รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/461901

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

23 มีนาคม 2564 – 18:53 น.

จับตากะเหรี่ยงสายแข็ง กองพลที่ 5 ตัวแปร “กองทัพสหพันธรัฐ” หลังเบรกการส่งเสบียงทหารเมียนมา

กรณีสำนักข่าวชายขอบ อ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า มีกลุ่มคนฝั่งไทยจำนวนหนึ่งได้จัดส่งมอบข้าวสารและเสบียงอาหารให้แก่กองกำลังทหารเมียนมา ที่ตั้งที่ฐานปฏิบัติการอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน โดยเป็นข้าวสารจำนวนอย่างน้อย 700 กระสอบ 

โดยข้าวสารจำนวนดังกล่าว อยู่ในพื้นที่ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งในตอนแรก ไม่มีผู้ใดแสดงความเป็นเจ้าของข้าวสาร ทั้งทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยง ต่อมา ฝ่ายทหารเมียนมา เขต จ.ผาปูน ก็ยอมรับว่า เป็นเสบียงอาหารของทหารเมียนมา ที่ถูกส่งมาให้ทหารที่ประจำการแถวนั้น

เหตุที่ทหารเมียนมา ไม่ยอมมาขนข้าวสารไป เพราะนายพาโดมานมาน โฆษกสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ประจำกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) กองพลน้อยที่ 5 พื้นที่ จ.ผาปูน หรือมูตรอ (Mutraw) ได้ออกคำประกาศกรณีกองทัพเมียนมาภาคตะวันออกเฉียงใต้ ได้ส่งข้าวสาร 700 กระสอบ พร้อมด้วยเนื้อกระป๋อง น้ำมันพืช และใบชาแห้งถูกลำเลียง โดยรถยนต์บรรทุกจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ไปส่งที่ริมชายหาดแม่น้ำสาละวิน ด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้เพื่อส่งให้ทหารเมียนมาตามฐานปฏิบัติการริมแม่น้ำสาละวินนั้น ทางกองพลน้อยที่ 5 จะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น หากเสบียงอาหารทั้งหมดผ่านไปยังพื้นที่ของ KNU

พูดง่ายๆว่า ถ้าทหารเมียนมา มาขนเสบียงจากริมฝั่งสาละวิน ก็จะผ่านพื้นที่ของ KNLAกองพลน้อยที่ 5 ซึ่งทหารกะเหรี่ยงไม่ยอมให้ผ่านอยู่แล้ว ดังคำประกาศข้างต้น

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

        กองพลน้อยที่ 5 จัดงานวันปฏิวัติกะเหรี่ยง เมื่อปลายเดือน ม.ค.64

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
รบสิบทิศ76 ปี ‘ตั๊ดมะด่อ’ผ่า 6 กองทัพภาค

KNU สายแข็ง 

ดังที่ทราบกัน สภาพการนำภายในสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย KNLA กองพลน้อยที่ 7 จ.ผาอัน มี พล.อ.มูตูเซพอ ตู เซพอ ซึ่งเป็นฝ่ายริเริ่มการเจรจาสันติภาพกับรัฐบาลเต็งเส่ง มาตั้งแต่ปี 2555

กลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 7 ตัดสินใจเจรจาสันติภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในรัฐกะเหรี่ยงจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา รวมทั้งปฏิรูปทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ด้านกลุ่ม KNLA กองพลน้อยที่ 5 จ.ผาปูน หรือ จ.มูตรอ นำโดยนอว์ซิปโปรา เส่ง รองประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง โดยแกนนำสำคัญในกลุ่มนี้คือ พล.ท.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการ KNLA ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการ KNLA กองพลน้อยที่ 5 

กลุ่มกองพลน้อยที่ 5 ไม่ไว้ใจในการร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา และเรียกร้องให้เมียนมาเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และร่วมมือกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ลี้ภัยไปต่างประเทศ

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

                           ทหารกะเหรี่ยงกองพลน้อยที่ 5
 

                                      ทหารหญิงกะเหรี่ยง

อย่างไรก็ตาม กองพลน้อยที่ 5 ได้ร่วมลงนามหยุดยิง ช่วงที่พรรคเอ็นแอลดีเป็นรัฐบาลในปี 2559 เพราะประเมินว่า อองซานซูจี จะผลักดันให้แผนสันติภาพมีความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564 ตรงกับวันครบรอบปีที่ 72 ของการปฏิวัติกะเหรี่ยง KNLA กองพลน้อยที่ 5 ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ในพื้นที่หมู่บ้านทีลอ ซิ ท่า อ.แดวโล จ.มือตรอ 

พล.ต.จอ มื่อ ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 5 กล่าวว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ เรามีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ด้วยการพูดคุย ด้วยแนวทางทางการเมือง แต่ไม่คืบหน้า เพราะรัฐบาลเมียนมา ไม่เปิดโอกาสให้ได้พูดคุยและพัฒนาแนวทางสันติภาพอีก 

หลัง พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ก่อการรัฐประหาร ชาวกะเหรี่ยงใน จ.มือตรอ หรือ จ.ผาปูน ได้จัดการชุมนุมต่อต้านเผด็จการ โดยการสนับสนุนของ KNLA กองพลน้อยที่ 5

ขณะที่พรรคเอ็นแอลดี พยายามแสวงหาความร่วมกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อยุติระบอบการปกครองโดยกองทัพเมียนมา ปรากฏว่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ให้การตอบรับข้อเสนอจากพรรคเอ็นแอลดี ด้วยความกระตืนรือล้น

ตัวแทนของพรรคเอ็นแอลดี กำลังขายฝันเรื่อง “กองทัพสหพันธรัฐ” ต่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เพื่อต่อกรกับทหารเมียนมา และปกป้องประชาชนให้พ้นเงื้อมมือเผด็จการ 

น่าจับตา KNLA กองพลน้อยที่ 5 อาจเป็นกองกำลังสหพันธรัฐชุดแรกๆ ที่ร่วมกับประชาชนเมียนมาลุกฮือล้มการปกครองเผด็จการทหาร

รู้จัก KNU กองพล 5 ปริศนาข้าวทิพย์

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. “หลักการปล่อยชั่วคราว” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461867

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. “หลักการปล่อยชั่วคราว”

23 มีนาคม 2564 – 13:53 น.

“โฆษกศาล” ทำความเข้าใจ ปชช.กระบวนการปล่อยชั่วคราว เผยสถิติย้อนหลัง 4 ปีศาลเน้นปล่อย ขังเท่าที่จำเป็น ชี้ หากยื่นเเล้วยังไม่ได้ประกันต้องยื่นเหตุผลใหม่ หักล้างคำสั่งได้ ออกเครื่องมือลดเหลื่อมล้ำ ลดเงื่อนเวลาเปิด 24 ชั่วโมง ยกเคสบางกลอยใช้ทุกเครื่องมือ

การขับเคลื่อนนโยบาย 5 ส. คือ เสมอภาค-สมดุล-สร้างสรรค์-ส่งเสริม-ส่วนร่วม ของนางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ที่จุดมุ่งหมาย การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิในการขอประกันตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปล่อยตัวชั่วคราว(หลังได้รับการประกันตัว) ศาลยุติธรรมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ครั้งนายไสลเกษ วัฒนพันธ์ เป็นประธานศาลฎีกา ที่ได้วางนโยบายที่เรียกว่า ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นทุกขั้นตอน

การปล่อยชั่วคราวก็คือ การไม่ขังถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนี้ โดยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เข้าถึงโอกาสที่ขอประกันตัวต่อศาลได้มากขึ้นและง่ายขึ้น

จะเห็นว่าการขอประกันตัวของชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ได้ตั้งแต่ชั้นตำรวจ ถึงชั้นศาล กฎหมายให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 48 ชั่วโมง จากนั้นต้องนำตัวมาฝากขังต่อศาลจนกว่าจะฟ้องหรือพิจารณาคดีเสร็จ ฉะนั้น ระยะเวลาที่จะถูกคุมขังอยู่ในอำนาจศาลจึงค่อนข้างยาวนาน การปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวในชั้นศาลจึงมีความสำคัญกว่า เพราะว่าถ้าไม่ได้ประกันตัวในชั้นศาลก็จะถูกคุมขังนานกว่าขั้นตอนของตำรวจ

ที่ผ่านมา การขอประกันตัวของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม มักต้องใช้หลักประกัน ไม่ว่า เงินสด ที่ดิน หรือหลักทรัพย์อื่น แต่พอต้องใช้หลักประกัน ก็ทำให้ชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ไม่มีหลักทรัพย์ กลายเป็นไม่มีโอกาสขอประกันตัว หมายถึงไม่ได้ขอประกันตัวเลย ไม่ใช่ศาลไม่ให้ประกันนะ แต่เขาไม่ยื่นขอประกัน ฉะนั้นถ้ายังยึดติดกับการใช้หลักทรัพย์ในการขอประกันตัว คนกลุ่มนี้ก็ไม่มีโอกาสใช้สิทธิขอประกันตัว

จุดนี้จึงกลายเป็นโจทย์ของนโยบายประธานศาลฎีกา ว่าจะทำอย่างไร ให้การขอประกันตัวง่ายขึ้นและก็ไม่ต้องไปติดยึดกับการใช้หลักประกัน ศาลจึงปักหลักตั้งต้นจากจุดนี้ก่อน 

เรื่องที่ 2 คือ “เวลา” ที่เป็นข้อจำกัด เมื่อการทำงานมีวันหยุด แต่โอกาสที่ชาวบ้านจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยและถูกคุมขังในระหว่างการดำเนินคดีอาญาไม่ได้มีวันหยุดด้วย หากถูกจับตัววันเสาร์ก็ถูกคุมขังตั้งแต่วันเสาร์ แต่วันอาทิตย์ราชการไม่มีใครทำงาน ศาลก็ปิดทำการ จะเปิดทำการอีกครั้งก็วันจันทร์ จึงยังเป็นสุญญากาศเรื่องเวลา นายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา ในขณะนั้นจึงมีนโยบายที่เรียกติดปากว่าความยุติธรรมไม่มีวันหยุด  ทุกวันนี้ศาลยุติธรรมเปิดทำการให้ประชาชนสามารถมายื่นขอขอประกันตัวได้ทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

แต่ถึงเเม้ไม่มีวันหยุดก็จริง ก็ยังมีเวลาหยุดหลัง 16.30 น. ในตอนกลางคืนศาลปิดยื่นขอประกันไม่ได้แล้ว นางเมทินี ประธานศาลฎีกาปัจจุบัน จึงต่อยอดให้มีการยื่นขอประกันตัวออนไลน์ ทำให้เเม้หลัง 16.30 น. ศาลปิดทำการแล้ว แต่ระบบบริการออนไลน์ของศาลเปิดตลอด 24 ชั่วโมง  ชาวบ้านสามารถยื่นขอประกันได้ทางออนไลน์ หลัง 18.30 น. จนถึงเช้าก่อน 08.30 น. ก็สามารถยื่นเข้ามาได้ตลอดเวลา พอ 08.30 น. เมื่อศาลเปิดทำการก็จะได้พิจารณาคำขอประกันได้ทันที

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ปล่อยตัว 15 แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา (30 พ.ย.)

