ไผเป็นไผ บ้านใหญ่ “อัศวเหม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473409

ไผเป็นไผ บ้านใหญ่ “อัศวเหม”

‌8 กรกฎาคม 2564 – 12:36 น.

ส่องปากน้ำวันนี้ “อัศวเหม” บนถนนการเมือง ไม่ได้มีแค่ “นันทิดา” กับลูกสาว คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ในวันที่สื่อสังคมออนไลน์ มีปฏิบัติการ “ทัวร์ลง” สองแม่ลูก “ตู่” นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ และ “เพลง” ชนม์ทิดา อัศวเหม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการคนรุ่นใหม่คงลืมผู้ชายคนนี้ไปแล้ว “วัฒนา อัศวเหม” ผู้ก่อร่างสร้างอาณาจักร “บ้านใหญ่” ปากน้ำ ,อดีต ส.ส.สมุทรปราการ 10 สมัย 

ไผเป็นไผ บ้านใหญ่ "อัศวเหม"

นันทิดา นายก อบจ.สมุทรปราการ 

“วัฒนา” เดิมชื่อ กิมเอี่ยม แซ่เบ๊ ตอนหลัง เปลี่ยนนามสกุลเป็น “อัศวเหม” แปลว่า ม้า เขาจึงใช้ม้าเป็นตัวนำโชคของตระกูล และเป็นม้าทองคำ ตำแหน่งสุดท้ายในทางการเมืองของ “วัฒนา” คือ รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลชวน (ช่วงปี 2540-2544) ก่อนพบกับความปราชัยในสนามเลือกตั้ง และพิษคดีคลองด่าน ทำให้เขาหลบหนีออกจากประเทศไทย

เลือกตั้งปี 2544 กลุ่มการเมืองของวัฒนา ในสนามปากน้ำ สอบตกยกจังหวัด เพราะกระแสไทยรักไทยมาแรงเหลือเกิน การเลือกตั้ง ส.ส.อีก 2 สมัย(ปี 2550 ,2554) ตระกูล “อัศวเหม” ก็พ่ายแพ้แก่พรรคการเมืองของทักษิณ  พื้นที่การเมืองของ “อัศวเหม” ถูกบีบให้เหลือแค่ “เทศบาลนครสมุทรปราการ” เท่านั้น ไม่มีใครคาดหรอกว่า ลูกหลานของวัฒนา จะกลับมายึดครองสนามเลือกตั้งสมุทรปราการ ทั้งท้องถิ่น และระดับชาติ

ปี 2554 มีการเลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรปราการ “เสี่ยเอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ขยับจากเวทีนายกเล็กปากน้ำ ก้าวเข้าสู่เวที อบจ. โดยใช้วิธีเจรจากับพันธมิตรการเมืองในหลายพรรค จึงทำให้ “เสี่ยเอ๋” ชนะคู่แข่งขาดลอย และกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ได้เก้าอี้ ส.อบจ. 30 ที่นั่ง 

ชัยชนะของกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ในศึกเลือกตั้งนายก อบจ. เป็นบันไดขั้นแรกในการกลับมาทวงแชมป์ ส.ส.ปากน้ำ 

ไผเป็นไผ

วันนี้ “เสี่ยเอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ สำหรับคนในตระกูล “อัศวเหม” ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ ประกอบด้วย “อัครวัฒน์ อัศวเหม” หลานชายของวัฒนา อัศวเหม ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งอัครวัฒน์ ยังเป็นแม่ทัพปากน้ำของพลังประชารัฐ ที่มี ส.ส. 6 คน “ประภาพร อัศวเหม” ภรรยาของพูลผล อัศวเหม (พี่ชายชนม์สวัสดิ์) นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ  “นันทิดา แก้วบัวสาย” ภรรยาของชนม์สวัสดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ สมัยแรก “พิม อัศวเหม” ลูกสาวของประภาพร สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ เขต อ.พระสมุทรเจดีย์  “ชนม์ทิดา อัศวเหม” ลูกสาวของชนม์สวัสดิ์-นันทิดา เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ

ไผเป็นไผ บ้านใหญ่ "อัศวเหม"

พิม อัศวเหม ส.อบจ.สมุทรปราการ 

มวยคั่นเวลา

ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นปลายปี 2563  ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ จะพาหลานๆ อย่าง พิม อัศวเหม และพราว อัศวเหม (ลูกสาวพูลผล อัศวเหม) รวมถึงสนธเยศ อัศวเหม และสมประสงค์ อัศวเหม (ลูกชายวริทธิ์ชนวีร์  อัศวเหม อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ) ไปทำกิจกรรมทางสังคม อันเป็นการหาเสียงทางอ้อม

“เสี่ยเอ๋” กำลังปั้น “อัศวเหม” รุ่นที่ 4 เพื่อสานต่อภารกิจการเมืองของตระกูลม้าทองคำ ต่อจากรุ่นของอัครวัฒน์ และประภาพร  การเข้าสู่สมรภูมินายก อบจ.สมุทรปราการ ของ “นันทิดา” ดูค่อนข้างฉุกละหุก แต่อาศัยทีมงานบ้านใหญ่ได้วางเครือข่ายไว้หนาแน่น จึงชนะคู่แข่งสบายๆ ประกอบกับคู่แข่งของกลุ่มเสี่ยเอ๋คือ คณะก้าวหน้า จึงหาผู้สมัครที่มีชื่อเสียงลงสนาม และนันทิดาก็ตอบโจทย์เลือกตั้งท้องถิ่นปากน้ำหนที่แล้ว เข้าใจว่า “นันทิดา” คงมารับตำแหน่งนายก อบจ.ปากน้ำ ในช่วงรอยต่อของรุ่น และรอการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เติบโตทางการเมือง 

ไผเป็นไผ บ้านใหญ่ "อัศวเหม"

เสี่ยเอ๋ รับบทคนหลังม่าน

บ้านใหญ่ “อัศวเหม” รู้ดีว่ากำลังจะต่อสู้กับนักการเมืองกลุ่มไหน จึงเร่งผลักดันสายเลือดม้าทองคำออกมาสู่สนามการเมืองเร็วขึ้น

“ซินแสเข่ง” ผ่าวิกฤต “ดวงเมือง” เข้าสู่วงจรมรณะ ชี้ทำบุญประเทศ ได้แค่ช่วยคลายทุกข์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473391

“ซินแสเข่ง” ผ่าวิกฤต”ดวงเมือง” เข้าสู่วงจรมรณะ ชี้ ทำบุญประเทศ ได้แค่ช่วยคลายทุกข์

8 กรกฎาคม 2564 – 10:19 น.

