‘ซินแสเข่ง’ เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456913

‘ซินแสเข่ง’ เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

31 มกราคม 2564 – 11:39 น.

ซินแสเข่ง เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เตรียมดุเดือด ทั้งในพรรคใหญ่ และกลุ่มพรรคน้อย เตรียมคัดเลือกขุนพลต้วแทนนำทัพสนามเลือกตั้ง วัดดวงด้วยเกียรติ และศักดิ์ศรี ว่าใครจะรุ่ง หรือใครจะร่วง ดวงใครจะแข็งแกร่งกว่า เพราะได้แล้วทำงานไม่ได้

ซินแสเข่ง อาจารย์ชมม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์ แห่งประเทศไทย  วิเคราะห์ผ่าดวง สนามเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เตรียมรับศึกหนัก จับยามกระแสตัวบุคคลลงสนามล้วนแล้วแต่คนดีมีประสพการณ์ด้วยกันทุกคน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเทียบด้วยว่ามีดวงผู้นำหรือไม่ ถ้าดวงดี ได้รับเลือก ก็ถือว่าบริหารงานทุกอย่างจะสำเร็จ แต่ถ้าดวงไม่ดี ได้รับเลือก ก็มีแต่อุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต้องวัดดวงตามจักรราศีของการเป็นผู้นำ และดวงดาวแห่งชีวิต ดวงจีนให้เห็น ถึงความสำเร็จ ในการบริหารงาน ถ้าได้รับตำแหน่ง ผู้ว่า กทม.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤต ยามนี้ดวงเมืองตกทูตมรณะ
 

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 1 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ดาวเด่นจากพรรคประชาธิปัตย์ ดีกรีรองหัวหน้าพรรค ผู้มีประสบการณ์ และปีนี้เป็นปีเสริมดวงชะตา ทั้งวันเกิด และเดือนเกิด แห่งการส่งเสริม สนับสนุน หากได้รับเลือก ก็จะนำพา กรุงเทพฯ และประเทศชาติ ไปสู่เป้าหมายถึงความสำเร็จเร็วขึ้น  

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 2 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ยังไม่เคยด่างพร้อย กับโฉมหน้านักการเมืองหน้าใหม่ แต่ได้รับความไว้วางใจ จากบิ๊กป้อม ในนามของพรรค พลังประชารัฐ ทั้งที่ในพรรค ก็ยังมี บุคคลสำคัญที่หมายหมั่นปั้นมือไว้ เตรียมลงสมัครด้วย  และอาจจะขอสนับมนุน หรือลงอิสระอยู่ในช่วงระหว่างที่เข้าคราะห์ อาจมีปัญหาจัดแย้งเป็นศัตรู ให้ไม่สบายใจ เมื่อพูดถึงคะแนนก็พอใช้ได้ แต่ก็ไม่เด่นเท่าที่ควร  

'ซินแสเข่ง' เจาะลึก ผ่าดวงวิเคราะห์ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ลำดับที่ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดาวเด่นอีกดวง ยังคงเหยียบเรือสองแคม ความคิดยังสับสน และจะมีความคิดเดิมๆ คือโจมตีรัฐบาล สำหรับ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือว่าเป็นช่วงจังหวะโอกาสที่ดี น้ำขึ้นต้องรีบตัก แต่ดวงชะตานั้น มีผลทำร้ายตนเอง ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความสับสนในตนเอง เป็นอุปสรรค คิดใหม่ทำใหม่ พรรคใหม่ และเป็นจุดที่จะทำให้สำเร็จ แก้ปัญหาส่วนตัวที่จะให้เป็นอุปสรรคออกไป เพราะเส้นทางนั้นสร้างความขัดแย้ง เพราะการกระทำของตนเอง จึงถือว่า ถ้าตัดสายสีแดงออก ชีวิตคุณหญิงจะดีมาก ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ให้ลำบากใจ

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติม ถึงดวงบุคคลอื่นที่ร่วมลงสมัคร อยู่ในขณะนี้ อีกหลายๆคน ก็ยังเชื่อว่า ในดวงชะตานั้น อยากที่จะถึงดวงดาวแต่ เพราะอุปสรรค ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และไม่ประสบความสำเร็จ ในการลงสนามเลือกตั้ง ครั้งนี้อย่างชัดเจนที่สุด

สิงห์ไม่มีสี ‘อาเจ็กปู-กู๋ตือ’ คนบ้านเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456900

สิงห์ไม่มีสี’อาเจ็กปู-กู๋ตือ’คนบ้านเดียวกัน

สิงห์ไม่มีสี'อาเจ็กปู-กู๋ตือ'คนบ้านเดียวกัน

31 มกราคม 2564 – 09:33 น.

เรื่องเล่าลึกๆ สายสัมพันธ์ “ผู้ว่าฯปู-เฮียตือ” คนอ่างทอง โยงถึงอดีตนายกฯ บรรหาร

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 ม.ค.2564 รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อัพเดทอาการของ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร หลังป่วยติดเชื้อโควิด-19 มีใจความว่า “ไม่มีเว้นวันหยุด คณะกรรมการแพทย์ประชุมกันทุกวัน เพื่อหาหนทางเยียวยาพ่อเมืองสาครให้ฟื้นกลับคืนมาได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด วันนี้การทำงานของปอดและระบบการหายใจกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนการทำงานของอวัยวะอื่นยังได้รับการประคับประคองให้ทำงานกันอย่างยอดเยี่ยมได้อยู่..” 

คุณหมอนิธิพัฒน์ รู้ว่า คนไทยทั้งประเทศ ติดตามอาการป่วยของ “ผู้ว่าฯ ปู” วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ทั้งประเทศ จึงพยายามรายงานผ่านสื่อโซเชียลทุกวัน

วันนี้ “ผู้ว่าฯ ปู” กลายเป็นผู้ว่าฯ ในดวงใจของมหาชน จึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของผู้ว่าฯ ปู ออกมาเผยแพร่เป็นระยะๆ อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊ค “เอก ประทุมรัตน์” ได้โพสต์มุมส่วนตัวที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักมากนัก บางเรื่องถือว่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ที่น่าสนใจคือ เอก ประทุมรัตน์ ได้พูดความสัมพันธ์ของคนสองคนคือ “อาเจ๊กปู” วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี และ “กู๋ตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง และอดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
อาการผู้ว่าสมุทรสาครล่าสุด ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนปอด ยังคงมีความหวัง

คนวิเศษชัยชาญ

แม้ “กู๋ตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ “อาเจ๊กปู”  วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี จะต่างรุ่นกัน แต่ก็เติบโตในตลาดเดียวกันคือ ตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ครอบครัวกู๋ตือ ทำโรงสีข้าว ส่วนครอบครัวอาเจ๊กปู มีร้านถ่ายรูปชื่อแสงศรี มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนั้น 

