ย่างกุ้งเดือด มวลชนลงถนน ประท้วงรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457593

ย่างกุ้งเดือด มวลชนลงถนน ประท้วงรัฐประหาร

6 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:06 น.

ลงสู่ท้องถนน มวลชนพม่าชูสามนิ้ว ต้านรัฐประหาร บนถนนสายเศรษฐกิจ ใจกลางกรุงย่างกุ้ง

++
    คลื่นอารยะขัดขืนไม่ยอมรับการยึดอำนาจลุกลามไปทั่วเมียนมา หลังการรัฐประหารของกองทัพ ภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เริ่มจากแพทย์-พยาบาล ,ครู, ข้าราชการหลายกระทรวง ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานเอกชน มินับกลุ่มเยาวชนนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ได้รวมตัวจัดกิจกรรมติดริบบิ้นแดง แสดงสัญลักษณ์ต้านอำนาจเผด็จการทหาร

แม้สภาบริหารภาครัฐ (SAC) และกองทัพเมียนมา จะมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตปิดกั้นการเข้าถึง Twitter และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2564 จนกว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยก่อนหน้านั้น ได้มีคำสั่งให้ปิดกั้นการเข้าถึง Facebook, Messenger และ WhatApps แต่ก็มิอาจปิดกั้นข่าวสารการประท้วงจากเมียนมาได้

วันเสาร์ที่ 6 ก.พ.2564 แฟนเพจเฟซบุ๊ค Myanmar Now ,DVB TV News และ RFA Burmese ได้เกาะติดข่าวผู้ชุมนุมนับพันคน ที่ถนนอินเส่ง ทางตะวันตกของย่างกุ้ง ซึ่งพวกเขาตะโกน “ผู้นำทหารเผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยประสบชัยชนะ” และเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

        คลื่นมวลชนพม่า ลงถนนที่ย่างกุ้ง

ด้านทางการเมียนมาได้จัดกำลังตำรวจปราบจลาจล พร้อมกระบองและโล่เข้าตั้งแถวสกัดผู้ชุมนุม พร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูง

           ตำรวจย่างกุ้ง ตั้งแถวสกัดม็อบ

ผู้ชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มเยาวชนสังคมใหม่, เยาวชนกะเหรี่ยง ,คนงาน และผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดี ทุกคนต่างชู 3 นิ้วเพื่อต่อต้านรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์เข้าร่วมการเดินขบวนด้วย

การเดินขบวนท้องถนนในย่างกุ้งวันเสาร์นี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่การประท้วงเผด็จการทหารได้ย้ายจากโซเชียลลงสู่ท้องถนน

ตั้งแต่คืนวันที่ 1 ก.พ.2564 เป็นต้นมา ได้มีการแสดงอารยะขัดขืน ด้วยการเคาะกะทะ เคาะกะละมัง เคาะถาด ตามชุมชนในย่างกุ้ง และหัวเมืองใหญ่ 

29 ปี ‘สุดารัตน์’ ‘ไทยสร้างไทย’ พรรคสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457567

29 ปี ‘สุดารัตน์”ไทยสร้างไทย’พรรคสุดท้าย

6 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:23 น.

กว่าครึ่งชีวิตบนถนนการเมือง “คุณหญิงสุดารัตน์” พร้อมแล้ว สำหรับภารกิจ “ไทยสร้างไทย” คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    วันที่ 6 ก.พ.2548 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้คำขวัญหาเสียงว่า “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” และได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง
    พ.ศ.โน้น พรรคไทยรักไทยเต็มไปด้วยแม่ทัพนายกอง และหนึ่งในนั้นคือ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่มีฉายา แม่ทัพเมืองหลวง เพราะเธอแจ้งเกิดในสนามกรุงเทพฯ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว
    การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 22 มี.ค.2535 กระแสมหาจำลอง ส่งผลให้พรรคพลังธรรม สร้างปรากฏการณ์ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ในกรุงเทพฯ และนักธุรกิจหญิงที่ชื่อ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ได้รับเลือกตั้งสมัยแรก ที่เขตเลือกตั้งที่ 12 บางเขน,มีนบุรี,หนองจอก และดอนเมือง (ยกเว้นแขวงทุ่งสองห้อง) 

        สุดารัตน์ ส.ส.สมัยแรก ปี 2535

    หลังการเลือกตั้ง หน้าการเมืองหนังสือพิมพ์รายวันยุคนั้น โฟกัสไป ส.ส.หน้าใหม่ 2 คือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะเลือดใหม่สภาไทย 
    เพียงไม่กี่ปีในเวทีสภา “สุดารัตน์” ลูกสาว สมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.นครราชสีมา ปี 2512 ก็เป็นดาวจรัสแสง และเป็นแม่ทัพพลังธรรม ในยุคหัวหน้าพรรคชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
    เส้นกราฟการเมืองของสุดารัตน์ มีพุ่งขึ้นก็มีทิ่มหัวลง เหลือเธอเพียงคนเดียวในสนาม กทม.ปี 2539 หลังจากนั้น เธอก้าวสู่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมาถึงวันนี้ “สุดารัตน์” ถูกบังคับให้เลือกทางสายใหม่ ในนาม “ไทยสร้างไทย”

         ยุคดาวรุ่ง ของคุณหญิงสุดารัตน์ 

++
ทางสายกลาง
++
    เป็นความชัดเจนของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ที่หันหลังให้กับพรรคเก่า พร้อมจับมือกับผู้ร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองนำเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาประเทศ เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป
    คุณหญิงหน่อยได้ให้คนไปจดทะเบียนตั้งพรรคแบบด่วนๆ ที่ชื่อว่า “ไทยสร้างไทย”  คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ก็จะสามารถเรียกประชุมสมาชิกพรรคได้ และอาจมีการเปลี่ยนชื่อใหม่ คงต้องดูกันอีกที

