ยุบสภา พรรคไหน ‘พร้อม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473916

ยุบสภา พรรคไหน ‘พร้อม’

11 กรกฎาคม 2564 – 19:00 น.

วิกฤตโควิด-การเมือง “ประยุทธ์” อาจยุบสภา ทางออกที่เลือกไม่ได้ พรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบ

7 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีกำแพงความมั่นคงอันแข็งแกร่ง และมีกำแพงมวลชน ในปีกผู้ที่เคยร่วมการชุมนุม กปปส. และคนเสื้อเหลือง(บางกลุ่ม)ให้การสนับสนุน

ชั่วโมงนี้ โควิดระลอกใหม่ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการสาธารณสุขอย่างรุนแรง ไวรัสกลายพันธุ์ได้กัดกร่อนกำแพงศรัทธา เกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ “ถอยกลับบ้าน” ดังระงม

ในมหาวิกฤต นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ มี 2 ทางเลือกคือยุบสภา หรือลาออก

ทางแรกคือ ลาออก เปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ ส.ว.250 คน ยังเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และทางที่สอง ยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ วัดใจประชาชนอีกครั้ง

หลายฝ่ายยังมองว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ลาออก แต่หากเจอ “พลังมวลชน” นอกสภา กดดันหนักต่อเนื่อง โดยไม่หวั่นการระบาดของโควิด ก็อาจจะเลือกหนทางยุบสภา 

ทางออกยุบสภา

ช่วงเดือน มิ.ย.2564 ข่าว “ยุบสภา” ดังกระหึ่ม เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงเร่งทำผลงานให้เป็นรูปธรรมในช่วงอายุรัฐบาลที่เหลืออยู่

ย่างเข้าเดือน ก.ค.2564 เมื่อยอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเพิ่มสูงขึ้นแตะหลักหมื่นต่อวัน ทำให้รัฐบาลต้องล็อกดาวน์อีกครั้ง เป็นการลอกดาวน์ในความไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารวิกฤตโควิดของรัฐบาลประยุทธ์

สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคร่วมรัฐบาล ติดกับดักปัญหาสถานการณ์โควิด ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดก็ล่าช้าไม่ทันสถานการณ์

ไม่เพียงแต่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ยังไม่เกิดขึ้น หากแต่ภูมิคุ้มกันทางการเมืองของรัฐบาลก็ลดฮวบ กลายเป็นตัวฉุดคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ 

ยุบสภาเป็นทางออกที่เสี่ยงเกินไป แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีทางเลือกไม่มากนัก 

ยุบสภา พรรคไหน 'พร้อม'

                             บิ๊กป้อม และธรรมนัส พยายามแก้เกมโควิด

พรรคไหนพร้อมรบ

ถ้าเกิดมีการยุบสภาจริง พรรคร่วมรัฐบาล จะเสียเปรียบในเรื่องคะแนนนิยม เนื่องจากสอบตกเรื่องการบริหารจัดการโควิดระลอกใหม่ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านจะได้เปรียบทันที

พรรคพลังประชารัฐ มีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค จากอนุชา นาคาศัย เป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งมองในมิติการเมือง อาจทำให้ ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ มีความมั่นใจในหาเสียง เพราะ ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนใจถึงพึ่งได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วยให้พลังประชารัฐประสบชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เมื่อ “บิ๊กตู่” คะแนนนิยมดิ่งวูบเช่นนี้ ย่อมกระทบกับพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคภูมิใจไทย หนีไม่ออกกรณีปัญหาการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด ไม่ทันต่อเหตุการณ์ แม้ ส.ส.ภูมิใจไทย จะชี้เป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ได้ “รวบอำนาจ” ในการแก้โควิด แต่ในฐานะรัฐมนตรีสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้

ส.ส.รายหนึ่งของภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์สื่อไปแล้วว่า การยุบสภา ไม่ใช่ทางออก และสามารถแก้ปัญหาโควิดระบาดได้ 

พรรคเพื่อไทย น่าจะชิงความได้เปรียบจากสถานการณ์โควิดได้ เพราะมี “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ “โทนี่” ได้ออกมาชี้แนะการแก้ปัญหาโควิดผ่านคลับเฮาส์เป็นระยะๆ จนมีกระแสเรียกร้องให้ทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

พรรคก้าวไกล ก็เป็นพรรคที่โดดเด่นในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ และชื่อของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นความหวังของพวกเขา 
 นับจากวันนี้ไป วิกฤตโควิด และวิกฤตการเมือง จะกลายเป็นระเบิดเวลา หากผู้นำรัฐนาวายังไม่สามารถกอบกู้ศรัทธากลับคืนมาได้ในห้วงเวลา 3-4 เดือนนี้

ยุบสภา พรรคไหน 'พร้อม'

               แกนนำเพื่อไทย ชงทักษิณ เป็นนายกออนไลน์

ล็อกดาวน์ ‘ประยุทธ์’ ‘ทักษิณ’ เดิมพันสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473883

ล็อกดาวน์ ‘ประยุทธ์’ ‘ทักษิณ’ เดิมพันสุดท้าย

11 กรกฎาคม 2564 – 15:16 น.

เจ็บไม่จบ “ประยุทธ์” ซวนเซ “ทักษิณ” ขยี้ซ้ำ เพื่อไทยรุกซักฟอก ชิงแต้มก่อนยุบสภา

ในวันที่ต้อง “ลอกดาวน์” อีกครั้ง เพื่อหยุดยั้งจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีบรรยากาศแตกต่างจากปีที่แล้ว เนื่องจากกระแสโซเชียล มีแต่ผู้คนส่งเสียงขับไล่รัฐบาลประยุทธ์

มีหลายคนอยากรู้เหมือนกันว่า สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ของอาจารย์นพดล กรรณิกา ยังจะมีผลสำรวจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งเหมือนที่แล้วมาหรือไม่?

ขณะที่สื่อออนไลน์หลายสำนัก ทำโพลล์สำรวจความนิยมในตัวผู้นำรัฐบาล ปรากฏว่า คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำอย่างมาก 

นาทีนี้ เกมนอกสภาเริ่มขยับ แต่จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมยังไม่มากพอ เพราะการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ “เดลต้า” ทำให้คนขยาดการเข้าไปรวมกลุ่มกับคนแปลกหน้าจำนวนมาก 

อย่างไรก็ตาม โลกออนไลน์ก็มีเสียงเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาล “ถอนตัวเพื่อชาติ” เหตุล้มเหลวแก้โควิด-19 ไม่ได้

เกมในสภา มีข้อเสนอจาก ส.ส.บางกลุ่ม ของพรรคพลังประชารัฐ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขี่ยพรรคภูมิใจไทยทิ้ง ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็ดูจะช้าเกินการณ์ เพราะวิกฤตศรัทธาถาโถมจนยากที่จะชิงความได้เปรียบทางการเมืองได้ 

ล็อกดาวน์ 'ประยุทธ์' 'ทักษิณ' เดิมพันสุดท้าย

                                      เพื่อไทยเตรียมซักฟอก

รุกซักฟอก

“ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” หรือ “ตีเหล็กเมื่อแดง กินแกงเมื่อร้อน” พรรคเพื่อไทย นำโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  จึงประกาศเตรียมรวบรวมเสียง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 เพื่อเปิดโปงความเสียหายที่รัฐบาลบริหารราชการผิดพลาด 

