ศึกปากน้ำ วัดบารมี “ป้อม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศึกปากน้ำ วัดบารมี “ป้อม”

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"30 มิถุนายน 2563 – 15:18 น.

เลือกตั้งซ่อมปากน้ำเดือดแน่ พิสูจน์ศักดิ์ศรีบารมี “บิ๊กป้อม” ประมุขคนใหม่ของ พปชร. เพื่อไทยกับก้าวไกลคงปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป 

++
เหมือนต้อนรับหัวหน้าพรรคคนใหม่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ 9 ขุนพลพลังประชารัฐ เมื่อศาลวินิจฉัยแจกใบเหลือง “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” ส.ส.สมุทรปราการ ต้องพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และกกต.ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ยังดีที่พระเอกกรุง ลงสมัคร ส.ส.ได้

สนามเลือกตั้งเขต 5 สมุทรปราการ ประกอบด้วย อ.บางบ่อ, อ.บางเสาธง และ อ.บางพลี (เฉพาะตำบลหนองปรือและตำบลราชาเทวะ) ซึ่งผลการนับคะแนนคราวที่แล้วเป็นดังนี้


อ่านข่าว…  ทันควัน “พรรคก้าวไกล” ประกาศส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง จ.สมุทรปราการ หลัง “กรุง ศรีวิไล” โดนใบเหลือง

กรุงศรีวิไล สุทินเผือก พรรคพลังประชารัฐ ได้ 41,745 คะแนน, สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 11 ได้ 33,007 คะแนน และตรัยวรรธน์ อิ่มใจ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 31,430 คะแนน

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"

การเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 สนามปากน้ำ ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษคือ “กระแสลุงตู่” กับ “กระแสธนาธร” จึงทำให้พรรคเพื่อไทย ที่ยึดครองพื้นที่ปากน้ำ พ่ายทุกเขต 

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้ 6 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่มาแรงแซงเพื่อไทย ได้ 1 ที่นั่ง โดยตระกูล “อัศวเหม” กลับมาผงาดเหนือสมุทรปราการอีกครั้ง
++
โหนทักษิณ
++
กรุง ศรีวิไล หรือกรุงศรีวิไล สุทินเผือก เหมือนดาราหลายๆคน ที่ชื่นชอบทักษิณ ชินวัตร เมื่ออดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ไปตั้งเวทีม็อบไล่เผด็จการ ที่ท้องสนามหลวง “กรุง” ก็ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นครั้งแรก

ช่วงกลางปี 2550 กรุงพาชาวบ้านแถว อ.บางบ่อ และ อ.บางพลี ไปชุมนุมต้าน คมช.ที่ท้องสนามหลวงเป็นระยะ จนถึงปลายปีเดียวกัน มีเลือกตั้งทั่วไป กรุงจึงได้ลงเล่นการเมืองระดับชาติ

บังเอิญ สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ 2 สมัยซ้อน ลาออกจากพรรคไทยรักไทย ไปสังกัดพรรคชาติไทย ตามคำแนะนำของบิดา-ประเสริฐ สุขวัฒน์ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ กลายเป็นช่องว่างให้พระเอกกรุง เป็นตัวแทนพรรคพลังประชาชน(อดีตไทยรักไทย) แทนสลิลทิพย์

เวลานั้น เลือกตั้งแบบพวงใหญ่ ด้วยกระแสรักทักษิณ กรุงจึงได้เป็น ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 (อ.บางพลี,อ.บางเสาธง และอ.บางบ่อ) ร่วมกับ ส.ส.เก่า-จิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ ส่วนสลิลทิพย์สอบตก

ศึกปากน้ำ วัดบารมี "ป้อม"

++
บทเรียนพระเอก
++
ปี 2553 กรุง ศรีวิไล ประกาศย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และปีถัดมา ลงลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ขณะที่สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ ทิ้งพรรคชาติไทย กลับมาพรรคเพื่อไทย(อดีตพลังประชาชน) เหมือนสวนทางกับกรุง