          ไทยสร้างไทย ภารกิจครั้งสำคัญ

    ระหว่างนี้ อดีตประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย พร้อมคณะผู้ก่อตั้งพรรคใหม่ ออกเดินสายไปพบปะบุคคลสำคัญรวมถึงสื่อหลายสำนัก เพื่ออธิบายการจัดตั้งพรรคใหม่ และนโยบายการแก้ไขปัญหาประเทศ
    หลักคิดในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ และมุมมองสถานการณ์การเมืองขณะนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่า “ไปต่อไม่ได้แล้ว” เพราะฝ่ายเทิดทูนสถาบันก็มองว่าฝ่ายประชาธิปไตยอันตราย ไว้ใจไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยก็มองฝ่ายเทิดทูนสถาบันอย่างแบ่งแยก สังคมแบบนี้เดินไม่ได้ ทั้งๆ ที่ เรื่องสถาบันกับการเมืองเป็นคนละเรื่อง คนละเลเยอร์กันเลย ไม่ควรนำมารวมกันจนทำให้เกิดความขัดแย้ง
    ดังนั้น จุดยืนแรกของพรรคนี้ก็คือ “ไม่แตะสถาบัน และไม่ดึงสถาบันมาอยู่ในวังวนความขัดแย้ง” จุดยืนที่สอง เป็นการเสริมพลังและสร้างโอกาสให้กับ “คนตัวเล็ก” ในสังคม ทั้งคนทำมาหากินทุกอาชีพ รวมทั้งเอสเอ็มอี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ติดกับดักเรื่องกฎหมายและระบบราชการ จนทำให้ยืนบนขาตัวเองไม่ได้ และพัฒนาต่อยอดได้ยากมาก
    พูดง่ายๆว่า พรรคไทยสร้างไทยเป็น “พรรคทางสายกลาง” ทางเลือกใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ 

++
บรนด์ ‘หน่อย’ ขายได้
++
    สำหรับความคืบหน้ากลุ่มไทยสร้างไทย รวมถึงการเตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า ในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. ต้องขอพิจารณาอีกครั้ง เพราะเวลาเหลือไม่มาก และเร็วมาก ที่จะเฟ้นตัวเพื่อส่งผู้สมัคร แต่ยอมรับว่าแคนดิเดตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคนมาหา และมาขอให้สนับสนุน
    ด้านการเลือกตั้งทั่วไป ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จหรือไม่นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า มีความพร้อม ไม่เฉพาะสนามกรุงเทพฯ ในภาคอีสาน ก็มีคะแนนนิยมดี สังเกตจากตัวเองที่ลงไปช่วยหาเสียงนายก อบจ.ในหลายจังหวัด และกลุ่มไทยสร้างไทย มีผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองเป็นอดีต ส.ส.อีสาน จึงถือว่ามีฐานอยู่
    สังเกตได้จากผลสำรวจของอีสานโพลล์ ในรอบ 2 ปีมานี้ ชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ ได้รับความนิยมจากคนอีสานเป็นอันดับหนึ่ง
    แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองอีสานเปิดเผยว่า เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะเชื่อแบบเดิมๆว่า ภาคอีสานขายยี่ห้อทักษิณ เอาเสาไฟฟ้ามาลง ก็ได้รับเลือกตั้ง คงไม่ได้แล้ว เพราะพฤติกรรมการเลือก ส.ส.ของคนอีสานเริ่มเปลี่ยนไป 
    “ลูกเล่นหาเสียง โหวตพาทักษิณกลับบ้าน ใช้ไม่ได้แล้ววันนี้ คนอีสานเหมือนถูกหลอกมาหลายหน ถ้าเพื่อไทยเอาทักษิณมาลงสนามเอง คนจะเลือก แต่แค่เอาชื่อมาหาเสียงแบบเก่า ไม่ได้แล้ว” 
    ดังนั้น เลือกตั้งผู้แทนหนหน้า สนามอีสาน ยังเปิดกว้างสำหรับกลุ่มการเมืองใหม่ เพราะชาวบ้านไม่ได้ยึดติดแบรนด์เดิม เหมือน 10 ปีที่ผ่านมา 
    ที่น่าสนใจคือภาคใต้ คุณหญิงหน่อยใช้คำว่า กำแพงที่เคยมี ได้พังลงแล้ว ตั้งแต่ออกจากพรรคเพื่อไทย ฉะนั้นภาคใต้ของกลุ่มไทยสร้างไทย ก็ถือว่ามีหวัง
    ในเวทีเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคไทยสร้างไทย จะไปได้ไกลแค่ไหน ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด สำหรับคุณหญิงสุดารัตน์ ภารกิจนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเธอ  

ข้าราชการพม่ารวมพลัง ‘อารยะขัดขืน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457512

ข้าราชการพม่ารวมพลัง ‘อารยะขัดขืน’

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:23 น.

