ลางสังหรณ์ “ธรรมนัส” วืด คำสั่งตรงเช็กบิลหลัง “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481599

ลางสังหรณ์ “ธรรมนัส”วืด คำสั่งตรงเช็กบิลหลัง”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

02 ก.ย. 2564

หึ่งพรรคพลังประชารัฐ ภายหลัง“ธรรมนัส ”ปีนเกลียวเก้าอี้นายกฯ ส่อแววแป๊ก หลังมีคำสั่งตรงเช็กบิลริบทุกเก้าอี้หลัง”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

“ยืนยันว่ายังไม่มีความคิดตรงนี้ โดย 2 เรื่องที่ขอยืนยันตรงนี้ ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตอนนี้ และจะไม่มีการยุบสภาตอนนี้ ไม่มีในสมองเลย เพราะฉะนั้น ใครที่พูดในลักษณะนี้ระวังตัวไว้ด้วยแล้วกัน เพื่อสร้างความตื่นตระหนกอะไรก็แล้วแต่ ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีหลายข่าวที่ติดตามอยู่ตลอด ถ้ามีใครทำเช่นนั้นจริง คิดว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้”   

นี่เป็นการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม   เมื่อวันที่ 1 ก.ย.64  ก่อนเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 

เป็นการตอบคำถามสื่อที่ว่า”ผ่านไปแล้ว 1 วันคิดว่าจะเป็นตัวแปรต่อการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่”  

รายละเอียดระหว่างบรรทัดที่ถูกถ่ายทอดออกมา บ่งบอกนัยยะทางการเมืองหลายประการ

ไม่บ่อยนักที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาให้ความเห็น ทำนองรับรู้ความเคลื่อนไหวภายในพรรคร่วมรัฐบาลกำลังสร้างแรงกดดันไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงต้องออกมาพูดผ่านสาธารณชนได้ชัดเจนถึงขนาดนี้  

ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวเป็นระยะๆ พร้อมรอจังหวะประเหมาะถาโถมเป็นสึนามิซัดเก้าอี้นายกฯรัฐมนตรีให้กระเด็นออกจากทำเนียบรัฐบาล 

ในจังหวะที่สารพันปัญหาทั้งจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  การเคลื่อนไหวจากมวลชนนอกสภาจะมาด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือมาด้วยการจัดตั้งจากฝ่ายการเมืองตรงกันข้าม ก่อตัวทำลายความนิยมศรัทธาผู้นำ กอปรกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรมต.ที่กำลังเกิดขึ้น มันจึงเป็นจังหวะประเหมาะของนักเลือกตั้งทั้งหลายที่ต้องใช้โอกาสแบบนี้เดินเกมแซะเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างประโยชน์ต่อตนเองให้มากที่สุด  

กระดานการเมืองจึงเปิดหน้าตัวละครสำคัญออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าใครกำลังคิดอะไร จะทำอะไร แสดงกำลัง   ผ่านกลุ่มก๊วนต่างๆภายในพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึงกลุ่ม 3 ป. ที่ยังกุมอำนาจบริหารในกระทรวงเบอร์หนึ่ง 

ลางสังหรณ์ "ธรรมนัส"วืด คำสั่งตรงเช็กบิลหลัง"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

ช่างภาพสื่อมวลชนบันทึกภาพขณะร.อ.ธรรมนัสหารือกับแกนนำพรรคเล็กในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรมต.ที่ผ่านมา

กระแสข่าวที่พาดพิงชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวจักรสำคัญในการรวบรวมไพร่พล  สร้างการต่อรองจึงไม่น่าเกินความหมายของบรรดาผู้คว่ำหวอดอยู่ในสนามการเมือง 

ทว่าสถานการณ์การเคลื่อนไหวต่อรองก่อนถึงวันลงมติไม่ไว้วางใจ (4 ก.ย. ) มีการพลิกไปพลิกมาได้ตลอดเวลา 

ล่าสุด แกนนำพรรคพลังประชารัฐ เช็คข่าวอย่างละอิดยิบ กรณีที่กลุ่ม 4ช. คือ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ  นฤมล ภิญโญศีลวัฒน์ รมช.แรงงาน  อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ไปต่อรองกับพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเพื่อให้ปรับครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยอ้างว่าต้องคุมกระทรวงหลักเพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้มีผลงาน ผลักดันให้เปลี่ยนตัวนายกฯโดยเสนอให้พล.อ. ประวิตรรับหน้าที่แทนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  และเสนอให้เปลี่ยนรมว.มหาดไทย ซึ่งพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่  จนทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ไม่พอใจอย่างยิ่งและออกมาตำหนิการเคลื่อนไหวนี้อย่างรุนแรง แม้รอ.ธรรมนัสจะปฏิเสธในเรื่องนี้นั้น เเละอ้างว่าจะจัดการรมช.คนหนึ่งที่ปล่อยข่าวนี้

มีการวิเคราะห์ภายใน รมช.ดังกล่าว น่าจะเป็นรมช.ผู้หญิงในพรรคที่ไม่มีผลงานเเละมักเข้าพบหัวหน้าพรรคเสมอๆจนหลายครั้งสร้างความไม่เข้าใจระหว่างคนในพรรคเเละในครั้งนี้ก็หวังขยับตำเเหน่งพ่วงไปด้วย 

แน่นอน “กลุ่ม3ป.” ไม่พอใจบทบาทของรอ.ธรรมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงเตรียมปรับรอ.ธรรมนัสออกจากตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์รวมทั้งเลขาธิการพรรคด้วยหลังเสร็จการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งรมช.ที่สนิทกับรอ.ธรรมนัสที่มีข่าวว่าจะขอขยับไปเป็นรมว.นั้นก็มีสิทธิที่จะถูกปรับออกเพราะไม่มีผลงานและไปร่วมกันกดดันพล.อ.ประวิตรในครั้งนี้

กล่าวกันว่า  “กลุ่ม 3 ป.” กำลังจับตาบทบาทของร้อยเอกธรรมนัสทางการเมืองในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะทราบว่ารอ.ธรรมนัสมักจะอ้างว่าได้รับคำสั่งต่างๆจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้มาดำเนินการ และมักแสดงบารมีว่าเป็นผู้จัดการรัฐบาล  

ดังนั้น”กลุ่ม3ป.”ตกลงกันว่าหากปล่อยไว้แบบนี้ไม่ใช่ผลดีกับรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐในระยะยาว จึงต้องปลดร้อยเอกธรรมนัสจากตำแหน่งทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองอีกต่อไป

อีกด้านในการรับมือฝ่ายค้านในสภา ฝ่ายยุทธศาสตร์ได้ให้พล.อ.ประยุทธ์ ควบคุมอารมณ์ตอบข้อกล่าวหาฝ่ายค้าน ซึ่งตลอดสามวันที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าการอภิปรายครั้งนี้พล.อ. ประยุทธ์คุมอารมณ์ได้ดีเเละยกตัวอย่างประกอบในการชี้เเจง มีการเอาข้อมูล world bank , IMF มาตอบฝ่ายค้าน นับว่าพลเอกประยุทธ์ยืนระยะ ได้ดีกว่าที่ผ่านๆมา

ว่าไป การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว ย่อมมีการต่อรองเจรจา เกิดการพลิกผันตลอดเวลา จึงต้องจับตาอย่ากระพริบก่อนถึงวันที่ 4 ก.ย. 

