาเกาะติดชีวิตลุงพลในหมู่บ้านกกกอก แต่ระยะหลัง เหลือยูทูบเบอร์คนนอก ที่ปักหลักอยู่บ้านกกกอก ประมาณ 20 ช่อง

ตราบใดที่ยอดผู้ชมช่องยูทูบสายลุงพลยังคงที่ ย่อมหมายถึงเอฟซีลุงพลยังคงอยู่ และนั่นคือที่มาของรายได้ของครอบครัวลุงพล และยูทูบเบอร์

“พรรคร่วม” ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480878

“พรรคร่วม”ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

28 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/H5p9IXiuIRM

“อภิปรายไม่ไว้วางใจ” รัฐบาล ต่อให้”ฝ่ายค้าน” ทำการบ้านดีอย่างไร เงื่อนไขก็อยู่ที่การลงมติของ “พรรคร่วม” ขนาดเล็ก

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

29 สิงหาคมนี้ ขบวนคาร์ม็อบ นัดชุมชุมนุมครั้งที่5 กำหนดเส้นทางที่ระบุว่าต้องการหลีกเลี่ยงพื้นที่ เปราะบางแต่ก็มีระยะทางที่ยาวกว่าทุกความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ครั้งนี้ครอบคลุมสามจังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี  และขยับตัวคราวนี้ชัดเจนว่ามีการเชื่อมต่อกับการเมืองในสภาอย่างปฏิเสธไม่ได้ เมื่อพรรคเพื่อไทยเชิญชวนมวลชนร่วมเคลื่อนไหวทั้งส่งข้อมูลให้ และร่วมลงมติไม่ไว้วางใจในศึกอภิปรายซึ่งที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย มีมติกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-วันที่ 3 กันยายน และลงมติในวันที่ 4 กันยายน

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

หากย้อนกลับไปดูการชุมนุมคาร์ม็อบตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นมา จะปรากกฏว่ามีความรุนแรงมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ โดยมีสามเหลี่ยมดินแดงเป็นหมุดหมาย แทบทุกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าต้องการอะไร ผู้ร่วมสร้างความวุ่นวายซึ่งเป็นเยาวชน ส่วนหนึ่งไม่มีสาเหตุในการออกมาร่วมเคลื่อนไหว แต่ออกมาตามหมุดหมายที่ปักไว้ในติ๊กต่อก ขณะที่บางรายไม่พอใจ  อยากได้ชีวิตวัยรุ่น ดื่มน้ำกระท่อมคุยกันได้ทั้งวันคืนมา และยังปรากฏเยาวชนอายุ 15 ถูกกระสุนเจาะเข้าต้นคอ อาการสาหัส 

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

สมบัติ บุญงามอนงค์ เจ้าของไอเดียคาร์ม็อบ ระบุในการแถลงข่าวล่าสุดว่า ความเคลื่อนไหวขับไล่ พลเอกประยุทธ์ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงไม่ต้องการปะทะแต่หากเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่อันนี้ก็สุดวิสัย คราวนี้แม้จะยังไม่ชนะแต่จะสะสมพลัง ดั่งละอองไอน้ำก่อนก่อตัวเป็นพายุใหญ่
 

รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ กำลังเผชิญสถานการณ์ ในสภาก็ถูกซักฟอก คนข้างนอกก็รวมตัวขับไล่ โควิดก็แก้ปัญหาไม่ได้ พยากรณ์ว่าอาจจะผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแบบทุลักทุเล  การปรับกลยุทธ์ของฝ่ายค้านที่ผ่านการอภิปรายมาสองครั้ง ย่อมต้องคาดหวังให้เกิดแรงกดดัน แม้มือในสภาจะสู้ไม่ได้ ก็จะลากใส้มาแผ่ประจาน ถึงขนาดชักชวนให้ผู้คน ออกมาร่วมกันลงมติไม่ไว้วางใจ ขณะที่ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาลประสานแรมโบ้ เสกสกล อัตถาวงศ์ ฟอร์มทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลนอกสภาเช่นกัน  