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤต ประเทศไทยเข้าสู่วงจรมรณะของดาวมฤตยูทับดวงเมือง  ดาวเสาร์แทรกก่อให้เกิดกาลกินีบ้านเมือง มุ่งหวังทำลายให้เกิดหายนะ ปชช.คนทำมาหากินรับเคราะห์ ชี้ นายกฯทำบุญประเทศสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้มีกำลังใจ สร้างมงคล ลดแรงปะทะให้กับดวงเมือง

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤตดวงเมืองหนัก  ตราบใดที่ดาวมฤตยูไม่ห่างดวงโลก และดวงประเทศ ภาวะวิกฤตประเทศก็ยากฟื้นตัว  มีแต่จะก่อความรุนแรงให้หนักมากขึ้น และอีกทั้งดาวเสาร์เข้าแทรก กลุ่มหวังทำลายประเทศ หากไม่มีบทลงโทษหนัก  ผู้นำประเทศ  นายกรัฐมนตรี  ต้องทำใจ  โรคระบาด อุทกภัย  วาตภัยเพลิงไหม้  เศรษฐกิจ   และการเมือง  รุมเร้าหนัก ตายเพื่อรอเข้าเตาเผา ทำบุญประเทศก็ได้เพียงแต่  ให้คนมาร่วมทำบุญเพื่อคลายทุกข์  ถึงเวลานี้ทำบุญเพื่อฟื้นคืนกลับอาจจะยาก  แต่ก็ดีกว่าไม่ทำ เพราะคนไทยรักประเพณี ดีกว่าพวกหวังร้ายชิงชังแม้นคนจะทำดี

ซินแสเข่ง  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง   ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย   ผ่าดวงขั้นวิกฤตดวงเมืองประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์วงจรมรณะของดาวมฤตยูทับดวงเมือง  ดาวเสาร์แทรกก่อเหตุให้เกิดกาลกินีบ้านเมือง  มุ่งหวังทำลายให้เกิดหายนะเกิดขึ้น ประชาชนคนทำมาหากินให้ต้องรับเคราะห์  เพราะบุคคลไม่หวังดี  หวังสร้างแต่ความแตกแยก  ก่อเหตุให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น  เมื่อนายกรัฐมนตรี  ประยุทธ  จันทร์โอชา  ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่  6   ถึงความเหมาะสม  ที่มีการเรียกร้องให้ทำบุญประเทศ เพื่อล้างความซวย  ความหายนะ  ความวิบัติ   ความชั่วร้ายต่างๆ  จากดาวมฤตยู  ดาวเสาร์จากคนจิตตก  เพราะต้องการอำนาจ

ด้วยเหตุนี้  ซินแสเข่ง  เคยวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา  และก่อนสงกรานต์ว่าควรคิดริเริ่มทำ  เพื่อความสงบให้กับชาติบ้านเมือง ให้มีความมั่นคงให้เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาทุกอย่างกลับเลวร้ายหนักกว่าเดิม  เพราะที่ผ่านมาดวงเมือง  ดวงประเทศสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย และย่ำยีตลอดมา  หาความสงบสุขไม่ได้  ยิ่งนายกฯ  ต้องการหารือความเหมาะสม  ก็เจอพวกไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ  ออกมาต่อต้าน  และบังคับเรียกร้องให้ลาออกดีกว่า  จะทำสิ่งมงคลให้กับบ้าน  ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนไทยให้มีกำลังใจต่อสู้ และสร้างความเป็นมงคลให้กับบ้านเมือง เพื่อลดแรงปะทะกับดวงเมืองที่ถูกกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ซินแสเข่ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  เดือนกรกฏาคม  เดือนนี้เป็นเดือนแห่งเจ้าทุกข์  เดือนแห่งการให้ความช่วยเหลือ  และเป็นเดือนแห่งการเสริมดวงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์  รวมถึงรัฐมนตรีหลายคนที่อยู่ในช่วงดวงตก  แต่จะเป็นเรื่องที่สามารถพลิกชะตาให้เสริมความมั่นคงให้เกิดขึ้น  หากคิดจะทำให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย  ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาดโควิด- 19  ตลอดจนผู้ที่จะได้รับความสูญจากเหตุเพลิงไหม้และเหตุระเบิดจากสารเคมีโรงงาน  ที่จะสามารถพลิกชะตาชีวิตทั้งนายกฯ และ รมต. ได้ดี  และรวมถึงการคิดที่จะทำบุญสร้างกุศล  ทำให้จริง  ให้ดาวแห่งบาปพระเคราะห์ ดาวแห่งความอาถรรพ์  ให้หลุดไปจากโลก  รวมทั้งดาวเสาร์ที่จะก่อให้เกิดกาลีบ้านกาลีเมือง  ให้ความวิบัติลดลงหรืออาจหายไป

เมื่ออนุทิน “ลอกการบ้าน” ไทยรักไทย ส่งให้ประชาชนตรวจ ผ่านหรือไม่ผ่าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473293

เมื่อ อนุทิน “ลอกการบ้าน” ไทยรักไทย ส่งให้ประชาชนตรวจ ผ่านหรือไม่ผ่าน

7 กรกฎาคม 2564 – 17:05 น.

เมื่อ อนุทิน “ลอกการบ้าน” ไทยรักไทย ส่งให้ประชาชนตรวจ ผ่านหรือไม่ผ่าน บทวิเคราะห์.. โดยชัยวัฒน์ ปานนิล

พรรคไทยรักไทย(ทรท.) ในยุคของ นายสุขวิช รังสิตพล ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้มีการประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษา มีการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 เป็นแนวทางในการดำเนินการ

ด้วยความเป็นนักธุรกิจของรัฐมนตรีศึกษาธิการและนายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) อย่างเต็มที่ จนกระทรวงศึกษาธิการ กลายเป็นกระทรวงเกรดเอ ที่หลายคนหมายปองเก้าอี้รัฐมนตรี

กระบวนการปฏิรูปการศึกษา เริ่มขึ้นเมื่อ ปี 2542 โดยมีหลักการจัดการศึกษาที่สำคัญ คือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การยึดมาตรฐาน และการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ นำมาสู่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เกิดเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ค่อนข้างชัด ทั้งเรื่อง กฎหมาย โครงสร้าง การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี การจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ อาทิ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ ฯลฯ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณต่างๆ ให้กับสถานศึกษา ชนิดที่เรียกว่า ไม่อั้น จนเป็นเหตุให้มีการทุจริตตามมาในกรณี การจัดซื้อคอมพิวเตอร์เกินราคาสำหรับโรงเรียนกว่า 39,000 แห่ง

จากผลของการปฏิรูปในครั้งนั้น เป็นจุดเปลี่ยนทำให้อาชีพครู กลายเป็นอาชีพยอดนิยม ในเวลาต่อมา เนื่องจากมีอัตราเงินเดือนที่สูงและมีค่าตอบแทน ที่เรียกว่า เงินวิทยฐานะ รวมทั้งเส้นทางการทำงานที่เอื้อต่อชีวิตครอบครัว ไม่เสี่ยงอันตราย และไม่ต้องย้ายที่ทำงานบ่อยๆ

เรียกกันว่า วิชาชีพครูได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า ในส่วนของข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทย ในเวลานั้นครองใจข้าราชการครูเกือบทั้งประเทศ ที่มีอยู่กว่า700,000 คนในยุคนั้น  และกลายเป็นฐานเสียงเงา ทำให้พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในเวลาต่อมา

เวลาผ่านไป 20 ปี มีเหตุการณ์ที่คล้ายกันเกิดขึ้นอีก แต่เปลี่ยนเป็นกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกล แสดงความจำนงแน่วแน่ ขอเข้ามาเป็นเจ้ากระทรวง พร้อมนโยบายที่เหมือนว่าจะโดนใจประชาชน จนได้รับฉายาว่า รัฐมนตรีกัญชา มีการใช้นโยบาย กัญชาเสรี จูงใจให้ประชาชนเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค แต่นโยบายดังกล่าวก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ผู้ได้รับผลประโยชน์กลับเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และกลุ่มทุนต่างๆ

บังเอิญว่า ในช่วงปลายปี 2562 ได้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ขึ้นจึงทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในขณะนั้น กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายพื้นที่ว่า เชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ว่า สามารถควบคุมได้ เชื้อโควิด19 “กระจอกงอกง่อย” ถ้าเราเข้าใจมัน เราก็สู้กับมันได้

หลังโรคโควิด19 สิ้นสุดการระบาดในรอบแรก มีการประกาศชัยชนะและมีการตอบแทนผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการบรรจุอัตราข้าราชการตั้งใหม่ COVID-19 จำนวน 38,105 อัตรา แบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้

