มิตรเทียม ‘พิธา’ ล่างูเห่า สะเทือนรัง ‘หนู’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459693

มิตรเทียม’พิธา’ ล่างูเห่า สะเทือนรัง ‘หนู’

28 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:10 น.

ไม่ยอมจบ “พิธา” พาทีมล่างูเห่า กระทบชิ่งค่ายสีน้ำเงิน เตรียมฟอร์มทีมยึดเชียงราย

++
“ศัตรูที่อยู่ต่อหน้า ยังน่ากลัวน้อยกว่ามิตรจอมปลอมที่อยู่ด้วยกัน” คำคมบาดลึกที่สะเทือนทั้งยุทธจักรการเมือง  

อันเนื่องจากโปรแกรมวันหยุดยาว “ก้าวไกล ก้าวไปตวยกั๋น @เชียงใหม่-เชียงราย” ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และชาวคณะ เริ่มจากวันเสาร์ที่ 27 ก.พ.2564 ทีมก้าวไกล ไปตั้งต้นที่เขต 6 อ.แม่สาย ก่อนจะมาจบที่เขต 1 อ.เมืองเชียงราย

นี่คือปฏิบัติการ “ขอโทษประชาชน” กรณีที่ น.พ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย เขต 1 เเละ พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เขต 6 โหวตไว้วางใจให้ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 

สมัยที่มี ส.ส.อนาคตใหม่ แหกมติพรรคและย้ายสังกัด แกนนำพรรคสีส้ม ก็ออกตามล่า “งูเห่า” ในพื้นที่แบบนี้ เช่นที่เขต 8 เชียงใหม่ และเขต 3 ปทุมธานี

ศัตรูที่อยู่ต่อหน้า ยังน่ากลัวน้อยกว่ามิตรจอมปลอมที่อยู่ด้วยกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคก้าวไกล จะต้องเร่งเดินหน้า แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวเเม่สาย เชียงราย เราจะคัดกรองผู้สมัครที่เก่งกว่า เจ๋งกว่า โดนกว่า เพื่อมาเติมนโยบายใหม่ๆให้กับชาวแม่สายอย่างตรงจุด

การเดินทางมาเชียงรายเที่ยวนี้ หัวหน้าพรรคก้าวไกลจึงฝากวาทะข้างต้น ที่กลายเป็นพาดหัวข่าวหลายสำนัก

พิธา และ ส.ส.ต้น แห่ง อ.แม่สาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมินมาลัย’ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’
 

++
ตระกูล “จงสุทธนามณี” 
++

พลิกแฟ้มเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย ปี 2562 เขต 1 อ.เมืองเชียงราย เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) พลิกเอาชนะตัวเต็ง 2 คนคือ สามารถ แก้วมีชัย พรรคเพื่อไทย(ลาออกจากเพื่อไทยแล้ว) และ รัตนา จงสุทธานามณี พรรคพลังประชารัฐ

เขต 6 อ.แม่สาย, อ.เชียงแสน และ อ.ดอยหลวง พีรเดช คำสมุทร พรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) เฉือนชนะอิทธิเดช แก้วหลวง พรรคเพื่อไทย แชมป์เก่า แค่ 200 แต้ม

มองไปข้างหน้า เขต 1 เชียงราย รัตนา จงสุทธานามณี อาจย้ายกลับเพื่อไทย ส่วนสามารถ แก้วมีชัย คงต้องไปสังกัดพรรคใหม่ “หมอเอก” เอกภพ เจอศึกหนักแน่

เขต 6 อิทธิเดช แก้วหลวง อดีต ส.ส.เชียงราย 4 สมัย คงต้องขอแก้มืออีกครั้ง และ “ส.ส.ต้น” พีรเดช ก็เหนื่อยไม่แพ้หมอเอกที่เขต 1 

ทั้ง “หมอเอก” และ “ส.ส.ต้น” ที่ทำงานในพื้นที่ย่อมทราบดีว่า การสวมเสื้อตัวเดิมลงสนามในวันที่ไม่มี “ธนาธร” เป็นหัวหน้าพรรคนั้น คะแนนไม่ได้ไหลมาเหมือนเก่าแน่ จึงต้องหาบ้านหลังใหม่

สำหรับผู้ที่จะดูแลพื้นที่เชียงรายของพรรคก้าวไกล พิธามอบให้ กัญจน์พงศ์  จงสุทธนามณี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วน จ.เชียงราย ร่วมทำงานกับทีมงานก้าวไกลต่อไป 

กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี เป็นคนในตระกูลการเมืองดังแห่งเชียงราย และดูหน่วยก้านก็ถือว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ มีอนาคตคนหนึ่ง

พิธาพาทีมขอโทษประชาชน ทั้งเขต 1 และเขต 6

++
การเมืองเชียงราย
++
เมืองเชียงราย มี 4 ตระกูลการเมืองดังคือ “ติยะไพรัช”, “เตชะธีราวัฒน์”, “วันไชยธนวงศ์” และ “จงสุทธนามณี” 

การเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย เมื่อปลายปีที่แล้ว 3 ตระกูล “ติยะไพรัช”, “เตชะธีราวัฒน์” และ “จงสุทธนามณี” จับมือกันถล่ม “วันไชยธนวงศ์” ที่มีตระกูล “โพธสุธน” เป็นแนวร่วม

จบเกม “อทิตาธร วันไชยธนวงศ์” ชนะ “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” เรียกว่า แผ่นดินไหวที่เชียงรายสะเทือนถึงนครดูไบ 

ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” นำโดย “เสี่ยโป๊ย” สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคชาติพัฒนา ก่อนจะย้ายมาพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน เมื่อการเลือกตั้งปี 2554 “สมบูรณ์” พาลูกชายลูกสาว “สุธีระ-อทิตาธร” ย้ายจากค่ายทักษิณ ตาม “เนวิน ชิดชอบ” ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ก็สอบตก

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อสมบูรณ์พาลูกสาวกลับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง จึงถูก “คนแดนไกล” ปฏิเสธ และให้ลูกสาวของวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย 

ตระกูลวันไชยธนวงศ์ จึงหยัดยืนบนลำแข้งตัวเอง โดยใช้ชื่อทีม “สจ.นก” โดยมี “สจ.เล็ก” สุธีระพงศ์ วันไชยธนวงศ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ และมีตระกูล “โพธสุธน” ซึ่งปักหลักทำธุรกิจแถวชายแดนไทย-เมียนมา ได้หนุนช่วย สจ.นก อีกแรง

สภากาแฟเชียงราย จึงวิเคราะห์ว่า “หมอเอก” และ “ส.ส.ต้น” อาจผนึกกำลังกับ “วันไชยธนวงศ์” ลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ก็เป็นได้ 

เพราะเสี่ยโป๊ย แห่ง อ.เทิง อาจหวนคืนค่ายสีน้ำเงิน เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “นายใหญ่โรงโม่” มานานปี

เสี่ยหนู กำลังวางแผนยึดเชียงราย

วัคซีนโควิด-19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459074

วัคซีนโควิด-19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้หรือไม่

28 กุมภาพันธ์ 2564 – 09:00 น.

