“มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457199

“มินอ่องหล่าย” หลังพิงมังกร สู้ม็อบสามนิ้ว

3 กุมภาพันธ์ 2564 – 08:37 น.

แปลกแต่จริง รัฐมนตรีต่างประเทศจีนบินพบ “ซูจี” และ “มินอ่องหล่าย” ก่อนหน้าการรัฐประหารใต้รัฐธรรมนูญ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
พลันที่กองทัพเมียนมา อาศัยมาตรา 417 รัฐธรรมนูญ ปี 2551 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารใต้รัฐธรรมนูญครั้งแรกของโลก นานาชาติฝั่งตะวันตก ส่งเสียงคัดค้านอึงมี่ เรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซานซูจี และนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” 

รมต.ต่างประเทศจีน พบมินอ่องหล่าย เมื่อ 11 ม.ค.2564    

ขณะที่ หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันที่นครปักกิ่งว่า “เราได้รับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา และอยู่ในกระบวนการทำความเข้าใจสถานการณ์”    

พร้อมกับยืนยันว่า “จีนเป็นมิตรประเทศของเมียนมา เราหวังว่าทุกฝ่ายในเมียนมาจะสามารถรับมือกับความแตกต่างภายใต้รัฐธรรมนูญ กรอบของกฎหมาย และพิทักษ์เสถียรภาพของสังคมและการเมือง”     

นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลายคนมองว่า จีนรับรู้มาก่อนว่าต้องเกิดการยึดอำนาจในเมียนมา เนื่องจากวันที่ 11-12 มกราคม 2564 หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางมาเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา    

รมต.ต่างประเทศจีน พบอองซานซูจี เมื่อ 12 ม.ค.2564

ห้วงเวลานั้น ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอองซานซูจี กับกองทัพเมียนมา เรื่อง กกต.กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง เริ่มตรึงเครียด เมื่อตัวแทนกองทัพเมียนมา ขอให้เลื่อนการเปิดประชุมสภาฯ ออกไปก่อน แต่ฝ่ายอองซานซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้น    

บังเอิญ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนมาเยือนเมียนมา ในจังหวะเมียนมามีวิกฤตการเมือง ย่อมเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

++
มังกรรู้ดี
++
ย้อนไปวันที่ 11 ม.ค.2564 หวังอี้ รมต.ต่างประเทศจีน ได้พบกับอูวินมิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา(เวลานั้น) และอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ(เวลานั้น) ได้หารือกันในประเด็นความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือระดับภูมิภาค และบทบาทของจีนในการสร้างสันติภาพในเมียนมา และการส่งผู้ลี้ภัยโรฮิงญากลับประเทศ     

วันถัดมา(12 ม.ค.) หวังอี้ ได้พบกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพแห่งชาติ ได้หารือกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเศรษฐกิจ     

นอกจากนี้ การมาเยือนเมียนมาของหวังอี้ ก็ได้บอกว่า จีนจะมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ 1 ลอตโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และจะหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวัคซีนกับเมียนมาต่อไป    

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในย่างกุ้ง

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่อองซานซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) บริหารประเทศ ได้แสดงออกถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับจีน ด้านหนึ่ง กรณีโรฮิงญา ส่งผลให้นานาชาติกดดัน “ซูจี” จึงทำให้จีนเข้ามามีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงไปโดยปริยาย    

อย่างไรก็ตาม จีนยังสนับสนุนกองทัพเมียนมา และมีอิทธิพลเหนือกองกำลังชาติพันธุ์ในรัฐฉาน และรัฐคะฉิ่น   

++
ต้านเผด็จการ
++
ประเทศตะวันตก อาจรู้สึกแปลกใจ หลังการรัฐประหาร บรรยากาศตามเมืองต่างๆของเมียนมา ทั้งกรุงเนปิดอว์ และกรุงย่างกุ้ง เงียบสงัด ไม่มีทีท่าว่าประชาชนจะเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาแต่อย่างใด 

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในย่างกุ้ง    

มีเพียงกลุ่มพลังมวลชนของพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ที่ออกมาชุมนุมแสดงจุดยืนสนับสนุนกองทัพเมียนมา ในเขตย่างกุ้ง    

ส่วนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ได้เรียกร้องให้กองทัพปล่อยตัวอองซานซูจีโดยเร็ว ก็ยังไม่มีการปลุกระดมให้สมาชิกพรรคออกมาชุมนุมบนท้องถนน    

การประท้วงเชิงสัญลักษณ์ในย่างกุ้ง

ที่น่าสนใจ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ของเมียนมาจำนวนหนึ่ง เชิญชวนผ่านโซเชียลให้แสดงอารยะขัดขืน หยุดงาน ไม่ยอมรับการรัฐประหาร โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.นี้เป็นต้นไป    

เมื่อค่ำวันที่ 2 ก.พ.2564 ประชาชนในนครย่างกุ้งออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการเข้ายึดอำนาจของกองทัพ ด้วยการจุดเทียน พร้อมกับชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการ นอกจากนี้ ยังมีการบีบแตรรถยนต์ และเคาะหม้อ กระทะ กะละมังตามอาคารที่พักอาศัย     

โลกยุคดิจิตอล กองทัพเมียนมามิอาจปิดกั้นการสื่อสารสมัยใหม่ได้ จึงมีชาวพม่าจำนวนไม่น้อยที่ใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารโดยสันติ

เลือกตั้งซ่อมเขต 3 นครศรีธรรมราช “ประชาธิปัตย์” อาการหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457168

เลือกตั้งซ่อมเขต 3 นครศรีธรรมราช “ประชาธิปัตย์” อาการหนัก

2 กุมภาพันธ์ 2564 – 18:50 น.