เอก ประทุมรัตน์ เขียนไว้ว่า “อาเจ็กปู เรียนจบ ม.บูรพา เป็นสิงห์ไม่มีสี ราชสีห์ไม่มีสังกัดตามธรรมเนียมมหาดไทย เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวที่จบจากสถาบันแห่งนี้”
คำว่า “สิงห์ไม่มีสี” หมายถึง ผู้ว่าฯ ปูหรืออาเจ๊กปู ไม่ได้จบรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ รามคำแหง หากแต่เป็น “สิงห์มหาดไทย” ที่ปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต (มนุษยศาสตร์) มหาวิทยาลัยบูรพา ปี 2526

สมัยผู้ว่าฯ ปู เรียนที่ ม.บูรพา รักการอ่าน เป็นนักเขียน เป็นสมาชิกวงดนตรีวงกอไผ่ ชอบเฮฮา รักพวกพ้อง ชอบทำกิจกรรม ครั้นเรียนจบ ก็มาเป็นนักพัฒนาชุมชน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และพบรักกับ ชุติพร วิจิตร์แสงศรี 

สู่เส้นทางสิงห์

ปี 2538 สมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา มีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่อ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จำเป็นต้องหาคนมีฝีมือมาเขียนสคริปต์ข่าวสาร รวมถึงคำปราศรัยต่างๆ กู๋ตือนึกถึงอาเจ็กปูทันที เพราะเคยใช้ไหว้วานกันมาแต่สมัยคนหนุ่มไฟแรง ทำกำแพงข่าวกลางตลาด

หลัง 14 ตุลาคม 2516  กู๋ตือเรียนรามคำแหง ทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ก็มารวบรวมคนหนุ่มสาวแถววิเศษชัยชาญ ทำกำแพงข่าวโฆษณาแนวคิดประชาธิปไตย ก็ได้อาเจ๊กปู เป็นคนเขียนข่าว เขียนบทกวี ตอนเกิด 6 ตุลาคม 2519  ฝ่ายปกครองเมืองอ่างทอง ก็มาไล่จับ ต้องหลบกันไปพักใหญ่

อาเจ๊กปูมาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ อยู่พักหนึ่ง เมื่อกู๋ตือได้เป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ อาเจ็กปูก็ตามไปช่วยเขียนสคริปต์ให้อีก 2 ปี ระหว่างนั้น กู๋ตือแนะนำให้อาเจ็กปูไปเข้าโรงเรียนนายอำเภอ

หนุ่มนักพัฒนาชุมชน จึงเข้าเรียนหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 41 วิทยาลัยการปกครอง และเป็นนายอำเภอครั้งแรก ที่ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เมื่อปี 2544 

สายตรงบรรหาร

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เล่าว่า ช่วงหนึ่ง อดีตนายกฯ บรรหาร ต้องการพัฒนาบึงฉวาก อ.เดิมบางนางบวช จึงอยากได้นักปกครองมีฝีมือ เขาเลยเสนอชื่อผู้ว่าฯ ปู ให้มาเป็นนายอำเภอเดิมบางนางบวช

ผู้ว่าฯปู ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนล้มป่วย ซึ่งเอก ประทุมรัตน์ บันทึกไว้ว่า “อาเจ็กปู” ไปทุกบ้านไปทุกที่ที่รถยนต์เข้าถึง ทำงานตรากตรำอย่างหนักจนเส้นโลหิตในสมองแตก หลายคนคิดว่า ไม่รอด แต่ปาฏิหาริย์ก็นำพากลับคืนมาได้อีกครั้ง คราวนี้นายบรรหาร จัดแจงย้ายไปอยู่อำเภอศรีประจันต์ ซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ ต้องเซ็นเอกสารด้วยมือซ้ายแทน พอหายดี ประมาณ 80% นายบรรหาร เรียกขานวานใช้ใครไม่ได้ดี เท่ากับอาเจ็กปู ที่กำลังขึ้น ปลัดจังหวัด หลังเป็นนายอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ถูกย้ายกลับไปอำเภอเดิมบางนางบวชอีกครั้ง เพื่อรับภารกิจสำคัญ บึงฉวาก”

เรียกว่า อาเจ็กปูรับราชการอยู่ใน จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่นายอำเภอ จนเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พูดง่ายๆ ถูกวางตัวเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี แต่บรรหาร ถึงแก่อนิจกรรมไปเสียก่อน อาเจ็กปูจึงได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร

วันที่ 1 ต.ค.2559 วันที่ วีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี  ไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร มีชาวสุพรรณบุรีนับพันคนตามไปส่งถึงจวนผู้ว่าฯ

ที่ขาดไม่ได้คือ จองชัย  เที่ยงธรรม และสมศักดิ์  ปริศนานันท์กุล ได้ร่วมขบวนไปส่งอาเจ็กปูด้วย

เมื่อผู้ว่าฯ ปู ย้ายจากพิจิตร ไปอยู่ศรีสะเกษ ก็หวังที่จะกลับสุพรรณบุรี แต่บิ๊กมหาดไทยก็ส่งผู้ว่าฯ ปู ไปอยู่สมุทรสาคร

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456881

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด

ทำไมเงียบจัง..เลือกตั้ง อบจ.ใหม่ 18 จังหวัด

30 มกราคม 2564 – 18:28 น.

อาจลืมไปแล้วว่า..อีกแค่ 7 วัน วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งนายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ใหม่ จำนวน 18 จังหวัด เพราะว่าบรรยากาศการเลือกตั้งเงียบมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น… ที่นี่มีคำตอบ

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า..อีกแค่ 7 วัน  สัปดาห์หน้า วันอาทิตย์ที่  7 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ. )และสมาชิกสภาองค์การบริหารจังหวัด (สมาชิก อบจ. )ใหม่ จำนวน 18 จังหวัด

ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากกรณีที่ กกต. มีคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ.และสมาชิก อบจ.ซึ่งมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ 76 จังหวัดไปเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา…ใหม่อีกครั้ง

 โดย กกต.สั่งยกเลิกการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวน 46 หน่วยเลือกตั้ง  

 การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 15 หน่วยเลือกตั้ง

 และทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 3 หน่วยเลือกตั้ง

 และสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวจำนวน 18 จังหวัด ในวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์นี้

ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการออกเสียงลงคะแนนใหม่เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน โดยหน่วยที่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประกอบด้วย

1.นนทบุรี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 9 หน่วยเลือกตั้ง

 2.สุพรรณบุรี ออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ. และสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

 3.สมุทรปราการ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะ นายก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

4.อ่างทอง ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 2 หน่วยเลือกตั้ง

 5.พังงา ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

6.ชุมพร ออกเสียงลงคะแนนนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

7.นราธิวาส ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

8.นครศรีธรรมราช ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

 9.ลพบุรี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

10.นครสวรรค์ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

11.สระแก้ว ออกเสียงลงคะแนน นายก อบจ.และสมาชิก อบจ.. 8 หน่วยเลือกตั้ง

12.ระยอง ออกเสียงลงคะแนนนายก อบจ.และสมาชิก อบจ.  13 หน่วยเลือกตั้ง

13.กาฬสินธุ์ ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

14.นครพนม  ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 4 หน่วยเลือกตั้ง