"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

ทันทีที่ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้รับการบรรจุอยู่ในวาระ นายกฯไม่มีอำนาจยุบสภา เว้นแต่ลงมติแล้วได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก
"พรรคร่วม"ขนาดเล็ก ตัวแปรศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านเตรียมข้อมูล รัฐบาลเตรียมคำตอบ สู้รบกันด้วยข้อมูลในสภา แต่พอถึงเวลายกมือบรรดาพรรคร่วมขนาดเล็กและเด็กฝากเลี้ยง จะเนื้อหอม ถูกรุมตอมจากทั้งสองฝ่าย สามสิบเสียงกลายเป็นปัจจัย อยู่หรือไป ของรัฐบาลนี้

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480812

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

27 ส.ค. 2564

จับตาย้ายทหาร 64 “พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี” ทายาท พล.อ.อิสระพงศ์ จะขยับขึ้นแม่ทัพภาค 1 ได้ไปต่อหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฤดูกาลโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ได้นัดประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ในวันที่ 30 ส.ค.2564 ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ตามธรรมเนียม นักข่าวสายทหารก็จะปล่อย “โผโยกย้ายนายทหาร” ออกมาเป็นสีสัน โดยเฉพาะในส่วนกองทัพบก จะเป็นที่สนใจของผู้คนมากกว่าเหล่าทัพอื่น

ที่น่าสนใจ โผทหารในปีนี้มีอยู่ 2-3 ตำแหน่งคือ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รอง เสธ.ทบ. (ตท.22) เป็นเสนาธิการทหารบก, พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ (ตท.23) แม่ทัพภาคที่ 1 จะขยับเป็น ผช.ผบ.ทบ. และ พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี (ตท.24) รอง เสธ.ทบ. อาจจะเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

กรณี “บิ๊กอ๊อบ” พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ที่มีกองเชียร์เยอะ อาจไม่สมหวัง เพราะมีคู่แข่งชื่อ “บิ๊กโต” พล.ท.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพน้อยที่ 1 (ตท.23) สายบูรพาพยัคฆ์

++

ทายาท ‘บิ๊กตุ๋ย’

++

สปอตไลท์สื่อสายทหาร สาดจับไปที่ “บิ๊กอ๊อบ” พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ตั้งแต่เป็นนายทหารระดับ “ผบ.พัน” ที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.11 ทม.รอ.) สมัยที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ร.11 ทม.รอ.

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี

ด้านหนึ่ง “บิ๊กอ๊อบ” เป็นทายาทของ “บิ๊กตุ๋ย” พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และเป็นหนึ่งในคณะรัฐประหาร 2534 ซึ่งเวลานั้น “บิ๊กตุ๋ย” เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และเป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน รสช.

ย้ายทหาร 64 ‘พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี’ จะไปต่อหรือติดม่านประเพณี

พล.อ.อิสระพงศ์  หนุนภักดี อดีต ผบ.ทบ.

พล.อ.อิสระพงศ์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาล ที่มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น “บิ๊กตุ๋ย” เป็นผู้บัญชาการทหารบก ต่อจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง มี.ค.2535

หลังพฤษภาทมิฬ พล.อ.อิสระพงศ์ ถูกย้ายจากผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กตุ๋ย” ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคประจำตัว เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 ขณะมีอายุได้ 83 ปี

++

ไม่ได้จบ จปร.

++

พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี มีบิดา “พล.อ.อิสระพงศ์” เป็นไอดอล จึงเข้าเรียนโรงเตรียมทหาร แต่ยังมีปัญหาการปรับตัว บิดาได้แนะนำให้ไปเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวอร์จิเนียร์ Virginia Military Institute (VMI)

เมื่อ “บิ๊กอ๊อบ” จบจาก ร.ร.นายร้อย VMI สหรัฐฯ ได้เข้ารับราชการที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.11 ทม.รอ.) จนกระทั่ง ได้เป็น ผบ.ร.11 รอ. ก่อนจะขยับไปดำรงตำแหน่งกองพลทหารราบที่ 11 (ร.11)

ปี 2561 พล.ท.ทรงวิทย์ ออกจากกองพลทหารราบที่ 11 ไปเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.)