คอลัมน์… ลึกลับโลกมนุษย์ โดย ดร.บีจี

          คนไทยบางส่วนลังเลใจอยู่ว่าจะ ฉีด “วัคซีนโควิด 19 ” ดีหรือไม่? เพราะวงการแพทย์ทั่วโลกยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดไหนดีกว่า ยี่ห้อไหนปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีข่าวเรื่องผลข้างเคียงวัคซีนออกมาเรื่อย ๆ เกิดคำถามว่า  “ถ้าวัคซีนมาแล้วจะฉีดป่ะ  วัคซีนโควิด 19 “ฉีดซ้ำ 2 ยี่ห้อ”..ได้ไหม 

          สำหรับคำถามแรก บรรดาหมอ ๆ ตบเท้าตบมือยืนยันว่า กลุ่มเสี่ยงให้ฉีดไปเลย เพราะไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว อย่างน้อยช่วยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ลดอาการป่วยที่รุนแรงได้ ส่วนคำถามต่อไปที่ว่า “ฉีดวัคซีนโควิด 19 ซ้ำ 2 ยี่ห้อ..ได้ไหม?”  หมายถึงถ้าฉีดวัคซีนโควิดของฟรียี่ห้อที่รัฐบาลจัดหามาให้แล้ว ในอนาคตวงการแพทย์พัฒนาวัคซีนมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เป็น ยี่ห้อใหม่หรือบริษัทใหม่ จะสั่งซื้อมาฉีดซ้ำได้ไหม         

       ไปฟังคำตอบจากแพทย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านนี้ 2 ท่าน …

     ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี  ยอมรับว่าตอนนี้เป็นเรื่องลึกลับพอสมควร เพราะยังไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์เพียงพอที่จะสรุปชัดเจนว่าการฉีดวัคซีนโควิด 19 ยี่ห้อต่างกัน มีผลข้างเคียงอย่างไร จากการวิเคราะห์ข้อมูลเท่าที่เผยแพร่ออกมา วัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็มหรือ 2 โดส เมื่อฉีดเข็มแรกโดสแรกของยี่ห้อหนึ่งไปแล้ว และโดสที่ 2 จำเป็นต้องฉีดบริษัทเดียวกัน หรือยี่ห้ออื่นได้หรือไม่       

         “เป็นเรื่องที่น่าจะทำได้”

        เนื่องจากการทำงานของวัคซีนโควิดคือเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อจัดการเชื้อโควิค 19  ถ้ารับโดสแรกไปแล้ว น่าจะมีภูมิคุ้มกันขึ้นมาระดับหนึ่ง เมื่อเว้นระยะประมาณ 1 เดือน ถ้าฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อ ก็จะยิ่งเพิ่มภูมิคุ้มกันขึ้นไปอีก ไม่น่ามีปัญหาอะไรมากนัก

        ต้องเข้าใจก่อนว่า วัคซีนที่ฉีดไม่ได้ทำให้เราปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19 ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค สำหรับใครที่เผอิญไปรับเชื้อร้ายตัวนี้เข้าร่างกาย และช่วยป้องกันการกระจายของเชื้อโรคสู่คนอื่นด้วย

        ส่วนใครที่ฉีดวัคซีนโควิด 19 ยี่ห้อใดไปเรียบร้อยแล้ว 2 โดส เวลาผ่านไปสักพัก อาจหลายเดือนหรือเป็นปี แล้วอยากฉีดวัคซีนยี่ห้อใหม่ เพราะเชื่อว่าพัฒนาประสิทธิภาพมากกว่าเดิมนั้น คำตอบของ “นพ.อมร” คือ  “ก็น่าจะทำได้เหมือนกัน”  เพราะยังไม่มีข้อบ่งชี้ถึงอันตรายหรือข้อห้ามออกมา แต่ว่าฉีดซ้ำแล้วช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เพิ่มมากอีกเท่าไรนั้น คงต้องรอการพิสูจน์จากงานวิจัยหรือการวิเคราะห์ผลกลุ่มตัวอย่างที่ทำแบบนี้อย่างรายละเอียด

         สอดคล้องกับความคิดเห็นของ  ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ที่วิเคราะห์ให้ฟังว่า ตอนนี้คนไทยมีโอกาสสูงเหมือนกันที่อาจได้ฉีดวัคซีน 2 โดส ยี่ห้อไม่เหมือนกันหรือต่างบริษัท เพราะถ้าวัคซีนชุดแรกมาถึงประเทศไทยเมื่อไร นโยบายคือกระจายฉีดให้กลุ่มเสี่ยงไปหมดเลยในโดสแรก เช่นถ้ามา 2 ล้านโดส ก็จะฉีดไปเลย 2 ล้านคน ส่วนโดสที่ 2 นั้น ต้องรอการส่งมอบในรอบต่อไป ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็คงได้ยี่ห้อเดิม แต่ถ้ามีอะไรติดขัดก็อาจได้ฉีดโดสที่ 2 เป็นวัคซีนยี่ห้อต่างกัน   

         จากข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ คนที่ฉีดวัคซีนโดสแรกไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง และวัคซีนโดสที่ 2 ช่วยเพิ่มมากขึ้นไปอีกตามประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ

        “ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่ามีปัญหาถ้าจะฉีดต่างยี่ห้อกัน”  เพียงแต่ เรื่องลึกลับที่ยังพิสูจน์กับไม่ได้คือ ปัญหาการกลายพันธ์ของเชื้อโควิด 19 ถ้ากลายพันธุ์ไปมาก ๆ วัคซีนที่ผลิตตอนนี้ อาจไม่ได้ผล หรือได้ผลน้อยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เอาเป็นว่าในวันนี้ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ฉีดไปก่อน เพราะช่วยให้อาการไม่หนักมาก ถ้าเกิดไปติดเชื้อ ช่วยให้อัตราผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลลดลง ส่วนอนาคตเชื้อโควิด19 จะกลายพันธุ์ไปขนาดไหน ค่อยมาว่ากันอีกที”

       ส่วนคำถามสำหรับคนที่ฉีดครบ 2 โดสแล้ว อนาคตอยากฉีดยี่ห้ออื่นซ้ำ นพ.ธีระวัฒน์ ตอบว่า น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ผลข้างเคียงในร่างกายที่แสดงว่าวัคซีนกำลังทำงาน เช่น อาการปวดแขนหรืออาการบวมบริเวณที่ฉีด อาจเป็นมากกว่าปกติ 

        หลังจากฟังหมอชื่อดังทั้ง 2 ท่านข้างต้นแสดงความเห็นแล้ว

    สรุปเบื้องต้นได้ว่า การฉีดวัคซีนโควิด19 จำนวน 2 โดสที่มียี่ห้อต่างกันมีความเป็นไปได้ และ ถ้าฉีดยี่ห้อใดครบ 2 โดสแล้ว อยากไปฉีดซ้ำยี่ห้ออื่นก็ทำได้…ยกเว้นกรณีที่มีคำเตือนหรือคำห้ามจากองค์กรแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมา

        ส่วนร่างกายจะสร้างภูมิคุ้นกันได้ดีพุ่งขึ้นแค่ไหนคงต้องรอข้อมูลพิสูจน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

     ตัวอย่างของรัฐบาลอังกฤษ เตรียมฉีดวัคซีน 2 โดส ปรากฏว่าเชื้อโควิด 19 ระบาดรุนแรงมาก เลยเปลี่ยนนโยบายสั่งให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไปเข้าคิวฉีดโดสแรกให้จำนวนมากที่สุด ส่วนโดสที่ 2 กลายเป็นว่ามาไม่ทัน ต้องรอนานกว่า 2 เดือน…

        ขณะที่รัฐบาลอเมริกาซีเรียสเรื่องฉีดให้ครบ 2 โดส จึงใช้วิธีล็อกวัคซีนออกเป็นชุด ใครที่ได้รับการฉีดโดสแรกแล้ว การันตีว่าได้โดส 2 ฉีดตามกำหนดแน่นอน เพราะเก็บตุนวัคซีนให้แล้ว ไม่ต้องลุ้นระทึกว่าโดสที่ 2 จะได้ฉีดหรือไม่

        วินาทีนี้ห้องแล็ปชื่อดังทั่วโลกกำลังแข่งขันเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 กับแบบไม่หลับไม่นอน ตัวเลขล่าสุดแจ้งชื่อวัคซีนออกมาแล้วประมาณ 100 ชื่อ แต่ที่ผลิตสำเร็จออกมาแจกจ่ายหรือขายให้รัฐบาลทั่วโลกอย่างแพร่หลายตอนนี้ มีเพียง 6 ชื่อคือ 

    1 วัคซีนของ “ไฟเซอร์” จากอเมริกา ประสิทธิผล 95% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 21 วัน    2. วัคซีนของ “โมเดอร์นา” จากอเมริกา ประสิทธิผล 94.5% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 28 วัน    3.วัคซีนของ “แอสตราเซนเนกา” จากอังกฤษ ประสิทธิผล 62-90% ฉีด 2 โดสห่างกัน 28 วัน   4. วัคซีน “สปุตนิค วี” จากรัสเซีย ประสิทธิผล 92% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 14-21 วัน   5. วัคซีนของ “ซิโนฟาร์ม” จากจีน ประสิทธิผล 79% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 21 วัน  6. วัคซีน “ซิโนแวค” จากจีน ประสิทธิผล 62-78% ฉีด 2 โดส ห่างกัน 28 วัน 

           ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาเชื่อว่า ในอนาคต “วัคซีน” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวหรือคำตอบสุดท้ายที่จะปกป้องโลกมนุษย์จากไวรัสร้ายกาจตัวนี้ เพราะข้อมูลกลายพันธุ์อย่างลึกลับรวดเร็วของ “เชื้อโควิด 19” ยังเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ..นับเป็นความท้าทายสุด ๆ ของมนุษย์ในการร่วมมือกันไขปริศนานี้ให้สำเร็จ !?!

กะเหรี่ยงปฏิวัติ ต้านระบอบ ‘ตั๊ดมะด่อ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459653

กะเหรี่ยงปฏิวัติ ต้านระบอบ ‘ตั๊ดมะด่อ’

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:22 น.

แนวรบตะวันตกเดือด กะเหรี่ยง KNU ปะทะทหารพม่า ปกป้องชาวกะเหรี่ยงลุกต้านเผด็จการ “มินอ่องหล่าย”

++
    ชื่อของ “สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” (Karen National Union – KNU) กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น ในช่วงที่ประชาชนชาวเมียนมา ทุกชาติพันธุ์ลุกฮือชุมนุมและเดินขบวนต่อต้านสภาบริหารภาครัฐ หลัง “ตั๊ดมะด่อ” หรือกองทัพเมียนมา ก่อการรัฐประหารล้มรัฐบาลอองซานซูจี

กองทัพกะเหรี่ยง KNU

ที่รัฐกะเหรี่ยง ประชาชนได้จัดการชุมนุมใหญ่ ในเมืองผาอัน ,เมืองกอกะเร็ก และเมืองเมียวดี 
    เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2564 เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอิสระ (KNU) ,กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army – (KNLA ) และกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย  (Democratic Karen Buddhist Army -DKBA) จัดกำลังคุ้มครองมวลชนชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นคน ที่เคลื่อนพลทางรถยนต์ เพื่อมาชุมนุมต้านเผด็จการทหารในเมืองเมียวดี

ทหาร KNU คุ้มครองมวลชนลุกฮือต้านทหารพม่า

    นอกจากนั้น การชุมนุมของชาวกะเหรี่ยงที่เมืองกอกะเร็ก ก็มีทหาร KNU และ KNLA คอยอารักขาด้านความปลอดภัยให้ขบวนมวลชนทุกครั้ง ซึ่งไม่มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไหน ได้เข้ามาดูแลมวลชนเหมือน KNU 

ขบวนมวลชนกะเหรี่ยง

วันที่ 26 ก.พ.2564 ทหารกะเหรี่ยง KNU สังกัดกองพล 6 ได้ปะทะกับทหารพม่า (ตั๊ดมะด่อ) ทางใต้ของเมืองกอกะเร็ก ส่งผลให้ทหารเมียนมา เสียชีวิต 3นาย ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยผู้เสียชีวิตคนหนึ่งคือ พ.ต.ซานส่อ รอง ผบ.พัน.คร.357 นขต.บก.ควบคุมทางยุทธการที่ 12 เมียวดี  
    หลังการปะทะ มีการเจรจาพูดคุยของทั้งสองฝ่าย แต่การเจราจาไม่สำเร็จทำให้ ทหารเมียนมาได้เสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่อีก คาดว่า อาจมีการสู้รบขึ้นมาอีกครั้ง
    อนึ่ง พล.อ.มูตู เซโพ ผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เพิ่งพูดคุยกับเจ้ายอดศึก แห่งสภากอบกู้รัฐฉาน(RCSS/SSA) ได้มีมติตกลงกันในนาม “10 กลุ่มหยุดยิง” ขอพักการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มกองทัพเมียนมา และสนับสนุนการชุมนุมประท้วงของประชาชนอย่างสันติวิธี

ปรับ ครม.’พลังประชารัฐ’ มังกรซ่อนพยัคฆ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459649

ปรับ ครม.’พลังประชารัฐ’มังกรซ่อนพยัคฆ์

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:23 น.