วันที่ 13 ก.ค.2564 พรรคเพื่อไทย จัดประชุมพรรคผ่านระบบ Zoom จะหารือกับ ส.ส. เพื่อขอมติในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะปรึกษาหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านโดยเร็ว

แน่นอน จำนวน “มือ” ในสภาฯ ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน อภิปรายอย่างไร เมื่อถึงตอนโหวตฝ่ายรัฐบาลก็ชนะ แต่พรรคเพื่อไทยแอบหวังลึกๆว่า การเปิดแผลกลางสภาฯ อาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคชิงถอนตัว หวังเก็บแต้มก่อนยุบสภาฯ

อีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้จัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศเกือบครบแล้ว โดยไม่ได้คาดหวังกับการแก้รัฐธรรมนูญในสภาฯ หากถึงเวลาต้องลงสนาม ไม่ว่าบัตรใบเดียวหรือบัตร 2 ใบ เพื่อไทยก็ส่งครบ 350 เขต

จังหวะนี้ ถือว่า พรรคเพื่อไทยไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป เนื่องจากประเมินแล้ว รัฐบาลประยุทธ์ไปต่อลำบาก 

ล็อกดาวน์ 'ประยุทธ์' 'ทักษิณ' เดิมพันสุดท้าย

                                         ทักษิณตามขยี้ประยุทธ์

โทนี่ขยี้ไม่เลิก

แหล่งข่าวพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้โทรมาสอบถาม ส.ส.ขอนแก่น เกี่ยวกับความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า “คนแดนไกล” ให้ความใส่ใจมากกว่าครั้งที่แล้ว ยุทธศาสตร์ของคนแดนไกลนั้น ไม่มีแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย เหมือนฤดูเลือกตั้ง 2562 จึงแทงม้าตัวเดียวคือ เพื่อไทย 

เมื่อเดินยุทธศาสตร์พรรคเดียว ก็ต้องคิดกลยุทธ์หาเสียงที่จะทำให้เกิดชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” ดังเช่นการเลือกตั้งปี 2554 

วันอังคารที่ 13 ก.ค.2564 “โทนี่” จึงต้องมาพบกับแฟนๆที่ CARE Talk x CARE Clubhouse ในหัวข้อ “ล็อกดาวน์ แล้วยังไงต่อ? ประชาชนพร้อมรับคำสั่ง รัฐบาลพร้อมทำให้ประชาชนหรือยัง”

กลุ่มแคร์โหมโรงว่า การล็อกดาวน์รอบนี้ ไม่ใช่รอบแรกสำหรับประเทศไทยและทั่วโลก แต่ประชาชนทั้งประเทศไม่พอใจต่อการ “ล็อกดาวน์” แบบปล่อยประชาชนตามยถากรรม

“สุดท้ายพวกเขาก็คำนึงถึงส่วนรวมเป็นหลัก จึงต้องจำใจ ปฏิบัติตาม เพื่อรอวันให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ และเพื่อรอให้รัฐบาลที่ฉลาดกว่านี้ เข้ามาแก้ปัญหาความทุกข์ยากในอนาคต”

“โทนี่” พยายามปลุกปลอบคนไทยว่า ให้รออีกนิด แล้วรัฐบาลที่ฉลาดกว่า จะมาบริหารประเทศ นี่คือกลยุทธ์เดิมๆ ที่ทักษิณใช้มาแล้ว ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย

“อู๊ดด้า” ออนทัวร์ ปักป้าย “ส.ส.เขต” อีสานใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473787

“อู๊ดด้า” ออนทัวร์ ปักป้าย “ส.ส.เขต” อีสานใต้

10 กรกฎาคม 2564 – 19:16 น.

ออนทัวร์อีสานใต้ “จุรินทร์” ลุย 3 จังหวัด ปักป้าย 3 ตระกูล “เงินหมื่น-สมชัย-นามบุตร” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

ช่วงวันที่ 9-11 ก.ค.2564 “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีโปรแกรม “ออนทัวร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” 3 จังหวัดอีสานใต้ ไล่ตั้งแต่อุบลราชธานี ,อำนาจเจริญ และปิดท้ายที่ศรีสะเกษ

“อู๊ดด้า” ออนทัวร์หนนี้ ยังควงแขน “นิพนธ์ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ไปมอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย 

สัปดาห์ที่แล้ว “จุรินทร์” ออนทัวร์อีสานเหนือ ไปตรวจราชการที่อุดรธานี และขอนแก่น ก็มีความคึกคักระดับหนึ่ง แต่สำหรับ 3 จังหวัดอีสานใต้ มีความหมายในทางการเมืองยิ่งนักเนื่องจากในรอบ 20 ปีมานี้ พรรคประชาธิปัตย์ สามารถปักป้าย “ส.ส.เขต” ได้ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญพายุทักษิณ และต้องฝ่ากระแสนารีขี่ม้าขาว อย่างน้อย 2-3 เก้าอี้ไม่มีพลาด ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องพิสูจน์ฝีมือของ “ไชยยศ จิรเมธากร” รองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า จะสามารถเพิ่มจำนวน “ส.ส.เขต” ให้ได้มากกว่าที่มีอยู่ในโซนอีสานใต้ได้หรือไม่?

บัตร 2 ใบ

เมื่อเจอหน้านักข่าวที่ จ.อำนาจเจริญ “จุรินทร์” ก็ต้องตอบคำถามเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นร่างฉบับของพรรค ปชป. และขณะนี้อยู่ในชั้นของคณะกรรมาธิการ 

“จุรินทร์” อธิบายเหตุผลที่ไม่เอา “บัตรใบเดียว” ว่า ระบบเดิมที่เป็นบัตรใบเดียวเป็นการเอาผู้สมัคร ส.ส. กับพรรคการเมืองมามัดรวมกัน จะเลือกแยกก็ไม่ได้ เป็นเหมือนการถูกมัดมือชกเหมือนข้าวต้มมัด  เมื่อเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ประชาชนก็สามารถเลือกผู้สมัคร ส.ส.กับพรรคการเมืองแยกจากกันได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการ ไม่ได้เป็นการเอื้อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง 

การคำนวณคะแนนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ในการแก้ไขครั้งนี้ ได้มีการกำหนดคะแนนขั้นต่ำไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ที่ต่างจากในอดีตนั้นรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าเป็นการผ่อนปรนเปิดโอกาสให้พรรคขนาดเล็กสามารถได้รับคัดเลือกในระบบบัญชีรายชื่อด้วย การแยกบัตรเป็น 2 ใบ อาจเอื้อต่อ ส.ส. ที่มีแบรนด์เฉพาะตัว และหาเสียงได้ง่าย หากชาวบ้านไม่ชอบพรรค เลือก “ตัวบุคคล” ได้ ส่วนอีกใบก็ไปเลือก “พรรคที่ชอบ” แทน 

