ปิดบูรพาเดิมพัน “หมอตี๋” เผชิญหน้า “หลงจู้” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454062

ปิดบูรพาเดิมพัน “หมอตี๋” เผชิญหน้า “หลงจู้”

ปิดบูรพาเดิมพัน "หมอตี๋" เผชิญหน้า "หลงจู้"

4 มกราคม 2564 – 11:02 น.

สู้ทั้งโควิด เกาะติดเรื่องบ่อน “หมอตี๋” เสนอแผนล็อกดาวน์แดนบูรพา ยอมเจ็บเพื่อจบ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรการคุมเข้ม 28 จังหวัด แต่ไม่ล็อกดาวน์ของรัฐบาล จะเอาอยู่หรือไม่? มีความเห็นจากผู้คนมากมาย

อ่านข่าว…  บ่อนโควิด”คนการเมือง” ระยอง

ปิดบูรพาเดิมพัน "หมอตี๋" เผชิญหน้า "หลงจู้"

หมอตี๋ ยังเกาะติดเรื่องบ่อน

ล่าสุด สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข ระบุการพบเชื้อโควิด-19 ระบาดหนักในพื้นที่ภาคตะวันออก เชื่อมโยงบ่อนพนัน 99% ทำให้กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ล็อกดาวน์ 3 จังหวัด(ชลบุรี ระยองและจันทบุรี) 28 วัน เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงปกปิดข้อมูล ทำให้ควบคุมผู้ติดเชื้อ และพื้นที่การกระจายของเชื้อได้ยาก    

ตามแนวคิด “หมอตี๋” จะมีการปิดกั้นพื้นที่ช่องทางหลักที่มุ่งสู่ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเชื่อมต่อกับภาคอีสาน ทางเข้า จ.ชลบุรี ทั้งเส้นทางมอร์เตอร์เวย์ และถนนบูรพาวิถี โดยจะทำการตั้งด่านสกัดตรวจสอบเข้มทุกเส้นทางที่จะห้ามคนในออก คนนอกเข้า

++
ระยองต้องไม่มีบ่อน
++
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2564 มีการแชร์ภาพผู้ชายหลายคนขนตู้ม้า ตู้สล็อตขึ้นรถปิคอัพ พร้อมข้อความจากสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุว่า “ฉลองปีใหม่ 2564 คนระยองไม่ทนแล้ว เจ้าของไม่เก็บ เจ้าหน้าที่ไม่เก็บ แค่หยุดบริการเฉยๆ คนระยองเลยช่วยเก็บไปโยนทิ้งให้เสียเอง #ระยองต้องไม่มีบ่อน”     

นักข่าวในพื้นที่ จ.ระยอง พยายามตรวจสอบข้อมูลจากตำรวจ ก็ไม่ได้คำตอบอะไร เป็นภาพเก่าหรือใหม่ และเหตุที่เกิดอยู่ในระยองหรือไม่    

ดูเหมือนผู้ที่เผยแพร่ภาพการขนตู้สล็อตไปทิ้ง ผ่านสื่อโซเชียลนั้น ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หากว่า ตู้สล็อตเหล่านั้นอยู่ในเมืองระยองจริง พวกเขาคงต้องการ “สื่อ” อะไรบางอย่างไปถึง “คนมีสี” ในพื้นที่ และการติดแฮชแท็ก #ระยองต้องไม่มีบ่อน คล้ายเป็นคำขวัญเชิงยุทธวิธี     

ปิดบูรพาเดิมพัน "หมอตี๋" เผชิญหน้า "หลงจู้"

ตู้ม้า ตู้สล็อต ในระยอง ชาวบ้านไม่ทน ขนไปทิ้งเอง

ก่อนวันปีใหม่ สาธิต ปิตุเตชะ ได้อัพสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ผมเชื่อมั่นในท่านนายกรัฐมนตรี” โดย “หมอตี๋” เล่าเรื่องในคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายการเมือง หรือใคร หากพบบ่อนผิดกฎหมาย ให้แจ้งมาที่นายกฯ โดยตรง      

“ผมจะติดตามแหล่งแพร่ระบาดเชื้อ ที่ยากต่อการสอบสวนโรค โควิด 19 คือ บ่อนการพนัน ถาวรไปด้วยกันไป พร้อมกับท่าน(นายกรัฐมนตรี) เราจะมากำจัดบ่อน แหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 ไปด้วยกันครับ”     

สรุปว่า หมอตี๋มีภารกิจจะสู้ทั้งโควิด และทั้งปราบบ่อนโดยพลังประชาชน 

++
ใหญ่กว่านักการเมือง
++
ถึงวันนี้ คนทั้งประเทศทราบแล้วว่า บ่อนพนันในภาคตะวันออก ที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิดรอบใหม่ มีเจ้าของคนเดียวกันคือ “หลงจู้ ส.”     

สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า บ่อนการพนันในพื้นที่ภาคตะวันออกแทบทุกจังหวัด เปิดบ่อนนานนับปีแล้ว ลักษณะการประกอบการ “หลงจู้ ส.” จะเป็นนายทุนให้เครือข่ายไปประกอบการบ่อนการพนันในหลายพื้นที่ หลงจู้จะเป็นคนไปเจรจาเรื่อง “ส่วย” กับเจ้าหน้าที่เอง    

“เขาค่อนข้างมีพรรคพวกและบริวารจำนวนมาก จนทำให้ฝ่ายการเมืองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว” สันธนะ ผู้ที่รู้จักนายบ่อนทั้งประเทศ พูดถึง “หลงจู้ ส.” สั้นๆ แต่เข้าใจได้    

หลงจู้ ส. เป็นผลพวงของระบอบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่เป็นรากฐานของการคอร์รัปชั่น หรือส่วยบ่อน    

ย้อนไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ กรณีที่มีลูกชาย หลงจู้ ส. โผล่เข้าไปร่วมประชุมในอนุ กมธ.บ่อนพนันออนไลน์ฯ ได้นั้น เพราะมีนักการเมืองใหญ่คนหนึ่งฝากฝังมา นี่ก็คือตัวอย่างหนึ่งแห่งรูปธรรมของระบอบอุปถัมภ์     