1. ระยะที่ 1 รวม 25,051 อัตรา แบ่งเป็น นายแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค นักรังสีการแพทย์ เจ้าพนักงานรังสีการแพทย์ นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก นักเทคนิคการแพทย์ เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุข เภสัชกร และเจ้าพนักงานเภสัชกรรม

2. ระยะที่ 2 รวม 5,616 อัตรา แบ่งเป็น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยา นักเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นักกายภาพบำบัด เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข วิศวกร(ชีวการแพทย์) นักวิชาการอาหารและยา นักกิจกรรมบำบัด นักโภชนาการ โภชนาการ

3. ระยะที่ 3 รวม 7,438 อัตรา แบ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุข เภสัชกร เจ้าพนักงานเภสัชกรรม นักจิตวิทยา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นักกายภาพบำบัด เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข

ในปัจจุบันการบรรจุข้าราชการ COVID-19 ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการตกหล่น มีการเยี่ยวยากันเป็นระยะ เป็นเหตุให้มีข้าราชการเพิ่มขึ้นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลต่อการบริการงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข และส่งผลต่องบประมาณระบบหลักประสันสุขภาพถ้วนหน้า ในปีงบประมาณ 2565 และปีต่อๆ ไป

และในสถานการณ์การระบาดของเชื้อ COVID-19 ยังมีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่เกิดการระบาดจนถึงปัจจุบัน ใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท ยังไม่รวมเงินค่าเสี่ยงภัยโควิดที่ต้องจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่และข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้รับก็ตาม

เมื่อเทียบสองเหตุการณ์ที่มีระยะเวลาห่างกัน 20 ปี ทำให้มองเห็นความคล้ายของการใช้จ่ายงบประมาณ หรือพูดง่ายๆ ว่า ใช้สถานการณ์ซื้อใจข้าราชการ เพื่อหวังผลทางการเมือง เหตุการณ์แรก ทำให้พรรคไทยรักไทย รัฐบาลในยุคนั้น ครองใจข้าราชการสำเร็จและได้ชัยชนะในการเลือกตั้งติดต่อกันหลายสมัย จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และทำให้อาชีพครู เป็นอาชีพ ในระดับ ต้นๆ ที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

แต่เมื่อนักการเมืองรุ่นใหม่ ลอกการบ้านนักการเมืองรุ่นเก่าบ้าง ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร การที่นักการเมืองจัดหนักจัดเต็ม ให้กับข้าราชการในกระทรวงที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรี จะซื้อใจข้าราชการได้หรือไม่ ค่าตอบแทนและงบประมาณที่มอบให้ไปจะสูญเปล่าหรือไม่ คงต้องวัดกันเมื่อมีการเลือกตั้งใหญ่ในอนาคต

แต่ขอฝากข้อคิดว่า ลอกการบ้าน กระทรวงศึกษาธิการ นั้นยาก เนื่องจากมีความเป็นเนื้อเดียวกันของข้าราชการและมีการปรับเปลี่ยนสายงานได้ตามความรู้ ความสามารถ

แต่กระทรวงสาธารณสุข เป็นกระทรวงที่ค่อนข้างมีความตายตัวในเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการจนเกษียณอายุราชการ สังเกตได้จาก ชื่อเรียก ของตำแหน่งที่กำหนดไว้ให้สามารถเป็นได้เฉพาะกลุ่มเฉพาะรายเท่านั้น การลอกการบ้าน แม้มีความเหมือนในด้านการทุ่มงบประมาณทั้ง2กระทรวง แต่เมื่อส่งให้ประชาชนตรวจการบ้านจะผ่านหรือไม่ผ่านต้องรอลุ้นกัน

ปั่นพ้นภัยเปลี่ยน “ตู่” เป็น “แม้ว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473281

ปั่นพ้นภัยเปลี่ยน “ตู่” เป็น “แม้ว”

7 กรกฎาคม 2564 – 15:53 น.

กระแสเปลี่ยน “ประยุทธ์” เจอศึกใน-นอก เครือข่าย “ทักษิณ” เขย่าแรง คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ขบวนการปลุกความเชื่อมั่นในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน เริ่มก่อรูปผ่านสื่อดิจิตอลมาแต่ต้นปี และมาถึงวันนี้ ดูเหมือนคลังสมองของกลุ่มแคร์ ประเมินว่า สถานการณ์สุกงอม จึงเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เปลี่ยนม้ากลางศึก” หรือ “เปลี่ยนผู้นำชาติพ้นภัย” 

แกนนำกลุ่มแคร์เชื่อว่า ผู้นำรัฐไทยในปัจจุบัน ส่อว่าจะพาประเทศชาติดำดิ่งสู่ “รัฐล้มเหลว” ในมิช้า จนเกิดการตั้งคำถามว่า “เปลี่ยนม้ากลางศึก”  อย่างที่หลายประเทศทำด้วยการใช้ “มติมหาชน” จนประสบความสำเร็จ จะสามารถพาประเทศหลุดพ้นจาก “มหาวิกฤต” ได้หรือไม่ ท่ามกลางอภิมหาวิกฤตโควิด ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อาจทะลุหลักหมื่นต่อวัน ภายในเดือน ก.ค.นี้ แต่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลังพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส “เปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล”

โทนี่ขยับแรง

หากย้อนไปฟังการสนทนาระหว่าง “โทนี่” ทักษิณ ชินวัตร กับแฟนคลับเพื่อไทย เมื่อวันอังคารที่แล้ว จะเห็นว่า มีการชงประเด็นคำถามทำนองว่า “ถ้าคุณโทนี่ เป็นนายกฯ…” คงทำโน่นนี่นั่น อย่างเช่นมีคนถามว่า “ถ้าตอนนี้คุณโทนี่เป็นนายก คนไทยก็คงได้ฉีดวัคซีนเกินครึ่งแล้ว มีวัคซีนเหลือทำวัคซีนทัวริซึ่ม ก็คงจะได้รับเงินชดเชย เศรษฐกิจฟื้นตัว เตียงไม่มีวิกฤติ ได้ไฟเซอร์ โมเดินน่าฟรี ทำไมนายกคนปัจจุบันทำไม่ได้ ทำไมไม่หาคนดีๆ มาอยู่ข้างๆ ตัว”

ปั่นพ้นภัยเปลี่ยน "ตู่" เป็น "แม้ว"

เครือข่ายทักษิณ จับประเด็นวัคซีนฟรี 

โทนี่ หรือ ทักษิณ ตอบอย่างมั่นใจว่า “ถ้าผมอยู่ คงมีอย่างที่พูด จริงมั้ย ก็คงจริง เงินก็มี ไม่ต้องรอให้ใครมาบริจาค มาบริจาค ไม่รับ ไม่เท่ห์ priority ในการใช้เงินไม่ได้จัดไว้” หากส่องเข้าไปดูในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊คของฝ่ายประชาธิปไตยสีแดง ก็จะเห็นการโพสต์เรียกร้องให้ “ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ” หรือ “ถ้าทักษิณอยู่ เราคงได้ฉีดไฟเซอร์” อะไรทำนองนี้ทักษิณเหมือนนักมวยได้แรงเชียร์ จึงวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแบบไม่ไว้หน้า

“ผู้นำของเราเป็นทหารมาทั้งชีวิต แล้วการปฏิบัติหน้าที่คือ การปฏิบัติราชการ ใช้งบประมาณเป็น แต่ไม่เข้าใจคนทำมาหากิน เขาจะฟังนักธุรกิจบ้างมั้ย ยังงี้มันก็เหลือด้านเดียว ถึงเวลาอบรมอย่างเดียว one-way communication มันเป็นธรรมชาติ”

