คิดเพื่อทักษิณ บ้านเอเอฟ ‘เฮียเพ้ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458153

คิดเพื่อทักษิณ บ้านเอเอฟ ‘เฮียเพ้ง’

12 กุมภาพันธ์ 2564 – 15:32 น.

ส่องบ้านเอเอฟเพื่อไทย “เฮียเพ้ง” ปิ๊งไอเดียชิง “ราษฎร” แข่งพรรคก้าวไกล

++
    วันตรุษจีนปีนี้ มังกรปากน้ำโพ เริ่มโผล่มาเคลื่อนไหวตามสไตล์ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ไม่ออกหน้าแต่ออกความคิด 
    ชัดเจนแล้ว โครงการ “The Change maker คิด เพื่อ ไทย” นั้น ต้นคิดมาจากเฮียเพ้ง ที่อยากเปิดบ้านเอเอฟ ภาคการเมือง
    หลายคนจำได้ รายการเรียลิตี้บ้านเอเอฟ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย อันโด่งดังได้เป็นอย่างดี เมื่อจะปรับขบวนพรรคเพื่อไทย ต้อนรับคนรุ่นใหม่ ก็ต้องเปิดบ้านเอเอฟ ชักชวน Gen Y Gen Z เข้ามาอยู่ในบ้าน The Change maker 
    เฮียเพ้งจึงขายไอเดียนี้ ต่อปูลิตบูโรเพื่อไทย เมื่อทุกคนโอเค จึงเดินหน้าเปิดโครงการบ้านเอเอฟการเมืองไปเมื่อหลายวันก่อน
    จริงๆแล้ว เฮียเพ้งมีบทบาทสำคัญในช่วงก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ปี 2542-2543 ทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจให้เป็นผู้อำนวยการพรรค และช่วยคิดกลยุทธ์หาเสียง เฮียเพ้งได้เปิดบ้านที่หมู่บ้านเกศินีวิลล์ เป็นฐานบัญชาการ
    หลังชัยชนะในสมรภูมิเลือกตั้ง 2544 มีคนในพรรคไทยรักไทย อวดอ้างผลงานเยอะ แต่เฮียเพ้ง ก็เก็บตัวเงียบ พูดน้อยแต่ทำมาก นี่แหละคนจริงจากปากน้ำโพ 

++
แคร์สายเฮีย
++
    วันเกิดปี 2562 “เฮียเพ้ง” จัดงานวันเกิดกับคนรู้ใจ และประกาศวางมือทางการเมือง หลังจบภารกิจพรรคไทยรักษาชาติ แต่สถานการณ์เปลี่ยน “คนแดนไกล” ทั้งพี่ ทั้งน้อง อยากดิสรัปต์พรรคเพื่อไทย เฮียเพ้งจึงต้องกลับมา
    เริ่มจากตั้งกลุ่มแคร์ และขยับมาที่พรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา จะได้เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เพราะ “เฮียเสริฐ” เป็นขุนพลของเฮียเพ้ง
    ข้อมูลจากการบริจาคเงินให้พรรคเพื่อไทยของ กกต. เดือน พ.ย.2563 ปรากฏว่า พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล บริจาค 2 ล้านบาท ตามด้วยคนสนิท “เจ๊แจ๋น” พวงเพ็ชร ชุนละเอียด บริจาค 1 ล้านบาท 
    พูดถึง “เฮียเพ้ง” ช่วงที่ไปรับบทเสนาธิการหลังม่านพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งมีเป้าหมายแข่งกับพรรคอนาคตใหม่โดยตรง จึงรวบรวมคนรุ่นใหม่เข้ามาสร้างพรรค แต่ “คนแดนไกล” ดันคิดการใหญ่ ไม่ปรึกษาใคร เลยต้องจบแบบไม่สวย
    แถมคะแนนของพรรคไทยรักษาชาติ ก็ไหลไปที่พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต เฮียเพ้งคงจะไม่ให้มีสภาพแบบนั้นอีกแล้ว 

         เฮียเพ้ง กลับมาปั้นดาวรุ่ง 

++
ราษฎรสายเฮีย
++
    บ้านเอเอฟในฝันของเฮียเพ้ง หรือโครงการ The Change Make จะเปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่ๆ จะอายุเท่าไหร่ก็ได้ ขอเพียงสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง
    จะสมัครเข้ามากี่คนก็ได้ แล้วคัดเลือกให้เหลือเพียง 100 คน จากนั้นจะแบ่งออกเป็น 10 ทีม ทีมละ 10 คน เพื่อแข่งขันกัน ก่อนที่จะคัดเหลือเพียง 5 ทีม ซึ่งจะเป็น 5 นโยบายที่ผ่านการคัดเลือกจากแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้ว และพร้อมที่จะนำไปจัดทำเป็นนโยบายของพรรคต่อไป
    พูดง่ายๆ พรรคเพื่อไทย กำลังช่วงชิงคนรุ่นใหม่ปีกประชาธิปไตย และไม่ต้องการให้ “ราษฎร” ไหลไปที่พรรคก้าวไกลพรรคเดียว
    สำหรับคนเสื้อแดง มวลชนพื้นฐานของเพื่อไทย เฮียเพ้งคงมอบให้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ประสานงาน ร่วมกับธิดา ถาวรเศรษฐ และเหวง โตจิราการ ซึ่งแกนนำ นปช.ทุกคน ล้วนสนิทกับเฮียเพ้ง
    ภารกิจปั้นบ้านเอเอฟ ของเฮียเพ้ง ก็หวังที่จะได้นโยบายโดนใจชาวบ้าน มาแทนชุดเดิมที่ติดตลาดอยู่ในเวลานี้ 

ดาราพม่า ตั้ง ‘กองทุน’ สู้ทมิฬขัดขืนทั้งแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458128

ดาราพม่า ตั้ง ‘กองทุน’ สู้ทมิฬขัดขืนทั้งแผ่นดิน

12 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:19 น.

กลไกราชการต้องอัมพาต ดาราพม่าหัวหอกปลุกขบวนการอารยะขัดขืน ตั้งกองทุนจ่ายเงินเดือนกรณีข้าราชการลาออก คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ปกติวันที่ 12 ก.พ.2564 ตรงกับวันสหภาพ (The Union day) ปีที่ 74 ทั่วทั้งประเทศเมียนมา จะจัดงานรำลึกถึงวันที่นายพลออง ซาน ลงนามในสัญญาปางโหลง ร่วมกับเจ้าฟ้า กลุ่มชาติพันธุ์ก่อนได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ แต่ปีนี้ มีสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงต้องเจอกับคลื่นการประท้วงการทำรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาแทน
    อย่างไรก็ตาม พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหารในนามประธานสภาบริหารภาครัฐ(SAC) ได้ใช้โอกาสนี้ประกาศนิรโทษกรรมนักโทษ 2 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ รวมถึงนักโทษการเมืองด้วย 
    ก่อนหน้านั้น นายพลมินอ่องหล่าย ออกโรงประณามข้าราชการที่หยุดงานว่า ไร้สามัญสำนึก และเรียกร้องให้กลับเข้าทำงาน
    แสดงว่า กลุ่มผู้ประท้วงเผด็จการทหาร ทำการรณรงค์อารยะขัดขืนได้ผล เพราะมีข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจหยุดงาน และลาออกบ้างแล้ว  
    เฉพาะกลุ่มแพทย์และพยาบาล ได้หยุดงานกันทั่วประเทศ จนทำให้กองทัพเมียนมา ได้เปิด รพ.ทหาร รองรับผู้เจ็บป่วย ระดมหมอเสนารักษ์ และหมออาสาเข้ามาช่วยตรวจรักษาประชาชน
    อาการหงุดหงิดของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ที่ข้าราชการก่อหวอดไม่รับฟังคำสั่งจากส่วนกลาง บ่งบอกถึงความสำเร็จในการต่อสู้ของฝ่ายประชาชน 