บังเอิญว่า โควิดระบาดมาแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้กาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านปิดตัว โดยเฉพาะตามแนวชายแดนด้านจันทบุรี และตราด ทำให้บ่อนพนันผุดขึ้นในพื้นที่ตะวันออก รองรับนักเสี่ยงโชค    

บ่อนเครือข่ายของหลงจู้ ส. จึงเบ่งบานโดยประการฉะนี้

‘หยุดโรงเรียนเพื่อชาติ’ ล็อกโควิด-19 ก่อนทุกอย่างสายเกินไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454023

‘หยุดโรงเรียนเพื่อชาติ’ ล็อกโควิด-19 ก่อนทุกอย่างสายเกินไป

'หยุดโรงเรียนเพื่อชาติ' ล็อกโควิด-19 ก่อนทุกอย่างสายเกินไป

3 มกราคม 2564 – 18:05 น.

‘หยุดโรงเรียนเพื่อชาติ’ ล็อกโควิด-19 ก่อนทุกอย่างสายเกินไป…..บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

การเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมาก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ได้ทำลายเขตพื้นที่จนเป็นพื้นที่เดียวกันทั้งประเทศแล้ว ขอวิงวอน ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา รวบรวมความกล้า ใช้ดุลพินิจของท่านเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อบุตรหลาน เพื่อนักเรียนของท่าน เพื่ออนาคตของประเทศชาติ

อ่านข่าว:

:เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

:‘รมว.ศธ.’ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

หลังกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ประกาศให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับ 28 จังหวัด ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ในระหว่างวันที่ 4-31 มกราคม 2564 โดยจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่ กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ปรากฏว่า มีหลายพื้นที่นอกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด(สีแดง) ที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ใช้ดุลพินิจปิดเรียนเพื่อให้การดำเนินการป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกใหม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ อาจเป็นเพราะว่า เป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด (สีเหลือง) จึงไม่จำเป็นต้องปิดเรียน ทำให้มองได้ว่า การสั่งการที่ไม่ชัดเจน การแบ่งเขตพื้นที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้การป้องกันที่ทำลงไปไม่เป็นผล เนื่องจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้ายของประชากรเป็นจำนวนมาก 

โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางออกจาพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) กลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อฉลองปีใหม่ และกำลังจะกลับมาทำงานในวันที่ 4 มกราคม 2564 แม้ว่าทางรัฐบาลจะประกาศให้กักตัวต่อเนื่องจนครบ 14 วัน แต่ก็เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ทำให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือนายจ้าง ถือเป็นเหตุให้ขาดงานได้ 

รวมทั้งจังหวัดที่เป็นทางผ่าน เป็นจุดเชื่อมระหว่างพื้นที่ เช่น จังหวัดพิษณุโลก ที่เป็นประตูจากภาคกลางสู่ภาคเหนือ มีประชาชนจำนวนมากใช้เส้นทางดังกล่าวในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แวะพัก เติมน้ำมัน รับประทานอาหาร หรือแวะจับจ่ายซื้อของฝากที่ระลึก กันบ้างเลย

หากรัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบจะดำเนินการแบ่งพื้นที่และกำหนดมาตรการเช่นปัจจุบัน ก่อนหน้าเทศกาลปีใหม่ ก็ยังคงพอรับได้ แต่เวลาที่เหมาะสมได้ผ่านไปแล้ว

หลังมีการเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมาก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ การแบ่งเขตพื้นที่เช่นนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนไปทุกที่และกลับมาจากทุกที่ เหมือนทำลายการแบ่งกั้นเขตพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ดังนั้น ทุกคน ทุกพื้นที่ ต้องอยู่ในมาตรการขั้นเด็ดขาดเช่นเดียวกัน การดำเนินการครั้งนี้ถึงจะเป็นผล ถึงจะช้าแต่ก็ยังทันต่อเหตุการณ์ อย่าเอาเศรษฐกิจเป็นข้ออ้าง เอาประชาชนเป็นตัวประกัน เพื่อให้รัฐบาลเอาตัวรอด

เพราะเหตุการณ์มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว มีภาคเศรษฐกิจส่วนใดบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบในตอนนี้ มีประชาชนคนใดบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบในตอนนี้ ลงมือแก้ไขให้ทันเวลา และสิ่งที่ท่านต้องทำไปพร้อมกันก็คือ เยียวยา

เหลือเวลาอีก 1 วัน ก่อนที่นักเรียน ซึ่งอาจจะได้รับเชื้อในช่วงเทศกาลปีใหม่จากญาติ พี่น้อง พ่อ แม่ ที่เดินทางกลับจากพื้นที่สีแดงมาฉลองปีใหม่กับครอบครัวที่บ้าน จะต้องเดินทางไปรวมกันที่โรงเรียน

ฝากผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา รวบรวมความกล้า ใช้ดุลพินิจของท่านเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ เพื่อบุตรหลาน เพื่อนักเรียนของท่าน เพื่ออนาคตของประเทศชาติ ประกาศ หยุดโรงเรียนเพื่อชาติ 14 วัน ก่อนที่โอกาสนั้นจะผ่านไป

คิดแบบเถ้าแก่ บทเรียน ‘โภคิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454022

คิดแบบเถ้าแก่ บทเรียน ‘โภคิน’

คิดแบบเถ้าแก่ บทเรียน 'โภคิน'

3 มกราคม 2564 – 17:24 น.