เลือกตั้งซ่อมเขต 3 นครศรีฯ แทน “เทพไท เสนพงศ์”ที่ถูกศาล รธน.ชี้ให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแชมป์พื้นที่นี้อยู่ แต่เลือกตั้งซ่อม 7 มี.ค.นี้ ไม่ง่ายเสียแล้วเมื่อพลังประชารัฐ มีท่าทีส่ง”อาญาสิทธิ์”ลงแข่งหวังล้างตานัดสำคัญ

พี่น้องตระกูล“เสนพงศ์”ที่ผงาดทางการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นในห้วง 10 ปีมานี้ถูกพูดถึงอย่างมากหลังจาก “นายเทพไท เสนพงศ์”อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ถึงจุดสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งด้วยการถูกวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งโดยศาลรัฐธรรมนูญเป็นอันต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุ“ต้องคำพิพากษาคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช มีโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง” เป็นวิบากกรรมแผลฉกรรจ์

ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนครศรีธรรมราช เป็นอันว่างลง 1 ตำแหน่งสร้างความตระหนกให้กับประชาธิปัตย์ไม่น้อย มีเสียงร่ำลือว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคบางคนออกอาการหวาดวิตก นำมาซึ่งการเรียกหามารยาททางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันกันเอง

และแสดงความเป็นสถาบันทางการเมืองอันเก่าแก่ด้วยการประกาศสรรหาตัวผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งแทน เทพไท เสนพงศ์ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าเรื่องของกระบวนการสรรหาเป็นเพียง”พิธีกรรมทางการเมือง”เท่านั้นหรือไม่ โดยมีการมองว่าการสืบทอดทายาททางการเมืองอาจสำคัญกว่า ..ชื่อของ พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ น้องชายของ “เทพไท เสนพงศ์” จึงเป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมในเขตนี้แทน 

ส่วนพรรคคู่แข่งที่จะส่งตัวผู้สมัครเห็นจะมี “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ทำคะแนนไล่หลัง “เทพไท เสนพงศ์”มาเพียง 4 พันกว่าคะแนนเท่านั้น สร้างความหวาดเสียวให้กับ “ประชาธิปัตย์”มาแล้ว

มาครั้งนี้ คงจะไม่พ้น “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ที่จะลงสมัครรับ้เลือกตั้งในเขตนี้อีกครั้ง นัยหนึ่งนี่คือการล้างตานัดสำคัญของ “อาญาสิทธิ์” และพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนพรรคกล้าของ “นายกรณ์ จาติกวณิช” นักการเมืองเลือดเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตัดสินใจแยกทางกับประชาธิปัตย์แล้วไปก่อตั้งพรรคกล้า ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กรณ์” รู้ไส้รู้พุง “เทพไท” และ“ประชาธิปัตย์” เป็นอย่างดีอยู่แล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้เขาส่ง สราวุฒิ สุวรรณรัตน์ นักการเมืองรุ่นใหม่เลือดใหม่ที่ลงสมัครในนามพรรคกล้า พร้อมชนกับ “น้องชายเทพไท” และ “อาญาสิทธิ์”

เมื่อดูคุณสมบัติกันแบบรายตัวเทียบกันแล้ว “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งในสนามระดับชาติมาก่อน แต่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ที่มีพี่ชายอีกคนคือ “เชาว์วัศน เสนพงศ์” นายกเทศมนตรี 

“พงศ์สินธุ์” ยังไม่เคยผ่านการเลือกตั้งในสนามใดมาก่อน ด้วยบุคคลลิกที่เป็นคนนิ่งๆเงียบๆออกจะเรียบร้อย ไม่ถนัดพูดจาแบบ “เทพไท” สนามนี้จึงเป็นสนามสำคัญที่ “พี่จัดให้”

แม้ “เทพไท เสนพงศ์” จะจัดให้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ผวา”คืออาการที่ซ่อนอยู่ลึกๆ สำหรับชื่อ “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” จากพรรคพลังประชารัฐ ผู้ที่จะมาเป็นคู่แข่ง

“อาญาสิทธิ์” เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอหลายอำเภอในภาคใต้รวมทั้งอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอหนึ่งในเขตเลือกตั้งนี้ และที่สำคัญเขาถูกหมายมั่นปั้นมือจากผู้ไม่เอาประชาธิปัตย์ และปฏิเสธพี่น้องเสนพงศ์ ถือเป็นนัดล้างตาที่สำคัญ จากคะแนนของเทพไท เสนพงศ์ ที่ 33,310 คะแนน อาญาสิทธิ์ ที่ 28,742 คะแนน ในสนามเลือกตั้งถือเป็นคะแนนที่ไม่ห่างและเฉียดฉิวทีเดียว “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” จึงเจองานหินและภาระหนักอยู่ที่ “พี่จัดให้”จะไหวหรือไม่ แต่บอกได้ว่ากระอักแน่

ส่วน “สราวุฒิ สุวรรณรัตน์” ผู้สมัครจากพรรคกล้า เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ผ่านการสรรหาเฟ้นเลือกจาก “กรณ์ จาติกวณิช” ที่เดินทางมาอยู่ในพื้นที่อำเภอชะอวด ฝังตัวทำการเมืองมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรค    “ข้าวอิ่ม”ที่ “กรณ์” เป็นผู้ผลักดันบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุข้าวเกรดพรีเมี่ยม คือกระจูดสานผลิตมาจาก ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด เขตเลือกตั้งที่ 3 พื้นที่นี้

การเปิดตัวครั้งนี้จึงเป็นที่คาดหวังลึกๆของ “กรณ์” ว่าการทำการเมือง การสร้างคุณประโยชน์ในพื้นที่มีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนเช่นพรรคกล้าจะเป็นทางเลือกให้กับชาวบ้าน มากกว่าการสืบทอดทายาททางการเมืองที่ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลย

การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องติดตามและจับตาอย่างใกล้ชิด หากจะให้ฟันธงคงบอกได้เพียงว่า ประชาธิปัตย์อาการหนัก และกระอักเลือด คงจะเป็นอาการที่ไม่น่าจะผิดไปจากนี้

กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล รายงาน

ปล่อยซูจี ต้านเผด็จการ จุดยืนนายแบบพม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457152

ปล่อยซูจี ต้านเผด็จการ จุดยืนนายแบบพม่า

2 กุมภาพันธ์ 2564 – 16:57 น.

นายแบบพม่านัยน์ตาคม แสดงจุดยืนคัดค้านรัฐประหาร เรียกร้องปล่อยซูจี มีเอฟซีแห่แชร์มากมาย

++
    ปฏิกิริยาชาวพม่า หลังกองทัพเมียนมาจับกุมอองซานซูจี และแกนนำพรรคเอ็นแอลดี พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แตกต่างกันไป บรรดาสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี ย่อมไม่เห็นด้วย และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ส่วนสมาชิกพรรคยูเอสดีพี ที่สนับสนุนกองทัพเมียนมา ต่างแสดงความดีอกดีใจ

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2564 แฟนเพจเฟซบุ๊ค Paing Takhon ของ ไป่ ตะขุ่น หรือไป๋ ทากุน นายแบบชื่อดังชาวพม่า ได้แสดงจุดยืนคัดค้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจเผด็จการทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัว อองซานซูจี

              เรียกร้องปล่อยซูจี

“We strongly condemn Military coup. We demand immediate release of state counseller Daw Aung San Suu Kyi, President U Win Myint, civilian government ministers and elected members of perliment.
We demand to respect 2020 election results and form new civillian government soonest by NLD led perliment”

“เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการรัฐประหาร เราเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี ประธานาธิบดีอูวินมิน คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาที่ได้รับการเลือกตั้งมาโดยทันที เราเรียกร้องให้เคารพผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 และเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคเอ็นแอลดีเป็นแกนนำ”
ไป๋ ทากุน ได้ติดแฮชแท็กจำนวนมาก เช่น #SaveMyanmar , #releaseaungsansuukyi, #US, #UN, #PresidentBiden 

               ไป๋ ทากุน แสดงความเห็น 

++
ขวัญใจสาวไทย
++
    Paing Takhon หรือไป๋ ทากุน หนุ่มเซอร์ผมยาวหน้าหวานคนนี้ มาพร้อมกับความสูง 178 เซนติเมตร ขึ้นแท่นนายแบบแถวหน้า กวาดพรีเซนเตอร์แบรนด์ดังในประเทศเมียนมามากมาย แถมความหล่อของเขายังระบาดมาถึงเมืองไทย 

    สำหรับเมืองไทย ไป๋ ทากุน ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้เป็นทูตการท่องเที่ยวของพม่าในประเทศไทยด้วย
    เพจ Paing Takhon มีผู้ติดตาม 1,009,977 คน (เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 2 ก.พ.2564)เฉพาะโพสต์ประณามการรัฐประหารที่เขาเพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน มีคนกด Like กว่า 1.1 แสนคน ถูกแชร์ไปกว่า 3.2 พันครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 4.8 พันคน

    อนึ่ง ในประเทศเมียนมา เป็นที่รู้กันว่า ศิลปินนักร้อง ดารา นายแบบ นางแบบ นางงาม ส่วนใหญ่จะชื่นชอบอองซานซูจี วีรสตรีผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย ฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง คนบันเทิงพม่า จะแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่า ใครเชียร์พรรคไหน? มีนักร้องพม่าจำนวนมากที่ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคเอ็นแอลดี 

คนละครึ่ง “พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์” สงครามใจรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457105

คนละครึ่ง “พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์” สงครามใจรัฐบาล

คนละครึ่ง "พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์" สงครามใจรัฐบาล

2 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:33 น.

ไม่ถอย “อาญาสิทธิ์” ขอทำศึกตระกูล “เสนพงศ์” กลายเป็นสงครามใจพรรคร่วมรัฐบาล คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
วันที่ 2 ก.พ.2564 ที่เรือนไทยทักษิณา อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช มีการประชุมของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เขต 3 นครศรีธรรมราช เพื่อคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อม ปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” เป็นตัวแทนพรรค

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
หัวเชือกวัวชน ปชป.-พปชร เลือกตั้งเมืองนคร
 

คนละครึ่ง "พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์" สงครามใจรัฐบาล


พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์

จากนี้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคใต้ ,ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ประธานคณะกรรมการสรรหา และราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคฯ ก็จะนำชื่อพงศ์สินธุ์ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 5 ก.พ.นี้    

เอาเข้าจริง สนามเขต 3 นครศรีธรรมราช ก็จะเป็นศึกคนกันเอง ระหว่างค่าย ปขป. กับค่ายพลังประชารัฐ พรรคฝ่ายค้านไม่มีโอกาสแจ้งเกิด    

มาดูจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.ชะอวด 67,340 คน, อ.จุฬาภรณ์ 24,563 คน, อ.เฉลิมพระเกียรติ 24,695 คน และ อ.พระพรหม 34,692 คน รวมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนี้ 151,290 คน    

หากว่า พงศ์สินธุ์ลงสนาม โดยไม่มีคู่แข่งจากพลังประชารัฐ โอกาสชนะ ได้เป็น ส.ส.แทนพี่ชายก็มีสูง

คนละครึ่ง "พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์" สงครามใจรัฐบาล

เทพไท ขอโอกาสให้น้องชาย

++
ขาใหญ่เทพไท
++
เทพไท เสนพงศ์ เป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช สมัยแรก เมื่อปี 2548 โดยลงสนามที่เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.บางขัน, อ.ทุ่งใหญ่, อ.นาบอน, อ.ถ้ำพรรณรา และ อ.ฉวาง (เฉพาะ ต.ฉวาง ต.นากะซะ)     

กระทั่งการเลือกตั้งปี 2562 สมรภูมิเมืองคอน จำนวน ส.ส.ลดจาก 9 คน เหลือ 8 คน จึงต้องการแบ่งเขตกันใหม่ ใครคือ อดีต ส.ส.ค่าย ปชป. ที่ต้องยอมถอยออกไป?    

เดิมทีอำเภอในเขตเลือกตั้งที่ 3 ก็คือเขตเลือกตั้งที่ 4 ในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2554 ซึ่งเจ้าของพื้นที่คือ อภิชาต การิกาญจน์ และก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด อภิชาต ขอลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.    

เทพไท จึงย้ายสนามข้ามเทือกเขาหลวง มาลงสนามเขต 3 ฝั่งทะเล และได้เป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช สมัยที่ 4     

จริงๆแล้ว ก่อนเลือกตั้งปี 2562 ค่าย ปชป.เมืองคอน ยังมีปัญหาที่เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ร่อนพิบูลย์, อ.ลานสกา, อ.ช้างกลาง และอ.นาบอน เมื่อตระกูล “เดชเดโช” ต้องการส่ง “สจ.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช ลงสนาม ลงสนาม    

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 1 จึงต้องเสียสละ ไม่ลงสมัคร ส.ส.เขต ตามคำร้องขอของพี่ชาย-ชำนิ ศักดิเศรษฐ์    

นัยว่าเป็นสัญญาใจของชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ,เทพไท เสนพงศ์ และกนกพร เดชเดโช มารดา สจ.แทน ว่า จะเป็นพันธมิตรสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ในนามทีมพลังเมืองนคร    

ด้วยเหตุนี้ อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ จึงเปิดตัวลงชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ภายใต้การดูแลของกนกพร เดชเดโช ว่าที่นายก อบจ.นครศรีธรรมราช ส่วนพงศ์สินธุ์ อดีตรองนายกเล็กเมืองคอน ก็ไปสนาม ส.ส.เขต 3 แทนพี่ชาย-เทพไท 

คนละครึ่ง "พงศ์สินธุ์-อาญาสิทธิ์" สงครามใจรัฐบาล

นายอำเภอคนดัง ค่ายลุงป้อม

++
อาญาสิทธิ์ไม่ถอย
++
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้มีมติว่า จะส่งคนลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 3 แต่อดีตผู้สมัคร ส.ส.อย่าง “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ไม่ใส่เกียร์ถอย ประกาศพร้อมรบทุกเวลา    