++
ทัพดาราพาเหรด
++
    ในการชุมนุมประท้วงที่ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ ปรากฏว่า กลุ่มศิลปินนักแสดง นักร้อง นายแบบ นางแบบ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ต่างออกมาร่วมแสดงพลังบนท้องถนน 
    เฉพาะที่ย่างกุ้ง สมาคมภาพยนตร์เมียนมา เป็นแกนหลักต่อต้านเผด็จการทหาร พร้อมเรียกร้องให้ข้าราชการเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement – CDM)
    วันที่ 11 ก.พ.2564 ที่หน้าสถานทูตจีนประจำย่างกุ้ง Paing Takhon นายแบบสุดหล่อ พาเพื่อนนักร้องมาประท้วงรัฐบาลจีน และขอให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ยุติการช่วยเหลือรัฐบาลทหารเมียนมา
    “เรามีความสุขมากในวันตรุษจีน ปีนี้เรากำลังประท้วงเพื่อประชาธิปไตย”

            Paing Takhon ประท้วงหน้าสถานทูตจีน 

    ก่อนหน้านั้น วันที่ 10 ก.พ.2564 ดาราสาวแสนสวย Wut Hmun Shwe Yee ได้ไปแสดงพลังที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในย่างกุ้ง ร้องขอให้สหรัฐกดดันเผด็จการทหารให้คืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนเมียนมา
    “ฉันกลับมาจากค่ายปฏิบัติธรรม และวันนี้ ฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วง และฉันก็ยืนหยัดอยู่กับผู้คน” นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนขบวนการอารยะขัดขืน (CDM) 

              Wut Hmun Shwe Yee ดาราสาวที่หน้าสถานทูตสหรัฐ

    เช่นเดียวกับ Mary นักร้องและนักแต่งเพลง ที่ลุกขึ้นมาประท้วงการรัฐประหาร เธอประกาศผ่านโทรโข่ง ให้ทุกคนยึดแนวสันติวิธี ปลอดภัย เลี่ยงการเผชิญหน้ากับตำรวจ 
    “ถ้าข้าราชการหยุดงาน 100% กลไกราชการอัมพาต เราชนะ” เธอจึงสนับสนุนให้ข้าราชการแสดงความกล้าหาญ ลาออกหรือหยุดทำงานรับใช้เผด็จการ                       

             Mary นักร้องดัง หนุนข้าราชการลาออก 

++
กองทุนอารยะขัดขืน
++
    การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และหยุดเผด็จการทหาร ดารานักแสดง นักร้อง เซเลบ จึงรวมตัวกันเป็นกลุ่ม We Support Heroes ซึ่งเป็นกลุ่มประชาสังคมสนับสนุนการอารยะชัดขืน(CDM)
    “ขอให้เราร่วมมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้ข้าราชการทุกคนเป็นวีรบุรุษของประเทศขบวนการอารยะขัดขืนเป็นองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และไม่แสวงหาผลกำไร”
    นอกจากกลุ่ม We Support Heroes แล้ว ดาราพม่าอีกกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งแฟนเพจ 21 Savage MM เพื่อรณรงค์ในแคมเปญกองทุน “People Give – Pyi Thu Pay” เพื่อนำเงินบริจาคทั้งหมดให้กับข้าราชการที่ลาออกประท้วงรัฐบาลทหาร หรือ CDM Heroes 
    พวกเขาอาสาดูแลข้าราชการที่ลาออก หรือหยุดงาน จ่ายเงินเดือนให้ และหาที่พักอาศัยให้ ในกรณีที่ข้าราชการเหล่านั้น รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

            กลุ่ม We Support Heroes พาข้าราชการกลุ่มหนึ่งไปหาที่พักใหม่ หลังลาออก 

    การชุมนุมต้านเผด็จการยุคนี้ ต่างจากเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว คนพม่าเรียนรู้บทเรียนจากอดีต เลี่ยงการเผชิญหน้าแตกหัก พวกเขานัดชุมนุมกันทุกวัน เริ่มจากเช้าจนถึงเย็น ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน 
    ผู้ประท้วงใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือต่อต้านเผด็จการ และรณรงค์ให้ข้าราชการอารยะขัดขืน หากกลไกราชการเป็นอัมพาตทั้งประเทศ เผด็จการทหารก็ไปต่อไม่ได้ 

ศึกซักฟอก ลุ้น..รมต.เก้าอี้หัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458119

ศึกซักฟอก ลุ้น..รมต.เก้าอี้หัก

12 กุมภาพันธ์ 2564 – 10:49 น.

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล กำลังจะระเบิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แม้ว่ารัฐบาลคงสอบผ่านศึกครั้งนี้ไปได้ แต่อาจมี”รัฐมนตรี” บางคนกระเด็นตกจากเก้าอี้หล่นจาก”รัฐนาวา “

นับจากนี้อีกประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 10 รัฐมนตรีจาก 3 พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งนับเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้งที่หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่พรรคแกนนำ ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปด้วย

10 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย  ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ​, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข, นายจุรินทร์​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ , นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ , นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

สำหรับเสียงอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องได้ถึงเท่าไหร่จึงจะทำให้ “รัฐมนตรี ” พ้นจากตำแหน่ง  

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 151 บัญญัติว่า มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

และมาตรา170 รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ

( 3 ) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

ส.ส. เท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้มีจำนวน 487 คน (จากจำนวนเต็ม 500 คน) โดยจำนวน ส.ส. 487 คน แยกเป็น ฝ่ายรัฐบาล 277 คน ฝ่ายค้าน 210 คน

แต่เฉพาะซักฟอกครั้งนี้นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จากพรรคไทยศรีวิไลย์ และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ร่วมกับฝ่ายค้านทำให้ฝ่ายรัฐบาลเสียงลดเหลือ 275 เสียง ส่วนฝ่ายค้านเสียงเพิ่มเป็น 212 เสียง

แต่จะเห็นได้ว่าเสียงฝ่ายรัฐบาล ก็ยังทิ้งห่างจากเสียงของฝ่ายค้านถึง 63 เสียง 

และนี่ยังไม่รวมถึง ส.ส. ฝ่ายค้าน บางคนที่พร้อมแหกโผเป็น“งูเห่า” ไปโหวตเสียงให้กับฝ่ายรัฐบาล อย่างที่เราเคยเห็นอยู่บ่อยๆจากการโหวตในสภาในหลายเรื่องที่ผ่านมา  