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ปล่อยตัว 18 แกนนำ ‘ราษฎร’ จากกรณีชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย -สาดสี เมื่อ 13 ต.ค.2563

ยกระดับเป็นการประกันตัวแบบไม่มีเวลาหยุด ที่ประชาชนสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตรงนี้ทำให้ข้อจำกัดเรื่องเวลาหมดไปเปราะหนึ่ง

มาถึงตรงนี้ เราขอย้อนไปดูปัญหาเรื่องการที่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัว เพราะถ้ายังก้าวไม่ข้ามปัญหานี้ก็จะแก้ปัญหาเรื่องโอกาสประกันตัวได้ยาก แม้จะเปิดให้ขอประกันได้ 24 ชั่วโมง คนกลุ่มเดิมคือกลุ่มที่ไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์ก็จะไม่ได้ขอประกันตัวอยู่ดี เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องเวลาสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้ แต่เป็นเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ เราต้องแก้ให้ถูกจุด จึงต้องทราบก่อนว่าหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่ศาลจะให้ประกันตัว หรือไม่ให้ประกันตัว อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108-108/1 เป็นเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาในการปล่อยชั่วคราว

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การให้หรือไม่ให้ประกัน กฎหมายให้ศาลใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ให้ดูความหนักของข้อหา ดูว่าปล่อยไปแล้วจะหลบหนีหรือเปล่า จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอย่างอื่นไหม นี่เป็นเกณฑ์ของกฎหมายที่ศาลใช้พิจารณาคำขอประกันทุกเรื่องซึ่งต้องอาศัยข้อมูล

ที่ผ่านมา ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จึงมีความจำเป็นต้องใช้วิธีให้วางหลักทรัพย์ค้ำประกันเอาไว้ นอกจากนี้ กระบวนการยื่นคำขอประกันจะต้องยื่นคำร้องต่อศาล ต้องกรอกข้อมูลหลายอย่าง ต้องมีเอกสารเช่น ภาพถ่าย แผนที่ สำเนาโฉนดที่ดินแนบมาประกอบ  ปกติคนยื่นคำร้องขอประกันให้จะเป็นญาติหรือคนรู้จัก  ลองนึกภาพว่า ถ้าคนที่ถูกจับมาคนเดียวไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อนตามมาด้วย ก็อาจไม่ได้ขอประกันเพราะไม่มีคนมาติดต่อยื่นให้ จะยื่นเองก็ทำไม่เป็น ยิ่งต้องใช้เอกสารอีกเยอะแยะ เผลอๆ ถูกจับมาบัตรประชาชน ยังไม่ได้พกติดตัวมาเลย  

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"
ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

อุปสรรคมากมายไม่ว่าเรื่องที่ต้องใช้หลักประกัน ข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการ หรือความยุ่งยากในขั้นตอนการทำคำขอประกันหรือเอกสารที่ต้องใช้  ชาวบ้านบางคนอาจเขียนหนังสือไม่ถนัด ตอนนี้ทุกศาลจึงมีคำร้องขอประกันที่สามารถเขียนเองง่าย ๆ แค่เขียนชื่อตัวเองหรือพิมพ์ลายนิ้วมือและไม่ต้องแนบเอกสารอะไรมาเลย  เราเรียกกันว่าคำร้องใบเดียว ให้ทุกคนยื่นคำขอประกันได้เอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมายื่นให้ก็ได้   คำร้องใบเดียวเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้ในการขยายโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีอาญามีสิทธิได้รับประกันตัว

เมื่อก่อน การให้วางหลักประกันในการประกันตัวเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่หนี การหนีหรือไม่หนีเป็นเรื่องความเสี่ยงของเหตุการณ์ในอนาคต เราต้องแก้ตรงต้นเหตุ ว่าทำอย่างไรให้ศาลมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอที่จะประเมินว่าคนไหนเสี่ยงจะหนีหรือไม่หนี เสี่ยงต่ำ เสี่ยงสูง เป็นการประเมินความเสี่ยงคือการเอาข้อมูลในอดีต ปัจจุบัน มาประกอบเพื่อทำนายอนาคตนั่นเอง เช่น คนนี้ถูกจับมาฝากขัง ศาลก็ดูข้อมูลในอดีตว่าเคยทำผิดอะไรมาก่อนหรือไม่ มีครอบครัวมีที่อยู่หลักแหล่ง หน้าที่การงานเป็นอย่างไร เอาสิ่งเหล่านี้มาประกอบหรือประเมินด้วยวิธีการทางสถิติว่าคนนี้ถ้าให้ประกันตัวไปมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีสูงหรือจะไปยุ่งกับพยานหลักฐานมากน้อยขนาดไหน 

ตรงนี้คือการประเมินความเสี่ยงซึ่งเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ทุกศาลมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินความเสี่ยงมาจาก 3 แหล่งหลัก ๆ คือ 1. ข้อมูลจากฐานข้อมูลของศาลเอง เช่น ประวัติคดีอื่นว่ามีคดีจากที่อื่นหรือไม่ 2.ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเอง เช่น ข้อมูลส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่ อาชีพ 3.ข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น หน่วยงานราชการ ประวัติการคุมประพฤติ หรือถามความเห็นจากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว นำข้อมูลที่ได้จากทั้ง 3 ส่วนมาประกอบประเมินค่าความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับไหน เพื่อประกอบดุลพินิจของศาลว่าควรให้ประกันตัวหรือไม่และถ้าจะให้ประกัน  จะต้องให้วางหลักประกันหรือไม่  หรือควรมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่   การประเมินความเสี่ยงถือเป็นเครื่องมือประเมินที่ศาลนำมาใช้เพื่อลดการใช้หลักประกัน เพราะปัญหาที่เราพูดกันคือการใช้หลักประกัน ถ้าเป็นคนยากจนก็เข้าไม่ถึงโอกาสขอประกันตัว แต่ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้วไม่มีปัญหาศาลก็ปล่อยได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อะไรมาประกันตัวเลย

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

อีกเครื่องมือหนึ่ง ที่ศาลใช้เกี่ยวกับการประกันตัวคือ การใช้กำไล EM ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ประเมินความเสี่ยงแล้ว ผู้ต้องหาหรือจำเลยบางคนหากดูแล้วค่อนข้างที่จะมีความเสี่ยงหรือมีความจำเป็น ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขการให้ประกันตัว เพิ่มด้วย ไม่ว่าจะใช้หลักประกันหรือไม่ใช้หลักประกัน เงื่อนไขอื่นที่ศาลอาจกำหนดเพิ่ม เช่น ห้ามออกนอกประเทศ ห้ามไม่ให้เข้าใกล้ หรือเข้าไปในที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ก็แล้วแต่ความเสี่ยงที่มีขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคน ถ้าจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขก็ทำได้ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกำหนด  ถ้าเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำกัดเดินทางหรือจำกัดที่อยู่ก็มีเครื่องมือมาสอดส่องว่าทำตามเงื่อนไขหรือไม่ เช่น ให้ปล่อยชั่วคราวแต่วางเงื่อนไขห้ามออกจากบ้านหลังจาก22.00 น.หรือห้ามไม่ให้ไปอยู่ใกล้บ้านผู้เสียหายเพราะเกรงว่าจะไปทำร้ายกันอีก  เป็นการวางเงื่อนไขใดที่เกี่ยวกับพื้นที่หรือการเดินทาง สามารถสั่งติดกำไลem  เพื่อเฝ้าระวังอีกชั้นหนึ่งได้ด้วย

3.การตั้งผู้กำกับดูแล เป็นมาตรการตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยตัวชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. 2560 บางครั้งการติดอีเอ็มดูความเคลื่อนไหวผ่านจอมอนิเตอร์อาจสู้การใช้คนสอดส่องดูแลไม่ได้  บางคนศาลให้ประกันไปโดยวางเงื่อนไขให้มารายงานตัวเป็นระยะๆ แต่ก่อนต้องมารายงานตัวที่ศาล เดี๋ยวนี้สามารถสั่งให้ไปรายงานตัวที่ผู้ใหญ่บ้านได้เลย ผู้ใหญ่บ้านยังช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมได้ด้วยว่าอย่าให้ไปทำอะไรผิด อย่าให้ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน อันนี้เป็นกลไกของกฎหมายอีกชิ้นหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ

ถ้าใช้ 3 เครื่องมือนี้แล้วตอบได้ว่าคนนี้สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ก็ให้ประกันตัวไปได้โดยไม่ต้องมีการเรียกเงินหรือหลักประกัน ทั้งหมดนี้คือกลไกการทำงานของการปล่อยชั่วคราวภายใต้นโยบายของนางเมทินี ชโลธร ที่เป็นนโยบายที่ว่าทำอย่างไรที่จะลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นโดยการปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยทุกเรื่อง เพราะการปล่อยหรือไม่ปล่อยชั่วคราวเป็นดุลพินิจของศาลตามหลักกฎหมาย ส่วนโยบายเป็นเรื่องการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสในการปล่อยโดยใช้ทุกกลไกของกฎหมายมาขับเคลื่อน โดยที่กำลังทำอยู่คือส่งเสริมให้ทุกศาลทั่วประเทศใช้เครื่องมือและกลไกตามกฎหมาย เปิดทำการศาล เเละการยื่นขอประกันตัวทำได้ง่าย ลดการใช้หลักประกัน ถ้าทำได้เต็มรูปเเบบจะเกิดภาพรวมที่สังคมสงบสุขด้วย เพราะปล่อยไปแล้วความเสี่ยงว่าสังคมจะเดือดร้อนจากผู้ต้องหาหรือจำเลยไปทำอันตรายก็จะน้อยลงหรือไม่มี

ยกตัวอย่าง กรณี 22 ชาวบ้านบางกลอย ที่ได้ใช้ทุกแทบทุกกลไกที่กล่าวมา ทั้ง 22 คนเป็นผู้ต้องหาชั้นสอบสวน ถ้าใช้ระบบเก่าในการประกันตัว ที่การยื่นประกันต้องเขียนคำร้อง มีเอกสารประกอบ บัตรประชาชน สำเนาโฉนด สำเนาบัตรสมุดเงินฝากซึ่งเป็นเอกสารจำนวนมาก ถ้าบางคนไม่มีความรู้เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออกก็ไม่สามารถทำขั้นตอนนี้ก็ไปต่อไม่ได้ ไม่สามารถขอประกันตัวได้ แต่กรณีนี้ศาลจังหวัดเพชรบุรีใช้คำร้องใบเดียวมาบริการให้ คือส่งไปให้ลงชื่อจากที่คุมขังเลยแล้วส่งกลับมาเเละก็มีคำสั่งให้ประกันตัวได้ออกมาในวันเดียวกัน ที่ทำได้รวดเร็วเพราะใช้คำร้องใบเดียวซึ่งใช้ง่ายมาก เพียเซ็นชื่อหรือบางคนพิมพ์ลายนิ้วมือมา มีคนรับรองว่าเป็นลายนิ้วมือผู้ต้องหาจริงก็ใช้ได้เเล้ว  เเละกรณีนี้เป็นการปล่อยตัวในวันหยุดราชการ ก็มีคนสงสัยว่าศาลทำงานวันหยุดด้วยเหรอ เรื่องการให้ประกันตัวในหยุดศาลดำเนินการมาตั้งแต่วันที่1 ม.ค.63 โดยได้รับความร่วมมือจากทางกรมราชทัณฑ์ มีประชาชนรู้บ้าง เเต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้ จึงต้องฝากสื่อมวลชนช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่า ศาลทำงานเรื่องการปล่อยชั่วคราวหรือประกันตัวไม่มีวันหยุด  หรือถ้าใครสะดวกที่จะยื่นคำขอประกันตอนกลางคืนก็สามารถยื่นทางออนไลน์ใช้ระบบ cios ของศาลได้ตลอด24ชั่วโมง