“นายอำเภออาญาสิทธิ์” รับราชการอยู่ในพื้นที่ อ.ชะอวด อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.จุฬาภรณ์ ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ ยันนายอำเภอ รู้จักผู้คนแถวนั้นเป็นอย่างดี    

การเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว อาญาสิทธิ์ นักการเมือหน้าใหม่ ลงสนามชนเทพไท อดีต ส.ส. ที่มีความพร้อมในทุกด้าน แต่แพ้ไปแค่ 4 พันแต้ม ถือว่า นายอำเภออาญาสิทธิ์ มีเสียงสนับสนุนจากคนในพื้นที่ไม่น้อยเลย    

ก่อนลงสมัคร ส.ส. อาญาสิทธิ์ เป็นนายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เมื่อแพ้เลือกตั้ง กลับเข้ารับราชการใหม่ ได้ย้ายไปเป็นนายอำเภอเขาชัยสน จ.พัทลุง     

นายอำเภอรุ่นใหม่ไฟแรง จึงขอโอกาสจาก “ลุงป้อม” อีกครั้ง ขอแก้มือโค่นตระกูล “เสนพงศ์” ลงให้ได้

เบื้องลึก “มินต์ฉ่วย” ผู้นำจำแลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457040

เบื้องลึก’มินต์ฉ่วย”ผู้นำจำแลง

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 17:19 น.

เกมรัฐประหารซ่อนรูป ยืมมือ “มินต์ฉ่วย” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โอนอำนาจไปให้กองทัพปกครองประเทศ

รุ่งสางวันที่ 1 ก.พ.2564 กองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังทหารเข้าจับกุมตัว ออง ซานซูจี และแกนนำพรรคเอ็นแอลดี ในกรุงเนปิดอว์ ส่งสัญญาณการยึดอำนาจ

หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ชั่วโมง สถานีโทรทัศน์เมียวดีของกองทัพเมียนมา ได้ออกประกาศสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมา เรื่อง สถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศเป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 413-418 ของรัฐธรรมนูญปี 2551 ลงนามโดย อู มินต์ฉ่วย รองประธานาธิบดีสหภาพเมียนมา ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี หรือประธานาธิบดีชั่วคราว ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม”

ตอนที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สื่อต่างประเทศหลายสำนักก็งุนงง ไม่เข้าใจการเมืองเมียนมา นึกว่า อู มินต์ฉ่วย เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ

จริงๆแล้ว อู มินต์ฉ่วย รองประธานาธิบดีเมียนมา มีหน้าที่แค่เซ็นประกาศเท่านั้น หลังจากทหารจับตัวประธานาธิบดี อำนาจการออกคำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ตกมาอยู่ที่รองประธานาธิบดี สายทหาร

อู มินต์ฉ่วย หรือ พล.ท.มินต์ฉ่วย นายทหารเชื้อสายมอญ ก็เป็นเพียง “หุ่นเชิด” ของกองทัพ

อำนาจนิติบัญญัติและบริหาร จะถูกโอนไปอยู่ในมือของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผบ.สส.

เบื้องลึก'มินต์ฉ่วย"ผู้นำจำแลง

มินต์ฉ่วย ประธานาธิบดีชั่วคราว

มินต์ฉ่วยคือใคร?

มินต์ฉ่วย อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของเมียนมา มีความใกล้ชิดกับนายพลตานฉ่วย อย่างมาก จัดว่าเป็นนายทหารพม่าสายแข็ง 

ปี 2550 พล.ท.มินต์ฉ่วย ยังมีบทบาทสำคัญในการกวาดล้างกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดยพระสงฆ์ 

ยุคที่นายพลเต็ง เส็ง เป็นประธานาธิบดี หลังการเลือกตั้งปี 2554 มินต์ฉ่วย ได้รับการแต่งตั้งเป็นมุขมนตรีนครย่างกุ้ง ย่อมถือว่าไม่ธรรมดา

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กองทัพเมียนมาได้มีการประชุมลับและลงมติเลือกมินต์ฉ่วย เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ซึ่งไม่มีใครในกองทัพคัดค้านการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 

ผลการโหวตในที่ประชุมสภาสหภาพ มินต์ฉ่วย ได้รับคะแนนทั้งหมด 213 เสียง (จากบรรดาสส.สว.ในสัดส่วนของกองทัพและจากพรรค USDP) 

ด้วยเหตุที่เป็นนายทหารสายแข็ง เคยเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ภายใต้รัฐบาลทหารของนายพลตาน ฉ่วย จึงถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำไว้ด้วย

รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457020

รู้จัก “มินอ่องหล่าย” ลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม”

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:59 น.

ส่องขุนศึกพม่า “มินอ่องหล่าย” ทายาทนายพลตาน ฉ่วย สัมพันธ์ไทยใกล้ชิด เป็นลูกบุญธรรม “ป๋าเปรม” 

++
ในที่สุด กองทัพเมียนมา ได้กระทำการในสิ่งที่เรียกว่า ยึดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี ด้วยการอ้างมาตรา 417 ระบุว่า “หากเหตุผลเพียงพอเกี่ยวกับความแตกในสภา หรือสิ่งที่อาจก่อให้เกิดการสูญเสียอธิปไตย เนื่องจากการกระทำหรือความพยายามยึดอำนาจอธิปไตยของสภา ด้วยการจลาจล ความรุนแรง และการกระทำมิชอบ ประธานาธิบดีสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ โดยประสานกับสภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง…
ทหารเมียนมาทำรัฐประหาร จับ “อองซาน ซูจี”
ขุนศึก “มิน อ่องหล่าย” ยึดอำนาจเงียบ อ้างซูจี สมคบ กกต.โกงเลือกตั้ง ขอเวลา 1 ปี ปฏิรูป กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่ 

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

ทุกครั้งที่มาเมืองไทย พล.อ.มินอ่องหล่าย จะเข้ากราบขอพรป๋าเปรม

พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพเมียนมา ได้สั่งทหารจับกุมตัวออง ซานซูจี และอูวินท์ มิน ประธานาธิบดีเมียนมา แล้วฉวยโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังที่อ้างมาข้างต้น

++
ขุนศึกไม่ธรรมดา
++
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย  ผบ.สส. จะมีอายุครบ 65 ปี ในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งตามกฎหมายของเมียนมาระบุให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรองผู้บัญชาการเกษียณอายุราชการเมื่อมีอายุครบ 65 ปี โดยขุนศึกพม่าคนนี้ ดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. มาตั้งแต่เดือน มี.ค.2554     