15.ยโสธร ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะนายก อบจ. 2 หน่วยเลือกตั้ง

 16.อุตรดิตถ์ ออกเสียงลงคะแนนสมาชิก อบจ. และนายก อบจ. 3 หน่วยเลือกตั้ง

17.อุดรธานี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 5 หน่วยเลือกตั้ง

และ 18.อุบลราชธานี ออกเสียงลงคะแนนเฉพาะสมาชิก อบจ. 1 หน่วยเลือกตั้ง

แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

มาตรา 64 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งความเที่ยงธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อย   

(5 ) ในกรณีที่มีการสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ผู้ใดจะหาเสียงเลือกตั้งมิได้ เว้นแต่กกต.จะมีมติเป็นอย่างอื่น

ที่กฎหมายบัญญัติ ห้ามหาเสียง เพราะคนออกกฎหมายคงเห็นว่า เป็นการเลือกตั้งใหม่สืบเนื่องจากการเลือกตั้ง อบจ.ทั่วประเทศ ซึ่งผู้สมัครได้หาเสียงไปแล้ว

และนี่เป็นคำตอบว่าทำไม เลือกตั้งใหม่ นายก อบจ. และสมาชิก  อบจ.  การหาเสียงเลือกตั้งจึงเงียบฉี่

‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ ขบถลูกน้ำเค็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456872

‘ทอน’ เขย่า จับตา ‘ขวัญเลิศ’ขบถลูกน้ำเค็ม

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

30 มกราคม 2564 – 16:20 น.

ส.ส.ส้มใหม่เมืองชล “ขวัญเลิศ” มีจุดยืนไม่แก้ ม.112 เผชิญหน้าสายตรง “ธนาธร”

++
    ไม่แปลกที่ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” สานุศิษย์สุรชัย แซ่ด่าน จะโพสต์เฟซบุ๊คว่า “จุดยืนพรรคก้าวไกล แก้ไขมาตรา 112 ได้เวลาคัดกรองคน” 
    หลังจาก “ขวัญเลิศ พานิชมาท” ส.ส.ชลบุรี พรรคก้าวไกล และ “คารม พลพรกลาง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112

หากส่องดูเฟซบุ๊คของ ส.ส.ขวัญเลิศ จะเห็นได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองติดดิน ทำงานรับใช้ประชาชนในทุกสถานการณ์ และมีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม ต่างจาก ส.ส.ก้าวไกลบางคน ที่ยังคิดว่าตัวเองเป็น “หัวหน้าม็อบ” บนท้องถนน 
    “ขวัญเลิศ” วัย 40 ปี ชาว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ (การภาพยนตร์และดิวิทัศน์) มหาวิทยาลัยรังสิต และเคยเป็นนายกสมาคมสื่อมวลชนศรีราชา

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

               ขวัญเลิศ ส.ส.เมืองชล

    เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี) ขวัญเลิศ พานิชมาท พรรคอนาคตใหม่(ขณะนั้น) ชนะ พันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งพันธุ์ศักดิ์ เป็นสายตรงบ้านใหญ่แสนสุข 
    กรณี “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ ส่งผลสะเทือนอย่างเหลือเชื่อ 3 อดีต ส.ส.สายบ้านใหญ่ ชลบุรี สอบตก พร้อมกับมี ส.ส.หน้าใหม่ป้ายแดง     
    กลางปี 2562 พรรคอนาคตใหม่(ขณะนั้น) มีมติไม่เห็นด้วย พรก.กำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ 
    แต่มี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แหกมติพรรค ยกมือเห็นด้วย 3 คน ได้แก่ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ ,จารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ และ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่
    ต่อมา 3 ส.ส.ส้มหวาน ต้องย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่  ซึ่งวันนี้ กวินนาถ ตาคีย์ สังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกับ ขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี เขต 5 พรรคก้าวไกล ในฐานะคนลูกน้ำเค็มเหมือนกัน

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

                จุดยืน ส.ส.ขวัญเลิศ

++
เลือดเก่า-ใหม่
++
    ความเป็นจริงทางการเมือง ระหว่างพรรคก้าวไกล กับคณะก้าวหน้า ล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเฉพาะต่างจังหวัด ทีมงานพรรคส้มใหม่และคณะก้าวหน้า แทบจะเป็นชุดเดียวกัน
    ช่วงเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ.ที่ผ่านมา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ได้สร้างความปั่นป่วนในเมืองชลพอประมาณ
    เมื่อ “ธนาธร” หันไปจับมือ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรี หัวหน้ากลุ่มเปลี่ยนชลบุรี โดยส่ง “จูน” พลอยลภัสร์ สิงโตทอง ลูกสาวของจิรวุฒิ ลงสมัครนายก อบจ.ชลบุรี ในนาม “คณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี”

'ทอน' เขย่า จับตา 'ขวัญเลิศ'ขบถลูกน้ำเค็ม

               คณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี

    ดีลการเมืองนี้ ทำให้ทีมงานคณะก้าวหน้า ชลบุรี ทำใจไม่ได้ เพราะเดิมที ธนาธรตัดเชือกไม่เอาตระกูล “สิงโตทอง” ลงสนามท้องถิ่น แต่กลับลำมาจูบปากกันตอนหลัง
    แม้จะพ่ายแพ้แก่บ้านใหญ่แสนสุข แต่ “ธนาธร” กับตระกูล “สิงโตทอง” ยังร่วมกันทำงานการเมืองท้องถิ่นต่อไป
    “นายกเป้า” หรือจิรวุฒิ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า ตัวเขากับธนาธร จะขอร่วมทำงานการเมืองต่อไปในนามคณะก้าวหน้า เพราะต้องการเปลี่ยนชลบุรี  ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนตระกูลเดียว  
    เวลานี้ สาขาพรรคก้าวไกล จ.ชลบุรี เริ่มหวั่นไหว เพราะ “นายกเป้า” อาจสยายปีกมาถึงพรรคก้าวไกล หากมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพราะตระกูล “สิงห์โตทอง” ต่อสายธนาธรได้แล้ว

กลิ่นปฏิวัติ ‘ทหารพม่า’ จี้สอบโกงเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456801

กลิ่นปฏิวัติ’ทหารพม่า’จี้สอบโกงเลือกตั้ง

กลิ่นปฏิวัติ'ทหารพม่า'จี้สอบโกงเลือกตั้ง

29 มกราคม 2564 – 16:33 น.

