‘เฟลอ’เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘เฟลอ’เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ.

'เฟลอ'เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ.13 สิงหาคม 2563 – 16:57 น.

จับตา “จุฬาฯ มาแน่” แฟลชม็อบฝั่งจามจุรี อาจมีเซอร์ไพร์ซยิ่งกว่า “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน”

++
    หลังแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ไปแล้ว

    วันศุกร์ที่ 14 ส.ค.2563 ก็ถึงคิวกลุ่ม Spring Movement และคณะจุฬาฯ จัดบ้าง
    “เบื่อแล้วเฟรชชี่ ปีนี้ขอม็อบ ศุกร์นี้มีม็อบ! ยืนยันว่ามีแน่ๆและมาแน่ๆ เจอกันที่สนามจุ๊บ!!!!”
    ที่น่าสนใจคือ กลุ่ม Spring Movement ที่เป็นแกนจัดการชุมนุมครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นนิสิตหญิงแห่งรั้วจุฬาฯ

'เฟลอ'เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ.

                      สิรินทร์ มุ่งเจริญ แกนนำกลุ่มจัดกิจกรรมจุฬามาแน่

'เฟลอ'เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ.

++
ดอกไม้บานยุคใหม่
++
    กลุ่ม Spring Movement คือกลุ่มนิสิตจุฬาฯ ผู้รวมตัวกันเป็นครั้งแรกในงานชุมนุม “จุฬาฯ รวมพล” เมื่อ ก.พ.2563
    หลังงานนั้น กลุ่มนิสิตผู้จัดงาน ต้องการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมต่อไป จึงรวมกลุ่มกันในชื่อ Spring Movement อันสื่อถึงการผลิบานขึ้นอีกครั้งหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยนิสิตนักศึกษา 
    “แม้อาจจะต้องเผชิญกับอุปสรรค กลุ่ม Spring Movement ก็จะเดินหน้าต่อสู้ และยืนเด่นโดยท้าท้ายต่อไป เช่นเดียวกับการผลิบานของดอกไม้ตามธรรมชาติ”
    เมื่อการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก วันที่ 18 ก.ค.2563 กลุ่ม Spring Movement ได้จัดทำโปสเตอร์ 16 ผู้ถูกอุ้มหายไปแจกจ่าย 

'เฟลอ'เฟี้ยว จุฬามาแน่ แรงไม่แพ้ มธ.

++
เฟลอเจ้าเก่า
++
    ถ้ายังจำกันได้ ผู้จัดงานแฟลชม็อบจุฬาฯ รวมพล เคยตกเป็นข่าว กรณีชักธงดำในรั้วจามจุรี ซึ่งภายหลัง แกนนำจุฬาฯ รวมพล ได้ออกมาชี้แจงว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ของจุฬาฯ ได้เชิญธงชาติลงและนำธงชาติออกไปแล้ว เหลือเพียงแต่เสาและเชือก จึงพยายามจะชักธงดำและไม่ได้มีการสัมผัส หรือแสดงอาการลบหลู่ดูหมิ่นธงชาติไทยแต่อย่างใด 
    ตอนนั้นชื่อ “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ อดีตรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ คนที่ 2 ตกเป็นข่าวเกรียวกราว เพราะเธอเป็นผู้ถือธงดำไปที่เสาในวันนั้น
    ปี 2560 เฟลอ ได้ร่วมกับกิจกรรมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ร่วมกับ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ 
    ต้นปี 2563 “เฟลอ” จับมือ “บอล”  จัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่โด่งดัง จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนใจตัวเธอมากขึ้น 
    พลันที่เกิดกรณี “วันเฉลิม” ถูกอุ้มหายไปในเขมร “เฟลอ” และเพื่อนในกลุ่ม Spring Movement จึงเข้าร่วมรณรงค์ตามหาวันเฉลิม รวมถึงการจัดทำโปสเตอร์ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย
    น่าจับตา กิจกรรมจุฬาฯ มาแน่ ในวันศุกร์จะมีอะไรเซอร์ไพรซ์ เหมือนที่ลานพญานาค ธรรมศาสตร์หรือไม่?

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก13 สิงหาคม 2563 – 15:41 น.

“2 ขา 1 เข็มมุ่ง” ชัดเจนแล้ว ระหว่างพรรคก้าวไกลกับขบวนการประชาชน บนท้องถนน 

++
แม้พรรคก้าวไกล จะไม่แสดงออกอย่างชัดเจน เหมือนครั้งที่พรรคเพื่อไทย กับองค์กร นปช. เดินหน้ายุทธศาสตร์ 2 ขาคือ ในสภาและท้องถนน 
 

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคก้าวไกล ไม่แสดงตัวชัดเหมือนพรรคเพื่อไทย 

อ่านข่าว…   นัดแล้วไม่มา “ก้าวหน้า” ไปไหน ‘ก้าวไกล’ใจไม่ถึง

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก

มีตัวละครอยู่เบื้องหลังม็อบเยาวชน ที่ยังไม่เปิดตัวเยอะ

อย่างไรก็ตาม “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ออกแถลงการณ์ส่วนตัว ผ่านแฟนเพจส่วนตัวต่อกรณี 10 ข้อเสนอของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยความตอนหนึ่งระบุชัดว่า 

“พรรคก้าวไกลก็พร้อมปกป้องและหนุนหลังประชาชนอยู่เสมอ เพื่อยืนยันว่า เราทุกคนจะมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดในการแสดงความเห็น”  

พูดง่ายๆ ประชาชนเป็นกองหน้า และพรรคก้าวไกลจะเป็นแนวหลังที่ไว้วางใจได้
++
2 ขาโดยธรรมชาติ
++
จริงๆ แล้ว ตัวละครที่เป็นแกนนำบนท้องถนนในวันนี้ อย่าง อานนท์ นำภา และผองเพื่อนอีกหลายๆ คน ล้วนแต่เป็น “คนหน้าเดิม” มาแต่ยุคต้าน คสช.ปี 2558 

เพียงแต่หลังเลือกตั้งทั่วไป 2562 มีอดีตแกนนำคนอยากเลือกตั้งอย่าง “รังสิมันต์ โรม” และอีกหลายๆ คนได้เข้าไปอยู่ในสภาฯ บ้างเป็น ส.ส. บ้างเป็นผู้ช่วย ส.ส. บ้างเป็นกรรมาธิการฯ 

พลันที่ “อานนท์ นำภา” และ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ นำพาขบวนแฟลชม็อบ ลงสู่ท้องถนนอีกรอบ “ส.ส.โรม” และเพื่อนชาวพรรคก้าวไกลก็ต้องเข้ามาดูแลเพื่อนๆ 

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก

ม็อบใหญ่ของกลุ่มเพื่อน ส.ส.โรม พรรคก้าวไกล

ขบวนการแฟลชม็อบ กับพรรคก้าวไกล จึงเดินไปตามยุทธศาสตร์ “2 ขา” โดยอัตโนมัติ

++
เข็มมุ่งก้าวสู่ไทยใหม่
++
คณะประชาชนปลดแอก พัฒนารูปองค์กรจากเครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ โดยมีแกนนำนักศึกษา 8 คน จาก 6 กลุ่มกิจกรรมการเมือง  

ตัวละครแถวหน้าคือ  “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี , ”อั่ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. ในฐานะโฆษกของคณะประชาชนปลดแอกcและ ณัฐชนน ไพโรจน์ หัวหน้าพรรคโดมปฏิวัติ มธ.