เงินหมื่น-สมชัย-นามบุตร

ดังที่ทราบกัน ผลการเลือกตั้ง 2562 ปชป.อีสาน เหลือ ส.ส.เขตแค่ 2 คนที่อุบลราชธานี คือ วุฒิพงษ์ นามบุตร เขต 3 อุบลราชธานี และ แนน บุณย์ธิดา สมชัย เขต 8 จุดแข็งของ ปชป.อีสานใต้คือ เป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่ มีฐานเสียงชัดเจน วุฒิพงษ์ได้เป็น ส.ส.เพราะยี่ห้อ “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตขุนพลอีสาน เหมือน “ส.ส.แนน” ได้เป็น ส.ส.เพราะยี่ห้อ “อิสสระ สมชัย” นักการเมืองอาวุโส 

"อู๊ดด้า" ออนทัวร์ ปักป้าย "ส.ส.เขต" อีสานใต้

วุฒิพงษ์ นามบุตร ต้อนรับหัวหน้าจุรินทร์ 

วันนี้ “พ่อใหญ่สุทัศน์” ยังฝากความหวังไว้กับทายาท-อภิวัฒน์ เงินหมื่น ที่พ่ายแพ้หนที่แล้ว เที่ยวหน้าคงเจอศึกหนัก เพราะ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ตอกเสาเข็มไว้ทุกพื้นที่  ส่วน “พ่อใหญ่อิสสระ” นักเลงบ้านนอก มีฐานเสียงแน่นหนาอยู่ที่ อ.พิบูลมังสาหาร ได้ทายาท “ส.ส.แนน” ขยันลงพื้นที่ จึงฝ่าพายุสีแดงมาได้ทุกสมัย  เหลือแต่ “พ่อใหญ่วิฑูรย์” ที่มีฐานคะแนนอยู่ใน อ.เขื่องใน ว่าจะเอายังไงสมัยหน้า แต่วันที่ “หัวหน้าจุรินทร์” ลงพื้นที่เมืองอุบลฯ “วุฒิพงศ์ นามบุตร” หลานชายวิฑูรย์ ก็มาต้อนรับ และจุรินทร์ก็มีคิวไปเยี่ยมพี่น้องชาวเขื่องใน

"อู๊ดด้า" ออนทัวร์ ปักป้าย "ส.ส.เขต" อีสานใต้

สองผู้อาวุโส สุทัศน์-อิสระ

หาก 3 ตระกูล ยังสวมเสื้อ ปชป. ก็ปักป้าย “ส.ส.เขต” ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เก้าอี้ 

“ม็อบ 18 ก.ค.” แตกหัก “ประยุทธ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473766

“ม็อบ 18 ก.ค.” แตกหัก “ประยุทธ์”

10 กรกฎาคม 2564 – 16:42 น.

ม็อบ 18 ก.ค. ชี้ชะตา “ประยุทธ์” อยู่หรือไป อุ่นเครื่อง “คาร์ม็อบ” คึกคัก คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมีก

เหลือเพียงอีกหนึ่งสัปดาห์ ก็จะครบรอบ 1 ปี ของการลุกขึ้นมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยขบวนการ “เยาวชน” และ “คนรุ่นใหม่” 

ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 18 ก.ค.2563 กลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้จัดการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ภายใต้คำขวัญ “ไม่ทนอีกต่อไป” เพื่อขับไล่รัฐบาลประยุทธ์ โดยมีผู้ชุมนุมหลักร้อย หลังจากนั้น ขบวนการไล่ประยุทธ์ได้ขยายไปทั่วประเทศ ประหนึ่งไฟลามทุ่ง จากกลุ่มเยาวชนปลดแอก ขยับเป็นกลุ่มราษฎร ,กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และอีกหลายสิบกลุ่ม ข้อเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็ยกระดับจาก “ไล่ประยุทธ์” ไปสู่ความแหลมคม หรือเรียกว่าทะลุเพดาน อันนำไปสู่การจับกุมแกนนำกลุ่มราษฎร ในข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตาม ม.112

ต้นปี 2564 การเคลื่อนไหวบนท้องถนนแผ่วเบาลง หลังแกนนำคนสำคัญอย่าง อานนท์ นำภา, เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์, ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล, ไมค์-ภาณุพงษ์ จาดนอก และ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกคุมขังระหว่างขอประกันตัวชั่วคราว

การนัดหมายในวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.2564 ในวาระครบรอบ 1 ปี ของการชุมนุม “ไล่ประยุทธ์” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงเป็นการวัดกำลังมวลชนอีกครั้ง ในสถานการณ์การระบาดของโควิดระลอกใหม่ ยอดคนป่วยทะลุวันละเกือบหมื่นคน และการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดล่าช้า อารมณ์สังคมเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อรัฐบาลประยุทธ์  อานนท์ นำภา จึงโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนว่า “ม็อบ18กรกฎา เจอกันครับ บวกเป็นบวก ให้มันจบๆไป” และย้ำอีกว่า “ความจริงวันนี้ ถ้าไม่หยุดประยุทธ์ สถานการณ์จะเลวร้ายขึ้นไปอีก 18 กรกฎานี้ ขอแรงทุกคนอีกครั้ง ออกไปไล่รัฐบาลประยุทธ์อย่างพร้อมเพรียง ไล่แบบไล่จริงจัง

"ม็อบ 18 ก.ค." แตกหัก "ประยุทธ์"

อานนท์ ร่วมขบวนคาร์ม็อบ

คาร์ม็อบ : บททดสอบ

“คาร์ม็อบ” นวัตกรรมการต่อสู้ที่ออกแบบโดย “บก.ลายจุด” สมบัติ บุญงามอนงค์ ได้มีการทดสอบ “พลังมวลชน” มาตั้งแต่วันเสาร์ที่แล้ว อันเป็นสัญญาณการนัดหมายไปยังวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.2564   วันเสาร์ที่ 10 ก.ค.2564 คาร์ม็อบ หรือ สมบัติทัวร์ ได้มีนัดหมายนำขบวนเคลื่อนสู่ 4 พรรคการเมืองฟากรัฐบาล บก.ลายจุด ประกาศว่า “โควิดก็กลัว แต่ผู้นำโคม่าเอาไว้ไม่ได้ ขับ-ไล่ออกไป”  “บก.ลายจุด” นำขบวน คาร์ม็อบ เคลื่อนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคพลังประชารัฐ ,พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เพื่อยื่นหนังสือให้ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไม่อาจกดดันให้ 4 พรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนใจได้ แต่ “บก.ลายจุด” ต้องการจุดกระแสมวลชนให้มีความฮึกเหิม เพื่อเป้าหมายใหญ่ 18 ก.ค.นี้

"ม็อบ 18 ก.ค." แตกหัก "ประยุทธ์"

สีสันคาร์ม็อบ

คนกับรถ

ปลายปีที่แล้ว กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “ม็อบสามนิ้ว” จุดการชุมนุมหลายหนหลายครั้ง ที่ก็ยังระดมมวลชนลงสู่ท้องถนนได้ไม่ถึงหลักแสน พอที่จะกดดันรัฐบาลประยุทธ์ได้ จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม ก็มียอดสูงสุดแค่หลักหมื่น จากนั้นก็ลดลงมาเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความขัดแย้งในขบวนการคนรุ่นใหม่ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ยุทธวิธี” และการแสวงหา “แนวร่วม” โดยเฉพาะการเคลื่อนม็อบรีเด็ม (ม็อบไม่มีแกนนำ) ที่มีการปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชนบ่อยครั้ง จึงมีเสียงสะท้อนจากนักกิจกรรมรุ่นใหญ่ว่า ควรหลีกเลี่ยงการทำม็อบไร้แกนนำ 