ปี 2562 สมัย พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขยับ “บิ๊กอ๊อบ” ผบ.พล.1รอ. และ รอง ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อเตรียมเข้าไลน์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1

ปี 2563 กลายเป็นเรื่องที่ฮือฮา เมื่อมีการโยก พล.ท.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รองแม่ทัพภาคที่ 1เป็น รอง เสธ.ทบ. จึงมีเสียงวิจารณ์กันว่า “บิ๊กอ๊อบ” ดูจะห่างไกลเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบ.ทบ. แม้ว่า จะเป็นรอง เสธ.ทบ.ที่ดูแลงานสายยุทธการ ทั้งของ ทบ. และ ฉก.ทม.รอ.904

ประเด็นที่ “บิ๊กอ๊อบ” วืดจากตำแหน่งแม่ทัพภาค 1 เพราะไม่ได้จบ จปร. ที่เคยเป็นม่านประเพณีกางกั้น ไม่ให้นายทหารที่จบนายร้อยต่างประเทศ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

ดังนั้น ฤดูกาลย้ายนายทหารปีนี้ หาก พล.ท.ทรงวิทย์ กลับมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็มีโอกาสเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. และอาจเป็น ผบ.ทบ.ในอนาคต แต่หากผิดหวังอีกครั้ง ก็ต้องเดินไปตามวิถีนายร้อยต่างประเทศ ที่ไม่มีโอกาสเป็น ผบ.ทบ.เลยสักคน

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480779

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย

27 ส.ค. 2564

แก้รัฐธรรมนูญ “ธรรมนัส” บัตร 2 ใบ ไม่หวั่นแลนด์สไลด์ มั่นใจ ส.ส.บ้านใหญ่ แชร์ที่นั่งเพื่อไทย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

“มั่นใจเบอร์ไหน” วลีคำถามแบบวัยรุ่น คอการเมืองหลายคนคงอยากรู้ว่า พรรคพลังประชารัฐ เอาความมั่นใจอะไร ถึงตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องระบบเลือกตั้ง

ชั่วโมงนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “แก้ไขระบบเลือกตั้ง” วาระสอง ผ่านฉลุย โดยที่ประชุมรัฐสภา มีมติในการแก้ไขระบบเลือกตั้ง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ไขสัดส่วนของ ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน ที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบเดียวกับระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ส.ส.เขต” ที่หายไป 50 คน ก็จะกลับมาเหมือนเดิม ฉะนั้น พรรคการเมืองที่มีความชำนาญสมรภูมิ “เขตเดียว เบอร์เดียว” จะได้เปรียบ

พรรคก้าวไกล เห็นด้วยกับบัตร 2 ใบ แต่ต่อรองขอให้คงสัดส่วนของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 คือ แบ่งเขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน แต่ไม่เป็นผล เสียงส่วนใหญ่เอาตามพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขระบบเลือกตั้ง แต่ก็เลือก “งดออกเสียง” แทนโหวตไม่เห็นด้วย

จริงๆแล้ว พรรคที่ชำนาญการในระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือพรรคไทยรักไทย ซึ่งในวันนี้ก็คือ พรรคเพื่อไทย แต่พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้รับอานิสงส์จากระบบเลือกตั้งสูตรมีชัย ฤชุพันธ์ ทำไมปฏิเสธระบบนี้

คำตอบคือ พรรคพลังประชารัฐ ต้องสกัดพรรคก้าวไกล ไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้ ส่วนพรรคเพื่อไทย เป็นคู่แข่งในวิถีเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ศัตรูเชิงอุดมการณ์

++

ระบบบ้านใหญ่

++

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 97 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 18 ที่นั่ง รวม 115 ที่นั่ง (ข้อมูลเดือน มี.ค.2562) หากคิดเฉพาะ ส.ส.เขต พรรคพลังประชารัฐ เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 136 ที่นั่ง (ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ)

เจาะลึกลงไปใน ส.ส.เขต ของพลังประชารัฐ ปรากฏว่า เป็นอดีต ส.ส. 37 คน ที่เคยสังกัดพรรคเพื่อไทย(พรรคของทักษิณ) 22 คน

พลังประชารัฐ จึงอุดมไปด้วยนักเลือกตั้งมากประสบการณ์ เคยสังกัดพรรคไทยรักไทยมาก่อน ย่อมรู้ดีว่า กติกาแบบนี้ ใครได้เปรียบ เสียเปรียบ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไปหรือไม่? จึงแตะมือพรรคเพื่อไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งที่พรรคของตัวเองเสียเปรียบ

