ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462251

ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

27 มีนาคม 2564 – 15:07 น.

วันกองทัพพม่า “รัสเซีย” มาให้กำลังใจ “มินอ่องหล่าย” แต่ไร้เงา “จีน” เกิดอะไรขึ้น คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    วันเสาร์ที่ 27 มี.ค.2564 เป็นวันกองทัพเมียนมา หรือวันตั๊ดมะด่อ ครบรอบ 76 ปี การขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากประเทศ ซึ่งปีที่แล้ว การสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ครบ 75 ปี ได้ถูกยกเลิกโดยกะทันหัน เพราะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกแรก 
    สำหรับปีนี้ สถานีโทรทัศน์ช่อง MWD ของกองทัพเมียนมา และ MRTV ถ่ายทอดสดการแสดงแสนยานุภาพกองทัพเมียนมา ณ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ขณะที่สื่อออนไลน์เมียนมา รายงานข่าวการชุมนุมประท้วงเผด็จการทหารเมียนมาในทั่วประเทศ
    แม้ยอดผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมจะพุ่งถึง 300 กว่าศพ แต่คนหนุ่มสาวทุกชาติพันธุ์ ก็ยังเดินหน้าจัดการชุมนุมประท้วงต่อเนื่อง
    ด้าน พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานสภาบริหารภาครัฐ (SAC)  กล่าวในวันกองทัพเมียนมาว่า กองทัพจะร่วมมือกับทั้งประเทศเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และว่าทางการจะปกป้องประชาชน และฟื้นคืนสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

มินอ่องหล่าย ในวันกองทัพเมียนมา 
    มีข้อสังเกตว่า กองทัพเมียนมา ได้ออกหนังสือเชิญตัวแทนกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่มที่ลงนามหยุดยิงและเข้าสู่กระบวนสันติภาพ มาร่วมงานวันกองทัพเมียนมา แต่ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เข้าร่วมแต่อย่างใด

++
รัสเซียมา-จีนไม่มา
++
    เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2564 พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ(SAC) ได้ให้การต้อนรับนายพลอเล็กซานเดอร์ โฟมิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมชมพิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเมียนมา 
    ระหว่างที่อยู่ในกรุงเนปิดอว์ อเล็กซานเดอร์ โฟมิน รมช.กลาโหม รัสเซีย กล่าวว่า “เมียนมาเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ของรัสเซียในเอเชีย”
    เป็นที่ทราบกันดีว่า กองทัพรัสเซียกับกองทัพเมียนมา มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และพล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย เดินทางไปรัสเซียบ่อยครั้ง รวมถึงส่งนักเรียนนายร้อยทหารไปศึกษาต่อที่รัสเซีย

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

มหามิตรรัสเซีย ยืนเคียงข้างกองทัพเมียนมา
    ก่อนหน้าการยึดอำนาจ วันที่ 21 ม.ค.2564 นายพลเซอร์เอก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมสหพันธรัฐรัสเซีย เดินทางมาเยือนสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ
    ปีที่แล้ว พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ได้ไปร่วมงานวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ครบรอบ 75 ปี ที่กรุงมอสโก ตามคำเชิญของรัฐมนตรีกลาโหม รัสเซีย
    สิ่งที่น่าคิดจากวันกองทัพเมียนมา ที่มีภาพนายพลรัสเซียเดินทางมาเยือนเนปิดอว์ ขณะที่กองทัพจีนไม่ได้ส่งนายพลคนไหนมา มีเพียงแต่นักการทูตจีนที่มาร่วมงานเท่านั้น

++
ฝันทัพสหพันธรัฐ
++
    นับแต่วันที่ 1 มี.ค.2564 คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ(CRPH) ฝ่ายพรรคเอ็นแอลดี มีประกาศให้สภาบริหารภาครัฐ (SAC) และกองทัพเมียนมา เป็นกลุ่มก่อการร้าย ตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายของเมียนมา
    จากนั้น วันที่ 17 มี.ค.2564 คณะกรรมการผู้แทนฯ (CRPH) ได้ประกาศว่ากองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในเมียนมา ไม่ใช่องค์กรก่อการร้าย แต่เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำกำลังเข้ามาในพื้นที่ต่างๆ เพื่อปกป้องประชาชนที่กำลังถูกกองทัพเมียนมาทำร้ายได้
    ดร.ซาซ่า ตัวแทนของคณะกรรมการผู้แทนฯ (CRPH) ได้พยายามพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อรวมกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เป็นกองทัพเดียว ในนาม “กองทัพสหพันธรัฐ” ต่อสู้กับเผด็จการเมียนมา

 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ
 ปราบสิบทิศวันตั๊ดมะด่อชาติพันธุ์เงียบ

กองทัพเมียนมา แสดงแสนยานุภาพ
    เท่าที่ติดตามข่าวสาร ความฝันเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” ยังดูห่างไกล เพราะมีเพียงตัวแทนสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) และสหภาพแห่งชาติกระเหรี่ยง (KNU) เท่านั้น ที่ดูจะเอาจริงเอาจังกับแนวคิดดังกล่าว
    ขณะที่กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ อย่างพรรคสหรัฐว้า (UWSP) และองค์กรเอกราชคะฉิ่น (KIO) ที่จัดว่าเป็นกองทัพที่มีศักยภาพในการสู้รบมากที่สุด ยังสงวนท่าที และไม่ได้พูดคุยกับ ดร.ซาซ่า โดยตรง
    เฉพาะองค์กรเอกราชคะฉิ่น (KIO) ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมประท้วงโดยสันติของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของกองทัพเมียนมา 
    ด้านประชาคมว้า 10 กลุ่ม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พรรคสหรัฐว้าและกองทัพสหรัฐว้า (UWSP/UWSA) ว่า อย่านิ่งเฉยต่อการกระทำของกองทัพเมียนมา ที่ปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก โดยภาคประชาสังคมว้า ได้เรียกร้องกองทัพว้า ให้เลือกยืนข้างประชาชนชาวว้าและประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ 
    สรุปว่า กองทัพสหพันธรัฐ ยังต้องรอเวลา รอความสุกงอม และรอสัญญาณจากมหาอำนาจที่เป็น “พี่เลี้ยง” ขาใหญ่ภาคเหนือ

แผน “ทอน” จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462160

แผน “ทอน” จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

26 มีนาคม 2564 – 13:08 น.

อบจ.พ่ายราบคาบ ก้าวหน้าปรับแผนเน้น “เทศบาลตำบล” สนามเล็กมีโอกาสเบียดชนะได้

++
ปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น 2564 เริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล แต่ “คณะก้าวหน้า” กลับไม่คึกคัก เหมือนตอนเลือกตั้งนายก อบจ.ปลายปีที่แล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  “ทอน” ไม่รู้ โค่น “นายกเล็ก 101″เหมือนโค่นหอโหวด

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ธนาธรลุยเชียงใหม่    

“ธนาธร” ยอมรับว่า ผิดหวังจากความพ่ายแพ้อย่างราบคาบจากการเลือกตั้ง อบจ. 
“เราไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยสักจังหวัดหนึ่ง แน่นอนที่สุด นี่คือความผิดหวังของพวกเรา พวกเราเจ็บปวด เพราะเราส่ง 42 จังหวัด”  