การขยับของทักษิณรับปีใหม่ สะท้อนความจริงจากปาก “โภคิน” พรรคเพื่อไทยหนีไม่พ้น “พรรคครอบครัว”

++
    ก่อนที่จะมีข่าวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทย ตามด้วย “บิ๊ก เนม”  อีกสามรายนั้น มีความเคลื่อนไหวของคนการเมืองกลุ่มหนึ่งที่รีสอร์ทหรูของ “โภคิน พลกุล” แถวเขาใหญ่ 
    นัยว่าเป็นการสุมหัวคิด ของ ส.ส. และอดีต ส.ส.สายอีสาน ที่คิดการจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งพวกเขาได้ถกกันเรื่องนี้มาแล้วหนหนึ่ง ที่สนามกอล์ฟเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 
    สำหรับ “โภคิน” อดีตกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย หลังลาออกจากพรรคเพื่อไทย นักกฎหมายใหญ่ที่สนิทสนมกับทักษิณ ชินวัตร มากว่า 20 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ประชาชาติธุรกิจ ว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งส่วนตัวกับอดีตนายกฯทักษิณ แต่มีปัญหาเรื่องหลักคิด
    “การออกจากพรรคไม่มีปัญหาส่วนตัว แต่มีปัญหาในหลักการ ถ้าทีมคุณทักษิณยังบริหารพรรคแบบ family-ครอบครัว ต่อไป ผมจะอยู่ไปทำอะไร”
    คำว่า “ทีมคุณทักษิณ” นั้น อาจารย์โภคิน คงไม่ได้หมายถึง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมกรรมการบริหารพรรค หากแต่หมายถึง “กลุ่มแคร์” และผู้ทรงอิทธิพลนอกพรรค

 

คิดแบบเถ้าแก่ บทเรียน 'โภคิน'


                       โภคิน เลือกทางเดินสายใหม่

++
คนแดนไกลไม่หยุด
++
    กว่า 13 ปีที่ ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ยังคงรับบท “เถ้าแก่ใหญ่” คอยกำกับคนใกล้ชิด ให้จัดทัพจัดแถวมาโดยตลอด ตั้งแต่พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ ที่ถูกยุบไป 
    เหมือนโภคินพูดไว้ คนในพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องส่วนตัวกับทักษิณ แต่จะมีปัญหาเรื่องหลักคิด-หลักการ อย่างเช่นกรณี “จดหมายน้อย” ที่ทักษิณเขียนถึงคนเชียงใหม่ และเชียงราย คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยบางกลุ่ม รู้สึกอึดอัด กังวลเรื่องข้อกฎหมาย 
    ทักษิณปรึกษาน้องสาวที่อยู่ดูไบ ก็ลงมือเขียนจดหมายน้อย อ้อนคนเชียงใหม่ ให้เลือกพิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ แถมยังเขียนถึงคนเชียงรายให้เลือก วิสาระดี เตชะธีรา วัฒน์ ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย 
    คนแดนไกลคิดง่ายๆว่า เป็นสิทธิ์ของคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง จะเชียร์ใครก็ได้ แต่คนในเพื่อไทยกลับรู้สึกหนาวๆร้อนๆ 

คิดแบบเถ้าแก่ บทเรียน 'โภคิน'

                   อ้วน ภูมิธรรม หนึ่งทีมแคร์ ที่อยู่หลังม่านเพื่อไทย 

++
สมาคมไทย-จีน
++
    โภคินให้สัมภาษณ์สื่อล่าสุดว่า ส่วนตัวมีความคิดมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในสนามการเมือง สมัยอายุ 42 ปี ลาออกจากมหาวิทยาลัยมา ต้องการเห็นพรรคการเมืองที่ทำงานแบบมืออาชีพ เป็นสถาบันทางการเมืองแท้จริง
    จากการเป็นมือกฎหมายรัฐบาลบรรหาร และรัฐบาลชวลิต ร่วมสร้างพรรคความหวังใหม่ และย้ายมาพรรคไทยรักไทย จนได้เป็นรองนายกรัฐ และประธานรัฐสภา 
    เนื่องจากโภคินมาจากสายวิชาการ จึงวาดหวังที่จะสร้างพรรคเป็น “สถาบันการเมือง” ไม่ใช่ “พรรคเถ้าแก่”
    อีกด้านหนึ่ง โภคินอยู่ในวงจรอำนาจมานาน จึงมี “พวก” อยู่ในหลายพรรค ช่วง คสช.เรืองอำนาจ โภคิน พลกุล ได้เข้าไปทำงานที่สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน โดยโภคิน เป็นนายกสมาคมฯ คนที่ 5 สุชาติ ตันเจริญ เป็นอุปนายกสมาคม และไพศาล พืชมงคล เป็นอุปนายก และเลขาธิการสมาคม
    ดังที่รู้กัน จุดยืนและความคิดการเมืองของโภคิน อาจแตกต่างจากสุชาติ และไพศาล แต่ด้วยคอนเนกชั่นไทย-จีน จึงทำให้พวกเขาเดินไปด้วยกันได้
    ดูเส้นทางการเมืองของโภคิน ย่อมแตกต่างจากคนแบบ “หมอมิ้ง” หรือ “อ้วน ภูมิธรรม”  เพราะสองคนหลังนั้น มีภาพชัดว่า เป็นคนในบ้านชินวัตร 
    คนนอกบ้านอย่างโภคิน และอีกหลายๆคน จึงทยอยลาออกมาสร้างบ้านหลังใหม่ 

แพทย์ศิริราช เผย ‘ผู้ว่าฯสมุทรสาคร’ อาการดีขึ้นหลังติดเชื้อโควิด-19 เตรียมถอดเครื่องช่วยหายใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/454017

แพทย์ศิริราช เผย ‘ผู้ว่าฯสมุทรสาคร’ อาการดีขึ้นหลังติดเชื้อโควิด-19 เตรียมถอดเครื่องช่วยหายใจ

แพทย์ศิริราช เผย 'ผู้ว่าฯสมุทรสาคร'  อาการดีขึ้นหลังติดเชื้อโควิด-19 เตรียมถอดเครื่องช่วยหายใจ

3 มกราคม 2564 – 16:30 น.