คลื่นอารยะขัดขืน ต้านการยึดอำนาจ เหมือนไฟลามทุ่ง ท้าทายอำนาจของกองทัพเมียนมา

++
    นับแต่เกิดรัฐประหารในเมียนมา ชาวพม่าในย่างกุ้ง และเมืองใหญ่ ได้นัดหมายผ่านโซเชียลทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ประท้วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจี

เริ่มจากค่ำวันที่ 1 ก.พ.2564 พวกเขาได้เคาะหม้อ เคาะกระทะ บีบแตรรถ ประท้วงต่อต้านกองทัพก่อรัฐประหาร ในโซเชียลมีเดีย มีการเรียกร้องขอคืนประชาธิปไตย ติดแฮชแท็ก #SaveMyanmar รวมทั้งรณรงค์การอารยะขัดขืน ในเฟซบุ๊ก Civil Disobedience Movement  

              ข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

    วันที่ 2 ก.พ.2564 บุคลากรแพทย์ และพยาบาล ในโรงพยาบาลของรัฐ ได้รวมตัวติดริบบิ้นแดง สัญลักษณ์ต่อต้านการทำรัฐประหาร และแสดงอารยะขัดขืนต่อรัฐบาลใหม่ 
    วันที่ 3-4 ก.พ.2564 มีการรวมตัวอารยะขัดขืนของกลุ่มข้าราชการครู และนักศึกษา ในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พะโค รัฐมอญ ฯลฯ แสดงจุดยืนต้านรัฐประหาร 

           ข้าราชการครู

    วันที่ 5 ก.พ.2564 มีปรากฏการณ์พิเศษ เมื่อข้าราชการในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศเมียนมา ได้รวมตัวกันแสดงอารยะขัดขืน อาทิกระทรวงกิจการชาติพันธุ์ ,กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน, กระทรวงแรงงานการอพยพและประชากร และกระทรวงสวัสดิการสังคมการบรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่      

               ข้าราชการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน 

นอกจากนี้ ได้มีพนักงานเอกชนของบริษัทใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง ได้เข้าร่วมแสดงอารยะขัดขืน และติดริบบิ้นแดง

            พนักงานสถานีโทรทัศน์ MRTV

    มีข้อน่าสังเกต สภาบริหารภาครัฐ (SAC) ผู้กุมอำนาจรัฐในเมียนมา ยังไม่มีท่าทีใดๆต่อการแสดงพลังต้านการรัฐประหาร มีแต่ส่งกำลังทหาร ตำรวจ ตรึงกำลังตามเมืองต่างๆ เฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี 

อกแม่สมพร “จึงรุ่งเรืองกิจ” โชคชะตาติดบ่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457475

อกแม่สมพร “จึงรุ่งเรืองกิจ” โชคชะตาติดบ่วง

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:00 น.

การตัดสินใจเข้าสู่การเมือง “ธนาธร” ส่งผลสะเทือนต่อครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” อย่างคาดไม่ถึง 

++
“ครอบครัวเราทำธุรกิจ ก็กลัวว่าเกิดไปทำอะไรกระทบกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล เราก็ตาย ถูกไหมคะ ก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยมาก เราไม่สนับสนุนน่ะ” สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เมื่อเดือน พ.ค.2561 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ลูกแม่สมพร’ธนาธร-สกุลธร’วิบากธุรกิจการเมือง
 

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ

นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอเปิดใจกับสื่อมวลชน หลังจากลูกชาย-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ กับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์    

“สมพร” ไม่เห็นด้วยที่ลูกชายจะเล่นการเมือง แต่ห้ามไม่ได้ เธอกังวลมากในตอนนั้น แต่ก็มี “ผู้ใหญ่” ที่เคารพหลายคนจากหลายแวดวงทั้งตำรวจ ทหาร อัยการ ปลอบว่าไม่ต้องห่วง เมื่อลูกมาขนาดนี้ถือว่าอยู่ในสายตาของประชาชนแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาเล่นในทางไม่ถูกต้อง
    

คำพูดประโยคนี้ของสมพร สะท้อนถึงคอนเนกชั่นในแวดวงข้าราชการ ซึ่งในอดีต พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ สามีของเธอ ก็ได้ชื่อว่ามีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับประเทศในยุคหนึ่ง    

เมื่อนักข่าวถามว่า ธนาธรเล่นการเมือง ก็หวังที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี สมพรตอบว่า “ตำแหน่งตรงนี้ไม่ใช่ง่าย นอกจากคุณมีพลัง ตัวคุณต้องมีบารมี มีความสามารถ ดังนั้นถามว่าอยากหวังไปถึงตรงนั้นไหม อยากหวัง แต่ไม่คิดว่าจะต้องได้…ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า วันนี้ใครถาม เราก็อยากให้ลูกเป็นนะ แต่ไม่กล้าหวัง ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสัจธรรม หรือที่พระเจ้าอยากให้เป็น”    

3 ปีผ่านไป พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ลูกชายต้องเล่นบทนักการเมืองนอกสภา และมีคดีความตามมาเพียบ สมพรยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่ออีกเลย 

การเมืองกระทบอาณาจักรไทยซัมมิท

++
แม่-ลูกคดีรุกป่า
++
วันที่ 4 ก.พ.2564 อดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ร่วมกันแถลงแจ้งความเพิ่มเติม สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ,ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้เอกสารที่ออกโดยมิชอบมาครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี     

กรมป่าไม้ได้ขยายผลสืบสวน สอบสวนต่อเนื่องจากข้อมูลเดิมที่ได้ดำเนินการไว้ กรณีที่ดินของสมพร หลังจากที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปทส. ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2563 ยังพบว่า มีการนำเอกสารสิทธิที่ดินประเภท นส.3 ก ที่เป็นเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกจำนวนมากของสมพร, ชนาพรรณ และธนาธร อีกจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ฉบับ รวมเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 2,000 ไร่ นำมายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี    