ปรากฏว่า กรุงพ่ายแพ้ยับเยิน เจอกระแส “ทรยศทักษิณ” และ “นารีขี่ม้าขาว” ใครก็ทราบดีว่า ปากน้ำเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของคนเสื้อแดง

เวลานั้น พรรคภูมิใจไทยของเนวิน ถูกคนเสื้อแดงขึ้นบัญชีดำไว้เลย ต้องถล่มให้เละ พระเอกกรุงก็เละจริงๆ

ปี 2562 กรุงตัดสินใจอำลา “นายใหญ่บุรีรัมย์” มาสวมเสื้อพลังประชารัฐ โดยร่วมทีม “อัศวเหม” เป็นครั้งแรก

หากวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่เป็นตัวแปร ที่ทำให้กรุงชนะสลิลทิพย์ เมื่อคนเสื้อแดงหรือฝ่ายประชาธิปไตยจำนวนมากทีเดียวที่เทคะแนนให้อนาคตใหม่

การเลือกตั้งซ่อมเขต 5 สมุทรปราการ ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เชื่อว่า สื่อทุกสำนักจะให้ความสนใจเยอะกว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา 

โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ยุคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเชื่อว่า กรุงศรีวิไล ลงสนามอีกรอบ จะต้องชนะแบบพระเอก แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อพรรคก้าวไกล(อดีตอนาคตใหม่) ประกาศสู้ศึกแต่ไก่โห่

คุณหญิงหน่อยก็คงไม่พลาด ขอโหนสนามเลือกตั้งขอบกรุง สร้างกระแสให้ตัวเองอีกรอบ

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ “ฉายแสง” พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ “ฉายแสง” พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว30 มิถุนายน 2563 – 07:42 น.

“จาตุรนต์ ฉายแสง” เดินหน้าสลัดภาพ “เด็กทักษิณ” สร้างพรรคใหม่ ฉกอดีตอนาคตใหม่ ยึดเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
กลุ่มแคร์เปิดตัวไปแล้ว แม้จะไม่ปัง แต่ก็ดังระดับหนึ่ง ยังเหลือแต่พรรคการเมืองใหม่ของ “อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง รอเวลาเปิดม่าน

เสี่ยอ๋อยออกมาย้ำแล้วว่า พรรคใหม่นี้ ไม่ใช่พรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พรรคไทยรักษาชาติ 2 ไม่ใช่พรรคคนเดือนตุลา น่าจะเป็นแบบอย่างการก้าวข้ามทักษิณอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านข่าว…  พรรคแม้วใหม่ ทางรอด “เสี่ยอ๋อย”

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

4 พี่น้อง ก้อย อ๋อย โก้ เปิ้ล

40 กว่าปีที่แล้ว “เตี่ยนันต์” ร่วมกับเพื่อนนักการเมืองตั้ง “พรรคสันติชน” จนได้ร่วมรัฐบาลหม่อมคึกฤทธิ์ ในอนาคตอันใกล้นี้ ลูกชายคนโตของ “เตี่ยนันท์” จะสานฝันสร้างพรรค คอการเมืองต้องรอชม
++
ฉายแสงไม่ดับแสง
++
นักการเมืองโบราณ “อนันต์ ฉายแสง” ในวัย 93 ปี มีบุตร-ธิดา 4 คน ล้วนแต่รับมรดกเตี่ยคือเป็นนักการเมืองหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็น “อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง, “ก้อย” กลยุทธ ฉายแสง , “โก้” วุฒิพงศ์ ฉายแสง และ “เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง

“เตี่ยนันต์” เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2501 และอีก 2 ปีต่อมา เป็นเทศมนตรี กระทั่งมีเลือกตั้งทั่วไปปี 2512 เตี่ยนันท์ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ไม่สังกัดพรรค