ดังนั้นโดยสรุปหากดูคะแนนเสียง จำนวนมือในสภา ฝ่ายค้านคงทำอะไร“รัฐบาล”ไม่ได้

อีกทั้งบรรดากูรูทางการเมืองทั้งนักการเมืองและนักวิชาการ มองตรงกันว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านศึกซักฟอกไปได้อย่างแน่นอน เพราะฝ่ายค้านขาดเอกภาพ และอ่อนแรงไปมากส่งผลทำให้รัฐบาลสามารถเดินต่อไปได้แต่ประเด็นท้าทายกว่าหลังจากนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และม็อบนอกสภา

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการเตรียมพร้อมรับศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อว่ากลไกรัฐสภา จะเป็นกลไกที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยจะมีการชี้แจงผลงาน รายละเอียดการทำงานที่ผ่านมาผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ และพร้อมที่จะตอบปัญหาในทุกประเด็นของฝ่ายค้าน

ด้านฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยได้จัด 15 ขุนพลฝีปากกล้า เตรียมซักฟอกรัฐมนตรี โดยมั่นใจว่าข้อมูลอภิปรายครั้งนี้ มีหลักฐานชัดเจน ไม่ออกนอกเรื่องอย่างแน่นอน

โดยเบื้องต้น“ขุนพล”ที่ฝ่ายค้านวางตัวไว้ซักฟอกรัฐมนตรี  ก็มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์  นายสุทิน คลังแสง นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นายจิรายุ ห่วงทรัพย์  นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว   นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จากพรรคเศรษฐกิจใหม่  นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  นายวิโรจน์  ลักขณาอดิสร  นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากพรรคก้าวไกล  พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 

ส่วนทางฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมพร้อมรับมือการซักฟอกเต็มที่  โดยจะมีการตั้ง“วอร์รูม” แถลงตอบโต้ทันทีเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งนอกสภาฯ และในสภาฯ

ทั้งนี้“วอร์รูม” ดังกล่าวมีหน้าที่ในการหาข้อมูลสนับสนุนพิทักษ์ 10 รัฐมนตรี ซึ่งภารกิจหลัก จะมีการเก็งข้อสอบ ล้วงตับฝ่ายค้าน เช็คภายใน ทั้งบนดิน ใต้ดิน และทางลับว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรี ในเรื่องอะไรบ้าง 

ขณะเดียวกัน“วอร์รูม” ก็จะมีการเตรียมข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลให้กับ นายกฯ รองนายกฯ และรัฐมนตรี รวมถึงข้อเสนอแนะให้รัฐมนตรีชี้แจงตอบโต้ฝ่ายค้านในประเด็นต่างๆ และยังส่งข้อมูลให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้ช่วยรัฐมนตรีตอบข้อซักค้านของฝ่ายค้านว่าที่กล่าวหามาอะไรเป็นเรื่องเท็จ 

ส่วน“ขุนพล” ของฝ่ายรัฐบาลที่เตรียมไว้รับมือกับฝ่ายค้าน ก็มีทั้งในและนอกสภา

นอกสภา ก็มี แรมโบ้อีสาน- สุภรณ์ อัตถาวงศ์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี , ธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ส่วนในสภามี สิระ เจนจาคะ  ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ  วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ 2 รมต.ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์  และนายนิพนธ์ บุญญามณี  รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย นั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ เป็นประธานคณะทำงานติดตามข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนคณะทำงานฯก็มี นายนริศ ขำนุรักษ์ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ และนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค เป็นเลขานุการคณะทำงาน

ด้าน“ซูเปอร์โพล”  ได้สำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้างใจในครั้งนี้ พบว่าประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ 

แต่มีประชาชนมากถึง 99.3% เชื่อว่าหลังจบซักฟอกจะมีการ“ปรับ ครม.” ซึ่งก็มีความเป็นได้เช่นกัน

เพราะหากมองมาที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพโดยเฉพาะใน“พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลว่าจะสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ 

จึงมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่าจะมี ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ ไม่โหวตให้กับ“รัฐมนตรี” บางคน 

ซึ่งหากมี“รัฐมนตรี” คนใด ได้คะแนน“ไว้วางใจ” น้อยกว่า“รัฐมนตรี”คนอื่นมากๆ ก็ยากที่จะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่อได้แม้ว่าจะ “สอบผ่าน”การอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ 

“สันธนะ” ตั้งข้อสังเกต จับหลงจู้ มีแบบเงื่อนไข – ข้อตกลงบางอย่าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458093

“สันธนะ” ตั้งข้อสังเกต จับหลงจู้ มีแบบเงื่อนไข – ข้อตกลงบางอย่าง

11 กุมภาพันธ์ 2564 – 20:26 น.

สันธนะ ตั้งข้อสังเกต บุกจับหลงจู้ แบบมีเงื่อนไข – ข้อตกลงบางอย่าง เชื่อเจ้าตัวรู้ตัวว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าบุกจับ สังเกตยุทธวิถีเข้าจับกุม ทำอย่างละมุนละม่อม ส่วนข้อหาที่แจ้งนั้น โอกาสต่อสู้คดีจนชนะมีความเป็นไปได้สูง

ผ่านพ้นท่าทีการแถลงของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปเพียง 1 วันด้วยวลีที่ว่า “ผมไม่รู้จัก หลงจู้ เห็นจากข่าวเท่านั้น ” รุ่งเช้าวันนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กองบังคับการปราบปราม นำทีมโดยพล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.2 และพล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รองผบชก.บุกเข้าจับกุม นายสมชาย จุติกิต์เดชา หรือเป็นที่รู้จักกันดีว่า “หลงจู้

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงระยอง ที่ จ.18/2564 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งต้องหาว่ากระทําผิดฐาน “ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”ภายในบ้านพักสุดหรูจังหวัดระยอง

“หลงจู้”ถือเป็นตัวละครแรกที่ถูกเปิดโปงชื่อโดยนายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีต ตำรวจสันติบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก จากบ่อนพนันในพื้นที่ อ.เมือง จ.ระยอง จนทำให้มีคำสั่งย้ายผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดระยอง และ 4 เสือโรงพักมาแล้ว

ทันทีที่ถูกตำรวจเข้าจับกุมวันนี้ นายสันธนะยืนยันว่า หลงจู้ที่ถูกจับวันนี้ ตรงกับที่ตนเคยบอกไว้แล้วก่อนหน้านี้ ทั้งชื่อ นามสกุล และหน้าตา แต่การเข้าจับกุมวันนี้ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตได้ว่า การจับกุมเกิดขึ้นครั้งนี้ ถือว่าเป็นการจับที่ทิ้งเวลานานกว่าจะมีการจับกุม และการเข้าตรวจค้นวันนี้ไม่พบพยานหลักฐานที่สำคัญทางคดี ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้ว่าหลงจู้อยู่ที่ไหน หากเข้าตรวจค้นตั้งแต่ช่วงแรกๆที่่เป็นข่าว เชื่อว่าจะได้พยานหลักฐานมากกว่านี้ ทำให้เขาปฎิเสธข้อกล่าวทุกข้อหา