ตอนนั้น ธนาธรและคณะ คาดหวังไว้น้อย 5 จังหวัด ที่พอจะได้เก้าอี้นายก อบจ. แต่หลังพ่ายเรียบ ก็ส่งผลสะเทือนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นเทศบาล ที่ทีมงานคณะก้าวหน้า ออกสตาร์ทเหมือน “คนหมดไฟ”
คณะก้าวหน้า เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้งเทศบาลแบบเงียบๆ จากจำนวนเทศบาลนคร 30 แห่ง, เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล  2,247 แห่ง ปรากฏว่า คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครจำนวนไม่มากนัก     

เฉพาะเทศบาลนคร ก็ส่งเพียง 7 แห่งคือ 1.ธีรวุฒิ แก้วฟอง ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ 
2.ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี
3.สรยุทธ ปลื้มถนอม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
4.มนตรี คงวชิรวิทย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์
5.กุลธวัช ชัยปิยังกูร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
6. ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา
7.ประยูร วงศ์ปรีชากร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ปิยบุตรไปร้อยเอ็ด

++
เจาะสนามเล็ก
++
จากสนามใหญ่ระดับจังหวัด ธนาธร ปรับแผนมาเน้นพื้นที่ 10-30 ตารางกิโลเมตร อย่าง “เทศบาลเมือง-ตำบล” มากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่าง 3 จังหวัด

จ.นนทบุรี    

สรศักดิ์ พึ่งฉิม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบ้านบางม่วง อ.บางใหญ่, วิรุฬห์ นันทภูษิตานนท์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางกรวย อ.บางกรวย ,อนุสรณ์ แก้ววิเชียร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบางสีทอง อ.บางกรวย ,วราธ์ โมรัฐเสถียร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางกร่าง อ. เมืองนนทบุรี และปรีติ เจริญศิลป์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลบางพลับ อ.ปากเกร็ด 

จ.สมุทรปราการ
ชัชวาลย์ พันธ์พุ่ม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว อ.บางพลี ,พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ,กิตติศักดิ์ ศีลภูษิต ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย และอานนท์ เหมือนทัพ ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองลัดหลวง 

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

ช่อ โผล่ ต.หนองตาด บุรีรัมย์

จ.ร้อยเอ็ด 
พลเสฏฐ์ พงศ์ฤทธิบาล ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลกู่กาสิงห์,ชาตรี กุลสุวรรณ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโพนเมือง,เดชา แก้วภูมิแห่ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโคกกกม่วง, ร่วมภูมิศักดิ์ พลเยี่ยม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลโพนทอง, สมใจ สุระ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลท่าม่วง,ทวีสิทธิ์ มนตรีชน ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลดงสิงห์ ,ประมวล สุวลักษณ์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลผักแว่น และเทพพร จำปานวน ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลอาจสามารถ    

นี่เป็นหนังตัวอย่างที่คณะก้าวหน้า บุกเทศบาลขนาดเล็กอย่างเป็นกลุ่มก้อน และยังมีที่กระจัดกระจายอยู่ในอีกหลายจังหวัด  

แผน "ทอน" จรยุทธ์เทศบาล หวังชนะล้างอาย

โค้งสุดท้ายต้องขึ้นรถแห่

++
จรยุทธ์เทศบาล
++
ช่วงโค้งสุดท้าย “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช เดินสายไปภาคเหนือ และภาคอีสาน ช่วยผู้สมัครนายกเทศมนตรีที่เทศบาลตำบลบ้านตาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ,เทศบาลตำบลเวียงฝาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่,เทศบาลตำบลสันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และเทศบาลตำบลเวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย     

ปิยบุตร แสงกนกกุล เดินทางไปอีสานเช่นกัน ไล่มาตั้งแต่เทศบาลตำบลโพนทอง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด,เทศบาลตำบลพรรณานคร จ.สกลนคร ,เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน จ.สกลนคร, เทศบาลตำบลบ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น, เทศบาลตำบลวังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และเทศบาลตำบลดอนหญ้านาง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ    

มองภาพรวม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีของคณะก้าวหน้า กระจุกตัวอยู่ในภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก ก็มีแค่ 4 จังหวัด
ทีมงานของธนาธร คงประเมินว่า สนามเทศบาลเมือง-ตำบล มีขนาดเล็กกว่า อบจ.มาก จึงทำให้ผู้สมัครนายกเทศมนตรี ที่มีบทบาทโดดเด่น อาจชนะเลือกตั้งได้    

สมรภูมิ นายก อบจ. เปรียบเหมือนการรบแบบป้อมค่าย รบพร่ากำลัง ผู้สมัคร “ทุนน้อย”ยากจะเอาชนะได้
ตรงกันข้าม สมรภูมิเทศบาลเมือง-ตำบล รบแบบจรยุทธ์ อาจเหมาะสำหรับผู้สมัครทุนน้อย แต่ “ดี เด่น ดัง” มีสิทธิ์ชนะใจชาวบ้าน    

28 มีนา..จะพิสูจน์ทฤษฎีการเมืองสนามเล็กของ “คณะธนาธร” อีกครั้งหนึ่ง

“เอ๋” พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462148

“เอ๋” พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

26 มีนาคม 2564 – 10:56 น.

ส่องสังเวียนโพธาราม การเมือง 2 ขั้ว ตระกูล “ไกรคุปต์-จังพานิช” ยังต่อสู้กันไม่เลิกรา  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
อันสืบเนื่องจากกรณี ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนฯ หลังศาลฎีการับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงของเธอ

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

ลีลาหาเสียงแบบปารีณา

นัยว่า คดีของปารีณาถือเป็นสำนวนแรก ของ ส.ส. ในการกระทำผิดฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง    

ด้วยเหตุนี้ “ส.ส.เอ๋” จึงต้องพักร้อนไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาว่า เธอมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่? หากมีความผิด ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง    

หากไม่มีความผิด ปารีณาก็ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ต่อไป ถ้าไม่เกิดกรณียุบสภาหรืออุบัติเหตุการเมืองอย่างอื่นไปก่อนคดีของเธอจะจบลง

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

สจ.เส็ง คนดังโพธาราม

++
ตระกูลไกรคุปต์
++
กว่า 4 ทศวรรษมาแล้ว “ทวี ไกรคุปต์” ยึดครองพื้นที่การเมือง “โพธาราม-จอมบึง” เริ่มจากปี 2522 ทวีเป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยแรก โดยการสนับสนุนของเครือญาติตระกูล “จังพานิช” หรือ สวัสดิ์ จังพานิช นักการเมืองท้องถิ่นคนดังแห่งโพธาราม    

หลังจากนั้น ทวีย้ายไปหลายพรรค อาทิ พรรคกิจสังคม, พรรคความหวังใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย นับแต่เลือกตั้งปี 2548 ทวีถอยมาเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาว-ปารีณา ลงสนามการเมืองแทน    

เลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 สมรภูมิราชบุรี เขต 3 อ.จอมบึง และอ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย) “ปารีณา” พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะคู่แข่ง “เสี่ยเส็ง” ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีต ส.อบจ.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ คะแนนทิ้งห่างกันเกือบเท่าตัว    

“เสี่ยเส็ง” หรือ “สจ.เส็ง” เจ้าของห้างทองเฮ็งเส็ง อ.โพธาราม เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน มีญาติ จตุพร กมลพันธ์ทิพย์ เป็นอดีตประธานสภา อบจ.ราชบุรี และปัจจุบัน เป็นรองนายก อบจ.ราชบุรี    

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

สวัสดิ์ จังพานิช

ตอนลงสมัคร ส.ส.แข่งกับปารีณา ปรากฏว่า ตระกูล “จังพานิช” ให้การสนับสนุน สจ.เส็ง เพราะเครือญาติ “สวัสดิ์-ทวี” บาดหมางใจกัน แต่บังเอิญกระแสลุงตู่มาแรง สจ.เส็งเลยพ่ายสาวเอ๋ไปขาดลอย     

เมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ปลายปีที่แล้ว ตระกูลจังพานิช และเครือญาติ สจ.เส็ง สังกัดทีม “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา นายก อบจ.ราชบุรี    

ในพรรคพลังประชารัฐ “เจ๊บุญยิ่ง” ส.ส.ราชบุรี ภรรยากำนันตุ้ย สังกัดกลุ่มสามมิตร คนละขั้วกับ ส.ส.เอ๋ ซึ่งคนเมืองโอ่งรู้ดีว่า สาวโพธารามสนิทแนบแน่นกับเสี่ยนภินทร ศรีสรรพางค์ เจ้าของตลาดศรีเมือง     

พลังประชารัฐสายราชบุรี มี ส.ส.อยู่ 3 คน แต่ก็ 2 มุ้ง เพราะสาวโพธาราม มีฐานเสียงที่มั่นคง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ  

"เอ๋" พักร้อน 2 ขั้วการเมืองสังเวียนโพธาราม

ลูกชายสวัสดิ์ ลงสมัครนายกเล็กโพธาราม

++
ตระกูลจังพานิช
++
สวัสดิ์ จังพานิช มีศักดิ์เป็นลุงของเอ๋ ปารีณา เคยเป็น สจ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม แต่ระยะหลัง ทวีกับสวัสดิ์แยกทางกันเดิน    

ปี 2550 ปารีณาลงสนามแข่งสายัณห์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลูกชายสวัสดิ์ ที่สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย ปารีณาชนะสายัณห์ และปี 2554 สายัณห์สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่ายปารีณาอีก    

แม้แต่ในสนามนายกเล็ก ปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ส่งวารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณา ลงชิงชัย ปรากฏว่าค่ายทวีชนะ แต่ปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะวารี    

สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ สวัสดิ์ส่งลูกชาย-สายัณห์ ลงสนามป้องกันแชมป์ ก็ไม่น่าพลาด    

เนื่องจากทวีอายุอานามมากแล้ว ประกอบกับปารีณาเผชิญวิบากมากมาย ตระกูล “จังพานิช” น่าจะชนะลอยลำในสนามนายกเล็กโพธาราม     

ถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ ในเขต 3 ราชบุรี เชื่อว่าตระกูลจังพานิช ต้องหาทางล้มตระกูลไกรคุปต์ให้ได้

“คนรถไฟ” จี้ รมว. มหาดไทยเพิกถอนโฉนด “เขากระโดง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462096

“คนรถไฟ”จี้ รมว. มหาดไทยเพิกถอนโฉนด “เขากระโดง”

25 มีนาคม 2564 – 17:58 น.

สมาพันธ์คนงานรถไฟยื่นหนังสือ รมว.มหาดไทย เรียกร้องเพิกถอนโฉนดที่ดินทับซ้อนที่ดินของการถไฟฯ บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดข้อมูลประวัติศาสตร์ร้อยปีพร้อมคำพิพากษาศาลฎีกา ยันเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ ผู้บุกรุกทุกราย ทุกกรณี ต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย

นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ หรือ สพ.รฟ. พร้อมด้วยพนักงานรถไฟจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ชั้น 5 กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับซ้อนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายเสวี จิระเสวี รองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นตัวแทนรับหนังสือแทนรัฐมนตรี

นายสุวิช กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯทั้งผืน เนื่องจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าที่ดินทั้งแปลง 5,083 ไร่ เป็นของการรถไฟฯ โดยให้ทางกรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ทั้งโฉนดและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่มีการบุกรุกทุกรายตามคำพิพากษา ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องให้เป็นไปตามกฏหมาย

ส่วนคนที่ยังอาศัยอยู่ในที่ดินผืนนี้ ทางการรถไฟฯก็ต้องแสดงสิทธิ์ในการดูแลที่ดิน เนื่องจากเป็นสมบัติของแผ่นดิน

อันดับแรกการรถไฟฯต้องทำเรื่องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์จากผู้อาศัยหรือบุกรุกก่อน ถ้าผู้อาศัยต้องการเช่าที่ดิน ก็ต้องคุยรายละเอียดปลีกย่อยกันต่อไป ซึ่งมีระเบียบกฎหมายรองรับอยู่แล้ว

กรณีที่ยังมีเอกชนครอบครองที่ดินเขากระโดง เช่น บ้านนักการเมือง สนามช้างอารีน่า ซึ่งเรื่องนี้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรด้วย แต่มีการชี้แจงจากรัฐมนตรีที่รับผิดชอบว่า ที่ดินบางส่วนประชาชนอยู่มาก่อนการรถไฟฯจะเข้าทำประโยชน์นั้น นายสุวิช กล่าวว่า ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2464 มีพระราชกฤษฎีกาเรื่องการจัดซื้อที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการสร้างทางรถไฟ

 “พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดเขตชัดเจนแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงมีเนื้อที่อยู่ 5,083 ไร่ 50 ตารางวา ตามกฎหมายห้ามผู้ใดบุกรุกเข้าไปจับจอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะบอกว่าไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ ก็ต้องขอให้ไปดูคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งระบุไว้ครบถ้วนอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีบ้านนักการเมืองและคนใกล้ชิดอยู่ในที่ดินผืนนี้ จะทำให้การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทำได้ยากหรือไม่ นายสุวิช กล่าวว่า ต้องว่าไปตามกฎหมาย ตนในฐานะของประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผู้ที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินอยู่ จะมีวิธีการจัดการอย่างไร หรือเจรจาอย่างไร เป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องมาพูดคุยเจรจากัน แต่เบื้องต้นนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องแสดงสิทธิ์การเป็นเจ้าของ

สำหรับเอกสารที่สมาพันธ์คนงานรถไฟ ยื่นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อยืนยันว่าที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯนั้น ประกอบด้วย

– คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541

– มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554

– คำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560

จึงเป็นข้อยุติแล้วว่า ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ซึ่งได้มาโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ

ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ ไปยกให้ หรือขาย-ซื้อ-แลกเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด / ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาต จึงถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯผืนนี้ เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ นำประเด็น “ที่ดินเขากระโดง” โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกา ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลการรถไฟฯ โดยกล่าวหาว่านิ่งเฉย ไม่ยอมสั่งการให้การรถไฟฯเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

และฟ้องขับไล่เอกชนรายอื่นๆ ที่ครอบครองที่ดินเขากระโดงอีกหลายแปลง ซึ่งมีครอบครัวของรัฐมนตรี และสนามช้างอารีน่า รวมอยู่ด้วย

ด้าน นายศักดิ์สยาม ชี้แจงในสภาช่วงที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า กรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาเอกชน 35 ราย การรถไฟฯได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ส่วนเอกชนรายอื่นๆ ที่บุกรุก ก็กำลังดำเนินการเพิ่มเติม มีบางรายที่การรถไฟฯจัดทำสัญญาเช่าให้เป็นไปตามระเบียบ  

“สำหรับที่ดินแปลงอื่นๆ รวมทั้งสนามช้างอารีน่า วิศวกรของการรถไฟฯ เคยรับรองแนวเขตว่าเป็นที่ดินที่มีประชาชนอาศัยอยู่ก่อนนานแล้ว”