2 ขา 1 เข็มมุ่ง ก้าวไกล ในม็อบปลดแอก

ส่วนตัวละครแถวสองคือ อานนท์ นำภา, ปิยรัฐ จงเทพ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์  

วันที่ 16 ส.ค.2563 คณะประชาชนปลดแอก นัดชุมนุมใหญ่ ทดสอบกำลังยกสอง โดยยืนยีน 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ หยุดคุกคามประชาชน,ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา 

พวกเขามี 2 จุดยืน 1. ต้องไม่มีการทำรัฐประหาร 2. ต้องไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 

ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ 1 ความฝันคือ การมี “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” อย่างแท้จริง ซึ่งแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้จุดประกายการเคลื่อนไหวไว้แล้วเมื่อ 10   ส.ค.2563 

ขบวนการประชาธิปไตยไทยยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า รวมถึงพลังนักเรียน นักศึกษา ต่างมีเข็มมุ่งเดียวกันคือ นำพาประเทศไทย ก้าวสู่สังคมใหม่ ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยเสรีนิยม

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์13 สิงหาคม 2563 – 11:30 น.

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์ 10 ข้อเสนอของม็อบธรรมศาสตร์ สั่นสะเทือน ยิ่งกว่า “112 ริกเตอร์” ที่นักวิชาการและคนเสื้อแดง เปิดเกมรุกเมื่อ 8 ปีที่แล้ว คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
8 ปีที่แล้ว ปรากฏการณ์ “112 ริกเตอร์” ไปได้ไกลที่สุดแค่ถึงสภา ก่อนปิดฉากลงเมื่อ “สภา 300 เสียง” ของพรรคร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงตีตกร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 

วันนี้ “10 ข้อเสนอ” จากแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จะไปถึงจุดไหน ยากจะคาดเดา เพราะเงื่อนไขสภาพทางการเมือง และสังคมเปลี่ยนจากเดิมไปมากทีเดียว

อ่านข่าว…   ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์

นักวิชาการกับคนเสื้อแดง เคลื่อนไหวแก้ ม.112
++
คณะนิติราษฎร์
++
ปี 2555 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขบวนการมวลชนคนเสื้อแดงเติบโต และมีหลากหลายกลุ่ม นักวิชาการหัวก้าวหน้าสมัยนั้น ได้อาศัยสถานการณ์ “แดงทั้งแผ่นดิน” ขยับยกระดับการต่อสู้ 

เริ่มจาก “วรเจตน์ ภาคีรัตน์“ จัดตั้ง “คณะนิติราษฎร์” ในนามกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

จากนั้น คณะนิติราษฎร์ได้ส่งไม้ต่อให้ “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา  

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาสาเป็นหัวหอก ครก.112 โดยมีกลุ่ม “แดงเวทีเล็ก” ที่มี “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” และ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประสานงานกับแดงอิสระทั่วประเทศ 

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์

พรรคเพื่อไทย หักอกนักวิชาการ
++
112 ริกเตอร์
++
27 พ.ค.2555 ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ของ ครก. 112 โดยระบุว่า มีผู้ร่วมลงชื่อแก้กฎหมายมาตรา 112 ทั้งสิ้น 38,281 คน  

ในแถลงการณ์อ้างว่า “เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่การเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้แผ่ซ่านลงลึกไปถึงผู้คนรากหญ้า คนรากหญ้าเข้าใจถึงปัญหาของมาตรา 112”       

29 พ.ค.2555 กลุ่ม ครก. 112 และคนเสื้อแดง รวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีผู้นำคานมาหาม กล่องสีดำใส่รายชื่อจำนวน  26,968 รายชื่อ เคลื่อนสู่อาคารรัฐสภา 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ตัวแทน ครก.112 ยื่นหนังสือและรายชื่อผ่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ 2 สมัยนั้น  

1 พ.ย.2555 ขณะที่อาจารย์ชาญวิทย์ อยู่ที่สหรัฐ ก็ได้รับข่าวร้ายจากพรรคพวกที่เมืองไทยว่า สภาฯ เขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่เสนอโดยภาคประชาชนทิ้งแล้ว 

ชาญวิทย์  จึงสิ้นศรัทธาทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพราะยังเล่นการเมืองเกี้ยเซียกับชนชั้นนำ ไม่ได้แสดงความกล้าหาญที่จะอภิวัฒน์ประเทศไทย

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์

10 ข้อเสนอที่แรงกว่า 112 ริกเตอร์

++
ดอกผล ครก.112
++ 
แม้กลุ่มนักวิชาการหัวก้าวหน้าจะรู้สึกผิดหวังต่อนักเลือกตั้ง แต่พวกเขาก็ได้สร้างผู้สืบทอดแนวคิดดังกล่าว ผ่านคนรุ่นใหม่ในนาม “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” (แอลแอลทีดี) ที่ได้เข้าร่วมเป็นคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)  

“รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในวันนี้ ก็คือดอกผลของการเคลื่อนไหว ครก.112  

ในปัจจุบัน พรรคโดมปฏิวัติ ภายใต้การนำของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้มาสานต่อภารกิจของ ครก.112 และยกระดับข้อเรียกร้องให้สูงขึ้น มิเพียงแค่แก้ไขมาตรา 112 

จาก 112 ริกเตอร์ ถึงม็อบธรรมศาสตร์

ปนัสยา แกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม

แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นองค์กรเฉพาะกิจเพื่อกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ได้เสนอ 10 ข้อเรียกร้องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนยิ่งกว่าปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ 

เหนืออื่นใด พวกเขามีองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ (อมธ.) โดยการนำของ “น้ำผึ้ง” พร้อมพร พันธุ์โชติ นักศึกษาชั้นปี 3 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เป็นกองหนุน

วัดใจนายกฯ-ขุนคลัง หั่นงบ”คมนาคม” 30-40% นำเม็ดเงินฝ่าวิกฤต ศก.! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วัดใจนายกฯ-ขุนคลัง หั่นงบ”คมนาคม” 30-40% นำเม็ดเงินฝ่าวิกฤต ศก.!