“ผมคิดว่าหลงจู้ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะมีตำรวจเข้ามาจับกุม สังเกตยุทธวิธีการเข้าจับกุมวันนี้ ทำอย่างละมุนละม่อม เหมือนรู้กันมาก่อนว่าจะมีการเข้าจับกุม ถ้าจะเปรียบเทียบเหตุการณ์กับการเข้าจับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่ีนๆอย่างเช่นการเข้าจับกุมเสี่ยคนดังที่ผ่านมา และข้อหาที่แจ้งนั้น เป็นเพียงผู้จัดให้มีการเล่นพนัน ซึ่งข้อหานี้โอกาสที่จะต่อสู้คดีจนชนะมีความเป็นไปได้สูง จึงเชื่อว่าการจับกุมครั้งนี้น่าจะมีการตกลงหรือเงื่อนไขอะไรบางอย่าง” นายสันธนะตั้งข้อสังเกตุ

นายสันธนะยังมองอีกว่า การถูกขยายผลจากการจับตู้สลอตนั้นถือเป็นความผิดของหลงจู้ ตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จากบ่อนระยอง จนขยายไปถึงการขนย้ายตู้สลอต

ขณะที่ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า หลงจู้ มักจะให้คนใกล้ชิดไปแลกที่โรงกษาปน์ ในทุกเดือนนั้น นายสันธนะ บอกว่า เขามีการจัดการในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เท่าที่ทราบส่วนหนึ่งจะมีการแลกเหรียญที่โรงกษาปน์ ส่วนหนึ่งแลกกับสถาบันการเงิน แต่จะมีการเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนตัวคนไปแลกอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดปกติ ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถยืนยันได้ รวมถึงเวลาที่เหรียญจากตู้สลอต ก็จะต้องมีการจัดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นธนบัตร เพื่อความสะดวกในการเก็บ เพราะรายได้ของตู้สลอตทำเงินให้สูงต่อเดือนเกิน 170 ล้านต่อเดือนแน่นอน

เมื่อหลงจู้ถูกจับวันนี้ จะมีใครเข้ามาเปิดกิจการบ่อนในพื้นที่จ.ระยองได้หรือไม่นั้น นายสันธนะ มั่นใจว่า จะไม่มีใครเข้ามาเปิดกิจการบ่อนในพื้นที่จ.ระยองได้อีกอย่างแน่นอน เพราะป็นพื้นที่อิทธิพลของหลงจู้ ในวงการทราบกันดีและถือเป็นมารยาทว่า พื้นที่นั้นๆ เป็นพื้นที่ของใคร

เปิดปูม “9 ก้าวไกล” ไม่แก้ ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458051

เปิดปูม “9 ก้าวไกล” ไม่แก้ ม.112

11 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:52 น.

ไผเป็นไผ 9 ส.ส.ก้าวไกล ไม่หวั่นกระแสยี้ เมินลงชื่อแก้ไข ม.112 ตบหน้าแกนนำราษฎร

++
อึกทึกครึกโครมไม่แพ้ปี 2556 ที่คนเสื้อแดงและนักวิชาการปีกก้าวหน้าเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112     

มาวันนี้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำ ส.ส. 44 คนยื่นหนังสือถึง ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก 5 ฉบับ ซึ่งรวมถึงประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “พิธา” เดินหน้ายื่นแก้ไขร่างกฎหมาย 5 ชุด รวม ม.112

วินท์ สุธีรชัย    

หัวหน้าพรรคก้าวไกลยันว่า การเสนอแก้ไข ม.112 มีเป้าหมายและหลักการเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ปราศจากการติฉินนินทา หรือดึงสถาบันฯ ออกจากการเมือง ป้องกันไม่ให้ใครแอบอ้างความจงรักภักดีโจมตีอีกฝ่ายหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งปิดปาก    

อย่างไรก็ตาม มี ส.ส.พรรคก้าวไกล 9 คน ไม่ลงชื่อเสนอแก้ไข ม.112 และ 1 ใน 9 ส.ส.นั้น คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ บอกว่า เรื่องนี้ทางพรรคเข้าใจ ให้เอกสิทธิ์ ส.ส. เหตุที่ไม่ลงนามด้วย เพราะมองในแง่หลักการ บางอย่างยังไม่ถึงเวลา ตามหลักการกฎหมายแม้จะเขียนออกมา แต่ถ้าคนไม่ได้ทำผิด ก็ไม่เป็นปัญหาต่อคนนั้นๆ    

คารม พลพรกลาง

อีกทั้งขนบธรรมเนียมแต่ละประเทศ แตกต่างกัน ประเทศไทยมีระเบียบการปกครองเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะเฉพาะพิเศษ 

++
3 ส.ส.บัญชีรายชื่อ
++
วินท์ สุธีรชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ ส่งออกสินค้าเหล็ก และรับเหมาก่อสร้างเครือไพร์ม สตีล มิลล์    

เกษมสันต์ มีทิพย์

ช่วงที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และมีการย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล วินท์เป็น 1 ใน 5 ส.ส.ที่ตัดสินใจย้ายพรรคช้าที่สุด จนมีข่าวลือมากมาย    

คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทนายความเสื้อแดงจากร้อยเอ็ด เดิมชื่อ ชิตธิพงษ์ พลทะกลาง จบนิติศาสตร์ รามคำแหง ตั้งบริษัทสำนักกฎหมายอยู่แถว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี 2538    

เลือกตั้งปี 2539 คารมลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 2 พรรคพลังธรรม ยุคทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค แต่สอบตก ปี 2544 ทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย คารมตามมาเป็นสมาชิกพรรค จนถึงพรรคเพื่อไทย อยากลงสมัคร ส.ส. แต่ก็ไม่รับโอกาสสักที เลยหนีมาพรรคอนาคตใหม่    

วรรณวรี ตะล่อมสิน

เกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำธุรกิจส่วนตัว ที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก และเคยเป็นกรรมการหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก

++
6 ส.ส.เขต
++
“ป๊อป” วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม. เขต 3 ยานนาวา,บางคอแหลม     

ตระกูล “ตะล่อมสิน” อยู่ในเขตยานนาวา มายาวนาน มีกิจการจัดจำหน่ายเม็ดพลาสติก สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า โรงงานผลิตโคมไฟฟ้า โรงงานประกบผ้าฟองน้ำ และสวนยางพารา     

ส.ส.ป๊อป เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน “ตะล่อมสิน” เธอเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตะล่อมสินที่ดินพัฒนา จำกัด ดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์    

ทศพร ทองศิริ

ทศพร ทองศิริ ส.ส.กทม.เขต 24 ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ    

เขตรอยต่อกรุงเทพฯ –พระประแดง เป็นฐานการเมืองตระกูล “วรรณศิริกุล” ทศพรแทบไม่มีโอกาสชนะ หากพรรคไทยรักษาชาติไม่ถูกยุบ    

ทศพรมีประสบการณ์ทำงานด้านสินเชื่อ 14 ปี และเจ้าของร้านกาแฟชื่อ Almonds & Coffee เชียงใหม่    

“ทนายบิลลี่” จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม. เขต 27 ตลิ่งชัน,ทวีวัฒนา และหนองค้างพลู    

จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์

ด้วยการเป็นลูกชายของพรชัย อรัณยกานนท์ ผู้ก่อตั้ง และอธิการบดีคนแรกวิทยาลัยทองสุข จึงมีต้นทุนอยู่บ้างในเขตนี้ จึงล้มแชมป์เก่าสำเร็จ
จิรวัฒน์ เป็นทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย กรรมการสภาวิทยาลัยทองสุข พิธีกรร่วมรายการกฎหมายหน้าหนึ่ง ช่องทีวีรัฐสภา     

ขวัญเลิศ พานิชมาท

ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เขต 5 ศรีราชา    

อดีตนายกสมาคมสื่อมวลชนศรีราชา ทำงานด้านสื่อในท้องถิ่นมานาน เขาได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “กระผมขออนุญาตไม่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ตามมติพรรค หรือพูดง่ายๆ สวนมติพรรค ซึ่งกระผมยอมรับผลการลงโทษและการคาดโทษจากทางพรรคที่จะตามมา”  

เอกภพ เพียรพิเศษ

เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย เขต 1 อ.เมืองเชียงราย    

หมอเอก อดีตแพทย์สาขาเวชศาสตร์การกีฬา จากโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คเชียงราย และแพทย์ประจำทีมฟุตบอลสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด    

พีรเดช คำสมุทร ส.ส.เชียงราย เขต 6 เเเม่สาย เชียงเเสน และดอยหลวง    

ตระกูลของพีรเดช ประกอบธุรกิจโรงแรมใน อ.แม่สาย ส่วนตัวเขาทำธุรกิจร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ 

พีรเดช คำสมุทร

รู้จัก หลงจู้ “สมชาย” มังกรบูรพา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/458022

รู้จัก หลงจู้ “สมชาย”มังกรบูรพา

11 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:05 น.

มังกรแต้จิ๋ว “หลงจู้สมชาย” ที่มีภาพนักบุญซ้อนทับภาพเจ้ายุทธจักรสีเทา ครอบคลุมภาคพื้นบูรพา  

++
“หลงจู้” เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า ผู้ควบคุมดูแล หรือผู้จัดการโรงงานหรือธุรกิจร้านค้า คนไทยมักจะออกเสียงผิดเป็น “หลงจู๊”    

ในนาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก “หลงจู้สมชาย” หรือ สมชาย จุติกิต์เดชา คนดังเมืองระยอง 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
กองปราบ เปิดปฏิบัติการเหนือเมฆ คว้าตัว ‘หลงจู้’ เจ้าพ่อบ่อนพนันตะวันออก คาบ้านพักสุดหรูในจ.ระยอง 
 

งานรวมพลคนรักหลงจู้สมชาย เมื่อหลายปีก่อน

เช้าวันตรุษจีน (11 ก.พ.2564) ตำรวจเข้าจับกุมตัว สมชาย จุติกิติ์เดชา ที่บ้านพักเลขที่ 158/28 ซอยราษฎร์สามัคคี (นครระยอง 22) ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ตามหมายศาล จ.ระยอง ที่ จ.18/2564 ข้อหาร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนัน พนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต    

ว่ากันว่า ในหมู่นักข่าวสายอาชญากรรม ก็พอจะได้กลิ่นข่าวการจับกุม “เจ้าของบ่อนระยอง” มาแต่เมื่อคืนวันที่ 10 ก.พ.2564    

ในแวดวงนักพนัน รู้จัก “หลงจู้สมชาย” ขาใหญ่แห่งภาคตะวันออกมานานแล้ว แต่คนทั่วไป อาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อ ช่วงโควิดระบาดรอบ 2 เมื่อ “บ่อนพนัน RJ” กลางเมืองระยอง กลายเป็นคลัสเตอร์ แพร่กระจายเชื้อไปทั่วประเทศ     

จากนั้น สื่อออนไลน์ทั้งบนดินใต้ดิน ก็แฉว่า เจ้าของบ่อนระยองคือ หลงจู้สมชาย แต่นายตำรวจใหญ่ในท้องที่บอกว่า สถานที่แห่งนั้น ไม่ใช่บ่อน จึงถูกเด้งเข้ากรุ     

หลงจู้สมชาย เติบโตมาจากคนเดินโพยหวยมาเป็นเจ้ามือหวย เจ้าของสถานบริการในเมืองระยอง ทั้งนวดแผนโบราณ คาราโอเกะ ซึ่งมีฉายาว่า “ชาย ระยอง” หรือ “ชาย บ้านค่าย”     

ต่อมา ผู้ยิ่งใหญ่เมืองระยอง มีชื่อเข้าไปพัวพันกับบ่อนพนัน กิจการตู้ม้า ตู้สล็อต โดยการสนับสนุนของ “นายพลตำรวจ” คนหนึ่ง แต่ตัวเขาก็ไม่ได้ออกชี้แจง หรือตอบโต้ผู้ที่ให้ข่าวเรื่องนี้ นัยว่า อาณาจักรธุรกิจสีเทาของเขา ขยายจากระยอง ไปจันทบุรี และตราด     

แล้วก็มีวันนี้ สำหรับหลงจู้สมชาย

ปีที่แล้ว สำนักข่าวออนไลน์ในชลบุรี เกาะติดข่าวขาใหญ่เมืองระยอง สยายปีก จะมาเปิดบ่อนในพัทยา แต่เจอแรงต้านจากขาใหญ่ในพื้นที่     

อีกด้านหนึ่งของเหรียญ สมชาย จุติกิติ์เดชา หรือ หลงจู้สมชาย คือคหบดีใจบุญ ชอบแจกทุนการศึกษาเด็กยากจน ส่งเสริมโครงการห้องสุมดในโรงเรียน และสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ของเยาวชนทั่วเมืองระยอง รวมถึงการทำบุญทำกุศลแก่ผู้ยากไร้     

ปีที่แล้ว หลงจู้สมชาย ได้ให้ลูกชายที่จบจากเมืองนอก ลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง     

หลงจู้สมชาย ไม่ต่างจากผู้มากบารมีแห่งบ้านใหญ่ มีตำรวจ นายทหาร ข้าราชการ และนักการเมือง นับหน้าถือตา    

ไม่แปลกหรอก หากลูกชายของหลงจู้สมชาย ธนา จุติกิติ์เดชา จะได้เข้าร่วมประชุมอนุกรรมาธิการพนันออนไลน์ สภาผู้แทนฯ     

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2563 “ธนา” มาร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบคาสิโนออนไลน์ที่มาจากต่างประเทศ ที่ห้องประชุม หมายเลข 402 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมีการเปิดเผยในภายหลังว่า ลูกชายหลงจู้สมชาย ได้รับการแนะนำจาก “อดีต ส.ส.” เมืองระยอง ผ่านเข้ามาทาง สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ  ขอเข้ามาฟังเรื่องพนันออนไลน์ดังกล่าว    

โลกมีสองด้าน ข่าวก็มีสองมุม การจับกุมหลงจู้สมชาย ในทางคดีความจะดำเนินไปถึงขั้นไหน ก็ต้องรอดูการทำสำนวนคดีของตำรวจ 

ดีใจก็ไม่ได้ ขำก็ขำไม่ออก ‘เงิน 1 บาท ต่อคนต่อวัน’ สำหรับ ‘อาหารกลางวัน’ นักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457972

ดีใจก็ไม่ได้ ขำก็ขำไม่ออก ‘เงิน1 บาท ต่อคนต่อวัน’ สำหรับ ‘อาหารกลางวัน’ นักเรียน

10 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:35 น.