พลังประชารัฐ แหล่งรวม “นักเลือกตั้ง” มีทั้งมังกร และพยัคฆ์ ปรับ ครม.ล่อกันเละ

++
    ธรรมชาติของ “นักเลือกตั้ง” ยามที่ต้อง “ปรับคณะรัฐมนตรี” ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน หนีไม่พ้น “คณิตศาสตร์การเมือง” ว่าด้วยการคำนวณจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 
    เดิมทีนักวิเคราะห์ก็มองว่า การปรับ ครม.น่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน เม.ย. แต่บังเอิญสึนามิการเมืองเรื่อง กปปส. ทำให้ต้องปรับ ครม.เร็วกว่าที่คิด 
    เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ มีเก้าอี้รัฐมนตรีว่าง 2 ตำแหน่ง คือ รมว.ศึกษาธิการ กับ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จึงเกิดความอลหม่านขึ้น 
    เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ มีกำเนิดจากนักเลือกตั้ง หลายกลุ่มหลายก๊วน ส่วนใหญ่ก็คือ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักไทย 

++
กลุ่มสามมิตร
++
    กลุ่มสามมิตร โดยการนำของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ถือเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่มาสร้างพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่แรก
    แม้กลุ่มสามมิตร จะผิดหวังไม่ได้ตำแหน่งตามที่กลุ่มตนเองต้องการ เพราะสมศักดิ์ หวังนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ และสุริยะ อยากได้ รมว.พลังงาน มาแต่ตอนจัดตั้งรัฐบาล
    ส่วนอนุชา กว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี และคั่วเลขาธิการพรรค ก็รอคอยมาเกือบปี ต้องใช้เทคนิคส่วนตัวมุดเข้า “บ้านป่ารอยต่อ” และได้รับความไว้วางใจในที่สุด 
    การปรับ ครม.เที่ยวนี้ จึงมีข่าวการขยับตัวของกลุ่มสามมิตรน้อยมาก นอกเสียจาก “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงาน ที่มีข่าวเก้าอี้จะหาย ได้มาขอปรับทุกข์กับสมศักดิ์ และอนุชา

สมศักดิ์ กลุ่มสามมิตร

++
กลุ่มผู้กอง
++
    สภาพพรรคพลังประชารัฐ หลังเลือกตั้งเหมือนพรรคไทยรักไทยยุคแรกๆ คือ มี ส.ส.หน้าใหม่เยอะ พวกเขาขี่กระแส “ลุงตู่” เข้าสภาฯ จึงเรียกว่า “ส.ส.นกแล” 
    “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” อาจเสียงไม่ดังมากนัก เนื่องจากในภาคเหนือ ได้ ส.ส.ไม่ที่นั่ง และภาคอีสาน ก็ได้มาแค่ ส.ส.เขต 1 คนที่ขอนแก่น แต่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล “ผู้กองธรรมนัส” ใช้ความเป็นคนใจถึงพึ่งได้ เข้ามาดูแลพรรคเล็ก (1 ที่นั่ง) รวมถึงการเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง “ส.ส.นกแล” จำนวนหนึ่ง 
    เมื่อ “ผู้กองธรรมนัส” เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ ก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก ทั้งงานหลวง ทั้งงานราษฏร์ ผู้กองทำได้เข้าเป้า จน “ลุงป้อม” ไว้ใจ 

ผู้กองธรรมนัส ที่โตเร็วกว่าเพื่อน 

    หลังปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ ผู้กองธรรมนัส หันไปจับมือกับ “สันติ พร้อมพัฒน์” ผู้ดูแลกลุ่มเพชรบูรณ์ และเจ้าของตึกที่เป็นสำนักงานใหญ่ของพลังประชารัฐ ในวันนี้ พ่วงด้วย “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” กลายเป็น “กลุ่ม 3 ช.” (3 รัฐมนตรีช่วย) 

สันติ กลุ่มเพชรบูรณ์ 

    นาทีนี้ ต้องบอกว่า “กลุ่ม 3 ช.” ถูกจับตามองมากที่สุด นักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักต่างยกให้เป็น “เต็งหนึ่ง” จะได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็น “รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ” และ “รัฐมนตรีดีอีเอส” แถมอาจได้ “รัฐมนตรีแรงงาน” อีกตำแหน่งหนึ่ง
    นอกจากกลุ่มสามมิตร และกลุ่ม 3 ช. ก็ยังมีอีกหลายก๊วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ, กลุ่มเสี่ยเฮ้ง, กลุ่มชลบุรี(กำนันเป๊าะ) ,กลุ่มปากน้ำ,กลุ่ม กทม. และกลุ่มด้ามขวานไทย
    ดังที่รู้กัน องค์ประกอบของพลังประชารัฐ มีทั้งอดีต ส.ส.ส่วนใหญ่ ที่มาจากพรรคเพื่อไทย และ “ส.ส.นกแล” จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มก๊วนต่างๆ ตลอดเวลา 
    กลุ่ม “ส.ส.นกแล” จึงเปรียบเสมือนหางเครื่อง ที่วิ่งไปขึ้นวงดนตรีวงไหนก็ได้ ที่หัวหน้าวงดูแลลูกน้องอย่างดี ถึงพวกเขาจะส่งเสียงโวยวาย แต่ก็ไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะให้ “ลุง” ทั้งหลายให้ความสนใจ 
    จวบจนมาถึงวันนี้ พรรคพลังประชารัฐ จึงไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทยในอดีต ที่มีหลากหลายกลุ่มก๊วน และยามใดที่มีการปรับ ครม. ก็วิ่งกันฝุ่นตลบ

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459645

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ‘

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:55 น.

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงชีวิตพลิกผัน ‘ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ‘ โดนโทษจำคุก 7 ปี ดาวราหูเปลี่ยนดวงจะดี เดือนมีนา และมีโอกาสพลิกผัน หลังจากนี้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ชีวิตจะพลิกผัน ย้อนกลับไปอีกเส้นทางหนึ่ง   มีโอกาสที่จะแก้สถานการณ์ กลับคืนมาได้

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ  ชีวิตพลิกผัน  ผ่าดวง พุทธิพงษ์  รัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัล โดนโทษหนัก จำคุก 7   ปี   ดาวราหูเปลี่ยนดวงจะดี เดือนมีนา  และมีโอกาสพลิกผัน  เพราะช่วงจังหวะมีผลกระทบ ทั้งในรอบปี และในชีวิตของดวงชะตาขัดแย้ง   ประกอบกับตกเดือนแตกแยก  ที่จะต้องระวังเรื่องของคดีความ   ประกอบกับเวียนมาบรรจบ ต้องมีเหตุติดคุก  ติดตะรางหลังจากนี้ผ่านพ้นวิกฤตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ชีวิตจะพลิกผัน ย้อนกลับไปอีกเส้นทางหนึ่ง   มีโอกาสที่จะแก้สถานการณ์ กลับคืนมาได้ 