ก่อนหน้านี้ มีเพียงสมพร ธนาธร และสกุลธร ที่ติดบ่วงคดีไปแล้ว แต่กรณีของ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ นี่เป็นคดีแรก    

ชนาพรรณ ถือว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรไทยซัมมิท รับผิดชอบงานบริหารบุคคล จัดซื้อจัดจ้าง และการเจรจาเปิดโครงการใหม่ในต่างแดน  

++
สกุลธรติดบ่วง
++
แม้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เดินหน้าในนามคณะก้าวหน้า ไม่หันกลับมาทำงานในไทยซัมมิท สมพรจึงแบ่งโครงสร้างงานใหม่ งานที่เคยอยู่ในมือธนาธร มอบหมายให้สกุลธร ลูกชายคนรอง ดูแลทั้งด้านการบริหาร การตลาดและการต่างประเทศ     

แต่วันนี้ สกุลธร ในนามประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กลับมาเจอบ่วงคดีเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กรณีการเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม     

เรียกได้ว่า ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” มีคดีความกันครบเกือบทุกคน 

ขุดปูม “ทักษิณ-มินอ่องหล่าย” ภาพอดีตยังหลอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457461

ขุดปูม “ทักษิณ-มินอ่องหล่าย”ภาพอดีตยังหลอน

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:42 น.

เจาะเวลาหาอดีต “ทักษิณ” คลิปถั่งเช่าเขย่าขวัญอีกครั้ง เผยสัมพันธ์ลึกซึ้ง “มินอ่องหล่าย”  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย.. ขุนน้ำหมึก

++
ลีลาผู้นำรัฐประหารเมียนมาคนล่าสุด พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ถือว่าไม่ธรรมดา โดยการแต่งตั้งพลเรือน โดยเฉพาะนักการเมือง ที่แยกตัวออกมาจากพรรคเอ็นแอลดี เข้ามาดำรงตำแหน่งในสภาบริหารแห่งรัฐ และคณะรัฐมนตรี 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 
“มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

 

ทักษิณ สมัยที่มาทำบุญในเมียนมา

นักวิเคราะห์การเมืองไทยบางคน มองว่า นายพลพม่าผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ อาจจะเลียนแบบคณะทหารไทย ในการยึดอำนาจปี 2549 และปี 2557 ที่พยายามดึงนักการเมืองในเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร มาเป็นพวก      

ความจริงแล้ว พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย มีความสนิทสนมกับนายทหารระดับสูงของไทยหลายคนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักการเมืองไทย มิได้หมายความว่า เขาเป็นลูกบุญธรรมของพล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีเท่านั้น    

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยมีกรณี “คลิปถั่งเช่า” อันลือลั่น ซึ่งบทสนทนาของผู้ชายสองคน ได้บอกเล่าถึงความสนิทสนมระหว่างอดีตผู้นำไทยคนหนึ่ง กับ ผบ.สส.กองทัพเมียนมาได้เป็นอย่างดี

++
โอเวอร์รีแอ๊ก
++
ถ้ายังจำกันได้ สมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2544 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ) ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องของการวางนโยบายระหว่างประเทศของไทยและเมียนมา เห็นได้ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเจรจาด้านธุรกิจการค้ากับเมียนมา แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่สู้จะกระตือรือร้นนัก

เดือน มิ.ย.2545 ทหารเมียนมา เปิดยุทธการปราบปรามชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน

ไทย-เมียนมา และได้รุกเข้ามาในเขตแดนของไทย ตอนนั้น กองทัพภาคที่ 3 ได้ตอบโต้ทหารพม่าอย่างรุนแรง อดีตนายกฯทักษิณ ได้วิพากษ์วิจารณ์ปฏิกริยาตอบสนองที่กองทัพไทยมีต่อกองทัพเมียนมา เป็นการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือ “โอเวอร์ รีแอ๊ก”    

ก่อนหน้ารัฐประหาร 2557 ทักษิณโผล่เมียนมา

ปลายปี 2545 พล.อ.สุรยุทธ์จึงถูกโยกจาก ผบ.ทบ.ไปเป็น ผบ.สส. จนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2546      

เวลานั้น ฟากฝั่งเมียนมา พล.อ.หม่องเอ รองประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำหมายเลข 2 รองจากนายพล ตาน ฉ่วย ประธาน SPDC    

ขณะที่ พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย กำลังเป็นนายทหารดาวรุ่ง และได้รับการดูแลจากนายพลตานฉ่วย เป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการในรัฐฉานตะวันออก และผู้บัญชาการทหารภาคสามเหลี่ยม รัฐฉาน 

++
คลิปถั่งเช่า
++
เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี “มินอ่องหล่าย” ก็ขยับขึ้นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นสมาชิกของสภาป้องกันและความมั่นคงแห่งชาติ (NDSC) และเป็นมือทำงานของเต็งเส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาสมัยนั้น    

ห้วงเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาแน่นแฟ้น ช่วงปี 2556 มีสื่อบางสำนัก ได้นำคลิปเสียงการสนทนาของผู้ชาย 2 คน มาเผยแพร่ ซึ่งเรียกกันว่า “คลิปถั่งเช่า”     

มินอ่องหล่าย นายพลที่สนิทสนมนายทหาร และนักการเมืองไทย

สื่อทุกสำนักต่างนำเสนอข่าวนี้อย่างครึกโครม เพราะเสียงสนทนาของชายคนหนึ่งคล้ายอดีต รมช.กลาโหม กับทักษิณ ชินวัตร    

ตอนหนึ่งของคลิปถั่งเช่า ได้มีการพูดถึง “มินอ่องหล่าย” และ “เต็งเส่ง” ที่มีความสนิทสนมกับทักษิณเป็นอย่างมาก    