แพทย์ศิริราช เผย ‘ผู้ว่าฯสมุทรสาคร’ อาการดีขึ้น ชีพจรคงที่ เตรียมถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่ยังดูแลใกล้ชิด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ด้าน ภรรยาผู้ว่าฯ อาการปกติดี ไม่ได้รุนแรง หลังทั้งคู่ติดเชื้อโควิด-19

วันที่ 3 มกราคม 2564  ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทย์ศาสาตร์ศิริราชพยาบาล(รพ.ศิริราช) เผยความคืบหน้าอาการป่วยของนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร หลังติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า อาการในช่วง 24 ชั่วโมง(ชม.) ที่ผ่านมามีแนวโน้มดีขึ้น ชีพจรคงที่ ระดับออกซิเจนในเลือดดี สามารถปรับมาอยู่ท่านอนหงายตามปกติได้แล้ว

อ่านข่าว : จากใจผู้ว่าฯสมุทรสาคร มาตั้งโรงพยาบาลสนามหน้าจวนผู้ว่าฯผมเลย ถ้าตั้งไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะเป็นผู้ว่าฯไปทำไม

“ในหลวง-ราชินี” ทรงรับผู้ว่าฯสมุทรสาคร-ภรรยา เป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์

แม้ว่าระดับออกซิเจนในเลือดจะตกลงเล็กน้อย แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีรับได้ ไม่ต้องกลับนอนพลิกคว่ำ และจากนี้จะค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการถอดเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ผู้ว่าฯ ฝึกหายใจได้ด้วยตนเอง แต่อาจยังต่อรับออกซิเจนบ้างเป็นระยะ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว และไม่อยากให้รีบร้อนจนเกินไป

ส่วนการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ยังคงต้องให้อยู่แต่จะค่อยๆลดปริมาณลง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการตรวจปริมาณไวรัสในร่างกาย ภาพรวมอาการดีขึ้น

ขณะที่นางชูติพร วิจิตร์แสงศรี ภรรยา ผู้ว่าฯสมุทรสาคร  ที่ได้รับเชื้อโควิด -19 ขณะนี้ได้ย้ายมารับการรักษาที่ รพ.ศิริราช อาการปกติดี ไม่ได้รุนแรง แต่เพื่อให้ได้มาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว เพื่อความสะดวก โดย ภรรยา ผู้ว่าฯสมุทรสาคร ยังต้องอยู่ในห้องแยกโรค และไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู 

ไม่เปลี่ยน “ลุมพินี” หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453985

ไม่เปลี่ยน “ลุมพินี”  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

3 มกราคม 2564 – 11:19 น.

ย้อนรอยโควิดรอบแรก ตามไปดู “วิกทหาร” สนามมวยยุค ผบ.ทบ.คนใหม่ ที่ยังไม่มีการปฏิรูปใดๆ 

++
ดูเหมือนว่า โควิดรอบใหม่รุนแรงกว่ารอบแรก เพราะมีคลัสเตอร์ใหญ่ๆ อยู่หลายแห่ง ทั้งที่ตลาดกุ้งมหาชัย และบ่อนระยอง แถมบ่อนจังหวัดใกล้เคียง

อ่านข่าว…  “บิ๊กอุ้ม” ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

พล.ท.สุชาติ นายสนามคนใหม่

ย้อนไปเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้นปีที่แล้ว แวดวงมวยไทย คาดไม่ถึงว่าศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์ วันศุกร์ที่ 6 มี.ค.2563 สนามมวยเวทีลุมพินี จะกลายเป็นคลัสเตอร์ มีการแพร่เชื้อโควิดกระจายไปทั่วประเทศ    

ตอนนั้น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ สมัยที่ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการจัดชกมวยในวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาความผิดในการลงโทษ พร้อมกับมีคำสั่งให้ พล.ต.ราชิต อรุณรังษี เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ในฐานะนายสนามมวยลุมพินี มาช่วยราชการที่กองบัญชาการกองทัพบก เปิดทางให้มีการสอบสวนกรณีจัดชกมวยในวันดังกล่าว    

วันเวลาผ่านไป เรื่องราวของ พล.ต.ราชิต ก็เงียบหาย และสิ้นเดือน ก.ย.2563 พล.อ.อภิรัชต์ อำลาตำแหน่ง ผบ.ทบ. 

++
ฤาแค่ลมปาก?
++
ช่วงที่เกิดเหตุสนามมวยลุมพินี กับการแพร่ระบาดของโควิดรอบแรก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ได้เรียกร้องการปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะเรื่องขุมทรัพย์กองทัพบก ควรดำเนินการบริหารจัดการให้โปร่งใส    

เวลาเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.สมัยนั้น ได้ลั่นคำพูดว่า จะปฏิรูปกองทัพให้เสร็จ ภายในเวลา 3 เดือน ก่อนเกษียณอายุราชการ    

สนามมวยลุมพินี ของกองทัพบก ตกเป็นเป้าหมายว่า จะมีการปฏิรูป โดยดึงเอกชนเข้ามาบริหารแทนกรมสวัสดิการทหารบก     

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

เปิดสนามได้ไม่นาน เจอโควิดต้องงดแข่ง

กลางปีที่แล้ว แวดวงสื่อกีฬามวยไทย จึงมีข่าวว่า ทางกองทัพบก ได้เปิดซองประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารสนามมวยลุมพินี มีการระบุชื่อผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการแปรอาหารสำเร็จรูป    

บังเอิญว่า ผู้บริหารรายนี้เป็นคนในวงการมวยไทยมานานแล้ว ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดการแข่งขันชกมวยไทย    

เมื่อมีผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ข่าวกลุ่มทุนใหญ่จะเข้ามาบริหารสนามมวยลุมพินีก็เงียบลง 

++
ลุมพินีเกริกไกร
++
ตามโครงสร้างสนามมวยลุมพินี ผบ.ทบ. เป็นประธานอำนวยการสนามมวยลุมพินี โดยตำแหน่ง เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก เป็นนายสนามมวยลุมพินี ,รองเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก คนที่ 1 เป็นรองนายสนามมวยลุมพินี คนที่ 1 และรองเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก คนที่ 2 เป็นรองนายสนามมวยลุมพินี คนที่ 2    

ปลายเดือน ต.ค.2563 พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และประธานบอร์ดสนามมวยลุมพินี จึงแต่งตั้ง พล.ท.สุชาติ แดงประไพ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นนายสนามมวยลุมพินี มีวาระดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 1 ปี      