ซินแสเข่ง   อาจารย์ชนม์ทรรศน์   ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย   จับยามวิเคราะห์ดวง คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศษฐกิจและสังคม  ต้องคดี ล้มล้างขวาง การเลือกตั้ง ปี 2556-2557 เป็นแกนนำ กลุ่มกปปส ร่วมกับ คุณสุเทพ  เทือกสุบรรณ และสมาชิกคนอื่นๆ  ในกลุ่ม รวม 39 คน   เจอความผิดหลายข้อหา   กบฏยุยงปลุกปั่น ให้หยุดงาน   บุกรุกสถานที่ราชการ   และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย กระด้างกระเดื่องกฏหมายบ้านเมือง  และขัดขวางการเลือกตั้ง และในการตัดสิน ของศาลอาญา  ได้มีการวินิจฉัย ถึงเหตุ และสรุปผลพิพากษา จำคุก เป็นระยะเวลา 7 ปี ทำให้ขาดสมาชิกภาพ ของการเป็นรัฐมนตรี  และสส. สิ้นสุดลง  เมื่อต้องคำพิพากษา   แต่ในดวงชะตานั้น ได้มีการวิเคราะห์ เจาะลึก ผ่าดวง ของคุณพุทธิพงษ์   ให้มีโอกาศคลี่คลายไปในทางที่ดี หากพ้นช่วงประมาณเดือน กุมภาพันธ์   และต่อเนื่องตลอดทั้งปี   ที่มีโอกาสที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  หรือมีการพิจารณาให้ผ่านวิกฤตินี้ได้ แต่ถ้าหากว่าในการพิจารณาคดีนั้น ตกอยู่ในปี 2565   ถือว่ามีผลกระทบ ในปี 2565   ที่อาจจะหนักมากกว่า การพิจารณาโทษปี   2564    ซึ่งเป็นเพียงแค่เล็กน้อย  ซึ่งความจริงแล้ว   ในดวงของวันเกิดก็มีผลกระทบ  ทำให้เกิดความขัดแย้งเป็นศัตรู  จากบุคคลผู้ไม่หวังดี  และรวมถึงเดือน  กพ.ที่มีผลปะทะทำให้มีเรื่องของแตกแยก   พลัดพราก   ตายจาก  ถ้ามีการปะทะกันเกิดขึ้น   ก่อให้เกิดการล่มสลายทั้งในหน้าที่ตำแหน่งและการงาน

ซินแสเข่ง  ให้ข้อเพิ่มเติม ถึงเรื่องคู่ชีวิต ของคุณพุทธิพงษ์  คือคุณ นุษบา   ปุณณกันต์ ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา   ที่สมพงษ์กัน ที่มีดวงเกื้อหนุนกัน ที่จะสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น การมีชีวิตคู่สามีภรรยา  ปีที่ถูกโฉลกกันถือเป็นวาสนา เช่นเดียวกับ คู่สามีภรรยา DJ แมน  และใบเตย   อาร์สยาม   ที่มีดวงสมพงษ์กันเปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกัน  หากช่วยกันจ้ำ  ช่วยกันพาย ก็ทำให้ถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วมากขึน  แต่อุปสรรคอาจจะมีคนอิจฉาริษยาไม่หวังดี ที่จะนำเรื่องของคุณนุษบา   ไปพูดในทางที่เสียหาย แต่ก็เชื่อว่า เพราะมีดวงของศัตรู ผู้ไม่หวังดี   และในด้านดีเสริมครอบครัวและหน้าที่การงานของสามีแล้ว   ที่จะสร้างครอบครัวให้เกิดความมั่นคงเกิดขึ้น ในชีวิตคู่มากกว่า

ใครจะมาเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงเด็กพิเศษ กินจุ เอาแต่ใจคนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459636

ใครจะมาเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงเด็กพิเศษ กินจุ เอาแต่ใจคนนี้

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:20 น.

ใครจะเป็น ‘รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ’ พี่เลี้ยงของเด็กหัวโต กินจุ เอาแต่ใจคนนี้ เวลาที่ผ่านมา เราเลี้ยงเด็กผิดวิธีทำให้มีแต่ผลร้าย ใครกันแน่รังแกฉัน บทวิเคราะห์ โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ทันทีที่มีข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขาดคุณสมบัติ ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) เป็นสมาคมวิชาชีพครูสมาคมแรกที่ออกแถลงการณ์ เรื่อง คุณสมบัติที่จำเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดใจ ‘ณัฏฐพล-อดีตรมว.ศธ.’ หลังได้รับอิสรภาพ

โดยให้เหตุผลว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 45 กำหนดให้ไว้ เพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครูและส่งเสริมภูปัญญาท้องถิ่นศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ

เพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการหล่อหลอมพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ให้มีคุณลักษณะที่ดี มีสมรรถนะที่จำเป็นของคนใน ศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในประชาคมโลก

และได้บรรยายคุณสมบัติของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ที่ต้องการไว้กว้างๆ ดังนี้

1.มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ตรวจสอบได้

2.มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านการศึกษา

3.เป็นผู้ความมุ่งมั่นที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อปวงชนชาวไทย

4.ให้ความสำคัญของวิชาชีพครู ต้องเป็นวิชาชีพควบคุม วิชาชีพชั้นสูง มีสภาวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อเป็นหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและสังคม

5.ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานเด็กไทย ตามหลักสิทธิมนุษยชน เชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยสากล

ที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใด ได้ดำเนินการขัดกับหลักดังกล่าวข้างต้น ข้อเรียกร้องบางข้อกำหนดไว้เป็นกฎหมาย บางข้อกำหนดไว้เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

แต่ก็ยังดีที่ปรากฏความเคลื่อนไหวออกมาให้เห็นบ้าง สำหรับองค์กรวิชาชีพครู ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือเป็นเพียงว่า คล้ายกับการขานชื่อนักเรียนก่อนที่ครูจะเข้าสอน เพื่อแสดงตัวกับผู้มีอำนาจ เท่านั้นเอง

สำหรับตัวของผู้เขียน มองว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการ “รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้สำคัญที่สุด เพียงแต่เป็นผู้ที่เข้ามาติดตามนโยบาย กำหนดทิศทางการบริหารงาน พร้อมกับสร้างผลงานให้กับตัวเองเท่านั้น

ส่วนสาระสำคัญ ได้ถูกกำหนดไว้ทั้งหมดแล้ว ในแผนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น10 ปี หรือ 20 ปี แต่ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ โครงสร้างการบริหารงานที่สับสน การแบ่งอำนาจการบริหารงานที่ไม่ชัดเจน หลักสูตรการศึกษาที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทยและคนไทย รวมถึงขนาดขององค์กรที่ใหญ่เกินไป การทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ ทำให้เกิดช่องว่างในการปฏิบัติงาน

ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนต่อไป ก็คงไม่สร้างความแตกต่างได้มากนัก เมื่อกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้เปรียบเหมือน เด็กพิเศษ มีบุคลิคลักษณะเป็นเด็กอ้วน หัวโต กินจุ เอาแต่ใจ ไม่ได้ดังใจก็เอาแต่ร้องไห้งอแง

หากอยากเห็นการศึกษาของชาติพัฒนาไปกว่านี้ ต้องยอมเป็นคนใจร้าย รับได้กับทุกการเปลี่ยนแปลง แล้วลงมือทำทันที

เมินมาลัย ‘ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459630

เมินมาลัย’ทอน’ รับสภาพ เสียงดีไม่มี ‘เก้าอี้’

27 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:06 น.