หักเหลี่ยมเฉือนคม “พลังประชารัฐ” วัดขุมกำลังธรรมนัส-สันติบวกสุชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481628

หักเหลี่ยมเฉือนคม “พลังประชารัฐ” วัดขุมกำลังธรรมนัส-สันติบวกสุชาติ

02 ก.ย. 2564

ซักฟอกกร่อย ศึกภายใน “พลังประชารัฐ” มาแรง เดิมพันอนาคต “ประยุทธ์” สองขั้ววัดกำลังระหว่างกลุ่มธรรมนัสกับกลุ่มต้าน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลันที่มี “เกมล้มประยุทธ์” เกิดขึ้น ก็ทำเอาบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ “กร่อยสนิท” ชาวบ้านร้านตลาดต่างเฝ้ามองไปที่วันลงมติ 4 ก.ย.2564

นาทีนี้ในพรรคพลังประชารัฐ กลับไปสู่สภาพเดิมคือ “พรรคร้อยพ่อพันแม่” ไม่ต่างจากวันที่ “นักเลือกตั้ง” หลายพรรคหลั่งไหลเข้ามาร่วมงาน

พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.จำนวน 122 คน ประกอบด้วยอดีต ส.ส. ,นักการเมืองท้องถิ่น, นักธุรกิจ และอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส.หน้าใหม่ กว่าร้อยละ 60 มาจาก ส.ส.เขตในภาคกลาง, กรุงเทพมหานคร และภาคใต้

หากมีการวัดกำลังกันในวันที่ 4 ก.ย.2564 คงต้องสู้กันหนัก ระหว่างกลุ่มธรรมนัส กับกลุ่มไม่เอาธรรมนัส ที่ “รัฐมนตรีช่วย” คนหนึ่งเป็นแกนหลักรวบรวมไพร่พล

“สันติ” เคยเป็น 1 ใน 4 ช. ที่นักข่าวชอบเรียกขาน แต่วันนี้ กลาย “ช.” ที่หายไปจากฝั่งธรรมนัส โดยแตะมือกับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น คู่แค้นของผู้กอง

++

ซุ้มผู้กอง-มะขานหวาน

++

กลุ่ม ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.สายเหนือ เป็นแขนขาประกอบด้วย บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา, ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก ,ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก ,ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ,สัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ และวัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง

ส่วน ส.ส.พิจิตร 3 คน และ ส.ส.พิษณุโลก อีก 2 คน ก็ยังไม่ชัดว่าอยู่กับกลุ่มผู้กองธรรมนัส เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาสังกัดกลุ่มสามมิตร

นอกจากนี้ ในภาคอีสาน ส.ส.เขต 11 คน ก็อยู่ในสายผู้กองธรรมนัส 8 คน ที่ดูแลโดย เอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ร้อยเอกธรรมนัส” ยังเก็บเกี่ยว ส.ส.สมัยแรก จากภาคกลาง และภาคใต้ อีกประมาณ 20 คน มาอยู่ในซุ้มผู้กอง แต่จุดอ่อนของ “ส.ส.นกแล” สามารถย้ายไปขั้วไหนก็ได้

คู่แข่งของกลุ่มธรรมนัส คือ “สันติ พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีช่วยคลัง ที่ถอยออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับ “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีแรงงาน

“สันติ” มีกลุ่ม ส.ส.เพชรบูรณ์ 5 คน เป็นกำลังหลัก ได้แก่พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์, จักรัตน์ พั้วช่วย, วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ,สุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ และเอี่ยม ทองใจสด

กลุ่มสันติ ยังมีพันธมิตรการเมืองเป็นซุ้มเดิมๆ ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย และแย่งชิง ส.ส.สมัยแรกในภาคกลาง, ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกมาอยู่ในสังกัดได้

++

ซุ้มเป็นกลาง

++

ในศึก 2 ขั้วค่ายพลังประชารัฐ รอบนี้ กลุ่มสามมิตร กลายเป็นกลุ่มเป็นกลาง ที่นั่งประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งอยู่เงียบๆ เพราะมีประสบการณ์ผ่านศึกมาเยอะ

กลุ่มสามมิตร ยังรักษากำลังพลหลักไว้ได้ อาทิ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ,อนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกฯ, สรวุฒิ เนื่องจำนง ส.ส.ชลบุรี, บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี ,มณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท, พรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย และชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย

กลุ่มแสนสุข ของตระกูลคุณปลื้ม มี ส.ส.ชลบุรี 2 คน เพราะ ส.ส.อีก 3 คนแยกไปอยู่ซุ้มอื่นแล้ว เหมือนกลุ่มบ้านริมน้ำ ที่มีแค่ สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทราเท่านั้น

กลุ่มสระแก้ว ของตระกูลเทียนทอง มี ส.ส.เขต 2 คน และ ส.ส.สระแก้วอีกคนหนึ่งนั้นขึ้นตรงต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

กลุ่มปากน้ำ ของตระกูลอัศวเหม มี ส.ส.ในซุ้ม 5 คนได้แก่ อัครวัฒน์ อัศวเหม ,ยงยุทธ สุวรรณบุตร ,ภริม พูลเจริญ,ฐาปกรณ์ กุลเจริญ และกรุง ศรีวิไล ส่วนไพลิน เทียนสุวรรณ แยกไปสังกัดบ้านป่ารอยต่อฯ

กลุ่มเมืองหลวง ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ล้วนเป็น ส.ส.สมัยแรก ต่างก็แยกไปสังกัดกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ,กลุ่มดาวฤกษ์ และกลุ่มอิสระ

ซุ้มเป็นกลางก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ เพราะมีกำลังพลมากกว่า 30 คน จึงถูกช่วงชิงจากคู่ขัดแย้งภายในพรรคอย่างหนัก

เปิดแผนลับ พปชร.เสียงแตก โหวตล้ม “ประยุทธ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481613

เปิดแผนลับ พปชร.เสียงแตก โหวตล้ม “ประยุทธ์”

02 ก.ย. 2564

ผ่าประเด็นร้อน แผนลับล็อบบี้ ส.ส. โหวตล้ม “ประยุทธ์” โยงปมขัดแย้ง “3 ป.” ถึงขั้นแตกหัก มูลเหตุมาจากการแต่งตั้งโยกย้าย “ตำรวจ-ทหาร-ปลัดมหาดไทย” เพิ่มอูณภูมิการเมืองร้อนแรงยิ่งขึ้นเมื่อมีตัวเลขมาเกี่ยวข้อง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและอีก 5 รัฐมนตรี ย่างเข้าวันที่สาม ท่ามกลางกระแสข่าวการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยเฉพาะท่าทีของพรรคพลังประชารัฐ ที่เปลี่ยนไปมา

ว่ากันว่า ก่อนการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน การที่พรรคเพื่อไทย เว้นชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ต่างพากันตั้งข้อสังเกตุว่ามี “ดีล” อะไรหรือไม่เพราะทั้งสองเป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

จนกระทั่งถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ข่าวการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเริ่มแรงมากยิ่งขึ้น ด้วยสูตร พลังประชารัฐ เพื่อไทย และพรรคเล็ก เว้นเฉพาะพรรคก้าวไกล ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยชู พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี

เรื่องนี้เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบข่าวก็มีการทวงถามความจริงไปยัง พล.อ.ประวิตร แต่พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันว่าไม่มีอะไร

หากจะล้วงลึกจริงๆปัญหาความไม่ลงรอยของ 3 ป. ปะทุจากการที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยไม่ได้ทำตามคำขอของ พล.อ.ประวิตร ที่ต้องการให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯย้ายข้ามห้วยไปเป็น ปลัดมหาดไทย

ทุกคนต่างทราบว่า นายจตุพรนั้น สายตรง ร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งทั้งพล.อ.ประวิตร และร้อยเอกธรรมนัส ก็ต้องการ นายจตุพร เป็นปลัดมหาดไทย เพื่อเตรียมเลือกตั้ง

ต่อมาการแต่งตั้งโยกย้ายทหารและตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำตามคำขอของพล.อ.ประวิตร ขณะที่ร้อยเอกธรรมนัส ไม่พอใจที่นายกฯตั้งผบช.ตำรวจภาค 5 และนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคพปชร.ไม่พอใจที่นายกฯตั้งผบช.ตำรวจภาค3

นี่คือรอยร้าวที่นำไปสู่การแตกหักระหว่างพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์และพล.อ.ประยุทธ์ จนนำไปสู่แผนการล้มพล.อ.ประยุทธ์ ในการโหวตไม่ไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ยอมแพ้ ด้วยการไปดึง นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่อยู่ในกลุ่ม4 ช. ออกมาแล้วให้ นายสันติ เดินสายล็อบบี้ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ และข้ามไปล็อบบี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ที่นายสันติ เลี้ยงเอาไว้และมีสายสัมพันธ์ที่ดี มาโหวตหนุนพล.อ.ประยุทธ์

ขณะที่ฝ่ายล้มพล.อ.ประยุทธ์ ในพรรคพปชร.ก็เดินสายล็อบบี้พรรคเล็กเพื่อให้โหวตล้ม พล.อ.ประยุทธ์

ว่ากันว่า โหวตล้มจ่าย 5 ล้าน เลยทำให้ฝ่ายหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เปิดตัวเลขโหวตหนุนจ่าย10 ล้าน ในเกทับ โดยมี 2เสธ.เป็นตัวเดินเกมล็อบบี้ผ่าน “ชัชวาล คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทย ด้วยการแถมเก้าอี้รัฐมนตรีในการปรับครม.