ปมโกงเลือกตั้ง “ผบ.สส.” คุย “ซูจี” ไม่จบ ทหารพม่าไม่ได้บอกว่า จะไม่มียึดอำนาจ ม็อบขยับ รถหุ้มเกราะเคลื่อน

++
    วันที่ 29 ม.ค.2564 สำนักข่าวออนไลน์หลายแห่ง ในสหภาพเมียนมา ได้รายงานว่า มีการเคลื่อนกำลังยานเกราะล้อยาง 2 คัน พร้อมรถบรรทุกลำเลียงทหาร 6 ล้อ 5 คัน เข้าไปในเมืองล่าเสี้ยว รัฐฉานตอนเหนือ และมีภาพยานเกราะล้อยาง 2 คัน จอดอยู่ที่วงเวียนอูถ่องโบ่ ใกล้ทะเลสาบกั่นด่อจี เขตบะฮาน นครย่างกุ้ง

กลิ่นปฏิวัติ'ทหารพม่า'จี้สอบโกงเลือกตั้ง

           รถหุ้มเกราะที่ย่างกุ้ง 

เวบข่าวบางสำนัก พาดหัวตัวเป้ง “ได้กลิ่นรัฐประหาร” ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แห่งสหภาพเมียนมา
    เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2564 ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมา ได้กล่าวหาว่ามีความผิดปกติอย่างกว้างขวางกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าว
    กองทัพเมียนมา อ้างว่า มีการโกงผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 8.6 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมกับจี้ให้ กกต.เมียนมา ออกมาแสดงความผิดชอบ

กลิ่นปฏิวัติ'ทหารพม่า'จี้สอบโกงเลือกตั้ง

                    รถหุ้มเกราะในหล่าเสี้ยว

วันที่ 28 ม.ค.2564  พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุด กองทัพแห่งชาติ ได้แสดงท่าทีทางการเมืองในสุนทรพจน์ ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ เมียวดี เดลี่ กระบอกเสียงของกองทัพว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่อยู่ในฐานะสูงกว่ากฎหมายทั้งหมด และควรได้รับการเคารพและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์แล้ว อาจมีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ
ถอดรหัสได้ว่า กกต.เมียนมา ยังเมินเฉยต่อการทุจริตเลือกตั้งครั้งใหญ่นี้ กองทัพเมียนมาไม่มีทางเลือก ต้อง “ยกเลิกรัฐธรรมนูญ” โดยการทำรัฐประหาร

กลิ่นปฏิวัติ'ทหารพม่า'จี้สอบโกงเลือกตั้ง

               ซูจี กับผู้นำทหารพม่า

+
จี้สอบโกงเลือกตั้ง
++
    ตั้งแต่ปลายปี 2563 กองทัพเมียนมา ได้เรียกร้องซ้ำหลายครั้งต่อ กกต.เมียนมา ให้เปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง และข้อเรียกร้องดังกล่าว ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
    ผลการเลือกตั้งเมื่อ 8 พ.ย.2563 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) พรรคฝ่ายรัฐบาล กวาดชัยชนะไปได้ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนในเรื่องการตัดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง และพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) พรรคฝ่ายค้านที่ทหารเมียนมาให้การสนับสนุน ก็ชี้ว่า มีการโกงการเลือกตั้ง
    วันที่ 26 ม.ค.2564 กองทัพเมียนมา ตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการโกงรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา โดยนำเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ กกต.ทำผิดพลาด 8.6 ล้านกรณี มาโชว์นักข่าวด้วย
    เมื่อนักข่าวถามว่า หาก กกต.ไม่ยอมตรวจสอบการโกงเลือกตั้ง และสภาสหภาพฯ ไม่นำเรื่องทุจริตเลือกตั้งเข้าไปถกในสภาฯ กองทัพเมียนมา จะทำรัฐประหารหรือไม่? 
    พลจัตวา ซอ มิน ทุน  เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากคณะกรรมาธิการข่าวของกองทัพแห่งชาติเมียนมา กล่าวว่า เราไม่ได้พูดว่ากองทัพจะยึดอำนาจ และเราไม่ได้พูดว่า จะไม่ทำรัฐประหารเช่นกัน สิ่งที่เราสามารถพูดได้คือ เราจะปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย
    อนึ่ง เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพแห่งชาติ บรรยายพิเศษทางไกลผ่าน Video Conference ให้แก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (NDC) สถาบันวิชาการป้องกันแห่งชาติเมียนมา กรุงเนปิดอว์ ความตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงกฎเกณฑ์การปกครองทางด้านการเมืองอย่างกว้าง ๆ กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรูปบริหารในทางการเมืองของรัฐหรือประเทศ หากไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ชอบระบอบรัฐธรรมนูญยกมาเป็นข้ออ้างในการล้มเลิกกฎหมายนี้ นั่นหมายความว่าจะต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ

เบื่อสะตอ “วิฑูรย์” บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456782

เบื่อสะตอ “วิฑูรย์” บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์

เบื่อสะตอ "วิฑูรย์" บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์

29 มกราคม 2564 – 14:21 น.

ไปตามคาด ดาวฤกษ์แห่งอีสาน อย่าง “วิฑูรย์” เบื่อการเมืองแนวสะตอ ขอไปโตในบ้านหลังใหม่แถวบุรีรัมย์ 

++
นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร นำพาพรรคไทยรักไทย ลงสนามเลือกตั้งปี 2544 สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคอีสาน ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ด่วน..’วิฑูรย์ นามบุตร’ ยื่นลาออกพ้นสมาชิก ‘ปชป.’ แล้ว
 

เบื่อสะตอ "วิฑูรย์" บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์

สามสิงห์อีสาน วิฑูรย์ อิสสระ และสุทัศน์

ผ่านมา 2 ทศวรรษ ยามใดที่มีการเลือกตั้ง ค่าย ปชป. กำชัยได้ ส.ส.เขต ไม่เกิน 4 คน เฉพาะสนามอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ เท่านั้น    

เลือกตั้งปี 2562 ปชป.อีสาน เหลืออยู่ ส.ส.เขตแค่ 2 คน ที่สนามอุบลราชธานี คือ “วุฒิพงษ์ นามบุตร” เขต 3 อุบลราชธานี  (หลานชายวิฑูรย์) และ “แนน” บุณย์ธิดา สมชัย เขต 8 อุบลฯ (ลูกสาวอิสสระ)    

หลังเลือกตั้งไม่นาน มีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป. ปรากฏว่า 3 ผู้อาวุโสอีสาน อย่าง สุทัศน์ เงินหมื่น, อิสสระ สมชัย และ วิฑูรย์ นามบุตร เลือกอยู่คนละขั้ว โดย “สุทัศน์-อิสสระ” เลือก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส่วน “วิฑูรย์” เลือก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นหัวหน้าพรรค    

เมื่อ “จุรินทร์” เป็นหัวหน้าพรรค ได้จัดทัพใหญ่ วางตัว “ไชยยศ จิรเมธากร” เป็นรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคอีสาน แต่วิฑูรย์ ในฐานะอดีตแม่ทัพอีสาน ไม่มีตำแหน่งใดๆ ทั้งที่เทเสียงสาขาพรรค หนุนหัวหน้าอู๊ดด้า    

ตอนเลือกตั้ง 2562 “วิฑูรย์” ผิดหวังอย่างแรง เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.ตอนนั้นจัดให้เขาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 40 เหมือนไม่ให้ค่าให้ราคานักการเมืองอาวุโส    

พลันที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค วิฑูรย์เลือกแทงหวย “อู๊ดด้า-เสี่ยต่อ” ด้วยหวังที่จะมีตำแหน่งในพรรค และหลานชาย-วุฒิพงษ์ นามบุตร ได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการฯ เกรดเอ แต่เขากลับไม่ได้อะไรเลย    

นี่คือฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ ส.ส.อุบลฯ 8 สมัย สังกัดพรรค ปชป.ตั้งแต่สมัยแรก ต้องยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.    