บังเอิญช่วงหลัง วุฒิภาวะในการเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างการต่อสู้กับสงครามโรคระบาด ค่อนข้างติดลบในสายตาประชาชนทั่วไป พูดง่ายๆ เหมือน “บิ๊กตู่” การ์ดตกเสียเอง ฝ่ายตรงข้ามจึงรุกไล่ ใส่ไม่ยั้ง เหมือนการโหมกระแสเปลี่ยนม้ากลางศึกในเวลานี้

สารพัดม็อบ

สิ่งที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี พยายามปั่นกระแส “เปลี่ยนผู้นำชาติพ้นภัย” ก็เพราะมองเห็น “ขบวนบุคลากรทางแพทย์” เริ่มขยับออกมาเรียกร้องกรณีวัคซีนป้องกันโควิด

มาตามนัด วันที่ 7 ก.ค.2564 กลุ่มหมอไม่ทน และภาคีบุคลากรสาธารณสุข นำโดย นพ.สันติ กิจวัฒนาไพบูลย์ ยื่นหนังสือถึงชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ผ่านเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนพรรคการเมือง เรียกร้องให้เร่งรัดการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA เป็นวัคซีนหลักเพื่อป้องกันการเสียชีวิตและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย

การเคลื่อนไหวของบุคลากรทางการแพทย์ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลประยุทธ์ในระดับที่ไม่ธรรมดา แม้ข้อเรียกร้องยังจำกัดอยู่แค่เรื่องวัคซีนป้องกันโควิด แต่ในทางการเมือง ก็บ่งชี้ว่า รัฐบาลกำลังถูกต่อต้าน จากกลุ่มหมอ เภสัชกร และบุคลากรด้านสาธารณสุข

ปั่นพ้นภัยเปลี่ยน "ตู่" เป็น "แม้ว"

เครือข่ายบุตลากรทางการแพทย์-สาธารณสุข กำลังเบ่งบาน

ที่น่าสนใจ เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ รวม 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหมอไม่ทน , ภาคีบุคลากรสาธารณสุข , สภาเภสัชกรรม , ชมรมเภสัชชนบท และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็น “บุคลากรด่านหน้า” ที่กำลังสู้รบกับโควิด 

หากวันข้างหน้า เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ 5 กลุ่ม ยกระดับจากปัญหาสาธารณสุขเป็นเรื่องการเมืองเมื่อใด รัฐบาลก็คงอยู่ยากส่วนความเคลื่อนไหวบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไทยไม่ทน, กลุ่มประชาชนคนไทย, กลุ่มราษฎร ฯลฯ ปัญหาจำนวนของผู้เข้าร่วม ยังไม่มากมายเหมือนในโซเชียล

สิ่งที่น่าจับตาคือ “คาร์ม็อบ” ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ส่อว่าจะมีคนเข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งจะจัดเป็นครั้งที่ 2 ในวันเสาร์ที่ 10 ก.ค.นี้

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ผ่าดวง “วิกฤติบ้านเมืองสู่ความหายนะ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473256

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ผ่าดวง “วิกฤติบ้านเมืองสู่ความหายนะ”

‌7 กรกฎาคม 2564 – 13:31 น.

“ซินแสเข่ง”  วิเคราะห์ผ่าดวงเมืองวิกฤติบ้านเมืองสู่ความหายนะ  คนตายจากโควิดไม่พอ อาจเร่งการตายเพิ่มจากสารเคมีร้าย จากเหตุไฟไหม้โรรงงานกิ่งแก้ว

“ซินแสเข่ง” วิเคราะห์ผ่าดวงเมืองวิกฤติบ้านเมืองสู่ความหายนะ คนตายจากโควิดไม่พออาจเร่งการตายเพิ่มจากสารเคมีร้าย กับเหตุเพลิงไหม้มีโอกาศทำให้ เศรษฐกิจมีสิทธิพังยับ  ฉุดประชาชนเกือบทุกระดับลำบากตกต่ำมากขึ้น ต้องระวังกับโควิดไวรัสร้ายที่ไม่จบสิ้น อีกทั้งเหตุภัยพิบัติเหตุต่างๆ จากเหตุเพลิงไหม้ต้นเหตุให้ของสารเคมีที่จะแพร่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งร้ายที่มีอานุภาพความรุนแรงทำลายชีวิต ตายแบบผ่อนส่งกระจายอย่างไม่หยุดหย่อนในรัศมี และโควิดไวรัสร้ายที่เกิดจากสารเคมีก่อให้เกิดครัสเตอร์จากกลุ่มประชาชนที่ยังคงฝ่าฝืน ไม่ยอมปฏิบัติตนควบคุม และต้องใช้อำนาจรัฐให้ชัดเจนในการควบคุมสถานการณ์จากรัฐให้ประสพความสำเร็จ 

“ซินแสเข่ง” อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติภัยพิบัติ อุทกภัย วาตะภัย และเหตุเพลิงไหม้ ที่เกิดขึ้นทั้งดวงโลกกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์การโคจรเดินทางของดาวมฤตยู ดาวเสาร์ที่คลุมประกบเส้นทางทั้งโลกไว้ชี้เหตุ ทำให้เกิดการทำลาย ชิงชังให้ร้ายสร้างความแตกแยก แย่งชิง และโรคระบาดจากสารเคมีอย่างต่อเนื่อง จากฝีมือมนุษย์ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อว่าภัยพิบัติ ภัยที่เกิดขึ้นจากการกระทำ จะหยุดหยั้งได้ต้องมาจากมนุษย์เหมือนกันที่เข้าใจและแยกแยะไม่คิดทำลาย ถึงแม้นจะเกิดจากดาวมฤตยู ดาวเสาร์ดาวแห่งความหายนะ โคจรประกบอย่างต่อเนื่อง แต่ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เดือนนี้เป็นเดือนแห่งเจ้าทุกข์ที่เหล่ารัฐมนตรีจะออกแรงแสดงความสามารถถึงแม้นตกอยู่ที่ผู้บริหารที่ดวงตก ที่จะแก้ไขสถานการณ์ ไม่ใช่เหตุที่นักการเมือง กลุ่มผู้ไม่หวังดี ชิงชังประเทศชาติ จะมาสร้างความขัดแย้งกันเอง หวังแย่งชิงตำแหน่ง และผลประโยชน์ทางการเมือง หวังกอบโกย ให้ร้าย สร้างความแตกแยก ในภาวะ โลกและบ้านเมืองที่อ่อนแอ จนกลายเป็นความหายนะของบ้านเมือง  คนตายเพิ่ม เศรษฐกิจล่มจม บ้านเมืองวิบัติเพราะเหตุไม่ช่วยกัน หวังแต่อำนาจและทำลาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนรากหญ้าและชนชั้นกลาง

“ซินแสเข่ง” กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกต้นปีมีนักพยากรณ์หลายสำนักที่ออกมาทำนายดวงเมือง ด้วยเหตุและผลที่หวังว่าให้รู้เหตุล่วงหน้า โดยไม่ได้หวังทำลายบ้านเมือง แต่วิเคราะห์เพื่อการแก้ไขและเตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอย่างน้อยที่สุด คนเป็นผู้นำต้องเตรียมการแก้ไข และจำไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องความงมงาย เพราะบางที่ใช้เหตุและผลเป็นตัวกำหนด

“รัฐนาวา” ล่มสิงหาชี้ชะตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473242

“รัฐนาวา” ล่มสิงหาชี้ชะตา

‌7 กรกฎาคม 2564 – 12:05 น.