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็พยายามต่อรองด้วยการรับปากว่าขอให้โหวตผ่าน แล้วจะปรับครม.ตามที่กลุ่มพล.อ.ประวิตร และร.อ.ธรรมนัส ต้องการ

แต่ทางกลุ่มร.อ.ธรรมนัส ไม่ไว้ใจพล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากเคยรับปากทุกครั้ง แต่ไม่เคยได้ และหวั่นเกรงว่า หากปล่อยพล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะยุบสภา เพราะพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.อนุพงษ์ จะไม่เล่นการเมืองอีกแล้ว ประกอบกับก็ทราบว่า พรรคพปชร.จะไม่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นี่คือบทสุดท้ายที่ทำให้เกมแตกหักด้วยการโหวตล้มพล.อ.ประยุทธ์เลย ในการลงมติในวันเสาร์ที่ 4กันยายน 2564 เว้นเสียแต่ว่าจะมีการลงสัตยาบันเอาไว้ว่าปรับครม.ตามที่ต้องการ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงจะผ่านศึกในครั้งนี้

ศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” เวทีด้อยค่าส.ส. โหนกระแสความตาย ประท้วงวุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481522

ศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” เวทีด้อยค่าส.ส. โหนกระแสความตาย ประท้วงวุ่น

02 ก.ย. 2564

ประมวลศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” โหนกระแสความตายโควิด สร้างภาพจำความรุนแรงนอกสภา ยัดเยียดวาทะกรรม ค้าความตาย สุดท้ายประท้วงวุ่น สะท้อนความ”ด้อยค่าส.ส.”ของตนเอง คอลัมน์เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

เข้าสู่วันที่สามของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี  ท่ามกลางอุณหภูมิทางการเมืองทั้งในและนอกสภาร้อนระอุขึ้นมาเรื่อยๆ 

ศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เวทีด้อยค่าส.ส. โหนกระแสความตาย ประท้วงวุ่น

ถือเป็นการซักฟอกรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เป็นครั้งที่สาม นับตั้งแต่ได้รับเลือกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแต่ละครั้งของการอภิปรายมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ฝ่ายค้านต้องการจองกฐินผู้นำประเทศก่อนเป็นลำดับแรก

ตามมาด้วยรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านเห็นว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีการบริหารส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชั่นแต่กระนั้นไม่ได้มองแค่การบริหารบกพร่องเท่านั้นแต่ยังเป็นการเจาะจงตัวบุคคลที่หวังว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในพรรคร่วมรัฐบาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ นอกจากพล.อ.ประยุทธ์ จึงพ่วง  5  รัฐมนตรีเป้าหมาย  

นั่นคือ  อนุทิน  ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข  ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม  สองรายนี้จากพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน  ชัยวุฒิ  คมานุสรณ์   รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเฉลิมชัย  จากพรรคพลังประชารัฐ ตบท้ายด้วย เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคประชาธิปัตย์

เรียกว่าเป็นแผนเขย่าพรรคร่วมอย่างครบครัน เพราะแต่ละรายคือระดับแกนนำคนสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เวทีด้อยค่าส.ส. โหนกระแสความตาย ประท้วงวุ่น

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ 

คราวนี้ หากติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจสองวันที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เปิดอภิปราย ถ้าไม่นับรวมการเอ่ยชื่อ-สกุล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างผิดพลาด เป็น “พล.อ.ประยุทธ์  ยงใจยุทธ์”  ถึงสองครั้งสองครา ว่าเป็นการส่งสัญญาณออกสตาร์ทอภิปรายที่ไม่ค่อยราบรื่น 

ยังพบถึงความไม่พร้อมของฝ่ายค้านในหลายต่อหลายช่วงการอภิปราย ทั้งการนำข้อมูลการอภิปรายมาจากสื่อออนไลน์ คัดสรรคลิปข่าวจากสำนักข่าวที่มีคน”ดูไบ”ให้การสนับสนุน ทั้งข้อมูลเท็จมากกว่าจริงผสมปนเป   จนถูกองครักษ์ฝ่ายรัฐบาลต้องลุกขึ้นประท้วง

ดั่งกรณีส.ส.พรรคก้าวไกลอภิปรายพาดพิงกองทัพสั่งนายทหารปฏิบัติการ IO.โดยโชว์เอกสารลับ  ในที่สุด ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล กลายเป็นรายแรกประเดิมศึกอภิปรายโดนกองทัพภาคที่2ฟ้องร้องดำเนินคดีปั้นเอกสารเท็จ

ทราบกันดีศึกซักฟอกครั้งนี้ อยู่ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจฝ่าฟันวิกฤต แต่ปรากฎว่า “ฝ่ายค้าน”  ฉกฉวยวิกฤตเป็นโอกาส นำปัญหาการบริหารของรัฐบาลต่อสถานการณ์โควิดมาเป็นประเด็นถล่มอย่างมันส์ปาก

ประเด็นโรคระบาดถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องอาศัยภูมิปัญญาความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ในการวินิจฉัย รับษาโรค ทว่านักการเมืองฝ่ายค้านสวมบทเป็นแพทย์อยู่ในสภาจำนวนมาก

เก่งกล้าสามารถอภิปรายการบริหารจัดการสู้โควิดถึงขั้นชี้ว่าระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่ส.ส.ฝ่ายค้านก็ยังมิอัพเกรดข้อมูลที่นำมาอภิปราย 

หมอการเมืองในสภาทั้งหลายมีความเชี่ยวชาญถึงกับแสดงภูมิปัญญา”ด้อยค่าวัคซีน”ชนิดนั้นชนิดนี้ กล่าวหารัฐบาลจัดหามาฉีดประชาชนได้อย่างไร  ทั้งที่ส.ส.ในสภาส่วนใหญ่ก็ฉีดวัคซีนชนิดที่ตนเองกล่าวหาว่าด้อยค่าอยู่นั่นเอง 

ในทำนองเดียวกันมีการเรียกร้องให้รัฐต้องนำวัคซีนขั้นเทพมาฉีดประชาชน แต่หารู้ไม่จากสถิติปัจจุบัน ประเทศที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ กลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่น สหรัฐอเมริกา ติดล่าสุด 1.8 แสนคน อิสราเอลติด 1.6 หมื่นคน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ย.64 )

นี่เป็นเพราะการป้องกันดูแลสุขภาพของตนเองที่หย่อนยานต่อการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลต้าหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักการเมืองผู้ห่วงใยชีวิตประชาชนควรจะนำมาทำบอกกล่าวแจ้งเตือน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอดสองวันที่ผ่านมายังไม่นับรวมวันนี้ (2 ก.ย.64 ) เริ่มเข้าสู่การอภิปรายรมต.รายบุคคลมากขึ้น พบว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน ยังไม่ชี้ให้เห็นถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบผ่านข้อมูลหลักฐานใหม่ๆ แต่ขณะเดียวกัน ผลิตวาทกรรม ในลักษณะ “เฮชสปีช” สร้างความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย

ไม่ว่าเป็นคำว่า ค้าความตาย ซึ่งปรากฎอยู่ในญัตติ โดยผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้เปิดประเด็น ตามด้วย ส.ส.ฝ่ายค้านรายอื่นตอกย้ำซ้ำไปซ้ำมา