ไม่เปลี่ยน "ลุมพินี"  หลังโควิดทบ.จัดทัพใหม่

วิกทหาร ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นับว่า พล.ท.สุชาติ แหวกประเพณีทหารมาเป็นนายสนามมวยลุมพินี โดยไม่ได้เป็นเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก    

วันที่ 17 พ.ย.2563 พล.ท.สุชาติ แดงประไพ ในฐานะนายสนามลุมพินีคนใหม่  ได้เปิดตัวทีมงาน ได้แก่ พล.ต.รณวุธ เรืองสวัสดิ์ รองนายสนามคนที่ 1, กชพร เผื่อนกลาง ตัวแทน บริษัทเทพมงคลเงินล้าน จำกัด ,สุรพล อุทินทุ ผู้บริหาร บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ “ชุ้น เกียรติเพชร” พีรพงศ์ ธีรเดชพงศ์ โปรโมเตอร์      

หลังจากปิดสนามมวยไป 8 เดือนกว่า พล.ท.สุชาติ ได้จัดระเบียบใหม่ และที่สำคัญเข้มงวดมาตรการเรื่องการป้องกันไวรัส โดยเปิดแข่งขันทุกวันอังคาร ศุกร์ และเสาร์ สัปดาห์ละ 3 วัน พร้อมถ่ายทอดสด ช่อง 5 ททบ. ตั้งแต่ 20.30-22.30 น.     

สถานการณ์วงการมวยไทยกำลังจะกลับมาคึกคักอีกหน ก็มาเจอโควิดรอบใหม่ พล.ท.สุชาติ จึงออกประกาศงดการจัดการแข่งขันชกมวย ที่สนามมวยเวทีลุมพินี และหากสถานการณ์ดีขึ้น จะกลับมาเปิดทำการแข่งขันใหม่อีกครั้ง     

ภารกิจของ พล.ท.สุชาติ ภายใน 1 ปี ที่วิกทหาร เหมือนจะมาคั่นเวลาอะไรสักอย่าง 

‘รมว.ศธ.’ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453948

‘รมว.ศธ.’ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

'รมว.ศธ.' ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

2 มกราคม 2564 – 19:20 น.

พิษโควิด-19 แพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่งผลให้ ‘ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ’ รมว.ศธ. ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดงทั้ง 28 จังหวัด ให้มีผลตั้งแต่ 4ม.ค.-31 ม.ค. 2564 หรือจนกว่า ศบค.มีประกาศเปลี่ยนแปลงให้อำนาจ ‘ปลัดศธ.’ สั่งปิดเรียนได้

วันที่ 2 ม.ค.2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ ใจความดังนี้

อ่านข่าว :เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

เรื่อง ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)มีการแพร่ระบาดรุนแรงหลายพื้นที่ในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้งเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและลดโอกาสการแพร่ระบาดใหม่ของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา4 และมาตรา 45 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวศึกษาธิการ พ ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ประกอบมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (4)

ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2558 และข้อ 7 วรรคหนึ่ง 3) ของระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษาเอกชน พ.ศ. 2563

จึงให้สถานศึกษาทุกแห่งของรัฐและเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.)กำหนด ใน 28 จังหวัด

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตาก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก

กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา

ปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรปราการ จันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง ชุมพร และระนอง ปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 ถึง วันอาทิตย์ที่ 31  มกราคม 2564 หรือจนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง กรณีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) ประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดเพิ่มเติมให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจสั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถานศึกษาต้องปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษดังกล่าว ให้ส่วนราชการต้นสังกัดกำหนดแนวทางจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ เช่น การสื่อสารแบบทางไกลหรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่สามารถจัดการเรียนการสอนโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ สถานศึกษา อาจจัดการเรียนการสอนโดยใบสั่งงานหรือมอบงานตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียน

ประกาศ ณ วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

(นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

'รมว.ศธ.' ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ สั่งปิดสถานศึกษาในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453943

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

2 มกราคม 2564 – 18:45 น.

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ความแตกต่างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต่อการระบาดของเชื้อโควิด19 รอบแรกและระลอกใหม่ จากความเงียบของผู้บริหารศธ. ทำหลายโรงเรียนสั่งปิดเรียนด้วยตัวเอง

อ่านข่าว : ศบค. ยกระดับ 28 จังหวัด “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

ต่างจากโควิด-19 รอบแรกที่ ศธ. สั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ สถานการณ์ที่รอวัดใจ วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 นักเรียนในครอบครัวที่มีผู้เดินทางกลับบ้านฉลองปีใหม่จากพื้นที่สีแดงต้องกลับมาเรียน จะป้องกันอย่างไร

ดูเหมือนว่า ช่วงเวลาที่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระบาดรอบแรก ในเดือนมีนาคม 2563 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันสั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศ

รวมทั้งมีมาตรการมากมายในการแก้ปัญหาออกมาอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับมีการให้เปิดทดลองจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ หรือ“เรียนออนไลน์” เป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่จะคัดกรองสถานศึกษาและเปิดเรียนตามปกติ 

โควิด-19 ระบาดรอบแรก ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาของการจัดการเรียนการสอน ครูต้องมีการจัดการเรียนการสอนชดเชย ถึงวันที่ 9 เมษายน 2564 เวลาเรียนจึงครบ 200 วัน ตามที่หลักสูตรกำหนด

ส่วนวิธีการจัดการเรียนสอนชดเชยนั้น ก็มอบหมายให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เหมาะสม แตกต่างกันไป ทำให้บางโรงเรียนต้องมาเรียนสัปดาห์ละ 6 วัน 

เกือบตลอดปีการศึกษา 2563 ยังไม่นับผลกระทบจากวัดหยุดราชการที่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้หยุดเพิ่มเติม ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563

แต่หลังจากวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ที่พบว่า มีการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อโควิด-19 และมีผู้ติดเชื้อสะสมเกือบหมื่นราย จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นหลักร้อยต่อวัน ต่างจากการระบาดในรอบแรก ที่ไม่รวดเร็วและรุ่นแรงเท่าการระบาดระลอกใหม่