เหตุผล 4-5 ข้อที่วิฑูรย์ลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ของสมาชิกพรรค ปชป. เขต อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ วิฑูรย์ พูดบนเวทีด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ่อยครั้ง

เบื่อสะตอ "วิฑูรย์" บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์

วุฒิพงษ์ นามบุตร

++
ขุนพลอีสาน
++
แม่ทัพอีสานค่าย ปชป.คนปัจจุบัน อย่างไชยยศ จิรเมธากร ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ และหนนี้อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 28 แต่ไม่ได้เป็น ส.ส.         

ไชยยศเป็น ส.จ.เขต อ.บ้านดุง จ.อุดรฯ และก้าวขึ้นเป็น ส.ส.อุดรฯ พรรค ปชป. ปี 2531 ครอบครัวของเขา สนิทกับ “คุณหญิงแอ๋ว” คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ มายาวนาน จึงถูกเรียกขานว่า เป็น ส.ส.อีสาน สายสะตอ    

หลัง ปชป.เสื่อมมนต์ขลัง กระแสทักษิณมาแรง ไชยยศ ก็สอบตกมากกว่าสอบได้ กระทั่งเลือกตั้ง 2550 ไชยยศย้ายสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน และเป็น รมช.ศึกษาธิการ รัฐบาลอภิสิทธิ์ โควตาเพื่อแผ่นดิน    

เลือกตั้ง 2554 ไชยยศย้ายกลับมาลงสมัคร ส.ส.อุดรธานี สีเสื้อปชป. ก็สอบตกอีก แต่ได้เป็นรองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลภาคอีสาน     

ไชยยศเป็นนักเลือกตั้งสายพันธุ์เดียวกับ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพอีสาน 

เบื่อสะตอ "วิฑูรย์" บ่สนไผ ขอไปตายบุรีรัมย์

ไชยยศ จิระเมธากร แม่ทัพอีสาน

++
“นามบุตร” ยืนยง
++
พูดตามตรงๆ หากพรรค ปชป. ไม่มีตระกูล “นามบุตร” และ “สมชัย” ปชป.สายอีสาน ก็คงสูญพันธุ์ไปแล้ว    

วิฑูรย์ นามบุตร เล่นการเมืองท้องถิ่นใน อ.เขื่องใน มานาน และเป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2535 และไม่เคยสอบตก    

ช่วงที่ “แบรนด์ทักษิณ” มาแรง กวาด ส.ส.อีสาน เป็นกอบเป็นกำ กระแส ปชป.ตกต่ำทั้งประเทศ แต่ตระกูล “นามบุตร” ไม่เคยแพ้ค่ายทักษิณ     

เลือกตั้งปี 2550 ส่งหลานชาย-วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต ส.จ.อุบลฯ เขต อ.เขื่องใน ลงสนาม ส.ส.เขต เป็น ส.ส.อุบลฯ ส่วนตัวเขาขยับขึ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ    

ยุคสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรค ปชป. วิฑูรย์ ได้รับการโปรโมตเป็นแม่ทัพอีสาน และได้ตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์    

เลือกตั้งปี 2554 “อภิสิทธิ์” มอบให้ “คุณหญิงกัลยา” เป็นแม่ทัพภาคอีสาน วิฑูรย์ก็ยังดูแลเฉพาะอุบลฯ เขต 3 และยโสธร    

ด้วยความมั่นใจในฐานเสียง อ.เขื่องใน และ อ.ม่วงสามสิบ “วิฑูรย์” จึงตัดสินใจทิ้งค่าย ปชป.ยุค “สะตอสามัคคี” ภาค 2 ไปสังกัดค่ายสีน้ำเงิน หรือค่ายบุรีรัมย์    

วิฑูรย์เป็น ส.ส.ประเภทดาวฤกษ์ ลงสนามครั้งใด ก็ได้รับชัยชนะ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติ ‘ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456771

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติ ‘ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม’

'ซินแสเข่ง' ผ่าดวงวิกฤติ 'ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม'

29 มกราคม 2564 – 13:17 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม จุรินทร์ ถึงทางตัน กอดคอเฉลิมชัย แฝดมหากาพท์เดินคู่มีแต่เรื่องเพราะดาวเป็นอริ ราศีเจอศึกหนัก รอบอายุเข้าเคราะห์ ตกดวงขัดแย้ง แตกแยก นำทัพแตก ตกดวงปะทะ เบียดเบียน ให้ลูกพรรคอึดอัดใจ สร้างความไม่เข้

ซินแสเข่ง”  ผ่าดวงวิกฤติ  ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม  จุรินทร์ ถึงทางตัน  กอดคอเฉลิมชัย  แฝดมหากาพย์เดินคู่มีแต่เรื่องเพราะดาวเป็นอริ  ราศีเจอศึกหนัก  รอบอายุเข้าเคราะห์  ตกดวงขัดแย้ง  แตกแยก นำทัพแตก  ตกดวงปะทะ  เบียดเบียน  ให้ลูกพรรคอึดอัดใจ   สร้างความไม่เข้าใจ  ก่อให้เกิดปัญหาดวงศัตรู   รวมกันแล้วแย่  แยกกันแล้วอยู่

'ซินแสเข่ง' ผ่าดวงวิกฤติ 'ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม'