นัยว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย มีความใกล้ชิดอย่างมากกับ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย สมัยที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในสหภาพเมียนมา เขาเป็นผู้นำทางทหาร ที่มีความเฉลียวฉลาด ไหวพริบดี มีลูกล่อลูกชน     

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันชาติแห่งประเทศพม่า (Defense Services Academy-DSA) จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการรัฐมอญ ปี 2545 เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกรมทหารภาค สามเหลี่ยมในรัฐฉาน    

ปี  2553 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองยุทธการพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการทหารภาครัฐฉาน และรัฐกะเหรี่ยง และเสนาธิการร่วมกองทัพพม่า ก่อนที่ในปี 2554 จะได้รับการสืบทอดตำแหน่งจาก พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการสูงสุดของกองทัพจนถึงปัจจุบัน 

รู้จัก "มินอ่องหล่าย" ลูกบุญธรรม "ป๋าเปรม"

มินอ่องหล่าย ไม่พอใจผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต

++
ลูกบุญธรรมป๋าเปรม
++
สำหรับประเทศไทย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดรัฐบาลไทยมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ป๋าเปรมให้ความรักและเมตตาแก่นายพลพม่าคนนี้ ให้เป็น “บุตรบุญธรรม” และทุกครั้งที่มาเยือนเมืองไทย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ต้องไปกราบขอพรป๋าเปรมทุกครั้ง     

เมื่อวันที่ 31พ.ค.2562 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เดินทางมาเคารพศพ พล.อ.เปรม  ที่พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หลังลงนามไว้อาลัย พล.อ.เปรม เขาให้สัมภาษณ์ว่า เหมือนตนเองสูญเสียบิดาไปอีกคน ซึ่งอายุของ พล.อ.เปรม ห่างจากบิดาแท้ๆ ของตนเองเพียง 1 ปี พร้อมระบุว่า พล.อ.เปรม เป็นบุคลากรที่สำคัญเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์มากมาย ทั้งการทหาร การเมือง และอีกหลายด้านด้าน    

ครั้งหนึ่งสมัยที่ พล.อ.เปรม ยังมีชีวิตอยู่ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้เข้าพบป๋าเปรมที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ และได้รับคำสั่งสอนจากป๋าเปรม 2 เรื่อง คือ 1.ทางด้านการเมือง หากจะพูดถึงประชาธิปไตย ก็จะต้องเป็นประชาธิปไตยของประเทศของตนเอง หรือประเทศใครประเทศคนนั้น ให้เหมาะสมกับประเทศตนเอง 2. พล.อ.เปรม พูดอยู่เสมอว่า เราเกิดในแผ่นดินนี้ เราต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ถ้าใครไม่ตอบแทนคุณแผ่นดิน คนนั้นถือว่าเป็นคนทรยศต่อประเทศชาติ

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/457007

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 12:42 น.

ขุนศึก “มิน อ่องหล่าย” ยึดอำนาจเงียบ อ้างซูจี สมคบ กกต.โกงเลือกตั้ง ขอเวลา 1 ปี ปฏิรูป กกต. จัดการเลือกตั้งใหม่

++
ยุทธการรุ่งอรุณที่เนปิดอว์ เริ่มขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 1 ก.พ.2564 กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารเข้าจับกุมตัว ออง ซานซูจีที่ปรึกษาแห่งรัฐ และอูวิน มินท์ ประธานาธิบดีสหภาพเมียนมา พร้อมกับบรรดารัฐมนตรี และ ส.ส.ทั้งหลาย

อานข่าวที่เกี่ยวข้อง…

ทหารเมียนมาทำรัฐประหาร จับ “อองซาน ซูจี”
 อองซาน ถูกกักบริเวณไว้ พร้อมแกนนำคนสำคัญของพรรคNLD

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของ ซูจี เมื่อ 29 ม.ค.2564

เวลา 8.00 น. (1 ก.พ.) สถานีโทรทัศน์กองทัพเมียนมา ได้ประกาศสถานการณ์ในประเทศเป็นเวลา 1 ปี ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2551 โดยอ้างมาตรา 413-418 ว่าด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอายุ 1 ปี (สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 6 เดือน)    

มาตราดังกล่าว ระบุว่า ประธานาธิบดีสามารถมอบอำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) โดย ผบ.สส. จะใช้อำนาจดังกล่าวด้วยตัวเอง หรือมอบอำนาจให้หน่วยงานของกองทัพใช้ก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา จะหมดไปนับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หากรัฐสภาหมดอายุระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนรัฐสภา    

กองทัพเมียนมาเรียกว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สื่อมวลชนต่างประเทศบอกว่า นี่คือ รัฐประหาร     

หลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กองทัพเมียนมาได้ตั้ง อูมินต์ ฉ่วย รองประธานาธิบดี ที่มาจาก ส.ส.สายทหาร เป็นประธานาธิบดีชั่วคราว     

ในเวลา 1 ปี กองทัพเมียนมา และสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะดำเนินคดีกับ กกต.ชุดเดิม ที่กระทำการทุจริตเลือกตั้งครั้งมโหฬาร และจัดให้การมีการเลือกตั้งทั่วไป 

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย

++
รัฐประหารซ่อนรูป
++
สถานการณ์การเมืองในเมียนมา ยังมีความสับสนในเรื่องรายละเอียด เพราะกองทัพเมียนมา ปิดกั้นการสื่อสารทุกด้านในกรุงเนปิดอว์     

หากย้อนไปรัฐธรรมนูญ ปี 2551 ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยสภาความมั่นคงและการพัฒนาแห่งรัฐ สมัยรัฐบาลทหารเมียนมา นำโดยนายพลขิ่น ยุ้น    

ดังนั้น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญสายทหารเมียนมา จึงเขียนหมวดที่ว่าด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ถึง 23 มาตรา อันเป็นช่องทางที่ทำให้กองทัพจะยึดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญเมื่อใดก็ได้    

รัฐธรรมนูญของเมียนมา กำหนดให้ที่นั่ง 1 ใน 4 ของสภานิติบัญญัติ มีไว้สำหรับข้าราชการทหาร คือ จะมี ส.ส.จากการแต่งตั้งของ ผบ.สส. ร้อยละ 25 คือสภาผู้แทนราษฎร 110 คน 2.สภาชาติพันธุ์ มีสมาชิก 56 คน รวมสองสภา มี ส.ส.ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ผบ.สส. 166 คน    