โควิดระลอกใหม่ ไม่มีการสั่งการที่เด็ดขาดจากหน่วยงานระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล มีเพียงการมอบอำนาจต่อกันมาตามลำดับมี ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ตัดสินใจสั่งการ สำหรับสถานศึกษาไม่มีแนวทางปฏิบัติที่เด็ดขาดเหมือนรอบแรก พบว่า สถานศึกษาที่ปิดเรียนกรณีพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นการใช้ดุลพินิจของผู้บริหารสถานศึกษา แม้แต่เจ้าภาพหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่ฟันธง

วันจันทร์ที่่ 4 มกราคม 2564 ที่กำลังจะมาถึงเป็นวันแรกของการเปิดเรียนในปี 2564 ยกเว้นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ปิดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 17 มกราคม 2564 เป็นวันที่นักเรียนกลับจากการสังสรรค์กับครอบครัวและญาติ ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา จะมารวมกันที่โรงเรียน 

 ข้อมูลเชิงลึกจากสสจ.เพชรบูรณ์ ระบุว่า ข้อมูลการบันทึกผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดง เพื่อกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 บางจังหวัดมีหลายพันคน มาพักที่บ้าน ฉลองปีใหม่ และเดินทางกลับ

เป็นไปได้อย่างสูงที่นักเรียนกับสมาชิกในครอบครัวจะมีการสัมผัสกัน หากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงกลับไปยังต้องกักตัวต่อให้ครบ 14 วัน แล้วบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คนทำงาน ผู้สูงอายุ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร หลังจากนี้ผู้มีอำนาจและหน้าที่ควรพิจารณา

จากการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหว ของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการในการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563  นี้ ไม่ปรากกฎว่า มีการสั่งการที่ชัดเจนแต่อย่างใด ยังคงเงียบหายไปกับสายลม หรือจะต้องให้ประกาศคนหายเสียก่อน ถึงจะเริ่มทำงานกัน ในขณะที่แพทย์บางกลุ่มมีความเห็นว่า โควิดคุมไม่อยู่ ต้องล็อกดาวน์ด่วน

เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน
เปิดเรียน #4มกรา หลังหยุดยาวปีใหม่ ห่วงนักเรียนรับเชื้อเข้าสู่โรงเรียน

ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ ‘ขอความร่วมมือสูงที่สุด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453935

ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ ‘ขอความร่วมมือสูงที่สุด’

ทำไมถึงไม่ 'ล็อกดาวน์' แต่เลือกใช้ 'ขอความร่วมมือสูงที่สุด'

2 มกราคม 2564 – 16:40 น.

‘หมอทวีศิลป์’ โฆษก ศบค. ตอบชัด ทำไมถึงไม่ ‘ล็อกดาวน์’ แต่เลือกใช้ยาแรงรับมือโควิด-19 

วันที่ 2 ม.ค. 2564 นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด19 ประจำวัน และมาตรการในการควบคุม ป้องกันโควิด19 ว่าเมื่อเช้าวันนี้ เลขาสมช.ในฐานะประธานที่ประชุม มีการยกตัวอย่างการล็อกดาวน์แบบมีเคอร์ฟิว

อ่านข่าว : ศบค. ยกระดับ 28 จังหวัด “พื้นที่ควบคุมสูงสุด”

ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลขในขณะนั้น(ปี 2563)จำได้ชัดเจนว่ามีรายวานว่ายังมีคนที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวถูกจับเล่นการพนันก็มี ถูกจับโดยการออกมาแม้ไม่มีธุระฯลฯเราเห็นตัวเลขนี้อยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นถึงแม้จะมียาแรงใช้ตรงนี้ขึ้นมามากมาย ก็ไม่สามารถจัดการกับคนที่ส่อเจตนากับการที่จะทำไม่ถูกต้องได้ แต่คนที่เดือดร้อนกลายเป็นคนดีๆที่นอนแต่หัวค่ำ ปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเข้มข้น ต้องลำบากไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ขึ้นอยู่กับเรื่องของ “การขอความร่วมสูงที่สุด” การใช้กฎหมายอะไรทั้งหลาย ใช้ไม่ได้100%แน่นอนจะบอกว่าใช้ยาแรงก็ไม่ใช่เป็นผลบวกกับเราภาพรวมของทางเศรษฐกิจกลับมีผลกระทบมากมาย

“ฉะนั้นตอนนี้เจ็บไข้ที่ไหน ใช้ยาแรงตรงนั้น ฉีดยาตรงนั้น ทำให้เราสามารถที่จะใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ตลอด1ปีที่ผ่านมาในศึกครั้งนี้อันใหม่ ซึ่งการอธิบายให้เข้าใจทุกๆ คน เพื่อสู่กับเชื้อโรคนั้น

ผมขอบคุณสื่อที่ให้ความร่วมมือในช่วงศบค.แถลง ผ่าน NBT สถานีแม่ข่ายสัญญาณ เวลาสื่อสารทุกคนรับทราบหมด และขอบคุณโซเชียลมีเดีย ที่กระจายข่าวถึงประชาชนจนเกิดการขับเคลื่อนมาตรการที่เข้มข้นขั้น ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้ดีเน้นย้ำปฏิบัติตัวตามมาตราการสาธารณสุข”นายแพทย์ทวีศิลป์ ระบุ

ศบค.แบ่งพื้นที่เป็น 3 ระดับ คือ

1.พื้นที่ควบคุมสูงสุด28จังหวัด(สีแดง)

2.พื้นที่ควบคุม11 จังหวัด(สีส้ม)

3.พื้นที่เฝ้าระวัง 38 จังหวัด (สีเหลือง)

มาตรการที่กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด แบ่งเป็น 2 ขั้น

ขั้นที่ 1

– จำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการ

– ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

– ค้นหาและจับกุมกลุ่มบุคคลที่มั่วุมทำผิดกฎหมาย

– หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก

– ขอความร่วมมือไม่เดินทางข้ามจังหวัด

– สถานการศึกษาหยุดเรียนการสอนหรือใช้รูปแบบออนไลน์

– ให้มีการทำงานแบบWork from Homeทั่วทั้งพื้นที่ที่ศบค.กำหนด

– มีมาตรการควบคุมการเดินทางของบุคคลที่เดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด

– เร่งการตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและการสอบสวนโรคในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อและพื้นที่เชื่อมโยงที่ได้ข้อมูลจากการสอบสวนโรคของสธ.