หลัง 14 ตุลา อนันต์ ฉายแสง รวบรวมเพื่อน ส.ส.ตั้งพรรคสันติชน ได้ ส.ส. 8 คน เข้าร่วมรัฐบาลคึกฤทธิ์ ได้โควต้ารัฐมนตรี 2 เก้าอี้คือ ปรีดา พัฒนถาบุตร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ อนันต์ ฉายแสง รัฐมนตรีช่วยคมนาคม เมื่อปี 2518

ทิ้งแม้วสิ้นมนต์ "ฉายแสง" พรรคใหม่ ยึดท้องถิ่นแปดริ้ว

ยศสิงห์ ตัวแทนตระกูล “ฉายแสง”

ตอนนั้น ร.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) เป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรีปรีดา พัฒนถาบุตร ทักษิณจึงรู้จักเตี่ยนันต์เป็นอย่างดี

ลูกๆในตระกูลฉายแสง จะเล่นการเมืองตามคำแนะนำของเตี่ยนันต์ ไม่ว่าท้องถิ่น หรือ ส.ส. จาตุรนต์ จึงกลายเป็นนักการเมืองที่ย้ายพรรคบ่อยที่สุด

จนมาถึงยุคพรรคไทยรักไทย ตระกูลฉายแสง ก็ลงหลักปักฐานอยู่กับตระกูลชินวัตร และเลือกตั้ง 2554 “วุฒฺิพงศ์-ฐิติมา” สอบตกหมด 

ปี 2562 โชคร้าย พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนของสองพี่น้องที่เขต 1 และเขต 4 จึงไหลไปที่พรรคอนาคตใหม่
++
ซิวอนาคตใหม่
++
การเมืองระดับชาติ ตระกูลฉายแสง ไม่ได้ผูกขาดสนาม มีสอบได้ สอบตกเป็นเรื่องปกติ แต่การเมืองสนามเล็ก ต้องใช้คำว่า “โคตรผูกขาด”

เมื่อ “เสี่ยก้อย” กลยุทธ ฉายแสง เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลฉะเชิงเทรา 7 สมัยแล้ว ซึ่งคนแปดริ้วทราบดีว่า พ่อแม่ค้าที่วัดหลวงพ่อโสธร ล้วนเป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นกับตระกูลฉายแสง

สำหรับ อบจ.ฉะเชิงเทรา ตระกูลฉายแสง แตะมือ “นายกสิงห์” จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ นายกเทศมนตรีตำบลบางผึ้ง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา วางแผนยึดเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว

ตอนนี้ “นายกสิงห์” จะออกงานร่วมกับกลยุทธ ฉายแสง และวุฒิพงษ์ ฉายแสง (ตอนนี้ เจ๊เปิ้ลไปหาลูกสาวที่ต่างประเทศ) เป็นประจำ

จริงๆ แล้ว นายกสิงห์เคยเสนอตัวเป็นว่าที่นายก อบจ.แปดริ้ว ของพรรคอนาคตใหม่ และได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทน แต่เมื่อพรรคถูกยุบ นายกสิงห์ก็เดินเคียงข้างคนตระกูลฉายแสง

“นายกสิงห์” เป็นสามีของ สุรีรัตน์ เหลี่ยมเลิศ นายก อบต.บางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี นัยว่า นายกสุรีรัตน์เป็นเครือข่าย “บ้านใหญ่ชลบุรี” 

ศึกนายก อบจ.แปดริ้ว อาจเป็นภารกิจสำคัญของพรรคใหม่ “เสี่ยอ๋อย” ก็เป็นได้

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน ‘คดีบอส-วรยุทธ’ ชนดาบตำรวจดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน ‘คดีบอส-วรยุทธ’ ชนดาบตำรวจดับ

เปิดโทษวินัยฯ 7 ตร. พัน 'คดีบอส-วรยุทธ' ชนดาบตำรวจดับ29 มิถุนายน 2563 – 21:41 น.