บก.ลายจุด ยึดหลักการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ใช้อารมณ์ขัน ความสนุก ลดความตึงเครียด ด้วยเหตุนี้ เขาจึงออกแบบ “คาร์ม็อบ” กิจกรรมกดแตรไล่ประยุทธ์ ในสถานการณ์การระบาดของโควิด คาร์ม็อบ อาจเปรียบเทียบกับการเคลื่อน “คน” นับหมื่นนับแสนไม่ได้ แต่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ มีพลังและสร้างความตื่นตัวได้

 แกนนำกลุ่มราษฎร จึงหวังว่า วันดีเดย์ 18 ก.ค.2564 ทั้ง “ม็อบคน” และ “คาร์ม็อบ” อาจส่งผลสะเทือนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญได้

“ซินแสเข่ง” เตือน “คุณหญิงหน่อย” ระวังวิบากกรรมก่อนอนาคตเป็นใหญ่ผู้นำทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473716

“ซินแสเข่ง” เตือน”คุณหญิงหน่อย” ระวังวิบากกรรมก่อนอนาคตเป็นใหญ่ผู้นำทางการเมือง

10 กรกฎาคม 2564 – 10:29 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ เตือน “คุณหญิงหน่อย” ระวังเจอวิบากรรมก่อนเป็นใหญ่ผู้นำทางการเมือง ให้ระวังหากเล่นทางลัด ดวงตกขัดแย้ง ระวังความเป็นศัตรู ช่วยเหลือคนอื่นเป็นเนรคุณ อาจนำไปสู่คดีความจุดสุดท้ายแห่งชีวิต เส้นทางข้างหน้าดู ตู่ จตุพร เป็นอุทาหรณ์  

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวงเตือน  คุณหญิงหน่อย  ไทยสร้างไทย  ระวังเจอวิบากกรรมก่อนอนาคตเป็นใหญ่ผู้นำทางการเมือง  ปลุกมวลชนล่ารายชื่อเตรียมฟ้องรัฐบาลฆาตกร  ฆ่าประชาชน  แก้โควิดผิดพลาด  ศก พินาศ ทำคนล้มตาย  ให้ระวัง หากเล่นการเมืองทางลัด  ดวงตกขัดแย้งระวังความเป็นศัตรู  สับสน สร้างความไม่เข้าใจ  ช่วยเหลือคนอื่นเป็นเนรคุณ อาจนำไปสู่คดีความจุดสุดท้ายแห่งชีวิต  ติดคุกคดีความ หากเป็นมือที่สามทำเพื่อบุคคลอื่น  เพราะดวงชะตาตกดวงสับสน  เส้นทางข้างหน้าดู “ตู่  จตุพร” เป็นอุทาหรณ์ ถึงแม้นเป็นจังหวะและโอกาสที่ดี  แต่เดินทางไม่ถูกทิศ  ติดคุกซ้ำสอง

ซินแสเข่ง  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ สถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย  ผ่าดวงวิเคระห์เจาะลึก  อนาคต  ผู้นำไทยสร้างไทย  คุณหญิงหน่อย  สุดารัตน์ เกยุราพันธ์  เตรียมฟ้องดำเนินคดีรัฐบาล  ประยุทธ  จันทร์โอชา  ล่ารายชื่อสนับสนุนกว่าแสน ว่าเป็น รัฐบาลฆาตกร  ใช้ภาษีของประชาชนดำเนินนโยบายผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหายเสียชีวิตประชาชน

ซินแสเข่ง  เตือนระวังเพราะเหตุที่แก้ไขอยู่ที่ประชาชนด้วย  และเป็นเหตุจากดวงโลกที่มีผลกระทบ  อย่าเป็นมือที่สามให้ใครใช้ชักจูง เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้าม  เพราะในดวงชะตาอาจตกไม่ต่างกับ ผู้นำไทยไม่ทน  “ตู่  จตุพร  พรหมพันธ์”  เป็นอุทาหรณ์  ต้องในคดีเพิ่ม  หมิ่นประมาท อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  อดีตนายกฯ เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด  หากใช้โอกาสนี้ ให้เป็นจังหวะสร้างฐานในทางเป็นผู้นำ และโอกาสหาคะแนนเสียงให้กับตนเองเป็นฐานกำลังในอนาคตให้กับพรรคไทยสร้างไทย  โดยไม่ยอมเป็นมือที่สามที่จะก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้ง  เป็นศัตรูสร้างความไม่เข้าให้ร้ายกับตนเอง  ให้เป็นอุปสรรคเกิดขึ้นต่อชีวิตในอนาคตทางการเมืองที่จะพบกับความรุ่งโรจน์ในปี  2567 

ซินแสเข่ง  ให้ข้อมูลเพิ่มเติม  ว่าในช่วงภาวะปัจจุบันนี้ไม่ใช่เป็นจังหวะและโอกาสที่จะก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลง  แทนรัฐบาลที่ต้องออกมารับเคราะห์หนัก  จากอุปสรรคหลายด้าน  ในจุดของการเดินทางโคจรของดาวมฤตยูดาวมรณะ  ก่อให้เกิดอุปสรรค  มีศัตรู  ให้โทษ  ความตายทลุทะลวง  จากความตายที่เร้นลับ  ไม่เปิดเผย  จากเจ้าเรือน  อริ  มรณะ  วอดวายด้วยบาปพระเคราะห์  โทษจะทวีคูณที่ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงวิถึกรรม   ต่อให้มีอัศวินม้าขาวหน้าไหน  ที่จะฉวยโอกาสนี้มาแก้ไขสถานการณ์อันโหดร้ายนี้ได้  เพราะเหตุนี้เป็นสาเหตุจากโรคร้ายดวงแห่งสงครามโรคไวรัสร้ายที่เป็นทั้งโลก

กู้วิกฤตกิ่งแก้ว ‘ทอน’ รุก ‘อัศวเหม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473648

กู้วิกฤตกิ่งแก้ว ‘ทอน’ รุก ‘อัศวเหม’

9 กรกฎาคม 2564 – 18:47 น.

กอบกู้กิ่งแก้ว “ธนาธร” รุก “นันทิดา” ซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน บ้านใหญ่ยังวุ่นแก้เกม “ตู่หายไปไหน” 

อันเนื่องจากเหตุระเบิดเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมีคอล ซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมถึงบ้านเรือนประชาชน ซึ่งได้รับผลจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้เพดาน ผนังอาคาร กระจกแตกกระจัดกระจาย

ขณะที่ภาคส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำลังดำเนินการสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่า “คณะก้าวหน้า” ได้เปิดปฏิบัติการ “ก้าวหน้ากู้วิกฤตกิ่งแก้ว” ซ่อมบ้านเรือนให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.2564

นี่คือ การเปิดเกมรุกของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โดยปักหมุดที่ถนนกิ่งแก้ว พร้อมอาสาสมัคร 30 คน ซึ่งจุดแรกที่ธนาธรเข้าซ่อมแซมคือ โรงเรียนวัดกิ่งแก้ว