ซินแสเข่ง”  อาจารย์ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง    ผู้อำนวยการ   สถาบัน โหราศาสตร์   พยากรณ์   แห่งประเทศไทย   วิเคราะห์ผ่าดวงวิกฤติ   เส้นทางพรรคประชาธิปัตย์ ยุคปี 63- 64   มีผลกระทบ ต่อการบริหารงาน ดวงปะทะเบียดเบียน  ก่อให้เกิดความขัดแย้งของหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ จุรินทร์   ลักษณวิศิษฏ์  เพราะใช้ความคิด ของตนเองเป็นที่ตั้ง   คิดส่วนตัวว่าตนเองทำแล้วถูกต้อง  ดื้อรั้น ในการปฏิบัติงาน  มักจะคิดเบียดเบียนตัวเองให้เดือดเนื้อร้อนใจ  สร้างความขัดแย้ง  กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง   สร้างความวิตกกังวลให้เกิดขึ้น  ลูกพรรคอยู่ยาก  ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เข้าใจ  กับเหตุที่ไม่ควรเกิด บวกกับ  เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  เลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ ถึงความขัดแย้งภายใน กับรอยร้าว  หากอยู่ร่วม  หัวหน้าพรรคมีสิทธิ์พังได้  โอกาศที่จะพลิกฟื้นประสานรอยร้าวยากมาก  เหตุผลอย่างหนึ่งที่พากันร่วมตกต่ำในการบริหารงาน  ต้องมีใครพร้อมที่จะสละเรือ  พร้อมที่จะถอนตัว  จะเป้นหัวหน้าพรรค หรือจะเป็นเลขาธืการพรรค  เพื่อให้พรรคนั้นอยู่รอด  เพราะหากเดินทางร่วมกัน   ปัญหาความขัดแย้งไม่จบระหว่างหัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรค   มรสุมครั้งนี้ทำ  รักเรือล่มแน่นอน  เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น  ขาดความน้ำหนึ่งใจเดียวเอาเรื่องส่วนตัว  และผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่   ถ้าวัดกันระหว่างดวงหัวหน้าพรรค  กับเลขาธิการพรรค  หัวหน้าพรรคปีนี้ตกดวงราศีกำลังอ่อนแรง   เลขาธิการกำลังจะแข็งกว่า   แค่ถ้าคาดการณ์อนาคต  ปีต่อไป  ทั้งหัวหน้า และเลขา  ก็ไปไม่รอดด้วยกันทั้งคู่

'ซินแสเข่ง' ผ่าดวงวิกฤติ 'ประชาธิปัตย์เตรียมล่ม'

ซินแสเข่ง”  วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า  ทั้งดวงทั้งราศี  และรอบอายุของ  หัวหน้าพรรค  คุณจุรินทร์  ลักษณวิศิษฐ  มีผลกระทบอยู่หลายช่องทางเพตาะดาวที่มีผลปะทะ  ที่จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกพรรค  ต้องเร่งรีบในการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้น  และความคิดให้ถอยหลังบ้างอย่าเดินหน้าด้วยตนเองตลอด  เพราะอุปสรรคทั้งที่ในดวงชะตานั้น  ถูกกดดวงชะตาแทบจะไม่มีอำนาจแข็งพอ กำลังดวงที่อ่อนแรงพร้อมที่จะมีเหตุล่มสลายได้ทุกโอกาศ และปัญหาที่แทรกแซงสร้างความขัดแย้งจะรุนแรงมากขึ้น  

ทนายแดง “คารม” หักดิบ ปีกซ้าย “ป๊อก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456759

ทนายแดง “คารม” หักดิบ ปีกซ้าย “ป๊อก”

ทนายแดง "คารม" หักดิบ ปีกซ้าย "ป๊อก"

29 มกราคม 2564 – 11:26 น.

วิถีทนายเสื้อแดง “คารม” สู้เพื่อคนรากหญ้า มาตั้งแต่ยุคพรรคพลังธรรม พร้อมแตกหัก “ส้มปีกซ้าย” คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแดงปีกซ้าย เคยโพสต์เฟซบุ๊คถึงบทบาท “ทนายเสื้อแดง” คารม พลพรกลาง ไว้ว่า “ช่วงที่มีการจับกุมคนเสื้อแดงในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือมาตรา 112 หลายคน รวมทั้งคดีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง จนติดคุกติดตะราง ระหว่างปี 2553 -2557 ทนายความ คารม พลพรกลาง มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างแข็งขัน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 
เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร”

ทนายแดง "คารม" หักดิบ ปีกซ้าย "ป๊อก"


ทนายคารม คนรักสถาบันฯ

    อดีตแกนนำแดงสายไม่เอา ม.112 ชื่นชมว่า “เป็นความกล้าหาญและเสียสละเป็นอย่างยิ่ง”     

สำหรับบทบาททนายเสื้อแดง ที่ช่วยเหลือคดี ม.112 เป็นหน้าที่และภารกิจเชิงอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อมวลชน แต่จุดยืนทางการเมืองเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง    

ชั่วโมงนี้ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์สื่อว่า การที่พรรคก้าวไกล ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงมีแนวคิดร่วมกับม็อบราษฎรให้มีการปฏิรูปสถาบันนั้น โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว และจะไม่ร่วมเซ็นชื่อ ยินดีและพร้อมหากถูกขับออกจากพรรค    

แนวคิดและจุดยืนของ ส.ส.พรรคก้าวไกลอีกหลายคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 และข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ ของม็อบราษฎร

++
ซ้ายใหม่
++
เปิดศักราชใหม่ “อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า สวมวิญญาณนักวิชาการปีกซ้าย เดินหน้าชูธง “ยกเลิก ม.112” พร้อมเรียกร้องให้ ส.ส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้ไข ม.112    

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี 2563 จำนวน 31,268 คน ในจำนวนนี้พบว่า อย่างน้อย 25 ราย เป็น ส.ส. พรรคก้าวไกล    

พลันที่มีข่าวนี้ออกไป ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายในหมู่มวลชนราษฎร รวมถึงกองเชียร์พรรคสีส้ม เมื่อมี ส.ส.พรรคก้าวไกล บางคนออกมาสวนแนวคิดยกเลิก 112 “อาจารย์ป๊อก” จึงโพสต์วิจารณ์แรงๆ    

“หาก ส.ส. ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพและอำนาจประชาชน กฎหมายที่แปลง “ประชาชน” ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ ให้กลายเป็น “ไพร่” แล้ว ส.ส. ก็เป็นเพียงคนที่หายใจไปวันๆ เพื่อตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง อำนาจ ของตนเท่านั้น”    

ทนายแดง "คารม" หักดิบ ปีกซ้าย "ป๊อก"

สองสหาย ลุยยกเลิก ม.112

สรุปว่า ส.ส.คนนั้น เป็นแค่ “พนักงานของรัฐ” ไม่ใช่ “ผู้แทนประชาชน”     

ตอนแรกที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปิยบุตรและธนาธร เก็บงำความเป็น “ซ้ายใหม่” ไว้ในเสื้อคลุมสีส้ม ถึงขั้นยอมถูก “นักวิชาการ” สายไม่เอาสถาบันฯ ด่าทอเสียๆ หายๆ เมื่อพวกเขาไม่มีนโยบายแก้ไข ม.112 มาแต่แรก    

ปิยบุตรสารภาพว่า “สมัยผมเริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ผมยอม “กลืนเลือด” ตัดสินใจขัดแย้งกับมโนธรรมสำนึกของผมอย่างสิ้นเชิงมาแล้ว ด้วยการประกาศว่า ไม่มีนโยบายแก้ 112 ทั้งนี้ก็เพื่อขจัดอุปสรรคขัดขวาง ให้พรรคก่อตั้งได้ ให้พรรคได้ไปต่อ..”    