ศาลยุติธรรม เร่งทำความเข้าใจ ปชช. "หลักการปล่อยชั่วคราว"

ชาวบ้านบ้านกลอย 22 ราย ได้รับการปล่อยตัวด้วยเงื่อนไข ห้ามกลับไปบุกรุกพื้นที่พิพาท รายงานตัวต่อผู้ใหญ่บ้าน ทุก 12 วัน

กรณีของบางกลอย เราก้าวพ้นอุปสรรคในเรื่องเวลาเพราะทำในวันหยุดได้  แต่ลองนึกดูว่าถ้าต้องใช้เงินประกันตัว คนละ 50,000 บาท  22 คนต้องใช้ เงินนับล้านบาท  เงินมากขนาดนี้ชาวบ้านไม่มีแน่ๆ  แต่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ให้ประกันตัวทุกคนแบบไม่ต้องใช้หลักประกันแม้แต่บาทเดียว  เพียงแค่ให้ทำสัญญาประกันไว้ว่าถ้าคนไหนหลบหนีหรือทำผิดเงื่อนไขค่อยปรับคนนั้น 50,000 บาท พร้อมกับวางเงื่อนไขไม่ให้กลับเข้าไปในพื้นที่ในระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เข้าไปยุ่งกับที่เกิดเหตุชั่วคราวมากกว่า  ศาลไม่ได้ห้ามเด็ดขาดหรือถาวร  ขอแค่ ระหว่างพิจารณาคดีซึ่งคงใช้เวลาไม่นาน อย่าเพิ่งเข้าไปในพื้นที่ เพราะยังโต้แย้งสิทธิกันอยู่ว่าเข้าไปอยู่ได้หรือไม่ ทำนองเดียวกับการวางเงื่อนไขว่าไม่ให้ไปก่อภยันตรายประการอื่น

คำว่า “ภยันตราย” ตามกฎหมายไม่ได้หมายถึงเฉพา ไปตีไปต่อยไปฆ่าใคร เเต่หมายถึงไปทำซ้ำกับสิ่งที่โต้แย้งกันอยู่หรือที่จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น ก็ห้ามไว้ชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี แล้วก็แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาสอดส่องดูแลให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดด้วย ถือว่ากรณีประกันตัวของคนบางกลอยเป็นตัวอย่างที่ใช้เครื่องมือตามกฎหมายเกือบครบ ที่ขาดคือไม่ได้ยื่นขอประกันทางออนไลน์กับไม่ต้องใส่กำไล EM  แต่ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนกัน เพราะว่าการตั้งคนมาสอดส่องดูเเลกับการติด EM นั้นมีจุดประสงค์เดียวกัน  แต่การติด EM ก็เหมือนใส่นาฬิกาติดตัวตลอดเวลามีผลกระทบกับการใช้ชีวิตบ้าง ศาลจึงเลือกใช้วิถีทางที่กระทบสิทธิน้อยที่สุดโดยใช้คนสอดส่องดูแลแทนการติดอีเอ็ม ถือเป็นแนวทางการให้ประกันตัวที่น่าสนใจมาก

“เรื่องคดีความหรือขั้นตอนของศาล  คนที่ไม่ได้มีคดี คงไม่มีใครมาศึกษาหาข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะไม่มีใครเตรียมตัวว่าวันหนึ่งจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่เมื่อถึงคราวตกเป็นผู้ต้องหาจริงๆแล้ว ก็หาข้อมูลไม่ทัน  ทุกคนต้องช่วยกันเผยแพร่เรื่องที่มีประโยชน์เช่นนี้ให้รู้กันอย่างทั่วถึง” คำกล่าวของ สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

จากสถิติการประกันตัวในคดีอาญาของศาลยุติธรรมด้วยว่า ในปี พ.ศ.2564 ปรากฏข้อมูลสถิติการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ล่าสุดช่วงเดือนมกราคม (วันที่ 1-31 ม.ค.64) ดังนี้ จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณาทั้งสิ้น 19,550 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 18,076 คดีคิดเป็นร้อยละ 92.46 

ขณะที่สถิติการปล่อยชั่วคราวย้อนหลัง 4 ปี ปรากฏข้อมูลการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนี้ ปี 2563 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณาทั้งสิ้น 237,875 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 217,094 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.26

ปี 2562 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 217,903 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 200,713 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.11  

ปี 2561 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 235,404 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 214,444 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.10 

ปี 2560 จำนวนคำร้องที่ยื่นพิจารณา ทั้งสิ้น 227,687 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตจำนวน 212,653 คดี คิดเป็นร้อยละ 93.40 

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวย้ำถึงการขอปล่อยชั่วคราวด้วยว่า จากสถิติคดีจึงเห็นได้ว่าศาลยุติธรรมอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นหลัก จะไม่อนุญาตเฉพาะบางกรณีเท่านั้น แต่ไม่ว่ากรณีใด ๆ หากยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแล้วศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ขอประกันยังสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คำร้องได้อีก หรือจะยื่นเป็นคำร้องใหม่ก็ได้ แต่ต้องแสดงเหตุผลใหม่ หรือเหตุผลที่จะหักล้างเหตุผลเดิมของศาล ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ได้

คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461845

คน “ชิดชอบ” มหากาพย์เขากระโดง

23 มีนาคม 2564 – 13:07 น.

มหากาพย์เขากระโดง ยืดเยื้อกว่า 20 ปี ตระกูล “ชิดชอบ” เกี่ยวข้องอย่างไร คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สัปดาห์ที่แล้ว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ,นิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและดำเนินคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม เนื่องจากมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์พวกพ้องและญาติ กรณีบุกรุกที่ดินรถไฟเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่กว่า 5,000 ไร่เศษ ซึ่งรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแล ร.ฟ.ท. กลับไม่เพิกถอนโฉนดตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา ถือเป็นการจงใจไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง….  เปิดคำร้องข้อกล่าวหายื่น ป.ป.ช.สอบ “ศักดิ์สยาม” เอื้อพวกพ้อง-ญาติ ไม่ถอนโฉนดรุกเขากระโดง

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ทยอยยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา    

ในศึกซักฟอกช่วงกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กรณีที่ดินของการรถไฟเขากระโดง    

เวลานั้น ศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงทันที    

กล่าวโดยสรุปว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนฟ้องการ รฟท. โดยประชาชน 35 รายไปขอออกโฉนด ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะที่ดินแปลงที่มีข้อพิพาท และศาลตัดสินว่าพื้นที่ของ 35 คนเป็นของ รฟท. แต่จะไปทึกทักว่าที่ดินรอบๆ แปลงอื่นรอบๆ เป็นของ รฟท. ซึ่งตามหลักธรรมาภิบาลหลักกฎหมายแล้วทำไม่ได้ เพราะต้องงดูเอกสารสิทธิเป็นรายๆ ไป ถือเป็นแนวทางการทำงานของ รฟท.    

ศุภชัย ใจสมุทร พยายามย้ำว่า อย่าเอาคำพิพากษาดังกล่าวตีความว่าครอบคลุมทุกแปลงซึ่งไม่ใช่ความจริง    

หากไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับตระกูล “ชิดชอบ” กับที่ดินรถไฟเขากระโดง ย้อนหลังไปประมาณ 20 ปี จะพบว่า จะมีข่าวการเปิดปมเรื่องข้อพิพาทที่ดินการรถไฟมาโดยตลอด กลายเป็น “ประเด็นการเมือง” ถึงขั้นมีการฟ้องร้องกันก็หลายคดี

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

ทางรถไฟสายเขากระโดง

++
ทางรถไฟเขากระโดง
++
นักท่องเที่ยวที่ไปชมสนามฟุตบอล และสนามแข่งรถที่บุรีรัมย์ จะคุ้นกับชื่อ “เขากระโดง” สัญลักษณ์แห่งเมืองภูเขาไฟ โดยมีปากปล่องภูเขาไฟที่สูงจากระดับน้ำทะเล 230 เมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยว    

หลายคนคงเคยชมคลิปรถไฟสายเขากระโดง วิ่งผ่านชุมชน และเลียบสนามฟุตบอลช้างอารีน่า นี่คือ ทางรถไฟสายบุรีรัมย์–เขากระโดง หรือทางแยกเขากระโดง     

ทางแยกเขากระโดงเป็นเส้นทางรถไฟขนส่งหินระยะสั้น ในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ เริ่มจากสถานีรถไฟบุรีรัมย์ไปยังลานเก็บกองหินเขากระโดง โดยหินดังกล่าวจะใช้สำหรับโรยทางของกิจการรถไฟ     

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว มีการก่อสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมาจนถึงอุบลราชธานี จึงมีการประกาศพระราชกฤษฎีเขตที่ดินสร้างทางรถไฟ กำหนดให้ที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งผลิตศิลา เพื่อนำไปสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ     

ด้วยเหตุนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงเป็นเจ้าของที่ดินสองข้างทางรถไฟสายเขากระโดง ซึ่งระยะหลังๆ มีประชาชนบุกรุกที่ดินบ่อยครั้ง และพื้นที่บางส่วนการรถไฟได้เปิดให้ประชาชนเช่าใช้    

ที่ดินของการรถไฟสายเขากระโดง อยู่ในเขตการปกครองของ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นเขตเทศบาลตำบลอิสาณ     

คน "ชิดชอบ" มหากาพย์เขากระโดง

เนวิน ชิดชอบ

60 ปีที่แล้ว ชัย ชิดชอบ โยกย้ายครอบครัวจากสุรินทร์ มาตั้งรกรากที่เมืองบุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็นกำนัน ต.อิสาณ อยู่หลายปี ก่อนจะลาออกไปเล่นการเมือง ต่อมา กำนันชัยขอประทานบัตรระเบิดหินในเขตเขากระโดง ป้อนโรงโม่หินศิลาชัย 1991 อันเป็นธุรกิจในครอบครัว     

เมื่อกำนันชัย เป็น ส.ส.บุรีรัมย์ ก็มักเจอคู่แข่งทางการเมือง นำประเด็นที่ดินการรถไฟฯ เขากระโดงมาโจมตีอยู่เป็นระยะๆ 