ในปี 2556 สำนักข่าว Eleven media group รายงานว่า ทักษิณเดินทางไปที่เมืองทวายเพื่อเข้าดูท่าเรือของโครงการทวาย และช่วงสงกรานต์ ทักษิณได้พบ พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย ที่บ้านพักหรูเชิงเขาในเขตมัณฑะเลย์     

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลซูจี เพิ่งประกาศยกเลิกโครงการทวาย เพราะกลุ่มทุนจีนเพิ่งก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ในรัฐยะไข่    

ก่อนการรัฐประหาร 2557 ทักษิณได้เข้าพักที่โรงแรมชาเทรียม ย่างกุ้ง โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พร้อมข้าราชการเดินทางเข้าพบจำนวนมาก มีการระบุว่า ทักษิณมาเพื่อทำบุญแก้กรรม    

เมื่อเกิดรัฐประหารในเมียนมา มิเพียงเรื่องมินอ่องหล่ายเป็น “ลูกบุญธรรมป๋าเปรม” จะถูกนำมาขยายในสื่อฝ่ายหนุนม็อบราษฎร แต่กรณี “คลิปถั่งเช่า” ก็ถูกนำมาขยี้แผลเก่าของทักษิณ ชินวัตร ในโลกออนไลน์ และสื่อฝ่ายต้านม็อบสามนิ้ว

เช็กเสียงรัฐบาล vs ฝ่ายค้าน ก่อนศึกซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457398

เช็กเสียงรัฐบาล vs ฝ่ายค้าน ก่อนศึกซักฟอก

4 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:33 น.

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ใกล้เข้ามาทุกขณะ กลางเดือนนี้ก็เริ่มขึ้นแล้ว เช็กเสียงรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีจำนวนเท่าไหร่ ห่างกันมากน้อยแค่ไหน และหวังผลได้แค่ไหนกับการซักฟอกครั้งนี้

ยังคงฝุ่นตลบกันอยู่กับการตกลงระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลเกี่ยวกับกรอบเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล 10 รัฐมนตรีว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ดี

เบื้องต้นฝ่ายค้านต้องการ 45 ชั่วโมง แต่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า 35 ชั่วโมงก็พอ เอาเฉพาะเนื้อๆ ประเภท” ขี่ม้าเลียบค่าย” วกไปวนมาไม่เข้าประเด็นเสียที หลอกด่าฟรี ไม่เอา ส่วนวันอภิปรายก็คือ 16-19 ก.พ. และลงมติวันที่ 20 ก.พ. นี้  

สำหรับรัฐมนตรีที่จะถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีทั้งสิ้น 10 คน จาก 3 พรรครัฐบาล คือพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับ​เสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะทำให้รัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น 

มาตรา  151 รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

และมาตรา 170 รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ 

( 3 ) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

มาถึงตรงนี้ต้องมาเช็กเสียงรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าแต่ละฝ่ายมีมากน้อยกว่ากันเท่าไหร่ 

ส.ส.เท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้มีจำนวน 487 คน (จากจำนวนเต็ม 500 คน)

จำนวน ส.ส. 487 คน แยกเป็น

– ฝ่ายรัฐบาล 277 คน

– ฝ่ายค้าน 210 คน

 รัฐบาล 277  เสียง ประกอบด้วย

–  พลังประชารัฐ 121 เสียง

– ภูมิใจไทย 61  เสียง 

– ประชาธิปัตย์ 51  เสียง

– ชาติไทยพัฒนา 12  เสียง

– เศรษฐกิจใหม่ 6  เสียง

– รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง

– พลังท้องถิ่นไท 5  เสียง

– ชาติพัฒนา 4  เสียง

– รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง

– พลังชาติไทย 1  เสียง

– ประชาภิวัฒน์ 1  เสียง

– ไทยศรีวิไลย์ 1   เสียง

– พลังไทยรักไทย 1  เสียง

– ครูไทยเพื่อประชาชน 1   เสียง 

– ประชาธรรมไทย 1   เสียง

– พลเมืองไทย 1   เสียง

– ประชาธิปไตยใหม่ 1  เสียง 

– พลังธรรมใหม่ 1  เสียง

– ไทรักธรรม 1   เสียง 

ส่วน ฝ่ายค้าน 210 คน

 ฝ่ายค้าน 210 เสียง  ประกอบด้วย

– เพื่อไทย 134   เสียง

– ก้าวไกล 53    เสียง

– เสรีรวมไทย 10  เสียง

– ประชาชาติ 7   เสียง

– เพื่อชาติ 5   เสียง

– พลังปวงชนไทย 1  เสียง 

 เฉพาะซักฟอกครั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จากพรรคไทยศรีวิไลย์ และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์  จากพรรคเศรษฐกิจใหม่  ร่วมกับฝ่ายค้าน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเสียงลดเหลือ 275 เสียง  ส่วนฝ่ายค้านเสียงเพิ่มเป็น 212 เสียง

 แต่เสียงฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน  ก็ยังห่างกันถึง 63 เสียง

แน่นอนว่าฝ่ายค้าน คงไม่หวังถึงขนาดล้มรัฐบาลได้ทันทีจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้  แต่ก็ได้เขย่าเสถียรภาพ ความชอบธรรมของรัฐบาลไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันสุกงอม

‘มินอ่องหล่าย’ ขอ 1 ปี 6 เดือน คืนสู่ประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457374

‘มินอ่องหล่าย’ขอ 1 ปี 6 เดือน คืนสู่ประชาธิปไตย

4 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:00 น.