สมรภูมิเทศบาล ไม่มีมาลัย ไม่มีรถแห่ “ธนาธร” รับสภาพ เสียงดีแต่มีคะแนนไม่พอ ให้คว้าชัย คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ปลายปีที่แล้ว ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. ไปหาเสียงจังหวัดไหน มาลัยดาวเรืองท่วมหัว โดยเฉพาะแถวภาคอีสาน ใครก็คิดว่า คณะก้าวหน้า ต้องได้ตำแหน่งนายก อบจ.ประมาณ 10 เก้าอี้ แต่หลังปิดหีบ นับคะแนน กลายเป็น “เสียงดีไม่มีคะแนน” หรือเสียงดีไม่มีคะแนนพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้
    ดังนั้น การเลือกตั้งเทศบาลทั่วประเทศ คณะก้าวหน้า จึงเลือกส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ในจังหวัดที่มีความพร้อมจริงๆ ไม่หว่านแห 42 จังหวัดเหมือนเก่า
    ที่เห็นชัดคือ ไม่มีตีฆ้องร้องป่าวทางสื่อโซเชียล ไม่มีการเดินสายปราศรัยหาเสียง ไม่ต้องเตรียมมาลัยดาวเรืองมาต้อนรับ 
    อย่างเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2564 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ย่องเงียบไปโคราช ทำการติวเข้มให้กับทีมผู้สมัครเทศบาลนครนครราชสีมา โดยมี ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครราชสีมา ให้การต้อนรับ
    จบภารกิจในห้องประชุม ก็ไม่มีคิวให้ธนาธรออกเดินเคาะประตูบ้านเหมือนตอนหาเสียงนายก อบจ. ธนาธรจึงกลับกรุงเทพฯ และแอบแวะถ่ายภาพกับ “ไผ่ ดาวดิน” ที่กำลังเดินทะลุฟ้าอยู่
    เมื่อส่องเข้าไปดูแฟนเพจเฟซบุ๊คของผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลฯ ในนามคณะก้าวหน้า ส่วนใหญ่ผู้สมัคร จะไม่นำภาพ “ธนาธร” มาประกบกับตัวเอง เหมือนตอนเลือกตั้งนายก อบจ. ซึ่งตอนนั้น ผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้าทุกคน ต้องมีภาพคู่กับหัวหน้าธนาธร
    แสดงว่า ผู้สมัครนายกเทศมนตรี ขอแค่แบรนด์ “ก้าวหน้า” แต่ไม่เอาแบรนด์ “ธนาธร”

++
เมืองนนท์โมเดล
++
    นับแต่มีการเปิดรับสมัครนายกเทศมนตรี และ ส.ท.ทั่วประเทศ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เพิ่งลงเดินพบปะชาวบ้านที่เมืองนนท์เท่านั้น 
    เหตุที่ไปเมืองนนท์ เพราะเป็นจังหวัดเดียวที่มีความพร้อมมากที่สุด ในการเลือกตั้งเทศบาล เพราะมีการส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี และ ส.ท.มากถึง 6 แห่ง
    โดยเฉพาะ ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี กลับมาลงสมัครนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด หวังฐานเสียงคนรุ่นใหม่ล้มแชมป์เก่า
    สำหรับ “วิชัย บรรดาศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด ในนามกลุ่มนายวิชัย ก็ไม่ธรรมดา เพราะยึดครองเทศบาลปากเกร็ดมาหลายสมัย 
    ผลเลือกตั้งเทศบาล 6 แห่งในเมืองนนท์ จะพิสูจน์กระแสธนาธร ในเขตปริมณฑลที่มีสภาพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ 

เมืองนนท์ ยังพึ่งแบรนด์ธนาธร

++
ขายตัวเอง
++
    ขณะที่สนามเมืองนนท์ ทีมผู้สมัครนายกเทศมตรี ทั้ง 6 เทศบาลยังขายแบรนด์ “ธนาธร” แต่สนามเทศบาลนครหาดใหญ่ “ประยูร วงศ์ปรีชากร” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในนามคณะก้าวหน้า กลับขายตัวเองและเพื่อน
    เริ่มจากการสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊ค “ประยูร x สมบูรณ์” หมายถึง ประยูร วงศ์ปรีชากร และสมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์ ที่คนหาดใหญ่รู้จักมากกว่าธนาธร 
    “ประยูร” ประธานผู้ก่อตั้งหอการค้าจังหวัดสงขลา และอดีต สท.หาดใหญ่ ที่คลุกคลีกับการเมืองท้องถิ่นมานาน ส่วน สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์ เจ้าของธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท 

หาดใหญ่ขายแพ็คคู่ 

    จากหาดใหญ่ขึ้นไปเชียงใหม่ “เหมา” ธีรวุฒิ แก้วฟอง ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ สังกัดคณะก้าวหน้า ก็ไม่มีภาพคู่กับธนาธร เขาโชว์เดี่ยว ความเป็น “เฮียเหมา” ผู้บุกเบิกคราฟต์เบียร์ในเชียงใหม่

เชียงใหม่ ขายเฮียเหมา 

    บวกประสบการณ์การเป็นข้าราชการอยู่ที่ศาลาจังหวัดเชียงใหม่มา 20 ปี เขาจึงตั้งกลุ่มเชียงใหม่ที่ดีกว่า เตรียมเล่นการเมืองท้องถิ่น ตอนหลัง คณะก้าวหน้า เชียงใหม่ มาขอแจมด้วย เลยกลายเป็นคณะก้าวหน้า เชียงใหม่ที่ดีกว่า 
    นี่คือตัวอย่างของการตลาดการเมืองท้องถิ่น ในยามที่แบรนด์ “ธนาธร” ไม่ขลัง เหมือนตอนเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562

ทุบตลาดเช้า ผุดตลาด ‘จีน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459588

ทุบตลาดเช้า ผุดตลาด ‘จีน’

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:57 น.

ทุบแล้ว ตลาดเช้าเวียงจันทน์ อายุ 60 ปี รัฐบาลลาวให้สัมปทาน “ทุนจีน” ผุดตลาดใหม่

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2564 แอดมินแฟนเพจเฟซบุ๊ค Gonzalo Cancino อัพสเตตัส “ตลาดเช้า 2021” พร้อมภาพชุดการรื้อถอนอาคารตลาดเช้า นครหลวงเวียงจันทน์

ตลาดเช้า” อาคารรูปทรงศาลาวัดขนาดใหญ่ มีอายุมากกว่า 60 ปี คนลาวและคนไทยต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี นับจากวันนี้ไป คงเหลือไว้แค่ตำนานให้เล่าขาน เพราะกลุ่มทุนจีน กำลังทุบสร้างตึกใหม่ใหญ่กว่าเดิม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ย่างกุ้งสปริง’22222’ล้านไล่ ‘ตั๊ดมะด่อ’
 

การทุบตลาดเช้า

อำลาตลาดเช้า

ตลาดเช้า ตั้งอยู่มุมด้านตะวันออกของถนนล้านช้าง และถนนคูเวียง ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ประกอบด้วยอาคาร Mall 1,Mall 2 อาคารตัว U ซึ่งเป็นอาคารหลังเก่าแก่ กำลังถูกทุบทิ้ง