เปิดหนังสือคนรถไฟเส้นทาง 100 ปีที่ดินเขากระโดง

หนังสือที่สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของเอกชนบนเขากระโดงนั้น อ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระราชกฤษฎีกา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อยืนยันว่า ที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

โดยเนื้อหาของหนังสือ ระบุว่า “ตามที่ได้มีการอภิปรายเพื่อลงมติไม่วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2464 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการอภิปรายประเด็นกรณีรัฐมนตรี และเครือญาติพวกพ้อง บุกรุกที่ดินพิพาทบริเวณเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวมีความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เช่น คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 / มติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เป็นข้อยุติแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งได้มาโดย พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2462 ที่ให้กรมรถไฟหลวง ตรวจและวางแนวทางรถไฟ ตั้งแต่นครราชสีมาไปยังบุรีรัมย์ จนถึงอุบลราชธานี

โดยได้แต่งตั้งข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดิน ดำเนินการปักหลักเขตที่ดินไว้ให้เห็นว่าเป็นเขตที่ดินของกรมรถไฟ และจัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งที่ดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าห้ามผู้หนึ่งผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ

ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อน 8 พฤศจิกายน 2462 ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ไปยกให้หรือขายซื้อ แลกเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด / ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากข้าหลวงพิเศษ

และกรมรถไฟหลวงเห็นว่า การก่อสร้างทางรถไฟมีความจำเป็นต้องใช้หินโรยทาง จึงวางแนวและดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไปลำเลียงหินที่บริเวณเขากระโดงและบ้านตะโก อันเป็นแหล่งระเบิดและย่อยหิน มีระยะทาง 8 กิโลเมตร ในช่วง 4 กิโลเมตรแรก มีผู้เป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 18 ราย มีความกว้างจากแนวกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ 15-20 เมตร

ส่วนอีก 4 กิโลเมตรต่อไปจนถึงบริเวณที่มีการระเบิดและย่อยหิน เป็นป่าไม้เต็งรังโปร่ง ไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยในช่วง 4 กิโลเมตรหลัง มีความกว้างจากแนวกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ 1,000 เมตร มีการจัดทำแผนที่และจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดินระบุไว้ในแผนที่ด้วย ตามแผนที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมา ถึงอุบลราชธานี

ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กิโลเมตร 375-650 โดยข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดินได้จัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 842-876 / 2560 กรณีราษฎร 35 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟฯเพื่อขอออกโฉนด และเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 8019 / 2561 กรณีราษฎร 2 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟฯเพื่อขอออกโฉนด

โดยทั้ง 2 คดี ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นแนวเดียวกันพิพากษาว่า ที่ดินเป็นของการรถไฟฯ ไม่สามารถออกโฉนดได้ ให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน ทั้งให้ชำระค่าเสียหายกับการรถไฟฯ

ซึ่งแนวของคำพิพากษาเป็นลักษณะชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ตามแผนที่ทั้งแปลงจำนวน 5,083 ไร่ 50 ตารางวา เป็นพื้นที่ของการรถไฟฯ ห้ามผู้ใดเข้ามาบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์ได้ โดยถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้เป็นตามกระบวนการ

โดยตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11 ) พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

มาตรา 61 เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือจดแจ้งเอกสารรายการ จดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้

(ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด)

มาตรา 62 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดหรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย

จากข้อยุติที่เป็นข้อกฎหมายตามคำพิพากษาของศาลฏีกา และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่สรุปว่าที่ดินบริเวณพื้นที่เขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ 50 ตารางวา เป็นที่ดินของการรถไฟฯโดยชอบตามกฎหมาย และตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายต้องดำเนินการสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดที่ออกโดยไม่ชอบ

ดังนั้น สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) จึงขอเรียนมายังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลงานของกรมที่ดิน เพื่อโปรดพิจารณาให้กรมที่ดินดำเนินการตามกฎหมายเพิกถอนเอกสารสิทธิกับผู้บุกรุกในพื้นที่บริเวณเขากระโดง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ทั้งหมด เพื่อรักษาไว้ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่สงวนหวงห้ามไว้ เพื่อประโยชน์ของกิจการรถไฟฯและประชาชนคนไทยต่อไป

ย้อนเส้นทางการเมือง “เอ๋ ปารีณา” ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462066

ย้อนเส้นทางการเมือง “เอ๋ ปารีณา” ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

25 มีนาคม 2564 – 14:27 น.

ย้อนเส้นทางการเมือง “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส. ราชบุรี ก่อนที่ ศาลฎีกา รับคำร้อง ป.ป.ช. พิจารณา ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

หลังจากที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่ง รับคำร้องยอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) ที่ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์  ส.ส.เขต 3  จังหวัดราชบุรี และ มีคำสั่ง ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่  พร้อมนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง ในวันที่ 30  เม.ย. ที่จะถึงนี้ 

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

เส้นทางชีวิตทางเมืองของ  “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส. ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ  เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2548  ในสังกัดพรรคไทยรักไทย ตามรอยบิดา  “ทวี ไกรคุปต์” อดีต ส.ส. ราชบุรี  7 สมัย ที่ปูทางไว้ให้หลังจาก “ปารีณา” ลงจากเวทีนางงาม ต่อมา “ทวี” พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง จึงวางมือทางการเมือง และตัดสินใจส่งลูกสาว “ปารีณา” ลงสนามการเมือง ภายใต้สีเสื้อพรรคไทยรักไทย ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง “เอ๋ ปารีณา” ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี  และได้รับความไว้ใจ รับเลือกเป็น ส.ส. ราชบุรี ติดต่อกัน 4 สมัย  ในปี 2548 , ปี 2550 , ปี 2554 และ ปี 2562 ภายใต้สังกัดพรรค ไทยรักไทย จากนั้น ย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทย  พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ  ตามลำดับ 

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง หลังจากที่ “ปารีณา” จบการศึกษาระดับ ปริญญาเอก จากสหรัฐอเมริกา “ปารีณา” เคยเข้าประกวดนางสาวไทย ในปี 2544  โดยเข้ารอบ 10 คนสุด แต่ได้รับรางวัลอื่นพ่วงมาอีกหลายรางวัล ทั้ง นางงามมิตรภาพ ,นางงามขวัญใจภาคกลาง ,ขวัญใจประชาชน และยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว 

ในด้านชีวิตส่วนตัวของ “ปารีณา”  เคยผ่านการสมรส กับ นายอุปกิต ปาจรียางกูร  มีบุตรด้วยกัน 3 คน ก่อนที่จะหย่าร้างกัน

การทำงานในหน้าที่ ส.ส. เขต 3 ในพื้นที่ อ.โพธาราม และ อ.จอมบึง ในสายตาประชาชน “ปารีณา” ลงพื้นที่และช่วยงานชาวบ้านตามร้องขอและเป็นกันเอง รวมไปถึงเป็นคนคุยเก่ง ยิ้มเก่ง และทำตัวติดดิน ชาวบ้านแถวจอมบึง พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ส.ส.ที่ลงพื้นที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ 

“เอ๋ ปารีณา” เคยเรียกพาดพิงถึง “ช่อ พรรณิการ์ วาณิช” สมาชิกพรรค อนาคตใหม่ ในขณะนั้น  โดยใช้คำว่า “อีช่อ”   จนถูกทำให้สื่อสังคมวิจารณ์ว่าเป็นการใช้คำหยาบคาย ซึ่ง “ปารีณา” ให้เหตุผลว่า “อีช่อ” เป็นคำท้องถิ่นและเป็นคำที่ใช้ในบ้านของตน นอกจากนี้  ในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแท็กถึงปารีณามากมาย เช่น “#ปารีณาค้าอาวุธ” รวมถึงวิจารณ์การใช้คำผิด ๆ ของเธออีกด้วย 