“ถนนกิ่งแก้วทั้งเส้น เป็นถนนเศรษฐกิจที่สำคัญ ประกอบด้วยร้านค้าพาณิชย์ ตลาดสด โรงงานอุตสาหกรรม และบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนมากมาย…จนถึงวันนี้ มีผู้แจ้งความที่ สภ.บางแก้วแล้ว เป็นจำนวน 432 คน มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายถึง 569 หลัง”บางส่วนในถ้อยแถลงของธนาธร ในวันที่ไลฟ์เฟซบุ๊ค อธิบายถึงโครงการกู้วิกฤตกิ่งแก้ว

ในวันที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ได้ทวีตข้อความ “ในฐานะคนที่ทำงานอยู่บางโฉลงมา 20 ปี ผมขอส่งกำลังใจไปให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หวังว่าคืนนี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี…”

“ธนาธร” ใช้คำว่า “คนที่ทำงานอยู่บางโฉลงมา 20 ปี” หมายถึงบริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็เหมือนเป็นคนบางพลีโดยปริยาย

ดังนั้น โครงการซ่อมแซมบ้านเรือน “ก้าวหน้ากู้วิกฤตกิ่งแก้ว” จึงได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไทยซัมมิทโอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด และบริษัท เอสเอส ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในซอยกิ่งแก้ว รวมถึงกลุ่มช่างที่ทำงานรับเหมาก่อสร้างในชุมชนละแวกนั้น  

กู้วิกฤตกิ่งแก้ว 'ทอน' รุก 'อัศวเหม'

                           ธนาธร ลุยซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน

ก้าวไกล-ก้าวหน้า

สำหรับพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค พร้อม ส.ส. ได้เดินทางไปที่ศูนย์อพยพ อบต.บางพลีใหญ่ ตั้งแต่คืนวันที่เกิดเหตุไฟไหม้ โดยมี วุฒินันท์ บุญชู ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 คอยประสานงาน

เมื่อการเลือกตั้ง ส.ส.สมุทรปราการ ปี 2562 ตระกูล “อัศวเหม” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ กลับมายึดสนามปากน้ำ ได้ 6 เก้าอี้ ส.ส.จากทั้งหมด 7 เก้าอี้

ส่วนพรรคก้าวไกล(พรรคอนาคตใหม่) ได้รับเลือกตั้งที่เขต 4 อ.บางพลี (ยกเว้น ต.หนองปรือและต.ราชาเทวะ) โดย วุฒินันท์ บุญชู ชนะจาตุรนต์ นกขมิ้น ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ลูกชายของทรงชัย นกขมิ้น นายก อบต.ราชาเทวะ 

ชัยชนะของ “วุฒินันท์” ก็มี 2 ปัจจัยคือ กระแสธนาธร ที่มาแรงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกปัจจัยหนึ่ง พื้นที่ อ.บางพลี เป็นที่ตั้งของอาณาจักรไทยซัมมิทฯ  

กู้วิกฤตกิ่งแก้ว 'ทอน' รุก 'อัศวเหม'

             นันทิดา ออกแจกของช่วยชาวบ้านที่บางพลี 3 วันติดต่อกัน

พ่ายซ้ำสองหน

ปี 2563 เหมือนเป็นปีเลือกตั้งของ จ.สมุทรปราการ ช่วงกลางปี มีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 และปลายปี มีเลือกตั้งนายก อบจ.

ด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูล “อัศวเหม” กับ “จึงรุ่งเรืองกิจ” ดังที่ทราบกัน “บ้านใหญ่” ยัดเยียดความปราชัยให้ “ธนาธร” ถึงสองครั้งสองครา

เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 กรุงศรีวิไล สุทินเผือก ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การดูแลของบ้านใหญ่ “อัศวเหม” เอาชนะ พีท” อิศราวุธ ณ น่าน พรรคก้าวไกล ด้วยคะแนนนำขาดลอย

เลือกตั้งนายก อบจ.สมุทรปราการ นันทิดา แก้วบัวสาย กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ได้ 3.4 แสนคะแนน ส่วน ธัชชัย เมตโต คณะก้าวหน้า ได้แค่ 7 หมื่นคะแนน

เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ ปรากฏว่า นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ พลาดท่า ไม่รีบมาที่จุดเกิดเหตุ ปล่อยให้โซเชียล “ตามหานายกฯ นันทิดา” เสียรังวัดไปเยอ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ “นันทิดา” พยายามแก้เกม เดินทางมามอบสิ่งของช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ 3 วันติดต่อกัน ต้องรอดูว่า บ้านใหญ่ “อัศวเหม” จะขยับหมากอย่างไร เมื่อ “ธนาธร” เปิดยุทธการ “ก้าวหน้ากู้วิกฤตกิ่งแก้ว”

“กองทุนหมู่บ้าน” ภัยเงียบ ในสถานการณ์โควิด19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473582

“กองทุนหมู่บ้าน” ภัยเงียบ ในสถานการณ์โควิด19

9 กรกฎาคม 2564 – 13:45 น.

“คมชัดลึกออนไลน์” ได้ตรวจสอบพบว่า นอกจากดอกเบี้ยไม่ลด เงินต้นก็ต้องส่งแล้ว อย่าให้การเดินทางกลับมาเซ็นสัญญากองทุนกลายเป็นการนำเชื้อโควิดกลับมาด้วย เพราะจำทำให้ “กองทุนหมู่บ้าน” กลายเป็นภัยเงียบในสถานการณ์โควิด19

ผลงานตกค้างจากรัฐบาลเก่า ยุคลุงโทนี่ ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เป็นเจ้าหนี้อีกรายที่มีลูกหนี้มากเป็นลำดับต้นของประเทศไทย แต่กลับเงียบผิดปกติ ในขณะที่ชาวบ้านประสบปัญหาจากโควิด19 กลับไร้มาตรการช่วยเหลือ

โดยหลักการ กองทุนหมูบ้าน นี้ประกอบด้วย ทุนที่เป็นคนแต่ละคน ทุนทางสังคมที่ถักทอคนแต่ละคนมาเป็นกลุ่มคนหรือสังคม ทุนทางวัฒนธรรม คือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่ประสานสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ทุนทางศีลธรรม

หมายถึงความถูกต้องแห่งการอยู่ร่วมกัน เช่น ความเอื้ออาทรต่อกัน ความเชื่อถือและไว้วางใจกันได้ ความสุจริต ความเสียสละ ทุนทางทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า อากาศ ไร่นา วัวควาย ที่มีการอนุรักษ์ มีการใช้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ทุนทางปัญญา ได้แก่การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติและนำเอาความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และความรู้จากภายนอกชุมชน มาสังเคราะห์เป็นปัญญาและการจัดการเพื่อให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และระหว่างชุมชนกับโลกภายนอกชุมชน เป็นไปอย่างรักษาความสมดุลไว้ได้ เพื่อความเป็นปรกติและยั่งยืน ทุนที่เป็นเงิน อันช่วยกันออมไว้เพื่อให้กระบวนการออมและการจัดการรวมทั้งตัวเงิน เป็นเครื่องกระตุ้นและส่งเสริมสร้างทุนที่ไม่ใช่เงิน