สำหรับอาคารตัว U เป็นอาคารดั้งเดิมของตลาดเช้า มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะส่วนหลังคาแบบทรงสูง และป้านลมมีลวดลายเอกลักษณ์แบบลาว
นอกจากนั้น มีอาคารรูปทรงแบบเดียวกัน อยู่ตรงกลางตัว U แต่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว สร้างอาคารใหม่ สูง 4 ชั้น เมื่อปี 2552 โดยทุนจากสิงคโปร์

ตลาดจีน

เจ้าผู้ครองนครหลวงเวียงจันทน์ มีแผนพัฒนาพื้นที่ตลาดเช้า เป็นตลาดทันสมัย จึงอนุญาตให้กลุ่มทุนจีน เข้ามาบริหารจัดการตลาดใหม่

วันที่ 27 พ.ค.2563 บริษัท ฮัวซิน พัดทะนา จำกัด ได้เซ็นสัญญาสัมปทานพัฒนาตลาดเช้า ตึกตัว U (ตึกเก่า) ,ตึกมอลล์ 1 และตึกมอลล์ 2 โดยมูลค่าการลงทุน 79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอายุสัมปทาน 40 ปี 

โครงการพัฒนาตลาดใหม่ แทนอาคารตัว U จะมีการสร้างตึกสูง 8 ชั้น มีเนื้อที่ 26,000 ตารางเมตร คาดว่าจะสำเร็จในปี 2568 

ตลาดเช้า ที่ยังมีตึกตัว U และตึกตัว I

ตำนานตลาดเช้า

– ยุคราชอาณาจักรลาว

ตลาดเช้า(ตึกเก่า) ตึกรูปตัว I ได้รับการออกแบบโดยเจ้าสุวันนะพูมา นายกรัฐมนตรี สมัยนั้น ซึ่งได้มีพิธีเปิดตลาดเช้าอย่างเป็นทางการ เมื่อ 10 พ.ค.2507 โดยมีท่านโง่น ชะนะนิกอน และทูตสหรัฐ ประจำลาว ร่วมเป็นประธานเปิด

การก่อสร้างตึกตลาดเช้า หลังแรก(ตึกตัว I) ได้รับทุนอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเวลานั้น สหรัฐได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลราชอาณาจักรลาวในทุกด้าน

– ยุค สปป.ลาว 

ต้นปี 2533 ได้มีการก่อสร้างอาคารตัว U เพิ่มใส่ทั้ง 3 ด้าน ซึ่งเป็นตึก 2 ชั้น และที่เหมือนกันของตึกตัว I และตัว U คือมีหลังคาที่ลาดเอียง 
ระยะนี้ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้เปลี่ยนจากเศรษฐกิจสังคมนิยม มาสู่เศรษฐกิจกลไกตลาดเสรี ตามแนวคิดจินตนาการใหม่ ของประธานไกสอน พมวิหาน จึงมีการขยายตลาดเช้า ให้เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ทั้งค้าปลีกและค้าส่ง 

ปี 2552 ได้มีการสร้างอาคารใหม่ สูง 4 ชั้น เป็นศูนย์การค้า และมีที่จอดรถ ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างคือ Singapore Excalibur Group Pte Ltd บริษัทของสิงคโปร์ มูลค่าการก่อสร้าง 27 ล้านดอลลาร์ (ก่อสร้างยังไม่เสร็จ มีการเปิดใช้บางส่วน)

ตลาดเช้าหลังแรก เมื่อปี 2507

3 นิ้วพม่า สงคราม “ทานาคา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459568

3 นิ้วพม่า สงคราม “ทานาคา”

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:11 น.

ยุทธการทาแก้มด้วย “ทานาคา” ทั้งแผ่นดิน ม็อบพม่าปลุกสำนึกรักประชาธิปไตย รักวัฒนธรรมแก่เด็ก Gen Z 

++
สถานการณ์ในเมียนมา นับจากที่กองทัพทำรัฐประหารเข้ายึดอำนาจ และควบคุมตัวอองซานซูจี ผู้นำรัฐบาลพลเรือน ตลอดจนสมาชิกคนสำคัญของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2564 มีการชุมนุมประท้วงทุกวัน และอารยะขัดขืน หยุดงานทั่วทุกเมือง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…  เปิดตัว “ไป๋ 3 นิ้ว” ทีมการ์ดประชาชน

เป็นเวลากว่า 24 วัน ชาวพม่าตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ลงท้องถนนชุมนุมประท้วงทุกวันนอกจากนั้น ยังมี “ขบวนการอารยะขัดขืน” นัดหยุดงานทั้งในภาคเอกชนและราชการ    

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2564 กลุ่มผู้ชุมนุมในนามกลุ่มศิลปินดารานักแสดง ได้นัดหมายการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ตามแคมเปญ “สงครามทานาคา” โดยเรียกร้องชาวพม่าทาแก้ม ทาใบหน้าด้วยทานาคา ออกมาเดินขบวนและชุมนุมประท้วงอย่างสันติ    

ที่ย่านเลดัน ย่างกุ้ง จุดชุมนุมใหญ่ มีชาวพม่าได้นำตั้งจุดบริการประแป้งทานาคากันอย่างครึกครื้น บางรายยังใช้ทานาคาเขียนเป็นตัวหนังสือ “CDM” โดยแกนนำกลุ่มที่ทำกิจกรรมนี้ ต้องการสื่อถึงกลุ่มเด็ก Gen Z ให้เข้าใจรากเหง้าทางวัฒนธรรม         

มิใช่แค่การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ หากแต่เป็นการปลูกฝังความเป็นชาติ ผ่านทานาคา    

มีข้อน่าสังเกตว่า การชุมนุมและเดินขบวนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในเมียนมา ในแต่ละวัน จะมีธีม มีแคมเปญ เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ทุกกิจกรรมนั้น ยังคงเดินตามแนวทางสันติวิธี    

ดังที่ทราบกัน เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของผู้หญิงชาวพม่าคือ การทาแก้มและใบหน้าด้วยผงแป้งผสมน้ำสีขาวเหลือง ที่เรียกว่า “ทานาคา” แม้แต่หนุ่มๆ บางคน ก็เลือกใช้เครื่องประทินผิวที่ทำมาจากรากไม้ชนิดนี้เช่นกัน    

ชาวพม่าสืบทอดทอดภูมิปัญญาในเรื่อง ทานาคา มานับพันปี โดยเชื่อว่ามีความสะอาดปลอดภัย มีคุณสมบัติควบคุมสิวและรักษาบาดแผลบนใบหน้า    

เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ กรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของเมียนมา ได้ยื่นเสนอชื่อผลิตภัณฑ์ “ทานาคา” ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เพื่อพิจารณารับรองให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของโลก 

ไพ่ตาย “หนู-ต่อ” ขยับ เขย่าขวัญ 3 ป. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/459542

ไพ่ตาย “หนู-ต่อไ ขยับ เขย่าขวัญ 3 ป.