วัดใจนายกฯ-ขุนคลัง หั่นงบ"คมนาคม" 30-40% นำเม็ดเงินฝ่าวิกฤต ศก.!12 สิงหาคม 2563 – 15:42 น.

วัดใจนายกฯ-ขุนคลัง หั่นงบ”คมนาคม” 30-40% นำเม็ดเงินฝ่าวิกฤต ศก.! ตรงนี้คือความกล้าหาญบนเวทีการเมืองที่เเท้จริงที่เลือกประโยชน์ของประเทศในภาพรวมมากกว่าอิทธิพลเเละเเรงต่อรองของบางพรรคร่วมรัฐบาล

“ครม.ประยุทธ์2/2” ได้ฤกษ์ทำงานเเล้ว ณ บัดนี้ 

 ไฮไลท์หลักอยู่ที่ทีม “ครม.เศรษฐกิจ”ว่าจะพารัฐบาลฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปได้อย่างไร

“ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯเเละรมว.ต่างประเทศ,สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.พลังงาน ,ปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง รวมทั้งสองรมต.เเรงงาน”คือส่วนหนึ่งของ“ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่“อยู่ในอาณัติการดูเเลของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

หากจะเพ่งน้ำหนักว่าใครคือ”ตัวจริง เสียงจริง” ที่จะชี้ว่ารัฐบาลควรให้น้ำหนักกับการเเก้วิกฤตเศรษฐกิจในคราวนี้อย่างไรนั้น..คงไม่พ้น”ปรีดี” เพราะอดีตผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเเละอดีตนายกสมาคมธนาคารไทยคนนี้คือคนกุมพังงารัฐบาลลำดับที่สองรองจากพล.อ. ประยุทธ์

ความเชื่อมั่นจากภาคเอกชน การเงิน การคลัง การลงทุน ตลาดหุ้นนั้นช่วงที่ผ่านมานั้น จะให้เครดิต”ขุนคลัง”เสมอ 

เเละคราวนี้ก็เช่นกัน ปัญหาเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 ลามทั่วโลก ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เดิมๆคงต้องพับไว้คาหิ้ง เเล้วกางตำราฉบับใหม่มาใช้เเทนเพราะโลกวันนี้เเละวันหน้าเปลี่ยนไปเเบบไม่มีทางย้อนกลับไปเเบบวันวานอีกต่อไปเเล้ว…

 ปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้ง 4 เครื่องยนต์ คือ การบริโภค(Consumption),การลงทุน (Investment),การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government spending)และการส่งออกสุทธิ (Net Export)ที่จะชี้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)จะหันหัวขึ้นหรือปักหัวลงนั้น..ยามนี้ทุกคนรู้คำตอบเลวร้ายที่สุดตามการประเมินของหลายฝ่ายไปเเล้ว เเต่วิธีหาทางเเก้ไขในยามนี้คือสิ่งสำคัญสุด…

 ดังนั้นการรื้อเเผนใช้งบประมาณเพื่อเเก้วิกฤตเศรษฐกิจในภาพรวมคือ การพินิจว่างบประมาณตัวใดควรนำมาใช้ก่อน หลังตามภารกิจจำเป็นเร่งด่วนเพื่อนำเม็ดเงินไปใช้ให้ตรงจุดนั้น “ขุนคลัง”ต้องพินิจเเล้วเสนอนายกฯพิจารณา

พูดง่ายๆEconomic reboundหรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้นจะไวหรือช้านั้นอยู่ที่มุมมองของ”ขุนคลัง”ที่จะวางเเผนให้ประเทศ ….

ตอนนี้คนไทยภาคเกษตรกร ,พ่อค้าเเม่ขาย, ผู้ใช้เเรงงาน ,ชนชั้นกลาง ,เอสเอ็มอี คือกลุ่มหลักที่ต้องการเม็ดเงินสนับสนุนการเคลื่อนตัวทางเศรษฐกิจ หากปล่อยไว้เเล้วไม่มีการวางเเผนให้ฟื้นตัว รับรองว่าเศรษฐกิจไทยกู่ไม่กลับเเน่หากปล่อยคนเหล่านี้หมดเเรงเเละลมหายใจสู้ชีวิต ปัญหาของเมืองไทยจะหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี2540เเน่นอน

ดังนั้นการเลือกตัดเเละจัดสรรงบประมาณใหม่ตามความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อมิให้เม็ดเงินกระจุกตัวไปยังบางภาคส่วน เเล้วกระจายเม็ดเงินไปในวงกว้างเเทนนั้นจึงควรเป็นเข็มทิศหลักของรัฐบาลคราวนี้

โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนด้านคมนาคมที่จะมีการก่อสร้างระบบขนส่งทางอากาศ,ทางบกเเละระบบราง,ทางน้ำที่ต้องลงทุนมหาศาลเเละใช้งบผูกพันหลายปี โดยเม็ดเงินหลักจะะอยู่ในมือผู้รับสัมปทาน,ผู้รับเหมาก่อสร้างเพียงไม่กี่รายเเละกว่าประเทศจะได้รับอานิสงส์ในการลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบปีต่อหนึ่งเมกะโปรเจกต์ดังนั้นหน้าที่”ขุนคลัง”ในวันนี้คือพิจารณาว่าโครงการใดควร/ไม่ควรใช้งบประมาณในคราวนี้

หากเพ่งมองไปยังร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จำนวน3.3ล้านล้านบาทนั้น ในส่วนของกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 231,924.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.64% เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2563 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 197,149 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นวงเงิน 34,775.09 ล้านบาท รวมทั้งงบฟื้นฟูเยียวยาโควิด-19

 โดยสรุป คือ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแผนงานเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงินดำเนินการประมาณ 1.4 แสนล้านบาท 
1. การเยียวยาผู้ประกอบการคมนาคมขนส่งทางบก วงเงิน 7,000 ล้านบาท 
2. แผนงานนำยางพารามาใช้ในด้านความปลอดภัยทางถนน ทำ Rubber Fender Barriers (แบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา) และเสาหลักนำทางยางพารา วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งขอรับจัดสรรงบฯ ปี 64 ไม่ทัน 
 3. แผนงานโครงการก่อสร้างถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยว วงเงิน 90,000 ล้านบาท