นับว่าเป็นหลักการและแนวคิดที่ดีงาม

แต่ในทางปฏิบัติจริง กองทุนหมู่บ้าน เป็นเพียงแหล่งเงินกู้แห่งหนึ่ง ของชาวบ้านและคนในชุมชนเท่านั้น มีการแบ่งแยกและกำหนดสถานะระหว่างผู้กู้ และผู้ให้กู้อย่างชัดเจน ผู้กู้หรือชาวบ้านจะไม่สนใจรายละเอียดมากนัก จะเดินทางมาที่ทำการกองทุนก็ต่อเมื่อมีการต่อสัญญาเงินกู้ประจำปี ส่วนผู้ให้กู้หรือกรรมการกองทุน กลับกลายเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ บางครั้งอาจเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์บ้างในบางโอกาส หรือไม่ก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นเครื่องมือของนายทุนในหมู่บ้าน ด้วยซ้ำไป

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางด้านการเงินให้กับประชาชน เรียกได้ว่า ทุกระดับ ทุกชนชั้น โดยวิธีการและมาตรการที่หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงและรับการเยียวยาช่วยเหลือทุกคน

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเริ่มต้นจากลูกหนี้รายย่อย ประกอบด้วยการขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงรุก เพื่อป้องกันลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีไม่ให้ถูกขึ้นบัญชีดำ(blacklist)

รวมถึงออกมาตรการ ให้สถาบันการเงินพักชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้เป็นวงกว้างในช่วงที่ประเทศไทยประกาศล็อกดาวน์และคนส่วนใหญ่ต้องทำงานที่บ้าน และหลังจากนั้นก็ยังคงมีมาตรการช่วยเหลือออกมาอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ตลอดระยะเวลาที่มีการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่ผ่านมา กลับนิ่งเฉยแทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ลูกหนี้ของกองทุนหมู่บ้านน่าจะเป็นลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเป็นลูกหนี้รายย่อยมากๆ

หากมองว่าเป็นกิจกรรมทางการเงินที่จำกัดอยู่ในชุมชนก็เป็นได้ คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านกับลูกหนี้ของกองทุนหมู่บ้าน พบเจอกันทุกวัน รู้ดีว่า สถานภาพทางการเงินของลูกหนี้เป็นอย่างไร จำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างไร แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้เกิดขึ้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัจจุบัน กองทุนหมู่บ้านเหลือเพียงซากความคิด ที่ถูกครอบงำโดยนายทุนในหมู่บ้าน ที่ค่อยตักตวงผลประโยชน์ในช่วงเวลาของการต่อสัญญาเงินกู้ในแต่ละรอบปี การปล่อยกู้ซ้อนในระบบจากนายทุนในหมู่บ้าน ที่ร่วมมือกับกรรมการกองทุน เพื่อปล่อยกู้เงินต้นให้กับชาวบ้านนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านเพื่อกู้ใหม่หรือต่อสัญญา ทำไมไม่ยอมให้ชาวบ้านชำระเพียงดอกเบี้ยในแต่ละปีเท่านั้น เป็นปัญหาที่น่าคิด

ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาเงินกู้ของกองทุนหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน จะทำการต่อสัญญาเงินกู้ในช่วงปลายปีของแต่ละปี ระวังอย่าให้ชาวบ้านที่กลับมาต่อสัญญากองทุนหมู่บ้านนำเชื้อโควิด-19 มาด้วย นอกจาก ดอกเบี้ยไม่ลด เงินต้นก็ต้องส่งแล้ว อย่าให้การเดินทางกลับมาเซ็นสัญญากองทุนกลายเป็นการนำเชื้อโควิดกลับมาด้วย

หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นเพียงนายทุนหน้าเลือดรายใหม่ของประชาชน

หยุดวงจรเงินกู้ที่กัดกินประชาชน จากการบริหารงานที่ผิดพลาดมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ของกองทุนหมู่บ้าน และงบประมาณอีกหลายรายการที่รัฐบาลดำเนินการผ่านกองทุนหมู่บ้าน

รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตรวจสอบเงินกองทุนที่ยังมีอยู่ อาจจะพบเม็ดเงินจำนวนมากพอสมควร พอที่จะช่วยเหลือในยามยากลำบาก นำเงินเหล่านั้นกลับมาบริหารอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเป็นการถอดบ่วงแห่งความทุกข์ให้กับชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้กองทุนหมู่บ้านมาอย่างยาวนานและไม่มีวี่แววว่าจะชำระหนี้ได้จริง

หากเป็นเช่นนั้น อนาคต “กองทุนหมู่บ้าน” อาจจะเป็น “กองทุนช่วยชาติ” ในเวลานี้ก็เป็นได้ ในทางกลับกันถ้าปี2564นี้ กองทุนหมู่บ้านไม่ปรับตัว ไม่ยอมช่วยเหลือชาวบ้าน สภาพก็ไม่ต่างจาก หมวกกันน็อครายปี นะขอบอก

“รัฐบาลจิตตก” กลัวแม้กระทั่งคำพูด “ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473567

“รัฐบาลจิตตก” กลัวแม้กระทั่งคำพูด “ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว”

9 กรกฎาคม 2564 – 13:20 น.

“ล็อกดาวน์- เคอร์ฟิว” มีอะไรอยู่เบื้องหลังของคำพูด 2 คำนี้ถึงทำให้ “รัฐบาลจิตตก” กลัวจนไม่กล้าใช้ แม้ไม่ใช่เหตุการณ์แรกสำหรับประเทศไทยที่มีการเลี่ยงบาลีเช่นนี้

การการเลี่ยงบาลี คำว่า “ล็อกดาวน์- เคอร์ฟิว” เพื่อให้ดูสวยงาม สร้างคำพูดใหม่ วลีใหม่ เพื่อที่จะกระทำการแบบเดิมๆ ได้ผลแบบเดิมๆ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำ เหมือนเป็นการหนีเงาตัวเองของผู้รับผิดชอบและผู้บริหารประเทศ

ในระหว่างที่ประชาชน ต้องรอลุ้น ผลการประชุม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ จะพิจารณา ข้อเสนอมาตรการควบคุมโรครอบใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุข ในวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม นี้ จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวัน ก็กำลังพุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะหลักหมื่นรายต่อวัน

กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอ 5 มาตรการ ต่อ ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณา ด้วยเหตุผล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน มีรายละเอียด ดังนี้

1. การนำเอาชุดตรวจวัดแบบ Rapid Antigen Test มาใช้งาน เพื่อลดปัญหาการเกิดคอขวดจากการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะใช้เวลานานกว่าจะทราบผล ตัว Rapid Antigen Test นี้ ในช่วงแรกจะอนุญาตให้ใช้ในสถานพยาบาลเป็นหลักก่อน และในระยะต่อไปถึงจะอนุญาตให้นำไปใช้ในกลุ่มประชาชนทั่วไป สำหรับตรวจด้วยตนเอง

2. การจัดการระบบกักตัวดูอาการที่บ้าน หรือ Home Isolation สำหรับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ ซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งระบบ Community Isolation ในชุมชน เพื่อลดปัญหาความแออัดและไม่เพียงพอของเตียงในสถานพยาบาลต่าง ๆ

3. เข้มงวดมาตรการด้านสาธารณสุข สวมหน้ากาก ล้างมือ

4. แผนการฉีดวัคซีน ที่จะต้องเร่งฉีดให้กับพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็น 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง โดยจะให้โควตาวัคซีนในกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 80% ของปริมาณวัคซีนที่มี ซึ่งใน 1-2 สัปดาห์หน้า