ศึก"อภิปรายไม่ไว้วางใจ" เวทีด้อยค่าส.ส. โหนกระแสความตาย ประท้วงวุ่น

วิโรจน์  ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

ด้วยการยัดเยียดรัฐบาลเป็น “ฆาตกร” บ้าง  “คลั่งอำนาจ”บ้าง ก่อนตบท้ายใช้ศาลเตี้ยกลางสภา พิพากษารัฐบาล สร้างบาปทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก 

ซ้ำร้ายกว่านั้นคงมาจากวาทกรรมของ วิโรจน์  ลักขณาอดิศร  ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล ถึงกลับผลักใสให้ผู้นำประเทศ “ตกนรกโลกันต์” คำนี้ นำไปสู่การประท้วงวุ่นวาย 

นอกจากโหนกระแสโควิด-19 ด้วยการพ่นละอองฝอยเต็มสภาไปหมดแล้ว  อีกประเด็นเป็นไปตามคาด เมื่อหยิบเหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่มป่วนเมืองแยกดินแดง มาอภิปราย “รัฐบาลทำร้ายประชาชน”บ้าง รัฐบาลทำร้ายเด็กและเยาวชนบ้าง

หากแต่ไม่เคยสำเหนียกมองดูอีกภาพ การที่เด็กและเยาวชนเหล่านั้น กลายเป็นหัวรุนแรง เกิดจากการสร้างสมจากกลุ่มนักการเมืองหรือไม่ ทำไมไม่พูด ไม่อภิปราย แต่กลับเลือกประจานเพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้ามสร้างประโยชน์เข้าตน 

ถ้าใช้คำแรงๆแบบคนในสภา ก็คงต้องบอกว่า “นี่คือสันดานนักการเมือง”นั่นเอง 

สองวันที่ผ่านมาและกำลังรวมถึงวันนี้  วาทกรรมเลวร้าย จึงเกลื่อนสภาเต็มไปหมด ท่ามกลางการประท้วงเรียกร้องโดยเฉพาะกับคำอภิปรายของ ศุภชัย ใจสมุทร  ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พอกระตุกต่อมสำนึก หากให้ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ มาละเลงวาทกรรมต่ำตมแบบนี้คงจะไม่เหลือมาตรฐานสภาไทยอีกต่อไป

ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรมต. ถือเป็นมาตรการรุนแรงที่กำหนดไว้ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหน้าที่ในฐานะสภานิติบัญญัติ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

แต่ละยุคสมัย มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ด้วยข้อมูลหลักฐานการทุจริตและมีการส่งเรื่องต่อป.ป.ช.ดำเนินการเอาผิดอย่างชัดเจนก็มีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

มาถึงยุคนี้ บทบาทการทำหน้าที่ของส.ส.ต่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นไปในลักษณะสาละวันเตี้ยลง หาข้อมูลหลักฐานเชิงตรวจสอบแทบไม่ได้เลย อาจมีดีขึ้นบ้างคือการว่าจ้างเอกชนทำสื่อสมัยใหม่มาฉายในสภา ซึ่งปรากฎทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล  

แต่ที่ขาดไม่ได้คือการสวมบทบาทนักแสดงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ โหนข่าวการสูญเสียของเพื่อนมนุษย์ในสถานการณ์โควิด-19 นำมาผูกโยงให้เห็นว่านี่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล  

ส.ส.ฝ่ายค้านจึงเน้นหนักไปกับการประดิษฐ์วาทกรรมทำลายความเชื่อมั่นรัฐบาล สร้างความได้เปรียบเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้กับตน

เน้นหนักไปกับการเก็บเกี่ยวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามร้านตลาด มาก่นด่าต่อในสภา จนแทบหาสาระสำคัญไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ติดตามรับชมรับฟัง 

ทั้งหมดดูเป็นเรื่องที่ ต่างคนต่างกำลังแสดงพฤติกรรม”ด้อยค่า”ตัวเองจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรอันทรงเกียรติ 

ฝ่าพงหนาม “ธรรมนัส” บนเส้นทางที่ต้องเลือก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481525

ฝ่าพงหนาม “ธรรมนัส” บนเส้นทางที่ต้องเลือก

01 ก.ย. 2564

เดิมพันศึกซักฟอก “ธรรมนัส” จัดหนักไอ้ห้อยไอ้โหน คนเพื่อนเยอะ จะเลือกอนาคตแบบไหน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

หลังมีกระแสข่าว “โหวตล้มประยุทธ์” ร้อยเอกธรรมนัส พหรมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ เปิดใจแบบยาวๆ สรุปว่า ไม่มีเรื่องขบวนการล้มประยุทธ์ มีแต่ขบวนการเต้าข่าว

“คนเต้าข่าว ไม่ใช่พรรคฝ่ายค้านนะครับ พรรคฝ่ายรัฐบาลนี่แหละ ไอ้ห้อย ไอ้โหนทั้งหลาย ชอบเลียแข้งเลียขา สำเหนียกซะมั่งครับ”

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำเรื่อง “ไอ้ห้อย ไอ้โหน” หลายครั้ง และตบท้ายว่า หากเขายังเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เมื่อถึงเลือกตั้ง ส.ส. พวกไอ้ห้อย ไอ้โหน ไม่ได้ลง ส.ส.แน่นอน

ตอนหนึ่งของการเปิดใจ “ผู้กองมนัส” บอกว่า “ผมมาถึงทุกวันนี้ จากลูกชาวนา เด็กบ้านนอกจนๆ มาถึงเวลานี้ได้ทำงาน เพื่อชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชน ผมถือว่า ชีวิตผมสูงสุดแล้ว ส่วนที่เหลือ ถ้าผมจะมีโอกาสทำงานเพื่อชาติ บ้านเมือง และรับใช้แผ่นดิน รับใช้พี่น้องประชาชน ผมก็จะทำให้ดีที่สุด”

++

พะเยา-ตากใบ

++

“ผู้กองมนัส” เกิดในครอบครัวชาวนา บ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา ด้วยความยากจน พ่อแม่ของเขา จึงได้มอบลูกชายให้กับชาวใต้คนหนึ่ง ไปดูแลส่งเสียเรียนหนังสือ

พ่อบุญธรรมของผู้กองมนัส ย้ายมาทำงานที่ อ.สุไหงโก-ลก จึงย้ายครอบครัวมาปักหลักที่บ้านทรายขาว อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เด็กชายชาวพะเยา จึงได้เรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนนราสิขาลัย จ.นราธิวาส

ฝ่าพงหนาม “ธรรมนัส” บนเส้นทางที่ต้องเลือก

ผู้กองมนัส สมัยเรียนหนังสืออยู่ภาคใต้

จากปลายด้ามขวาน ผู้กองมนัส เข้ากรุงเทพฯ เรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 36 รุ่นเดียวกันกับ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และหิมาลัย ผิวพรรณ

ทุกวันนี้ “เสธ.หิ” หิมาลัย ผิวพรรณ ยังทำงานการเมือง ร่วมกับผู้กองมนัส เสมือนเป็นมือขวาด้านการทำงานมวลชน

ปี 2560 ช่วง คสช.ครองเมือง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แจ้งย้ายออกจากระบบทะเบียนราษฎร์ จากบ้านเลขที่ 10 หมู่ 1 ต.บ้านใหม่ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ไปยังที่บ้านเลขที่ 66/1 หมู่ 2 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นบ้านเกิดหลังที่ 2 ของเขา

ฝ่าพงหนาม “ธรรมนัส” บนเส้นทางที่ต้องเลือก

ชีวิตนักการเมือง เพื่อคนพะเยา

เหตุผลหลักคือ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาล คสช. และกองทัพภาคที่ 3 ไม่ต้องมีความกังวลหรือลำบากใจเรื่องการทำกิจกรรมทางสังคมของเขา

เนื่องจากก่อนหน้านั้น ร้อยเอกธรรมนัส ได้มีชื่อในผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ช่วงการเลือกตั้ง 2557 แต่เลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ

ปี 2561 มีนายทหารใหญ่ ได้ขอให้ผู้กองมนัสเข้ามาช่วยงานการเมืองในภาคเหนือ เพื่อสลายสีเสื้อ เขาจึงเบนเข็มมาสู่พรรคพลังประชารัฐ