‘มินอ่องหล่าย’ ขอสัญญานำเมียนมากลับสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง ภายในปีหน้า ระหว่างนี้ทุกอย่างจะดำเนินไปตามปกติ

++
    หลังรัฐประหาร 1 ก.พ.2564 สำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเมียนมา ประกาศการจัดตั้ง “สภาบริหารแห่งรัฐ” (State Administration Council-SAC) ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2551 มาตรา 419 ซึ่งจะมีบทบาทไม่ต่างจากสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (SLORC) หรือ สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะเผด็จการทหารในอดีต

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2564 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผบ.สส. ในฐานะประธานสภาบริหารแห่งรัฐ ได้พบกับนักธุรกิจ ,ประธานสมาคมอุตสาหกรรม,การค้า,การโรงแรมและการท่องเที่ยว ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ในกรุงเนปิดอว์ 
    พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้บอกกับภาคธุรกิจว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว จะไม่มีการเบี่ยงเบนไปจากวิถีแห่งประชาธิปไตย กิจกรรมทุกอย่างจะดำเนินต่อไปตามปกติ โดยไม่มีการหยุด

         มินอ่องหล่าย พบตัวแทนภาคธุรกิจของเมียนมา   

 กองทัพเมียนมา ยังคงจะเปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ปกติในการเลือกตั้ง และดำเนินการกับผู้ที่รับผิดชอบตามกฎหมายการเลือกตั้ง หมายถึง กกต.ชุดเก่า
    ผู้นำการรัฐประหารเมียนมา ย้ำว่า หลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปีสิ้นสุดลง จะมีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 6 เดือน เพื่อให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ได้ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญ ปี 2551
    สรุปว่า คณะรัฐประหาร จะอยู่ในอำนาจ 1 ปี 6 เดือน ก่อนโอนถ่ายอำนาจให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 
    ย้อนไปเมื่อกลางดึก วันที่ 1 ก.พ.2564 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้ออกประกาศโอนอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มาไว้ที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแต่งตั้งรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานสำคัญต่างๆ   

 พร้อมกัน กองทัพเมียนมา ได้ประกาศการจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council) ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 419 ซึ่งเป็นคณะที่มีบทบาทมากที่สุด ได้แก่สภาบริหารแห่งรัฐ จำนวน 11 คน 
    สภาบริหารแห่งรัฐ ประกอบด้วย 1.พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธาน 2.พล.อ.โซ วิน รองประธาน 3.พล.อ.เมี๊ยะ ทูน อู กรรมการ 4.พล.อ.ติ่น อ่อง ซาน กรรมการ 5.พล.อ.หม่อง หม่อง จ่อ กรรมการ 6.พล.ท.โม มิ่น ทูน กรรมการ 7.พะโด มาน เงม หม่อง กรรมการ 8.อู เตง ญุ่น กรรมการ 9.อู ขิ่น หม่อง ส่วย กรรมการ 10.พล.ท.อ่อง ลิน ดวย เลขานุการ และ 11.พล.ท.แย วิน อู เลขานุการร่วม

หายไปไหน บอดี้การ์ด ‘ซูจี’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457358

หายไปไหน บอดี้การ์ด ‘ซูจี’

4 กุมภาพันธ์ 2564 – 14:59 น.

5 ปีในอำนาจของ “ซูจี” มีบอดี้การ์ดชื่อ “เชอรี่” ยืนข้างกายตลอด วันนี้ เชอรี่หายไปไหน เอฟซีบอดี้การ์ดถามหา

++
    พลันที่กองทัพเมียนมา ยึดอำนาจ และจับกุมตัว อองซานซูจี ในโลกโซเชียล มีสาวกบอดี้การ์ดของอองซานซูจี ได้เข้าไปโพสต์แสดงความเห็นมากมาย ผ่านเฟซบุ๊ค Cherry Htet รวมถึงในกลุ่มปิด We Love Cherry Htet ส่วนใหญ่ก็จะถามว่า เธอไปอยู่ไหน? พวกเรายังรักเธออยู่
    เนื่องจาก “เชอรี่ ฮัต” (Cherry Htet) องครักษ์หมายเลข 1 ของอองซานซูจี เป็นเน็ตไอดอลของชาวพม่า มีคนติดตามเฟซบุ๊คเธอมากมาย

           ไม่ว่าซูจี จะไปไหน ต้องมีเธอตามเป็นเงา

++
หมาป่ากับลูกแกะ
++
    หลังรัฐประหารในเมียนมาได้เพียง 1 วัน มีรายงานข่าวว่า ตำรวจเมียนมาได้ทำสำนวนคำฟ้อง อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ต่อศาลแขวงเนปิดอว์ ในข้อหาครอบครองอุปกรณ์สื่อสาร โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งระหว่างการตรวจค้นบ้านพักของเธอ ตำรวจพบวิทยุสื่อสารหลายเครื่อง ปรากฏว่าทุกเครื่องไม่มีใบอนุญาต ซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมายการส่งออกและนำเข้าสินค้าของเมียนมา
    แหล่งข่าวในพรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า วิทยุสื่อสารเหล่านั้น ถูกนำมาใช้งานภายในกองกำลังรักษาความปลอดภัย และยามรักษาการณ์ ประจำบ้านพักที่ปรึกษาแห่งรัฐ ในกรุงเนปิดอว์
    ว่ากันว่า กองทัพเมียนมา พยายามยัดข้อหาครอบครองวิทยุสื่อสารเถื่อน เพื่อหาเหตุกักขังซูจี รวมถึงตัดสิทธิ์ทางการเมืองในอนาคต 
    เป็นที่ทราบกันดีว่า นับแต่ อองซานซูจี ขึ้นเป็นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ เทียบเท่านายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเมียนมา ได้จัดทีมอารักขาความปลอดภัยจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “หน่วย SWAT” (หน่วยสวาท) ชาย-หญิง ประมาณ 20 คน มาดูแลเธอ