5. มาตรการทางสังคม เป็นมาตรการสำคัญยิ่ง กระทรวงสาธารณสุข จะเสนอยกระดับมาตรการทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำกัดการเดินทาง อยากให้ทุกคนอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ไม่จำเป็นไม่ต้องออกจากบ้าน โดยจะกำหนดเงื่อนไขยกเว้นที่จำเป็น อาทิ การหาซื้ออาหาร หรือสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต การออกไปฉีดวัคซีน เป็นต้น

ใน 5 มาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอต่อ ศบค. นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่ปฏิบัติอยู่แล้ว ยกเว้น ข้อ 1 กับ ข้อ 2 ที่จะเพิ่มขึ้นมา ซึ่งเดิมถูกจำกัดไว้ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข จนเกิดความเสียหาย ปรากฏภาพ ผู้ป่วยรอเตียง รอคิวตรวจ เป็นภาพชินตา หลายรายเสียชีวิตโดยไม่ได้รับการรักษา ที่โหดร้ายที่สุด คือ เสียชีวิตโดยไม่ได้รับการตรวจด้วยซ้ำไป

สำหรับ มาตรการ ข้อ 4 จะประกาศเป็นมาตรการเร่งด่วนขนาดไหน ก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อ วัคซีนไม่มาตามนัด เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดนตรง ที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

มาตรการ ข้อที่ 5 ประชาชนปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดและการบริหารงานที่ขาดเอกภาพ เป็นการสั่งการโดยไม่พิจารณาผลลัพธ์ที่จะตามมา และมีความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติ จึงทำให้ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ยกตัวอย่าง เช่น การสั่งปิดแคมป์คนงาน โดยไม่มีมาตรการรองรับ จนส่งผลมาถึงปัจจุบัน

สำหรับข้อกำหนดใหม่ที่จะออกมานี้ จะมีผลเฉพาะสำหรับพื้นที่เสี่ยง คือ กรุงเทพมหานคร(กทม.) และปริมณฑล รวม 6 จังหวัด เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 14 วัน ทั้งการจำกัดการเดินทางออกจากบ้าน และไปในสถานที่เสี่ยง โดยลดการเคลื่อนที่ของประชาชน โดยขอให้เวิร์คฟอร์มโฮม (WFH) 100 % ยกเว้นงานบริการที่จำเป็น และงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะให้ ศบค.ชุดใหญ่ วันนี้ (9 ก.ค.) พิจารณาเป็นมติออกมา แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันทีโดยจะให้เวลาเพื่อการเตรียมตัว

เชื่อได้ว่า หลัง ศบค.ชุดใหญ่ ประกาศมาตรการดังกล่าวออกมา ในระดับจังหวัดก็จะมีการออกประกาศล้อกับประกาศดังกล่าวออกมาเช่นกัน เพื่อ หลีกเลี่ยง คำว่า “ทั่วประเทศ” และจะทำให้มีผลเหมือนกันทั้งประเทศ โดยไม่ต้องใช้คำว่า ทั่วประเทศ

ในเมื่อผู้บริหารประเทศ ไม่ยอมรับความจริง การบริหารงานก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ภาระความรับผิดชอบทั้งหมด ตกอยู่กับผู้ปฏิบัติงาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยจริงๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เหมือน ผู้ที่สั่งการ

ในเวลานี้ รัฐบาลจิตตกจะพูดอย่างไร จะสั่งการแบบไหน จะใช้คำแบบไหน “ล็อกดาวน์ หรือเคอร์ฟิว” สุดท้ายคำที่ได้มีอยู่คำเดียว คือ ล้มเหลว

ในเมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องเลือกใช้คำว่า “ล็อกดาวน์” 14 วัน พร้อมเสียสละเงินเดือน 3 เดือนในสองตำแหน่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนสู้โควิด19

เมื่อไม่มีใครหนีความจริงได้ เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมา เงาก็จะปรากฏขึ้นทุกครั้ง เหมือนความจริงที่ไม่ได้หายไปไหน

มหาวิกฤตกับ “รัฐบาลเฉพาะกาล” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473573

มหาวิกฤตกับ “รัฐบาลเฉพาะกาล”

9 กรกฎาคม 2564 – 12:41 น.

ล็อกดาวน์เจ้าปัญหา “ประยุทธ์” เจอศึกรอบด้าน ท่ามกลางเสียงเรียกหา “รัฐบาลเฉพาะกาล” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

โควิด-19 ไวรัสวายร้ายยังกลายพันธุ์ไม่หยุด ทั้งอัลฟา เดลตา และเบตา แพร่กระจายติดเชื้อได้ง่ายขี้นกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม เฉพาะภูมิภาคอาเซียน ทุกประเทศ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งทะยานกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา จำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ควบคุมการระบาดของโควิด-19 เพื่อหวังจะควบคุมสถานการณ์ระบา

สำหรับประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจสั่งล็อกดาวน์กรุงเทพฯ และปริมณฑล รอบ 2 เป็นเวลา 14 วัน แต่มาตรการล็อกดาวน์เกิดผลกระทบประชาชนหลายล้านคน รัฐบาลก็ต้องจัดมาตรการเยียวยาอย่างเร่งด่วน 

ปีที่แล้ว ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ผู้คนยังเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ แต่ล็อกดาวน์ปีนี้ ความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี ยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าไหร่? 

รัฐบาลเฉพาะกาล

ประเวศ วะสี ที่ปรึกษามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้เขียนบทความเรื่อง วิกฤติอีโคโมโนโควิด (Ecomono Covid Crisis) มาหลายครั้งแล้ว พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเก่าบวกกับวิกฤตวิกฤติชาติบวกวิกฤติการเมือง แล้วทางออกคืออะไร นพ.ประเวศ จึงเสนอให้ รัฐสภาตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ที่มีอิสระและสมรรถนะสูงใช้เวลาแก้วิกฤตชาติสัก 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี อาจได้คำ

นพ.ประเวศ อธิบายว่า หากรัฐนาวาประยุทธ์ล่ม ก็ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล โดยรัฐสภา ด้วยการปรึกษาหารือกับภาคสังคม สรรหาและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มีปัญญาบารมีเป็นที่แนวคิดรัฐบาลเฉพาะกาลของ นพ.ประเวศนั้น ถูกกลุ่มการเมืองที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย เหมารวมว่าเป็นข้อเสนอเดียวกันกับกลุ่มประชาชนคนไทย ของ นิติธร ล้ำเหลือ

“ทนายนกเขา” เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียสละลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงบุคคลในบัญชีสำรองรายชื่อ ส.ว. ที่ คสช.วางไว้ ให้พิจารณาถอนตัวจากการทำหน้าที่ เพื่อให้กลไกรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมืองมาทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาลสร้างชาติ  ฝ่ายประชาธิปไตยเห็นด้วยที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พวกเขาไม่เอา “คนนอก” มาเป็นนายกรัฐมนตรี 

มหาวิกฤตกับ "รัฐบาลเฉพาะกาล"

หมอประเวศ กับทนายนกเขา มีข้อเสนอเดียวกัน 

ลาออกไม่จบ

มีความชัดเจนจากฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มราษฎร ,แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, เยาวชนปลดแอก(รีเด็ม), การ์ดวีโว่ ฯลฯ ได้ประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ “ไล่ประยุทธ์” ในวันที่ 18 ก.ค.2564