เมื่อมาตรการขั้นที่1ควบคุมโควิดไม่ได้ ใช้ขั้นที่ 2

– จำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานประกอบการเพิ่มมากขึ้น(รวมทั้งจำกัดการเปิดกอจการบางประเภทด้วย)

– ปิดสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

– เพิ่มความเข้มข้นในการเร่งค้นหาและจับกุมกลุ่มบุคคลที่มั่วสุมทำผิดกฎหมาย

– งดจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก

– เพิ่มความเข้มข้นในมาตรการควบคุมเดินทางข้ามจังหวัด

– สถานศึกษายังคงหยุดการเรียนการสอนเว้นกิจกรรมที่มีความจำเป็น

– เร่งรัดการตรวจค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกและการสอบสวนโรคในพื้นที่ที่เสี่ยงกิจกรรม/กิจการที่เสี่ยงกลุ่มบุคคลเสี่ยง

– จำกัดเวลาออกนอกเคหะสถานในพื้นที่ที่ศปก.จังหวัดกำหนด

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น “รุก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453906

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น “รุก”

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

2 มกราคม 2564 – 11:40 น.

รับศักราชใหม่ “ทักษิณ” ไม่นิ่ง ชิงพื้นที่สื่อ เปิดเกมการเมือง-โควิด  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
    
เริ่มศักราชใหม่ “ทักษิณ ชินวัตร” ชิงพื้นที่ข่าว ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ว่าด้วยเรื่องการเมืองและโควิด ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ทักษิณมักจะอวยพรปีใหม่สั้นๆ ไม่มีกลิ่นอายการเมือง

อ่านข่าว…  “แม้ว” หนาว พท.ร่วงระนาว

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

ทักษิณ ขยับแต่ต้นปี

ช่วงปลายปีที่แล้ว “ทักษิณ” พร้อมน้องสาว “เยาวภา-ยิ่งลักษณ์” สร้างปรากฏการณ์แปลกๆ ด้วยการกระโจนเข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะเชียงใหม่ และเชียงราย เหมือนเล่นเกมเดิมพัน    

ภาพรวมผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่สู้จะเป็นผลดีแก่ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยมากนัก แม้จะชนะในสนามเชียงใหม่ แต่ก็แพ้ในเชียงราย รวมถึงสนามภาคอีสานอีกหลายจังหวัด    

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ในนาม “บ้านใหญ่” กลับยึด อบจ.ได้ครึ่งค่อนประเทศ ฉะนั้น ทักษิณจึงไม่นิ่งนอนใจ จะเล่น “เกมหมอบ” แบบเดิมๆ ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว    

ประกอบกับเยาวชน นักศึกษายังเคลื่อนไหวไม่หยุด มีลักษณะก้าวหน้ากว่าขบวนการคนเสื้อแดงที่ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ทักษิณจึงอยู่นิ่งไม่ได้ เพราะขบวนการคนรุ่นใหม่นั้น มีความใกล้ชิดกับพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า    

หากเครือข่ายฝ่ายทักษิณไม่ขยับอะไรเลย ย่อมจะสูญเสียฐานมวลชนคนรุ่นใหม่ให้กับฝ่ายธนาธรไปทั้งหมด และอาจถูกชิงฐานคนรากหญ้าในอนาคต

แม้วเลิกหมอบ เปลี่ยนรับเป็น "รุก"

ปมร้อนจดหมายน้อย ที่เชียงใหม่ ทำเพื่อไทยระทึกขวัญ

++
ทักษิณสู้
++
ท่วงทำนองการให้สัมภาษณ์ของทักษิณครั้งล่าสุด ก็คล้ายจะทำตัวเป็น “คนนอก” วงการเมือง และขอทำตัวเป็นผู้หวังดีแก่ชาติบ้านเมือง    

เมื่อนักข่าวถามว่า คนในตระกูลชินวัตร ยังมีผู้นำทางการเมืองหรือไม่ ทักษิณ ตอบว่า “พอก่อนครับ ต้องร้องเพลงเจ็บนี้อีกนาน”     

ทักษิณยืนยันว่า หากกลับเมืองไทยได้ ก็จะขอกลับมาเลี้ยงหลานเท่านั้น “..มีความรู้สึกอยากเลี้ยงหลานแล้วแก่แล้ว ไม่ได้คิดอะไรมาก ใครอยากขอคำปรึกษาขอคำแนะนำ ผมมันเป็นอาจารย์เก่า ชอบอธิบาย ชอบสอนคนอยู่แล้ว ทำหน้าที่พวกนี้ได้ การเมืองนั้นแก่แล้ว วัย 72 แล้ว จะไปนั่งเล่นการเมืองอะไรอีก มีแต่ห่วงบ้านเมืองเท่านั้น จะกลับเมืองไทยเมื่อไรนั้น มันไม่ใช่ผมเป็นคนกำหนดครับ”    

ถ้ามองจากการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่ผ่านมา ดูช่างตรงกันข้ามกับคำให้สัมภาษณ์ข้างต้นนี้ “ทักษิณ” ไม่คิดอยากจะแค่เลี้ยงหลานเท่านั้น 

++
เสี่ยงยุบพรรค
++
สิ่งที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กำลังเป็นกังวลอยู่ในเวลานี้ คือ กรณี ทักษิณ ชินวัตร เขียนจดหมายผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก และอัดคลิปวิดีโอ ขอเสียงสนับสนุนให้เลือก พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย รวมถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ อันอาจขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียง     

ประเด็นทักษิณหาเสียงในมุมมองทางกฎหมาย รวมถึงการกระทำลักษณะดังกล่าว ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อาทิ มาตรา 28 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” ยังต้องรอการพิจารณาของ กกต.    