“สายข่าว”รายงานว่างบประมาณตรงนี้ “ขุนคลัง”จ่อหารือกับนายกฯว่าหากมีการปรับลด/ชะลอ/ยกเลิกบางโครงการตามความจำเป็นเร่งด่วนในภารกิจของ กระทรวงคมนาคมลงไปราวร้อยละ30-40 นั้นเเล้วนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นที่ให้ผลตอบเเทนเเบบทันทีทันควันเเละตรงกลุ่มเป้าหมายน่าจะตอบโจทย์มากกว่า

“ขุนคลัง”ต้องหาวิธีนำเม็ดเงินขั้นต้นไปลงทุนทางเศรษฐกิจที่ให้ผลบวกระยะสั้น,ตรงกลุ่มเป้าหมายน่าจะเข้าเป้ากว่า 
ดังนั้นหากนายกฯเเละขุนคลังกล้าหาญเเละเลือกประโยชน์ของชาติมากกว่าเเรงกดดันทางการเมือง(พรรคภูมิใจไทยกำกับดูเเลกระทรวงคมนาคม)ตรงนี้คือความกล้าหาญบนเวทีการเมืองที่เเท้จริงที่เลือกประโยชน์ของประเทศในภาพรวมมากกว่าอิทธิพลเเละเเรงต่อรองของบางพรรคร่วมรัฐบาล

หากนายกฯเเละขุนคลังดำเนินการข้างต้นได้จริง..ประวัติศาสตร์จะจารึกปรากฏการณ์นี้ไว้ชั่วนิรันดร์…

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์12 สิงหาคม 2563 – 15:09 น.

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์ แกนนำม็อบธรรมศาสตร์คือใคร ไม่เพียงแต่ฝ่ายความมั่นคงจะตามหา คนทั่วไปก็อยากทราบ เพราะกล้าทะลุเพดาน 

++
ปฏิกิริยาหลังกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” มีมากมายหลายเรื่องราว ทั้งภายในฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายตรงข้าม 

สิ่งหนึ่งที่ผู้สนใจการชุมนุมแฟลชม็อบ อยากทราบว่า ใครเป็นแกนนำ “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม”  

อ่านข่าว…   “ปวิน” จิกกัด ก้าวไกลไม่ทน

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

“รุ้ง ปนัสยา” แกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม

ที่เปิดหน้าเป็นเสมือนโฆษกกลุ่มธรรมศาสตร์ และการชุมนุมคือ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล โฆษกสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และนักศึกษาคณะคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
++
เพื่อนเพนกวิน
++
ก่อนแฟลชม็อบภาค 2 จะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณี “วันเฉลิม” หายตัวไป ก็จะมีภาพของ “รุ้ง” ปนัสยา และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชีวารักษ์ ทำกิจกรรมทางการเมืองในนาม สนท. 

ย้อนไปแฟลชม็อบภาคแรก เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2563 ได้มีการจัดกิจกรรม “รวมพลังธรรมศาสตร์ ทวงคืนอนาคต” ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต  

วันนั้น ปนัสยา ร่วมกับ พริษฐ์ ชิวารักษ์ และณัฐชนน ไพโรจน์ หัวหน้าพรรคโดมปฏิวัติ มธ. เป็นแกนนำจัดกิจกรรมดังกล่าว 

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

รุ้งจะเคลื่อนไหวคู่กับเพนกวิน

สำหรับการชุมนุมที่ลานพญานาค ครั้งใหม่ “เพนกวิน” และพรรคโดมปฏิวัติ ไม่ได้เป็นเจ้าภาพ แต่ “รุ้ง” ยังเข้าร่วมทำกิจกรรมในฐานะโฆษก สนท. 

ดังนั้น รุ้งจึงเป็นผู้แถลงข่าวเป็นระยะๆ รวมถึงการเปิดเผยถึงรูปแบบการการตั้งเวที พร้อมจอแอลอีดีขนาดใหญ่เป็นฉาก อุปกรณ์แสงสีสำหรับการใช้แสดงดนตรี และการปราศรัยด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากการชุมนุมที่ผ่านๆมา  

อย่างไรก็ตาม การชุมนุมวันนั้น ไม่ได้มีการเปิดเผยแกนนำจัดกิจกรรมคนอื่นๆ นอกจากตัวรุ้งคนเดียว
++
อมธ.ยุคใหม่
++
ช่วงก่อนการจัดกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ในหน้าเพจองค์การนักศึกษามหาวิทยาธรรมศาสตร์ (อมธ.) จะมีข่าวการเตรียมการจัดการชุมนุมใหญ่ต่อเนื่อง 

หากพิจารณาเผินๆ นึกว่า อมธ.จัดการชุมนุมเอง ดีแต่มีเพจธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นกระบอกเสียงคนจัดงานแทน 

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

น้ำผึ้ง นายก อมธ.คนปัจจุบัน

หลังมีข่าวเชิงลบต่อการชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” เกี่ยวกับข้อเสนอ 10 ข้อ ต่อสถาบันเบื้องสูง 

องค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ จึงออกแถลงการณ์ชี้แจงใน
ผู้อำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ร่วมกับหน่วยงานราชการ แก่นักศึกษาในการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา 

อมธ.มีความเห็นว่าประเด็นดัง 10 ข้อเสนอฯ “..ไม่ใช่เรื่องที่ขัดต่อกฏหมายแต่เป็นการแสดงออกซึ่งสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิ่งที่ปราศรัยออกไปนั้นเป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตยและมีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติทั้งสิ้น” 

ไผเป็นไผผ่าม็อบธรรมศาสตร์

“อมธ.” คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมชุมนุม

อนึ่ง นายก อมธ.คนปัจจุบันคือ “น้ำผึ้ง” พร้อมพร พันธุ์โชติ นักศึกษาชั้นปี 3 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งธรรมศาสตร์เพิ่งมีการเลือกนายก อมธ.เมื่อปลายเดือน เม.ษ.ที่ผ่านมา 

“น้ำผึ้ง” พร้อมพร มาจากพรรคคนกันเอง และเคยเป็นรองประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คนที่ 2 เมื่อปีที่แล้ว 

งานอำนวยความสะดวกให้การชุมนุมใหญ่ 10 ส.ค.2563 เป็นภารกิจแรกของนายก อมธ.ที่ชื่อ น้ำผึ้ง

“ปวิน” จิกกัด ก้าวไกลไม่ทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ปวิน” จิกกัด ก้าวไกลไม่ทน

"ปวิน" จิกกัด ก้าวไกลไม่ทน12 สิงหาคม 2563 – 12:30 น.