กรณี ป.ป.ช.ชี้มูล 7 นายตำรวจที่ถูกกล่าวหาทำผิดตำแหน่งหน้าที่ฯในคดี”บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา”ขับรถหรูชนดาบตำรวจเสียชีวิต ผิดวินัยไม่ร้ายแรง โทษทัณฑ์ที่จะได้รับเป็นอย่างไรและแตกต่างจากโทษความผิดร้ายแรงแค่ไหนและปัจจุบันอาชีพราชการของ ตร.ทั้งเจ็ดเป็นอย่างไร

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชี้มูล ‘พล.ต.ต.กฤษฎิ์ เปียแก้ว’ อดีต ผบก.น.5 กับพวกรวม 7 คน ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในคดีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถสปอร์ตหรูเฟอร์รารี่ชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ขณะขับขี่มอเตอร์ไซด์ตำรวจเสียชีวิต   
 โดยนายตำรวจทั้งเจ็ดถูกกล่าวหาว่า..

 1.ช่วยเหลือนายวรยุทธ  ไม่ให้ถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถขณะเมาสุรา 

 (ความผิดฐานขับขี่ขณะมึนเมาจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กรณีนี้คือเมาแล้วขับ จากนั้นก็ไปชนคนตาย สำหรับอัตราโทษเมาแล้วขับจนชนคนตาย คือ จำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่  โดยมีอายุความในการดำเนินคดี 15 ปี)
 2. ช่วยเหลือนายวรยุทธ  ไม่ให้ถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด 

(สำหรับอัตราโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ  ปรับไม่เกิน 1,000 บาท )
  3.ไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นเหตุให้นายวรยุทธผู้ต้องหาหลบหนี  

 และล่าสุดนายตำรวจทั้ง 7 คน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิด แยกเป็น 3 กรณี ประกอบด้วย 
 1.กรณีมีเจตนาละเว้นไม่ดำเนินคดีกับนายวรยุทธ ในข้อหาขับรถขณะเมาสุรา และกรณีไม่นำรายงานผลการคำนวณความเร็วของกองพิสูจน์หลักฐานซึ่งพบว่านายวรยุทธ ขับขี่รถยนต์ ด้วยความเร็วโดยเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาประกอบการทำความเห็นในทางคดี คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง 
 2.กรณีละเว้นไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ ป.ป.ช.มีมติว่าพ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง,พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และพ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง 
 3.กรณีคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน คดีจราจร 632/2555 ของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ  คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว ,พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน และพ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่กำกับดูแล ติดตาม เพื่อให้การสอบสวนเป็นไป โดยถูกต้องรอบคอบ และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อันถือเป็นความบกพร่อง 
 จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 กรณี เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงทั้งสิ้น โดย ป.ป.ช. เห็นว่า เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78   ที่บัญญัติว่า กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้ 
.(9)ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะเพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
 ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป  ป.ป.ช. จะส่งมติคำวินิจฉัยที่ชี้มูลนี้ ไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายตำรวจทั้ง 7 คนต่อไป ทั้งนี้เป็นไปตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (2)
เปิด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ  พ.ศ. 2547  พบความผิดวินัยไม่ร้ายแรงกับความผิดวินัยร้ายแรง…  โทษต่างกันมาก
 ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
มาตรา 89 ระบุว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ,ทัณฑกรรม, กักยาม, กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิดหรือจะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