ว่ากันว่า วงการประชุมกรรมการบริหารพรรคได้ถกเรื่องจดหมายทักษิณ ก็รู้สึกห่วงประเด็นทางข้อกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบมาถึงสมาชิกพรรค และพรรคเพื่อไทย ถึงขั้นยุบพรรค โดยเฉพาะการนำเนื้อหาทางจดหมายมาผลิตซ้ำ นำไปอ่านขยายผล เพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมือง    

เริ่มศักราชใหม่ จึงเป็นปีระทึกขวัญของชาวพรรคเพื่อไทย อันเนื่องจาก “จดหมายน้อย” ของทักษิณ   

‘คมคาย’ คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453869

‘คมคาย’ คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

1 มกราคม 2564 – 18:37 น.

บทเรียนเพื่อไทย มหาสารคาม ขาดเอกภาพจึงพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส.บางคน เตรียมแยกไปตั้งพรรคใหม่

++
    การขับเคลื่อนพรรคการเมืองใหม่ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อยู่ในความสนใจของผู้คนมากขึ้น เมื่อ “บิ๊กเนม” พรรคเพื่อไทย เริ่มทยอยเปิดตัวลาออกจากพรรคเก่าไปพรรคใหม่
    จ.มหาสารคาม ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมี ส.ส.มหาสารคาม เป็นดาวเด่นในเพื่อไทย 2 คนคือ สุทิน คลังแสง และยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ซึ่งอยู่คนละขั้ว คนหนึ่งสนิทคุณหญิงหน่อย อีกคนหนึ่งใกล้ชิดสารวัตรเฉลิม 
    ปัจจุบัน ส.ส.มหาสารคาม 5 คน เป็นของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์, ไชยวัฒน์ ติณรัตน์ ,ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์  และ สุทิน คลังแสง
    ดังที่รู้กัน 5 ส.ส.มหาสารคามนั้น ไม่ได้เป็นเอกภาพ แบ่งออกเป็น 3 มุ้งย่อยคือ คลังแสง, จรัสเสถียร และศิริพานิชย์
    ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม ที่เพิ่งผ่านมา คมคาย อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย จึงโกยแต้ม 192,119 คะแนน ชนะศรีเมือง เจริญศิริ พรรคเพื่อไทย ที่ได้ 118,762 คะแนน 

++
แพ้สามหนซ้อน
++
    ศรีเมือง เจริญศิริ เป็นสายตรงทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และพยายามจะยึด อบจ.มหาสารคาม 3 ครั้ง แต่พ่ายหมด
    ปี 2551 ศรีเมือง ส่งภรรยา รังสิมา เจริญศิริ ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.มหาสารคาม แต่ก็แพ้
ยิ่งยศ อุดรพิมพ์ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม 
    ปี 2554 ศรีเมือง ส่งลูกชาย ชนาวีร์ เจริญศิริ ลงแข่งกับ คมคาย อุดรพิมพ์ ภรรยา ยิ่งยศ อดีตนายก อบจ.มหาสารคาม ปรากฏว่า ลูกชายศรีเมืองพ่ายอีกสมัย
    ปี 2563 ศรีเมือง ลงสมัครนายก อบจ.มหาสารคาม ด้วยตัวเอง ทำศึกล้างตากับคมคาย เจ้าเก่า แต่ก็แพ้เป็นหนที่สาม
    มีข้อน่าสังเกต ศรีเมือง ลงสนามในนามพรรคเพื่อไทย พร้อมประกาศรายชื่อคณะผู้บริหาร อบจ.มหาสารคาม ที่เป็นตัวแทน ส.ส.เพื่อไทย มหาสารคาม
    มีทั้งประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม หลายสมัย , ประวัติ ทองสมบูรณ์ อดีตส.ว. มหาสารคาม, สุรจิตร ยนต์ตระกูล อดีต ส.ส.มหาสารคาม, รัฐ คลังแสง ลูกชายของสุทิน คลังแสง และพลพัฒน์ จรัสเสถียร น้องชายของยุทธพงศ์ จรัสเสถียร 

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

           เพื่อไทยเที่ยวนี้ มาเต็มทีม ยังพ่ายภูมิใจไทย

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมเพื่อไทย มหาสารคาม เปิดหน้าสู้ในสนามท้องถิ่น ก่อนหน้านั้น ภรรยาและลูกของศรีเมืองลงสนาม ก็เป็นเรื่องของตระกูล “เจริญศิริ” ไม่เกี่ยวกับพรรค ศรีเมืองจึงถูกจับตามองว่า ศึกหนนี้ไม่พลาดแน่
    พลันที่นับคะแนนเสร็จ ศรีเมืองแพ้คมคายทุกอำเภอ หลายอำเภอ ตัวแทนเพื่อไทยแพ้ขาด ประหนึ่งว่า เพื่อไทย ไม่มี ส.ส.ในมหาสารคาม

'คมคาย' คัมแบ็คเพื่อไทยร้าว บทเรียนสารคาม

              คมคาย กลับมาเป็นนายก อบจ.สมัยที่  2 

   เหมือนปี 2554 พรรคเพื่อไทยชนะพรรคภูมิใจไทย คว้า ส.ส.ยกจังหวัด แต่เลือกตั้งนายก อบจ. กลายเป็นว่า ตัวแทนภูมิใจไทยชนะ
    ปี 2562 เพื่อไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส. ภูมิใจไทยพ่ายยับเยิน แต่กลับมาชนะในศึกเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม 
    ผลเลือกตั้งนายก อบจ.มหาสารคาม สะท้อนความขัดแย้งในเพื่อไทย ส่งผลถึงความรักความศรัทธาของมวลชนลดลง สะท้อนอาการเกียร์ว่างของ ส.ส.มหาสารคาม เพื่อไทย    

เหนืออื่นใด ชาวมหาสารคามเลือกเป็น แยกการเมืองสนามระดับชาติกับท้องถิ่น และให้บทเรียนคนแดนไกล ไม่ใช่ส่งเสาไฟฟ้า แปะยี่ห้อเพื่อไทย แล้วคนจะเลือกทุกครั้งไป