“ปวิน” จิกกัด ก้าวไกลไม่ทน ปวินห้าว โชว์ผลงาน “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” กดดัน “ก้าวไกล” เดินตามเกม

++
หลังสร้างโฟนอินมาที่เวทีกิจกรรม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” เมื่อสองสามวันที่แล้ว “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ญี่ปุ่น ได้ใช้เพจ Pavin Chachavalpongpun ประกาศความเป็นเจ้าของม็อบผ่านสื่อ LA Times เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2563 

ปวินภูมิใจใน “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือน เม.ย.2563 มีสมาชิกเกือบ 9 แสนคน

อ่านข่าว…  กระแสสูง แดงลี้ภัย 112 ดีใจใกล้กลับบ้าน 

วันเดียวกัน ปวินยังเหน็บแนมพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า “นักศึกษาออกมาแล้ว และกำลังถูกคุกคาม พรรคฝ่ายค้านจะไม่ออกมาปกป้องเหรอ หรือหน้าด้านรอตีกินอย่างเดียว” 

หลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์เตือนนักศึกษาอย่าก้าวล่วงสถาบัน ปวินก็โพสต์สวนทันที “และแล้วพรรคฝ่ายค้านก็เทนักศึกษาอย่างเลือดเย็น”
++
ก้าวไกลไม่ทน
++ 
พรรคฝ่ายค้านที่ปวินพูดถึง เป้าหมายน่าจะอยู่ที่พรรคก้าวไกล เนื่องจาก “ปวิน” ตั้งเป้าโจมตี “ธนาธร-ปิยบุตร” มาแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ 

สาเหตุที่ปวินแค้นนักแค้นหนา เพราะพรรคอนาคตใหม่ ไม่ชูนโยบายแก้มาตรา 112 ดุจเดียวกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ไม่พอใจอนาคตใหม่ ในประเด็นเดียวกัน 

ตกช่วงเย็นวันที่ 11 ส.ค.2563 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จึงให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ เกี่ยวกับ 10 ข้อเรียกร้องใหม่ของนักศึกษา 

“เราในฐานะพรรคก้าวไกล จะยืนยันว่าข้อเสนอแบบนี้ต้องสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ในสังคมประชาธิปไตยที่มีเหตุผล มีวุฒิภาวะ และมีสติ” 

พิธายังเก็บแต้มจากนักศึกษาว่า “ในขณะนี้พื้นที่ปลอดภัยของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็กำลังหดหายลงไป ซึ่งเราขอเรียกร้องไปยังสังคมและสถานศึกษาว่า อย่าผลักไสพวกเขาออกไปจากพื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้เลย” 

++
ไม่สรุปบทเรียน
++
พรรคก้าวไกลพยายามลุกขึ้นมาปกป้องนักศึกษา เพราะพวกเขาเหล่านี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรค 

ทั้งๆ ที่แกนนำพรรคก้าวไกลก็ทราบดีว่า “สมศักดิ์-ปวิน” คือผู้จุดชนวนให้นักศึกษา ขยับยุทธวิธีใหม่ ชูคำขวัญทะลุเพดาน 

เหมือนช่วงหลัง 14 ตุลา อดีตผู้นำนักศึกษา พยายามไม่พูดถึงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ที่เข้ามีอิทธิพลทางความคิดเหนือขบวนการนักศึกษาไทยบางกลุ่ม 

นักการเมืองปีกฝ่ายค้าน ที่เคยผ่านสมรภูมิ 14 ตุลา ก็พูดแต่กระทิงแดง นวพล แต่ไม่พูดถึงการขยายงานการ “จัดตั้ง พคท.” ในเมือง 

พูดง่ายๆ ไม่พูดถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง 6 ตุลา อย่างรอบด้าน

“เอนก” เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เอนก” เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ

"เอนก" เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ12 สิงหาคม 2563 – 11:10 น.

“เอนก” เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ แฟลชม็อบในรั้วอุดมศึกษา ข้อเสนอทะลุเพดานของเด็กๆ ท้าทายฝีมือ “เอนก” รัฐมนตรีคนเดือนตุลา

++
เหมือนถูกที่ถูกเวลา “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” กับตำแหน่งรัฐมนตรีการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เนื่องจากคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีความตื่นตัวทางการเมือง ไม่ต่างสมัยช่วงก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516
 

40 กว่าปีที่แล้ว “เอนก” คือผู้นำนักศึกษา ไม่ต่างจากเพนกวิน หรือหลานๆ อีกหลายร้อยคนที่ลุกขึ้นมาจากกิจกรรมแฟลชม็อบในรั้วมหาวิทยาลัย พ.ศ.นี้

อ่านข่าว…  มหาชนภาค 2 พรรค”เหล่าธรรมทัศน์”

"เอนก" เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ

ครอบครัว “เหล่าธรรมทัศน์”

เอนกเป็นนิสิตแพทย์ และนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มุ่งสู่เทือกเขาบรรทัด ก่อนเคลื่อนไปสู่ภูพยัคฆ์
 

จากวนาคืนสู่นาคร เป็นอาจารย์สอนหนังสือด้านรัฐศาสตร์ ก่อนเข้าสู่โหมดการเมือง ทั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,หัวหน้าพรรคมหาชน และผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย


++
บทเรียน 6 ตุลา 
++
เหตุการณ์ 14 ตุลา นำมาซึ่งกระแสสูงแห่งการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ขบวนการนักศึกษาก้าวรุดหน้าไปอย่างฮึกห้าวเหิมหาญ แต่ก็ใช่ว่า ความคิดของนิสิต นักศึกษาจะไปทางเดียวกัน 100% หากแต่ยังมีความแตกต่างความคิด และการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ภายในสถาบันการศึกษาอยู่
 

จุฬาฯ ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มีระบบโซตัสแข็งแกร่ง กลุ่มนิสิตหัวก้าวหน้า-ภูมิธรรม เวชยชัย และเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ ได้จัดตั้ง “พรรคจุฬา-ประชาชน” ถือว่าเป็นพรรคปีกซ้ายในจุฬา
 

พรรคจุฬา-ประชาชน พยายามส่งคนเข้าชิงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ (นายก สจม.) แต่ก็พ่ายแพ้แก่พรรคแนวคิดอนุรักษนิยม 2 ปีซ้อน
 

ปีการศึกษา 2519 “ภูมิธรรม-เกรียงกมล” ดันสุธรรม แสงปทุม นิสิตจุฬาฯ เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และพรรคจุฬา-ประชาชน ส่ง “เอนก เหล่าธรรมทัศน์”  เข้าชิงนายก สจม. คราวนี้ฝ่ายซ้ายจุฬาฯได้รับชัยชนะ 
 

เอนกในฐานะนายก สจม. ได้นำนิสิตจุฬาฯ เข้าร่วมการชุมนุมต้านการกลับมาของจอมพลถนอมที่ธรรมศาสตร์ จนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา
 

หลังรัฐประหาร เอนกและเพื่อนๆ เดินทางล่องใต้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตเทือกเขาบรรทัด (พัทลุง ตรัง สตูล) ภายใต้ร่มธงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ต่อจากนั้น เอนกขึ้นไปอยู่สำนัก 61 (สำนักผู้นำนักศึกษา) ภูพยัคฆ์ น่านเหนือ

 ปี 2524 เอนกคืนสู่นาคร ตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางการศึกษาจากแพทย์ศาสตร์มาศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและคณบดี คณะรัฐศาสตร์ 

"เอนก" เสนาบดีคนตุลากลางไฟม็อบ

อาจารย์เอนก กับลูกชาย และหลานสาว แห่งพรรค รปช.