30 ปี ของโครงการ ‘อาหารกลางวัน’ นักเรียน จาก 5 บาทถึง 21 บาท ในขณะที่สวัสดิการอื่นเกิดขึ้นมากมาย และจ่ายหนักจ่ายเต็ม ล่าสุด ครม.มีมติ เพิ่มเงินรายหัวค่าอาหารกลาวันนักเรียน คนละ 1 บาท ทำให้รู้สึกตื้นตันไปหมด ดีใจก็ไม่ได้ ขำก็ขำไม่ออก…โดยชัยวัฒน์ ปานนิล

ความเป็นมาของโครงการอาหารกลางวันนักเรียน เริ่มในปีงบประมาณ 2534 รัฐบาลในขณะนั้น ต้องการให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวันให้รอดพ้นจากภาวะทุพโภชนาการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ครม.เคาะแล้ว เด็กป.1-ป.6 ได้ค่า ‘อาหารกลางวัน’ เพิ่มอีก1บาท 

จึงตราพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ. 2535 ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายสำหรับการสนับสนุนและช่วยเหลือภาวะโภชนาการของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา ในปีพ.ศ. 2536 การบริหารกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน

โดยกรรมการบริหารกองทุนได้กำหนดให้ได้รับเงินอุดหนุน อาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการและนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน โดยให้ได้รับ เงินอุดหนุน ปีการศึกษาละ 200 วันๆ ละ 5 บาทต่อคน

ต่อมาในปีการศึกษา 2542 เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6 บาทต่อคน ทั้งนี้กำหนดให้รับนักเรียนที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการทุกคนเข้าโครงการก่อน หากมีส่วนที่เหลือจึงจัดให้ นักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวันเข้าสมทบจนครบเงินอุดหนุนอาหารกลางวันที่จัดให้แต่ละปี

ปีงบประมาณ 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ถ่ายโอนงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้กระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย ให้โรงเรียนดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้กำกับดูแล

ปี พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับอาหารกลางวันนักเรียนระดับประถมศึกษาเป็นวันละ 10 บาทต่อคน และใน ปี พ.ศ.2552 ให้เพิ่มเป็นวันละ 13 บาทต่อคน ต่อมารัฐบาล ได้มี มติครม. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 สนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนทุกคนในระดับอนุบาลและประถมศึกษาในอัตรา 20 บาทต่อคนต่อวัน โดยยังจัดสรรผ่าน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อโอนงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจัดสรรให้โรงเรียนดำเนินจัดอาหารกลางวันให้นักเรียน เช่นเดิม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ ปรับค่าอาหารกลางวันนักเรียน เป็น 21 บาทต่อคนต่อวัน ในปีงบประมาณปี 2565 เป็นต้นไป งบประมาณ จำนวน 25,436 ล้านบาทเศษ แบ่งเป็นงบอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณเพิ่มจาก ปี 2564 จำนวน 823 ล้านบาทเศษ เพื่อจัดสรรให้เป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในระดับอนุบาลและประถมศึกษา

ระยะเวลา 30 ปี นับจาก ปี พ.ศ. 2534 ถึง ปี พ.ศ. 2564 งบประมาณรายหัวค่าอาหารกลางวันนักเรียนเริ่มต้นที่ 5 บาท ต่อวันต่อคน เพิ่มเป็น 21 บาทต่อวันต่อคน ในปัจจุบัน เทียบกับระยะเวลาที่ได้รับ 30 ปี เพิ่มมา 16 บาท คิดเฉลี่ยรัฐบาลเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันนักเรียนให้ 50 สตางค์ ต่อคนต่อวัน ในระยะเลา 30 ปี

และขอเน้นย้ำให้เข้าใจว่า งบประมาณค่าอาหารกลางวันจัดให้เฉพาะนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการและนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวัน ไม่ได้จัดให้ทุกคน และจัดให้เฉพาะนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาเท่านั้น ไม่ได้จัดให้นักเรียนทุกคน

เมื่อเทียบกับงบประมาณที่จัดให้สำหรับสวัสดิการของรัฐอื่น เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ค่าตอบแทน อสม. หรือโครงการสวัสดิการอื่นๆ ที่รัฐจัดให้สำหรับประชาชนหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ งบประมาณอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะ มติ ครม.

ล่าสุดเพิ่มให้อีกคนละ 1 บาท ต่อคนต่อวัน ในปี 2565 (ปีหน้า ไม่ได้รับทันที) เป็นคำถามสะท้อนกลับไปยังผู้บริหารและผู้รับผิดชอบ ไม่ได้ดูถูกเงินน้อยหรือหมิ่นค่าของเงิน 1 บาทซื้ออะไรได้บ้าง ไม่รู้จะดีใจหรือขำ กับนโยบายนี้ของรัฐบาล

“ฮุนเซน” ถอย ส่งลูกชายฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457958

“ฮุนเซน” ถอย ส่งลูกชายฉีดวัคซีนโควิด

10 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:35 น.

ลืลาฮุนเซน ส่งลูกชาย-ลูกเขย ฉีดวัคซีนโควิดแทน อ้างอายุมากแล้ว 

++

วันที่ 10 ก.พ.2564 สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปลี่ยนแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก จากที่เคยประกาศว่า ตัวเขาเองจะเป็นผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดเป็นคนแรก ของกัมพูชา เพื่อแสดงความมั่นใจและปลอดภัยให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ ก็เปลี่ยนให้ “ลูกชาย-ลูกเขย” รับการฉีดแทน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… “ฮุน เซน” นายกกัมพูชา ประกาศ อาสารับฉีดวัคซีนโควิด-19 จากจีนเป็นคนแรก

ฮุนมาเน็ต คนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน

ภายหลัง ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด 6 แสนโดส จากการบริจาคของรัฐบาลจีน สมเด็จฮุนเซน จึงได้จัดพิธีการฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรก ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี 

ผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดชุดแรก 5 คน ประกอบด้วย 
– พล.ท.ฮุน มาเน็ต ลูกชายคนโตของสมเด็จฮุนเซน ผบ.ทบ.กัมพูชา 
– พ.อ.ฮุน มานิต ลูกชายคนรอง ผบ.ข่าวกรอง
– ฮุน มานี ลูกชายคนเล็ก สมาชิกสภาผู้แทนฯ จ.กำปงจาม
พร้อมกับลูกเขย 2 คน ซึ่งเป็นสามีของฮุน มานา และฮุน มาลี ลูกสาวคนเล็ก 

ฮุนมาเน็ต คนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีน

สาเหตุที่สมเด็จฮุน เซน เปลี่ยนใจไม่รับการฉีดวัคซีนโควิดนั้น นายกฯกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊ค อ้างว่า มีเสียงโจมตีเยอะ อายุมากแล้ว ไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด 

สำหรับแผนการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 สมเด็จฮุน เซน ได้แถลงผ่านสื่อไปเมื่อวันก่อนว่า รัฐบาลกัมพูชา ได้ติดต่อไปยังหลายประเทศ เพื่อจัดหาวัคซีนโควิดมาฉีดให้แก่ประชาชนกัมพูชา 

รวมถึงการติดต่อขอซื้อวัคซีนโควิด ที่ไทยจะเป็นผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิดอีก 10 ล้านโดส คาดว่า จะได้วัคซีนประมาณ พ.ค.ปีนี้ 

ลูกชาย และลูกเขย สมเด็จฮุนเซน ที่ได้ฉีดวัคซีนเป็นรุ่นแรก

ไฟลามทุ่ง “กองทัพชาติพันธุ์” สงครามท้องถนน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457913

ไฟลามทุ่ง “กองทัพชาติพันธุ์” สงครามท้องถนน

10 กุมภาพันธ์ 2564 – 08:55 น.

กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ตัวแปรการเมืองในเมียนมา จะขยับหมากอย่างไร หาก “มินอ่องหล่าย” ปราบม็อบสามนิ้วเด็ดขาด  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เสียงปืน และเลือดหยดแรก บนถนนสายหลักในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของเมียนมา กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก หลังการชุมนุมเดินขบวนต่อต้านการรัฐประหารปะทุต่อเนื่อง    

วันที่ 9 ก.พ.2564 มีผู้ชุมนุมประท้วงต้านการรัฐประหาร เป็นวันที่ 3 ตำรวจได้พยายามขับไล่ผู้ประท้วงด้วยด้วยการยิงปืน ส่วนใหญ่เป็นการยิงขึ้นฟ้า รวมทั้งมีการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 4 คน 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… กลิ่นปฏิวัติ “ทหารพม่า” จี้สอบโกงเลือกตั้ง


    3 ผู้นำกองทัพแห่งตะอาง

มีข้อน่าสังเกตว่า กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเมียนมา จะเป็นคนหนุ่มสาว และกลุ่มชาติพันธุ์ ในหัวเมืองภูมิภาค    

ภาพข่าวการชุมนุมต้านรัฐประหารที่เผยแพร่ในโซเชียล จะพบว่า มีชาวคะฉิ่น, ชาวไทใหญ่, ชาวกะเหรี่ยง, ชาวมอญ, ชาวยะไข่(อาระกัน), ชาวชิน และชาวปะหล่อง ออกมาเดินขบวนบนท้องถนนกันอย่างคึกคัก     

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์การเมืองในเมียนมา จึงจับตา “กองกำลังติดอาวุธ” ของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ดำเนินการสู้รบกับกองทัพเมียนมา มายาวนาน บางส่วนเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพ บางกลุ่มมีเขตปกครองตนเอง แต่อีกหลายกองกำลังที่ถูกประทับตราเป็นผู้ก่อการร้าย    

ผู้นำกองกำลังชาติพันธุ์เหล่านี้ จะมีท่าทีอย่างไร? ในสถานการณ์การชุมนุมต้านประหารที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ออกมาเดินขบวนกันคึกคักเช่นนี้

เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพไทใหญ่

++
ปะหล่องชูสามนิ้ว
++
เมื่อไม่นานมานี้ โซเชียลพม่าแชร์ภาพ นายพลทาโบนจ่อ และมิตรสหาย ผู้นำกองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ชู 3 นิ้ว แสดงจุดยืนคัดค้านการทำรัฐประหาร และสนับสนุนการชุมนุมประท้วงของชาวพม่าอย่างสันติวิธี    

กองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) เป็นกองกำลังของแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง (PSLF) และเป็น 1 ใน 4 กองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งรวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือประกอบด้วยกองทัพคะฉิ่น(KIA) ,กองทัพตะอาง (TNLA) กองทัพโกก้าง(MNDAA) และกองทัพอาระกัน(AA)    

ชาติพันธุ์ปะหล่อง หรือดาราอั้ง ในเมียนมา มีประมาณ 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในเขตภูเขารัฐฉานเหนือ และตอนใต้ของรัฐคะฉิ่น โดยชาวปะหล่องได้ดำเนินการต่อสู้เพื่อการสร้างรัฐเอกราช มาหลายรุ่น    

ปี 2556 นักปฏิวัติชาวปะหล่องได้ตั้งองค์กรใหม่คือ แนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง(PSLF) และจัดตั้งกองทัพแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง  โดยการสนับสนุนของกองทัพคะฉิ่น (KIA)     

สมัยรัฐบาลอองซานซูจี ได้การประชุมสันติภาพปางโหลงศตวรรษที่ 21 หลายครั้ง โดยการเชิญผู้นำกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์มากกว่า 20 กลุ่ม เข้ามาพูดเรื่องเจรจาสันติภาพ แต่รัฐบาลซูจี และกองทัพเมียนมา ไม่เชิญ 3 กองกำลังคือ กองทัพตะอาง(TNLA) กองทัพโกก้าง(MNDAA) และกองทัพอาระกัน(AA) โดยถือว่ากลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เหล่านี้ เป็นกลุ่มก่อการร้าย    

ไม่น่าแปลกใจ ที่นายพลทาโบนจ่อ พร้อมสหายคู่ใจ จึงโพสต์ภาพชู 3 นิ้ว ต้านรัฐประหาร 

มินอ่องหล่าย ยืนยันเดินหน้าเจรจาสันติภาพ

++
ลีลายอดศึก
++
ด้านกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) ในสมัยรัฐบาลเต็งเส่ง ปี 2558 นำโดยเจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉาน (RCSS/SSA) ออกแถลงการณ์คัดค้านการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา เป็นการสวนทางกับแนวทางที่จะพัฒนาระบอบการเมืองของประเทศให้ก้าวสู่การเป็นสาธารณรัฐที่แท้จริง    

พร้อมกันนั้น เจ้ายอดศึกประกาศว่า สภากอบกู้รัฐฉานขอยืนอยู่เคียงข้างกับพ่อแม่ พี่น้อง ประชาชนส่วนใหญ่    

ส่วนสภาสันติภาพแห่งกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU/KNLA หรือ KPC) และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ก็มีท่าทีและจุดยืนไม่ต่างจากเจ้ายอดศึก     

ขณะที่ผู้นำกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ระดับ “ขาใหญ่” อย่างกองทัพคะฉิ่น (KIA) และกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ยังนิ่งเงียบ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกมา    

อย่างไรก็ตาม ช่วงโควิดระบาดหนัก พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้ส่งผู้แทนกองทัพเมียนมา นำอุปกรณ์การแพทย์ไปมอบให้ผู้นำกองทัพคะฉิ่น, กองทัพว้า และกองทัพเมืองลา     

ความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา ไม่ได้มีแค่กองทัพเมียนมา กับพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี เท่านั้น หากแต่มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อีก 20 กลุ่ม ที่น่าจับตามอง ในสถานการณ์ที่มวลชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เดินลงท้องถนน ชูสามนิ้วต้านรัฐประหาร

“โตโต้” โชว์เดี่ยว วิวาทะม็อบพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457852

“โตโต้” โชว์เดี่ยว วิวาทะม็อบพม่า

9 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:53 น.