ไม่เพียงเท่านี้้ “ปารีณา” ยังเคยโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นจนทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในกระแสสังคมอีกหลายครั้ง 

ปารีณา”  เคยโชว์สเต็ป เต้นผ่านแอปพลิเคชั่น “TikTok” และโชว์สกิลสำเนียงอังกฤษ ฝากข้อความถึง “มารีญา พูลเลิศลาภ” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017  ที่ออกมาแสดงความเห็นกรณี นายวันเฉลิม  แต่ชาวเน็ต กลับแสดงความเห็นในทำนองว่าฟังเธอพูดไม่รู้เรื่อง  

ย้อนเส้นทางการเมือง "เอ๋ ปารีณา" ก่อนถูกศาลฎีกาฯสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

สำหรับ คดีรุกที่ป่าสงวน ของ “ปารีณา” นั้น เกิดขึ้นจากการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)ได้รวบรวมพยานจนมีหลักฐาน เข้าข่ายการกระทำความผิด “4 ข้อหา” ประกอบไปด้วย

1. ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 และ 31 ร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

2. ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

3. ความผิดตามประมวลกฎหมายฐาน กระทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน บริเวณที่มีการประกาศหวงห้าม หรือ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน โดยกระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต

และ 4.ความผิดตาม พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 ร่วมกันประกอบกิจการน้ำบาดาลในเขตน้ำบาดาลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน ในเขตน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศึกเขากระโดง ลูกสาว “ปู่ชัย” สู้ “เพื่อนเนวิน” แพ้ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/462052

ศึกเขากระโดง ลูกสาว “ปู่ชัย” สู้ “เพื่อนเนวิน” แพ้ไม่ได้

25 มีนาคม 2564 – 13:45 น.

ศึกเลือกตั้งเทศบาล จับตาสนามเขากระโดง “ลูกสาวกำนันชัย” จะโค่น “เพื่อนเนวิน” ได้หรือไม่ คอลัมนฺ์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
จู่ๆ ก็เป็นข่าวครึกโครม เมื่อสำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอข่าว “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า โผล่บุรีรัมย์มาช่วยหาเสียงให้ กาญจนา เขียวรัมย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

อุชษณีย์ หัวหน้ากลุ่มอิสาณรวมพลัง

มีข้อน่าสังเกต ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ทั่วประเทศ คณะก้าวหน้า ปรับกลยุทธ์การต่อสู้ในสนามท้องถิ่น โดยหันไปเล่น “เกมจรยุทธ์” กระจายผู้สมัครลงชิงชัยในสนาม “เทศบาลตำบล”     

อย่างเช่นกรณีส่งกาญจนา เขียวรัมย์ อดีตข้าราชการเทศบาลตำบลหนองตาด ชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด ซึ่งคู่แข่งก็คือ ณรงค์ ประพิณ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลหนองตาด เครือข่ายกลุ่มเพื่อนเนวิน     

ถัดจาก เทศบาลตำบลหนองตาด ไปทางทิศตะวันออกก็คือ เทศบาลตำบลอิสาณ ที่มีศึกเดิมพันศักดิ์ศรี “คนกันเอง” การต่อสู้จึงเข้มข้น และฝ่ายแชมป์เก่า จะแพ้ไม่ได้

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “ลูกสาวกำนันชัย”

++
ลูกสาวกำนันชัย
++
ในป้ายหาเสียง “อุชษณีย์ ชิดชอบ” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ ประกาศชัดว่าเป็น “ลูกสาวคนเดียวของกำนันชัย ชิดชอบ” ซึ่งเธอเป็นพี่สาวของเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม    

“อุชษณีย์” ย้ำว่า ตนผูกพันกับพื้นที่  ตำบลอิสาณมานาน เนื่องจากบิดาเป็นอดีตกำนัน ทำให้ซึมซับการทำงานของท้องถิ่นตั้งแต่เป็นเด็ก วันนี้มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงาน เพื่อพัฒนาตำบลอิสาณ ที่เป็นถิ่นฐานที่ครอบครัวชิดชอบ ได้ดูแลรับใช้พี่น้องชาวบุรีรัมย์ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 50 ปี     

หัวหน้ากลุ่มอิสาณรวมพลัง จึงชูคำขวัญ “สานต่อแนวคิดของพ่อกำนันชัย” และเดินหน้าหาเสียงอย่างจริงจัง เพื่อลบคำครหาว่า สู้ไม่จริง     

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “เพื่อนเนวิน”

ด้านคู่แข่งของ อุชษณีย์ ชิดชอบ ก็คือ “สุพจน์ สวัสดิ์พุทรา” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ หลายสมัย สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน     

“สุพจน์” เป็นเด็กสร้างของเนวิน และเป็นมือทำงานในพื้นที่ เพราะ ต.อิสาณ เป็นหัวใจของตระกูลชิดชอบ    

เทศบาลตำบลอิสาณ เป็น 1 ใน 8 เทศบาลตำบลที่อยู่ชายขอบ อ.เมืองบุรีรัมย์ และในการเลือกตั้งเทศบาลหนที่แล้ว นักการเมืองท้องถิ่น สาย “เพื่อนเนวิน” ยึดครองได้หมด    

แม้เทศบาลตำบลอิสาณ จะมีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 36.899 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 12,606 หลังคาเรือน แต่ทุกวันนี้ ต.อิสาณ กลายเป็น “ขุมทองธุรกิจท่องเที่ยวและกีฬา”อาทิ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ,สนามช้างอารีนา ,บุรีรัมย์ คาสเซิล, โรงแรมอมารี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ฯลฯ    

มินับ บ้านใหญ่ศิลาชัย และโรงโม่หินศิลาชัย(1991) ที่อยู่ในพื้นที่ ต.อิสาณ มายาวนานเท่ากับอายุปู่ชัย     

ดังนั้น ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ ย่อมเป็นคนที่ “เนวิน ชิดชอบ” ไว้วางใจที่สุด และสวัสดิ์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้บริหารเทศบาลฯ มา 2 สมัยแล้ว 

ศึกเขากระโดง ลูกสาว "ปู่ชัย" สู้ "เพื่อนเนวิน" แพ้ไม่ได้

ขายความเป็น “เพื่อนเนวิน”

++
ที่ดินเขากระโดง
++
ช่วงนี้ ต.อิสาณ ยังมีเรื่องร้อนๆ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา เมื่อฝ่ายค้านหยิบยกกรณีพิพาทที่ดินสองข้างทางรถไฟเขากระโดง มาถล่มรัฐบาลประยุทธ์     

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2564 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ทำหนังสือถึงนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. เรื่อง ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณที่ดินเขากระโดง ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยขอให้การรถไฟฯ ฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่ออกโดยไม่ชอบตามกฎหมาย    

โดยมีข้อมูลจากการอภิปรายไม่ไว้วางรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 18-19 ก.พ.2564 อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 2560 และปี 2561 ได้พิพากษาว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ 80 ตารางวา เป็นที่ดินของการรถไฟฯ    

หากมีการเดินหน้าเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินจริง ย่อมส่งกระทบถึงฐานธุรกิจในพื้นที่ ต.อิสาณ และประชากรในเขตเทศบาลฯ จำนวนหนึ่งคงเดือดร้อนไปตามๆกัน    

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลตำบลอิสาณ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค.2564 จึงมีความสำคัญยิ่ง สำหรับกลุ่มเพื่อนเนวิน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461994

