แชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482120

แชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้น

05 ก.ย. 2564

เบื้องหลังซักฟอก “เฉลิมชัย” ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด พรรคเล็กเทให้ พรรคอีสานใต้ช่วยหนุน แปะเครื่องหมายการค้าลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ควันหลงศึกซักฟอก ยังถกกันไม่จบ กรณี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ ได้คะแนนไว้วางใจสูงที่สุด 270 เสียง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

พี่น้อง 3 ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์-ประยุทธ์

ยกสุดท้าย 3ป. อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย

สำหรับคนที่รู้จัก “เฉลิมชัย” จะไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะนักการเมืองใหญ่แห่งประจวบคีรีขันธ์ มีคำขวัญประจำตัว “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น”

“เฉลิมชัย” พูดเหน่อพูดน้อย แต่ใจใหญ่ ดังสำนวนบู๊ลิ้ม “นกมีขน คนมีเพื่อน” เขาจึงมากไปด้วยมิตร ไม่เลือกสี ไม่เลือกพรรค

ลองมาดูคะแนนของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด คือ 270 เสียง ต่อ 199 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง พบรายละเอียดที่น่าสนใจ

คะแนนไว้วางใจนอกจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เฉลิมชัยยังได้คะแนนจากพรรคเล็ก 10 พรรค เพิ่มเติมคือ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์

ที่แน่ๆ ยังได้น้ำใจมาจากเพื่อนมิตรฝั่งบุรีรัมย์ คือ เกษมสันต์ มีทิพย์ และ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ใจย้ายมาค่ายสีน้ำเงินแล้ว

‘คำไหนคำนั้น’

สนามเลือกตั้งเมืองสามอ่าว เมื่อสิ้นสุดยุคสามผู้เฒ่า อุดมศักดิ์ ทั่งทอง, สำเภา ประจวบเหมาะ และวิเศษ ใจใหญ่ เมื่อปี 2539 ก็มาถึงยุคคนหนุ่ม นำทีมโดย เฉลิมชัย ศรีอ่อน,มนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2544

แชมป์ไว้วางใจ "เฉลิมชัย" คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้นแชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้นเฉลิมชัย กับโลโก้ประจำตัวคือ ต่อพิฆาต

เครื่องหมายการค้าของเสี่ยต่อคือ “ต่อพิฆาต” พร้อมสโลแกน “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” เฉลิมชัยมีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน ยังเป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

นับแต่การเลือกตั้ง 2548 เป็นต้นมา สนามประจวบคีรีขันธ์ ไม่ค่อยมีสื่อส่วนกลางให้ความสนใจ เนื่องจาก “เฉลิมชัย” ในนามบ้านใหญ่ปราณบุรี ได้จัดแถวนักการเมืองท้องถิ่นทุกซุ้ม ทุกกลุ่มให้อยู่ใต้ร่มธงผืนเดียวกัน ตามยุทธศาสตร์ “ประจวบโมเดล” อันหมายถึงการเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ส.ส.ประจวบฯ

‘บ้านดาวล้อมเดือน’

เลือกตั้งปี 2562 มีสถานการณ์ช้างล้ม เฉลิมชัย ศรีอ่อน พลาดท่าสอบตก แต่ไม่น่าเชื่อ ส.ส.สอบตก กลับได้เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพราะจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เลือกคนแบบเสี่ยต่อ ที่มากไปด้วยมิตรต่างพรรค

เป็นที่ทราบกันดี กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย แห่งเมืองสามอ่าว เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ทั้งการเมือง และกีฬาฟุตบอล สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบเอฟซี ฉายา “ต่อพิฆาต” นั้น ก่อตั้งโดยเฉลิมชัย และบริหารงานโดยทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ อดีนายก อบจ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นทีมพี่ทีมน้องกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ดังนั้น หลังเลือกตั้ง ช่วงชุลมุนตั้งรัฐบาล จึงได้เห็นภาพเสี่ยต่อกับเสี่ยหนู นัดกินข้าวกัน พร้อมผนึกกำลังกันเป็นพรรคทางเลือกคือ เลือกจะอยู่กับฝ่ายไหนก็ได้

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย “เฉลิมชัย” ในฐานะแม่บ้านใหญ่ค่าย ปชป. ได้ใช้บ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ เป็นกองบัญชาการส่วนหน้า และนัดเพื่อน ส.ส.มาพบปะสังสรรค์รับประทานอาหาร ทั้งพรรค ปชป. และเพื่อนต่างพรรค

นี่แหละเฉลิมชัยตัวจริง “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” ผู้รวบรวมนักการเมืองท้องถิ่นในนาม “กลุ่ม 16” พัฒนามาเป็นประจวบโมเดลในวันนี้

ยกสุดท้าย “3ป.” อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482088

ยกสุดท้าย “3ป.” อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย

05 ก.ย. 2564

สงครามเพิ่งเริ่ม “3ป.” เผชิญศึกใหญ่กว่าที่คิด ทั้งอาวุธลับ ธรรมนัส แถมเกมท้องถนน ตามป่วนไม่เลิกรา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ภาพ “3ป.” กอดคอกระเซ้าเย้าแหย่ต่อหน้า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ภายในบ้านป่ารอยต่อ เมื่อบ่ายวันที่ 3 ก.ย.2564 เหมือนตอกย้ำว่า ไม่มีใครเสี้ยมให้ 3ป.แตกคอกันได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา

ส่องงูเห่า เย้ย “ทักษิณ” ไผเป็นไผ 6 ส.ส.เพื่อไทย

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อธิบายความเป็น “3ป.” ทำนองเลือดสุพรรณว่า “ถ้าไป ก็ต้องไปด้วยกัน” และย้ำว่า “ถ้าอยู่ เราต้องอยู่กัน 3 

คน”

ปรากฏการณ์ “แผ่นดินไหว” ในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เรื่องราวของ “ป.ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ , “ป.ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “ป.ประยุทธ์” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกนำมาพูดถึงกันอีกครั้ง

การลงมติในศึกซักฟอกจบไปแล้ว แต่ดูเหมือนสงครามเพิ่งจะเริ่มต้นอีกครั้ง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ต้องการจัดการ “กบฏ” ให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ก็ต้องรอสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

‘ไม่คิดเป็นนายกฯ’

“3ป.” นั้น มีความแนบแน่นผูกพันกันมายาวนาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะ “พี่ใหญ่” ได้รับความเคารพนับถือจากน้องทั้งสองเป็นอย่างดี

ว่ากันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นไม่คิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนข่าวปล่อยก่อนหน้านี้ เพราะรู้ดีว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จึงให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ น้องเล็กอย่างสุดกำลัง โดยอาศัยคอนเนกชั่น ทั้งในวงข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และการเมือง ประคับประคองรัฐนาวา

จะว่าไปแล้ว พรรคพลังประชารัฐในวันนี้ ไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทย ยุคหลังเลือกตั้งปี 2548 มี “ร้อยก๊กพันซุ้ม” เป็นศูนย์รวมนักการเมืองระดับยอดเซียน ไม่ว่าจะเป็นเสนาะ เทียนทอง,เนวิน ชิดชอบ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, พินิจ จารุสมบัติ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ฯลฯ

“บิ๊กป้อม” เป็น ผบ.ทบ.ในยุคไทยรักไทยรุ่งเรือง รู้จักนักการเมืองมากหน้า และรู้ลึกเรื่องระบบการเมืองอุปถัมภ์ จึงใช้ประสบการณ์เหล่านี้ มาทำงานการเมืองในช่วงหลัง

การเผชิญหน้าระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ย่อมเป็นเรื่องที่ “บิ๊กป้อม” เข้าใจได้ และหาทางยุติความขัดแย้งโดยเร็ว ก่อนสถานการณ์จะคุมไม่อยู่