ความผิดวินัยร้ายแรง 
มาตรา 90  ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้สั่งลงโทษ ปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรง
                ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก
 จะเห็นได้ว่า ความผิดวินัยร้ายแรงนั้นโทษหนักมาก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องออกจากราชการ ส่วนความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ไม่ต้องออกจากราชการ
ปัจจุบันตำรวจทั้ง 7 นาย มีอาชีพราชการอย่างไร
1.พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว จากผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบันเกษียณ
2.พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ( ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบันเป็น “รอง ผบช.น.”
3.พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบัน เกษียณ
4.พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผกก.สน.ทองหล่อ(ขณะเกิดเหตุคดีนี้) ปัจจุบัน เป็น “ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ”
 5.พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ที่ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน ปัจจุบัน เป็น ” รองผบก. อัตรกำลังพล”
 6. พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล ในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสวน พบข้อมูล ตำแหน่งสุดท้าย พ.ต.อ.วิบูลย์  ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ
สน.คันนายาว
7.พ.ต.ท.วิรดลทับทิมดี ในฐานะพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ ปัจจุบันเป็น(ผกก.สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.จร.บชน.
 สำหรับนายวรยุทธถูกดำเนินคดีข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งตามกฎหมายจะมีอายุความในการติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้ที่กำลังหลบหนี  กลับมาดำเนินคดีเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 15 ปีนับตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 ก.ย.55 
 ดังนั้นคดีนี้จึงจะครบกำหนดที่จะขาดอายุความในวันที่ 3 ก.ย.70 เท่ากับนับจากนี้จึงมีเวลา 7 ปีที่จะติดตามตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง29 มิถุนายน 2563 – 16:18 น.

จับตา “แรมโบ้อีสาน” จับมือ อานนท์ แสนน่าน เดินหน้ายุทธศาสตร์ปรองดอง รองรับ ส.ส.เพื่อไทย ขยับเปลี่ยนขั้ว

การปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐ โดยเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นหัวหน้าพรรค และมอบให้นักเลือกตั้งอาชีพอย่าง อนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค รวมถึงรองหัวหน้าพรรค ล้วนเป็น ส.ส.จอมเก๋าไม่มีเทคโนแครต ย่อมมีนัยยะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สมรภูมิเลือกตัั้งภาคอีสาน เป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคพลังประชารัฐ ต้องแก้ให้ตก เพราะเลือกตั้ง 24 มิ.ย.2563 ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พ่ายยับในพื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง

โชคดีที่สามารถสอดแทรกเข้ามาได้ในพื้นที่นครราชสีมา 6 ที่นั่ง,ขอนแก่น 1 ที่นั่ง, ชัยภูมิ 2 ที่นั่ง และสุรินทร์ 1 ที่นั่ง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แรมโบ้อีสาน” รับคืน ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด

อิทธิพลคนรักทักษิณ หรือคนรักทักษิณ ยังครอบงำพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสาน อดีต ส.ส.ระดับขาใหญ่หลายคน ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พลังประชารัฐ ลงสนามหนที่แล้ว ก็แพ้ขาด

แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองอีสาน เปิดเผยว่า มี ส.ส.เพื่อไทยหลายคน อยากย้ายพรรคมาสังกัดพลังประชารัฐ แต่ก็เจอแรงกดดันในเขตเลือกตัั้ง เพราะคนอีสานส่วนใหญ่ ยังไม่ก้าวข้ามขั้วสี และจำนวนไม่น้อย ไม่ชอบรัฐบาลประยุทธ์

แม้ว่าพรรคเพื่อไทย จะมีปัญหาการนำ ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ ไม่พอใจคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แต่การทิ้งเพื่อไทยไปในสถานการณ์นี้ ก็มีแต่จะสอบตก

ปฏิบัติการเปลี่ยน “หมู่บ้านเสื้อแดง” เป็น “หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เอาชนะเพื่อไทยในอีสาน

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 ที่ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่น โรงแรมตักสิลา อ.เมือง จ.มหาสารคาม สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบป้ายเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ให้กับผู้นำเครือข่ายวิสาหกิจฯ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน

“แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปราศรัยและพบปะชี้แจงตามแนวนโยบายของรัฐบาล ต่อตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรที่มาว่า

“นายกฯ ท่านมีความตั้งใจที่อยากจะเห็นคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกภาคส่วน มีความสมัครสมานสามัคคี ปรองดอง ไร้ความขัดแย้ง ไม่มีแบ่งสีแบ่งฝ่าย ให้คนไทยทุกคนรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้แนวทางรวมไทย สร้างชาติ ที่นายกฯ อยากเห็นคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถและคนไทยทุกคนมาร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไทยของเราก้าวไปข้างหน้าไปด้วยกัน..”