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

24 มีนาคม 2564 – 17:22 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี รัฐบาลประยุทธ แทน รมต. ต้องคดี เตรียมฝ่าวิกฤติฝ่ายค้านชำแหละ 2 รมช. 2 รมว. ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ  แทน รมต.  ต้องคดี  เตรียมฝ่าวิกฤติฝ่ายค้านชำแหละ  2  รมช.  2  รมว.  ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปดวงแข็งสุด รมว.สาว กระทรวงศึกษาธิการ  ทั้งจังหวะ  และโอกาสส่งผลให้รับตำแหน่งท่ามกลางวิกฤติการเมือง ส่วนรมช.ชาย  น่าจะได้กระทรวงพาณิชย์  สินิตย์  เลิศไกร  เพราะจังหวะเหมือนไม้ส่งต่อ ได้นั่งเก้าอี้แล้วมั่นคง  ส่วนอีกสองตำแหน่งต้องจับตาให้แน่น  เพราะดวงชะตาเบียดเบียนให้อึดอัดใจที่ทั้งกระทรวงก็ตกดวงศัตรู  ไม่น่าโยกตำแหน่งช่วงมรสุม  ที่จะมีโอกาสวุ่นวายได้

ซินแสเข่ง อาจารย์ ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ผ่าดวง วิกฤติ รัฐบาลประยุทธ์  2 / 4  ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป  ทั้งดวงตกเป็นศัตรู  โยกคราวนี้จะราบรื่นหรือไม่ต้องจับตา  รมช. วีรศักดิ์  รมต. กระทรวงคมนาคม  แทนคุณถาวร  ตกดวงเส้นทางไม่ราบรื่นเท่าที่ควรมีดวงขัดแย้ง  แตกแยกวุ่นวานสับสน ก่อให้เกิดการปะทะ  ทั้งการบริหารงาน  เส้นทางไม่ราบรื่น  เจอแต่อุปสรรคที่จะต้องแก้ไข  อีกทั้งเส้นทางกระทรวงก็ไม่ใช่ของท่านวีรศักดิ์

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

ส่วน  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คุณชัยวุฒิ  มาคราวนี้ตกดวงชะตาเจอปัญหา  เบียดเบียน  ให้เดือดเนื้อร้อนใจ  สร้างความอึดอัดกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง   ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน  อีกทั้งมีเรื่องจากบุคคลอื่นที่สร้างปัญหาในเรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว  แต่งานนี้ดิจิทัล  ไม่ใช่งานของ  ท่านชัยวุฒิแน่นอน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

 แต่ รมช.  สินิตย์  เลิศไกร  ช่วย กระทรวงพาณิชย์  ก็ถือว่าเป็นจังหวะและโอกาส ได้ทั้งวัน   เดือน  ปี   เกิด  ส่งผลในตำแหน่งหน้าที่การงานเสริมดวงชะตาให้มั่นคงให้เกิดขึ้น เพราะได้ทั้งโอกาสและได้ทั้งกระทรวง  ที่สามารถนำพาความสำเร็จให้ไปยังเป้าหมายของกระทรวงได้สำเร็จ  

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

แต่ผู้ที่เหมือนโชคดีได้รางวัลที่ 1  เป็นของกระทรวงศึกษาธิการ  คุณตรีนุช  จะกล้วยจะหอมหวานอย่างไร  เมื่อโอกาสมาถึงตามจังหวะก็ต้องรับไว้ก่อน  แต่อุปสรรคที่จะต้องแก้ไขต่อจากท่านณัฏฐพล  นั้นมีมาก  หรือพูดง่ายๆว่าต้องอดทนเมื่อดวงท่านรับกับงานนี้แล้ว  ก็ต้องลุยให้ถึงที่สุด  เพราะบาดแผลหลายแห่งที่มากอดีตนั้นมีมากกว่า  แต่ถึงอย่างไรก็ท่านตรีนุชก็มีความพยายามอยู่แล้วก็ภาวนาให้ท่านทำให้สำเร็จดั่งที่ตั้งใจไว้ให้ทุกประการ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง วิกฤต วิเคราะห์ 4 รัฐมนตรี  รัฐบาลประยุทธ ใครจะอยู่หรือใครจะไป

ซินแสเข่ง   ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าการเลือกรัฐมนตรีที่จะสามารถบริหารกิจการ ของกระทรวง ให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นนั้น บางครั้งก็ต้องดูว่ารัฐมนตรีท่านนี้ ท่านมาถูกทางหรือไม่ ถ้าหากว่ามาไม่ถูกทางการที่จะบริหารงานไปสู่ความสำเร็จนั้นก็คงจะเป็นไปได้ยากแต่ถ้าหากว่า ท่านรัฐมนตรีเลือก ในกระทรวงที่ถูกทางก็จะมีโอกาสส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ อีกทั้งปัจจัยสำคัญของรอบอายุ   ในช่วงจังหวะรอบอายุรอบอายุต้องไม่เข้าเคราะห์   หรือเจอปีปะทะให้ร้ายขัดแย้งแตกแยก  ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการบริหารงานของกระทรวงนั้นๆให้ผ่านพ้นไปได้

โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35 สามัคคี ‘สี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461989

โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี ‘สี’

24 มีนาคม 2564 – 17:07 น.

มาแล้ว สามัคคีทุกสี “ม็อบไล่ประยุทธ์” ยึดแคมเปญตะเพิดคนตระบัดสัตย์ เหมือนพฤษภา 2535

++
    ไม่เกี่ยวกับม็อบราษฎร ม็อบรีเด็ม ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หากแต่เป็นเรื่องคนรุ่นใหญ่ ผ่านสมรภูมิบนท้องถนนมาแล้ว ทั้งเดือนพฤษภา 2535, ม็อบเสื้อเหลือง, ม็อบเสื้อแดง และม็อบ กปปส.
    เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2564 อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แถลงว่า ในวันศุกร์ที่ 26 มี.ค.2564 ญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ และ 30 องค์กรประชาธิปไตย จัดกิจกรรม “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ให้ภาคประชาชนร่วมหาทางออกให้ชาติบ้านเมือง ณ  ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าว ถนนสามเสน 

 โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี 'สี'

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ 

    สำหรับรายชื่อวิทยากรที่จะเข้ามาร่วมงานในวันนั้น เรียกได้ว่าเป็นงาน “สามัคคีสี” เริ่มจาก
โดยมีวิทยากร อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์  ประธาน นปช. ,สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, ธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง. ,ปรีดา เตียสุวรรณ์  เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม และวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน 
    ดูหน้าตาวิทยากรแล้ว ก็ล้วนแต่คนคุ้นเคยกันมา ตั้งแต่ยุคก่อนแบ่งขั้วสี “เหลือง-แดง”  