ดังกระหึ่ม “ประยุทธ์ออกไป” ฝ่ายค้านเปิดเกมรุกซักฟอก หวังแยกสลายพรรคร่วมรัฐบาล คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

นอกสภา เต็มไปด้วยเรื่องเศร้า มีผู้เสียชีวิตจากติดเชื้อโควิดโดยไม่รับการรักษาเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยหนักล้นโรงพยาบาล สถานการณ์การระบาดของโควิด ยังไม่มีทีท่าว่า จะทุเลาเบาบาง ในสภา เกมชิงไหวชิงพริบ เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้ง กำลังดำเนินไปในขั้นการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 2 สภาฯ 

ล่าสุด ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่… พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) สมตามความต้องการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค

 จากนี้ไป พรรคพลังประชารัฐ ได้คุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ รื้อกติกาเลือกตั้ง เปลี่ยนจากบัตรใบเดียวเป็น “บัตร 2 ใบ” หวังสกัดพรรคก้าวไกล และขจัด “พรรค 1 เสียง” ขณะที่พรรคเพื่อไทย ถือว่าสมประโยชน์ เพราะต้องการกติกาบัตร 2 ใบเหมือนกัน ซึ่ง “คนแดนไกล” ก็ฝันถึง “ชัยชนะแลนด์สไลด์” ตามรัฐธรรมนูญ 2540

"รัฐนาวา" ล่มสิงหาชี้ชะตา

พล.อ.ประวิตร คุมเกมสภา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โควิดปิดล้อมเมืองหลวง และในทางการเมือง โควิดปิดล้อมทำเนียบด้วย นักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนัก คาดหมายว่า ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จะเป็นห้วงเวลาอันตรายของรัฐบาลประยุทธ์

เดินสองขา

จังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ และศรัทธาประชาชนเสื่อมถอยลงทุกวัน พรรคเพื่อไทย จึงเปิดเกมรุก 2 ขาทันที  วันที่ 6 ก.ค.2564 ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แบบลงมติ ในเดือน ส.ค.2564 ซึ่งคาดว่า จะได้อภิปรายก่อนปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 ก.ย.นี้

แกนนำเพื่อไทยเห็นพ้องกันว่า การยื่นตามมาตรา 151 เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการยื่นตามมาตรา 152 ที่อภิปรายโดยไม่ลงมติ เพราะพรรคจะปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้บริหารต่อไปไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคตมากว่าที่เป็นอยู่ แม้พรรคร่วมฝ่ายค้านจะตกเป็นรองเรื่องจำนวนเสียงในสภาฯ โหวตยังไงก็แพ้ฝ่ายรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยยังแอบหวังลึกๆว่า พรรคขนาดกลาง 2 พรรค จะตัดสินใจสละ “เรือเหล็ก” เพราะเศรษฐกิจพังพินาศ และระบบสาธารณสุขล่มสลาย

 “ประเสริฐ” เชื่อว่า ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ด้านนอกสภา พลังมวลชนจะลงท้องถนน โดยมีทั้งกลุ่มจัดตั้ง และมาเรียกร้องโดยธรรมชาติ เนื่องจากวันนี้ มีเสียงเรียกร้องให้นายกฯประยุทธ์ ลาออกดังกระหึ่มทั่วทุกมุมเมือง

ล่มเรือเหล็ก

ความขัดแย้งระหว่าง สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. กับพรรคภูมิใจไทย อาจเป็นเรื่องส่วนบุคคลและไม่ใช่จุดแตกหักในพรรคร่วมรัฐบาล แต่สะท้อนให้เห็น “รอยร้าว” ที่นับวันจะถ่างกว้างขึ้น จับตาประเด็น “ยุบ ศบค.” (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) ซึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายค้าน คาดว่า ศบค.จะถูกล็อกเป้าถล่มอย่างแน่นอน เหนืออื่นใด ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ชิงเรื่องยุบทิ้ง ศบค. มาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดย กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ชี้ให้เห็นความบกพร่องล้มเหลวของ ศบค. ที่รวบอำนาจไว้ แต่แก้ปัญหาวิกฤตโควิดไม่ได้ 

"รัฐนาวา" ล่มสิงหาชี้ชะตา

เสี่ยหนู รอจังหวะ

เวลานั้น พรรคภูมิใจไทย ไม่พอใจเรื่องงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกตัดงบประมาณมากถึง 4,308 ล้านบาท จะว่าไปแล้ว แกนนำภูมิใจไทย ก็เล่นบท “คนสองร่าง” มาโดยตลอด ในช่วงแก้โควิดติดหล่ม ด้านหนึ่ง ช่วงชิงสร้างผลงาน เช่นภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แต่อีกด้านหนึ่งก็ให้ลูกพรรคเขย่าขวัญ ผู้นำรัฐบาล ยกตัวอย่างเรื่องเสนอให้ยุบทิ้ง ศบค. ให้ พล.อ.ประยุทธ์ คืนอำนาจที่แท้จริงกลับสู่การบริหารของคณะรัฐมนตรี 

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน กินกัดเนื้อเหล็ก ผู้นำรัฐนาวา ย่อมรู้ดีว่า “สนิมเหล็ก” นั้นเกิดอยู่ที่ใด จะขูดสนิมเหล็กทิ้ง หรือปล่อยให้กัดกินจนเรือเหล็กล่ม

โควิดวันนี้ “ไทยระลอก 4” ต้องล็อกดาวน์ประเทศหรือยัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473236

โควิดวันนี้ “ไทยระลอก 4 ” ต้องล็อกดาวน์ประเทศหรือยัง

‌7 กรกฎาคม 2564 – 11:45 น.

ชัดเจนโควิดวันนี้ “ไทยระลอก 4″ ไม่เกินสัปดาห์หน้า ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มวันละเกือบหมื่น ถามกลับ”นายกฯ” ไหวมั๊ย คุมผู้ป่วยให้เหลือวันละหลักร้อยไม่เกินพันคน หรือถึงคราวที่ต้อง “ล็อกดาวน์” ประเทศกันหรือยัง…บทวิเคราะห์โดย กมลทิพย์ ใบเงิน

ภาพคนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตรายวัน ทำให้คนไทยค่อนประเทศจุกอก ยิ่งเสพข่าวยิ่งเศร้าแทบจะหมดเรี่ยวแรงดำรงชีพ แต่หากไม่ติดข่าวก็หวั่นกลัวว่าเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด19 จะมาเคาะประตูหน้าบ้านคุกคามเอาชีวิตคนในครอบครัววันไหน

ยิ่งประชาชนคนธรรดา ไม่ใช่อภิสิทธิ์ชนด้วยแล้ว ได้เพียงเฝ้าติดตามการทำงานของผู้นำประเทศกับทิศทางการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรโควิด19 บอกได้คำเพียงว่า “หมดหวัง” แต่ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวังเอาเสียเลย

ด้วยประเทศไทยยังไม่สิ้น “คนเก่ง-คนกล้า-คนดี ” ที่กล้าหาญบอกความจริงกับคนไทย เพราะล่าสุดศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ปารมาจารย์ระดับครูของครูแพทย์ หรืออาจารย์หมอ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล อดีตคณบดีคณะแพทย์ศาสตคร์ศิริราชพยาบาล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุข (พ.ศ. 2563 – ปัจจุบัน) ทนไม่ไหวต้องออกมาบอกความจริงกับคนไทยถึงสถานการณ์โควิดวันนี้