หากอ่านใจ แกนนำพลังประชารัฐ คงคิดว่าสูตรเลือกตั้งแบบ “เลือกคนที่รัก และเลือกพรรคที่ใช่” นั้น เหมาะกับ “ส.ส.บ้านใหญ่” ในพรรคพลังประชารัฐ และเป็นทางออกกรณี “ผู้นำพรรค” ขายไม่ได้ ถ้าเป็น “บัตรใบเดียว” ทำให้ประชาชนตัดสินใจยาก แต่พอ “บัตร 2 ใบ” ชาวบ้านตัดสินใจง่าย เลือกคนที่รัก และเลือกพรรคที่ชอบอีกใบหนึ่ง

“เลือกคนที่รัก” อาจเป็นทางออกให้พลังประชารัฐ ในสถานการณ์รัฐบาลประยุทธ์เรตติ้งร่วงเพราะมหาวิกฤติโควิด

++

มั่นใจภาคเหนือ

++

สูตรสำเร็จจากชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม อาจเป็นโมเดลหนึ่งที่ทำให้ “ธรรมนัส” มีความมั่นใจ ในการเจาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลางของพรรคเพื่อไทย

บวกกับพันธมิตรการเมืองท้องถิ่น ที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งนายก อบจ.มากกว่า 20 สนามใน ภาคเหนือและภาคกลาง คงสร้างความมั่นใจให้กับ “ผู้กองคนดัง”

เกมวัดใจ ‘ธรรมนัส’ ทั้งแข่งทั้งร่วมเพื่อไทย

วันที่ ‘ธรรมนัส’ เยี่ยม พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ 

เฉพาะสมรภูมิภาคเหนือ พลังประชารัฐ มี ส.ส. 24 คน แยกเป็นพะเยา 2 คน ,ตาก 2 คน, กำแพงเพชร 3 คน, สุโขทัย 2 คน,พิจิตร 3 คน,พิษณุโลก 2 คน,นครสวรรค์ 4 คน,ลำปาง 1 คน และเพชรบูรณ์ 5 คน

พรรคพลังประชารัฐ สามารถยึดครองภาคเหนือตอนล่างได้ทุกจังหวัด และการขยายจำนวน ส.ส.ในภาคเหนือตอนบน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่? “ผู้กำกับโจ้” พลิกเกมสู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480775

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? “ผู้กำกับโจ้” พลิกเกมสู้

27 ส.ค. 2564https://www.youtube.com/embed/TFyZqidQQ6k

การแถลงข่าวรับมอบตัว “ผู้กำกับโจ้” ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการจัดฉากหรือไม่ ทำไมมีอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงข้อกล่าวหา

หลังปล่อยให้สื่อซักไซ้ผู้ต้องหาหลายนาที พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ก็ตัดบท งดคำถาม เพราะเกรงจะกระทบรูปคดี การปล่อยผู้กำกับโจ้ แจงรายละเอียดของการก่อคดี นอกจากจะถูกตั้งคำถามในโลกออนไลน์ ยังถูกตั้งคำถามจาก ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายบริหาร สถาบันรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำไมผู้ต้องหารายนี้จึงมีอภิสิทธิ์ชี้แจงความิดที่ตัวเองก่อ

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? "ผู้กำกับโจ้" พลิกเกมสู้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ผู้กำกับโจ้” เครียดเกือบคิดสั้นดิ่งตึกจบชีวิต ก่อนตัดสินใจมอบตัว
เปิดเส้นทางหลบหนี “ผู้กำกับโจ้” สุดระทึกทีมจับ ไล่ล่ากระชั้นชิด
 