เนื่องจาก “ธรรมนัส” อดีตนายทหารรุ่นน้อง มีบุคลิกใจถึง พึ่งได้ จึงรวบรวมไพร่พลไว้พอสมควร ทั้งที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ และต่างพรรค โดยเฉพาะ “กลุ่มพรรคเล็ก”

การรับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน “2 ป.” ก็ได้ใจ “นักเลือกตั้ง” ในพรรค เพราะที่ผ่านมา “ป.ประยุทธ์” และ “ป.ป๊อก” ไม่ค่อยเห็นหัว ส.ส.มากนัก

‘น้องทั้งสอง’

“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ตกเป้าโจมตีจาก ส.ส.กลุ่มใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ กรณีที่พรรคไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย จากการที่บิ๊กป๊อกคุมมหาดไทย ต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

บุคลิกของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคนเงียบขรึม คนเข้าหายาก แต่การเล่นบท “น้ำนิ่งไหลลึก” ศัตรูอ่านใจได้ยาก จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ “บิ๊กป๊อก” อยู่รอดปลอดภัยในตำแหน่ง ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร โดยเลือกที่จะเล่นบทคนกลาง และจัดวางกำลังคนในกองทัพอย่างแยบยล ประคองสถานการณ์การเผชิญหน้า ระหว่างกองทัพกับคนเสื้อแดง

จังหวะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มเหลว การชุมนุมใหญ่ของ กปปส. กลายเป็นเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกรอบ ในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.)

15 ปีแล้ว ที่กลุ่ม “3ป.” โลดแล่นอยู่ในวงการเมืองไทย และจากนี้ไป พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้นานแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร ผู้คุมพรรคพลังประชารัฐ

ทำนองเดียวกัน ชะตาชีวิตการเมืองของ “ร้อยเอกธรรมนัส” ก็ขึ้นอยู่กับบิ๊กป้อมเช่นกัน หากวันใดพี่ใหญ่ตัดสินใจปรับโครงสร้างพรรค “ผู้กองคนดัง” คงหลุดทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรค

ทุกวันนี้ พล.อ.ประวิตร ใช้สำนักงานมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก หรือนักข่าวเรียกว่า “บ้านป่ารอยต่อ” ภายในค่ายทหาร ร.1 รอ.ทม. เป็นกองบัญชาการสู้รบในสมรภูมิสุดท้าย

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้ จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482071

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้ จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา

05 ก.ย. 2564

ปัญหาจากคะแนนเสียงทำให้ “ประยุทธ์” พล.อ.ประวิตรและ ร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจอย่างมาก ที่มาถูกตลบหลัง ด้วยเหตุนี้การปรับครม.ที่จะมีขึ้น คาดว่าจะปรับใหญ่ ด้วยการล้างไพ่ใหม่ ยกเลิกโควต้าเดิมที่มีอยู่

นับว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกครั้งหนึ่งของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เต็มไปด้วยสีสัน สาระและความระทึกใจของเกมการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความจริงคอการเมืองคงทราบกันดีว่า การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนี้มันเป็น”เกม” ที่มีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน เนื่องจากฝ่ายค้าน เขี่ยชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯในฐานะเลขาธิการพรรคออก

การไปอภิปรายหัวหน้าและเลขาธิการพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลย่อมส่งสัญญาณว่าน่าจะมี “ดีล” อะไรบางอย่าง

จนกระทั่งข่าวลึกได้หลุดออกมาหลังอภิปรายไป2วันว่า ดีลสำคัญที่ว่าคือ พลังประชารัฐ จับมือกับ เพื่อไทย เพื่อล้มพล.อ.ประยุทธ์ แล้วชู พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ลำพังเสียงเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านมีแค่212 ต้องใช้ 242 จึงจะล้ม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เสียงพรรคเล็ก และเสียงของพลังประชารัฐ จำนวนหนึ่ง เพื่อให้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง

ข่าวการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อแลกโหวตจึงหนาหูขึ้น มีการปั่นราคาเกทับกันไปมา ด้วยราคาล้มประยุทธ์ 5 ล้าน แต่ถูกฝ่ายหนุนเกทับมา 10 ล้าน จนกระทั่งวันสุดท้าย ฝ่ายล้มเงินไม่มา ราคาของฝ่ายหนุนจึงมาอยู่ที่หัวละ5 ล้าน

ว่ากันว่าครั้งนี้ต้องใช้เงินเพื่อซื้อ ส.ส.150 คนก็ประมาณ พันกว่าล้านบาท คะแนนจึงออกมาอย่างที่เห็น

อย่างไรก็ตาม แม้นพล.อ.ประยุทธ์ จะชนะเสียงโหวต แต่อย่าลืมว่าพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจมากกว่าคนอื่น ขณะที่คะแนนไว้วางใจกลับได้ลำดับที่5 จากรัฐมนตรี6 คน สะท้อนว่าพล.อ.ประยุทธ์ ชนะคะแนนแต่แพ้เกมในสภา

แพ้เกมอย่างไร อย่าลืมว่า ในการหารือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส ที่บ้านป่ารอยต่อฯ ในวันที่ 3 กันยายน มีการต่อรองและรับปากในการปรับคณะรัฐมนตรีหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เป้าหมายที่ พล.อ.ประวิตร ต้องการคือกลับมาคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเป้าหมายของ ร.อ.ธรรมนัสคือ กระทรวงมหาดไทย โดยได้แจ้งให้พล.อ.ประยุทธ์ ทราบว่าเพื่อเตรียมรองรับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องโอเคเพื่อแลกกับการอยู่ต่อ

แหล่งข่าวระดับสูงวิเคราะห์ว่า ผลคะแนนจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่กันลำบาก โดยเฉพาะคะแนนของประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย มากกว่าของพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆที่พลังประชารัฐ เต็มใจเทคะแนนให้พรรคร่วม แต่ปรากฎว่า พรรคร่วมแอบไปซื้อส.ส.พรรคเล็ก ให้โหวตหนุนตัวเอง แต่ไม่ให้โหวตหนุนพล.อ.ประยุทธ์

ก่อนหน้านี้ตามแผนของการล้มพล.อ.ประยุทธ์ คือการรวบรวมพรรคเล็ก พอรวมได้เกือบ30 เสียง แต่ร.อ.ธรรมนัส ไม่เดินต่อ ทำให้คนที่รวบรวมพรรคเล็ก นำเสียงไปเร่ขายให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยแทน

การไปเพิ่มคะแนนให้รัฐมนตรีพรรคร่วม ขณะที่คะแนนของพล.อ.ประยุทธ์ ลดลงมันเป็นการฉีกหน้าทั้งนายกฯและพรรคพลังประชารัฐ อย่างจัง

ปัญหาจากคะแนนเสียงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจอย่างมากที่มาถูกตลบหลัง ด้วยเหตุนี้การปรับครม.ที่จะมีขึ้น คาดว่าจะปรับใหญ่ ด้วยการล้างไพ่ใหม่ ยกเลิกโควต้าเดิมที่มีอยู่

เป็นการปรับครม.ครั้งสุดท้ายเพื่อแตกหัก เป็นการแตกหักทั้งในพรรคพลังประชารัฐเอง และแตกหักในพรรคร่วมรัฐบาล โดยภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ จะถูกยึดกระทรวงเกรดเอกลับมา

แหล่งข่าวมองว่า หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นภาพทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น หากปรับครม.แบบแตกหักเช่นนี้ จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่กันลำบาก แต่ฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ มองข้ามช็อตไปว่า ยังมีไพ่ยุบสภาอยู่ในมือ

รอจนกว่าการเปิดสภาสมัยสามัญเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะยุบสภาทันที

มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482050

มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

05 ก.ย. 2564

ผลลงมติไม่ไว้วางใจเปิดทางให้ “ลุงตู่ได้ไปต่อ” มวลชนภายนอกแปรสภาพเป็นกลุ่มป่วนเมืองไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตยทำให้ขาดแนวร่วม ขณะที่ประเทศคลายล็อค จึงเป็นก้าวต่อไปของ “ลุงตู่” ในการสร้างความฝันใหม่กับโครงการ “NEWHOPEฯ” ที่ต้องจับตามอง เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

ศึกในศึกนอกได้รับการปลดล็อกไปตามลำดับ ก้าวต่อไปของ“ลุงตู่” น่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะ โครงการ “NEWHOPEฯ”

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

มติญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 กันยายน สะท้อนออกมาแล้ว ใครพอใจ-ไม่พอใจ ใครอยากเชียร์ “ลุงตู่อยู่ต่อ” หรือยังอยาก “ไล่ลุงตู่” ต่อไป ก็ไปไล่เบี้ยกัน  เพราะงานนี้ไม่ว่า งูเห่า งูจงอาจ งูเขียว งูดิน โผล่กันทั่วถ้วน

เกมการป่วน “3 ป” จากคนวงในระดับพ่อบ้านพรรคพลังประชารัฐที่ชื่อ “รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ก็จบแบบดื้อๆ  กลุ่มประท้วงรายวันที่ก่อการไล่รัฐบาลก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามที่ลุยไล่ทางโลกออนไลน์ก็ต้องปั่นกระแสกันต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงปฏิบัติหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารต่อไปหลังคะแนนเสียงจากฝ่ายนิติบัญญัติในศึกซักฟอกบังเกิดแล้ว และสังคมบางส่วนคงเห็นลีลาใหม่ของ “ลุงตู่” ที่ปรับตัวแบบสุขุมคัมภีรภาพ ไม่โฉ่งฉ่าง อิงข้อมูลในการชี้แจงและตอบคำถาม รับฟังทุกฝ่าย รวมทั้งท่วงท่าความเป็นนักการเมืองไปอีกขั้นที่ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามแบบเจ็บด้วยบางถ้อยคำ

ตรงนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงรุกของ “ลุงตู่” ที่หลายคนมองข้ามไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่วนรมต.ขั้วพปชร.สองชีวิตคือ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”  รมว.ดีอีเอสและ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงานที่จองบ๊วยในแต้มไว้วางใจคราวนี้น่าจะรั้งเก้าอี้เดิมไว้ได้  โดยเฉพาะ “รมต.โอ๋ สิงห์บุรี” ที่ตอบคำถามฝ่ายค้านในกรณีการปราบเฟคนิวส์หมิ่นสถาบันที่กำลังป่วนเมืองคราวนี้ได้เข้าเป้า

แม้เกมตอนนี้ยังไม่ปิดฉาก แต่แปลความได้แล้วว่า แรงต่อรองในพปชร.และในรัฐสภานั้น “3 ป” ยังกุมสภาพไว้ได้และ

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

แน่นอนว่าการเช็คบิล”ผู้ก่อการใหญ่”ที่อ้างเจตนาดีต่อพรรคและรัฐบาลในการโค่น “3 ป” คราวนี้ย่อมโดนแน่ เพียงแค่รอวันเวลาที่จะลงดาบเท่านั้น เพราะการริบอำนาจในรัฐนาวา การบริหารพรรคและการแจกกล้วยนั้น “ผู้ก่อการใหญ่” ทำใจรอไว้เลยว่า “เรามาไกลเท่านี้ก็ดีเหลือเกิน… อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด… และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”


พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของ “3 ป” ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน โดยสถานีต่อไป คือ การเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.,นายกเมืองพัทยาและนายกอบต.ทั่วประเทศ

นัยยะนี้คือการจัดขั้วกำลังขั้นต้นลงสู่ชุมชนเพื่อเป็นฐานการเมืองในวันต่อไป และวัดกระแสนิยมไปด้วยหลังทำงานมาแล้วกว่าสองปีเพื่อวางแผนเลือกตั้งคราวหน้าไปพร้อมๆกัน

เมื่อครม.พลเอกประยุทธ์ ได้รับไฟเขียวจากสภาผู้แทนฯ ดังนั้นภารกิจหลักยามนี้คือแก้วิกฤตโควิด-19ให้บรรเทาเพราะหลากปัญหาสุมรวมกันอยู่ และหัวหน้ารัฐบาลยังต้องวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูประเทศไปในคราวเดียว

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้กับบริบทโลกที่แปรเปลี่ยนเมื่อไวรัสมรณะเข้ามาคร่าชีวิตพลเมืองโลกและทำลายระบบต่างๆของโลกในรอบหนึ่งปีเศษนั้น พบว่า หลายประเทศปรับแผนรายวันกันทั่วหน้า

ต้องยอมรับว่าบางจุดอ่อนของการรับมือไวรัสมรณะตัวนี้ของพลเอกประยุทธ์นั้นมีอยู่ แต่เมื่อพบต้องแก้ไขและวางแนวทางเอาไว้ให้ดี

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์เบาใจว่า อย่างน้อยองค์กรระดับโลกสองแห่งคือธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังให้คะแนนการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของไทยในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้ดี โดยพล.อ.ประยุทธ์นำบทวิเคราะห์ของสององค์กรนี้ไปตอบคำถามจากฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯครั้งล่าสุด

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

“ด้านเสถียรภาพทางการคลัง ธนาคารโลกประเมินว่าแม้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้น แต่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยการกู้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง”


“ยิ่งไปกว่านั้น หนี้สาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เป็นเงินตราภายในประเทศ และสภาพคล่องภายในประเทศมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะให้รัฐบาลกู้ และหนี้ที่ก่อขึ้นใหม่ก็มีอายุการไถ่ถอนที่ค่อนข้างนาน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศไทย”

นอกจากนี้ รายงาน Fiscal Monitor ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  ที่มีการเก็บสถิติตัวเลขทางการคลัง แบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ต่ำ (Low Income Economy) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

แผนที่โลกสีต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงขนาดของมาตรการด้านการคลังของประเทศต่าง ๆ ที่ออกมารับมือกับผลกระทบของโควิด-19 เทียบกับ GDP โดยสีเขียวแก่ มีการใช้มาตรการการคลังในการช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 10% ของ GDP / สีเขียว 7.5%-10% ของ GDP / สีเขียวอ่อน 5%-7.5% ของ GDP / สีเหลือง 2.5%-5% ของ GDP และสีแดง ต่ำกว่า 2.5% ของ GDP


หากเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) จะพบว่าไทยใช้นโยบายการคลังในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ขนาดใหญ่ประมาณ 11.4% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศชิลี และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ใช้นโยบายการคลัง 5.2% ของ GDP และอินโดนีเซีย 4.5% ของ GDP และพบว่าประเทศไทยใช้มาตรการทางการคลังเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับเดียวกันกับกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) เช่น อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น

ประเทศที่ใช้นโยบายการคลังใกล้เคียงกับไทย เช่น เยอรมนี 13.6%, อิตาลี 10.9%, เนเธอแลนด์ 10.3%, ฝรั่งเศส 9.6% ของ GDP เป็นต้น”

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

แหล่งข่าวระดับสูงในทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อจบเกมในรัฐสภาแล้ว  อะไรดี-ไม่ดีต้องจัดการ     เวลาที่เหลือของรัฐบาลนายกฯคงทำงานต่อและมีแผนนำประเทศฝ่าปัญหาที่มาจาก โควิด-19 โดยรับฟังทุกภาคส่วน เตรียมคนที่พร้อมมาช่วยงานเพราะนายกฯมองภาพรวมของโลกในวันข้างหน้าออกแล้วและจะวางไทยไว้ตรงจุดใดของโลก