แม้ว่าผลการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะครองเสียงข้างมากในสภาฯ พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เสียงในสภาไม่พอ เพราะ ส.ส.สายทหาร ร้อยละ 25 ของสภาสหภาพ ยังขวางทางอยู่     

พูดง่ายๆ จำนวนเสียง ส.ส.ในสภาฯ ของอองซานซูจี ไม่เพียงพอ จึงฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2563 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ต้องการชนะให้ได้เสียงข้างมากในสภาฯ เพื่อเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ

ทหารพม่า ขอเวลาอีกไม่นานล้างโกงเลือกตั้ง

กองทัพพม่าแถลงการโกงเลือกตั้ง ชนวนการยึดอำนาจ

++
ปมโกงเลือกตั้ง
++
ชัยชยะแบบถล่มทลายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้นำซึ่งการเผชิญหน้าของกองทัพเมียนมา กับออง ซานซูจี     

วันที่ 15 พ.ย.2563 คณะกรรมการการเลือกตั้งสหภาพ(UEC) ประกาศผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2563  ปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้รับเลือกทั้ง 3 สภา ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) 258 ที่นั่ง ,สภาชาติพันธุ์ (สภาสูง) 138 ที่นั่ง และสภาภูมิภาคและรัฐ 501 ที่นั่ง รวมแล้ว 900 กว่าที่นั่ง    

ส่วน พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา(USDP) ได้รับเลือกเพียง 71 คน แบ่งเป็นสภาผู้สภาแทนราษฎร(สภาล่าง) 26 ที่นั่ง,สภาชาติพันธุ์ (สภาสูง) 7 ที่นั่ง และ สภาภูมิภาคและรัฐ 38 ที่นั่ง     

วันที่ 5 ม.ค.2564 พรรค USDP  และพรรค DNP ยื่นคำร้องถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งทั่วไป ศาลนัดแถลงคำวินิจฉัย ในวันที่ 29 ม.ค.2564    

วันที่ 14 ม.ค.2564 กองทัพเมียนมา แถลงคัดค้านคำประกาศของประธานสภาแห่งสหภาพที่ไม่เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ กรณีมีพรรคการเมืองเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป     

วันที่ 26 ม.ค.2564 กองทัพเมียนมา ตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการโกงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา     

วันที่ 27 ม.ค.2564 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพแห่งชาติ บรรยายพิเศษทางไกลผ่าน Video Conference ให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (NDC) สถาบันวิชาการป้องกันแห่งชาติเมียนมา กรุงเนปิดอว์ ความตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงกฎเกณฑ์การปกครองทางด้านการเมืองอย่างกว้าง ๆ กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรูปบริหารในทางการเมืองของรัฐหรือประเทศ     

ประโยคที่ว่า “หากไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ชอบระบอบรัฐธรรมนูญยกมาเป็นข้ออ้างในการล้มเลิกกฎหมายนี้ นั่นหมายความว่าจะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ” ทำให้มีการตีความว่า กองทัพเตรียมก่อการรัฐประหาร    

แม้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย จะให้โฆษกกองทัพเมียนมา ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาจะล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่เช้าวันที่ 1 ก.พ.นี้ กองทัพเมียนมาก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปี

เปิดรายได้ “30 เทศบาลนคร” มหาศาลนับพันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456937

เปิดรายได้ “30 เทศบาลนคร” มหาศาลนับพันล้าน

เปิดรายได้ "30 เทศบาลนคร" มหาศาลนับพันล้าน

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 06:00 น.

28 มีนาคม 2564 เลือกตั้ง”เทศบาล” แม้ว่าเราจะมีเทศบาลทั่วประเทศถึง 2,472 แห่ง แต่ไฮไลท์อยู่ที่”เทศบาลนคร” ซึ่งมีอยู่ 30 แห่ง เนื่องจากเป็นเทศบาลใหญ่สุดและมีงบประมาณจำนวนมาก.. มาดูกันถึงรายได้แต่ละเทศบาล 

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลซึ่งจะมีขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 28 มี.ค.นี้ แม้ว่าจะมีเทศบาลทั่วประเทศมากถึง 2,472 แห่ง แต่ที่น่าสนใจก็คือ “เทศบาลนคร “ซึ่งเป็นเทศบาลที่มีขนาดใหญ่สุดและมีงบประมาณมากสุด 

“คมชัดลึกออนไลน์” เปิดรายชื่อ”เทศบาลนคร” 30 แห่ง และรายได้ของแต่ละเทศบาลในปีงบประมาณ 2562 มีดังนี้ 

1.เทศบาลนครนนทบุรี  2,659.74  ล้านบาท  2.เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา 1,901.48   ล้านบาท  3.เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี 1,851.23 ล้านบาท 4.เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 1,782.84 ล้านบาท  5.เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1,572.55 ล้านบาท

6.เทศบาลนครอุดรธานี 1,555.98 ล้านบาท 7.เทศบาลนครนครราชสีมา 1,493.41 ล้านบาท 8.เทศบาลนครขอนแก่น 1,491.53 ล้านบาท 9.เทศบาลนครแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1,378.74 ล้านบาท 10.เทศบาลนครนครศรีธรรมราช 1,278.37 ล้านบาท

11.เทศบาลนครภูเก็ต 1,254.45  ล้านบาท 12.เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี1,219.14 ล้านบาท 13.เทศบาลนครยะลา  1,074.86 ล้านบาท 14.เทศบาลนครปฐม1,023.90 ล้านบาท 15.เทศบาลนครนครสวรรค์ 1,017.39 ล้านบาท

16.เทศบาลนครเชียงราย 967.44 ล้านบาท 17.เทศบาลนครตรัง 905.85 ล้านบาท 18.เทศบาลนครสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 880.59 ล้านบาท 19.เทศบาลนครรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 870.10 ล้านบาท 20.เทศบาลนครอุบลราชธานี 835.67  ล้านบาท

21.เทศบาลนครระยอง 812.43 ล้านบาท 22.เทศบาลนครสงขลา 805.29  ล้านบาท 23.เทศบาลนครพิษณุโลก      782.56 ล้านบาท 24.เทศบาลนครลำปาง 757.81 ล้านบาท 25.เทศบาลนครสมุทรปราการ 729.89 ล้านบาท 

26.เทศบาลนครสมุทรสาคร  639.91 ล้านบาท 27.เทศบาลนครแม่สอด จ.ตาก 593.23  ล้านบาท 28.เทศบาลนครอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร  581.78 ล้านบาท 29.เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา 568.61  ล้านบาท 
30.เทศบาลนครสกลนคร  542.98 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่างบประมาณของ”เทศบาลนคร”ในแต่ละปี แต่ละ”เทศบาลนคร”มีรายได้หลายร้อยล้านบาทและหลักพันล้านบาท 