++

อดีตเพื่อไทย

++

ปี 2550 หลัง “ผู้กองมนัส” ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ มีเงินทองพอสมควร จึงหวนคืนเมืองพะเยา โดยนำมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ไปช่วยเหลือคนยากคนจน และทำทีมฟุตบอลพะเยา เอฟซี

ปี 2554 ร.อ.ธรรมนัส ได้ช่วย “เสี่ยอิ๊ด” วรวิทย์ บุรณศิริ คนในชายคาเพื่อไทย จนได้รับชัยชนะ และส่งน้องชาย อัครา พรหมเผ่า ขึ้นเป็นรองนายก อบจ.พะเยา นับแต่นั้นมา เขาได้เริ่มวางแผนเล่นการเมืองเต็มตัว และสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

จริงๆแล้ว ผู้กองมนัส ทำงานการเมืองหลังม่านมานาน ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู ย้ายมาเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ผู้กองคนดังรู้จักแกนนำมุ้งต่างๆ ในพรรคการเมืองเครือข่ายของ “คนดูไบ” เป็นอย่างดี

ไม่แปลกที่กรณีศึกซักฟอกหนที่แล้ว ร้อยเอกธรรมนัส รมช.เกษตรฯ จะได้คะแนนไว้วางใจ 274 ต่อ 199 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1 ปรากฏมีเสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน ลงมติสวนมติวิปจำนวนมาก

ส.ส.ฝ่ายค้าน ที่ลงมติไว้วางใจ ร้อยเอกธรรมนัส มาจากพรรคเพื่อไทย 2 คน ,พรรคประชาชาติ 1 คน และพรรคเพื่อชาติ 3 คน

สำหรับพรรคเพื่อชาตินั้น มี ส.ส. 5 คน ปรากฏว่า ไว้วางใจผู้กองมนัส 3 คน และงดออกเสียง 2 คน ซึ่งใครก็รู้ว่า พรรคนี้มีกองเชียร์ชื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช แถม 1 ใน 2 ที่งดออกเสียงคือ “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวของยงยุทธ

ในพรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.ภาคเหนือ 25 คน แต่ที่ใกล้ชิดผู้กองมนัส ก็มี บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, จีรเดช ศรีวิราช ส.ส.พะเยา, ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก , ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก และ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร

ผู้กองมนัส ยังมี ส.ส.พลังประชารัฐ สายอีสานอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึง ส.ส.ใต้ 13 คน ล้วนอยู่ในการดูแลของผู้กอง แนวร่วมของผู้กองมนัสคือ วิรัช รัตนเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้กุมฐานเสียงโคราช

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างศึกซักฟอกครั้งนี้ คงทำให้ ร้อยเอกธรรมนัส ต้องตัดสินใจกำหนดอนาคตของตัวเองใหม่ จะก้าวเดินไปบนถนนเลือกตั้งสายนี้แบบไหน

แผน 4 แนวรบ “ทักษิณ” เดินเกมแรง หยุดประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481475

แผน 4 แนวรบ “ทักษิณ” เดินเกมแรง หยุดประยุทธ์

01 ก.ย. 2564

ซักฟอกหยุดประยุทธ์ “ทักษิณ” เปิดเกมรุกทุกแนวรบ บ่อนเซาะรอยร้าวพลังประชารัฐ ใกล้เป็นความจริง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองอันร้อนแรง ทั้งในสภา และนอกสภา สมชาย แสวงการ ส.ว.คนดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว มีข้อความว่า “จับตาวิกฤติ 4 กันยา ชี้ชะตาบ้านเมือง ถ้าขบวนการรวมหัวลงมติคว่ำลุงสำเร็จ วงจรอุบาทว์จะกลับมา”

บังเอิญวันเดียวกันที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ตอนนี้มีข่าวอยู่ 2-3 เรื่อง คือการโหวตล้มนายกฯ ถ้าเป็นเรื่องจริง ผมถือว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษ”

แผนลับ “ล้มประยุทธ์” มีจริงหรือไม่? คงต้องไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

อย่างไรก็ตาม วันที่ 4 ก.ย.2564 หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจสิ้นสุดลง ก็มีการลงมติทันที ซึ่งจะเป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้าจับตามอง

แผน 4 แนวรบ “ทักษิณ” เดินเกมแรง หยุดประยุทธ์

ทักษิณ เดินเกมทุกรูปแบบ

ส่องรัฐธรรมนูญ 2560 บทบัญญัติว่าด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 ระบุว่า “มติไม่ไว้วางใจ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

มาตรา 170 บทบัญญัติว่าด้วยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ (1) ตาย (2) ลาออก (3) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 (6) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 171”

หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้กรรมการบริหารพรรคที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 11 คนสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง ส่งผลให้จำนวน ส.ส.ทั้งสภาผู้แทนราษฎรจากที่กฎหมายกำหนดให้มี 500 คน เหลือเพียง 487 ราย

แผน 4 แนวรบ “ทักษิณ” เดินเกมแรง หยุดประยุทธ์

ประยุทธ์ บอกมีคนจะโหวตล้มนายกฯ ในสภา

เมื่อหักจำนวน ส.ส. 5 คน ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และอีก 2 ส.ส.หญิงที่ศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ในสภาฯ จึงเหลืออยู่ 480 คน

ถ้าเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.ทั้งหมด เท่ากับ 241 คน แต่ปัจจุบัน พรรคฝ่ายค้านมี ส.ส.212 คน และพรรครัฐบาลมี ส.ส. 268 คน

หากจะต้องการ “หยุดประยุทธ์” ผ่านกลไกสภาฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 พรรคร่วมฝ่ายค้านต้องหาเสียงผู้สนับสนุนมาอีก 30-40 คน

++

ศึกนอกศึกใน

++

เนื่องจากองค์ประกอบของพรรคพลังประชารัฐ มีส่วนผสมระหว่างอดีตนายทหารใหญ่ 3 คนที่เรียกกันว่า “3 ป.” กับนักเลือกตั้ง จึงมีความอิหลักอิเหลื่อมาตั้งแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ดูมีความแปลกแยกจาก ส.ส.ที่มาจากหลายพรรคการเมือง ยามที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็ไม่มีอะไร แต่ชั่วโมงที่มีเสียงขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ กระหึ่มทั้งแผ่นดิน นักเลือกตั้งก็เริ่มคิดถึงอนาคต

หากมีการยุบสภา ต้องหาเสียงใหม่ พลังประชารัฐจะชู “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้หรือ?

แรงกระเพื่อมในพลังประชารัฐ เกิดจากนักเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนคืนมา ก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ รู้เรื่องข่าวเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จึงให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองทำอะไรผิด จะไม่มีการปรับ ครม. และไม่ยุบสภา

++

โทนี่เดินแรง

++

อย่างที่รู้กัน พรรคเพื่อไทย มีความมั่นอกมั่นใจมากในศึกซักฟอกรัฐบาลหนนี้ ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแน่นอน

ดังนั้น ขบวนการไล่ประยุทธ์ จึงแบ่งออกเป็น 4 แนวรบ ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย เปิดเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ คู่ขนานให้ประชาชนโหวตลงมติไล่ประยุทธ์ทางออนไลน์

กลุ่มแคร์ จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไล่ประยุทธ์ และขอประชามติล้มระบอบประยุทธ์ทางออนไลน์

กลุ่มคนเสื้อแดง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จัดชุมนุมใหญ่ 2 ก.ย. และต่อเนื่องไปจนถึงวันลงมติ 4 ก.ย.2564

ปิดท้ายด้วย “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร ขออภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านเวทีคลับเฮาส์ โดยแนะนำวิธีเอาประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง ขอให้ประชาชนในทุกเขตเลือกตั้ง ไปบ้าน ส.ส. แล้วบอกว่า “…อย่ายกมือไว้วางใจประยุทธ์นะ ถ้ายกมือไว้วางใจ คราวหน้าฉันไม่เลือกแน่นอน…”