โครงการต่างๆที่วางไว้เพื่อสร้างและยกระดับประเทศต้องไปพร้อมๆกัน   และยิ่งรายงานสองฉบับจากเวิล์ดแบงก์และไอเอ็มเอฟมาการันตีการทำงานของรัฐบาลนั้น นายกฯพอใจที่องค์กรระดับโลกเชื่อมั่นแนวทางที่ทำไว้

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

นายกฯจึงมีความฝันใหม่ประเทศไทย (NEW HOPE FOR THAILAND )ที่ต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่างหลังโควิด-19บรรเทา จะบอกว่าจัดการปัญหาได้จบแม้มีวัคซีนนั้น คงยืนยันยาก  เพราะทุกวันนี้หลายชาติที่พร้อมกว่าเรายังต้องปรับแผนรายวันเลย  เราก็ติดตามและปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ แต่เชื่อว่านายกฯจะประคองและบรรเทาสถานการณ์ให้ทุกอย่างคลี่คลายโดยร่วมมือกับทุกฝ่ายแบบนี้จะดีกว่า โดยเฉพาะ “โครงการ NEW HOPEฯ” นายกฯกำลังเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็วและจะบอกสังคมให้ทราบและร่วมมือกันในเร็วนี้”


ติดตามดูว่าโปรเจกต์ “NEW HOPEฯ” ของลุงตู่จะมีหน้าตาอย่างไร…

ส่องงูเห่า เย้ย “ทักษิณ” ไผเป็นไผ 6 ส.ส.เพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482003

ส่องงูเห่า เย้ย “ทักษิณ” ไผเป็นไผ 6 ส.ส.เพื่อไทย

04 ก.ย. 2564

ฝนชุกงูชุม ชูคอเย้ย “ทักษิณ” เก็บตกศึกซักฟอก ตามไปดู 6 ส.ส.เพื่อไทย โหวตเอื้ออาทรฝั่งรัฐบาลคอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

‘ทักษิณ’ คงปวดหัว เมื่อเห็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย 6 คน ไม่โหวตตามมติพรรค ซึ่งมีทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่า พวกเขาดูจะท้าทายกฎเหล็กของพรรค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พี่น้อง 3 ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์-ประยุทธ์

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

หักเหลี่ยมเฉือนคม “พลังประชารัฐ” วัดขุมกำลังธรรมนัส-สันติบวกสุชาติ

ก่อนหน้านี้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้ออกมาตรการเข้ม “ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง” นัยว่า ขานรับกับความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ” ที่ต้องการล้มประยุทธ์ในสภาให้ได้

กรณี “งูเห่า” กับพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว แต่กรรมการบริหารก็ได้แต่ส่งเสียงขู่ ไม่มีการลงดาบ ส.ส.ที่แหกกฎเหล่านั้น

หากเป็นสมัยพรรคไทยรักไทย ‘ทักษิณ’ คงลงดาบไปแล้ว แต่พรรคเพื่อไทย ยุคหัวหน้าพรรค บารมีไม่สูง ลูกพรรคก็ไม่ค่อยฟัง

จากรายงานบันทึกการลงคะแนน ในส่วนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย พบ 6 ส.ส.มติสวนทางเสียงส่วนใหญ่ ประกอบด้วย 1.ศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ 2.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ 3.ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ 4.ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี 5.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี 6.วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก

เบื้องต้น แกนนำพรรคเพื่อไทย คงเรียก ส.ส.ทั้ง 6 คน มาชี้แจง เพราะ ส.ส.ส่วนใหญ่ มีพฤติการณ์ “ไม่ลงคะแนน” ซึ่งจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎเหล็กหรือไม่ ก็ต้องพิจารณากันเป็นรายๆ

‘งูเห่าจริงหรือ’

ลองมาไล่เรียงการโหวตของ ส.ส.เพื่อไทย 6 คน ต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 5 คน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มี 3 ส.ส.ไม่ลงคะแนนใดๆ ได้แก่ จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี และวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก

อนุทิน ชาญวีรกูล มี 5 ส.ส.ไม่ลงคะแนน ได้แก่ จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี, วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ,ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ และ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ส่วน ศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ งดออกเสียง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ มี 5 ส.ส. ไม่ลงคะแนนใดๆ ได้แก่จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี ,วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก, ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี ศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ งดออกเสียง

สำหรับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน, สุชาติ ชมกลิ่น และชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มี 3 ส.ส.ไม่ลงคะแนนใดๆ ได้แก่จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี และวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก เหมือนกันหมด ส่วนเจ้าประจำ ศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ งดออกเสียง

‘ไผเป็นไผ’

ในจำนวน 6 ส.ส.พรรคเพื่อไทยดังกล่าวข้างต้น แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้ กลุ่มแรกคือ จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และ ธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ ทั้งคู่เป็นญาติของ “กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย

กลุ่ม 2 ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี เขต 4 และพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 โดย “ชัยยันต์” เป็น ส.ส.สมัยแรก มีความสนิทสนมกับ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ

นัยว่า พรรคเพื่อไทย ได้เตรียมวางตัว เกียรติศักดิ์ ส่องแสง อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนลงสนามเขต 4 แทนชัยยันต์

ส่วน “ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร เป็นเจ้าเก่าที่แหกมติพรรค คงวางแผนอนาคตทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ติดโลโก้พรรคเพื่อไทย ในยามที่ลงพื้นที่

กลุ่ม 3 “เสี่ยอ๋า” วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2554 สังกัดพรรคภูมิใจไทย และเมื่อไม่นานมานี้ “เสี่ยอ๋า” ได้ให้การต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ที่ลงพื้นที่นครนายก

กลุ่ม 4 ศรัณวุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่แสดงตัวชัดเจน “งดออกเสียง” นั้น มีปัญหาเรื่องเขตเลือกตั้ง เพราะ “ขาใหญ่” พรรคคนแดนไกลเมืองพระยาพิชัยดาบหัก มีอยู่ล้นสนาม ทั้งกฤษณา สีหลักษณ์, ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย และกนก ลิ้มตระกูล

มีข่าวว่า “ศรัณวุฒิ” กำลังถูกกดดันให้เสียสละ เพราะเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ทนุศักดิ์ อดีต ส.ส.หลายสมัย ได้เสียสละมาแล้ว

จากนี้ไปก็เป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย จะลงดาบยังไง และอาจต้องรอสัญญาณจาก ‘ทักษิณ’

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านฉลุย พรรคร่วมมีรวน พรรคเล็กมีป่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481950

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านฉลุย พรรคร่วมมีรวน พรรคเล็กมีป่วน

04 ก.ย. 2564

เฉลิมชัย” ม้ามืด ไว้วางใจสูงสุด นายกฯประยุทธ์ได้คะแนนรองบ๊วย พรรคร่วมกอดคอ พาลุงตู่่ไปต่อ เคลียร์ใจ ป่ารอยต่อ ไม่จบแค่อภิปราย

มติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความไว้วางใจสูงสุด 270คะแนน ตามมาด้วย อนุทิน  ศักดิ์สยาม จากภูมิใจไทยได้ไป 269 คะแนน  ที่ผิดคาดคือชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ จากพลังประชารัฐได้ 267 คะแนน แซงหน้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไป3 คะแนน ปิดท้าย ด้วยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงแรงงานสุชาติ ชมกลิ่น ในอันดับบ๊วย 263 คะแนน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านฉลุย พรรคร่วมมีรวน พรรคเล็กมีป่วน

วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลระบุว่าเสียง ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่น้อยกว่าคนอื่น เกิดจากพรรคเล็กที่ให้บ้างไม่ให้บ้าง มาตราฐานเสียงรัฐบาล 264-265 ถือว่าอยู่ในมาตรฐานคะแนนต่างกันไม่เกินห้าคะแนนถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจ ดีกว่าครั้งที่ผ่านมา  ผลคะแนนเกิดจากตัวเบี่ยงเบนอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ลงคะแนนให้นายกรัฐมนตรี และยังมีงูเห่าพรรคก้าวไกลที่ให้การสนับสนุนรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย คะแนนไม่ไว้วางใจของนายกฯแม้มากสุดก็ไม่ใช่วาระสำคัญเพราะสส.พลังประชารัฐลงคะแนนให้ทั้งหมด แต่สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่หายไปสองเสียง พรรคเล็กสามคน การลงคะแนนครั้งนี้ เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่าง

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผ่านฉลุย พรรคร่วมมีรวน พรรคเล็กมีป่วน

สัญญาณบางอย่างของประธานวิปรัฐบาลคืออะไร เป็นคำตอบที่มีนัยยะ เพราะหากจำกันได้ ก่อนหน้านี้  อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มร่วมเคลื่อนไหว กับร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ในเกมเขย่าพลเอกประยุทธ์ 
คะแนนไม่ไว้วางใจมากที่สุด ของนายกฯ เป็นประจักษ์ พยานที่สำคัญว่า การเดินทาง กลุ่มพี่น้อง 3 ป. เริ่มไม่ราบรื่นอีกครั้ง  และมีเค้าลางการนับถอยหลัง แม้มีการเคลียร์ใจที่ป่ารอยต่อ แต่เครือข่ายของผู้กองธรรมนัส ทั้งในและนอกพลังประชารัฐ ตอบได้ชัดถึงมนต์ขลังของพี่ใหญ่ จากคะแนนไว้วางใจได้ระดับรองสุดท้ายของพลเอกประยุทธ์ 

ม้าดีย่อมต้องพยศ… คนเก่งย่อมต้องเป็นตัวของตัวเอง จะใช้ม้าพยศต้องทำให้ม้าเชื่อฟัง… จะใช้คนเก่งต้องทำให้เขาเคารพ หากร้อยเอกธรรมนัส เปรียบเสมือนม้าพยศ ทั้งพี่ใหญ่และนายกฯ ต้องเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร  จ๊อกกี้เก่งๆจะรู้ว่าม้าพยศ เป็นม้าที่ดี ถ้ารู้จักใช้ แต่ถ้าใช้ไม่เป็น ต่อให้คนขี่เก่งกาจแค่ไหน ม้าพยศ นอกจากไม่ฟังคำสั่ง ยังรู้จักรอจังหวะ จับตาเรื่องที่สัญญาไว้ จะไม่จบลงไปพร้อมการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้

พี่น้อง 3ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์ – ประยุทธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481858

พี่น้อง 3ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์ – ประยุทธ์

03 ก.ย. 2564

ยิ่งกว่าพี่น้องท้องเดียวกัน “ประวิตร” ปั้น “อนุพงษ์” – “ประยุทธ์” มากับมือ เล่าตำนานบ้าน 3 ทหารเสือ พิสูจน์เลือดข้นกว่าน้ำ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ฉากจบของศึกภายในพลังประชารัฐ น่าจะเป็นที่บ้านป่ารอยต่อ ภายใน ร.1 รอ.ทม. เมื่อพี่น้อง 3 ป. คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กอดคอแสดงความรักผูกพันอันยาวนานให้ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางกลุ่มได้เห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช้าวันที่ 3 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภา พบหน้านักข่าวก็ให้สัมภาษณ์ตามปกติ ตอนหนึ่งเจอคำถามว่า มีปัญหากับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่?

พล.อ.ประยุทธ์ ได้โอกาสร่ายยาวถึงความสัมพันธ์ของ “ป้อม” พล.อ.ประวิตร , “ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ใครก็ทำลายไม่ได้ แม้มีคนเสี้ยมให้แตกกัน…ผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนท่ามกลางสนามรบ ผมก็เคยอยู่ร่วมกันร่วมกัน”

พี่น้อง 3ป.” เติบโตมาใน “บ้านทหารเสือ” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี

++

บ้าน 3ป.

++

ปี 2519 ร.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ยศขณะนั้น) เป็นนายทหารยุทธการ ประจำกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน 2 รอ.) มีบ้านพักนายทหารอยู่ภายในซอย 7 ของ ร.21 พัน 2 รอ. (ปัจจุบัน ไม่มีคนพักอาศัย ทางกองพันเตรียมสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์)

ขณะนั้น มีนายทหารรุ่นน้องอีก 2 คน ร.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ร.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

ครั้งหนึ่ง “พล.อ.ประวิตร” ได้เล่าให้นักข่าวสายทหารฟัง เมื่อได้เห็นภาพบ้านหลังเดิม ที่มีสภาพเปลี่ยนไป “จริงๆแล้วบ้านหลังนี้ เคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 4 คน” นอกจากพี่น้อง 3ป.แล้ว ก็มี พล.อ.พงษ์เทพ กนิษฐานนท์ อีกคนหนึ่ง

ไอ้ตู่ เป็นน้องเล็กไง เลยต้องตื่นก่อน” พล.อ.ประวิตร เล่าอย่างอารมณ์ดี เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นน้องคนเล็ก ต้องเสียสละโดยการตื่นก่อนพี่ๆ และอาบน้ำทำธุระก่อน เพื่อให้พี่ๆ ได้งีบต่ออีกสักนิด

สภาพบ้านพักนายทหารสมัยก่อน มีจำนวนไม่มาก ดังนั้น พี่ๆน้องๆ จึงต้องพักอยู่ร่วมกัน ไม่มีการกั้นห้อง แต่แยกเตียงนอนคนละมุม

“ท่าน (พล.อ.ประวิตร) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาผม ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามารับราชการ อยู่บ้านเดียวกันกินนอนด้วยกัน สั่งสอนและฝึกอบรมกันจนกระทั่งโตขึ้นมา ยังคบและเคารพกันอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนักข่าวที่สภาฯ ในวันที่ 3 ก.ย.2564

ที่ผมเป็นวันนี้ได้ เพราะพี่ทั้งสองคนได้สั่งสอนผมมาและผมจำได้ว่า ไม่เคยที่พี่ทั้งสองจะมาสอนให้ผมทุจริต โกง ซึ่งไม่มี..

++

มีวันนี้เพราะพี่ให้

++

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34 (1 ต.ค.2547 ถึง 30 ก.ย.2548)

พล.อ.ประวิตร ได้ช่วยผลักดันน้องรัก พล.อ.อนุพงษ์ ขยับจากผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.ร.1 รอ.) ก่อนขึ้นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

ก่อนพ้นจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร ได้ดึงตัวให้น้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ ออกจาก พล.ร.2 รอ. มาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1

พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นกำลังสำคัญของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ในการทำรัฐประหาร 2549

ในฐานะเป็นประธานเตรียมทหารรุ่นที่ 6 พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผลักดัน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.