++
การเมืองเขากระโดง
++
เลือกตั้งทั่วไป 2535/1 กำนันปั้นลูกชาย เนวิน ชิดชอบ เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็น ส.ส.อีก 2-3 สมัย เนวินก็เปลี่ยนจาก ส.ส.บ้านนอก เป็น “ดาวสภา” และขยับเป็นรัฐมนตรี     

ปี 2544 สมัยรัฐบาลทักษิณ ภาคแรก เนวินยังสังกัดพรรคชาติไทย ส่ง นที ขลิบทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ แทนตัวเอง และช่วงปลายรัฐบาล มีข่าวเนวินจะกลับมานั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรฯแทนนที ก็เจอการตรวจสอบแบบเข้มข้น มีภาคประชาชนบุรีรัมย์เริ่มคุ้ยปมการครอบครองที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งเวลาต่อมา เนวินย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และกลายเป็นมือทำงานให้ทักษิณ เรื่องที่ดินเขากระโดงก็เงียบหายไป  

ถัดมา ยุครัฐบาลพลังประชาชน อลงกรณ์ พลบุตร สมัยเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกาะติดเรื่องนักการเมืองบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง จนมีเรื่องฟ้องร้องกับเนวิน ชิดชอบ อยู่หลายปี    

ในวันที่ทีมงานภูมิใจไทย และข้าราชการกระทรวงคมนาคม ออกมาแถลงชี้แจงประเด็นที่ดินการรถไฟฯ ซึ่งถูกนำไปอภิปรายในสภาฯ ศุภชัย ใจสมุทร ที่รับเป็นทนายความคดีหมิ่นประมาทให้เนวิน ชิดชอบ กรณีพิพาทเขากระโดงช่วงปี 2550 จึงขมวดไปที่ประเด็น “ที่ดินของประชาชนตรงนั้นหลายร้อยครอบครัว มีการออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีหลักฐาน รฟท.รับรองแนวเขต ดังนั้น อย่าพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าที่ดินทุกแปลงที่นั่นเป็นที่ดินของ รฟท.และครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”    

สำหรับกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และคณะฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและดำเนินคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม เรื่องจะจบแบบเนวิน ชิดชอบ หรือไม่? ก็ต้องติดตามกันต่อไป 

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่ ‘สีพันดอน’ วืดนายกฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461777

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่’สีพันดอน’ วืดนายกฯ

22 มีนาคม 2564 – 16:50 น.

การเมืองลาวยุคสายเหนือ “พันคำ วิพาวัน” คว้าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ไผเป็นไผ ในคณะรัฐมนตรีลาวชุดใหม่ อ่านได้เลย ที่นี่ที่เดียว

การเมืองลาวมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลุ่มอำนาจสายเหนือขึ้นมาเป็นแผง คว้าตำแหน่งประธานประเทศ และนายกรัฐมนตรี ส่วนสายใต้ “สอนไซ สีพันดอน” บุตรชายคำไต สีพันดอน ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม

ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือในแวดวงการเมืองลาวว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของลาว จะตกเป็นของ “สอนไซ สีพันดอน” รองนายกรัฐมนตรี และบุตรชาย ท่านคำไต สีพันดอน อดีตประธานประเทศลาว ผู้มากบารมี แต่ในที่สุด แกนนำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เห็นควรให้สอนไซ ที่เป็นคนหนุ่มรอคอยไปก่อน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                           สอนไซ สีพันดอน รองนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากสถานการณ์สากล ที่เผชิญกับโควิดระบาด เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองในอาเซียนเริ่มสับสนวุ่นวายจากเหตุการณ์ในเมียนมา กลุ่มผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จึงเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้นำรัฐบาลต้องได้คนมีความกล้าหาญ มีวิสัยทัศน์ ซื่อสัตย์ต่อพรรคและการปฏิวัติ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อท่านทองลุน สีสุลิด ขึ้นเป็นประธานประเทศ ก็ต้องทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีที่ไว้ใจได้อย่างท่านพันคำ วิพาวัน ซึ่งเป็นคนแขวงหัวพันเหมือนกัน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                          ท่านคำพัน วิพาวัน นายกรัฐมนตรีลาว

ขนบการเมืองลาว

วันที่ 22 มี.ค.2564 ตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ครบรอบ 66 ปี และเป็นวันเปิดประชุมสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 9 นัดปฐมฤกษ์ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ อาทิ เลือกตั้งประธานสภาแห่งชาติ,เลือกตั้งประธานประเทศ และรองประธานประเทศ และเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ตามการเสนอของประธานประเทศ

วาระแรก สมาชิกสภาแห่งชาติ จำนวน 163 คน ได้ทำการเลือก ท่านไซสมพอน พมวิหาน   บุตรชายอดีตประธานไกสอน พมวิหาน เป็นประธานสภาแห่งชาติ พร้อมรองประธานสภาฯ อีก 4 คนได้แก่นางสุนทอน ไซยะจัก, จะเลิน เยยปาวเฮ่อ ,สุวอน เลืองบุนมี และคำใบ ดำลัด          

วาระถัดมาเป็นการเลือกประธานประเทศ สปป.ลาวคนใหม่ แทนท่านบุนยัง วอละจิด ก็เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ท่านทองลุน สีสุลิด เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เป็นประธานประเทศ สปป.ลาว ส่วนรองประธานประเทศ 2 คนคือ นางปานี ยาทอตู้ และบุนทอง จิดมะนี

ช่วงที่ท่านทองลุน สีสุลิด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับการยอมรับจากประชาชนลาวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นับแต่วันที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี มีคนลาวในโลกออนไลน์ยกย่องให้ท่านทองลุน เป็นนายกฯขวัญใจประชาชน

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

 ่                      ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว

สายทฤษฎี

วาระสำคัญของ สปป.ลาว ก็มาถึง เมื่อท่านทองลุน สีสุลิด ในฐานะประธานประเทศ ได้เสนอชื่อท่านพันคำ วิพาวัน เป็นนายกรัฐมนตรี 

“พันคำ วิพาวัน” นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว คนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 14 เม.ย.2494 ที่บ้านกาง เมืองซำเหนือ แขวงหัวพัน เริ่มทำการปฏิวัติตั้งแต่เป็นเยาวชน และได้เป็นสมาชิกพรรคสมบูรณ์ เมื่อปี 2519

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                             ประวัติท่านพันคำ วิพาวัน

ปี 2518-2520 ท่านพันคำ เป็นพนักงานอยู่กระทรวงศึกษา กีฬาและธรรมการ
 ปี 2520-2526  เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหภาพโซเวียต
 ปี 2526-2528 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการเมืองบำรุงทฤษฎีการเมืองของกระทรวงศึกษา กีฬา และธรรมการ
 ปี 2528-2531 เรียนต่อปริญญาเอก ด้านทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน ที่สหภาพโซเวียต
 ปี 2531-2539 เป็นรองผู้อำนวยการวิทยาครูเวียงจันทน์
 ปี 2541 เป็นรองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 ปี 2548 เป็นเจ้าแขวงหัวพัน 
 ปี 2554-2558 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และกีฬา
 ปี 2559-2564 เป็นรองประธานประเทศ

โฉมหน้า ครม.ใหม่ 

สำหรับรายนามคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของท่านพันคำ วิพาวัน นายกรัฐมนตรี
 1.พันคำ วิพาวัน         นายกรัฐมนตรี
 2.พล.อ.จันสะหมอน จันยาลาด  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีป้องกันประเทศ
 3.สอนไซ สีพันดอน     รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแผนการและการลงทุน
 4.กิแก้ว ไขคำพิทูน     รองนายกรัฐมนตรี
 5.วิไล หล้าคำฟอง       รัฐมนตรีป้องกันความสงบ
 6.สะเหลิมไซ กมมะสิด   รัฐมนตรีต่างประเทศ 
 7.บุนโจม อุบนปะเสิด     รัฐมนตรีการเงิน
 8.คำแพง ไซสมแพง       รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้า
 9.เวียงสะหวัด สีพันดอน  รัฐมนตรีโยธาธิการและขนส่ง
 10.เพ็ด พมพิทัก              รัฐมนตรีกสิกรรมและป่าไม้ 
 11.ดาววง พอนแก้ว         รัฐมนตรีพลังงานและบ่อแร่
 12.นางสวนสะหวัน วิยะเกด    รัฐมนตรีแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
 13.พุด สิมมาลาวง           รัฐมนตรีศึกษาธิการและกีฬา
 14.นางบุนคำ วอละจิด      รัฐมนตรีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
 15.บ่อเวียงคำ วงดาลา      รัฐมนตรีโทรคมนาคมและการสื่อสาร
 16.ทองจัน มะนีไซ             รัฐมนตรีภายใน
 17.ไพวี  สีบัวลิพา              รัฐมนตรียุติธรรม
 18.นางใบคำ ขัดติยะ        รัฐมนตรีแรงงานและสวัสดิการสังคม
 19.บุนแฝง พูมมะไลสิด      รัฐมนตรีสาธารณสุข
 20.คำเจน วงโพสี    รัฐมนตรี หัวหน้าห้องว่าการสำนักนายกรัฐมนตรี

เปิดโฉมหน้า ครม.ลาวชุดใหม่'สีพันดอน' วืดนายกฯ

                               โฉมหน้ารัฐมนตรี 17 กระทรวง

สหายสเก็ต “ทอน” ไถถอย ฤาลอยแพม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461768

สหายสเก็ต “ทอน” ไถถอย ฤาลอยแพม็อบ

22 มีนาคม 2564 – 15:22 น.

“ทอน” ไปไถสเก็ตที่ไหน คณะราษเก็ตกร่อย แท้จริงแล้ว ประธานก้าวหน้าวิ่งรอกหาเสียงเทศบาล

++
เพียงแต่ประกาศว่าจะไปร่วมกิจกรรมกับม็อบ Redem ที่ท้องสนามหลวง ก็กลายเป็นพาดหัวข่าว “ม็อบทอน” แต่ที่ตกเป็นข่าวเมาท์ในโซเชียลคือ “ธนาธร” หายไปไหน ไม่โผล่สนามหลวง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ตัวละครลับ ความรุนแรง บทเรียนรีเด็ม

สหายสเก็ต "ทอน" ไถถอย ฤาลอยแพม็อบ

ธนาธร โปรโมตเต็มที่จะไปไถสเก็ต    

สืบเนื่องจาก กลุ่มคณะราษเก็ต ประกาศเข้าร่วมการชุมนุม 20 มีนา โดยชวนประชาชนไปเล่นสเก็ตที่สนามหลวง ร่วมไถไปข้างหน้า โยกซ้ายขวาฝ่าเพดานกะลา “ขอชวนสหายสเก็ต สตรีท เซิร์ฟ ลองบอร์ด แดนซ์ ฟรีไตล์ ดาวน์ฮิล เวอร์ติคัล หรือแค่ไถเล่นขําๆ มาไถสเก็ตกัน”    

ทันใดนั้น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ทวีตภาพพร้อมข้อความทางทวิตเตอร์ ว่า “วันนี้! ราษเก็ตทั้งผอง มารวมตัวกัน ขอเชิญชวน “ราษเก็ต” ทั่วทุกหมู่เหล่า มารวมตัวกันเย็นนี้ที่สนามราษฎร์ หกโมงเย็นถึงสามทุ่ม ใช้เสรีภาพและศิลปะของเราวาดลวดลายแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ…”    

แอดมินเพจคณะราษเก็ต Sk8tizen โพสต์ว่า “สหายสเก็ตที่คาดไม่ถึง  ปรากฎตัว!!!”    