ก่อนหน้านั้น วันที่ 26 มิ.ย.2563 ที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชน เราประเทศไทย ชุมชนพรสวรรค์ ทต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี อานนท์ แสนน่าน ประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนเรารักประเทศไทย ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่พิจารณาเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนภายใต้ “เครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย” และผลักดันโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน และประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

สำหรับเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย โดย “อานนท์” เป็นประธานเครือข่ายฯ และยังเป็นผู้ประสานงานกับหมู่บ้านต่างๆ ภายในประเทศ มีสมาชิกมากกว่า 28,850 หมู่บ้าน ดำเนินการจดทะเบียนเป็น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 3,058 กลุ่ม

อานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง จะเน้นพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือเป็นหลัก เพราะเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เพื่อการเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ 

สลายสี รับเพื่อแม้ว ย้ายขั้วปรองดอง

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง29 มิถุนายน 2563 – 14:28 น.

เจาะประเด็นร้อน….ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค. ครูต้องทำอะไรบ้าง …โดยชัยวัฒน์ ปานนิล 

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้โรงเรียน สถานศึกษา และสถานบันการศึกษา ทุกแห่งเปิดทำการเรียนการสอน (เปิดเทอม) ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โดยมีการกำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในโรงเรียนและสถานศึกษาเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ต้องเตรียมการดังนี้ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทำไม เปิดโรงเรียนนานาชาติ แต่ปิดโรงเรียนรัฐ

นักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิดตามความเหมาะสม ให้โรงเรียนเตรียมกำหนดช่องทาง เข้า-ออก เตรียมการคัดกรองนักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน จัดอุปกรณ์ล้างมือ อ่างล้างมือ น้ำยาทำความสะอาด สบู่และแอลกอฮอล์ เตรียมหน้ากากอนามัยสำรองสำหรับนักเรียน จัดเตรียมห้องเรียนให้เหมาะสม จัดโต๊ะ เก้าอี้ นักเรียน โดยกำหนดให้มีระยะห่าง 1-2 เมตร 

อสม.ประกบนักเรียนทุกคน

ทำความสะอาดพื้นที่ทั้งในอาคารเรียนและนอกอาคารเรียน จัดเอกสาร สื่อ เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่สำคัญได้มีการมอบหมายให้ อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) รับผิดชอบดูแลนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยเด็กนักเรียนทุกคนต้องมี อสม. รับผิดชอบดูแล หลังจากเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ต้องผ่านการประเมินจาก คณะประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานสาธารณสุข และสถานศึกษาร่วมกันตรวจประเมินอย่างเข้มงวด

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ได้ร่วมกันเตรียมการเพื่อเปิดเรียน ด้วยความมุ่งมั่นและความหวังว่า จะสามารถเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม ให้ได้ ทุกคนได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ ด้วยความมุ่งมั่น ควบคู่ไปกับการทดลองการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรอวันเปิดเรียน

ระยะที่ 2 หลังจากเปิดเรียนไปแล้วระยะหนึ่ง หากพบว่า มีความแออัดมากเกินไป หรือห้องเรียนไม่เพียงพอ ก็ควรปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยจัดให้มีการสลับวันเรียนของนักเรียนแต่ละชั้นเรียน ส่วนการคัดกรองก็ยังทำกันตามปกติ โดยเน้นเรื่องของการวัดอุณหภูมิ และการล้างมือ การสวมหน้ากากของนักเรียน

มีกิจกรรมหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก คือ การรับประทานอาหารกลางวันของนักเรียน ที่นักเรียนต้องได้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที ในขณะที่อาหารกำลังร้อน และอาจจัดให้มีการเหลื่อมเวลา หรือให้นักเรียนรับประทานอาหารในชั้นเรียน เพื่อรักษาระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร ตามที่กำหนด