“ไทยระลอก 4 แล้ว เพราะ 1.เป็นไวรัสตัวใหม่กลายพันธุ์เดลต้าพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม 2.คุณสมบัติสำคัญชี้ว่าเป็นระลอก 4 เนื่องจากมีการแพร่ระบาดในชุมชน ครอบครัว องค์กร หาที่มาที่ไปไม่ได้ 3.ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 5-6 พันต่อวัน 4.ส่วนจะจบเมื่อไร เรายกระดับมาตรการที่ต้องทำแล้ว แต่ยังไม่สูงสุด ตอนนี้แค่เซมิล็อกดาวน์กว่าจะเห็นผล 14 วัน เนื่องจากเป็นระยะเวลาฟักตัวของไวรัส และจะประเมินอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ต้องไม่เกินกำลังบุคลากรสาธารณสุข เตียง ยา 5.ต้องการเห็นตัวเลขผู้ป่วยไม่เกิน 500-1,000 คนต่อวัน ตอนนี้ต้องช่วยกัน เพิ่มมาตรการด้านสาธารณสุข ส่วนบุคคล ด้านสังคมให้มากกว่านี้ และเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ทั้ง 2 เข็มให้ได้มากสุดและเกิน 70% ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ”ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม ระบุ ด้วยเสียงสั่นเครือ

ส่วนมาตรการที่รัฐบาลใช้อยู่เพียงพอหรือไม่นั้นศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม ระบุว่าถ้าดูตอนนี้ยังบอกไม่ได้เป็นผลจากการแพร่เชื้อโควิด19ที่มีอยู่เดิม จะประเมินอีกใน 15 วันและ 30 วัน เชื่อว่าอาจจะลงบ้าง แต่ยังอยู่ระดับสูงประมาณ 5 พัน หรือ 3-4 พัน ก็ยังเกินที่รับไหว การกระจายของเชื้อโควิด19 เกิดจากการเคลื่อนที่ของคน เชื้อโรคไปเองไม่ได้จึงไม่อยากให้มีการเคลื่อนย้าย อยู่กับบ้าน Work From Home ต้องได้ 75% แต่ตอนนี้ยังทำได้ไม่ถึง 50% พบว่ายังมีการเดินทางออกต่างจังหวัด

“ขอให้ทุกคนช่วยกัน ไม่นำเชื้อไปแพร่คนอื่น ถ้ายังทำไม่ได้ คิดว่าต้องยกระดับมาตรการต้องล็อกดาวน์เหมือนเดือนเมษายน 2563 ซึ่งมีการระบาดไม่กี่ร้อยคน ทำแล้วคุมอยู่ ตอนนี้ต้องบอกว่าช้าไปหน่อยแล้ว เราให้เวลา 2-3 เดือนยังคุมไม่ได้ ขึ้นกับความร่วมมือประชาชนที่ต้องช่วยกัน ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดยกระดับสูงสุด

ส่วนคนที่ไปเจอครอบครัว และอยู่ระหว่างติดเชื้อไม่มีอาการ อาจนำเชื้อไปแพร่ต่อได้ มาตรการส่วนบุคคลมาตรการองค์กร มาตรการสังคม โดยเฉพาะการจำกัดการเดินทาง และWork From Home จะช่วยคุมสถานการณ์ได้”ศ.คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม ฝากถึงประชาชนคนไทย

ตอกย้ำความน่าเป็นห่วงจากปรากฏการณ์ “หมอไม่ทน” แต่งชุดดำประท้วงมาตรการรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2564 ขณะเดียวกันวงในการแพทย์ระบุว่ารัฐบาลปิดบังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด19 และปิดบังจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน ภาพคนไทยรอการรักษา ภาพบุคลากรทางการแพทย์หมดแรง เหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อาจจะถึงขั้นรัฐบาล “เอาไม่อยู่” เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ส่งสัญญาณให้คนไทยเตรียมรับมือไวรัสโควิด19สายพันธุ์เดลต้า ที่กำลังระบาดทั่วประเทศไทยในอีกไม่เกิน1-2เดือนนี้

ทำไมถึงบอกว่าส่งสัญญาณ เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสั่งจองวัคซีนโควิด19แบบเร่งด่วน ทั้งยี่ห้อไฟเซอร์ และ Moderna และมีนัยยะที่ต้องการจะบอกประชาชนว่า “โควิดวันนี้ระบาดหนักแน่”ด้วยวิธีการทางจิตวิทยาทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนตื่นตูมเตรียมจัดพิธีกรรมจะสวดมนต์และทำบุญประเทศวิ่งวอนสิ่งศักดิ์สิทธิให้คุ้มครอง

วงในการแพทย์ยังประเมินสถานการณ์โควิดวันนี้ ไทยระลอก 4 เรียบแล้ว ไม่เกินสัปดาห์หน้า ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นตกวันละหมื่นคน ถามกลับ “นายกฯ” ไหวมั๊ย คุมผู้ป่วยให้เหลือวันละหลักร้อยหรือไม่เกินพันคนตามกำลังบุคลากรทางการแพทย์รองรับได้ หรือไทยถึงคราวที่ต้อง “ล็อกดาวน์” ประเทศกันหรือยัง

‘นันทิดา’ ก็มา แต่ช้ากว่า ‘ก้าวไกล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473145

‘นันทิดา’ ก็มา แต่ช้ากว่า ‘ก้าวไกล’

‌6 กรกฎาคม 2564 – 17:12 น.

ไฟไหม้กิ่งแก้ว “นันทิดา” ออกตัวช้า “พิธา” ยกทีมก้าวไกล เกาะติดพื้นบางพลี “ธนาธร” ห่วงบ้านเก่า

อันเนื่องจากเหตุไฟไหม้ภายในบริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ แม้เปลวไฟจะมอดดับแล้ว แต่ควันไฟและกลิ่นสารเคมียังกระจายฟุ้ง

เหนืออื่นใด “ไฟการเมืองท้องถิ่น” กลับคุโชนในโซเชียล มีการประกาศตามหา “นายกตู่” หรือ นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ วันที่ 5 ก.ค.2564 เพราะไม่มีใครเห็นตัวเธอ ที่หน้างานและศูนย์พักพิงชั่วคราว อบต.บางพลีใหญ่

 ตกค่ำวันเดียวกัน “นายกตู่” ก็ส่ง สมลักษณ์ ควรสงวน รองนายก อบจ.สมุทรปราการ และทีมงานไปอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในศูนย์พักพิงจุด อบต.บางพลีใหญ่
 วันรุ่งขึ้น (6 ก.ค.2564) นันทิดา แก้วบัวสาย ก็พาลูกสาว ชนม์ทิดา อัศวเหม พร้อมด้วยทีมผู้บริหารนายก อบจ.สมุทรปราการ มาให้กำลังใจ และมอบสิ่งของช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ที่ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน อบต.บางพลีใหญ่

นายกตู่” บอกว่า ถึงไม่ได้มาที่หน้างาน แต่ก็เกาะติดการดับไฟที่บริษัทหมิงตี้ทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

'นันทิดา' ก็มา แต่ช้ากว่า 'ก้าวไกล'

                             นายกตู่ มาพบชาวบ้านย่านกิ่งแก้ว

‘ทิม-ช่อ’ มาเอง

เนื่องจาก อ.บางพลี เป็นเขตเลือกตั้งที่ 4 มี ส.ส.ชื่อ วุฒินันท์ บุญชู พรรคก้าวไกล ทันทีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ ย่านกิ่งแก้ว “วุฒินันท์” ได้เกาะติดพื้นที่และช่วยประสานความช่วยเหลือในการอพยพประชาชน

ทีม ส.ส.ก้าวไกล นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร,ทวีศักดิ์ ทักษิณ และ คำพอง เทพาคำ ได้มาสบทบกับวุฒินันท์ แถลงข่าวกรณีช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้โรงงานกิ่งแก้ว 

พลบค่ำ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อม ส.ส.เดินทางไปที่ศูนย์อพยพ อบต.บางพลีใหญ่ เพื่อช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว

นอกจากนี้ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ตัวแทนคณะก้าวหน้า ได้ร่วมคณะมาให้กำลังใจประชาชน พร้อมไลฟ์เฟซบุ๊ครายงานสถานการณ์ภายในศูนย์พักพิงฯ
 ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.สมุทรปราการ ปี 2562 ตระกูล “อัศวเหม” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ กลับมายึดสนามปากน้ำ ได้ 6 เก้าอี้ ส.ส.จากทั้งหมด 7 ส.ส.