++
คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า
++
จากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เอนกในบทบาทนักวิชาการมาโด่งดังจากงานวิชาการเรื่อง ‘สองนคราประชาธิปไตย’ ที่ว่า “คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล” 

เมื่อปี 2561 เอนกให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อออนไลน์ The 101 World เกี่ยวกับการอธิบายสังคมไทยด้วยเรื่องคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ว่า “ผมเองก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่ครับ เคยเป็นเยาวชน และตระหนักเสมอว่าคนรุ่นใหม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือไม่มีใครผูกขาดความเป็นคนรุ่นใหม่ได้ คนรุ่นใหม่ไม่ได้เพิ่งมี มีมานานแล้ว” 

อย่างไรก็ตาม อเนกยังมีความเชื่อว่า คนรุ่นเก่า-ใหม่ จะไม่หักโค่นกัน 

“ในสยามหรือในไทยนั้น ประวัติศาสตร์มักจะเปลี่ยนแปลงแบบไม่หักโค่น คนสองรุ่น เก่า-ใหม่ มักไม่ห้ำหั่นกัน ตรงข้าม มักจะต่อรอง กดดัน พลาง แต่ก็ปรองดองไป เจรจาไปพลางด้วย หรือ บ่อยครั้งก็กลับมาปรองดอง รอมชอมกันได้เสมอ” 

ความขัดแย้งระหว่างเก่า-ใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย รอต้อนรับรัฐมนตรีคนเดือนตุลาอยู่แล้วในนาทีนี้

พลิก 6 คดีดังยุค “วงศ์สกุล” ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พลิก 6 คดีดังยุค “วงศ์สกุล” ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา12 สิงหาคม 2563 – 10:47 น.

เจาะประเด็นร้อน ไม่ได้มีแค่คดี บอส อยู่วิทยา ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง พลิก 6 คดีดังยุค “วงศ์สกุล” ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

หลังจากที่มีรายงานข่าวว่า “นายเนตร นาคสุข” รองอัยการสูงสุด คนสำคัญที่ คนไทยทั้งประเทศ อยากฟังเสียง อยากเจอหน้ามากที่สุด ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ต่อ อัยการสูงสุดแล้ว ท่ามกลางความมึนงงของผู้คน เพราะคณะกรรมการ ที่แต่ละหน่วยงานตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา การสั่งไม่ฟ้อง คดี “นายวรยุทธ อยู่วิทยา” หรือ “บอส อยู่วิทยา” ขับรถโดยประมาทอันเป็นสาเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ว่าทำไมถึงกลับลำจากที่ อัยการ เคย “สั่งฟ้อง” แต่เป็น “สั่งไม่ฟ้อง”

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

เสียงชาวบ้าน ร้านตลาด ออกมาเรียกร้องให้ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ยับยั้งหนังสือลาออกนี้ก่อน เพื่อให้ นายเนตร ได้เดินหน้าให้ข้อมูล เล่าความจริง กับคณะกรรมการทุกชุด ไม่ว่าจะเป็น ของ อัยการ , กรรมาธิการ ทุกชุด , และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่มี นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ขอให้สังคมได้รู้ก่อนว่า ทำไม เพราะเหตุใด คนที่ขับรถชนตำรวจตาย แล้วหลบหนี จึงไม่มีความผิดใดๆเลย

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

และเมื่อเรามาลองมาตรวจสอบดูคดีดังๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจ ในยุคที่ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ก็พบว่า มีอยู่ 6 คดีดังที่ อัยการสูงสุดท่านนี้ สั่งไม่ฟ้อง , ไม่อุทธรณ์คดี  และอยู่ระหว่างรอชี้ขาด ถึงแม้ว่าทุกฝ่ายจะดำเนินการสอบสวนจนสิ้นกระแสความแล้ว ซึ่งมีการใช้ดุลยพินิจในบางเรื่องบางคดีเป็นที่กังขาของสังคม

นอกจากคดี นายวรยุทธ หรือ “บอส อยู่วิทยา” ทายาทเจ้าของกิจการเครื่องดื่มชูกำลังดังคับโลกที่ “รอดทุกข้อหา” อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคดีแรก ที่คนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจ  เมื่อเราตรวจสอบย้อนหลังกลับไปยังพบว่ามีคดีสำคัญๆ ที่เป็นข่าวโด่งดังอีกอย่างน้อยๆ 5  คดีที่สังคมคาใจการทำงานของอัยการยุคนี้

เริ่มจากคดีที่ ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายพานทองแท้ หรือ “โอ๊ค” ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นคดีต่อเนื่องแตกลูกจากคดีทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร

โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ก็มีความเห็นแบบเดียวกัน และยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแบบมีความเห็นแย้ง คือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนให้ลงโทษจำคุก 4 ปีกับจำเลย (นายโอ๊ค) โดยไม่รอลงอาญา แต่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะกลับให้ยกฟ้อง

เมื่อศาลยกฟ้องแบบมีความเห็นแย้งเช่นนี้ โดยปกติอัยการต้องยื่นอุทธรณ์ เพราะอัยการก็มีความเห็นสั่งฟ้องคดีมาตั้งแต่แรก แต่อัยการกลับมีความเห็นไม่อุทธรณ์คำพิพากษา ทำให้ดีเอสไอทำความเห็นแย้งกลับมา เพื่อให้อัยการยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ แต่สุดท้าย นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ในฐานะรักษาการอัยการสูงสุด ลงนามในคำสั่ง “ไม่อุทธรณ์” ทำให้คดีถึงที่สุด โดยนายเนตร เป็นคนเดียวกับที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนายบอสจน “รอดทุกข้อหา”

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

จากคดีโอ๊ค แล้วยังมีคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งโยงถึงวัดพระธรรมกาย โดยศาลพิพากษาจำคุกผู้เกี่ยวข้องไปแล้วหลายคดี / แต่ในคดีที่ดีเอสไอยื่นฟ้อง นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการทุจริต ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจากสหกรณ์ฯ ปรากฏว่าอัยการสำนักงานคดีพิเศษมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