มันเป็น “ตราบาป” และเป็น “แผลเป็น” ในชีวิตทางการเมืองของเขา  

++
ทนายเสื้อแดง
++
ถ้าจำกันได้ วันที่ 12 มี.ค.2563 มีกระแสข่าว คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ อาจจะไม่ไปร่วมงานกับพรรคก้าวไกล    

ช่วงนั้น มี ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ 9 คน ย้ายไป สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อมีแกนนำค่ายสีส้มเกลี้ยกล่อม ทนายคารมก็ไม่ทิ้งพรรคก้าวไกล    

“คาคม” เป็นชาวบ้านคำบอน ต.หัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ชื่อ-นามสกุลเดิมคือ ชิตธิพงษ์ พลทะกลาง เมื่อจบนิติศาสตร์ รามคำแหง คารมได้ตั้งบริษัทสำนักกฎหมายอยู่แถว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี 2538    

เลือกตั้งปี 2539 คารมลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 2 พรรคพลังธรรม ยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่บังเอิญเป็นช่วงพลังธรรมขาลง คารมได้แค่ 8,520 คะแนน     

ปี 2544 ทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย คารมก็ตามมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค หวังอยากลงสมัคร ส.ส.อีกหน แต่ก็ไม่ที่ทางให้เขา ทั้งสนามนนทบุรี และบ้านเกิด-ร้อยเอ็ด    

หลังหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คารมเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เมื่อเขาอาสาเป็นทนายความให้ความช่วยเหลือแกนนำ และสมาชิกกลุ่ม นปช.    

เส้นทางของคารม คือนักเลือกตั้ง ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวปีกซ้าย ที่มีจุดยืนและแนวคิดเหมือนอาจารย์ป๊อก และก๊วนเพื่อนเอก

ใคร..คุมเทศบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456730

ใคร..คุมเทศบาล

ใคร..คุมเทศบาล

29 มกราคม 2564 – 06:00 น.

วันที่ 28 มี.ค.นี้ เป็นวันเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล  ประชาชนอย่างเราๆก็ควรออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้ง “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ใกล้ตัวและสำคัญนี้ แต่ตามโครงสร้างและกฎหมาย คุณรู้หรือไม่ว่า.. “เทศบาล” อยู่ในกำกับดูแลของใคร

คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เคาะออกมาแล้ว ให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศ จำนวน 2,472 แห่งในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคมนี้

แม้ว่า“เทศบาล” เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าโครงสร้างของ”เทศบาล”เป็นอย่างไร

แน่นอนว่าคนที่เราลงคะแนนเลือกเข้าไปเป็น”นายกเทศมนตรี” จะทำหน้าที่บริหารเทศบาล โดยนายกเทศมนตรีจะตั้งทีมบริหารของตนเองขึ้นมา เช่น รองนายกเทศมนตรี ,เลขานุการนายกเทศมนตรี ,ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี 

ส่วน “สมาชิกสภาเทศบาล”ที่เราเลือกเข้าไป ก็จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารคือ นายกเทศมนตรีและทีมงาน

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น..

เพราะว่าตามโครงสร้างและอำนาจตามกฎหมาย ผู้ที่”กำกับดูแล” เทศบาลในระดับบนอีกที ก็คือ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดและ รมว. มหาดไทย

**อำนาจในการกำกับดูแลเทศบาล**

พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ( ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน)

ส่วนที่ 6 การกำกับดูแล

มาตรา 71 บัญญัติว่า  ให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเทศบาลในจังหวัดนั้นให้ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย กฎ และระเบียบข้อบังคับของทางราชการ

ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่ชี้แจง แนะนำ หรือตักเตือนเทศบาลและตรวจสอบกิจการ เรียกรายงานและเอกสารหรือสถิติใด ๆ จากเทศบาลมาตรวจ ตลอดจนเรียกสมาชิกสภาเทศบาลหรือพนักงานเทศบาลมาชี้แจงหรือสอบสวนก็ได้

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดสำหรับเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมอบหมายให้นายอำเภอปฏิบัติการแทนสำหรับเทศบาลที่อยู่ในอำเภอนั้น ก็ได้

โดยสรุป  โดยทั่วไปอำนาจในการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต่อเทศบาล มี ดังนี้

(1) อำนาจในการชี้แจง  แนะนำ และตักเตือน

(2) อำนาจในการตรวจสอบกิจการของเทศบาล

(3) อำนาจในการเรียกรายงานและเอกสารหรือสถิติต่างๆจากเทศบาลเพื่อตรวจสอบการทำงานของเทศบาล

(4) อำนาจในการเรียกสมาชิกสภาเทศบาลหรือพนักงานเทศบาลมาชี้แจงหรือสอบสวน

  ทั้งนี้เพื่อควบคุมให้เทศบาลปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย

  **อำนาจในการสั่งเพิกถอนหรือสั่งให้ระงับการกระทำ**

  มาตรา 72 บัญญัติว่า

  เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลตามมาตรา 71 ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอซึ่งได้รับมอบหมายเห็นว่า การปฏิบัติการของเทศบาลเป็นไปในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลหรือเสียหายแก่ราชการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจหน้าที่ในการชี้แจง แนะนำ หรือตักเตือนผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าว หรือในกรณีเห็นสมควรจะสั่งเพิกถอนการกระทำหรือให้ระงับการปฏิบัติของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้ก็ได้

 โดยสรุป ก็คือ หากผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เห็นว่า นายกเทศมนตรีหรือทีมงานบริหารของนายกเทศมนตรี มีการปฏิบัติอันอาจสร้างความเสียหายให้แก่เทศบาล ก็มีอำนาจในการเพิกถอนหรือระงับการกระทำดังกล่าวได้

** ผู้ว่าฯหรือนายอำเภอมีอำนาจสั่งให้นายกเทศมนตรี  รองนายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล หรือรองประธานสภาเทศบาล หยุดปฏิบัติหน้าที่-ออกจากตำแหน่งได้**

มาตรา73  บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏและมีหลักฐานตามสมควรต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอว่านายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล หรือรองประธานสภาเทศบาล 

(1) จงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

(2)ปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่

(3)ประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย

ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็ว

เมื่อนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล หรือรองประธานสภาเทศบาลผู้ใด ถูกตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อรอฟังผลการสอบสวนก็ได้ หากเห็นว่าการคงอยู่ในหน้าที่ของผู้นั้นต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่เทศบาลหรือเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏขึ้นนั้นชัดแจ้ง

มาตรา 73/1 เมื่อผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกสอบสวน ถ้าเป็นการดำเนินการสอบสวนของนายอำเภอให้นายอำเภอรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาและสั่งให้ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่ง

แต่ถ้าเป็นการดำเนินการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานให้ รมว.มหาดไทยพิจารณาและสั่งให้ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เป็นที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็จะได้คำตอบแล้วใช่ไหมว่า แม้เทศบาลจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราเลือกบุคคล เข้าไปทำหน้าที่บริหารเทศบาลและเลือกคนเข้าไปตรวจสอบการทำงานของเทศบาล