เหลือ 1 เก้าอี้ ส.ส.ให้พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ที่เขต 4 อ.บางพลี (ยกเว้น ต.หนองปรือและต.ราชาเทวะ) วุฒินันท์ บุญชู เบียดเอาชนะจาตุรนต์ นกขมิ้น ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ลูกชายของทรงชัย นกขมิ้น นายก อบต.ราชาเทวะ ส่วนแชมป์เก่า วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย พ่ายยับเยิน

มีข้อน่าสังเกต บริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ก็อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 (อ.บางพลี) และในช่วงโควิดระบาด ส.ส.วุฒินันท์ ได้ร่วมกับมูลนิธิไทยซัมมิทฯ นำถุงน้ำใจมอบให้ผู้กักตัว 14 วัน ในเขต อ.บางพลี

ท่ามกลางความโกลาหลในพื้นที่ อ.บางพลี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สื่อสารผ่านทวิตเตอร์โดยทวีตข้อความ “ในฐานะคนที่ทำงานอยู่บางโฉลงมา 20 ปี ผมขอส่งกำลังใจไปให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หวังว่าคืนนี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี…”

จะว่าไปแล้ว ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็เหมือนเป็นคนบางพลีโดยปริยาย เพราะอาณาจักรไทยซัมมิท อยู่ในพื้นที่ ต.บางโฉลง อ.บางพลี มานานกว่า 30 ปี 

'นันทิดา' ก็มา แต่ช้ากว่า 'ก้าวไกล'

                                      ช่อ พรรณิการ์ ก็มาด้วย

การเมืองบางพลี

เมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปลายปี 2563 ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ เฉพาะ อ.บางพลี ปรากฏว่า ทีมสมุทรปราการก้าวหน้าของ “นายกตู่” นันทิดา แก้วบัวสาย ได้รับเลือกตั้ง 5 คน คือ สมชาย เกตุลอย,ทิพยวรรณ์ นิ่มนวล ,วารี นกขมิ้น ,วลัยพร บานแย้ม และกฤตภาส แดงสุวรรณ

อีก 2 คนไม่ได้สังกัดบ้านใหญ่ ได้แก่ เบญจวรรณ์ จารุเพ็ญพูนผล กลุ่มบางพลีรุ่งเรือง และธนภรณ์ บุญประเสริฐ 

ดังนั้น วันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว “นายกตู่” จึงมอบหมาย วลัยพร บานแย้ม และ ดร.แสน บานแย้ม อดีต ส.อบจ. ลงพื้นที่ประสานกับ อบต.บางพลีใหญ่ 

นายกตู่” ขยับตัวช้ากว่า “พิธา” และทีมก้าวไกล เพราะอาจมั่นใจในฐานเสียงที่แน่นหนาในบางพลี

'นันทิดา' ก็มา แต่ช้ากว่า 'ก้าวไกล'

                                  พิธา นำทีม ส.ส.ช่วยชาวบ้าน

“ม็อบหมอ” มาแล้ว เปลี่ยน “ม้า” กลางศึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473101

“ม็อบหมอ” มาแล้ว เปลี่ยน “ม้า” กลางศึก

6 กรกฎาคม 2564 – 11:20 น.

หมอไม่ทน กดดัน “ประยุทธ์” ขาลง วัดใจจะกู้ศรัทธา เปลี่ยนม้ากลางศึกหรือไม่ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

แม้ว่า “จำนวน” ผู้เข้าร่วมชุมนุมบนท้องถนน อาจจะไม่ถึงหลักหมื่นหลักแสน อันเนื่องสถานการณ์การระบาดของโควิดในเขตกรุงเทพฯ ค่อนข้างรุนแรง แต่แรงกดดันผ่านโซเชียล หรือปากต่อปาก ที่ออกโรงขย่ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการหยิบยกการบริหารงานที่ผิดพลาด นับวันจะเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประเมินว่า ปะทุอารมณ์ของผู้คนในสังคมเวลานี้ อาจจะผลักให้คนลงสู่ท้องถนนมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

หมอไม่ทนอีกแล้ว

ปมเอกสารที่ประชุมวิชาการของคณะแพทย์ 3 ฝ่าย ระบุว่า มีผู้ค้านการฉีดวัคซีน Pfizer เพื่อเป็นการกระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เหมือนเอาน้ำมันราดกองไฟบรรดาบุคลากรทางการแพทย์ ในนาม “หมอไม่ทน” เรียกร้องให้มีการแสดงพลังติดโบว์ดำ สวมเสื้อดำทั้งประเทศ วันที่ 7 ก.ค.2564 เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 

"ม็อบหมอ" มาแล้ว เปลี่ยน "ม้า" กลางศึก

หมอไม่ทน ขยับแล้ว

พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้องต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีสาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผอ. ศบค. ให้นำเข้าวัคซีน mRNA (ไฟเซอร์และโมเดอร์นา) ให้ได้เร็วที่สุด, ให้นำวัคซีน mRNA เป็นวัคซีนฉีดกระตุ้นเข็ม 3 แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า, เปิดเผยสัญญาการสั่งซื้อวัคซีน AstraZeneca และ Sinovac รวมถึงวัคซีนอื่นๆ ที่ทางรัฐบาลไทยจะทำสัญญาในอนาคต ฯลฯ 

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก ภาคีบุคลากรสาธารณสุข ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนลงชื่อในแคมเปญ #ต้องการ mRNAvaccine เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล รวมถึงองค์การเภสัชกรรม นำเข้าวัคซีนประเภท mRNA (ไฟเซอร์และโมเดอร์นา)โดยเร่งด่วน  ถ้ายังจำกันได้ ปลายเดือน เม.ย.2564 กลุ่ม “หมอไม่ทน” ได้ล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์เรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  จากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการระบาดโควิด-19

ถัดมา กลุ่ม “หมอไม่ทน” ผุดแคมเปญล่ารายชื่อผ่านเวบไซต์เรียกร้องรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัชกรรม ให้ดำเนินการจัดหาวัคซีนหลากหลายยี่ห้อและมีประสิทธิสิทธิภาพเพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน

เปลี่ยนม้ากลางศึก

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2564 นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “อเมริกาเปลี่ยนประธานาธิบดีด้วยการเลือกตั้ง ในวันที่ทุกอย่างกำลังทรุดหนัก มองไม่เห็นอนาคต ผู้ป่วยโควิดใหม่วันละสองถึงสามแสนคน ผ่านมา 5 เดือนครึ่ง อเมริกากลับมายืนหนึ่งเรื่องรับมือโควิดได้ดีที่สุดในโลก เพราะเปลี่ยนผู้นำแค่คนเดียว”

ตอนท้าย “หมอเลี้ยบ” ตั้งคำถามว่า “ได้เวลา ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’ หรือยัง”  จริงๆแล้ว เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยน “ม้า” กลางศึก ดังสนั่นลั่นโซเชียลมานานพอสมควร นับตั้งแต่ประเทศไทย ย่างเข้าสู่จุดที่เรียกว่า “วิกฤตโควิด” ยอดผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล รวมถึงโรงพยาบาลสนามก็ขยายแล้วขยายอีก มีคำถามเกี่ยวกับบทบาทแม่ทัพ ศบค. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่เล่นสั่งการแบบซิงเกิลคอมมานด์ แต่ในทางปฏิบัติ ก็เต็มไปด้วยปัญหามากมาย