ปลายปี 2551 พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดย “บิ๊กป้อม” ได้วางตัวน้องเล็ก พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก “บิ๊กป๊อก”

ด้วยความเป็น “ทหารการเมือง” ที่มีคอนเนกชั่นกับแกนนำหลายพรรค “บิ๊กป้อม” จึงประคอง “บิ๊กตู่” ให้เป็น ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยไม่ให้ฝ่ายทักษิณหวาดระแวง

แม้ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประวิตร จะถูกมองว่าเป็น “ทหารการเมือง” แต่ความแนบแน่นของ “พี่ป้อม” กับ “น้องป๊อก” และ “น้องตู่” นั้น ลึกล้ำเกินกว่าคำว่าพี่น้องธรรมดาสามัญ

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481819

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

03 ก.ย. 2564

ศึกพลังประชารัฐ “ทักษิณ” ฝันล่ม แผนล้มประยุทธ์ไม่เป็นจริง แผนกลับบ้านสะดุด แก้รัฐธรรมนูญบัตร 2 ใบส่อคว่ำวาระ 3 คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ จบลงตามขนบละครการเมืองไทย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” เมื่อผลประโยชน์ลงตัวก็ไม่รบราฆ่าฟันกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกองแช่ง “ไล่ประยุทธ์” อาจรู้สึกผิดหวัง ที่ไม่เห็นภาพ “ประยุทธ์แพ้โหวตกลางสภา” ซึ่งผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Thanapol Eawsakul จึงโพสต์เหน็บพวกไล่ประยุทธ์ว่า “นึกแล้วก็ขำดีนะครับตอนนี้ความหวังที่จะล้มประยุทธ์ จันทร์โอชา (สำหรับคนที่คิดว่าเอาประยุทธ์ออกไปอย่างเดียว)อยู่ที่ธรรมนัส พรหมเผ่า”

อีกรายหนึ่ง ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Somsak Jeamteerasakul โพสต์เรื่องความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ยังไม่ทราบผลการเจรจา โดยตั้งข้อสังเกตว่า “..แต่ในที่นี้อยากทบทวนว่า เหตุที่ทักษิณ-เพื่อไทย ไม่โจมตีธรรมนัส (ทักษิณยังพูดถึงค่อนข้างดี) มาจากเหตุนี้เอง จะเรียกว่า “ดีล” หรือไม่ ไม่สำคัญเท่าไร (ที่ผมเคยบอกไปว่าอาจเรียกเป็น “ดีล” อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะตกลงไว้ก่อนหรือไม่อย่างไร) 

ทักษิณเรียกเองว่า เป็นการคิดทาง “ยุทธศาสตร์” (ซึ่งผมว่าเป็นการใช้ภาษาที่ผิด) สำหรับการเมืองไทยและสำหรับทักษิณ อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2549 เราได้เห็นเป็นประจำ ภาษาชาวบ้านเรียกเป็น “ดีล” บ้าง อย่างอื่นบ้าง หรือเรียกรวมๆว่า น้ำเน่า”

เหตุที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ใช้คำว่า “น้ำเน่า” เพราะนับแต่ถูกยึดอำนาจ ต้องไปใช้ชีวิตในต่างแดน ทักษิณผิดพลาด เพราะ “ดีลล่ม” มาหลายหนแล้ว

กรณีแผนล้มประยุทธ์ในสภาฯ นักการเมืองฝั่งตรงข้ามขั้วทักษิณ ฟันธงไปเลยว่า นี่คือเกมของคนแดนไกล ซึ่งไม่มีใครขุดหลักฐานใดออกมาโชว์ เพียงโยงตัวละครบางคน แล้วเชื่อมต่อไปถึงดูไบทันที

++

อยากกลับบ้าน

++

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ช่วงเดือน ก.ค.2564 “โทนี่” หรือทักษิณ ชินวัตร จะพูดเรื่อง “กลับเมืองไทย” ถี่มาก จนผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทักษิณมีความมั่นใจขนาดไหน จึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า จะได้กลับเมืองไทยแน่

ก่อนวันเกิดครบรอบ 72 ปี(24 ก.ค.2564) ทักษิณพูดคุยกับนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่เพจ The room 44 ก็มีคำถามว่า จะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ เขาก็ตอบทันที

“อะไรจะเกิดก็เกิด ผมเสี่ยงตายกับชีวิตมาเยอะแล้ว เสี่ยงคุกมันเรื่องเล็ก เมื่อสปิริตออฟไทม์มันให้ ผมจะบินกลับไปทันที ไม่ต้องเตรียมพิธีรีตอง ง่ายๆเลยขึ้นเครื่องบินก็ลงจบ อะไรจะเกิดก็ไม่เป็นไร เกิดได้หมด จะเอาผมเข้าคุกก็เอา จะเอาอย่างไรบอก ไม่มีปัญหาสักเรื่อง”

นับแต่เกิดรัฐประหาร 2549 “ทักษิณ” ได้กลับมากราบแผ่นดิน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2551 หลังไปลี้ภัยอยู่ที่อังกฤษนานถึง 1 ปี 5 เดือน หลังจากนั้นไม่นาน ทักษิณก็ต้องหนีออกจากเมืองไทยอีกครั้ง

สิบกว่าปีมานี้ มีข่าว “ทักษิณจะกลับบ้าน” นับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงข่าวลือเรื่อง “อภิมหาดีล” ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน นักวิชาการอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จึงเรียกว่า เรื่องน้ำเน่า

++

บัตร 2 ใบ

++

ช่วงที่ “ทักษิณ” พูดเรื่องจะกลับบ้านแบบเท่ๆ มาทางประตูหน้า สนามบินสุวรรณภูมิ ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคพลังประชารัฐ แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบเลือกตั้ง โดยจะกลับไปใช้ระบบบัตร 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2540

ในคลับเฮาส์ “โทนี่” ก็พูดเรื่องระบบเลือกตั้งว่า “อย่างตอนผมเป็นนายกฯ ก็เป็นผลผลิตของรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนร่าง ก็ได้เป็นรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ 2540 ชนะก็ชนะเยอะ ผมก็เลยมีอำนาจในการทำงานได้เต็มที่ ตัดสินใจได้เต็มที่ ไม่มี ส.ส. กวนใจ”

ทักษิณจึงเห็นด้วยเต็มที่ ในการนำระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบกลับมาใช้ เพราะมั่นใจว่า เลือกตั้งเที่ยวหน้า พรรคเพื่อไทยชนะแบบแลนด์สไลด์แน่นอน

ขณะที่นักวิเคราะห์การเมือง ต่างกังขากรณีพรรคพลังประชารัฐ ร่วมหัวจมท้ายกับพรรคเพื่อไทย แก้ระบบเลือกตั้งจาก “บัตรใบเดียว” เป็น “บัตร 2 ใบ” ส.ส.แบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งเกมแบบนี้ไม่มีใครสู้ “ทักษิณ” ได้แน่นอน

เหตุใด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค จึงเออออห่อหมกกับพรรคเพื่อไทย

“ธรรมนัส” อาจมองข้ามช็อตว่า เลือกตั้งสมัยหน้า พลังประชารัฐอาจมีสภาพเป็นพรรคขนาดกลาง ที่พร้อมเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วไหนก็ได้ เนื่องจากฉากทัศน์การเมืองไทยในอนาคต จะไม่ใช่ยุคของ 3 ป.อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ผ่านวาระ 2 ไปแล้ว เหลือด่านสุดท้ายวาระ 3 แต่เกิดเหตุแผนล้มประยุทธ์กลางคัน ร่างแก้รัฐธรรมนูญอาจแท้งกลางก็เป็นไปได้

เกมพลิก หลังเปิดเจรจาเซฟเฮาส์เกียกกายก่อนโหวต “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481761

เกมพลิก หลังเปิดเจรจาเซฟเฮาส์เกียกกายก่อนโหวต”อภิปรายไม่ไว้วางใจ”

03 ก.ย. 2564

เปิดหน้ากระดานผ่านศึก”อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มีผู้เล่นทั้งจาก 3 ป. และ”ธรรมนัส พรหมเผ่า” ขนาบด้วยเกมนอกสภา ทำให้ต้องเปิดเซฟเฮาส์เจรจา เพื่อดับไฟแต่ต้นลม “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ” จึงบังเกิด ก่อนถึงวันที่ 4 ก.ย. เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

“การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์”  ถอดประโยคนี้มาจากบทเพลงเพื่อชีวิต คาราบาว ที่โด่งดังระดับตำนาน 

ช่างสอดคล้องกับพฤติกรรมกลุ่มก๊วนการเมืองทุกยุคทุกสมัย แต่ก่อนถึงเรื่องผลประโยชน์ ต้องมีการเจรจาต่อรองจัดสรรปันตำแหน่งให้ลงตัวด้วย 

ไม่ต่างกับความเคลื่อนไหวของขบวนการแซะเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยอาศัยช่วงชุลมุนทั้งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการส่งสัญญาณให้กลุ่มการเมืองระดมมวลชนเคลื่อนไหวนอกสภาแต่ขณะเดียวกันก็อย่ามองข้าม “เชียร์ลุงตู่อยู่ต่อ”จึงบังเกิดขึ้น 

โดยเฉพาะก่อนถึงวันที่ 4 ก.ย. ที่จะเป็นการลงมติไม่ไว้วางใจ จึงต้องเร่งเร้าสร้างแรงกดดันไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มาก เพื่อจะได้เห็นการตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง 

อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ หมากเกมการเมืองที่มีผู้เล่นในอำนาจทั้งจากกลุ่ม 3 ป.  และเหล่าเบี้ยการเมืองภายใต้ชื่อมาตามกระแสแรง “รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่บรรดาสื่อพุ่งเป้าว่าเป็นแกนหลักสำคัญหวังเห็นการเปลี่ยนแปลง

เกมพลิก หลังเปิดเจรจาเซฟเฮาส์เกียกกายก่อนโหวต"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

เมื่อออกตัวเคลื่อนไหว หมากเกมจึงย่อมมีการพลิกไปพลิกมาได้ตลอดเวลา ยิ่งสถานการณ์ร้อนแรงขึ้นทุกขณะต้องมีการเร่งดับไฟให้สงบก่อนที่จะลามไปถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ดั่งปรากฎการเคลื่อนไหวที่มูลนิธิป่ารอยต่อ ตามมาถึงห้องประชุมย่านเกียกกายตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา       

สายสืบเจาะข้อมูล ได้ว่า เหตุผลหนึ่งที่ชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า  เข้าไปเป็นหมากสำคัญในเกมนี้ เริ่มจากการสั่งสมความคับข้องใจ 3ป. หลายวาระ โดยเฉพาะการเเต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหลายกระทรวง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“เคยมีการส่งโผไปให้ 1ใน3ป. เเต่คำตอบจาก 2ป.กลับไม่ไฟเขียวให้กับโผนั้น สร้างความฉุนเฉียวยิ่ง เพราะอ้างว่าหากไม่จัดทัพข้าราชการเพื่อตอบโจทย์การเมืองเพราะพปชร.เเทบไม่มีผลงานจากนโยบายพรรคไปขายชาวบ้านเลย เเละยิ่งโดนตัดตอนการจัดทัพข้าราชการจากคนกันเองเช่นนี้เเล้วยิ่งเเย่ไปใหญ่” 

เกมพลิก หลังเปิดเจรจาเซฟเฮาส์เกียกกายก่อนโหวต"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

ถึงขนาดตัดพ้อกับส.ส.ในพรรคหลายวาระว่า 3ป.ไม่ขยับตามจังหวะการเมืองตามที่ส.ส.เสนอไป เเบบนี้ พลังประชารัฐไม่มีอะไรไปขายกับประชาชนหากต้องหย่อนบัตรคราวหน้า

ดังนั้นศึกซักฟอกคราวนี้เหมือนสบจังหวะการยื่นเปลี่ยนเเม่ทัพนายกองคือปรับครม.เน้นไปยังเก้าอี้ที่3ป.ยึดโควต้าไว้ เเละยังไปกล่อมสร.2ที่เป็นพี่ใหญ่ค่าย 3ป.เเละเบอร์1พปชร.ให้ขึ้นเเท่นว่าที่สร.1เพราะยามนี้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในสภาพบอบช้ำหนักมาก ในการบริหารบ้านเมือง  

มีการเสนอแนะด้วยการกางกติกาของรธน.คล่อมเลนว่าเเคนดิเดตนายกฯของเเต่ละพรรคหากเสียงในรัฐสภาไม่เห็นชอบก็เปิดช่องให้เลือกคนอื่นเเทนได้

เเปลไทยเป็นไทยตามแบบฉบับลูกผู้ชายที่อาจไม่ใช่เกมสุภาพบุรุษ เหมือนอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อดักทางไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ว่า ธรรมนัสต้องการเดินหมากสอง “ด้วยการดันหลังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่งเข้าประกวด รับไม้เเทนพล.อ.ประยุทธ์ หากเสียงไว้วางใจต่ำ” 

จังหวะนี้ขยับมาระยะหนึ่งทั้งในเเละนอกพรรค เเต่หลายมุ้งในพปชร.ไม่เอาด้วยกับเเนวคิดนี้ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลบนเรือเหล็กก็ไม่สอดรับกับการเดินเกมครั้งนี้


เเปลว่าคนในพปชร.เเตกกันเอง เเละเป็นครั้งเเรกๆในประวัติศาสตร์ที่เกิดรอยเเยกจากพรรคเเกนนำตั้งรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามีเเต่พรรคร่วมรัฐบาลขัดเเย้งกันเอง จนหัวหน้ารัฐบาลต้องยุบสภา

รมช.คนนั้น ยังมั่นใจในเเนวคิดเเละหวังว่าการทำหน้าที่เเจก กล้วยในช่วงที่ผ่านมาเเละสายสัมพันธ์กับพรรคเเกนนำฝ่ายค้านยังเหนียวอยู่จะทำให้การขยับจังหวะคราวนี้สัมฤทธิผล


เเต่…ห้วงหนึ่งของการประสานงานไปยังพรรคร่วมเรือเหล็ก สายสืบเจาะมาได้ว่า หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ดันไปดีลกับส.ส.หญิงปากกล้าคนหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลให้ไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์  เเต่ส.ส.คนนี้ไปสอบถามหัวหน้าพรรคตัวเองว่าได้ดีลนี้มาจากคนเเจกกล้วย มันเรื่องจริงไหมหัวหน้า? 


เเว่วว่า หัวหน้าพรรคร่วมเรือเหล็กคนนี้ประสานไปยังหัวหน้าพรรคพปชร.กับดีลลับนี้ว่า จริงไหมครับ?

ความเลยเเตกว่าคนเเจกกล้วยเดินสายล็อบบี้ส.ส.ร่วมเรือเหล็กให้การไม่เอาด้วยกับพล.อ. ประยุทธ์ เเละบวกกับการเดินเกมล็อบบี้เสียงในพปชร.ที่ส.ส.หลายมุ้งในพรรคเเจ้งไปยังหัวหน้ามุ้งว่าดีลนี้โดนเปิดมาจาก”คนคิดการใหญ่” จะเอาอย่างไร?  เเละเเกนนำเเต่ละมุ้งก็เเจ้งผลไปยังพล.อ.ประวิตรในห้วงที่ผ่านมา


จึงเป็นที่มาที่ไปของอาการน็อตหลุดของ 3ป.ว่าต้องเช็กบิลริบทุกเก้าอี้ปลดจากการทำหน้าที่ทันที

บวกกับการที่พล.อ.ประยุทธ์เปิดห้องหารือกับเเกนนำหลายมุ้งของพปชร.ที่รัฐสภา น่าจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์เบาใจว่าเกมนี้น่าจะสอบผ่าน เเละให้คำมั่นในหลายเรื่องกับเเกนนำหลากมุ้งไปด้วย


เเว่วว่า..หนึ่งในคำมั่นที่เอ่ยไปนั้นคือหลังริบโควต้าคืนจาก”ก๊วนการใหญ่”ได้ (น่าจะสามตำเเหน่งรมต.คือ รมช.เกษตรฯ,รมช.เเรงงาน,รมช.คมนาคมเเละเก้าอี้ผู้บริหารพปชร.)จะปันส่วนให้หลากมุ้งในพปชร.ให้มีบทบาทเพิ่มขึ้น

เกมพลิก หลังเปิดเจรจาเซฟเฮาส์เกียกกายก่อนโหวต"อภิปรายไม่ไว้วางใจ"

…..ต่างๆนานาข้างต้น…..