สามทุ่มเศษ คืนวันที่ 20 มี.ค.2564  แอดมินคณะราษเก็ต โพสต์เล่าเหตุการณ์ว่า “ตอนมีเสียงตู้คอนเทนเนอร์ดัง คณะราษเก็ตกําลังย้ายที่เล่นจากที่เดิมกลางสนามราษฏร์ที่เริ่มมืดไปเล่นที่ที่สว่างบริเวณใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาลตร์ บรรยากาศโดยรวมเหมือนลานสเก็ตทั่วไป มีคนมาปูเสื่อ นั่งปิกนิก ชาวเก้าอี้พับก็มากัน ได้ข่าวว่าจะมีเต้นอารบิก  ขณะที่ขนของกันอยู่ก็ได้ยินเสียงตูม ฉีดนํ้า แล้วก็เริ่มสลายการชุมนุม”    

ไม่มีการพูดถึง “ธนาธร” ว่า มาร่วมไถหรือไม่? หรือมาแล้ว แต่สถานการณ์ไม่ปกติเลยเร้นกายหายไปในความมืด

สหายสเก็ต "ทอน" ไถถอย ฤาลอยแพม็อบ

บรรยากาศการไถ ก่อนเกิดเรื่อง

++
แนะนำคณะราษเก็ต
++ 
คณะราษเก็ตปรากฏตัวครั้งแรก ในการชุมนุมทางการเมือง บนถนนรัชดาภิเษก ในค่ำคืนวันที่ 25 พ.ย.2563 เกิดจากขึ้นรวมตัวของเหล่าสเก็ตเตอร์เมืองไทย ผู้ต้องการใช้สเก็ตบอร์ด เพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างสันติวิธี และไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยจะใช้พละกำลังเรี่ยวแรงมาปลดปล่อยลงไปกับการไถสเก็ตบอร์ดเท่านั้น    

ความหมายของคำว่า “ศิลปะการต่อสู้” ของคณะราษเก็ต หมายถึงการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ โดยใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวของร่างกายไปบนสเก็ตบอร์ด และศิลปะบนลวดลายในแผ่นกระดานสี่ล้อ เพื่อสื่อสารข้อความ ความรู้สึกนึกคิดออกไปให้คนภายนอกและสังคมได้รับรู้อย่างสันติวิธี    

นัยว่า การชุมนุมของม็อบ Redem ในวันเสาร์ที่ผ่านมา แกนนำ 4 กลุ่มหลัก ต้องการให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย สร้างความสนุกสนาน ไม่เคร่งเครียด เพื่อดึงผู้ชุมนุมทั่วไปให้เข้ามาร่วม เหมือนม็อบไร้แกนนำ ปลายปีที่แล้ว    

เสียดายที่คณะราษเก็ต ยังไม่ทันได้ลงมือโชว์การไถเต็มรูปแบบ และสหายสเก็ตอย่างธนาธร ยังไม่ปรากฏตัว ก็เหตุการณ์การสลายการชุมนุมไปเสียก่อน 

สหายสเก็ต "ทอน" ไถถอย ฤาลอยแพม็อบ

ขณะที่ชวนเด็กไปไถสเก็ต ตัวเองอยู่นครพนม

++
ไปหาเสียงเทศบาล
++
จากการติดตามข่าวสารของ “ธนาธร” ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า ช่วงกลางวัน วันที่ 20 มี.ค.2564 ธนาธรเดินทางพบปะผู้สมัครนายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล ในพื้นที่ จ.นครพนม โดยเริ่มต้นที่เทศบาลตำบลพระซอง อ.นาแก, เทศบาลเมืองนครพนม และเทศบาลตำบลท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน    

ขณะที่วันที่ 21 มี.ค.2564 ธนาธรเดินสายพบปะผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมือง 4 เทศบาล ใน จ.สมุทรปราการ คือ เทศบาลบางแก้ว, เทศบาลแพรกษาใหม่,เทศบาลลัดหลวง และเทศบาลปู่เจ้าสมิงพราย    

ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งเทศบาล ปรากฏว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ต่างแยกย้ายกันลงไปช่วยพบปะผู้สมัครนายกเทศมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นระดับเทศบาลตำบล และเทศบาลเมือง    

ส่วนสนามเลือกตั้งเทศบาลนคร พบว่า มีผู้สมัครของคณะก้าวหน้า ไม่กี่จังหวัด ต่างจากสมัยสมัครนายก อบจ. ที่คณะก้าวหน้าส่งมากถึง 42 จังหวัด    

หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ธนาธรก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆออกมา ยังเดินหน้าหาเสียงตามปกติ

‘อ๋อย-เศกสิทธิ์’ สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461723

‘อ๋อย-เศกสิทธิ์’สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่

21 มีนาคม 2564 – 21:40 น.

โบกมือลาทักษิณ ซุ่มตั้งพรรคเส้นทางใหม่ “อ๋อย” ผนึก “เสี่ยเอ” ร้อยเอ็ด

“เศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์” อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ตั้งใจว่าจะสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด แต่น้องเขย-มังกร ยนต์ตระกูล เกิดเปลี่ยนใจไม่ยอมถอย ขอลุยต่อสนาม อบจ. แต่สุดท้ายก็พ่าย “เอกภาพ พลซื่อ” สร้างความเจ็บช้ำให้กับตระกูล “ไวนิยมพงศ์” และ “ยนต์ตระกูล” 

 วันที่ 20 มี.ค.2564 เสี่ยเอ-เศกสิทธิ์ โพสต์เฟซบุ๊ค Seksit Vainiyompong แจ้งข่าวการจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคเส้นทางใหม่” 

'อ๋อย-เศกสิทธิ์'สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่

 “30 ปีในทางการเมือง ผมยืนหยัดในแนวทางและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ผมเชื่อมั่นมาตลอด ชีวิตการเมืองผมเริ่มจากพรรคความหวังใหม่ ย้ายมาอยู่ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชนจนมาเป็นเพื่อไทยเพราะเชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองนี้จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีผู้นำที่มีความสามารถและผมก็จะทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมได้..”

สถานการณ์เมืองในปัจจุบัน มีหลายปัจจัยที่ทำให้เขาต้องคิดใหม่ ทำใหม่ “ผมได้ตัดสินใจแล้วครับว่าจะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ คงต้องหาวันไปยื่นใบลาออก และลาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ โดยเฉพาะบุคคลที่ผมรัก เคารพและศรัทธา คือท่านทักษิณ ชินวัตร”

ตอนท้าย “เสี่ยเอ” บอกว่า “ส่วนพรรคการเมืองใหม่ ใครจะเป็นหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เมื่อถึงเวลาจะแจ้งให้ทุกท่านทราบต่อไปครับ”

 ถึงเสี่ยเอ จะไม่บอกโดยตรง แต่ก็มีทีมประชาสัมพันธ์แจ้งผ่านสื่อสายทักษิณว่า หัวหน้าพรรคเส้นทางใหม่คือ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)  

คนการเมืองรู้ดีว่า “เสี่ยเอ” อยู่ในกลุ่มก๊วนของจาตุรนต์ ฉายแสง มาตั้งแต่พรรคความหวังใหม่ เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จาตุรนต์ก็ไปขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วย “นราภรณ์” ภรรยาเศกสิทธิ์ ที่ลงสมัคร ส.อบจ.ร้อยเอ็ด เขต อ.ธวัชบุรี

'อ๋อย-เศกสิทธิ์'สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่

เศกสิทธิ ไวนิยมพงศ์

ผิดหวังเพื่อไทยทิ้ง

โดยส่วนตัว “เสี่ยเอ” เป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีของภาคอีสาน เกือบติดทีมชาติ แต่ “เสี่ยอู๊ด”พรศักดิ ไวนิยมพงษ์ บิดาของเขาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น มีฐานเสียงอยู่ใน อ.ธวัชบุรี 

ช่วงปี 2529-2531รู้กันทั้งร้อยเอ็ด เสี่ยอู๊ดเป็นนักปั้น ส.ส. และเลือกตั้ง 2535/1 เสี่ยอู๊ดตัดสินใจส่งลูกชาย “เสี่ยเอ” วัย 25 ปี สวมเสื้อความหวังใหม่ ลงสมัคร ส.ส. และได้เป็น ส.ส.ที่หนุ่มที่สุดใน พ.ศ.โน้น

เลือกตั้งปี 2544 เสี่ยเอย้ายจากพรรคความหวังใหม่ไปพรรคไทยรักไทย ตามลูกพี่-จาตุรนต์ ฉายแสง ลงสมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 1 แต่ กกต.แจกใบแดงแก่เขา
 ตอนเลือกตั้งซ่อม ตระกูล “ไวนิยมพงศ์” เทคะแนนให้บุญเติม จันทะวัฒน์ ผู้สมัครจากพรรคถิ่นไทย และได้รับการเลือกตั้ง

จากนั้น เศกสิทธิ์ได้กลับมาเล่นการเมืองอีก ก็อยู่พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ทั้งพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย 

ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เศกสิทธิ์รู้สึกผิดหวังพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ยอมส่งมังกร ลงสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ในสังกัดเพื่อไทย แต่ก็อนุญาตให้ใช้โลโก้พรรคเพื่อไทยได้

'อ๋อย-เศกสิทธิ์'สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่

                          เศกสิทธิ์ เตรียมสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด แต่วืด

ระหว่างการหาเสียง “เศกสิทธิ์” ต้องประสานขอให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปช่วยหาเสียงให้มังกร นอกจากนั้น ก็มีพงษ์เทพ เทพกาญจนา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปช่วยอีกระลอกหนึ่ง

ส่วนคนที่ไปเงียบๆคือ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ไปขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ในตัว อ.ธวัชบุรี ช่วยหาเสียงให้นราภรณ์ ภรรยาของเสี่ยเอ และมังกร น้องเขยเสี่ยเอ 

แม้ภรรยา นราภรณ์ จะได้เป็น ส.อบจ.ร้อยเอ็ด แต่น้องเขย-มังกร พ่ายคู่แข่งตระกูล “พลซื่อ” และ “จุรีมาศ” บวก ส.ส.ร้อยเอ็ด เพื่อไทยบางคนลอยแพมังกร เสี่ยเอรู้สึกเคว้งคว้าง 

สำหรับพรรคเส้นทางใหม่ เสี่ยเอตั้งใจจัดการประชุมใหญ่ เดือน มิ.ย.2564 แต่กว่าจะถึงวันนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้

'อ๋อย-เศกสิทธิ์'สานฝัน พรรคเส้นทางใหม่

                          จาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้าพรรคจริงหรือ?