++
โมเดลพฤษภา 35
++
    ด้าน “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ย้อนรอยพฤษภาทมิฬ 35 ว่า หน้าประวัติศาสตร์เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น มาจากการ “ตระบัดสัตย์” เพียงเรื่องเดียว จึงทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาขับไล่ แล้วอำนาจจึงพังพาบลงไป ส่วนขณะนี้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกคว่ำไปนั้น เป็นเพราะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมมีขบวนการสมคบคิดขัดขวางร่างแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไม่รับผิดชอบ เท่ากับเป็นการตระบัดสัตย์ต่อสัจวาจาที่ให้กับประชาชน
    “ถ้าคนไทยไม่ลุกขึ้นมาจัดการแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ยาวนานที่สุดในประเทศ หากทำให้สิ่งที่ถูกต้อง ประชาชนเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ จะอยู่เป็นชาติไม่มีใครว่า แต่เมื่อตระบัดสัตย์แล้วยังอยู่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะเป็นคนไทย”
    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหลอมรวมหัวใจคนไทยทั้งชาติ อาจไม่ได้เห็นด้วยกันหมด ส่วนขบวนการต่อไปนี้ต้องเปิดกว้างกันมากที่สุด แม้เราเคยเจ็บปวด มีความร้าวรานมากันทั้งนั้น แต่เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพอย่างนี้อีกต่อไปไม่ได้
    สรุปว่า บนท้องถนนจะมี “ม็อบเด็ก” ที่ยังยืนหยัดในแนวทางเดิม ที่เน้นการปฏิรูปสถาบันฯ และ “ม็อบผู้ใหญ่” ที่ไล่ประยุทธ์อย่างเดียว ไม่แตะเรื่องสถาบัน

 โค่นประยุทธ์ปลุกผีพฤษภา 35สามัคคี 'สี'

จตุพร สามัคคีทุกสีเสื้อ

++
สภาที่ 3
++
    การรวมตัวกันของอดีตนักเคลื่อนไหวพฤษภา 2553 นั้น เริ่มต้นที่ “สภาที่ 3” เมื่อกลางปี 2563 โดยมี “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เป็นผู้ประสานงาน และได้มีการจัดเวทีสาธารณะสภาที่ 3 (The Third Council Speak) อยู่หลายหนแล้ว
    เวลานั้น “อดุลย์” ให้สัมภาษณ์สื่อว่า กลุ่มสภาที่ 3 ไม่มีแนวคิดล้มรัฐบาล แต่วิทยากรที่เชิญมาพูดในเวที จะช่วยให้คำแนะนำและสะท้อนความคิดเห็นนโยบายด้านเศรษฐกิจส่งต่อไปยังรัฐบาล
    ในวาระครบรอบ 28 ปี เหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 “อดุลย์” ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยฉันทามติของรัฐสภาและประชาสังคมร่วมกันในอนาคต และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามเสียงเรียกร้องของประชาชน
    ระยะหลัง “อดุลย์” และ “ตู่ จตุพร” ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยครั้งขึ้น อาจเรียกได้ว่า นับแต่เสร็จศึกเลือกตั้ง “ตู่” ก็ถอยออกจากพรรคเพื่อชาติ และมาพบปะ “เพื่อนพ้องน้องพี่” คนรุ่นพฤษภา 35 และนักกิจกรรมผู้อาวุโส แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง
    โปรดติดตาม “ม็อบผู้ใหญ่” ไล่ประยุทธ์ จะไปได้ไกลแค่ไหน? และจะหลอมรวมกับ “ม็อบเด็ก” ได้หรือไม่?

ธิดาโพลล์อนาคต ‘นปช.’ ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461979

ธิดาโพลล์อนาคต ‘นปช.’ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

24 มีนาคม 2564 – 15:24 น.

เปิดแล้ว “ธิดาโพลล์” คนเสื้อแดงเสียงข้างมาก อยากให้เปลี่ยนแกนนำ แต่ก็เปลี่ยนไม่ได้

++
    ปลายปีที่แล้ว มีกระแสเรียกร้องจากคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ขอให้เปลี่ยนตัวประธาน นปช. เนื่องจาก “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ มีทัศนะที่เป็นลบต่อกลุ่มราษฎร กลุ่มเยาวชนปลดแอก และไปหาเสียงนายก อบจ.เชียงใหม่ ช่วยบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ แข่งกับคนของพรรคเพื่อไทย 
    “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธานที่ปรึกษา นปช. ซึ่งในปัจจุบัน คุมสื่อออนไลน์ “ยูดีดีนิวส์” จึงริเริ่มทำการสำรวจความเห็นคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เกี่ยวกับอนาคตองค์กร นปช. 
    ทำไมต้องเป็น “ยูดีดีนิวส์”? คำตอบคือ ยูดีดีนิวส์ มีช่องทางสื่อสารครบ ทั้ง Twitter,Blog ,Facebook ,Youtube, Telegram, Tik Tok เป็นต้น 

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

ธิดา สมัยเป็นประธาน นปช.

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2564 อาจารย์ธิดา ได้เผยแพร่ผลการสำรวจความเห็นของคนเสื้อแดงดังนี้
    ชุดที่ 1 เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระเสรีผ่านโซเชียลมีเดียของสมาชิก นปช. และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย “ยูดีดีนิวส์” ถือเป็นภารกิจในการทำหน้าที่สื่ออย่างสร้างสรรค์ จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนจาก Line ยูดีดีนิวส์, Facebook เพจยูดีดีนิวส์, เพจ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ, เพจ จตุพร พรหมพันธุ์, เพจ นพ.เหวง โตจิราการ โดยเริ่มรวบรวมความคิดเห็นตั้งแต่วันที่มีการเปิดประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่  27 ธ.ค. 63 ถึง 10 ม.ค. 64 จำนวนทั้งสิ้น 1,183 ความเห็น

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

วันนี้ ธิดายังมีบทบาทคุมสื่อ UDD news

    จากความคิดเห็นเหล่านี้ ยูดีดีนิวส์ สามารถแยกได้เป็น 2 ประเด็นหลัก ๆ คือแสดงความเห็นเรื่อง “ยุบ” หรือ “ไม่ยุบ” องค์กรนปช. และปัญหาการนำองค์กรโดยเน้นไปที่ตำแหน่งประธาน นปช. ซึ่งสรุปผลได้ ดังนี้
    1.การดำรงอยู่ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
    -ไม่ควรยุบ 960 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 95.7
    -ควรยุบ  43 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ   4.3
    2.ปัญหาการนำองค์กรโดยเน้นที่ตำแหน่งประธานนปช.
   – ควรเปลี่ยน 937 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 99.9
   – ไม่ควรเปลี่ยน 1 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ   0.1 

ข้อมูลชุดที่ 2 จากแบบสอบถามสู่ Google Form
    เพื่อให้เป็นระบบในการประมวลผลมากขึ้น “ยูดีดีนิวส์” ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์โดย Google Form ได้มีการตั้งคำถามใน 3 ประเด็น และสามารถมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้ด้วย โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 64 ถึง 12 มี.ค. 64 จำนวนทั้งสิ้น 2,169 ความเห็น
    1.ท่านคิดว่าควรยุบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่?
    -ไม่ควรยุบ 2,017 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 95.4
    -ควรยุบ 97 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 4.6
    2.ควรปรับเปลี่ยนคณะนำของ นปช. หรือไม่?
    -ควรเปลี่ยน 1,816 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 89.1
    -ไม่ควรเปลี่ยน 223 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 10.9
    3.ท่านเห็นด้วยกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ของ นปช. คือ การเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็น ของประชาชนไทยอย่างแท้จริง และนโยบาย 7 ข้อของ นปช. หรือไม่?
    -เห็นด้วย 1,894 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 91.5
    -ไม่เห็นด้วย 177 ความเห็น คิดเป็นร้อยละ 8.5

ธิดาโพลล์อนาคต 'นปช.'ไม่ยุบแต่เปลี่ยนแกนนำ

ตัวอย่างผลโพลล์ นปช.