แต่กระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรี  ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ เป็นผู้คอยดูแลอยู่ห่างๆ และพร้อมที่จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดทันที หากการปฏิบัติงานของเทศบาลนั้นๆ มีปัญหาเกิดความเสียหายแก่ราชการ บ้านเมืองและประชาชน

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:ไขข้อสงสัยเรื่องต้องรู้’เลือกตั้งเทศบาล’

พรรคร่วม รบ.ไม่แข่งกันเอง “มารยาทการเมือง” หรือแค่ “วาทกรรม” หวังรักษาเก้าอี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/456722

พรรคร่วม รบ.ไม่แข่งกันเอง “มารยาทการเมือง” หรือแค่”วาทกรรม”หวังรักษาเก้าอี้ 

พรรคร่วม รบ.ไม่แข่งกันเอง "มารยาทการเมือง" หรือแค่"วาทกรรม"หวังรักษาเก้าอี้ 

28 มกราคม 2564 – 20:21 น.

ทันทีที่ศาลรธน.วินิจฉัยให้”เทพไท เสนพงศ์”ส.ส.นครศรีฯเขต3 พ้นตำแหน่งและต้องมีการเลือกตั้งซ่อมก็เกิดกระแส”พรรคร่วมรัฐบาล”แย่งกันส่งผู้สมัคร จึงมีการทวงถามเรื่อง”มารยาททางการเมือง”จาก ปชป.เจ้าของพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาก็มีแข่งกันเองของพรรคร่วมฯในการเลือกตั้ง

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายเทพไท เสนพงศ์  ส.ส.เขต 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช จากพรรคประชาธิปัตย์ พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. สืบเนื่องจากคดีทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ก็เกิดกระแส”พรรคร่วมรัฐบาล” แย่งกันส่งผู้สมัครลงชิงการเลือกตั้งซ่อม ที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 7 มี.ค.64 เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ ส.ส.ให้พรรคตัวเอง จะได้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นในทางการเมือง
ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องการรักษาเก้าอี้นี้ไว้ จึงเกิดปรากฎการณ์ออกมาแถลงข่าวกดดัน”พรรคพลังประชารัฐ” ให้ทบทวนการส่งผู้สมัครลงแข่ง เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน รวมถึงออกแนวทวงบุญคุณที่การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ส่งลงแข่งกับพรรคร่วมรัฐบาล 

การที่นายสัณหพจน์ ออกมาแถลงข่าวเช่นนี้ ถือว่าไม่มีมารยาททางการเมืองโดยอ้างว่าในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อมแข่งกับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งจังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดสมุทรปราการ “

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองโฆษกพรรคฯ แถลงข่าวตอบโต้กรณีที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราชเขต 2 พรรคพลังประชารัฐและรองโฆษกพรรค ออก
มาแถลงข่าวการเตรียมคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช หลังจากนายเทพไท เสนพงศ์  จากพรรคประชาธิปัตย์พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.
หากมองย้อนไปดูการเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด ที่พรรคประชาธิปัตย์ อ้างถึงคือ ขอนแก่น กำแพงเพชร สมุทรปราการ นั้น ก็พบว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ส่งผู้สมัครทั้ง 3 สนามจริง ทั้ง การเลือกตั้งซ่อม เขต 7 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.62 มีแค่พรรคพลังประชารัฐแข่งกับ พรรคเพื่อไทย โดยนายสมศักดิ์ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ สามารถเอาชนะไปได้ด้วย 40,252 คะแนน 
ส่วนการเลือกตั้งซ่อม เขต 2 จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 23 ก.พ.63 ก็มีแค่พรรคพลังประชารัฐแข่งกับพรรคเพื่อไทย โดยนายเพชรภูมิ อาภรรัตน์ จากพรรคพลังประชารัฐ เอาชนะไปได้ด้วย 45,687 คะแนน 
และการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 ส.ค.63 ก็เป็นการแข่งระหว่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล โดยนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก จากพรรคพลังประชารัฐ สามารถเอาชนะไปได้ด้วย 46,747 คะแนน

แต่การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 จังหวัด เมื่อดูรายละเอียดแล้วก็จะพบว่า ไม่ใช่พื้นที่เดิมของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้คะแนนเป็นอันดับสองเลย ดังนั้น การออกมาเหมือนทวงบุญคุณพรรคพลังประชารัฐ ที่จะไม่ให้ส่งผู้สมัคร ก็คงไม่ถูกต้องทั้งหมด

และเมื่อดูการเลือกตั้งเขต 3 นครศรีธรรมราช ก็จะพบว่าพรรคพลังประชารัฐ สามารถทำคะแนนได้ลำดับที่ 2 แพ้ให้กับนายเทพไทเพียง 4,568 คะแนนโดยนายเทพไทได้33,310 คะแนนขณะที่นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ไป 28,742 คะแนน

ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์จากตัวเลขนี้ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ก็มีสิทธิ์ชนะเลือกตั้งซ่อม แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล จะตกลงกันออกมาแบบไหน

 และเมื่อย้อนไปดูการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาว่า มีการแข่งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็พบว่า มี
 อย่างการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 23 ต.ค.62 ก็พบว่า พรรคร่วมรัฐบาล ก็ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งแข่งกันเอง โดยเป็นการแข่งกันระหว่าง พรรคชาติไทยพัฒนากับพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนาสามารถเอาชนะไปได้ด้วย 37,675 คะแนน ตามมาอันดับ 2 นายไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร จากพรรคอนาคตใหม่ 28,216 คะแนน และอันดับ 3 นายสุรชัย อนุธโต จากพรรคประชาธิปัตย์ได้ 18,425 คะแนน

โดยถ้าหากดูจากข้อมูล ก็จะพบว่า การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยส่งผู้สมัครลงแข่งกับพรรคร่วมรัฐบาล

ดังนั้น การเรียกร้อง “มารยาททางการเมือง”ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ก็คงเป็นเพียง”วาทกรรมทางการเมือง” เพื่อหวังรักษาเก้าอี้ ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช เท่านั้น เพราะหากดูจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็จะพบว่า มีทั้งหมด 8 เขต พรรคประชาธิปัตย์ สามารถเอาชนะไปได้ 5 เขต ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ ชนะไปได้ 3 เขต 
นั่นเท่ากับว่า ในจังหวัดนี้ เป็นพื้นที่แข่งขันกันระหว่าง 2 พรรคอยู่แล้ว เพราะในข้อมูล การเลือกตั้งที่ผ่านมา มีจำนวนถึง 6 เขต ที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ สลับกันอยู่ลำดับ ที่ 1 และ 2

อาจตีความได้ว่า การเริ่มออกมาตอบโต้กัน ไม่ใช่เรื่องการขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเท่านั้น