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ ตกดวงปะทะ ราหูเข้า ดาวเสาร์แทรก “อนุทิน” ทะลวงลั่นรัฐบาลประยุทธสะเทือนทั้งเฟสบุ๊ค รู้ทั้งรู้ว่าดวงตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461719

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤติ ตกดวงปะทะ ราหูเข้า ดาวเสาร์แทรก ” อนุทิน”ทะลวงลั่นรัฐบาลประยุทธสะเทือนทั้งเฟสบุ๊ค รู้ทั้งรู้ว่าดวงตก

21 มีนาคม 2564 – 20:49 น.

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤติ ตกดวงปะทะ ราหูเข้า ดาวเสาร์แทรก ” อนุทิน”ทะลวงลั่นรัฐบาลประยุทธสะเทือนทั้งเฟสบุ๊ค รู้ทั้งรู้ว่าดวงตก ไม่น่าปะทะทั้งรอบอายุเข้าเคราะห์ทะเลาะเบาะแว้ง

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ตกดวงปะทะ  ราหูเข้า  ดาวเสาร์แทรก  รองนายกฯ อนุทิน ปรี๊ดแตก วิปฉะในเฟสใช้วาจาขวานผ่าซาก  ทะลวงลั่นรัฐบาลประยุทธสะเทือนทั้งเฟสบุ๊ค  รู้ทั้งรู้ว่าดวงตก  ไม่น่าปะทะทั้งรอบอายุเข้าเคราะห์ทะเลาะเบาะแว้ง   ชงปีปะทะ  ขัดแย้งสร้างความเป็นศัตรู  นินทาว่าร้ายไม่ประสงค์ดี  สับสนวุ่นวาย  ซาดซัด  ก่อให้เกิดความไม่ปรองดอง  ขัดแย้ง  แตกแยก  เป็นศัตรู  เมื่อราหูเข้าดาวเสาร์แทรก   อารมณ์ปะทุไม่ไว้หน้าปะทะปัญหาจึงเกิด  ต้องระวังความขัดแย้ง  ไม่ได้ดั่งใจที่คาดก่อให้เกิดความหงุดหงิด  ฟิวล์ขาดกลายเป็นปากพาจนแม้น สว.  ก็ยังไม่เว้น  เชื่อวาจาเช่นนี้  ราศีตกอดดวงนายกฯ แน่นอน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤต ยามนี้ดวงเมืองตกทูตมรณะ

"ซินแสเข่ง"ผ่าดวงวิกฤติ  ตกดวงปะทะ  ราหูเข้า  ดาวเสาร์แทรก " อนุทิน"ทะลวงลั่นรัฐบาลประยุทธสะเทือนทั้งเฟสบุ๊ค  รู้ทั้งรู้ว่าดวงตก

ซินแสเข่ง   อาจารย์ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง   ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ผ่าดวง วิกฤต รองนายก อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย   ตกดวงชะตาชงปีปะทะ   ขัดแย้งเป็นศัตรูจากบุคคลที่ไม่หวังดี  อย่าปะทะมักจะเสียเปรียบ  เพราะก่อให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง แตกแยก  เป็นศัตรู  สู้ไปก็แพ้เปล่าๆ  สู้นิ่งเายก็ไม่เสียหลาย   เพราะสิ่งที่เกิดจะก่อให้เกิดความ สับสน วุ่นวายไม่เข้าใจ   ขัดแย้งเป็นศัตรู  ประกอบกับรอบอายุตกดวงชะตาเข้าเคราะห์  เพราะราหู เข้าทับดวงชะตา  1  ปีเต็มๆ  อีกทั้ง ดาวเสาร์เคลื่อนตัวเข้าแทรก   ก่อให้เกิดปัญหาหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง   สร้างปัญหาให้อึดอัดใจ   ทำอะไรก็ผิด  ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น สิ่งที่จะแก้ไขได้ต้องรู้จักหลีกเลี่ยง ไม่ปะทะ  ใครจะว่าอย่างไรนิ่งเสียก็จบ  ปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องระมัดระวัง  อย่าเอาตัวเข้าแลก   ได้ไม่มเสียพยายามประคองตัวเองให้ผ่าน   ต้องใจเย็นๆ  หากมีเวลาก็ต้องหมั่นไปทำบุญบ้าง อย่างน้อยที่สุด  ลดแรงปะทะลงได้ ไม่มากก็น้อย 

ซินแสเข่งกล่าวเพิ่มเติม  ช่วงรอบปีนี้   ดวงชะตาของ  คุณอนุทิน  ยังอยู่ในช่วงแห่งอุปสรรค ที่จะต้องรู้จักหลีกเลี่ยง  อย่าเข้าทางคนพาล  ที่จะพาไปหาผิด   และในรอบอายุตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2563 ต่อเนื่องถึง 2564 ช่วงจังหวะรอบอายุนี้    อาจจะมีผลกระทบทุกข์หนักเป็นสองเท่า   ทำดีออกไปก็อาจจะถูกมองในแง่ร้าย   แต่ถ้าโวยวายไปก็เข้าทางศัตรู  ในบางสิ่งบางอย่าง  ก็ต้องอธิบายให้ใจเย็นๆ  ร้อนไปก็มีแต่คำว่า  แพ้  และอาจจะมีผลเสียในการเป็นผู้นำ   ทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  ปีนี้ ต้องฝ่ามรสุมปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น   และแก้ไขตนเองให้เป็นไปอย่างมีสติ  เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง

ตัวละครลับ ความรุนแรง บทเรียนรีเด็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461708

ตัวละครลับ ความรุนแรง บทเรียนรีเด็ม

21 มีนาคม 2564 – 18:09 น.

เบื้องหลังความรุนแรง วงในม็อบแฉ “ตัวละครลับ” จุดชนวนความโกลาหล

ผ่านมาแล้ว 1 ปีเศษ จากแฟลชม็อบเล็กๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย และโรงเรียน หลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ช่วงปลายเดือน ก.พ.2563 ขยับออกมาเป็น “ม็อบบนท้องถนน” ตั้งแต่การขับไล่ประยุทธ์ ทะลุเพดานไปถึงการปฏิรูปสถาบันฯ

ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 ของการม็อบ มีความรุนแรงทั้งจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ และผู้ชุมนุมบางกลุ่ม มีการจับกุมแกนนำด้วยกฎหมายมาตรา 112 เริ่มมีคำถามจากผู้มีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภา

การม็อบของเยาวชนปลดแอก และกลุ่มอื่นๆ ในนาม “ม็อบรีเด็ม” ซึ่งทำกิจกรรมมาได้ 3 ครั้ง แต่ก็จบด้วยความรุนแรงถึง 2 ครั้ง 

ตัวละครลับ ความรุนแรง บทเรียนรีเด็ม

                             ภาคีกลุ่มต่างๆ ที่ร่วมกันในนาม REDEM

 สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้เคยออกแบบกิจกรรมอาทิตย์สีแดง ได้ประเมินการม็อบยุคใหม่ผ่านเวบไซต์ 101ทั้งข้อดีข้อเสียว่า “การที่ไม่มีแกนนำแล้ว มวลชนยังดำรงมุ่งหมายที่จะออกมาบนท้องถนน เป็นเรื่องที่รัฐจัดการยากมาก เพราะรัฐเป็นโครงสร้างแนวดิ่ง เขาคุ้นเคยว่าถ้าเด็ดหัวได้ ตัวและหางก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่แน่นอนว่าการที่ไม่มีแกนนำ มีอิสระกันมากๆ ก็ถูกแทรกแซงได้ง่าย อาจจะขาดการเคลื่อนที่แหลมคม ฉะนั้นอาจจะต้องดูบริบทว่าวิธีการแบบไหนจะเหมาะสม”

เหตุการณ์ความรุนแรงในการทำกิจกรรมของม็อบรีเด็มล่าสุด หลายคนคงคิดว่า บก.ลายจุด อ่านเกมขาด “การที่ไม่มีแกนนำ มีอิสระกันมากๆ ก็ถูกแทรกแซงได้ง่าย”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ม็อบทิพย์’คน’ หายไปไหน

ม็อบไม่มีแกนนำ

ก่อนม็อบรีเด็ม หรือม็อบ 20 มีนาที่ท้องสนามหลวง จะเริ่มขึ้น กลุ่มแกนนำเยาวชนปลดแอก ได้ออกแบบกิจกรรม Free Arts ไม่มีการเดินขบวน ไม่มีแกนนำ ร่วมกันแสดงพลังให้เต็มพื้นที่ นำกิจกรรมมาร่วมกันทำ 

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกิจกรรมเต้นแอโรบิก ,สเกตบอร์ด ,เล่นว่าว และอื่นๆ รวมถึงพับจรวดจดหมาย ส่งไปให้ถึงรั้ววัง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม หวังระดมผู้คนให้ได้จำนวนมาก เหมือนช่วงออแกนิกม็อบปลายปีที่แล้ว

เมื่อการชุมนุมเริ่มต้นขึ้น ปรากฏว่า มีคนมาทำกิจกรรมไม่หนาแน่น และมีวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ไปรวมตัวที่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมได้ทำการผูกแล้วลากตู้คอนเทนเนอร์ออกได้หนึ่งตู้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมทันที พร้อมเตือนว่ารถฉีดน้ำแรงดันสูงมีความพร้อมแล้ว หากฝ่าฝืนหรือกระทำการใดที่ทำลายทรัพย์สิน 

ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้น เมื่อตำรวจฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม ตามมาด้วยเสียงระเบิดปิงปอง ตำรวจกรูออกมาปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม สถานการณ์ความวุ่นวาย ไม่ต่างจากม็อบรีเด็มที่เคลื่อนไปหน้าค่าย ร.1 รอ. 

ตัวละครลับ ความรุนแรง บทเรียนรีเด็ม

                                     สถานการณ์ความโกลาหล

ตัวละครลับ

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ค Thanapol Eawsakul ได้โพสต์เฟซบุ๊คตอนดึกวันที่ 20 มี.ค.2564 โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ขณะที่มีเยาวชน ที่อายุไม่ถึง 18 ปีจำนวนมากถูก คุมขัง เนื่องจากมาชุมนุม แต่มีเยาวชนคนหนึ่งที่ ยังสร้างความแปลกประหลาดใจ คือคนชื่อ “ภูมิ” ที่อ้างว่า อายุ 17 ปี คนนี้คือคนที่ไปยั่วยุตำรวจแทบทุกครั้งโดยเฉพาะหลังปีใหม่ คนนี้คือคนที่ตำรวจจับที่บอกว่าเป็นคนขับรถให้แอมมี่ไปเผารูป แล้วตำรวจกันให้เป็นพยาน..”