"ม็อบหมอ" มาแล้ว เปลี่ยน "ม้า" กลางศึก

นายกฯประยุทธ์ และทีมอาจารย์หมอ 

เวลานี้ ได้มีนักกฎหมายในรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้ยื่นฟ้องศาลเอาผิดกับผู้บริหารสูงสุดของรัฐ ในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผิดพลาด จนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชน ดูเหมือนว่า รัฐมนตรีทั้งคณะ จะมีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.สาธารณสุข รับแรงเสียดทานไปเต็มๆ ด้วยอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโควิด ส่วนรัฐมนตรี และ ส.ส. จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ลอยตัว ทำงานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพื่อประคับประคองตัวเองไม่ให้บอบช้ำ สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญแนวรบโควิดสาหัสสากรรจ์ คลังสมองหรือฝ่ายเสนาธิการของนายกฯประยุทธ์ คงต้องตัดสินใจเปลี่ยน “ม้า” (นักการเมืองบางคน) กลางศึก เพื่อกู้วิกฤตศรัทธา 

หากนายกฯประยุทธ์ ไม่ยอมตัดสินใจ ลากนักการเมืองบางคนต่อไป ก็น่าจะเป็นคิวของ “บิ๊กตู่” ที่ต้องเจอ “พลังมวลชน” กดดันให้เปลี่ยนม้ากลางศึกเสียเอง 

ชิงเมืองหลวง “เพ้ง-หน่อย” คู่เอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473045

ชิงเมืองหลวง “เพ้ง-หน่อย” คู่เอก

5 กรกฎาคม 2564 – 20:06 น.

“สุดารัตน์” หงายไพ่ “ขุนพลเมืองกรุง” วัดฝีมือ “เฮียเพ้ง” สายตรงคนแดนไกล คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

แม้จะอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด แต่การเปิดตัว “พรรคไทยสร้างไทย” ปรากฏว่า สื่อทุกสำนักต่างให้พื้นที่ข่าวกันพอสมควร 

วันที่ 4 ก.ค.2564 ที่ทำการชั่วคราวของพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะประธานพรรค พร้อมแกนนำอย่าง ดร.โภคิณ พลกุล, พงศกร อรรณนพพร ,วัฒนา เมืองสุข, ต่อพงศ์ ไชยสาส์น และ น.ต.ศิธา ทิวารี มาร่วมกันงานพร้อมหน้า ภายใต้ชื่องาน “ไทยสร้างไทย เดินหน้าสร้างประเทศไทย”

 “คุณหญิงสุดารัตน์” ย้ำว่า ขอทำภารกิจสำคัญครั้งสุดท้ายทางการเมือง เป็นสะพานเชื่อมคนทุกรุ่นสร้างประเทศไทยที่ดีกว่า และพรรคนี้ ไม่ใช่พรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย

พูดถึงยี่ห้อการเมืองชื่อ “สุดารัตน์” หลายคนคิดถึงฉายา “เจ้าแม่เมืองหลวง” เนื่องจากคุณหญิงหน่อยเป็น ส.ส.กทม.มาตั้งแต่ปี 2535 และเป็นแม่ทัพเมืองหลวง ให้พรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

คนหน้าเดิม

พลันที่ “คุณหญิงสุดารัตน์” ตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทย สร้างพรรคใหม่ ก็มีคำถามตามมาว่า ส.ส.เพื่อไทย สายเมืองหลวง ประมาณ 3-4 คน จะลาออกตามมาหรือไม่? เบื้องต้นก็ยังไม่เห็นบุคคลเหล่านั้นในวันเปิดตัวพรรคไทยสร้างไทย

เฉพาะวันที่มีการเปิดตัวพรรคไทยสร้างไทย ผ่านระบบ Zoom คุณหญิงสุดารัตน์ ก็ได้แนะนำ “ขุนพลเมืองกรุง” หลายคน ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรี, อดีต ส.ส. และอดีต ส.ก. ที่เคยร่วมงานกับคุณหญิงหน่อยมาแต่พรรคไทยรักไทย

เริ่มจาก “สุธา ชันแสง” หรือ “อ๊อด สายสาม” อดีตรัฐมนตรีพัฒนาสังคมฯ รัฐบาลสมัคร ลูกชายของ บุญธรรม ชันแสง อดีตกำนันแขวงบางไผ่ เขตบางแค และสุธาเป็น ส.ส.มาแต่สมัยสังกัดพรรคพลังธรรม ช่วงหนึ่ง สุธาป่วยหนัก จนต้องลาออกจากพรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งปี 2562 สุธากลับมาช่วยหาเสียงให้ วัฒนา เมืองสุข ในสนาม กทม.เขต 28 (บางแค)

 ชิงเมืองหลวง "เพ้ง-หน่อย" คู่เอก

คุณหญิงสุดารัตน์ และสุธา ชันแสง

สายฝั่งธนฯ นอกจากสุธา ก็ยังมี “ธวัชชัย ทองสิมา” อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตจอมทอง พรรคเพื่อไทย 

ข้ามฟากมาฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ก็มี “เอกพจน์ วงศ์อารยะ” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตสะพานสูง รวมถึง “แมน เจริญวัลย์” อดีต ส.ก.เขตบึงกุ่ม ที่ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับคุณหญิงหน่อย

ทีมเมืองกรุงของพรรคไทยสร้างไทย ยังมีอดีต ส.ก. สายตรงคุณหญิงหน่อยมากกว่า 10 คน พร้อมกับคนรุ่นใหม่ที่มีหน่วยก้านดี

ในอนาคต ก็คอยดูว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และการุณ โหสกุล จะทิ้งเพื่อไทยมาซบไทยสร้างไทยหรือไม่?

สายเฮียเพ้ง

หลังคุณหญิงหน่อย ลาออกจากเพื่อไทย “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ก็จัดทัพใหม่ แบ่งเป็น 6 โซน ไม่รวมศูนย์อยู่ใครคนใดคนหนึ่งเหมือนในอดีต

 ชิงเมืองหลวง "เพ้ง-หน่อย" คู่เอก

เฮียเพ้ง แม่ทัพเพื่อไทย

โซน 1 พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ,โซน 2 พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,โซน 3 วิชาญ มีนชัยนันท์ ,โซน 4 พิชัย นริพทะพันธ์ ,โซน 5 กิตติรัตน์ ณ ระนอง และโซน 6 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

พิจารณาจากรายชื่อ 6 แม่ทัพข้างต้น ก็จะพบว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขุนพลฝั่งธนฯ และวิชาญ มีนชัยนันท์  ขุนพลฝั่งตะวันออก ที่เคยร่วมงานกับคุณหญิงสุดารัตน์มาก่อน

ส่วน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ,พวงเพ็ชร ชุณละเอียด ,พิชัย นริพทะพันธ์ และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ไม่เคยมีบทบาทดูแลสนามเลือกตั้งเมืองหลวงมาก่อน

อย่างไรก็ตาม คนในพรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และพวงเพ็ชร ชุณละเอียด คือแม่ทัพตัวจริง ที่ได้รับความไว้วางใจจาก “นายใหญ่-นายหญิง” ให้มาบัญชาการสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ

เหนืออื่นใด “เฮียเพ้ง” กับ “คุณหญิงหน่อย” มีความขัดแย้งกันมานาน และสาเหตุที่เจ้าแม่เมืองหลวง ต้องทิ้งเพื่อไทย ก็เพราะนายใหญ่เตรียมแผนปั้น “เจ้าพ่อเมืองกรุง” ใจถึงพึ่งได้