“..เวลาของประชาชนได้มาถึงแล้ว มาทวงคืนอนาคต มาทวงคืนโอกาสที่เป็นของประชาชน มาทวงคืนความยุติธรรมให้กับทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ไปด้วยกัน”

มหาวิกฤตกับ "รัฐบาลเฉพาะกาล"

ฝ่ายประชาธิปไตยนัดชุมนุมใหญ่

ประเมินว่า การชุมนุมครั้งนี้ อาจปักหลักพักค้างและมีมาตรการกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจริง ฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอาแนวทางของ “หมอประเวศ” และ “ทนายนกเขา” แน่นอน ดังแถลงการณ์ของกลุ่มราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2564

“นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งที่ใสสะอาดและยุติธรรมเท่านั้น ความพยายามใดๆ ที่จะใช้อำนาจอื่นๆ นอกจากอำนาจของประชาชนมาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการละเมิดหลักการประชาธิปไตยที่มิอาจยอมรับได้”

ดังนั้น สถานการณ์การเมืองไทย นับจากวันนี้ไป อาจเจอวิกฤตการเมืองบนท้องถนน ที่อาจรุนแรงมากกว่าวิกฤตโควิดก็เป็นได้ 

ปิดเกม “ตู่” อวสานไทยไม่ทน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/473455

ปิดเกม “ตู่” อวสานไทยไม่ทน

8 กรกฎาคม 2564 – 16:25 น.

จบแล้ว ‘จตุพร’ สะเทือนม็อบ “ไทยไม่ทน” ไร้แกนนำตัวหลัก เอาชื่อไปแปะคาร์ม็อบ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

เส้นทางแกนนำมวลชนอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ เหมือนรู้ชะตากรรม การขับเคลื่อนขบวนการใหม่ชื่อ “ไทยไม่ทน” ไล่ประยุทธ์ ทำให้เขาต้องสละหลายสิ่งอย่าง ทำตัวให้เบาและลดภาระอันหนักอึ้ง เนื่องจาก “จตุพร” มีคดีความติดตัวมากมาย ไม่รู้ว่าวันไหน จะต้องเดินเข้าเรือนจำอีก 

วันที่ 8 ก.ค.2564 ศาลได้อ่านคำสั่งศาลฎีกา คดีที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องจตุพร พรหมพันธุ์  ประธาน นปช.เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้นับโทษคดีที่สองต่อจากคดีเเรกเมื่อคดีเเรกถึงที่สุด โดยระหว่างนี้ศาลอาญาอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าโทษต่อจากคดีเเรกที่ให้นับต่ออีก 12 เดือน จะนับอีกเท่าไหร่

ด้าน วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ บอกให้จตุพรรอเพียงอย่างเดียวว่า จำนวนวันที่ติดคุกจะกี่วันและกี่เดือน ซึ่งตัวเขาเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้ ก่อนหน้าที่จะขึ้นไปฟังคำสั่งศาล “จตุพร” ได้บอกกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมคณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ในวันเสาร์ที่ 10 ก.ค.นี้ว่า จะไม่มีจัดการชุมนุมใดๆ แต่จะไปร่วมคาร์ม็อบแทน

ฝากฝังม็อบ

หลังทราบข่าวศาลพิพากษาจำคุกจตุพร สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับ จตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อสักครู่เมื่อศาลตัดสินจำคุกคดีหมิ่นฯนายอภิสิทธิ์ เขาโทรมาหาผมและพูดว่า ‘พี่จำเป็นต้องเข้าคุกอีกรอบ ฝากภารกิจ(ไล่ประยุทธ)ให้น้องดำเนินการต่อ ขอให้ประสบความสำเร็จ’..”

ปิดเกม "ตู่" อวสานไทยไม่ทน

จตุพร เข้าคุกอีกรอบ

ดังที่ทราบกัน ขบวนการไทยไม่ทน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จับมือ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 โหมโรง “ไล่ประยุทธ์” ตั้งแต่เดือน มี.ค.2564  วันที่ 4 เม.ย.2564 “ตู่ จตุพร” นัดชุมนุม “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ที่ อนุสรณ์พฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน มีคนเสื้อแดงมาร่วมจำนวนหนึ่ง บังเอิญมีโควิดระบาดรอบใหม่ จตุพรจึงยุติการชุมนุม และย้ายไปจัดเวทีปราศรัยออนไลน์ ภายในสตูดิโอพีซทีวี

วันที่ 24 มิ.ย.2564 จตุพรนำคณะไทยไม่ทนลงถนน ก็เจอสถานการณ์ “ม็อบจุดไม่ติด” อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด เหนืออื่นใด แกนนำไทยไม่ทน อย่าง วีระ สมความคิด และไทกร พลสุวรรณ ไม่ใช่แกนนำที่มีมวลชนเป็นของตัวเอง แม้กระทั่ง 30 องค์กรฝ่ายประชาธิปไตย มีแต่ “หัว” กับ “ชื่อ” ไม่มีมวลชนเช่นกัน จริงๆแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกไม่พอใจการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะช่วงโควิดระบาด แต่การที่พวกเขาไม่เข้าร่วมการชุมนุมกับคณะไทยไม่ทน ก็น่าจะมีเหตุผลเรื่องความศรัทธาในตัวผู้นำมวลชน ปี 2564 สถานการณ์เปลี่ยน ไม่ใช่ยุคคนเสื้อแดง ไม่ใช่เวลาของแกนนำมวลชนยุคทีวีดาวเทียม

มิตรสหายแยกทาง

ก่อนที่จตุพรจะเคลื่อนทัพลงถนน ก็มีข่าวร้ายสำหรับคนเสื้อแดง เมื่อผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี ประกาศยุติการออกอากาศ ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2564 เนื่องจากขาดทุนสะสมมาหลายปี “จตุพร” เพิ่งโยกย้ายพีซทีวี จากชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว มาอยู่ที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยรามอินทรา 40 ได้ไม่ถึงปี  ลึกๆแล้ว จตุพรไม่อยากปิด “จอแดง” เพราะยังห่วงทีมงานอีกร้อยกว่าชีวิต ที่พึ่งพารายได้จากพีซทีวี แต่ระยะหลัง “สปอนเซอร์ฝ่ายการเมือง” ไม่ได้ให้การสนับสนุนเหมือนในอดีต เขาจึงตัดสินใจสละเรือพ่วง

มีข้อน่าสังเกต จตุพร กับอารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ ตัดญาติขาดมิตรกัน โดยจตุพรบอกว่า ตอนที่อภิปรายไม่ไว้วางใจและแก้ไขรัฐธรรมนูญ “อารี” โหวตสวนมติพรรคเพื่อชาตินับจากวันที่ “อารี” อำลากลุ่มแกนนำ นปช.สายจตุพร ก็เกิดปัญหาสภาพคล่องภายในช่องพีซทีวี จนกระทั่ง จตุพรยอมกลืนเลือด ปิดทีวีจอแดง

วันนี้ มีคนเห็นอารี ไปเดินป้วนเปี้ยวอยู่แถวสำนักพรรคพลังท้องถิ่นไท และมีความสนิทสนมกับ “บิ๊กเนม” ฝ่ายรัฐบาล