“ล่าสุด  เป็นคนที่สั่งการให้ดึงตู้คอนเทนเนอร์ลงมาที่สนามหลวง  จนเป็นการเริ่มต้นยิงน้ำ แกสน้ำตา  กระสุนยาง ฯลฯ ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ คนชื่อ “ภูมิ”  ยังไม่ถูกดำเนินการใดๆ”
 ชื่อ “ภูมิ หัวลำโพง” ถูกพูดถึงมาก่อนหน้านี้ โดยเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ “เจ๊จุก คลองสามวา” ในช่วงที่มีข่าวเยาวชนชาย อายุ 17 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ในฐานะพยาน กรณีอยู่ในเหตุการณ์การเผาป้ายหน้าเรือนจำคลองเปรม 

หากพูดจาภาษานักการข่าว “ภูมิ” อาจเข้าข่าย “ตัวละครลับ” ซึ่งหากพลิกอ่านเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในอดีต ไม่ว่า 14 ตุลา หรือพฤษภา 35 ก็มีตัวละครลับ คอยจุดสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ สมบัติ บุญงามอนงค์ จึงพยายามเสนอการออกแบบกิจกรรมการเมืองแนวสันติวิธี ซึ่งเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2564 บก.ลายจุด ทวีตข้อความในทวิตเตอร์ @nuling  “ผมเสนอให้กิจกรรม #รูปที่มีทุกบ้าน เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงกดดันให้มีการปล่อยตัวแกนนำและมวลชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งหมด เพราะมีเพียงหนทางเดียวที่จะหยุดกิจกรรม #รูปที่มีทุกบ้าน ได้คือการปล่อยตัวพวกเขา”

บก.ลายจุด สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ฝาบ้านของตนเองเป็นพื้นที่การต่อสู้ทางการเมือง ปลอดภัยและไม่เจอการปราบปราม 

หากประชาชนทำกิจกรรมดังกล่าวพร้อมกันทั้งประเทศ จะส่งผลสะเทือนยิ่งกว่าการนัดไปชุมนุมบนท้องถนน

‘โหรฟองสนาน’ เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(4) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461699

‘โหรฟองสนาน’ เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(4)

21 มีนาคม 2564 – 16:58 น.

“โหรฟองสนาน” เผยเริ่ม 29 มีนาคม 2564-ผลของพฤหัสบดีจร ย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(4) คนลัคนาราศีพิจิก ธนูและมังกร

“โหรฟองสนาน” เปิดเผยคำทำนายผ่านบทความ แม่หมอสมัครเล่นตอนที่ 368 โดยฟองสนาน จามรจันทร์ เริ่ม 29 มีนาคม 2564 – ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี (4)

พฤหัสบดีจร(5) ย้ายจากราศีมังกรเข้าไปเดินในราศีกุมภ์เริ่ม 29 มีนาคม -27กันยายน 2564 (มีเดินผิดปกติ)

มฤตยูจร(0) เดินอยู่ในราศีเมษ/พระราหูจร(8) เดินอยู่ในราศีพฤษภ/พระเสาร์จร(7) เดินอยู่ในราศีมังกร

ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 มาแล้วที่พฤหัสบดีจร(5) หัวหน้าดาวดีหรือศุภเคราะห์ดวงสำคัญที่สุดเข้ามาเดินในราศีมังกร

ครั้นตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปพฤหัสบดีจรมีกำหนดจะย้ายไปเดินในราศีกุมภ์ และจะอยู่ที่นี่จนถึงวันที่ 27 กันยายน 2564 แม้ระหว่างนี้จะมีเดินผิดปกติ-คาดหมายยาก แต่เพราะจากที่เป็นดาวสำคัญผู้เขียนจึงขอทำนายผลของพฤหัสบดีจรที่จะมีต่อทุกลัคนาราศีให้ทราบพอเป็นแนวทาง(ต่อ)

'โหรฟองสนาน' เผย 29 มี.ค.นี้ ผลของพฤหัสบดีจรย้ายต่อคนทุกลัคนาราศี(4)

โดยสัปดาห์นี้จะเป็นเรื่องของชาวลัคนาราศีพิจิก ธนูและมังกร ดังต่อไปนี้

10. ลัคนาสถิตราศีพิจิก กิจกรรมเรื่องลูก-เงิน-คึกคัก-และได้ลุ้นเรื่องงาน-เก่า-ไกล

ก่อนหน้านี้ท่านที่ลัคนาสถิตราศีพิจิก สุขภาพทรุดโทรมมานานแล้ว หรือไม่ลูกน้องคนใช้หรือสัตว์เลี้ยงก็ก่อกวนสร้างปัญหาให้หรือไม่ก็มีหนี้แปลก ๆ ที่เป็นได้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้  ซึ่สถานการณ์นี้จะเป็นต่อไปอีกสักพัก

ครั้นตั้งแต่กันยายน 2563 เป็นต้นมา พวกท่านเจอเข้ากับปรากฏการณ์ดวงแตก-ร้าว(ราหูเล็งลัคนา) ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจทั้งตัวท่านเองและผู้มีส่วนได้เสียรวมทั้งคู่ครองตามระดับวาสนาของแต่ละคน อันเป็นปัจจัยจากบ้านหรือที่ดินหรือ รถเก่งหรือ การเรียนเช่น บางคนได้คดีความ บางคนย้ายบ้านไปอยู่ห้องขัง บางคนย้ายไปเช่าบ้านเพราะซ่อมหลังเดิม บางคนวางแผนย้ายภูมิลำเนาไปต่างประเทศ เบาะ ๆที่เห็นคือที่บ้านถูกรบกวนโดยพนักงานส่งวันละหลายรอบเพราะสับสนบ้านเลขที่ แต่ด้านดีมากพวกท่านส่วนใหญ่(มียกเว้น)ยังโชคดีคือมีแนวโน้มจะได้โชคใหญ่จากการเซ็นต์เอกสารสัญญาใหญ่ ๆ ในชีวิตแทรกเข้ามาให้ชื่นใจ เช่นบางคนได้เซ็นต์ปรับโครงสร้างหนี้ บางคนได้ค้ำประกันหนี้กยศ.(หนี้ดี)ให้ลูก บางคนลูกได้ได้การสนับสนุนให้เป็นตัวแทนหน่วยงานไปต่างประเทศเป็นต้น หรือไม่บางท่านก็มีวาระต้องเดินทางทั้งใกล้และไกลเองซึ่งความดีความร้ายโดยพื้นฐานทั้งหมดนี้จะยังอยู่อีกระยะหนึ่ง

สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาคือครั้นระหว่าง 29 มีนาคม – 27 กันยายน 2564ปรากฏการณ์โดดเด่นที่จะแทรกเข้ามาชีวิตพวกท่านให้ชื่นใจเรื่องแรกคือลูก ๆ หรือเด็ก ๆในดูแล หรือความรักเช่นลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือเริ่มห่างบ้าน แต่เป็นไปเพื่อพื้นฐานที่ดีของชีวิต หรือพวกท่านอาจอาจจะใช้เป็นจังหวะพาแฟนเข้าบ้านเป็นต้น

กิจกรรมที่จะโดดเด่นอีกด้านคือเรื่องเงินที่พวกท่านอาจจะได้มรดก หรือมีคนติดต่อขอซื้อบ้าน หรือเช่าที่ดิน หรือบางท่านได้งาน-ตำแหน่งใหม่ที่อาจเชื่อมโยงกับงานหรือนายเก่าหรืออาจจะไปไกลเป็นรอบแรก(ยังมีรอบที่สองรออยู่) การได้นี้ดูจะยังไม่นิ่งนักเพราะอาจจะมีการทบทวนอีกรอบประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2564 เป็นต้นไป

อีกตำราบอกว่าระยะนี้ต้องระวังมีเรื่องราวกับญาติพี่น้องเพราะความอิจฉาริษยาตามโฉลก…พี่น้องหยามจะทำความด้วยริษยา…

11. ลัคนาสถิตราศีธนู ช่วงบุญเก่าหนุนนำ ด้านญาติ ติดต่อสื่อสารนายหน้า แผ่รัศมีถึงคู่ครองหรือหุ้นส่วนชีวิต รายได้พิเศษ หรือโชค

นานมาแล้วที่ท่านที่ลัคนาสถิตราศีธนูเจอเข้ากับการผันแปรครั้งใหญ่เรื่องความรัก-เพศสัมสัมพันธ์ก่อนสมรส หรือความหวังใหม่ หรือความรื่นรมย์ใหม่ ๆ ในชีวิต เช่นบางท่านถูกกิ๊กทิ้งไม่คาดฝันชอกช้ำมาก บางท่านได้กิ๊กมาชีวิตกลับหมดความสุขเพราะชีวิตวุ่นวายมาก บางท่านหยุดสิ่งที่เคยทำเดิม ๆ หันมาทำอะไรพิเศษ ๆ ที่เป็นความสุข-รายได้พิเศษของชีวิต ฯลฯ

ครั้นตั้งแต่ปลายปี 2563 เป็นต้นมา พวกส่วนยังเจอเข้ากับทุกข์ใหญ่เรื่องเงินนำหน้าชีวิตต้องแบกภาระหนักเอาเรื่อง เช่นบางท่านเป็นหมอแท้ ๆ น่าจะหาเงินคล่อง แต่เพราะเจอโควิด19กลับหาเงินฝืด บางท่านเจอภาษีย้อนหลัง หรือมีคนป่วยในครอบครัวต้องใช้เงินมากเป็นต้น แต่ขณะเดียวกันก็โชคดีที่ตั้งแต่กันยายน 2563 เป็นต้นมาพวกท่านจะมีพละกำลังในการต่อสู้แบบไม่ถอย แถมสู้แล้วส่วนใหญ่จะได้ตามระดับวาสนา แต่ถึงอย่างไรทุกข์เรื่องเงินและทุกข์นำหน้าชีวิตคงจะเป็นไปต่ออีกนาน

ขณะที่กำลังทุกข์หนักเรื่องเงิน-ทุกข์นำหน้าชีวิตหน้าตาเคร่งเครียดที่ทางโหรเปรียบคล้ายหินโหดใหญ่ทางการเงินหล่นทับ(โทษแท้ประเหินหิน)อยู่นี้ ครั้นตั้งแต่ 29มีนาคม-27กันยายน2564 พวกท่านส่วนใหญ่(มียกเว้น)ก็จะสิ่งดี ๆ แทรกเข้ามาในชีวิตพอให้หายใจหายคอคล่องด้วยแรงบุญเก่าน้อมนำช่วยเหลือตามโฉลก..ถึงบุญเพรง คนยำเกรงให้ลาภา..