++
บอดี้การ์ดคนดัง
++
    ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่อองซานซูจี อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ เธอเดินทางไปราชการทั้งในและนอกประเทศ ก็จะปรากฏภาพบอดี้การ์ดหญิง นัยน์ตาคมกริบยืนอยู่ข้างกายทุกหนทุกแห่ง และแทบไม่น่าเชื่อ บอดี้การ์ดซูจีคนนี้ กลายเป็นเน็ตไอดอล ที่มีชาวพม่าติดตามเธอ ผ่านโซเชียลมากมาย

        เชอรี่ ฮัต ตำรวจหน่วย SWAT กลายเป็นเน็ตไอดอล

    บอดี้การ์ดหญิงคนนี้ชื่อ เชอรี่ ฮัต (Cherry Htet) ชาวหงสาวดี หรือ พะโค จบการศึกษาจาก Dagon University ย่างกุ้ง สมัครเข้าเป็นตำรวจหน่วยพิเศษ และถูกคัดเลือกมาเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวซูจี 

    เชอรี่ บอดี้การ์ดสาว มีเฟซบุ๊ค Cherry Htet ที่มีคนติดตามหลายแสนคน รวมถึงเหล่าเอฟซีของเชอรี่ ได้สร้างแฟนเพจ We Love Cherry Htet , Cherry Lay-Nay Pyi Taw , Forever Love Cherry Htet และ Cherry Cherry & Forever DASSK

            ความน่ารักของเธอ จึงมีเอฟซีเยอะ 

    นัยว่า ครอบครัวของเชอรี่ เป็นผู้สนับสนุนของพรรคเอ็นแอลดี เธอจึงได้รับความรัก ความไว้วางใจ จากซูจีมากเป็นพิเศษ 

        ซูจี รักและเมตตาเธอมาก

    ในยุคดิจิตอล เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่บอดี้การ์ดคนหนึ่ง จะครองใจชาวเมียนมาได้ไม่แพ้อองซานซูจี นอกจากนั้น ทีมงานอารักขา ยังได้เปิดแฟนเพจ SWAT เมียนมา เผยแพร่การทำงานของทีมอารักขาอองซานซูจี

    หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา ตำรวจหน่วยอารักขาอองซานซูจี ก็ถูกเรียกตัวกลับต้นสังกัด รวมถึงตัวเชอรี่ ฮัต ด้วย

    อย่างไรก็ตาม เหล่าสาวกของเชอรี่ ยังอยากทราบว่า เธอกลับไปประจำการสังกัดตำรวจหน่วยไหน  

เลือกตั้งซ่อม มารยาทการเมือง “พปชร. – ปชป.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457334

เลือกตั้งซ่อม มารยาทการเมือง “พปชร. – ปชป.”

4 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:06 น.

จากเลือกตั้งซ่อมนครปฐม-กำแพงเพชร ถึงเมืองคอน ว่าด้วยมารยาทางการเมือง ระหว่าง พปชร. กับ ปชป.

++
เรื่องไม่เป็นเรื่อง กรณี 2 พรรคการเมืองใหญ่ ของประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ ที่ช่วงชิงความได้เปรียบในศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครศรีธรรมราช ตามมาด้วยวาทกรรม “มารยาททางการเมือง” ของพรรคร่วมรัฐบาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
เลือกตั้งซ่อมเขต 3 นครศรีธรรมราช “ประชาธิปัตย์” อาการหนัก
 

พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ว่าผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 พรรค ปชป.

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามของนักข่าว เกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 แทนเทพไท เสนพงศ์ ว่า ถ้าประชาธิปัตย์เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์ก็จะไม่ส่งผู้สมัคร แต่จะให้เจ้าของที่นั่งเดิมที่เป็นพรรคร่วมเป็นผู้ส่ง ซึ่งประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนตั้งรัฐบาลมาหลายครั้งและได้ปฏิบัติมาเช่นนี้โดยตลอด     

นี่คือ มารยาททางการเมือง ตามที่หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวอ้างถึง และมีอดีต ส.ส.ค่าย ปชป.บางคน ขยายปมขัดแย้งไปถึงเรื่องจะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล     

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้พูดอะไรมากมายนัก แต่มีแนวโน้มว่า ค่าย พปชร. จะส่ง อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช ลงสนามทำศึกล้างตาอีกหน    

การเลือกตั้งซ่อม จะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค.2564 แต่สมรภูมิแห่งญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ จะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.พ.นี้ รอชมอภินิหารของพลพรรค ปชป.สายใต้     

พูดถึง “มารยาททางการเมือง” ในเวทีเลือกตั้งซ่อม นับแต่ปี 2562-2563 มีการเลือกตั้งซ่อมไปแล้ว 6 ครั้ง คือ เชียงใหม่ เขต 8, นครปฐม เขต 5 ,ขอนแก่น เขต 7, กำแพงเพชร เขต 2, ลำปาง เขต 3 และสมุทรปราการ เขต 6 โดยภาพรวม เป็นการต่อสู้ระหว่างตัวแทนพรรครัฐบาล กับฝ่ายค้าน    

ยกเว้นการเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม และกำแพงเพชร ที่มีดราม่าภายในพรรคร่วมรัฐบาล

อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พรรคพลังประชารัฐ

++
เลือกซ่อมนครปฐม
++
เมื่อ จุมพิตา จันทรขจร ส.ส.นครปฐม เขต 5 พรรคอนาคตใหม่ (พรรคก้าวไกล) ลาออก เพราะป่วยหนัก ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไม่ได้ จึงมีเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น เมื่อปลายปี 2562    

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทย อดีต ส.ส.นครปฐม ที่สอบตก เมื่อเลือกตั้งทั่วไป ต้นปี 2562 เป็นตัวยืนขอแก้มือ และ สุรชัย อนุตธโต อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ขอลงสนามด้วย     

ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว พรรคพลังประชารัฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส. นครปฐม เขต 5 ก็เสนอตัวลงสนามเช่นกัน แต่ พล.อ.ประวิตร เบรกไว้ เพราะเกรงจะไปตัดคะแนนกันเอง     

เลือกตั้งซ่อมหนนั้น กลายเป็นศึก 2 พรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านแข่งกัน ปรากฏว่าเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ชนะเลือกตั้ง    

เวลานั้น ไม่มีแกนนำพรรคขาใหญ่คนไหน พูดเรื่องมารยาททางการเมือง 

++
เลือกซ่อมกำแพงเพชร
++
ต้นปี 2563 มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2 แทนตำแหน่ง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ปรากฏว่า เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ พรรคพลังประชารัฐ ชนะ กัมพล ปัญกุล พรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนนที่ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก    

สำหรับสมรภูมิกำแพงเพชร มีดราม่าภายในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ นพ.ปรีชา มุสิกุล อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นใบลาออกลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. เมื่อ 5 ก.พ.2563 เนื่องจากความไม่พอใจคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ไม่รับข้อเสนอของตัวเขา ที่จะให้ลูกชาย-สุขวิชชาญ มุสิกุล ลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อม กำแพงเพชร เขต 2    

เดิมที สุขวิชชาญ มุสิกุล ลงแข่งกับไวพจน์ ในการเลือกตั้งทั่วไป แต่ก็แพ้ชนิดไม่ได้ลุ้น แต่เมื่อมีเลือกตั้งซ่อม นพ.ปรีชา ก็ต้องการให้ลูกชายลงแข่ง เพราะประเมินว่า “เพชรภูมิ” ไม่แกร่งเหมือนไวพจน์    

สุดท้าย พรรค ปชป.ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในรอบการเลือกตั้งซ่อม เพราะยึดถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับพื้นที่ที่เคยมีการเลือกตั้งซ่อม ว่าจะไม่ส่งผู้สมัครตัดคะแนนกับพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากเป็นมารยาทของพรรคร่วมรัฐบาล     

ด้วยเหตุนี้ นพ.ปรีชา จึงรู้สึกน้อยใจผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ และร่อนจดหมายลาออกจากพรรคทันที 

ฟันอาญา ‘ซูจี’ คุมตัว 15 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457287

ฟันอาญา ‘ซูจี’คุมตัว 15 วัน

3 กุมภาพันธ์ 2564 – 19:51 น.

ตำรวจพม่าดำเนินคดีอาญา “อองซานซูจี” และอดีตประธานาธิบดีหลายข้อหา เบื้องต้นกักขัง 15 วัน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2564 แฟนเพจเฟซบุ๊ค Mawkunmagazine ของเมียนมา ได้รายงานข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอองซานซูจี ที่ถูกกองทัพเมียนมาควบคุมตัวไว้ โดยอ้างข้อเขียนของ Kyi Toe แกนนำคนสำคัญของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ว่า สำนักงานตำรวจกรุงเนปิดอว์ดำเนินคดีกับ ออง ซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐ ในข้อหาครอบครองอุปกรณ์สื่อสาร โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื้อหาในสำนวนคดีของเจ้าพนักงานระบุว่า ในระหว่างการตรวจค้นบ้านพักของเธอในกรุงเนปิดอว์ ตำรวจพบวิทยุสื่อสารหลายเครื่อง ปรากฏว่าทุกเครื่องไม่มีใบอนุญาต ซึ่งถือว่าละเมิดกฎหมายการส่งออกและนำเข้าสินค้าของเมียนมาด้วย

คำฟ้องของตำรวจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
“มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

หลังจากตำรวจบุกค้นบ้านของอดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐอองซานซูจี เมื่อเช้าวันที่ 1 ก.พ.2564 ได้พบอุปกรณ์โทรคมนาคมจากกองกำลังรักษาความปลอดภัย และยามรักษาการณ์ ตามมาตรา 8 ของกฎหมายนำเข้าและส่งออก มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปีในข้อหาครอบครองอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ผิดกฎหมาย 

เบื้องต้น Kyi Toe แกนนำพรรคเอ็นแอลดี ระบุว่า ออง ซาน ซูจี จะถูกควบคุมตัว 15 วันเป็นอย่างน้อย ก่อนนำตัวส่งขึ้นศาล

อองซานซูจี และอูวินมินต์ เจอคดีอาญาหลายข้อหา

ขณะที่ อูวินมินต์  อดีตประธานาธิบดีเมียนมา ถูกดำเนินคดีในหลายข้อหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่รวมถึงการรวมกลุ่มในวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ด้วยการลงพื้นที่พบปะกับกลุ่มผู้สนับสนุน ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กองทัพเมียนมา และสำนักงานตำรวจเมียนมาในเนปิดอว์ ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ และไม่มีใครทราบว่า ออง ซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานที่แห่งใด