ต่อมาพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำความเห็นแย้ง ขณะนี้เรื่องอยู่ที่อัยการสูงสุด รอคำสั่งชี้ขาดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องอีก 1 คดีที่รอการชี้ขาดของอัยการสูงสุดมานานหลายเดือนแล้ว ก็คือ คดีทุจริตงบประมาณก่อสร้างสนามฟุตซอลของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยผู้ถูกกล่าวหา คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล พร้อมพวก

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

คดีนี้มี 7 สำนวน ในสำนวนแรก คณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่งสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องมายังสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ฝ่ายอัยการตรวจสำนวนแล้วพบข้อไม่สมบูรณ์ จึงต้องตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ป.ป.ช. เพื่อแก้ไขข้อไม่สมบูรณ์นั้น ซึ่งคณะทำงานร่วมได้พิจารณาแล้ว มีมติให้สั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา จากนั้นได้ส่งมติและสำนวนให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาล แต่จนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเกือบ 2 เดือนแล้ว อัยการสูงสุดยังไม่ได้ชี้ขาด ทั้งๆ ที่ตามขั้นตอนตามกฎหมาย ป.ป.ช. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561) มาตรา 77 อัยการสูงสุดไม่น่าจะมีความเห็นเป็นอื่นได้อีก นอกจากนำคดียื่นฟ้องต่อศาลเท่านั้น

คดีที่กลายเป็นเผือกร้อนในมืออัยการสูงสุด ยังมีอีกอย่างน้อย 2 คดี

หนึ่งคือ คดีที่อัยการกลับคำสั่งจาก “ฟ้อง” เป็น “ไม่ฟ้อง” นางนิภา วิระเทพสุภรณ์ และ นายธนพล วิระเทพสุภรณ์ ภรรยาและลูกชายของ เสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์ หลังถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีเจ้าหน้าที่บุกทลายสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเคร็ท ในข้อหาค้ามนุษย์ แต่ศาลยกฟ้อง และภายหลังอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ ได้อ้างคำพิพากษาที่ยังไม่ถึงที่สุดนี้ ทบทวนคำสั่งฟ้อง กลายเป็น “สั่งไม่ฟ้อง” ทั้งนางนิภา และลูกชาย ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เห็นพ้องด้วย ไม่ทำความเห็นแย้ง ทำให้คดีในส่วนนี้ถึงที่สุด นางนิภากับลูกพ้นมลทิน ส่วนเสี่ยกำพลหลบหนีไปตั้งแต่ถูกดำเนินคดี

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

คดีนี้แม้จะเกิดขึ้นก่อนที่นายวงศ์สกุลจะขึ้นเป็นอัยการสูงสุด แต่หลังจากเกิดเรื่อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ออกมาแฉทำนองว่า “นาย ว.” ซึ่งกำลังจะไปทำงานใหญ่โตแถวถนนแจ้งวัฒนะ เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดี ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดต้องออกมาแถลงปฏิเสธข่าว ว่านาย ว.ไม่ได้หมายถึง นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษในขณะนั้น ซึ่งเป็น “ว่าที่อัยการสูงสุด”

ต่อมา นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์ และเครือข่าย 13 องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ร้องขอให้ตรวจสอบดุลยพินิจของอัยการในคดีนี้ นายกฯจึงสั่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดยุค นายวงศ์สกุล ตรวจสอบ รวมถึงประเด็นการติดตามตัวเสี่ยกำพลที่ไม่มีความคืบหน้าด้วย

การตรวจสอบเรื่องนี้ยืดเยื้อมานานตั้งแต่ต้นปี โดยไม่มีการสรุปผลออกมา และผู้ที่เป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบ คือ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ซึ่งเคยเป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูง ทำให้มูลนิธิรณสิทธิ์ และเครือข่าย 13 องค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ไม่เชื่อมั่น โดยเฉพาะหลังจากที่ นายเนตร นาคสุข ได้ลงนามในคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ และยังเป็นผู้ที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนายบอส จน “รอดทุกข้อหา” ด้วย

พลิก 6 คดีดังยุค "วงศ์สกุล" ไม่ฟ้อง-ไม่อุทธรณ์-รอชี้ขาด ย้ำรอย บอส อยู่วิทยา

สอง คือคดีอุ้มฆ่า บิลลี่ หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่มี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 คนตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งดีเอสไอพบหลักฐานใหม่ และทำสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องส่งให้อัยการ กลายเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปีที่แล้ว

แต่ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 63 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีในข้อหาหลักทั้งหมด คงคำสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียว คือ ยึดน้ำผึ้งป่าของบิลลี่ไปโดยมิชอบเท่านั้น พร้อมส่งสำนวนเป็นเอกสารทั้งหมด 17 แฟ้มคืนกลับให้ดีเอสไอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ส.ค.63 ดีเอสไอได้ทำความเห็นแย้งอัยการ และส่งสำนวนกลับไปให้อัยการสูงสุดชี้ขาด ซึ่งนับเป็นเผือกร้อนอีก 1 คดีในมือของนายวงศ์สกุล ซึ่งก็ต้องรอลุ้นว่าอัยการสูงสุดจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนในการชี้ขาด

“หมอประเวศ”แนะทางออกประเทศ หลังเกือบ100ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หมอประเวศ”แนะทางออกประเทศ หลังเกือบ100ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน

"หมอประเวศ"แนะทางออกประเทศ หลังเกือบ100ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน11 สิงหาคม 2563 – 17:30 น.