26 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:37 น.

“เสี่ยหนู” กับ “เสี่ยต่อ” จับขั้วรักษา “เก้าอี้” ค่ายสีน้ำเงินหวังได้เก้าอี้เพิ่ม ไพ่ตาย “3 ป.” จ่ายค่าเยียวยา คอลัมน์… ท่องยุทะภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
อลหม่านบ้านทรายทอง หลัง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอีเอส ,ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยคมนาคม และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษาธิการ ต้องพ้นตำแหน่ง จากคำพิพากษาของศาลอาญา สั่งจำคุกในคดี กปปส. ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… ภท.- ปชป. ผนึกกำลัง ” เฉลิมชัย”ย่องพบ” อนุทิน”ที่ก.สาธารณสุข คาดถกปรับครม.

เสี่ยต่อ กับซุ้มบุรีรัมย์ แนบแน่นมายาวนาน

เท่ากับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าง 3 ตำแหน่ง ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ “สึนามิ กปปส.” ก่อให้คลื่นลมปั่นป่วนทั้งในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล    

ส.ส.พลังประชารัฐ 90 คน ลงชื่อในหนังสือมอบอํานาจให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค มีอำนาจตัดสินใจ คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่าง    

นัยว่า ธงการเคลื่อนไหวหนนี้ มิเพียงแค่เรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ หากแต่ยังหวังให้เกิดการปรับ ครม.ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย เพราะแกนนำค่าย พปชร.บางกลุ่ม ต้องการริบเก้าอี้รัฐมนตรีมาจากค่ายประชาธิปัตย์    

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามนักข่าวสั้นๆ กรณีข่าวจัดสรรเก้าอี้ใหม่ว่า “..ตามหลักการ ควรจะจัดสรรโควตารัฐมนตรีเท่าเดิม เหมือนตอนที่ขอร่วมรัฐบาล”    

ฉะนั้น เช้าวันที่ 25 ก.พ.2564 นักข่าวประจำกระทรวงสาธารณสุข จึงเห็นภาพ “เสี่ยต่อ”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มาพบปะพูดคุยกับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมี “เสี่ยตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ปชป.ร่วมพูดคุยอยู่ด้วย    

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ “เสี่ยต่อ” มาขอรับประทานอาหารเช้าร่วมกับ “เสี่ยหนู” ที่กระทรวงสาธารณสุข ในสถานการณ์ปรับ ครม.รอบใหม่ กำลังอลวนอลเวง

++
ดีลเก่าเขย่าซ้ำ
++
“นกมีขน คนมีเพื่อน” นี่คือลักษณะพิเศษของ “เสี่ยต่อ” จึงถูก “กัปตันอู๊ดด้า” เลือกมาเป็นเลขาธิการพรรค ในสถานการณ์พิเศษ    

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนตั้งรัฐบาลประยุทธ์ เวอร์ชั่นมาจากการเลือกตั้ง ที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” และ “เสี่ยต่อ” ได้นัดรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2562 โดยเสี่ยหนู โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทำงานกันอยู่นะครับ ไม่ได้มากินกันเฉยๆ ตามที่ได้พูดไว้ทุกอย่าง”    

เวลานั้น เป็นห้วงเวลาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยภูมิใจไทย ขอ 3 เก้าอี้ คมนาคม ,สาธารณสุข และท่องเที่ยว ส่วนประชาธิปัตย์ ขอจอง 2 เก้าอี้ พาณิชย์ และเกษตรฯ     

“ลุงป้อม” ก็ตัดสินใจยาก เพราะบรรดา “ขาใหญ่” ใน พปชร. ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย     

เสี่ยหนู กับเสี่ยโอ๋ แกนนำหลักของค่ายสีน้ำเงิน

เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก “เสี่ยหนู-เสี่ยต่อ” ในร้านอาหารคือ “เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ มือทำงานของเสี่ยต่อ และเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับ “นายใหญ่โรงโม่” บุรีรัมย์ มานานปี    

นักข่าวทุกสำนักได้รับข่าวแจกเรื่องการรวมตัว “ขั้วที่ 3” ของภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ รวม 103 เสียง(จำนวน ส.ส.ในเวลานั้น)    

ผู้วางแผนจัดฉาก “ขั้วที่ 3” ก็คือ “นายใหญ่บุรีรัมย์” ที่ต้องการเบรกเกมการต่อรองตำแหน่งจาก “กลุ่มสามมิตร” และอีกหลายซุ้ม ในค่ายพลังประชารัฐ ว่าอย่ามาแตะกระทรวงที่ 2 พรรคได้จองเอาไว้    

ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม “เพื่อนเฉลิมชัย” กับ “เพื่อนเนวิน” ได้เริ่มสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย    

“เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ได้รับมอบหมายจาก “เนวิน” ไปดำเนินการขยาย “สาขาพรรค” ในภาคใต้ เริ่มต้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ยันสตูล เสี่ยโอ๋ ต้องการดึง “เสี่ยต่อ” มาปักธงสีน้ำเงินที่ภาคใต้ตอนบน ประสานกับ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยึดฝั่งอันดามัน    

ตอนนั้น มีข่าวลือว่า ทีมเสี่ยต่อจะย้ายจาก ปชป.มาภูมิใจไทย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่ได้ย้าย ทั้งกลุ่มยังอยู่พรรคเดิม แต่ก็มีใจผูกพันกันตามประสานกมีขน คนมีเพื่อน 

++
ปชป.ป่วน
++
คณิตศาสตร์การเมืองในชั่วโมงนี้ พรรคภูมิใจไทย มีจำนวน ส.ส.รวม 61 คน เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐ ที่มี 121 คน ขณะที่ ปชป.มีจำนวน ส.ส.เหลือเพียง 51 เสียงเท่านั้น     

เดิมพรรคภูมิใจไทย มีรัฐมนตรี 7 คน 8 ตำแหน่ง จึงมีข่าวว่า ค่ายสีน้ำเงินจะใช้ตัวเลข 61 เสียง อ้างความชอบธรรมที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่ม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เดิมมีรัฐมนตรี 7 คน 8 ตำแหน่ง อาจถูกริบโควต้าให้เหลือ 6 คน 7 ตำแหน่ง    

สถานการณ์ที่ง่อนแง่นของ ปชป. นักข่าวจึงได้เห็นภาพ “เสี่ยต่อ” ถ่อแพไปพบ “เสี่ยหนู” ที่กระทรวงสาธารณสุข    

ด้านหนึ่ง มีการปล่อยข่าวว่า ค่ายสีน้ำเงินต้องการให้ “3 ป.” เยียวยาศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีคมนาคม ที่ถูกโหวตงดเสียงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยการเพิ่มโควต้ารัฐมนตรีให้กับภูมิใจไทย     

นัยว่า นี่เป็นไพ่ตาย ที่ 3 ป. ไม่สามารถปฏิเสธได้