ตลอด 2 เดือนมานี้ “ทักษิณ” เปิดตัวเล่นเกมไล่ประยุทธ์ เหมือนช่วงปี 2553 ที่กระโจนเข้าสมรภูมิแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณอาจได้รับรู้ถึง “รอยร้าวลึก” ภายในพรรคพลังประชารัฐ จึงออกแรงเขย่าอีกรอบ

จับตา “เพื่อไทย” ส.ส.ก้อย เจ้าเก่า ท้าทายกฎเหล็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481326

จับตา “เพื่อไทย” ส.ส.ก้อย เจ้าเก่า ท้าทายกฎเหล็ก

31 ส.ค. 2564

กฎเหล็กวัดใจ “เพื่อไทย” เกาะติด ส.ส.ก้อย ไม่สนแบรนด์พรรค มั่นใจฐานเสียงตัวเอง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สีสันก่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ทำหนังสือถึง ส.ส.ทุกคน แจ้งมติพรรคเพื่อไทยคือ ให้ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคน ที่ถูกอภิปราย และ “ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง” หากใครฝ่าฝืนมติจะถูกลงโทษ ถึงขั้นขับออกจากพรรค

อีกด้านหนึ่ง มีคนแย้งว่า ส.ส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ ที่จะลงมติโดยเสรี แต่บทเรียนของพรรคอนาคตใหม่ ก็มีให้เห็นแล้วเรื่องการขับงูเห่าออกจากพรรค

จับตา “เพื่อไทย”  ส.ส.ก้อย เจ้าเก่า ท้าทายกฎเหล็ก

พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

พูดถึงประเด็นกฎเหล็กของเพื่อไทย คอการเมืองต่างจับจ้องไปที่ “ส.ส.ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคเพื่อไทย เนื่องจาก “ส.ส.ก้อย” ได้ใช้เอกสิทธิ์บ่อยครั้ง ทั้งไม่ลงคะแนน งดออกเสียง และโหวตสวนมติพรรค

กรณีการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 10 คน เมื่อ 20 ก.พ.2564 ปรากฏว่า พรพิมล ธรรมสาร โหวตสวนมติพรรคไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และไม่ลงคะแนน ตอนที่โหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปี 2562 พรพิมล ธรรมสาร เคยถูกพรรคเพื่อไทยตักเตือน และคาดโทษจะไม่ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามเพื่อไทย สมัยหน้า อันเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

ทุกวันนี้ “ส.ส.ก้อย” ได้เคลื่อนไหวทำงานการเมืองในนามส่วนตัว และในเฟซบุ๊คส่วนตัว นักการเมืองหญิงคนดัง ได้ติดแฮชแท็ก #ปัญหาที่เกิดต้องได้แก้ ขอแค่นึกถึง ส.ส.ก้อย #StandWithPORNPIMON #ปทุมธานีต้องพัฒนา

++

สายบิ๊กแจ๊ส

++

นับแต่มีกระแสคนเสื้อแดงปทุมธานี ขับไล่ “งูเห่า” และทางพรรคเพื่อไทย คาดโทษ “ส.ส.ก้อย” คนสายคลอง ก็จะให้เห็น ส.ส.ก้อย ออกงาน โดยใช้คำว่า “ทีมพรพิมล” แทนพรรคเพื่อไทย

ช่วงปลายปี 2563 สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ สามีของ ส.ส.ก้อย ได้ช่วยทีมรักปทุม ของ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี จนทีมบิ๊กแจ๊สได้รับชัยชนะ นอกจากนี้ “ส.จ.เบี้ยว” เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ได้เป็น ส.จ.ปทุมธานี เขต 6 อีกสมัย ในนามทีมคนรักปทุม

พูดง่ายๆ พรพิมล อาจไม่ได้ผูกติดกับแบรนด์เพื่อไทย แต่ในพื้นที่ก็ยังแนวร่วมกับ “บิ๊กแจ๊ส” แสดงว่า การเลือกตั้งสมัยหน้า เธอได้เตรียมการล่วงหน้าแล้วว่า จะสวมเสื้อสีไหน?

หากดูจากการที่ ส.ส.ก้อย ผูกมิตรกับ “บิ๊กแจ๊ส” ย่อมบ่งบอกว่า เธอจะไม่ข้ามไปอยู่ฟากตรงข้ามฝ่ายประชาธิปไตยแน่นอน

++

‘สมชาย’คัมแบ็ก

++

ช่วงเดือน มี.ค.2564 สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ คู่ชีวิตของ ส.ส.ก้อย ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ถือว่าเป็นหวนคืนตำแหน่งเดิม หลังพลาดท่าปราชัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ผลเลือกตั้งนายกเล็กเมืองสนั่นรักษ์ “สมชาย” ได้ 9,008 คะแนน เอาชนะ “นายกอ่าง”ณรงค์ชัย นาคะโยธินสกุล ที่ได้ 3,014 คะแนน ซึ่งเป็นเครือข่ายของชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี

วันเปิดประชุมสภาเทศบาลสนั่นรักษ์ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี หอบช่อดอกไม้มาอวยพรนายกฯ สมชาย ถึงถิ่นเทศบาลสนั่นรักษ์

จับตา “เพื่อไทย”  ส.ส.ก้อย เจ้าเก่า ท้าทายกฎเหล็ก

สมชาย  รังสิวัฒนศักดิ์ นายกเล็กเมืองสนั่นรักษ์

“นายกฯสมชาย” เคยลงสมัคร ส.ส.ปทุมธานี มา 2 ครั้งแต่สอบตกหมด ครั้งล่าสุด เลือกตั้งเมื่อปี 2562 ลงสมัคร ส.ส. เขต 6 ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ชัยชนะในสนามการเมืองท้องถิ่น เป็นการยืนยันถึงฐานเสียงอันมั่นคง เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ “นายกฯสมชาย” ตัดสินใจผลักดันภรรยา-ก้อย พรพิมล อดีตนักร้องสาวชื่อดัง ค่ายนิธิทัศน์โปรโมชั่น ลงสนาม ส.ส.สมัยแรก

เลือกตั้งสมัยหน้า จะเป็นปีที่พิสูจน์ศรัทธาของคนปทุมธานี เขต 5 ว่า “พรพิมล” ส.ส.ปทุมธานี 3 สมัยจะได้ไปต่ออีกหรือไม่

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481297

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวิน

31 ส.ค. 2564

กลเกมซักฟอก “ประยุทธ์” เดินเดี่ยวฝ่าวิกฤตศรัทธา พึ่งบารมีป้อม ยืมจมูกเนวินคอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เริ่มแล้ววันนี้(31 ส.ค.2564) การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล 4 วันเต็มๆ และลงมติในวันที่ 4 ก.ย.2564 และความน่าตื่นเต้นของศึกซักฟอกรอบนี้ น่าจะอยู่ที่วันลงมติ

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น “เกมสภา” ที่พรรคฝ่ายค้านวางแผนช่วงชิงหาเสียงล่วงหน้า เพราะเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่คงจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ส่วน “ม็อบไล่ประยุทธ์” เป็นเกมคู่ขนาน ไล่รายวัน ไล่รายสัปดาห์ แยกเป็น 2 กลุ่มคือ ม็อบหาเสียงของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับม็อบเยาวชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงไม่ลาออก

สำหรับการยุบสภา ย่อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในพรรคพลังประชารัฐ และการประเมินความพร้อมของ “3 ป.”