เกือบ100 ปี ประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน แม้แก้ไขรัฐธรรมนูณขึ้นใหม่กว่า 20 ฉบับ เกิดเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้ง ปฏิวัติรัฐประหารหลายรอบ…..”ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แนะทางออกประเทศ

          เกือบ100ปีประชาธิปไตยไม่ไปถึงไหน

นับแต่ 24 มิถุนายน 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว ประชาธิปไตยก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ มีปฏิวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ กว่า 20 ฉบับ มีความรุนแรงนองเลือดหลายครั้ง ทุกวันนี้ยังมีความขัดแย้งทางการเมือง และการเมืองยังด้อยคุณภาพ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

ในวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ทั่วโลก ได้เห็นภาพคนไทยทุกภาคส่วนรวมตัวกันต่อสู้พยายามเอาชนะสงครามโควิด-19 และทำได้ค่อนข้างดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีชื่อเสียงขจรไกล แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีศักยภาพที่ซ่อนเร้นนอกระบบการเมือง

การเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย สังคมส่วนใหญ่ได้ก้าวล้ำหน้าการเมืองไปแล้ว ฉะนั้นทิศทางการพัฒนาประเทศไทยหลังโควิดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ สังคมจะต้องเข้ามาช่วยพัฒนาการเมืองให้ก้าวหน้าและมีคุณภาพสูง ไม่ใช่ปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น อย่างมากก็ 4,000 – 5,000 คน แม้บางคนจะดี แต่ส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเรื่องเจตนาและคุณภาพ

​​​​​​​อีกประการหนึ่งคือระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจ แม้มีความจำเป็นเมื่อเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่5(ร.5)แต่ในสังคมปัจจุบันที่ซับซ้อนและมีปัญหายากๆ ระบบอำนาจไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ดึงดูดให้มีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงขึ้น เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ โดยเข้าครอบงำระบบราชการที่รวมศูนย์ 

         เพราะฉะนั้น “การเลือกตั้ง” จึงเป็นเพียงรูปแบบหรือกลไกของประชาธิปไตยเท่านั้น แต่เนื้อแท้หรือสาระเป็นการรวมศูนย์อำนาจหรือเผด็จการ “หาใช่ประชาธิปไตยไม่ “

         ระบบการเมืองการปกครองจึงขาดคุณภาพ และเป็นปัญหาของประเทศเรื่อยมาและหาทางออกไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนมากที่จะเข้าใจและแก้ไข แต่สังคมไทยก็เจ็บปวดมามากเกินพอแล้วจากระบบการเมืองการปกครองที่ไม่ลงตัว

        คนไทยทุกภาคส่วนควรจะถือโอกาสหลังวิกฤตโควิด พัฒนาประชาธิปไตยให้เป็นเครื่องมือพาประเทศไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริงให้ได้

จับกังเมืองชล ยินดี “เพื่อนเฮ้ง” แบกน้ำตาลจนได้ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จับกังเมืองชล ยินดี “เพื่อนเฮ้ง” แบกน้ำตาลจนได้ดี

จับกังเมืองชล ยินดี "เพื่อนเฮ้ง" แบกน้ำตาลจนได้ดี11 สิงหาคม 2563 – 15:10 น.

จับกังเมืองชล ยินดี “เพื่อนเฮ้ง” แบกน้ำตาลจนได้ดี จับกังหญิงแหลมฉบัง ซูฮก “เพื่อนเฮ้ง” คนจริง แบกน้ำตาลมาด้วยกัน ได้ดีไม่ลืมเพื่อนเก่า

++
เป็นที่ทราบกันดีว่า สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ โตมาจากอาชีพจับกัง แบกน้ำตาลท่าเรือแหลมฉบัง ชลบุรี  

เมื่อเร็วๆนี้ แฟนเพจเฟซบุ๊ก “ทีมเฮ้ง” ได้สัมภาษณ์ “เจ๊เยาว์” พเยาว์ ทองเงิน วัย 54 ปี อดีตเพื่อนร่วมงาน “รมต.เฮ้ง” สมัยทำงานอยู่ท่าเรือแหลมฉบัง

อ่านข่าว…  ละครชีวิต “เฮ้ง” ลูกน้ำเค็ม จากกุลีสู่ “จับกัง 1” 

จับกังเมืองชล ยินดี "เพื่อนเฮ้ง" แบกน้ำตาลจนได้ดี

“เจ๊เยาว์” และครอบครัว

“พอเจ๊ได้ข่าว ก็รีบโทรไปหา แสดงความยินดีกับท่าน เพราะไม่นึกไม่ฝันว่า คนที่เคยทำงานแบกน้ำตาลมาด้วยกัน จะได้เป็นรัฐมนตรี ท่านก็คุยแบบไม่ถือตัวเลย” 

เจ๊เยาว์ไม่นึกไม่ฝันว่า คนขายแรงอย่างเพื่อนเฮ้งจะมีบุญมีวาสนาได้เป็นรัฐมนตรีแรงงาน 

“ท่านเป็นลูกพี่ เป็นหัวหน้าของเจ๊ ตอนนั้นเรียกเจ๊ยังไง ตอนนี้ก็เรียกเจ๊เหมือนเดิม”  

เรื่องนิสัยใจคอของ “รมต.เฮ้ง” เจ๊เยาว์บอก เป็นคนขยันขันแข็ง ใจถึง ชอบช่วยเหลือลูกน้อง ช่วยเหลือผู้คน แม้ไม่ได้ทำงานอยู่ตรงนี้แล้วท่านก็ยังดูแลลูกน้องเก่า ถามสารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ ไม่ทิ้งลูกน้องเลย 

“ไว้ใจได้เลย เข้าใจหัวอกแรงงานแน่นอน”  

ทุกวันนี้ เจ๊เยาว์ ยังทำงานที่เคอร์รี่ ซีพอร์ต ท่าเรือแหลมฉบังที่เดิมครับ แต่ที่เพิ่มเติมมาก็คือ การเติบโตในหน้าที่การงานของเจ๊เยาว์ และอดีตเพื่อนร่วมงานของเจ๊ที่ชื่อ “เฮ้ง”  

จับกังเมืองชล ยินดี "เพื่อนเฮ้ง" แบกน้ำตาลจนได้ดี

ชีวิตเสี่ยเฮ้ง

“เจ๊ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ให้ท่านได้ช่วยเหลือประชาชนและพี่น้องแรงงานอย่างที่ท่านตั้งใจ เพราะท่านเหมาะสมกับตำแหน่งนี้  เจ๊รู้ว่าท่านเป็นคนยังไง เจ๊รู้ดี เราเคยทำงานด้วยกันมาก่อน” 

สุชาติ ชมกลิ่น ไม่เคยปิดบังชีวิตครอบครัวแต่ครั้งวัยเยาว์ โดยพ่อเป็นจับกัง เป็นยาม และแม่ขายขนมครก อยู่หน้าตลาดหนองมน

“ชีวิตก็เหมือนละคร เหมือนนิยาย พ่อเป็นยาม แม่ขายขนมครก ใครจะคิดว่าจะมาเป็น ส.ส. มาถึงวันนี้ไม่คิดอะไร กำไรเท่าไหร่แล้ว ให้ชีวิตมีความสุขเข้าไว้”  

ช่วงวัยหนุ่ม เคยแบกน้ำตาล-ข้าวสารอยู่ท่าเรืออ่าวไทย 7 ปี ชีวิตลำบาก รับเหมาเป็นกุลี ทำเรือสินค้าส่งออกข้าว น้ำตาลอยู่เกาะสีชัง จึงรู้จักกับเจ๊เยาว์