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความมองว่า การชี้แจงของผู้ต้องหา ไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีเป็นเพียงความพยายามชี้ให้เห็นแนวทางการต่อสู้คดี ว่าเป็นความพยายามทำตามหน้าที่  ไม่ได้มีเจตนาทำให้ผู้เสียหายเสียชีวิต ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา  เพราะหากศาลเห็นว่าเป็นเรื่องของความประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อัตราโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาโทษเท่าไร  นอกจากนี้ยังสามารถรอลงอาญาได้ รอการลงโทษได้ และอาจไม่ต้องออกจากราชการ แต่หากเป็นทนายฝ่ายผู้เสียหาย ก็ต้องพยายามหาหลักฐานชี้ใหเห็นว่ามีเจตนาฆ่า หรือมีเจตนาเล็งเห็นผล เพราะเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ย่อมรู้ผลจากการกระทำของตนเอง และแนวทางนี้ น่าจะเป็นแนวทางของพนักงานสอบสวนด้วยเช่นเดียวกันแต่ก็มีคำเตือนจากนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายเตือนตำรวจว่าอย่าทำงานตามกระแส แต่ต้องสอบสวนให้สิ้นข้อสงสัย เพราะคดีอาจพลิกได้ คดีผู้กำกับโจ้ ยังมีคำถามถึงกระบวนชันสูตร ของแพทย์นิติเวช เรื่องการออกใบรับรองการตายว่ามีขบวนการขั้นตอนอย่างไร ส่งผลต่อรูปคดีหรือไม่ เรื่องนี้ได้รับคำอธิบายในเบื้องต้นว่า เมื่อศาลพิจารณา ศาลจะฟังจากปากคำแพทย์ผู้ดำเนินการ มากกว่าหนังสือรับรองการตาย ที่ออกให้ตามความจำเป็นของงานทะเบียนราษฎร์ และสถิติ
 

จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? "ผู้กำกับโจ้" พลิกเกมสู้

คดีอุฉกรรจ์ครั้งนี้ ยังมีผลทำให้ กฏหมายปฏิรูปตำรวจ ที่เงื้อค้างง้างคามานานได้รับการผลักดันและถูกจับตาเป็นพิเศษว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ผ่านกฤษฎีกามาแล้ว กรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา ก็พิจารณามากว่าสิบครั้งหลังเสนอเข้ามาตั้งแต่วันที่24 กุมภาพันธ์ ถ้ายังผลักดันไม่ได้ สุดท้ายก็คงจะเงียบหายไป พร้อมๆกับการคลี่คลายคดี  

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกา บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480721

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกา บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ

27 ส.ค. 2564

“เปิดคำพิพากษา” ฎีกาที่ 5332/2560บรรทัดฐานเอาถุงพลาสติกครอบศีรษะ ศาลมองประเด็นแห่งคดีว่าการกระทำนั้นมีเจตนาหรือไม่ ศาลจะดูจากการกระทำนั้นว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลนั้น

วันที่ 27 สิงหาคม 2564  นายคมเทพ  ประภายนต์  ทนายความชื่อดัง เปิดคำพิพากษาฏีกาบรรทัดฐาน กับ “คมชัดลึกออนไลน์”ว่า  คำพิพากษาบรรทัดฐานมองที่ “เจตนา” ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 58  มาตรา 59 ว่าด้วยเจตนาซึ่งมีองค์ประกอบทั้งภายนอกภายในและ “เจตนาพิเศษ”

หากเป็นการการกระทำที่ประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลนั้นได้ จะเห็นได้จากคำพิพากษาบรรทัดฐาน ที่ศาลวินิจฉัยว่านี่คือ “เจตนา” ดังรายละเอียดคำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560 ต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560

จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตายแล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะถ้าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายจริงจำเลยก็คงเอามีดแทงหรือบีบคอผู้ตายให้ถึงแก่ความตายไปแล้ว คงไม่ต้องลำบากหาถุงพลาสติกมาครอบศีรษะจำเลยนั้น

เห็นได้ว่าแม้จำเลยจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงเพียงแต่จะทรมานผู้ตายเท่านั้น

แต่จำเลยย่อมเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

“ทำไมศาลมองเป็นเจตนา เพราะคนกระทำย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้ที่ถูกกระทำนั้นอาจสูญเสียชีวิตได้  นี่คือหลักของเจตนาง่ายๆ เพราะใครก็ตามที่ถูกถุงพลาสติกคลุมศรีษะ คนที่กระทำย่อมเล็งเห็นผลได้ ว่าผู้ถูกกระทำอาจเสียชีวิต  แต่ในหลักวิธีปฏิบัติของเจ้าพนักงานของรัฐการสืบสวนสอบสวนไม่มีวิธีการแบบนี้”ทนายคมเทพ ระบุ

ทนายคมเทพ  กล่าวย้ำอีกว่า ความจริงการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มีหน้าที่ในการซักถามผู้ต้องหาเท่านั้น  อย่าลืมว่าผู้ต้องหาคือผู้บริสุทธฺ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา เขาคือผู้บริสุทธิ์ ต้องเคารพในความเป็นมนุษย์

….กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน…..