สมัยรัฐบาล คสช. “พล.อ.ประยุทธ์” มีกองทัพเป็นเสาค้ำยัน ผ่านมาถึงวันนี้ รัฐบาลที่มาจากนักเลือกตั้ง กองทัพก็ถอยมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย ปล่อยให้กลไลรัฐสภาทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องพึ่งบารมีของ “พี่ป้อม” ผู้คุมนักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่ และอาศัยจำนวนมือของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวินเพจพรรคพลังประชารัฐ ยังโชว์ความเป็นเอกภาพ

สถานการณ์ก่อนศึกซักฟอกในห้วงเวลา “ขาลง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีข่าวกอสสิปว่า “เนวิน ชิดชอบ” โทรศัพท์หา “พี่ป้อม” เพื่อเช็คความมั่นใจว่า จะไม่มีการหักหลังกัน

++

พึ่งบารมี “ป้อม”

++

ความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องของ “3 ป.” กับแกนนำค่ายสีน้ำเงิน หากแต่เป็นเรื่องของ “ขาใหญ่” ในพลังประชารัฐบางคน อยากเป็นใหญ่ จึงต่อสาย “ฝ่ายค้าน” หวังสร้างอภิมหาดีล

อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงให้สัมภาษณ์สื่อว่า ตนเป็นคนโทรศัพท์เข้าไปภายในวงประชุมของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่เนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นการโทรเช็กข้อมูลกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“ขอให้เชื่อพี่คนเดียว ไม่ต้องคุยกับใคร” นี่เป็นคำยืนยันจาก “พี่ป้อม” ที่เสี่ยหนู อ้างกับนักข่าว ซึ่งสะท้อนความหวั่นไหวลึกๆ ของแกนนำภูมิใจไทย

ดังที่รู้กัน “3 ป.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ต่างยกให้ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ควบคุมดูแลนักเลือกตั้ง จึงทำให้เกิดภาพความห่างเหินระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

บังเอิญสถานการณ์โควิดระบาดหนัก มีคนป่วยเรือนล้าน คนตายหลักหมื่น ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แกนนำคนสำคัญของพลังประชารัฐ จึงคิดสูตรเปลี่ยนม้ากลางศึก

ฉะนั้น “บิ๊กป้อม” จึงต้องเรียกประชุมใหญ่ที่บ้านป่ารอยต่อ ภายในค่าย ร.1 ทม.รอ. เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 30 ส.ค.2564 สยบรอยร้าวในกลุ่มรัฐมนตรี และประชุม ส.ส. เตรียมความพร้อมในศึกซักฟอก

++

บาดแผลเยอะ

++

เหตุที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องขอความมั่นใจจาก “3 ป.” เพราะศึกซักฟอกหนนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ตกเป็นเป้าถล่มของฝ่ายค้าน ด้วยประเด็นเกี่ยวกับโควิดล้วนๆ ทั้งเรื่องวัคซีนไม่มีคุณภาพ ไม่เพียงพอ

“เนวิน ชิดชอบ” รู้ดีว่า ถ้ายุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้ พรรคภูมิใจไทย คงได้ ส.ส.ไม่เกิน 20 คน เพราะความนิยมในหมู่ประชาชนลดหายไปมาก จากการบริหารจัดการการระบาดของโควิดล้มเหลว ในฐานะที่ควบคุมดูแลกระทรวงสาธารณสุข ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องต่อสายหา “พี่ใหญ่” ของ 3 ป. เพราะกลิ่นการเปลี่ยนขั้วนั้นแรงเหลือเกิน นักการเมืองจมูกไวอย่างเนวิน มีหรือจะไม่รู้?

กับดักซักฟอก “ประยุทธ์” ฝากอนาคตไว้กับ ป้อม-เนวินเนวิน ไม่อยากยุบสภาเร็ว

ยุคที่ “เนวิน” ยังเป็นยอดขุนพลของทักษิณ ชินวัตร มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่ง ที่เขียนบทความประจำใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ได้อธิบายความเป็นยอดขุนพลของนักการเมืองบุรีรัมย์ว่า

“คุณเนวินเป็นคนมีเสน่ห์ทางการเมือง ในบรรดาพรรคการเมืองที่มีชีวิตเกือบครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน คุณเนวินมีโอกาสโปรยเสน่ห์ทางการเมืองมาแล้ว บรรดาหัวหน้ารัฐบาลที่คุณเนวินร่วมด้วย ล้วนหลงเสน่ห์คุณเนวินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณบรรหาร ศิลปอาชา หรือคุณชวน หลีกภัย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง”

ชั่วโมงนี้ พี่น้อง 3 ป.ยังหลงเสน่ห์ “เนวิน” อยู่อีกหรือไม่? คงต้องจับตามองหลังจบศึกซักฟอก การตัดสินใจของ “บิ๊กป้อม” น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทยอีกครั้ง

กฎเหล็ก 4 ห้าม เพื่อไทย สกัด “งูเห่า” เอาใจนายใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481181

กฎเหล็ก 4 ห้าม เพื่อไทย สกัด “งูเห่า” เอาใจนายใหญ่

30 ส.ค. 2564

ซักฟอกครั้งสุดท้าย เพื่อไทย ออกกฎเหล็กห้ามมี “งูเห่า” ขานรับคนแดนไกล ไล่ ประยุทธ์ เปลี่ยนรัฐบาลให้ได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ พรรคเพื่อไทยวางเดิมพันไว้สูง หวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ได้ทำหนังสือถึง ส.ส.ทุกคน แจ้งมติพรรคเพื่อไทย คือการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคน ที่ถูกอภิปราย และ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง

พรรคเพื่อไทยได้ออกแคมเปญขอมติ “ไม่ไว้วางใจประยุทธ์” ผ่านเวบไซต์ดัง สร้างประชามตินอกสภา กดดันพรรคร่วมรัฐบาล

กฎเหล็ก 4  ห้าม เพื่อไทย สกัด "งูเห่า" เอาใจนายใหญ่

มิเพียงเท่านั้น โทนี่ หรือทักษิณ ชินวัตร ยังกระโจนเข้ามาร่วมวง “ขอไม่ไว้วางใจประยุทธ์ด้วยคน” ผ่านรายการ Care Talk x Care ClubHouse วันอังคารที่ 31 ส.ค.2564

กฎเหล็ก 4  ห้าม เพื่อไทย สกัด "งูเห่า" เอาใจนายใหญ่

7 ปีที่คณะนายทหาร 3 ป. ครองอำนาจผ่านรัฐบาล คสช. และรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้งปี 2562  ทักษิณ  ไม่เคยออกมาวิพากษ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างรุนแรง เหมือนเช่นปีนี้

ทักษิณอาจประเมินสถานการณ์โดยภาพรวมแล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์จะไปไม่รอด จึงเดินเกมรุกใหญ่ 

+++

4 ห้ามจากแดนไกล

+++
พรรคเพื่อไทย มักจะตกเป็นข่าวว่า มีฟาร์มเลี้ยงงูเห่า อยู่ภายในพรรค แต่ผู้ใหญ่ในพรรคก็ปฏิเสธข่าวนี้มาโดยตลอด

ฉะนั้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงมีจดหมายจากหัวหน้าพรรค ถึงลูกพรรคทุกคน พร้อมกับกฎเหล็ก 4 ห้าม  ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง 

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงย้ำว่า พรรคตั้งใจจะให้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยจึงมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการลงมติไม่ไว้วางใจ หากมีการลงมติเป็นอย่างอื่นหรือฝืนมติพรรคจะถูกลงโทษทางวินัย ถึงขั้นพ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคทันที ดังนั้น ส.ส.ทุกคน ห้ามลา ห้ามป่วย ห้ามขาดประชุมเด็ดขาด

นัยว่า ศึกซักฟอกหนนี้ นายใหญ่ ลงมาเล่นด้วย จึงทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาตรการปรามล่วงหน้า หากไม่เชื่อฟัง คงต้อง “ลงดาบ”

+++

งูเห่าจริงหรือ

+++++

ปลายปี 2562  เริ่มปรากฏข่าว “งูเห่าเพื่อไทย” เมื่อ 3 ส.ส.ฝ่ายค้านไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงเพียงพอต่อการเปิดประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว

เหตุการณ์ครั้งนั้น พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคและพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ข่าวคราวก็เงียบหายไป 

ปลายเดือน พ.ค. 2563 ในการลงมติ พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ เฉพาะ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจฯ ฝ่ายค้านมีมติ “ไม่เห็นด้วย” แต่ก็มี 12 เสียง แสดงตัว “งดออกเสียง”

และในนี้มี 2 ส.ส.เพื่อไทยคือ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

11 มิ.ย.2564 การลงมติ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อไทย 7 คนไม่อยู่ในที่ประชุม ได้แก่ จักรพรรดิ ไชยสาสน์,ไตรรงค์ ติธรรม,พรพิมล ธรรมสาร,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ,สมคิด เชื้อคง, สมบัติ ศรีสุรินทร์ และอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์