จึงเป็นที่มาของการเข้าพบพล.อ. ประวิตรของ รอ.ธรรมนัส ผู้ถูกพาดพิงในกระแสสื่อ ร่วมกับรมช.อีกคนในพปชร.ที่มูลนิธิป่ารอยต่อก่อนมาประชุมสภา นัยว่าไปชี้เเจงถึงเจตนาที่เเท้จริง การปรับความเข้าใจรวมทั้งขอความเมตตา

ขณะที่ช่วงบ่ายของวันที่ 2 ก.ย. เซฟเฮาส์ย่านเกียกกาย มีการเดินเข้าออกกันให้ควั่ก 

เเต่เมื่อมองไปยังวาทะของพล.อ.ประยุทธ์ที่มีต่อลีลาของ”คนคนนั้น” ในคราวนี้ จะพบว่า อาการเเตกหักจากพล.อ.ประยุทธ์ชี้ชัดเเล้วเเบบไม่ต้องเเปลความ…

พล.อ.ประยุทธ์เล่นเเละคุมเกมการเมืองเเบบชั้นเซียนไปอีกระดับเเล้ว

เกมเสี่ยง “ประยุทธ์” แลกใจพี่ใหญ่ประวิตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/481670

เกมเสี่ยง “ประยุทธ์” แลกใจพี่ใหญ่ประวิตร

02 ก.ย. 2564

พี่น้อง 3 ป.ยังรักกันไหม “ประยุทธ์” เจอเกมแตกหักกลางสภา พึ่งอนุพงษ์ วัดใจพี่ใหญ่ประวิตร คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

หลังจบภาคแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 โดยการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย รวมถึงพรรคขนาดเล็กอีก 10 พรรค

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดแผนลับ พปชร.เสียงแตก โหวตล้ม ”ประยุทธ์”

หักเหลี่ยมเฉือนคม “พลังประชารัฐ” วัดขุมกำลังธรรมนัส-สันติบวกสุชาติ

แผน 4 แนวรบ “ทักษิณ” เดินเกมแรง หยุดประยุทธ์

นักรัฐศาสตร์เรียก “รัฐบาลประยุทธ์” ภาค 2 ในทางทฤษฎีว่าเป็นระบอบ “อำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง” (Eletoral Authoritarianism)

ระบอบอำนาจนิยมผ่านกระบวนการเลือกตั้ง จะมี “นักเลือกตั้ง” เป็นตัวละครสำคัญ รัฐบาลอำนาจนิยมแบบใหม่ มักจะเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้กุมอำนาจ กับ ส.ส. เพราะเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรคการเมือง

กรณีที่ “พล.อ.ประยุทธ์” เผชิญหน้ากับการท้าทายจากนักเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ เนื่องมาจากความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ลดต่ำลง มีกระแสขับไล่ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์การเมืองเริ่มมีข้อสงสัยว่า ความสัมพันธ์ของอดีตนายทหาร 3 คน ที่เรียกว่า “3 ป.” นั้น ยังรักกันเหนียวแน่นเหมือนเดิมหรือไม่?

พลันที่ “บิ๊กป้อม” ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มีนักเลือกตั้งเข้ามาคลุกคลีตีโมงมากขึ้น บางคนเริ่มเสนอทางออกในช่วง “วิกฤตการเมืองช่วงโควิด” เปิดทางให้ “บิ๊กตู่” ถอย และให้ “บิ๊กป้อม” รักษาการช่วงสั้นๆ ก่อนยุบสภา

ความปั่นป่วนวุ่นวายจึงบังเกิดภายในพรรค และนำมาซึ่งคำประกาศ “ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา” ของ พล.อ.ประยุทธ์

++

พี่น้อง 3 ป.

++

“พี่น้อง 3 ป.” เป็นคณะนายทหาร ที่อยู่บนเส้นทางอำนาจมายาวนานถึง 15 ปี และมีส่วนร่วมในการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง

รัฐประหาร กันยายน 2549 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สมัยที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการให้นักรบบูรพา สนับสนุนการยึดอำนาจของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

รัฐประหาร พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทย

ทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ เติบโตใต้ร่มเงาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้นขั้วของฉายา “บูรพาพยัคฆ์” ตัวจริง ซึ่งเป็นเสมือนพี่ใหญ่คอยดูแลน้องสองคนตลอดเวลา

อดีตนายทหารทั้งสาม เติบโตมาจาก “บ้านทหารเสือ” หรือ “บ้าน 3 ป.” ตั้งอยู่ภายในซอย 7 ของกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จังหวัดชลบุรี

บ้านหลังนั้น เป็นบ้านพักนายทหารของพี่ใหญ่ ป.ประวิตร โดยมีน้องรัก ป.ป๊อก และ ป.ประยุทธ์ อยู่ร่วมชายคา ที่คือต้นทางของความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ยาวนาน ลึกซึ้ง

สายสัมพันธ์นี้ กลายเป็นขั้วอำนาจที่แข็งแกร่งยาวนานที่สุด ถ้าจำกันได้ ในงานเลี้ยงของพรรคร่วมรัฐบาล ปลายปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์ ควงพี่ชาย พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ มายืนพูดคุยกับนักข่าว

“2 คนนี้คือ ลูกพี่ฉัน สอนฉันให้เป็นคนดี สอนฉันให้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง จะทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ถ้าไม่มีพี่ทั้ง 2 คน พี่ป๊อก และพี่ป้อม ฉันก็มีวันนี้ไม่ได้ ทุกอย่างไม่มีเพื่อตัวฉัน แต่เพื่อประเทศไทย เข้าใจรึยัง…”

พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำอีกว่า “มีวันนี้ เพราะพี่ให้” ซึ่งในสถานการณ์การเมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงศึกซักฟอกครั้งสำคัญ จึงมีคนถามว่า “พี่ป้อม ยังรักน้องเหมือนเดิมหรือไม่”

++

พี่ใหญ่ใจดี

++

“พล.ประวิตร” เติบโตบนเส้นทางเหล็กในยุคการเมืองครอบงำทหาร หรือยุค “ทหารพาณิชย์” ซึ่งเวลานั้นมีอดีตนายทหารใหญ่เข้าไปทำงานการเมืองกับทักษิณมากกว่า 10 คน

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จึงเปรียบเทียบว่า “บิ๊กป้อม” คล้าย “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มือประสานสิบทิศสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร

หลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.ประวิตร ได้สร้างมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) เป็นศูนย์รวมเพื่อนพ้องน้องพี่

ปลายปี 2551 พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.อนุพงษ์ ใช้กองบัญชาการสำรอง ด้านหลังตึกบัญชาการของกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ (ร.1 พัน.1 รอ.) ถ.วิภาวดีรังสิต เป็นสถานที่จัดตั้ง “รัฐบาลพลิกขั้ว” ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ทุกวันนี้ “บ้านป่ารอยต่อ” เป็นเสมือนที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ อำนาจและบารมีของ พล.อ.ประวิตร เบ่งบานในหมู่นักเลือกตั้ง แต่พล.อ.ประยุทธ์ มีจุดอ่อนเป็นนายทหารอาชีพ จึงมีข้อจำกัดในการคบค้าสมาคมกับ “คนนอกสายทหาร”