เหตุม็อบพม่าในไทย การ์ดวีโว่วิวาทะการ์ดเสื้อแดง ฝ่ายประชาธิปไตยบนเส้นขนาน 

++
อันเนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมต้านเผด็จการทหารในเมียนมา ปรากฏว่า มีชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมต่อต้านการรัฐประหาร ที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ถ.สาทรเหนือ หลายครั้งแล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง… กลิ่นปฏิวัติ “ทหารพม่า” จี้สอบโกงเลือกตั้ง

วีโว่ ไปร่วมม็อบพม่าหน้าสถานทูต

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 ชาวพม่าได้นัดชุมนุมประท้วงการรัฐประหารต่อเนื่อง แต่เมื่อเลิกกิจกรรม ก็พากันแยกย้ายกลับที่พัก ได้เกิดเหตุมีเสียงคล้ายประทัดดังขึ้น บริเวณบันได BTS เซนต์หลุยส์ ทางออกที่ 1 ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ประจำการรออยู่     

คืนวันนั้น แฟนเพจเฟซบุ๊ก วินาที ชั่วโมงข่าว ได้โพสต์ว่า “แกนนำเมียนมา ฝากขอร้องการ์ดปลดแอก หรือการ์ดวีโว่ ให้หยุดพฤติกรรมกำกับสั่งการการชุมนุมของนักศึกษา และพี่น้องชาวเมียนมา เนื่องจากต้องการชุมนุมแบบสงบ ไม่ต้องการให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว การชุมนุมของชาวเมียนมา จะไม่สร้างความวุ่นวายในประเทศไทย อีกทั้งแกนนำได้ประสานเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเมียนมา ทุกครั้ง จึงขอฝากกลุ่มที่พยายามไปสร้างความขัดแย้ง ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว”    

ต่อมา เฟซบุ๊กสมบัติ ทองย้อย อดีตการ์ด นปช.คนดัง ได้แชร์ข้อความใต้คอมเมนท์สเตตัสข้างต้น อ้างถึงแหล่งที่ของข่าวสาร “ม็อบพม่าไม่พอใจการ์ดวีโว่” ว่า “…ข้อมูลมาจากการได้นั่งร่วมรับประทานอาหารกับแกนนำชาวเมียนมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ภายหลังยุติการชุมนุมที่บ้านพักทูตเมียนมา..”    

ดังที่รู้กัน การ์ดวีโว่ ได้เข้าไปร่วมชุมนุมกับคนพม่าหลายหน กรณีประท้วงการทำรัฐประหารในเมียนมา ซึ่งวันแรกนั้น มีการปะทะระหว่างตำรวจชุดควบคุมฝูงชน กับการ์ดวีโว่

++
การ์ดจอมป่วน
++
เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 ในเฟซบุ๊กโตโต้ ปิยรัฐ – Piyarat Chongthep หัวหน้าการ์ดวีโว่ แสดงความไม่พอใจนายตำรวจคนหนึ่ง ในเวทีม็อบพม่าหน้าสถานทูตฯ ที่ได้ประกาศให้ชาวพม่ากลับบ้าน พร้อมให้เหตุผลว่า “อย่าให้คนไทยสร้างความแตกแยกให้ท่านนะครับ”      

“ในเมื่อคนทั่วโลกกำลังพูดถึงประเด็นชาวเมียนมา ที่กำลังต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ตำรวจไทยกลับบอกว่าคนไทยอย่ายุ่ง ผมไม่รู้ว่าเขาโง่ หรือ ฉลาดกันแน่..”    

สมบัติ วิจารณ์ม็อบมีเจ้าของ

“โตโต้” ดูเหมือนจะรู้ตัวว่า การ์ดวีโว่ ตกเป็นเป้าจากฝ่ายความมั่นคง เพราะมีหลายกรณีที่การ์ดวีโว่ กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาพวกเดียวกัน    

“ในระยะหลังมานี้ ผมได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาของฝ่ายปฏิบัติการโจมตีทางข้อมูล หรือ IO (Information Operation) เริ่มออกฤทธิ์ออกเดชมากขึ้น  พฤติกรรมเช่น การสร้าง Facebook มาแล้วตามแอดเพื่อนคนในแวดวงของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เพื่อหาข่าว ตีสนิท และแทรกซึมอย่างเนียบเนียน สร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นแล้วหาโอกาสค่อยๆปล่อยข่าวปลอมเพื่อสร้างความแตกแยก หรือปั่นทอนให้เกิดความสงสัยในหมู่ขบวนการเคลื่อนไหวในขณะนี้”      

หากถามเรื่องนี้กับแกนนำการ์ดบางกลุ่ม ก็จะมองว่า โตโต้ มีลักษณะวีรชนเอกชนสูง ชอบเคลื่อนไหวท้าทาย และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง 

++
สมบัติทัวร์
++
สำหรับ “สมบัติ ทองย้อย” หัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง ที่พักหลังได้ฉายา “สมบัติทัวร์” เพราะโพสต์เรื่อง “ม็อบมีเจ้าของ” และ “การ์ดวีโว่” ก็เจอทัวร์ลง     

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2564 สมบัติ โพสต์เฟซบุ๊คเชิงตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าการทำงานหรือการออกไปม็อบ(คนน้อยใช้คำนี้ได้ไหม) ในทุกครั้ง เป้าหมายหวังผลต้องการจะปะทะกับ คฝ.(ตำรวจควบคุมฝูงชน) ในเหตุที่ไม่จำเป็น (โปรดเข้าใจคำว่าเหตุจำเป็นและไม่จำเป็นด้วยนะครับ)เพื่อหวังผลทางการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม คิดหรือว่าจะดึงมวลชนให้กลับมาแบบมืดฟ้ามัวดินได้..”    

โพสต์นี้ของสมบัติ คงอยากให้สติแก่ผู้นำการ์ดบางคน ที่ตั้งพาการ์ดไปปะทะกับตำรวจ เหมือนกรณีม็อบลูกผสมเมียนมา-ไทย หน้าสถานทูตเมียนมา ถนนสาทร ในวันแรกๆ     

ก่อนหน้านั้น สมบัติ ได้โอดครวญผ่านเฟซบุ๊คกรณีวิจารณ์เรื่องม็อบมีเจ้าของ ส่งผลให้การ์ดเสื้อแดงตกเป็นเป้าโจมตีจากทีมงานราษฎร     

“..ถามจริงๆนะ การ์ดเสื้อแดง มันผิด..อะไรนักหนา ถึงมองว่าเอะอะ อะไรก็ไม่ดี สมัยม็อบยังไม่มาถึงจุดนี้ โทรหาแต่..โทรหาแต่..หาคน หาทีมมาช่วยหน่อยพี่หนุ่ม(สมบัติ ทองย้อย) พอถึงตอนนี้บอกการ์ดเสื้อแดงเสือก หิวแสง อยากมีบท งอแง ไม่ได้ดังใจแล้วงี่เง่า แย่งประกบแกนนำ ช่วยนึกถึงวันที่กู พวกกูออกไปช่วยด้วยความยินดี..”    

ดูเหมือนการ์ดวีโว่ กับการ์ดเสื้อแดง จะกลายเป็นฝ่ายประชาธิปไตยบนเส้นขนาน