วันที่ 22 ส.ค.2564 การลงมติในวาระ 3 ของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ปรากฏว่า ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม ลงมติงดออกเสียงและอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี ไม่ลงคะแนน

ส่วนอีก 9 ส.ส.เพื่อไทย ไม่มีการออกเสียงใด ๆ คือ กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย ,คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส.กาฬสินธุ์,  ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์, ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี,พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ,วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี,ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์, สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส.สุรินทร์ และอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ส.ส.มุกดาหาร

จริงๆแล้วพฤติกรรมในการแสดงออกของ ส.ส.เพื่อไทยแต่ละคน อาจมีเหตุผลแตกต่างกัน ดูจากรายชื่อ ส.ส.หลาย ๆ คน ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมแหกคอกแหกค่ายมาก่อน

ดังนั้น คำกล่าวหาเรื่อง “งูเห่า” จึงมีแต่โจษขานกันไปในหมู่ ส.ส. แต่ไม่มีหลักฐานมาเอาผิด ส.ส.ผู้แหกมติพรรคได้

โตแล้วแตก “พลังประชารัฐ” บทเรียนพรรคเฉพาะกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481147

โตแล้วแตก “พลังประชารัฐ” บทเรียนพรรคเฉพาะกิจ

30 ส.ค. 2564

อลหม่านบ้านป่ารอยต่อ “พลังประชารัฐ” ซุ้มขาใหญ่กดดันปรับ ครม. ต่อรองโหวตซักฟอก คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ก่อนศึกซักฟอกทุกครั้ง จะมีข่าวความปั่นป่วนภายในพรรคแกนนำรัฐบาล เป็นเรื่องปกติ เพราะคำว่า “นักเลือกตั้ง” ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่มาร แต่เป็นคนเดินดิน ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง ย่อมมีการชิงไหวชิงพริบ ชิงเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี

ยิ่งเป็นพรรคการเมือง “เฉพาะกิจ” ก็มักมีชะตากรรมเช่นนี้ ขนาดพรรคสหประชาประชาไทย จัดตั้งโดยกลุ่มทหารที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคสงครามเย็น ก็ยังเจอฤทธิ์ “นักเลือกตั้ง” กระทั่ง จอมพลถนอม กิตติขจร ทนไม่ไหวต้องยึดอำนาจตัวเอง

พรรคพลังประชารัฐ ที่ก่อกำเนิดมาจากความคิดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หนึ่งใน 3 ป. ที่ต้องการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านการเป็นรัฐบาลมา 2 ปี รัฐนาวาลำนี้ เจอพายุโควิดซัดโครม จนเกือบเรือจม

จับอาการป่วนในพรรคพลังประชารัฐ ในนาทีก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเริ่มต้นขึ้น มีคู่ความขัดแย้งที่ชัดเจนที่สุดคือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กับ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน

นัยว่า ผลคะแนนโหวตศึกซักฟอก ทั้งกรณี ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส และ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน จะนำมาซึ่งแรงกดดันให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี

กลุ่มที่มีพลังมากที่สุดในพรรคพลังประชารัฐ ต้องการให้ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ,สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

โตแล้วแตก “พลังประชารัฐ” บทเรียนพรรคเฉพาะกิจพล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ

เรื่องข้างต้นนี้ ก็ยังเป็นแค่ “ข่าวปล่อย” ซึ่งจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ คงเป็นเรื่องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคที่จะเคลียร์ใจกับหัวหน้าซุ้มต่างๆ

++

พลังป้อม

++

จุดเริ่มต้นของพรรคพลังประชารัฐ นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พร้อมด้วย 4 กุมารคืออุตตม สาวนายน,สุวิทย์ เมษินทรีย์,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล แต่ผู้อยู่เบื้องหลังม่านตัวจริงคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

การระดม “อดีต ส.ส.” เข้าพรรค ไม่ได้มีแค่ “สามมิตร” หากแต่มีเครือข่าย “บ้านป่ารอยต่อ” ได้ชักชวนนักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่” เข้าสู่พรรคมากมาย เปรียบเทียบสมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้กวาดต้อน “อดีต ส.ส.” เข้าค่าย ก็ยังระดมผู้คนได้ไม่เท่า “บิ๊กป้อม”

ช่วงเลือกตั้งทั่วไป พลังประชารัฐร่วมใจศึกเลือกตั้ง พอหลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ก็เริ่มเห็นร่องรอยของความแตกต่าง ความแปลกแยกระหว่าง “นักเลือกตั้ง” กับ “เทคโนแครต”

สุดท้าย “สมคิด” กับ 4 ยอดกุมาร ก็ต้องออกจากพรรคไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค โดย “บิ๊กป้อม” ลุกออกจากหลังม่าน มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อกุมสภาพ และสร้างเอกภาพภายในพรรค

พลังประชารัฐ ยุคบิ๊กป้อม จึงเป็นรวมมิตรต้มยำสูตรสีเขียว ไม่ต่างจากพรรคสามัคคีธรรมและพรรคความหวังใหม่

ที่น่าสนใจคือ การที่บิ๊กป้อม ดัน “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค เพื่อหวังผลในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

++

ซุ้มใหญ่ซุ้มเล็ก

++

ดังที่ทราบกัน พลังประชารัฐเป็นแหล่งรวมนักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่” เมื่อจำแนก “มุ้ง” หรือ “ซุ้ม” ก็อาจจะมีแค่ไม่กี่ซุ้ม แต่หากนับจริงๆ อาจจะมากถึง 10 ซุ้ม

วันนี้ “ซุ้มผู้กองมัส” ที่มี “สันติ พร้อมพัฒน์” และ “วิรัช รัตนเศรษฐ” เป็นแนวร่วม บิ๊กป้อมให้ความไว้วางใจ จึงดูเป็นซุ้มที่ใหญ่ที่สุด และมีพลังมากที่สุด

บังเอิญว่า พลังประชารัฐ มี ส.ส. “นกแล” (ส.ส.สมัยแรก) จำนวนหนึ่งในภาคกลาง และภาคใต้ เมื่อ “ผู้กองมนัส” เข้ามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ พวกเขาก็ไหลมารวมในซุ้มผู้กอง

รองลงก็คือ “ซุ้มสามมิตร” ของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” มีประสบการณ์โชกโชน และเคยนำไพร่พลย้ายมาหลายพรรค จึงนิ่งเฝ้าดูสถานการณ์ ไม่ผลีผลามขยับให้เสียหายแก่ซุ้มตัวเอง

นอกจากนั้น ยังมีซุ้มบ้านใหญ่อีกเพียบ อาทิซุ้มปากน้ำ,ซุ้มชลบุรี 1,ซุ้มชลบุรี 2,ซุ้มแปดริ้ว, ซุ้มสระแก้ว,ซุ้มสระบุรี,ซุ้มนนทบุรี,ซุ้มสิงห์บุรี ฯลฯ

นักเลือกตั้งข้างต้นนี้ มีฐานเสียงของตัวเอง เลือกเมื่อไหร่ก็ชนะ จึงพร้อมจะเปลี่ยนป้ายยี่ห้อได้ตลอดเวลา ดังนั้น พวกเขาจึงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของซุ้มใหญ่ในพรรคอยู่เงียบๆ

ในวันที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตกเป้าที่ฝ่ายค้านต้องการใช้เวทีซักฟอกเขย่าให้ร่วงคาสภาฯ และมวลชนบนท้องถนนรวมพลังขับไล่ แต่ภายในพรรคพลังประชารัฐ กลับขาดเอกภาพ มีบางกลุ่มอยากได้อำนาจ และบางกลุ่มเริ่มเอาตัวรอด

โตแล้วแตก “พลังประชารัฐ” บทเรียนพรรคเฉพาะกิจร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

เรือเหล็กของ “3 ป.” ในสถานการณ์ปัจจุบัน มิต่างอะไรกับเรือใหญ่เผชิญพายุถล่มทุกทิศทุกทาง จนเรือชนหินโสโครก ใกล้อับปาง บรรดา “ลูกเรือ” จึงดิ้นหนีเอาตัวรอด