โดยบุญเก่านี้มีปัจจัยจากตัวพวกท่านเอง และสิ่งที่เป็นพื้นฐานชีวิตทั้งหลายคือครอบครัวเช่นพ่อแม่ หรือกงสีหรือมรดกหรือบ้านที่ดินหรือรถเก่งหรือการเรียนที่แผ่รัศมีดาวดีไปให้ถึงคู่ครอง หรือบรรดาหุ้นส่วนชีวิตทั้งหลายของท่าน โดยมักจะได้จากกิจกรรมประเภทวงสังคม หรือหารายได้พิเศษ หรือเกี่ยวกับนายหน้า ติดต่อสื่อสาร ปนะสานงาน จับคู่ธุรกิจ การเดินทางท่องเที่ยว ขึ้น ๆ ล่อง ๆ ทั้งใกล้-ไกล เช่นบางคนครอบครัวช่วยตั้งกองทุนเพื่อให้ท่านนำไปต่อทุนทำธุรกิจเป็นต้น ขณะที่สติก็เริ่มหายตื้อ ๆกลับแจ่มใสขึ้นเป็นรอบแรก หรือหากเรียนอยู่ก็หวังผลว่าจะดีขึ้น

12. ลัคนาสถิตราศีมังกร  ศัตรูมีโอกาสขอจับมือ ได้ผลดีเรื่องเงิน-การงาน

ตั้งแต่ธันวาคม 2563 มาแล้วท่านที่ลัคนาสถิตราศีมังกรกำลังอยู่ในระหว่างมีภาระหนักในการเริ่มต้นสร้างตัวตนรอบใหญ่ว่าจะเป็น-ทำอะไรในระดับที่หากจะให้ถูกโฉลกต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่ในตัวเองอีกครั้ง โดยต้องทำ-สู้หนักพอ ๆแบกหินก้อนใหญ่ไว้บนบ่าไปอีกยาว  บวกกับก่อนหน้านี้นานแล้ว(ตั้งแต่มีนาคม 2559) ก็เกิดการปฎิวัติใหญ่ในพื้นฐานชีวิตทั้งบ้านหรือที่ดินหรือรถเก่งหรือกงสีหรือธุรกิจครอบครัว หรือการเรียนชนิดแทบไม่เหลือเค้าเดิม แถมด้วยอีกหนึ่งเรื่องที่เพิ่งก่อตัวเร็วๆนี้คือวุ่นวายเรื่องเงินเกี่ยวกับลูก หรือคนรัก หรือเด็ก ๆ ในดูแลเข้ามาอีกเช่นบางคนยกเงินให้ลูก แต่ลูกจะเอาอีก บางคนยกกิจการครอบครัวให้ลูก ตัวเองจะสร้างกิจการใหม่เป็นต้น

จริงอยู่ภาระหนักนี้จะคงอยู่อีกยาวแต่สำหรับคนลัคนาสถิตราศีมังกรไว้ใจได้ว่าพวกท่านคือกลุ่มคนที่เป็นผู้นำประดุจธงชัยกองทัพ รู้จักคิด-ตรองดีแล้วค่อยทำ โดยระหว่าง29 มีนาคม – 27 กันยายน 2564 พวกท่านส่วนใหญ่(มียกเว้น)เรื่องดี ๆ จะแทรกเข้ามาคือ..ถึงจะมีศัตรูก็จะคืนดีกันได้ตามโฉลก…ศัตรูมีมาคืนดีโอนอ่อนเอง..หรืออีกนัยหนึ่งหากมีปัญหาอุปสรรค-หนี้สินก็มีทางแก้ไข เช่นเจรจากับเจ้าหนี้มานานคุยกันไม่รู้เรื่อง ครั้นจังหวะนี้กลับเป็นช่วงที่การเจรจาก้าวหน้าเป็นต้น

อีกทั้งระยะนี้น่าจะมีผลดีเรื่องการเงินจากทั้งงานประจำหรือรายได้พิเศษมาช่วยเติมให้พวกท่านรอบแรกตามระดับวาสนาของแต่ละคน(เพราะตำราบอกชัดว่าที่ราศีกุมภ์นี้พฤหัสบดีเป็นตัวแทนถึงสองเรื่องคือเงิน-กฎุมภะ+โชคลาภและรายได้พิเศษ-ลาภะ)หรืออีกนัยหนึ่งพวกท่านอาจจะต้องใช้เงินหรือควักเงินเพื่อลงทุนก็เป็นได้ แล้วยังจะมีคล้าย ๆ กันนี้ตามมารอบที่สองอีก หลังเว้นระยะไปสักพัก แล้วจะแจ้งให้ทราบต่อไป

ฟองสนาน จามรจันทร์

19 มีนาคม 2564

พม่ามืดมน ‘ทัพสหพันธรัฐ’ ฝันไม่เป็นจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461595

พม่ามืดมน’ทัพสหพันธรัฐ’ฝันไม่เป็นจริง

20 มีนาคม 2564 – 10:12 น.

ฝันร้ายชาวพม่า “มินอ่องหล่าย” ปราบปรามประชาชนโหดเหี้ยม ฝ่ายต่อต้านฝันถึง “กองทัพสหพันธรัฐ” แต่ยังไม่เป็นจริง คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    นักวิเคราะห์และนักวิชาการไทยบางกลุ่มที่เอาใจช่วยประชาชนเมียนมาต่อสู้กับเผด็จการทหาร มองว่า ทางออกของวิกฤตในเมียนมาครั้งนี้จะแก้ได้ก็ด้วยความร่วมมือของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น
    การรอคอยให้สหประชาชาติและชาติมหาอำนาจ นำกองกำลังเข้าไปแทรกแซงในเมียนมาคงเกิดขึ้นได้ยาก การลุกฮือของประชาชนประสานกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ดำเนินสงครามประชาชน จึงจะเอาชนะกองทัพเมียนมาได้
    ว่ากันตามจริง สงครามกลางเมืองในเมียนมา มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น แต่จะจบลงแบบใดนั้น ยากจะคาดเดา เพราะความขัดแย้งในเมียนมา ไม่ได้มีแค่ “อองซานซูจี” กับ “มินอ่องหล่าย” หากแต่ยังมี “กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์” ประมาณ 20 กลุ่ม และมีกำลังพล 7 หมื่นนาย เป็นตัวแปรที่มิอาจมองข้าม

 พม่ามืดมน'ทัพสหพันธรัฐ'ฝันไม่เป็นจริง

อองซานซูจี และนายพลกันมอ ผบ.กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA)

    ล่าสุด คณะกรรมการผู้แทนสภาสหภาพ(CRPH) หรือรัฐบาลของออง ซานซูจี พรรคเอ็นแอลดี ได้ประกาศให้กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ไม่เป็นกลุ่มก่อการร้าย เพื่อหวังจะดึงกลุ่มต่างๆ รวมตัวเป็น “กองทัพสหพันธรัฐ” (federal army)  

 พม่ามืดมน'ทัพสหพันธรัฐ'ฝันไม่เป็นจริง

กองทัพสหพันธรัฐ ความฝันของคนพม่า

    ขณะนี้ ตัวแทนของพรรคเอ็นแอลดีได้เปิดการเจรจากับตัวแทนกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป และไม่น่าจะบรรลุข้อตกลงในเร็ววัน
    จริงๆแล้ว ประเด็น “กองทัพสหพันธรัฐ” (federal army) ก็เคยถูกหยิบยกมาพูดคุยบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ รัฐบาลและกองทัพเมียนมา คาดหมายว่าปลายทางของการบูรณาการด้านความมั่นคงต้องนำไปสู่การมีกองทัพเดียว (single army) ด้านกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เห็นว่าต้องเป็น “กองทัพสหพันธรัฐ” (federal army) ที่ประกอบด้วยกำลังพลของกลุ่มชาติพันธุ์
    สภาพความเป็นจริงของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในวันนี้ ผู้นำส่วนใหญ่แล้ว จะมีแนวคิด “ลัทธิขุนศึก” ไม่ต่างจากผู้นำทหารพม่า

++
ผู้นำยอดเขา
++
    แม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ 10 กลุ่มที่ลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) จะมีความคืบหน้าในการพูดคุยกับพรรคเอ็นแอลดี และมีแนวโน้มที่จะเป็นกองทัพสหพันธรัฐชุดแรก ที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนพม่า แต่ก็ยังไม่ง่ายที่จะผนึกกำลังกันชั่วข้ามคืน
    เนื่องจากยังมีรายละเอียดในเรื่องการนำ ใครจะเป็นผู้นำกองกำลัง ระหว่างเจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) และมูตู เซพอ ประธานสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)
    ปัจจุบัน กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม มีกำลังพลรวมกันแล้ว ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน มีเพียงสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) และสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) ที่มีศักยภาพในการรบกึ่งแบบแผน
    สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มีกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) จำนวน 7 กองพลน้อย แต่ในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ก็ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ขึ้นต่อ KNU อีก 3 กลุ่ม มินับรวมทหารกะเหรี่ยง BGF ที่แปรพักตร์เป็นทหารชายแดนของกองทัพเมียนมา
    เช่นเดียวกัน ในรัฐฉาน ก็มีทั้งกองกำลังไทใหญ่ใต้ (RCSS/SSA) และกองกำลังไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA) ซึ่งสองกลุ่มก็มีความขัดแย้งกัน และสู้รบกันเองมาโดยตลอด

++
ขุนศึกภาคเหนือ
++
    ย่างเข้าหน้าแล้ง มีการสู้รบในรัฐคะฉิ่นเกือบทุกวัน เมื่อกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) เปิดปฏิบัติการทางทหาร โจมตีค่ายทหารและสถานีตำรวจถี่ขึ้น ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของชาวคะฉิ่น ให้กองทัพ KIA มายืนเคียงข้างประชาชนที่ออกมาขับไล่เผด็จการทหาร
    โฆษกขององค์กรเอกราชคะฉิ่น (KIO) และกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ได้แถลงสนับสนุนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมโดยสันติวิธี และขอให้กองทัพเมียนมา อย่าใช้ความรุนแรงต่อประชาชน

 พม่ามืดมน'ทัพสหพันธรัฐ'ฝันไม่เป็นจริง
 พม่ามืดมน'ทัพสหพันธรัฐ'ฝันไม่เป็นจริง

กองทัพเอกราชคะฉิ่น มีกำลังพล 2 หมื่นนาย รองจากกองทัพสหรัฐว้า 

    อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฝ่ายเหนือ (FPNCC) ที่ยังไม่ร่วมลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ เป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองสูง แกนนำหลักคือกองทัพสหรัฐว้า(UWSA) มีกำลังพล 30,000 นาย นับแต่เกิดรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) ยังไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ และไม่มีการชุมนุมต่อต้านกองทัพเมียนมาในเขตปกครองพิเศษชนชาติว้า รัฐฉานเหนือ ติดพรมแดนเมียนมา-จีน
    ทั้งกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และองค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) เป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่มีศักยภาพในการสู้รบมากที่สุด เพราะกำลังพลมีระเบียบวินัย สู้รบเก่ง อาวุธทันสมัย และมีแหล่งทุนสนับสนุนทำสงคราม

 พม่ามืดมน'ทัพสหพันธรัฐ'ฝันไม่เป็นจริง

เปาโหยวเฉียง ผู้นำกองทัพสหรัฐว้า (USWA)

    เหนืออื่นใด ทั้งกองทัพสหรัฐว้า และกองทัพเอกราชคะฉิ่น ยังเป็นพี่เลี้ยงของกองทัพเมืองลา (NDAA),กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง(TNLA), กองทัพโกก้าง(MNDAA), กองทัพไทใหญ่เหนือ (SSPP/SSA)และกองทัพอาระกัน (AA)
    หากพรรคเอ็นแอลดีของออง ซานซูจี สามารถกล่อม “ขาใหญ่ภาคเหนือ” ให้เข้าร่วมเป็น “กองทัพสหพันธรัฐ” ได้จริง จะถือว่าเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในเมียนมา