เปิดความเห็นส่วนตัว “ทวีเกียรติ” ทำ “ประชามติ” ช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/461037

เปิดความเห็นส่วนตัว”ทวีเกียรติ”ทำ”ประชามติ”ช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้

14 มีนาคม 2564 – 10:44 น.

เปิดความเห็นส่วนตน “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ” หลังวินิจฉัยให้รัฐสภาจัดทำรธน.ฉบับใหม่ได้ ระบุสามารถทำ “ประชามติ” ในช่วงเวลาของการแก้รธน.ได้

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ “รัฐสภา” มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้นั้น สำนักข่าวอิศรา ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ในตุลาการ เสียงข้างมาก 8 ราย ที่วินิจฉัยว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ให้ทำประชามติก่อนว่าประชาชนต้องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากแล้วเสร็จต้องทำประชามติอีกครั้งว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ มีรายละเอียด ดังนี้

ประเด็นวินิจฉัย รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ แบ่งออกเป็น 16 หมวด และมีจำนวน 279 มาตรา โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นกฎหมายกำหนดรูปแบบของประเทศ และความสัมพันธ์ของกลไกน้อยใหญ่ในการบริหารกิจการบ้านเมือง และที่สำคัญเป็นเหมือนสัญญาประชาคม ที่จะยอมให้รัฐมีบทบาทในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดภายใต้เงื่อนไขอย่างใด

แต่กระนั้นในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง หรือความต้องการของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจมีความจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญจึงต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ 2 ระดับ คือ ระดับที่สำคัญมาก จะกำหนดให้การแก้ไขเป็นไปได้ยากมาก และในส่วนระดับที่ไม่มีผกระทบต่อรูปแบบของรัฐ หรือโครงสร้างทางการเมืองมากนัก จะกำหนดให้แก้ไขได้ในระดับที่ยากกว่าการแก้ไขกฎหมายทั่วไป โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ 

เหตุที่แยกเป็น 2 ระดับเช่นนี้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้มีการพัฒนาปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นไปโดยสุจริต ขจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้ลดน้อยหรือหมดไป จึงมีความจำเป็นต้องสร้างกลไกต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้มีการดำเนินการไปสู่ผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญจึงกำหนดให้ต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมจึงจะเกิดผล และให้มีการคำนึงถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการป้องกันมิให้ใช้เสียงข้างมาก โดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยอย่างที่เคยปรากฏในอดีต

โดยในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 มีความมุ่งหมายกำหนดข้อห้ามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตลอดจนในบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ยังเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ของรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดรูปแบบการปกครองประเทศว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญมาตรา 256 มีความมุ่งหมายกำหนดหลักเกณฑ์ กระบวนการ และเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการขอแก้ไขเพิ่มเติมอาจมาจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน โดยบทบัญญัติในลักษณะนี้ ได้บัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2475 มาตรา 63 และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ 

โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางประการ เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย และให้ความสำคัญกับวุฒิสภาเพื่อให้ได้ความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญย่อมสามารถจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ โดยต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เท่านั้น

ในประวัติศาสตร์การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย ตั้งแต่ฉบับปี 2475 จนถึงฉบับปี 2534 เป็นการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2534 (ฉบับที่ 6) ปี 2539 เพื่อเพิ่มหมวด 12 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่มาตรา 211 ทวิ ไปจนถึงมาตรา 211 เอกูนวีสติ โดยการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นและนำมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นอำนาจของรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ ต่อมารัฐธรรมนูญ 2550 แม้ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องลงประชามติ แต่เป็นครั้งแรกที่มีกระบวนการที่ให้รัฐธรรมนูญลงประชามติโดยตรงจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันได้ผ่านการลงมติของประชาชนเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 จึงถือได้ว่าประชาชนชาวไทยเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ฯลฯ ล้วนเป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น องค์กรเหล่านี้จึงมีอำนาจเท่าที่ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างและกลไกทางการเมืองไว้ย่อมต้องสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญย่อมไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเอง โดยรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีองค์กรผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะให้มีการลงประชามติในประเด็นของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการกำหนดให้มีการจัดทำประชามติในประเด็นของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (ประชามติ) เห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในบางประเด็นมีความสำคัญหรือเปลี่ยนแปลงหลักการที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเคยกำหนดไว้ ยิ่งในกรณีที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เห็นว่า หลักการบางหลักการที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เช่น รูปของรัฐหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าห้ามแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่ากับเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนนั่นเอง

รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะบัญญัติไว้ในมาตรา 256 (8) ว่า จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในกรณีที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15 ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18-22/2555 ที่วินิจฉัยว่า “ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ในส่วนของวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 บัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเริ่มต้นการเสนอญัตติมาจากคณะรัฐมนตรี หรือจาก ส.ส. หรือจากสมาชิกรัฐสภา (ส.ส.-ส.ว.) หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันก็ตาม ญัตตินั้นจะต้องเสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

แม้การพิจารณาเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดนอกจากข้อห้ามแก้ไขหลักการตามมาตรา 255 แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย ส.ส. และ ส.ว. เอง โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาและกระบวนการตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น มีกรณีฝ่าฝืนข้อห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 หรือไม่ หรือจะต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในกรณีเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาสำคัญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ ตามมาตรา 256 (9)

พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐสภาย่อมมีหน้าที่และอาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่กระนั้นอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีลักษณะเป็นอำนาจที่แตกต่างจากอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เป็นอำนาจนิติบัญญัติตามปกติ เนื่องจากเป็นอำนาจสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐธรรมนูญอันเป็นที่มาของสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมายให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย 

ในกรณีเช่นนี้ รัฐสภาจึงต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด ไม่อาจใช้อำนาจนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดข้อห้ามแก้ไขเพิ่มเติมหลักการพื้นฐานของประเทศ หรือดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีลักษณะเป็นการโอนอำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาไปให้องค์กรอื่นเป็นผู้กระทำการแทน (โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง มีอำนาจเด็ดขาดอิสระจากรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ได้

สรุปได้ว่า

1.รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการแก้ไขบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

2.การแก้ไขดังกล่าวจะต้องไม่กระทบหลักสำคัญ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 255

3.รัฐสภาเท่านั้นเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการ โดยอาจแต่งตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ได้ แต่มิใช่มอบอำนาจให้ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ดำเนินการอย่างเป็นอิสระเด็ดขาดจากรัฐสภา เพราะที่มาของ ส.ส.ร. ดังกล่าวแม้จะเป็นอย่างเดียวกับการได้มาซึ่ง ส.ส. แต่ ส.ส.ร. ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐสภา 

ดังนั้น เมื่อมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรงเพื่อมาทำหน้าที่เดียวกันอีก

4.ต้องดำเนินการทำประชามติในเรื่องที่แก้ไข

5.การขอความเห็นชอบให้ประชาชนลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจึงอาจตั้งเป็นคำถาม 2 ข้อ คือ

1) ท่านเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ หากตอบไม่เห็นชอบ ต้องตอบข้อ 2

2) หากท่านเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ท่านเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่แนบมาพร้อมนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักสำนึกว่า การมีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับได้ จะทำให้ความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่มั่นคง เพราะอาจถูกยกเลิกทั้งฉบับได้ตลอดเวลา

อาศัยเหตุผลข้างต้น จึงมีความเห็นว่า รัฐสภาย่อมมีหน้าที่และอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ตราบเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการมาตรา 256 แต่จะโอนอำนาจดังกล่าวไปให้องค์กร เป็นผู้ทำแทนไม่ได้ ทั้งนี้รัฐสภาอาจแต่งตั้ง กมธ. หรือ ส.ส.ร. เพื่อดำเนินการดังกล่าวได้ 

ส่วนมาตรา 256 (8) ที่บัญญัติว่า “…ก่อนดำเนินการตาม (7) ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ…” มิได้มีเจตนารมณ์ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนเสนอญัตติแต่ประการใด ดังนั้น การจัดให้มีการออกเสียงประชามติจึงสามารถทำได้ในช่วงเวลาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ที่มา..สำนักข่าวอิศรา

แค้นงูเห่า ‘ทอน’ ฟัด ‘หนู’ ฉีดวัคซีนไม่หาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460990

แค้นงูเห่า’ทอน’ ฟัด ‘หนู’ฉีดวัคซีนไม่หาย

13 มีนาคม 2564 – 13:20 น.

วัคซีนการเมือง “ธนาธร” ตามทะเลาะ “เสี่ยหนู” เหมือนมีปมแค้นฝังหุ่นเรื่อง ส.ส.สีส้มแปรพักตร์ คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ควันหลงกรณีการสนทนาคลับเฮ้าส์ ห้อง “วัคซีนไทยควรไปต่อหรือพอแค่นี้” เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 12 มี.ค.2564 กลายเป็นประเด็นวิวาทะในกลุ่มกองเชียร์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.กระทรวงสาธารณสุข กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า
    ระหว่างที่ “เสี่ยหนู” เล่าถึงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข กว่าจะได้วัคซีนมา และวางแผนจะฉีดวัคซีนกันอย่างไร  บรรยากาศในการสนทนาว่าด้วยวัคซีนล้วนๆ  และพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นการเมือง
    พลันที่ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โผล่เข้าร่วมวงคลับเฮ้าส์ พร้อมกับการเริ่มต้นด้วยคำกล่าวหา “คุณอนุทิน ต้องพูดความจริง อย่าโกหกประชาชน” จากนั้น เสี่ยเอกก็ยกแผนการบริหารจัดการวัคซีน ที่หน่วยงานราชการ เสนอต่อกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงเดือน พ.ย.2563 มาร่ายยาวอีกรอบ

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

คลับเฮาส์วงแตก

    ข้างเสี่ยหนูโต้กลับ “ผมไม่มีทางโกหกประชาชน ผมต้องทำงานแล้วทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนไป..” โดยบอกว่าเสี่ยเอกกอด “เอกสารเก่า” จากนั้นเสี่ยหนูก็ย่องเงียบออกจากห้อง ทำเอากองเชียร์เสี่ยเอก ฉวยเอาเรื่องนี้ไปเย้ยหยันในโซเชียล
    จะว่าไปแล้ว ตอนที่ “เสี่ยเอก” จุดประเด็นร้อนวัคซีนพระราชทานขึ้นมา ก็มีเป้าหมายเขย่ารัฐบาลประยุทธ์ พ่วงด้วยชำระแค้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งชั่วโมงนี้ มีอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ไปรวมตัวอยู่ในค่ายสีน้ำเงินมากถึง 14 คนแล้ว

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

ธนาธรยังเกาะติดเรื่องวัคซีน

++
งูเห่าล็อตแรก
++
    มาลำดับความขัดแย้งในพรรคอนาคตใหม่ ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่าสีส้ม” อีก 3-4 ระลอกตาม
    เริ่มจากการโหวตพระราชกำหนดโอนกำลังพลและงบประมาณบางส่วน ในกองทัพบก กองทัพไทย ไปยังส่วนราชการในพระองค์ ปรากฏว่า มี 4 ส.ส.โหวตสวนมติพรรค ประกอบด้วย ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่, กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ,จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี
    ตามมาด้วยการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่ง กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี โหวตสนับสนุนรัฐบาล ขณะที่มติพรรคให้โหวตงดออกเสียง 
    จากนั้นไม่นาน พรรคอนาคตใหม่ มีมติขับ ส.ส. 4 คน ออกจากพรรค ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 จึงย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนอีก 3 คน ได้แยกย้ายกันไปอยู่พรรคพลังท้องถิ่นไท และพรรคพลังประชารัฐ 
    ต้นปี 2563 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ และมีการจัดตั้งพรรคก้าวไกลรองรับ ส.ส. แต่กลับมี ส.ส. 9 คน ตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ 2 ส.ส.บัญชีรายชื่อคือ วิรัช พันธุมะผล และสำลี รักสุทธี พร้อมกับ ส.ส.เขตอีก 7 คน คือ เอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1 ,กฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2, ฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น เขต 1,กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1, ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. เขต 10, โชติพิพัฒน์ เตชะโสภนมณี ส.ส.กทม. เขต 23 และอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3
    จากกรณี 9 ส.ส.ล็อตใหญ่ ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง “เสี่ยเอก” กับ “เสี่ยหนู” เริ่มเมินหมางห่างเหิน
    อย่างที่รู้กัน เสี่ยหนูวางตัว “เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ และสองพี่น้อง “ปริศนานันทกุล” แห่งอ่างทอง เป็นสะพานเชื่อมกับพรรคก้าวไกล และม็อบราษฎร แต่พฤติกรรม “พี่ใหญ่” ใจถึงพึ่งได้ ทำให้แกนนำพรรคสีส้มไม่ปลื้มพรรคสีน้ำเงินสักเท่าไหร่ 

++
งูเห่าซ่อนรูป
++
    สืบเนื่องจากการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ปรากฏว่า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข มีคะแนนไว้วางใจ 275 ต่อ 201 งดออกเสียง 6 
    เหตุที่ “เสี่ยหนู” ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนมากที่สุดนั้น มีเสียงสนับสนุนมาจาก  4 ส.ส.พรรคก้าวไกล คือ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ,พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย ,เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย และขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี

 แค้นงูเห่า'ทอน' ฟัด 'หนู'ฉีดวัคซีนไม่หาย

เสี่ยหนู คู่กัดธนาธร 

    จากกรณีโหวตหนุนเสี่ยหนู พรรคก้าวไกลกลับไม่ลงโทษ ส.ส. เหมือนกรณี 4 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ด้วยการขับออกจากพรรค เพราะหากทำแบบนั้น ส.ส.ทั้ง 4 คน ก็หาพรรคสังกัดใหม่ได้ทันที
    แม้ คารม พลพรกลาง จะหลุดปากออกมาว่า ถ้าถูกพรรคขับออก ก็จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่ภายหลัง คารมก็กลับคำพูด โดยบอกว่า ยังไม่มีพรรคในใจ หากถูกขับออกจริง ก็ค่อยว่ากันอีกที
    ในทางการเมือง 4 ส.ส.ก้าวไกล ที่โหวตหนุนเสี่ยหนู ก็รู้กันอยู่แล้วจะไปสังกัดพรรคไหน ในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

‘ยอดศึก’ นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460939

‘ยอดศึก’นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

12 มีนาคม 2564 – 18:47 น.

เจ้ายอดศึก นำทัพ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ประกาศศึกกองทัพเมียนมา สถาปนาสหพันธรัฐ

สำนักข่าว Tachileik News Channel รายงานว่า ระหว่างวันที่ 11-12 มี.ค.2564 มีการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนท์ ของคณะทำงานขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (PPST) ที่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA-S EAO) โดย 10 กลุ่มชาติพันธุ์ 

เจ้ายอดศึก ประธานสภากอบกู้รัฐฉาน ในฐานะประธาน PPST ได้แถลงผลการหารือว่า หลังรัฐประหาร มีการกดขี่ข่มเหงข้าราชการที่เข้าร่วมอารยะขัดขืน(CDM) มีการโจมตีผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดร้าย และจับกุมพลเรือนโดยพลการ

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพไทใหญ่ใต้ 

รัฐประหารเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง NCA อย่างร้ายแรง พวกเขาเพิกเฉยต่อ NCA และดำเนินการตามอำเภอใจ ไม่สนใจกระบวนการสร้างสันติภาพ  

ดังนั้น 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่เข้าร่วมข้อตกลงหยุด NCA จึงมีมติร่วมร่วม
1.ยุติการปกครองของเผด็จการ
2.กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์จะทำงานร่วมกันกับทุกชาติพันธุ์ เพื่อสร้างสหภาพสหพันธรัฐ

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

มูตู เซอพอ ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง 

สำหรับ 10 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่เห็นพ้องต้องกัน ประกอบด้วย 
1.แนวร่วมกลุ่มนักเรียนประชาธิปไตย (ABSDF)
2.พรรคปลดปล่อยรัฐยะไข่(ALP)
3.แนวร่วมชินแห่งชาติ (CNF)
3.กองทัพกะเหรี่ยงเพื่อประชาธิปไตย (DKBA)
4.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)
5.สภากะเหรี่ยงสันติภาพ) (KNU / KNLA PC)
6.องค์การปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ (PNLO)
7.สภากอบกู้รัฐฉาน /กองทัพรัฐฉาน(RCSS / SSA)
8.พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP)
9.สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU)
10.กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง

อนึ่ง องค์กรการเมืองและกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่มนั้น ได้เข้าร่วมหยุดยิงกับรัฐบาลเต็งเส่ง 8 กลุ่ม และอีก 2 กลุ่มเข้าร่วมสมัยรัฐบาลอองซานซูจี  

 'ยอดศึก'นำ 10 ชาติพันธุ์ หยุดเผด็จการทหาร

กองทัพไทใหญ่ใต้

ปล่อยผี ‘ทัพอาระกัน’ เกมมินอ่องหล่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460929

ปล่อยผี’ทัพอาระกัน’เกมมินอ่องหล่าย

12 มีนาคม 2564 – 17:08 น.

กลเกมมินอ่องหล่าย ดึง “กองทัพอาระกัน” เป็นแนวร่วม ปกป้องผลประโยชน์จีนในยะไข่

++
    สถานการณ์การเมืองในเมียนมา นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตำรวจ-ทหารใช้มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก
    ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลุ่มผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องให้สหประชาชาติ แทรกแซงตามหลักการ R2P ในรูปแบบการใช้กำลังทหารแทรกแซง เพื่อช่วยเหลือปกป้องพลเรือนในเมียนมา
    Respossiblity to protect เรียกย่อๆ ว่า R2P ‘หลักการรับผิดชอบเพื่อการคุ้มครอง’ เป็นมาตรการที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อตอบสนองกับความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในประเทศรวันดา และอดีตประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย 
    จะอย่างไรก็ตาม การนำกองกำลังทหารเข้ามาแทรกแซงในเมียนมา ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีความซับซ้อนทางการเมืองอยู่เยอะ โดยเฉพาะมี “กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์” มากกว่า 20 กลุ่ม กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศเมียนมา
    อย่างกรณี พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้กุมอำนาจในเมียนมา ได้ปลดป้าย “กลุ่มก่อการร้าย” ออกจากกองทัพอาระกัน สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารในเมียนมาพอสมควร
    ทั้งที่ออง ซานซูจี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ เคยเห็นด้วยกับการแขวนป้ายก่อการร้าย ซึ่งในการเจรจาสันติภาพปางโหลง ศตวรรษที่ 21 “ซูจี” ก็ไม่ได้เชิญตัวแทนกองทัพอาระกันเข้าร่วม เพราะเป็นองค์กรนอกกฎหมาย

++
สร้างแนวร่วม
++
    เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2564 คณะกรรมการต่อต้านก่อการร้ายสากล ในรัฐบาลทหารเมียนมาหรือสภาบริหารภาครัฐ (SAC) ประกาศยกเลิกสถานการณ์เป็น “กลุ่มก่อการร้าย” ขององค์กรสหสันนิบาตแห่งชาวอาระกัน (United League of Arakan : ULA) และกองทัพอาระกัน (Arakan Army : AA)
    ย้อนไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2563 คณะกรรมการต่อต้านก่อการร้ายสากล กระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอองซานซูจี ประกาศให้องค์กรสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) เป็นกลุ่มก่อการร้าย และองค์กรนอกกฎหมาย
    2 ปีมานี้ กองทัพอาระกัน(AA) เป็นดาวรุ่งในกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ เนื่องจากมีปฏิบัติการทางทหาร ในรัฐยะไข่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดยุทธการร่วมกับกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และกองทัพโกก้าง (MNDAA) ในพื้นที่รัฐฉานเหนือ 
    องค์กรสหสันนิบาติแห่งชาวอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) มีผู้นำวัย 43 ปี ชื่อ พล.ต.ทุนเมี๊ยตไหน่ และมีสหายร่วมรบคือ ดร.โญทุนอ่อง รองผู้บัญชาการกองทัพอาระกัน ทั้งคู่จะไปไหนมาไหนด้วยอยู่เสมอ รวมถึงการเดินทางมาพบแนวร่วมชาวยะไข่ในเมืองไทย

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

พล.ต.ทุนเมี้ยตไหน่ 

    พล.ต.ทุนเมี้ยตไหน่ เป็นชาวยะไข่รุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากเมืองนอก เขามีความช่ำช่องในการทำงานแนวร่วมชาวยะไข่หรือชาวอาระกันในต่างประเทศ จึงได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างมากมาย จนพัฒนากองทัพอาระกันให้แข็งแกร่ง และต่อกรกับกองทัพเมียนได้

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

โญทุนอ่อง รอง ผบ.กองทัพอาระกัน

    เนื่องจากรัฐยะไข่ มีชาวจีนมาลงทุนทำธุรกิจเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการวางท่อก๊าซและน้ำมัน จากรัฐยะไข่ ผ่านมัณฑะเลย์ รัฐฉานเหนือ ข้ามพรมแดนจีนที่เมืองรุ่ยหลี่ มณฑลยูนนาน จึงมีชาวพม่าเริ่มรณรงค์แอนตี้จีน ในระหว่างการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา
    แหล่งข่าวในเมียนมาวิเคราะห์เกมปลดป้ายกลุ่มก่อการร้ายจากกองทัพอาระกัน ของกองทัพเมียนมา อาจเป็นเกมต่อรองให้กองทัพอาระกันช่วยดูแลผลประโยชน์ของจีนในรัฐยะไข่ 
    ปลายปีที่แล้ว จีนประสานงานให้ตัวแทนกองทัพอาระกันกับตัวแทนผู้นำกองทัพเมียนมา ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ที่ปางซาง เมืองหลวงของเขตพิเศษหมายเลข 2 กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ภาคเหนือของรัฐฉาน 
    หลังจากนั้น สถานการณ์การสู้รบในรัฐยะไข่ก็เบาบางลง กองทัพเมียนมาได้ส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่สู้รบ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวยะไข่ 
    ด้านโฆษกของกองทัพอาระกันแสดงความยินดีที่ทางกลุ่มหลุดออกจากบัญชีผู้ก่อการร้าย เขากล่าวว่า รัฐยะไข่ต้องทนทุกข์อยู่กับเหตุการณ์รุนแรงมาเป็นเวลาหลายปี การที่พ้นจากบัญชีผู้ก่อการร้ายถือเป็นสัญญาณในทางบวก 

++
สู้เพื่อรัฐเอกราช
++
    ในรัฐยะไข่หรือรัฐอาระกัน มีผู้นับถือพุทธกว่า 80% และบรรพบุรุษของพวกเขา ก็เคยต่อสู้กู้เอกราช เพื่อให้ยะไข่หรืออาระกัน เป็นรัฐเอกราช
    วันที่ 19 ก.ค.2490 นายพลอองซาน ถูกลอบสังหารพร้อมกับสมาชิกสภา และนายพลเนวิน ที่กระทำรัฐประหารฉีกข้อตกลงนี้ทิ้งไป ทำให้ดินแดนยะไข่หรืออาระกัน และดินแดนของชนชาติอื่นๆ มิได้รับอิสรภาพ
    สำหรับกองทัพอาระกัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 เม.ย.2552 ระยะแรก นักรบชาวยะไข่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ทั้งการฝึกรบทางยุทธวิธี และอาวุธ พวกเขามีพื้นที่การเคลื่อนไหวแถบรัฐชิน และรัฐยะไข่ตอนเหนือ มีวัตถุประสงค์ ปลดปล่อยชาวพุทธยะไข่จากการปกครองของรัฐบาลเมียนมา

 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย
 ปล่อยผี'ทัพอาระกัน'เกมมินอ่องหล่าย

ทหารกองทัพอาระกัน

    กองทัพอาระกัน ไม่ได้เกี่ยวพันกับกองกำลังปลดปล่อยมุสลิมโรฮิงญา และไม่ได้เป็นศัตรูกับชาวมุสลิมโรฮิงญา พวกเขาทำการสู้รบกับกองทัพเมียนมา เพื่อปกป้องชาวพุทธยะไข่
    ทุนเมี้ยตไหน่ ผู้นำสหสันนิบาตแห่งอาระกัน/กองทัพอาระกัน (ULA/AA) กล่าวว่า นักรบของเขาพร้อมที่จะปกป้องชาวยะไข่ และพวกเขามีอาวุธที่ทันสมัยที่ซื้อมาจากจีน
    “เราไม่ใช่พวกที่ยอมแพ้ เราต้องต่อสู้ในสงคราม การสวดมนต์อ้อนวอน ไม่ทำให้เราได้สันติภาพความสงบสุข” ทุนเมี้ยตไหน่ กล่าว

คณะ “ทอน” ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460894

คณะ “ทอน” ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

12 มีนาคม 2564 – 12:50 น.

“ธนาธร” โผล่โค้งสุดท้ายเลือกตั้งเทศบาล ก้าวหน้ามุกดาหารลุยหนัก หวังโค่นแชมป์เก่า สายเพื่อไทย 

++
เจี๊ยวจ๊าวกันไปทั้งประเทศ เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า โฟนอินเข้าไปที่โรงเรียนดังแถวมุกดาหาร พูดคุยเรื่องการเมืองท้องถิ่น ร้อนถึงผู้บริหารโรงเรียนต้องออกมาชี้แจง ลามไปถึงมีการร้องเรียนถึง กกต.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  ปีที่บอบช้ำ กรรม “ธนาธร”

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

จริงๆแล้ว ช่วงวันที่ 10-12 มี.ค.2564 “ธนาธร” มีโปรแกรมพบปะกับผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ในนามคณะก้าวหน้า ในพื้นที่อีสานเหนือ ไล่มาตั้งแต่สกลนคร ,นครพนม, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู และอุดรธานี    

“เทศบาลเป็นพื้นที่ที่เล็กมาก บางเทศบาลตำบลมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ตารางกิโลเมตร ที่ใหญ่หน่อยก็ 30-40 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น ด้วยขนาดพื้นที่อย่างนี้ และเป็นการเลือกตั้งที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง พื้นที่ใครพื้นที่มัน ทำให้เราไม่อาจเดินทางไปช่วยผู้สมัครหาเสียงได้ในทุกพื้นที่”    

นี่เป็นคำชี้แจงของ “ธนาธร” ที่อธิบายว่า คณะก้าวหน้าส่วนใหญ่ลงสมัครในระดับเทศบาลตำบล และมีเทศบาลเมือง เทศบาลนครไม่มากนัก จึงทำให้การจัดทีมหาเสียงเหมือนสมัยนายก อบจ.ทำได้ยาก    

ฉะนั้น กรณีที่มุกดาหาร “ธนาธร” จึงเลือกใช้โฟนอินจากรถตู้ระหว่างการเดินทาง ไปทักทายน้องๆ นักเรียนแทน

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

สุเทพย์ เซียสกุล ตัวแทนมุกดาหารก้าวหน้า

++
ก้าวหน้าชายโขง
++
หลังมีข่าวทางสื่อออนไลน์ คณะมุกดาหารก้าวหน้า จึงออกแถลงการณ์ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย  มุกดาหาร เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2564    

คณะก้าวหน้ามุกดาหาร ยืนยันว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นในระดับเทศบาล ซึ่งเนื้อหาที่ธนาธรพูดกับเด็กๆ ก็เป็นการให้ความรู้เรื่องการกระจายอำนาจ ไม่ได้มีเรื่องการยุยงปลุกปั่นใดๆ     

บังเอิญ สุเทพย์ เซียสกุล ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ในนามคณะก้าวหน้ามุกดาหาร ก็เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่โรงเรียนจะเชื้อเชิญ “คนดัง” ในท้องถิ่นมาเป็นกรรมการโรงเรียน    

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

แชมป์เก่า สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์

“สุเทพย์ เซียสกุล” หรือ “ป๊าเขียว” เจ้าของกิจการรถบรรทุก “เซียสกุลขนส่ง” เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เริ่มจากสมาชิกสภาเทศบาลเมืองมุกดาหาร ขยับรองประธานสภาเทศบาล และประธานสภาเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร    

ปี 2549 “สุเทพย์” ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ในนามหัวหน้ากลุ่ม มุกดาหารสามัคคี
ปลายปี 2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางลงพื้นที่มุกดาหาร เปิดตัว “ทนายเล็ก” สุพจน์ สุอริยพงษ์ ลงสมัครนายก อบจ.มุกดาหาร พร้อมกับแนะนำตัวสุเทพย์ เซียสกุล ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร    

“ทนายเล็ก” แพ้เลือกตั้งนายก อบจ.มุกดาหาร แต่ได้คะแนนหลักแสน จึงเดินหน้าช่วย “สุเทพย์” ลุยศึกนายกเล็กหัวเมืองชายโขงต่อทันที 

คณะ "ทอน" ปะทะเพื่อไทย ชิงนายกเล็กมุกดาหาร

อนุรักษ์ และสุวรรณี สมัยต้อนรับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไปเยือนมุกดาหาร

++
ค่ายเพื่อไทย
++
สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองมุกดาหาร ในปีนี้ มีแข่งกัน 2 ทีมคือ แชมป์เก่า “เรารักมุกดาหาร” กับ “มุกดาหารก้าวหน้า”    

“สุวรรณี ตั้งปณิธานนท์” นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหารสมัยที่แล้ว นำทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล “เรารักมุกดาหาร” ลงสนามครบทุกเขต    

กลุ่มเรารักมุกดาหาร ก่อตั้งโดย “อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์” ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในเมืองมุกดาหาร ไม่มีใครไม่รู้จัก หจก.ยงศิลป์มุกดาหาร     

ปี 2537 “อนุรักษ์” ตั้งกลุ่มเรารักมุกดาหาร เล่นการเมืองท้องถิ่น และเขาได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร 3 สมัย 
ปี 2550 อนุรักษ์ลาออกจากนายกเล็ก ลงสมัคร ส.ส.มุกดาหาร พรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง 
ปี 2554 อนุรักษ์ลงสมัคร ส.ส.มุกดาหาร ในนามพรรคเพื่อไทย จึงประสบความสำเร็จ ได้เป็น ส.ส.มุกดาหาร 2 สมัยแล้ว     

เลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร ปี 2556 “สุวรรณี” ภรรยาของอนุรักษ์ นำทีมเรารักมุกดาหารลงสนามนายกเล็ก ก็ได้รับชัยชนะแบบสบายๆ 
ดูเหมือนว่า ศึกนายกเล็กรอบนี้ กลุ่มเรารักมุกดาหาร เจอคู่แข่งไม่ธรรมดา เพราะสุเทพย์ เป็นนักการเมืองเก่า อดีตนายกเทศมนตรี แถมได้สีเสื้อก้าวหน้า 
วัดกันระหว่างกระแสธนาธร กับสายเพื่อไทย ใครจะครองตำแหน่งนายกเล็กหัวเมืองชายโขง

ลืมหรือยัง “อีโต้อีสาน” เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460803

ลืมหรือยัง “อีโต้อีสาน” เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

11 มีนาคม 2564 – 14:20 น.

เอ่ยชื่อ “แรมโบ้” ก็ต้องมี “อีโต้อีสาน” วันนี้ “ธีระชัย” คือเจ้าพ่อไร่อ้อย-สวนยางอีสาน

++
เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม เมื่อ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ดร.เสกสกล” ส่วนนามสกุลยังใช้ “อัตถาวงศ์” เหมือนเดิม    

ชีวิตของ “แรมโบ้-เสกสกล” เหมือนนิยายบู๊โลดโผน ผ่านศึกสงครามมาหลายสมรภูมิ และในวันนี้ ได้มาประจำการที่ทำเนียบรัฐบาล รับบทองครักษ์พิทักษ์ลุงตู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ยังสบายดี ‘อีโต้อีสาน’ เจ้าพ่อสวนยาง

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เนวิน ครูแก้ว และอีโต้อีสาน

20 กว่าปีที่แล้ว หลายคนยังจำภาพ “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต ส.ส.อุดรธานี และ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” อดีต ส.ส.นครราชสีมา ทำอัลบั้มเพลงชุดพิเศษในนาม “แรมโบ้-อีโต้อีสาน” และกลายเป็นฉายาประจำตัวของนักการเมืองทั้งสองตราบเท่าทุกวันนี้     

ธีระชัยและสุภรณ์ เป็น ส.ส.พร้อมกันในฤดูเลือกตั้ง ปี 2544 สีเสื้อพรรคไทยรักไทย ทั้งคู่เติบโตมาจากฐานมวลชนกลุ่มเกษตรกร ธีรชัยมาจากชาวไร่อ้อย ส่วนสุภรณ์มาจากชาวไร่มันสำปะหลัง     

หลังยุบพรรคพลังประชาชน แรมโบ้-อีโต้อีสาน ก็แยกทางกันเดิน ธีระชัยเลือกที่จะไปสังกัดค่ายโรงโม่ศิลาชัย ส่วนสุภรณ์หรือเสกสกล ยังอยู่ค่ายชินวัตร ก่อนจะเปลี่ยนมาสังกัดค่าย 3 ป.บูรพาพยัคฆ์

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เนวิน ครูแก้ว และอีโต้อีสาน

++
อีโต้อีสานยังอยู่
++
ชั่วโมงนี้ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว มีตำแหน่งเป็นข้าราชการรัฐสภา ฝ่ายการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 (ครูแก้ว-ศุภชัย โพธิ์สุ)    

แม้ในแวดวงข่าวสายการเมือง ความเคลื่อนไหวของ “อีโต้อีสาน” จะมีน้อยมาก แต่หากตรวจสอบข่าวสายเกษตร จะเห็นชื่อ “ธีระชัย แสนแก้ว” เป็นข่าวบ่อยมาก     

เนื่องจากธีระชัย มีตำแหน่งเป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ” การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)    

สื่อสายเกษตรมักเรียกเขาว่า “อีโต้อีสาน ” แม่ทัพใหญ่ชาวสวนยาง ชาวไร่อ้อยภาคอีสาน    

จริงๆแล้ว ธีระชัย ไม่ใช่คนอุดรธานี เกิดที่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม เป็นญาติกับอำนวย ปะติเส อดีต ส.ส.มหาสารคาม และรัฐมนตรีสมัยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนมาเล่นการเมือง อำนวยทำงานอยู่ที่โรงน้ำตาลแถวอุดรธานี    

ต่อมา อำนวยชักชวนธีระชัยไปลงทุนปลูกอ้อยที่ อ.ศรีธาตุ และ อ.วังสามหมอ จ.อุดรฯ และทำงานสมาคมไร่อ้อย จนกลายเป็นฐานมวลชนส่งให้ธีระชัยได้เป็น ส.ส. และเป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาลสมัคร

ลืมหรือยัง "อีโต้อีสาน" เจ้าพ่อสวนยาง-ไร่อ้อยอีสาน

เจ้าพ่อไร่อ้อยอีสาน

++
แพ้กระแสทักษิณ
++ 
เมื่อการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “อีโต้อีสาน” สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสมัคร ส.ส.อุดรธานี เขต 5 (อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี) โดยเขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน    

ด้วยกระแสทักษิณ ทำให้จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ ภรรยา เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีต ส.ส.อุดรฯ เอาชนะธีระชัย ชนิดคะแนนทิ้งห่างหลายช่วงตัว    

ย้อนไปปี 2554 ธีระชัย ส่งน้องชาย-อุทัย แสนแก้ว ลงสนามแข่งกับเกียรติอุดม ก็แพ้ยับเหมือนกัน        

อนาคตการเมืองของธีระชัย ในสนามอุดรฯ คงยากที่จะได้กลับมาเป็น ส.ส.อีกสมัย ตราบเท่าที่ยังมีพรรคเพื่อไทยและทักษิณ  

ชิงป้ายทอง “นริศ” เป็นต่อ “ส.ส.ดำ” สายสุราษฏร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460781

ชิงป้ายทอง “นริศ” เป็นต่อ “ส.ส.ดำ” สายสุราษฏร์

11 มีนาคม 2564 – 11:54 น.

อดใจรอสักครู่ “นริศ” หรือ “สินิตย์” จะได้คั่วตำแหน่งรัฐมนตรี กองเชียร์ลุ้นระทึก  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
ความปราชัยในสนามเลือกซ่อมเมืองคอน ซึ่งก็คือความพ่ายแพ้ของตระกูล “เสนพงศ์” ส่งผลสะเทือนถึงพรรคประชาธิปัตย์อย่างคาดไม่ถึง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… หอยใหญ่ต้องมี “สินิตย์” ต้องได้ เสียงจาก “โกหยัด” 

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

หัวหนัาจุรินทร์ และ ส.ส.นริศ

ขนาด ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางกลุ่มเสนอให้ริบเก้าอี้รัฐมนตรีคืน เพราะคณิตศาสตร์การเมืองวันนี้ จำนวน ส.ส.ค่าย ปชป. กับโควต้ารัฐมนตรี ไม่สอดคล้องกัน    

มิหนำซ้ำ ยังถูกสื่อสายสีน้ำเงินเย้ยหยันว่า “ยามนี้ ปชป.ไร้อำนาจต่อรอง ถึงขั้นไปโหนพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน เพื่อรักษาสถานะตัวเองด้วยซ้ำไป”    

ที่สำคัญ ชั่วโมงนี้ การคัดสรร “รัฐมนตรี” เข้าไปแทนที่ตำแหน่งของ ถาวร เสนเนียม ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้กลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เพราะมีการเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่า 4 คน     

วันที่ 10 มี.ค.2564 ส.ส.ภาคใต้ นัดประชุมปรึกษาหารือกันว่า ควรเสนอชื่อใครบ้าง ส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา คงมีการโหวตกันตามวัฒนธรรมการเมืองแบบ ปชป.

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

ส.ส.พัทลุง 5 สมัย

++
บังริศมาแรง
++
เช็กรายชื่อว่าที่เสนาบดีคนใหม่ของ ปชป. ดูเหมือนว่า “นริศ ขำนุรักษ์” ส.ส. พัทลุง มาแรงที่สุด เพราะมีความใกล้ชิด จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค    

แถมข่าวบางสำนักไปไกลถึงขั้น แกนนำ ปชป.จะมีการแลกกระทรวงกับพรรคภูมิใจไทย ด้วย โดยให้นริศ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ สลับวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล มาเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม    

เลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 “นริศ” เป็นคนเดียวที่เหลือรอดมาจาก “พายุเจ๊เปี๊ยะ” แต่ก็ชนะแบบมีเสียว ลองไปพลิกดูคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 3 (ปากพะยูน,ป่าบอน,กงหรา,ตะโหมด และบางแก้ว) นริศ ส.ส.เก่า ได้ 34,406 คะแนน ส่วน เขมพล อุ้ยตยะกุล ภูมิใจไทยได้ 31,555 คะแนน    

“นริศ” เป็นชาวแม่ขรี อ.ตะโหมด เรียนจบจากโรงเรียนการป่าไม้ จ.แพร่ ก็เข้ารับราชการกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2524 โดยมาในสายนักอนุรักษ์ เป็นหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าในหลายแห่งจึงต้องทำงานคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยมีความคิดอยากเป็นผู้แทนฯ     

ปี 2535 นริศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จ.ตรัง มาสมัคร ส.ส.พัทลุง ในนามพรรคความหวังใหม่ แต่สอบตก จึงกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ไปเป็นหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ อุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา    

ปี 2538  นริศย้ายมาเป็นหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า อุทยานนกน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง ซึ่งมีผลงานการฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักสู้ชุมชน หรือนักอนุรักษ์ลุ่มทะเลสาบสงขลา    

ต้นทุนการเป็นนักอนุรักษ์ นักประสานงาน จึงทำให้ “บังริศ” ประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.ส. และเป็น ส.ส.พัทลุง พรรค ปชป. มา 5 สมัยแล้ว

ชิงป้ายทอง "นริศ" เป็นต่อ "ส.ส.ดำ" สายสุราษฏร์

ส.ส.สุราษฏร์ 5 สมัย

++
วัดกำลังภายใน
++
คนการเมือง ปชป. เสนอหลักคิดในการโหวตเลือก “รัฐมนตรี” ครั้งนี้ว่า จะเลือกคนใกล้ชิดผู้บริหารพรรค หรือเลือกคนที่ไปเสริมขยายฐานของพรรคได้     

“สินิตย์ เลิศไกร” ส.ส.สุราษฏร์ธานี 5 สมัย อาจเสียเปรียบ “นริศ ขำนุรักษ์” ในแง่ภาพลักษณ์ด้านกว้าง เพราะ “ส.ส.ดำ” มาจากนักการเมืองท้องถิ่น โตมาแบบคนใจถึง พึ่งได้ ต่างจาก “บังริศ” ที่มาจากนักอนุรักษ์ นักสู้ของชาวบ้าน จึงรู้จักจับประเด็นเล่นกับกระแสการเมืองระดับชาติได้มากกว่า     

ก่อนเล่นการเมืองสนามใหญ่ “สินิตย์” ลูกชายกำนันดัง เป็น สจ.สุราษฏร์ เขต อ.พระแสง มาหลายสมัย และเป็นหัวคะแนน ปชป. เมื่อธวัช วิชัยดิษฐ์ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ เสียชีวิต สุเทพ เทือกสุบรรณ จึงเลือกสินิตย์มาลงสนามใหญ่     

วันที่ 12 มี.ค.2564 กองเชียร์ “บังริศ” และ “ส.ส.ดำ” ก็คงทราบผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ใต้ ว่าจะเลือกใครไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์(กรณีที่แลกกระทรวงกับภูมิใจไทย)    

ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายชนะ พรรค ปชป.ยังคงร้าวลึก ตราบใดที่กลุ่มฝ่ายแค้นในพรรค ยังเฝ้ารอวันเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคอยู่

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “บิ๊กโจ๊ก” คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460766

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ”บิ๊กโจ๊ก “คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง

11 มีนาคม 2564 – 09:26 น.

ซินแสเข่ง  ผ่าดวง  วิกฤติ  “บิ๊กโจ๊ก”  สุรเชษฐ์ หักพาล คัมแบ็คถ้ำเสือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  มาเพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง  เพราะดวงชะตายังไม่ผ่านพ้นวิกฤติ

ซินแสเข่ง  ผ่าดวง  วิกฤติ  “บิ๊กโจ๊ก” สุรเชษฐ์ หักพาล  คัมแบ็ค  กลับมา เพื่อรับเคราะห์  หรือรับตำแหน่ง  เพราะดวงชะตายังไม่ผ่านพ้นวิกฤติ  กับดาวเสาร์ดาวพระเคราะห์  ที่ยังทับดวงชะตา  ทำให้มีผลต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน  กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง  ส่งผลให้อึดอัดใจ  ไม่สบายใจ  กับเหตุต่างๆ  ที่ยังมีผลกระทบในปี 2564  

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ"บิ๊กโจ๊ก "คัมแบ็ค เพื่อรับเคราะห์หรือรับตำแหน่ง

ถึงกลับมาก็ไม่มีความสุข  ทำให้ไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง  เหมือนกินยาพิษเพราะปัญหาคาใจ  ยังมีเหตุที่ยังไม่เคลียร์  หากวิเคราะห์ดวง   ให้รอรอบปี  2565   เชื่อว่ามรสุมจะผ่านพ้น   ปัญหาจะคลี่คลาย  กราฟชีวิตจะโดดเด่นมากขึ้น  สร้างความสำเร็จในหน้าที่ตำแหน่ง รอง ผบ และถ้าไม่มีอุปสรรคอะไร  ตำแหน่งสูงสุด  ผบ.ตร  ปี 2566  แน่นอน

ซินแสเข่ง  อ.ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ  สถาบัน  โหราศาสตร์  พยากรณ์  แห่งประเทศไทย  ผ่าดวงวิเคราะห์  “บิ๊กโจ๊ก”   สุรเชษฐ์  หักพาล  คืนถิ่น  กลับถ้ำเสือ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เพื่อรับเคราะห์  หรือรับตำแหน่ง  เพราะเส้นทางที่ห่างเหินไปนานพอสมควร  แต่ก็มีแรงผลักดัน  จาก  นายกฯรัฐมนตรี  เพื่อกรุยทาง  สู่ตำแหน่งใหม่  “ผช.ผบตร”  

แต่เส้นทางครั้งนี้  จะราบรื่นหรือไม่  ซินแสเข่ง  วิเคราะห์ตามดวงชะตา  ว่าฟ้ายังไม่โปร่ง  มรสุมกับปัญหายังมีเงื่อนงำซับซ้อน   เตือนระวังเหมือนกินยาพิษ  อาจจะมีเหตุตามมาให้เดือดร้อนอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น  เหมือนเส้นทางสีกากี  กับก้าวใหม่  ไม่ราบรื่นอาจเป็นเหตุให้เป็นอุปสรรค  เพราะดวงดาวที่มีผลกระทบ  หรือยังไม่ผ่านพ้น  กับดาวเสาร์  ดาวพระเคราะห์ยังโคจรทับดวงชะตาทำให้ชีวิตอาจคิดวิตกกังวล   ส่งผลให้มีเรื่องไม่เป็นเรื่องให้อึดอัดใจ  กัดกร่อนจิตใจ  สับสนรำคาญ  สร้างความขัดแย้งให้วิตกกังวล  ขุ่นเคืองให้เกิดความคับแค้นใจ  ซินแสเข่ง  เตือนมรสุมบางอย่างให้ระวังเดือนเมษายน  อาจจะมีให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นกับปัญหา

ซินแสเข่ง  วิเคราะห์เพิ่มเติมอีกว่า เส้นทางชีวิตของบิ๊กโจ๊ก  ไม่หนีกับการอาชีพการเป็นตำรวจ  เพราะมี ดวงชะตานั้นอยู่คู่กันไปจนสุดท้ายของการรับราชการ  แต่ในปี 2564  ไม่ใช่จังหวะ  และโอกาศของบิ๊กโจ๊ก  ดวงจะเปลี่ยนแปลง ต้องปี  2565  ทั่งตำแหน่งหน้าที่การงานจะเปลี่ยนแปลงรับตำแหน่ง ครั้งสำคัญที่ดี  เพราะเส้นกราฟชีวิตจะส่งผลทำให้ดวงชะตาเห็นความชัดเจนมากขึ้น มีชีวิตจะดี ที่จะทำให้การกลับมา  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   จะมีสง่าราศี  และสง่าผ่าเผย  มากกว่า  เพราะยังไงก็ต้องมีตำแหน่งหน้าที่  สมศักดิ์ศรีของ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แต่ไม่ใช่ปี  2564

เปิด 3 แนวทาง ศาลรธน. วินิจฉัยปมแก้ไข รธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460742

เปิด 3 แนวทาง ศาลรธน. วินิจฉัยปมแก้ไข รธน.

10 มีนาคม 2564 – 23:08 น.

พรุ่งนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของบ้านเมืองคือ ปมปัญหาแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าทำได้แค่ไหนเพียงไรและเรื่องนี้จะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ 3 แนวทาง

ลุ้นระทึกพรุ่งนี้(11 มี.ค.64 )เวลา 09.30 น.เมื่อตุลาการศาล รธน. ได้นัดวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560  โดยให้มีกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร. ) เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ(โดยห้ามเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2)แล้วนำไปถามประชาชนโดยการทำประชามติว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ร. ยกร่างขึ้นให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 ได้หรือไม่ 

หรืออธิบายง่ายๆก็คือ รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่… ทำได้หรือไม่  

ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอให้ประธานรัฐสภามีมติส่งเรื่องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยเห็นว่า รัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะขัดรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน 

สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้มีได้  3 แนวทาง

แนวทางแรก  ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้

โดยให้เหตุผลว่า หากรัฐสภาเห็นว่าตัวเองไม่มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ รัฐสภาก็สามารถไปวินิจฉัยกันเองได้ ลงมติกันเองได้ในวาระที่ 3 เป็นปัญหาของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

แนวทางที่สอง  ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าที่ประธานรัฐสภาถามมามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว และเห็นว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง คือ รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 ซึ่งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

ดังนั้นรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ต้องทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการนี้

แนวทางที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามแนวทางนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งได้ดำเนินการมาจนผ่านวาระ 2 ของรัฐสภา ต้องตกไป และการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องนับหนึ่งกันใหม่หมด

และยังมีผลว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร. )ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่สามารถทำได้ ตลอดที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบันยังใช้บังคับอยู่ 

แน่นอนว่าทุกองค์กรรวมทั้งรัฐสภาต้องผูกพันและปฏิบัติตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมา

ส่วนจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน 

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/460729

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

10 มีนาคม 2564 – 19:55 น.