    สรุป อาจารย์ธิดาก็บอกผ่านยูดีดีนิวส์ว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า “ยูดีดีนิวส์” จะเป็นผู้ตัดสินการดำรงอยู่ขององค์กร นปช. แต่อย่างใด เป็นเพียงการนำข้อมูลที่มวลสมาชิก นปช. , คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย และประชาชนทั่วไปที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อ นปช. เสนอต่อสาธารณชนเพื่อทราบต่อไป
    พูดง่ายๆ องค์กร นปช.ยังดำรงอยู่ แถม จตุพร และผองเพื่อน ยังเป็นแกนนำ นปช.ต่อไป

“ครูเหน่ง” เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461949

“ครูเหน่ง” เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

24 มีนาคม 2564 – 11:39 น.

สระแก้วยุคกำนันกี “ตรีนุช” เข้าป้าย “เสมา 1” ตามสโลแกน “ไปกับลุงป้อม ไปได้ไกล” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เป็นครั้งแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี 3 รัฐมนตรีหญิง ประกอบด้วย “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ และ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  รู้จัก “ตรีนุช” “เทียนทอง” ยุคใหม่บูรพาพยัคฆ์การเมือง

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

ครูเหน่ง สระแก้ว

คนแถวภาคตะวันออกแอบแซวเล็กๆ “รัฐมนตรีว่าการ สระแก้ว รัฐมนตรีช่วย ปราจีนบุรี” นั่นหมายถึง ครูเหน่ง คนสระแก้ว และครูโอ๊ะ คนปราจีนฯ    

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป 2544 “ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทอง ในฐานะหัวหน้าซุ้มวังน้ำเย็น เพิ่งยกกำลังพลมาอยู่พรรคไทยรักไทย จึงส่งหลานสาว “เหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง ลงสนามสระแก้วเป็นหนแรก โดยก่อนหน้านั้น ก็มีหลานชาย “หนึ่ง” ฐานิสร์ เทียนทอง เป็น ส.ส.มา 2 สมัยแล้ว    

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หนึ่ง-ฐานิสร์ ได้เป็น รมช.อุตสาหกรรม และ รมช.มหาดไทย โควต้าเสนาะ เทียนทอง แต่วันนี้ เหน่ง-ตรีนุช เป็น รมว.ศึกษาธิการ โควต้าบ้านป่ารอยต่อฯ    

วันที่สองพี่น้อง “หนึ่ง-เหน่ง” ก้าวออกจากร่มเงา “ป๋าเหนาะ” พวกเขาเขียนคำขวัญไว้ว่า “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” และชั่วโมงนี้ ตระกูล “เทียนทอง” สายกำนันกี ก็ไปได้ไกลจริงๆ 

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

กำนันกี ขวัญเรือน เทียนทอง

++
คุณแม่ลูกหนึ่ง
++
“ตรีนุช” วัย 49 ปี ลูกสาวของพิเชษฐ์ เทียนทอง และขวัญเรือน เทียนทอง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการเงินการลงทุน และปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Western Illinois University สหรัฐอเมริกา เธอสมรสกับ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข มีบุตรชาย 1 คน    

ชีวิตการเมืองของ “เหน่ง-ตรีนุช” ส.ส.สระแก้ว 5 สมัย แยกเป็นพรรคไทยรักไทย 2 สมัย, พรรคประชาราช 1 สมัย, พรรคเพื่อไทย 1 สมัย และพรรคพลังประชารัฐ    

“ป๋าเหนาะ” คือผู้มีพระคุณที่ให้โอกาสเธอได้เป็น ส.ส. แต่ผู้ที่เป็นต้นแบบทางการเมืองของเธอ ต้องยกให้มารดา “กำนันกี” ขวัญเรือน เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว     

“กำนันกี” แห่งบ้านใหญ่เขาฉกรรจ์ เป็นผู้ดูแลฐานเสียงให้ “ป๋าเหนาะ” มายาวนาน และเป็นคนปั้นลูกชายลูกสาวมาแต่ก้าวแรกบนถนนการเมือง     

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

ส.ส.เหน่ง เจอป้ายหาเสียงสมัยแรก

เลือกตั้งทั่วไปปี 2562 “กำนันกี” ตัดสินใจครั้งสำคัญ ทำเอาคนสระแก้วช็อกเล็กๆ เมื่อ “หนึ่ง-เหน่ง” ทิ้งป๋าเหนาะ ทิ้งพรรคเพื่อไทย ตามคำแนะนำของมารดา     

อย่าลืมว่า สระแก้วคือเมืองทหาร โดยเฉพาะ “3 ป.” ก็เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ. ที่รับผิดชอบปราจีนบุรี และสระแก้ว ย่อมมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูล “เทียนทอง” มาแต่ยุคเสนาะ เทียนทอง จนถึงยุคกำนันกี    

การเลือกตั้ง ส.ส.สระแก้วครั้งที่แล้ว จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง “เทียนทอง” สายป๋าเหนาะ กับ “เทียนทอง” สายกำนันกี ปรากฏว่า สายป๋าเหนาะแพ้ราบคาบ    

เมื่อเข้ามาเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ สองพี่น้องจากสระแก้ว ก็ไม่ได้ไปขึ้นตรงกับมุ้งไหน ซุ้มไหน เพราะเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อ” 

"ครูเหน่ง" เสมา 1 คนที่ 55 สายสระแก้ว-บ้านป่ารอยต่อ

หนึ่ง-เหน่ง สองพี่น้องตระกูลเทียนทอง

++
หวยออกสระแก้ว
++
ช่วงการปรับ ครม. “ประยุทธ์2/4” มีแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐพอสมควร เพราะหลายก๊กหลายก๊วน เริ่มขยับดันคนตัวเองเข้าไปแทนตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้กองธรรมนัส และกลุ่มสามมิตร    

ในที่สุด “พี่น้อง 3 ป.” คุยกัน เพื่อสยบคลื่นลมในพรรค จากนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ส่งชื่อ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กับ ตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว ไปให้นายกรัฐมนตรี แม้จะมีเสียงทักท้วงบ้าง แต่ก็ไม่มีกล้างัดข้อกับลุงป้อม     

เดิมที มีข่าวชัยวุฒิ จะไปดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และตรีนุช จะไปนั่งเป็น รมว.วัฒนธรรม แทนอิทธิพล คุณปลื้ม ที่จะโยกไปเป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แต่ดูเหมือน “ชัยวุฒิ” จะเป็นของแสลง ของร้อนที่กระทรวงศึกษาฯ หวยเลยไปออกที่ตรีนุชแทน    

เหตุปัจจัยหลักที่ทำให้ “ตรีนุช” กลายมาเป็น “ครูเหน่ง” หรือ “เสมา 1”     

ประการแรก ความเป็น “เทียนทอง” ยุคไร้เงาเสนาะ และชัยชนะทั้งในสนามเลือกตั้ง ส.ส. และนายก อบจ.สระแก้ว เป็นสิ่งที่ “3 ป.” ต้องตอบแทน และยึดบ้านใหญ่เขาฉกรรจ์ไว้เป็นฐานการเมืองในอนาคต    

ประการที่สอง ความประสงค์ส่วนตัวของลุงป้อม ที่จะสยบแรงกระเพื่อมภายในพรรค ระหว่างก๊กต่างๆ    

ประการที่สาม หากดัน “ชัยวุฒิ” เป็น รมว.ศึกษาธิการ ก็เหมือนเงาของ “ตั้น กปปส.” จะเป็นตำบลกระสุนของกลุ่มนักเรียนเลว และกลุ่มราษฎร จึงต้องดัน “ตรีนุช” ขึ้นมา      

ส่วนเรื่องความสามารถในการบริหารงานด้านการศึกษา ก็ดูว่า “ครูเหน่ง” จะมีใครเป็นทีมงานบ้าง