ทั้งนี้รายได้ของ”เทศบาล” มาจาก 3 ทาง 

1.รายได้จากการจัดเก็บเอง เช่น.. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย, ภาษียาสูบ, ภาษีจากสถานค้าน้ำมัน , ภาษีจากผู้เข้าพักโรงแรม, อากรการฆ่าสัตว์, ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าปรับ, ทรัพย์สิน, สาธารณูปโภคและการพาณิชย์ 

2.รายได้จากรัฐจัดสรร เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์หรือล้อเลื่อน, ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บตามประมวลรัษฎากร, ภาษีมูลค่าเพิ่ม ,ภาษีเฉพาะกิจ, ภาษีสุรา, ภาษีสรรพสามิต, ค่าภาคหลวงไม้, ค่าภาคหลวงแร่, ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม, รายได้จากกฎหมายอุทยานแห่งชาติ, ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน

3.รายได้จากเงินอุดหนุน หมายถึง เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแหล่งรายได้เสริมที่รัฐบาลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยเหลือเสริมรายได้ทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐบาลสามารถใช้เป็นกลไกในการกำกับและควบคุมฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เงินอุดหนุนทั่วไป, เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ

แต่เมื่อนำงบประมาณของ”เทศบาล” ไปเปรียบเทียบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นปรากฏดังนี้

งบประมาณสูงสุดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ปีงบประมาณ 2562)
-กรุงเทพมหานคร                                                                        103,377.94  ล้านบาท
-เมืองพัทยา                                                                                4,302.99     ล้านบาท
-อบจ.ชลบุรี                                                                                 4,026.51     ล้านบาท
-เทศบาลนครนนทบุรี (เทศบาลที่มีรายได้งบประมาณมากที่สุด)   2,659.74 ล้านบาท
-อบต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ                           752.54  ล้านบาท

แน่นอนว่า “กรุงเทพมหานคร” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีรายได้มากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ เพราะ กทม.เป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางแทบจะทุกอย่างของประเทศ

สำหรับเงินค่าตอบแทนรายเดือน “นายกเทศมนตรี”และ”สมาชิกสภาเทศบาล” มีดังนี้

นายกเทศมนตรี                 เงินเดือน    14,280 – 75,530 บาท

สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.)  เงินเดือน    3,520 – 19,440  บาท 

 (ขึ้นอยู่กับรายได้มากน้อยของเทศบาลนั้นๆ)

ยกตัวอย่างเช่น เทศบาล ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 300 ล้านบาท นายกเทศมนตรี จะได้เงินต่อเดือน 75,530 บาท

 -เทศบาล ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 ล้านบาท นายกเทศมนตรี จะได้เงินต่อเดือน 14,280 บาท  

รายได้เทศบาลมากมายมหาศาลขนาดนี้ ชาวบ้านอย่างเราๆเมื่อเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปบริหาร”เทศบาล”ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ก็ต้องคอยตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทองของ”เทศบาล” ด้วย ไม่ใช่เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบกัน ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้มีการนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง รั่วไหล หรือทุจริต

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456955

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

31 มกราคม 2564 – 18:05 น.

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี สะท้อนนโยบายกับการปฏิบัติ ที่แตกต่าง การสื่อสารที่ล้มเหลวระหว่า ศธ. กับ โรงเรียน การสั่งการที่เน้นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยใช้ดุลพินิจ แต่ถนัดปฏิบัติอย่างเดียว ดีครับผม เหมาะสมครับนาย….บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

     กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียน และการสอนชดเชยปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียน และกำชับให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนให้ครบ 200 วัน ตามหลักสูตร แม้เหตุการณ์จะไม่ปกติ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารงานในระดับนโยบาย ที่ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ยังคงยึดมั่นในหลักการแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป

อ่านข่าว: ศธ.ย้ำ ‘เปิด-ปิด’ภาคเรียน ยึดตามกรอบเวลาเดิม เล็งนำผลการเรียนกลางเทอมมาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษา

     ตามโครงสร้างเวลาเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 กำหนดให้การจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเวลาเรียนแตกต่างกันไปและเวลาเรียนในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน ไม่เท่ากัน ในระดับชั้นประถมศึกษา ต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี วันละไม่เกิน 5 ชั่วโมง เมื่อหารเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลาเรียน จำนวน 200 วัน จึงจะครบตามที่หลักสูตรกำหนด ในกรณีที่จัดการเรียนการสอนตามปกติ

     ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2563 ไว้ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1/2563 เรียนตั้งแต่ 1 ก.ค.-13 พ.ย.2563 จำนวนวันเรียน 93 วัน ปิดภาคเรียน 14-30 พ.ย.63 รวม 17 วัน ภาคเรียนที่ 2/2563 เรียนตั้งแต่ 1 ธ.ค.63-9 เม.ย.64 จำนวนวันเรียน 88 วัน ปิดภาคเรียน 10 เม.ย.-16 พ.ค.64 รวม 37 วัน     

     เท่ากับว่า ปีการศึกษา 2563 นักเรียนจะมีเวลาเรียนรวมทั้งสิ้น 181 วัน ซึ่งโครงสร้างเวลาเรียนระดับชั้นประถม-มัธยมต้น-มัธยมปลาย กำหนดไว้ 200 วัน/ปี ดังนั้นส่วนเวลาที่ขาดหายไป 19 วัน โรงเรียนจึงต้องสอนชดเชยเพื่อให้นักเรียนเรียนครบตามหลักสูตร โดยภาคเรียนที่ 1 สอนชดเชย 7 วัน และภาคเรียนที่ 2 สอนชดเชย 12 วัน    

     หลังจากนั้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ได้มีการระบาดของเชื้อ โควิด-19 รอบใหม่ ทำให้โรงเรียนต้องประกาศปิดเรียนอีกครั้ง แต่ว่าเป็นการปิดเรียนที่มากน้อยแตกต่างกันตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ เพราะรัฐบาลไม่ได้ประกาศล็อกดาวน์ ทำให้เวลาเรียนส่วนหนึ่งหายไป และแต่ละโรงเรียนแต่ละพื้นที่ จำนวนวันไม่เท่ากัน

     จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ครบ 200 วัน ในปีการศึกษา 2563 ด้วยข้อจำกัดว่า ในระดับประถมศึกษาต้องสอนไม่เกิน 5 ชั่วโมงใน 1 วัน หรือจะมีการปรับเปลี่ยนในวิชาที่ไม่สำคัญให้สอนน้อยลง เพิ่มเวลาเรียนให้กับวิชาอื่นๆ ที่จำเป็นมากกว่า หรือเพิ่มเวลาเรียนในแต่ละวันให้มากขึ้น เพื่อให้จำนวนวันในการจัดการเรียนการสอนครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด

ทำไมต้องสอน 200 วันต่อปี

     เป็นการเน้นผลการปฏิบัติในเชิงปริมาณมากกว่าที่จะเน้นคุณภาพ ต้องเข้าใจนโยบายที่ผ่อนปรนของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการเลื่อนชั้นอัตโนมัติ แต่เมื่อนโยบายดังกล่าวเดินทางไปถึงระดับโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจะเป็นอย่างไร

     หลายนโยบายที่ล้มเหลว เมื่อถึงระดับปฏิบัติ เพราะวิธีการสั่งการที่ไม่ชัดเจน เน้นการใช้ดุลพินิจของผู้ปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต (O-NET) ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนดให้เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของนักเรียนที่จะสอบหรือไม่สอบก็ได้ เชื่อขนมกินได้เลยว่า พอถึงวันสอบนักเรียนได้สอบครบทุกคน

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน ‘ไพร’ แชมป์ 3 สมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456951

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  ‘ไพร’ แชมป์ 3 สมัย

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

31 มกราคม 2564 – 17:40 น.

เลือกตั้งเทศบาลนครหาดใหญ่ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว 2 คหบดีคนดัง สวมเสื้อ “คณะก้าวหน้า” ท้าชิงแชมป์ “ไพร” ค่ายพลังประชารัฐ 

  เทศบาลนครหาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า และการคมนาคมขนส่งที่สำคัญของภาคใต้ และเป็นเทศบาลนคร ที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย (159,233 คน) รองจากเทศบาลนครนนทบุรี และเทศบาลนครปากเกร็ด 

อ่านข่าว :‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ขบถลูกน้ำเค็ม

   ดังนั้น สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ จึงมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นให้ความสนใจ เสนอตัวเข้าแข่งขันกันคึกคัก มีเปิดตัวไปแล้ว 4 ทีม 
 วันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค.2564 คณะก้าวหน้า สงขลา ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ คือ  “ประยูร วงศ์ปรีชากร” นับว่าเป็นทีมที่ 5 ในสมรภูมิหาดใหญ่
 สองวันก่อน คหบดีชื่อดัง “ประยูร” ได้โพสต์เฟซบุ๊คว่า “กระผม ประยูร วงศ์ปรีชากร ตั้งใจลงสมัคร นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ และมี สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากร เป็นประธานที่ปรึกษา พร้อมคณะทีมงานบริหารครบทุกเขต..” 
  เดิมที ประยูร วงศ์ปรีชากร ประธานผู้ก่อตั้งหอการค้าจังหวัดสงขลา และอดีต สท.หาดใหญ่ ที่คลุกคลีกับการเมืองท้องถิ่นมานาน ในนามทีมเกียรติภูมิ ได้แสดงเจตจำนงจะลงชิงเก้าอี้นายกเล็ก แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า คหบดีเก่าแก่จะเลือกทำงานกับคณะก้าวหน้า   

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

ประยูร วงศ์ปรีชากร  ในสีเสื้อคณะก้าวหน้า

 มิเพียงเท่านั้น ประยูร ยังดึงเพื่อนนักธุรกิจใหญ่ “สมบูรณ์ พงศ์เลิศนภากรณ์” เจ้าของธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ท ซึ่งในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว สมบูรณ์ก็เคยช่วยหาเสียงให้กับทีมคู่แข่งของไพร พัฒโน มาแล้ว

++
แชมป์เก่าเหนื่อย
++
    สำหรับ “ไพร พัฒโน” อดีตนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้แถลงเปิดตัวไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้เจ้าตัวจะเผชิญมรสุมคดี แต่ กกต.แจงว่า ไพรไม่ขาดคุณสมบัติ เพราะคดีความยังไม่สิ้นสุด แชมป์เก่าก็เดินหน้าลุยหาเสียงทันที
    “ไพร” อดีต ส.ส.สงขลา พรรค ปชป. 2 สมัย หันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 3 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2547-2561 ก่อนจะลาออกจาก “นายกเล็กหาดใหญ่” หวังที่จะลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แต่เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องพลาดไป ไม่ได้ลงสนาม
 หลังจากนั้น ไพรมุดเข้าบ้านป่ารอยต่อฯ และช่วย “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล หาเสียงชิงเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา 
    ฉะนั้น ทีมไพรในสนามเล็กเที่ยวนี้ ย่อมต้องมี “ผู้การชาติ” และ “หิมาลัย ผิวพรรณ” เข้ามาช่วยหาเสียงให้ไพรอย่างแน่นอน

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย

แชมป์ 3 สมัย

++
ปชป.ว่าไง
++
อีกทีมหนึ่งที่หลายคนแปลกใจคือ ทีมพี่หลวงคร ของ “พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี” อดีต ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว ที่ประกาศลงสมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ในนามส่วนตัว
    ต้นปีพ.ศ. 2563 พลตำรวจโท สาคร ทองมุณี เดินแนะนำตัวในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ ในสีเสื้อ ปชป.มาได้ระยะหนึ่ง ก็เบนเข็มไปหาเสียงเตรียมลุย นายก อบจ.สงขลา สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไม่ลงสนาม 
    พล.ต.ท.สาคร ตัดสินใจกลับมาขึ้นคัตเอาท์ บอกคนหาดใหญ่ ว่า “หลวงคร” พร้อมที่จะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้นายกเล็ก แต่หนนี้ ไม่ได้สังกัด ปชป.
    นอกจาก 3 ทีมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ยังมีอีก 2 ทีมที่เปิดตัวไปแล้ว คือ  “ทีมปลัดแป้น” นำโดย ณรงค์พร ณ พัทลุง อดีตปลัดจังหวัดสงขลา และทีมพงษ์ศักดิ์ จิโนภาส นักธุรกิจเมืองหาดใหญ่มานาน  
    สีสันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 2564 น่าจะอยู่ที่การชิงชัยระหว่าง “สองคหบดีหาดใหญ่” ในนามคณะก้าวหน้า กับทีมไพร พัฒโน ที่มีผู้การชาติ และหิมาลัย ผิวพรรณ ช่วยหาเสียง

ศึกหาดใหญ่ ก้าวหน้าท้าชน  'ไพร' แชมป์ 3 สมัย