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย..บทความโดย คณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากการคาดประมาณขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับสุดยอด (super-aged society ) ในปี พ.ศ 2573 ซึ่งหมายถึงว่าประชากรประมาณ 1 ใน 3 จะมีอายุมากกว่า 60 ปี การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศแล้ว

ยังจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยเฉพาะในด้าน “ตลาดแรงงาน” ของประเทศอีกด้วย ในบทความนี้ คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนำเสนอประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่หลายท่านอาจไม่ทราบมาก่อนว่า บางอาชีพอาจจะ “รุ่ง” ในขณะที่บางอาชีพอาจจะ “ร่วง” ในยุคสังคมสูงวัย

ทำไมบางอาชีพอาจจะ “รุ่ง” ในขณะที่บางอาชีพอาจจะ “ร่วง” ในยุคสังคมสูงวัย

สาเหตุสำคัญเกิดจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของทักษะในการทำงานที่แตกต่างกันในอาชีพต่างๆ เมื่อแรงงานมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย โดยบางอาชีพ แรงงานจะมีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า”) ในขณะที่บางอาชีพ จะเป็นตรงกันข้ามคือ มีทักษะและมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (“ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา”) ในบทความนี้คณะผู้เขียนจะนำผลงานวิจัย ที่คณะผู้เขียนได้ศึกษาถึงผลกระทบของการเข้าสู่สังคมสูงวัยต่อผลิตภาพในอาชีพต่างๆในประเทศไทย โดยคณะผู้เขียนได้นำกระบวนการวิจัยของ Cai และ Stoyanov (2016) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากรในอาชีพต่างๆในประเทศไทย พ.ศ. 2562 ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ

อาชีพใด ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของ ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) บางประเภท โดยทักษะทางปัญญาที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุ ได้แก่ทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการพูดและการฟัง และทักษะในด้านการสื่อสารด้วยการเขียนและการอ่าน ยกตัวอย่างเช่นอาชีพนักบริหาร ครูอาจารย์ นักการตลาด นักกฎหมาย และ นักบริการ โดยกลุ่มอาชีพเหล่านี้ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่เพิ่มขึ้นจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะในด้านการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญใน

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

การทำงานให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น อาชีพครูอาจารย์ เป็นอาชีพที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักพูด โดยต้องพูดให้ผู้เรียนไม่ใช้เพียงแต่จดจำบทเรียนได้ แต่จะต้องรู้จักพูด ให้บทเรียนนั้น “เข้าไปในใจ” ของผู้เรียนได้อย่างถ่องแท้ หรือ แม้แต่นักการตลาด หรือ นักบริการ ที่จะต้องเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในการรู้จักฟัง โดยการฟังนั้น ไม่ใช้เพียงฟังเพื่อได้ยินคำกล่าวของลูกค้าหรือผู้รับบริการต่างๆ แต่จะต้องเป็นการฟังที่ เสมือนว่าผู้ฟังนั้นได้เข้าไปนั่ง “อยู่ในใจ” ของลูกค้าหรือผู้รับบริการต่างๆ อย่างแท้จริง ดังเช่นหลักการ empathize หรือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (design thinking) นั้นเอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการสั่งสม

อาชีพใด ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา

สำหรับกลุ่มอาชีพที่ยิ่งสูงวัย ยิ่งเฉา กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะเป็นกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการลดลงของ ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และ ทักษะทางกายภาพ (physical skills) บางประเภท โดยทักษะที่จะลดลงตามอายุ ได้แก่ ทักษะในด้านความจำ ทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนอง ทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกาย และ ทักษะในด้านความคล่องแคล่วรวดเร็วของร่างกาย เป็นต้น

โดยอาชีพที่ถูกจัดลำดับว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยในด้านการมีผลิตภาพ (productivity) ที่ลดลงจากการมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น ได้แก่ อาชีพเกษตรกร คนงานก่อสร้าง ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักร คนงานเหมืองแร่ และผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้

โดยอาชีพเหล่านี้ต้องอาศัย ทักษะทางปัญญา (cognitive skills) และ ทักษะทางกายภาพ (physical skills) ไม่ว่าจะเป็น ทักษะในด้านการรับรู้และตอบสนองสำหรับ ผู้ผลิตและควบคุมเครื่องจักรหรือผู้ขับขี่ยานยนต์และเครื่องจักรชนิดเคลื่อนที่ได้ หรือ แม้กระทั่งทักษะในด้านกำลังหรือความอดทนของร่างกายสำหรับอาชีพเกษตรกร

อาชีพสุดรุ่งและสุดร่วงในยุคสังคมสูงวัย

ทางออกของทางตัน

การรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เป็นทางเลือกที่ดีสุดสำหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นข้อคิดสุดคลาสสิกจาก นักวิจัยในด้านวิวัฒนาการและนักธรรมชาติวิทยาชื่อดัง ชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin)

ดังนั้นทางออกของทางตันที่ดีสุด คือการยอมรับและตระหนักว่า “ทางมันตัน” และเริ่มต้นเดินทางใหม่ๆ ซึ่งสำหรับกลุ่มอาชีพต่างๆที่มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงลบจากการเข้าสู้สังคมสูงวัย คงหมายถึงการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (reskill) หรือ การเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ (relearn) ที่อาจจะทำให้ผู้ประกอบอาชีพนั้นยังคงรักษาหรือแม้แต่เพิ่มทักษะและผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้นก็เป็นได้

โดยภาครัฐเองก็ต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญในด้านนี้ เพราะทุกคนและทุกอาชีพไม่ได้มี “ทุน” สำหรับการปรับตัวที่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่สรุปได้อย่างแน่นอนก็คือ ถ้าสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่ยัง(พยายาม)ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นตามข้อสรุป ของ ชาร์ล ดาวิน ที่ทุกท่านก็ทราบดีว่าคืออะไร

อ้างอิง: Cai, J., & Stoyanov, A. (2016). Population aging and comparative advantage. Journal of International Economics, 102, 1-21.

บทความนี้เขียนโดย …ผศ.ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์,ผศ.ดร. ภัทเรก ศรโชติ,รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส,ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน,ผศ.ดร. สบิณฑ์ ศรีวรรณบูรณ์ คณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขอบคุณที่มา : 

http://www.sasin.edu

http://www.facebook.com/sasinbusinessschool

http://www.twitter.com/SasinThailand