สำหรับโรงเรียนที่มีรถโรงเรียน ต้องนั่งเว้นระยะห่าง และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา การนั่งเว้นระยะห่างในรถรับส่ง จากเดิมอาจจะใช้รถคันเดียว แต่เมื่อเว้นระยะห่าง อาจจะเพิ่มจำนวนรถมากขึ้น แต่หากสลับวันมาเรียน โดยใช้รถเท่าเดิม ก็อาจจะไม่ต้องใช้รถเพิ่มเติม

พบเด็กติดโควิดปิดรร.3วัน

หลังเปิดเรียน หากพบนักเรียนหรือครูที่ต้องสงสัย หรือมีเกณฑ์ติดเชื้อโควิด-19 ภายในโรงเรียน ต้องคัดแยกผู้มีอาการ และแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยทันที ในระหว่างรอผลตรวจ โรงเรียนยังมีการเรียนการสอนปกติ หากนักเรียนหรือครู ตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ก็สามารถกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่หากตรวจพบเชื้อโควิด-19 นักเรียนและผู้ใกล้ชิดต้องถูกกักตัว 14 วัน และโรงเรียนต้องปิด 3 วัน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ

ได้แต่หวังว่า หลังเปิดเรียนแล้ว นักเรียนทุกคน จะมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง ไม่มีการพบผู้ป่วยต้องสงสัยหรือผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในโรงเรียน แต่อย่างใด เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเดินหน้าต่อไปตามปกติ คงไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้น ให้การศึกษาต้องถูกแช่แข็งกันอีกรอบ สมกับที่คุณครูทั้งประเทศได้พยายามปฏิบัติตามมาตรการและข้อปฏิบัติทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอนหรือมีข้อแม้ ด้วยความตั้งใจที่จะให้การศึกษากลับสู่สภาวะปกติ มาสร้างคน สร้างชาติ สู่อนาคตกันต่อไป

ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง
ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน “วิสา” แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน “วิสา” แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์

ฟ้าสีทอง ที่เยอรมัน "วิสา" แต่งไม่ใช่ฮิตเลอร์29 มิถุนายน 2563 – 13:20 น.

“วิสา คัญทัพ” อ่านบทกวี “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ยืนยันแต่งกลอนบทนี้ตอนอายุ 20 ปี ไม่ใช่ฮิตเลอร์แต่งตามที่มนุษย์โซเชียลแชร์กัน

++
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 “วิสา คัญทัพ” นักเขียนฝ่ายประชาธิปไตย ที่ลี้ภัยอยู่ในเยอรมัน ได้โพสต์คลิปอ่านบทกวีทางแฟนเพจ Visa Khanthap

“นำเสนอคลิปอ่านบทกวี “ฟ้าสีทอง” ยังมีแรงอ่านก็อ่าน ยังมีแรงเขียนก็เขียนไม่หยุดยั้ง จนกว่าหมดแรงและหมดลม”

อ่านข่าว…   ถูกทิ้งแล้ว วิสาฟ้าสีทอง

ย้อนไปเมื่อ 24 มิ.ย.2563 แฟนเพจ Drama-addict ได้เปิดประเด็นบทกวีฟ้าสีทอง “..มีคนพูดถึงบทกลอน

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แล้วมีคนรีทวีท บอกว่า เฮ้ยๆ นี่มันกลอนที่ฮิต

เลอร์แต่ง แล้วไม่ใช่แค่นั้น มีคนมายืนยันกันแบบเดียวกันเป๊ะๆว่า กลอนนี้ฮิตเลอร์เป็นคนแต่ง”

ต่อมา วิสา คัญทัพ ได้นำโพสต์เก่าเกี่ยวกับบทกลอนการเมือง “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” มาโพสต์ซ้ำอีกที

“ในฐานะ 1 ใน 13 คน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังถูกปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขจากเรือนจำชั่วคราวบางเขน ภาพที่เห็นตอนค่ำของคืนวันที่ 13 ตุลาคมคือ ภาพพลังนักศึกษาประชาชนเรือนแสนแน่นขนัดอยู่เต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”

วิสา เก็บภาพจำนั้นไว้ในใจ ยังไม่คิดจะเขียนบทกวี กระทั่ง ช่วงปี 2517-2518 วิสาได้ทำงานประจำที่กองบรรณาธิการ นสพ.“เสียงใหม่” รายวัน

“ผมเขียนกลอนบทนี้ที่นี่ ตอนนั้นผมรับเป็นผู้ถอดความหนังสือประกอบภาพปั้นของจีนที่ชื่อ “พืชพันธุ์แห่งการต่อสู้ : ภาพปั้นแกะสลักของชนผู้ยากไร้” อันเป็นเรื่องราวความทุกข์ระทมของชาวนาจีนในสังคมศักดินา ตอนจบของเรื่อง ที่หน้าสุดท้ายมีภาพดวงตะวันสีแดงดวงโตปรากฎซ้อนอยู่กับภาพชาวนาที่ลุกขึ้นสู้ จนได้ชัยชนะ”

แรงบันดาลใจที่เขียนกลอนฟ้าสีทอง ไม่ใช่ใบหน้าชาวนาจีน แต่หากเป็นภาพพลังนักศึกษาประชาชน 14 ตุลา 

ถัดจากนั้น วรรคทอง “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ได้ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านเวทีม็อบชาวนา ม็อบกรรมกร นักไฮด์ปาร์คนิยมท่องกวีบทนี้ปลุกเร้าประชาชน รวมถึงใส่ทำนองดนตรีเป็นบทเพลง

เข้าใจว่า คนที่โพสต์ว่า ฮิตเลอร์เป็นคนแต่งบทกวี “ฟ้าสีทอง” คงเพราะเห็นว่า วิสา ลี้ภัยอยู่ในเยอรมันนานกว่า 7 ปีแล้ว มีเจตนาประชดประชันมากกว่าความไม่รู้

ล่าสุด สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอเสนอชื่อ วิสา คัญทัพ กวี นักเขียน และผู้ลี้ภัยทางการเมือง เป็นผู้เหมาะควรได้รับการประกาศเกียรติ รางวัลศรีบูรพา ประจำปีนี้”

“หมอหนู” ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หมอหนู” ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท29 มิถุนายน 2563 – 12:04 น.

“หมอหนู” สะดุ้ง ภูมิใจไทยเจอหางเลข สงครามการเมืองหมอ ทำเอาสะเทือน “หมอแหยง” เต็งหามว่าที่นายก อบจ.โคราช คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีภาคประชาชนมารวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ที่ถูกสั่งย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณาสุขชั่วคราว 

คนกลุ่มนั้นยื่นหนังสือขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้หมอชาญชัยกลับมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่นเช่นเดิม

อ่านข่าว…  อัพเดท”คดีหมอชาญชัย”พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

ปรากฏว่า มีป้ายประท้วงบางป้ายที่นำมาชูให้สื่อมวลชนถ่ายภาพวันนั้น แม้จะไม่ระบุชื่อพรรคการเมืองชัดเจน แต่เข้าใจได้ว่า มีเป้าหมายต่อต้าน และชักชวนให้ไม่ลงคะแนนแก่พรรคการเมืองบางพรรค ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
++
เสียงจากหมอชนบท
++
หลังมีคนกลุ่มหนึ่งไปชูป้ายประท้วงคำสั่งย้ายหมอชาญชัย หน้าทำเนียบรัฐบาล “ชมรมแพทย์ชนบท” ได้ออกแถลงการณ์ “อย่าล้ำเส้นใช้หมอชาญชัยเป็นเครื่องมือทางการเมือง”

ดูเหมือนชมรมแพทย์ชนบท จะตอบโต้กลุ่มประท้วงแบบหมัดต่อหมัด และยังชี้เป้ากลุ่มหนุนหมอชาญชัยว่า เล่นการเมืองมากกว่าการเรียกร้องธรรมาภิบาล เพราะมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.สอบตก พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง มาคู่กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลขอนแก่น

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

หมอแหยง เปิดตัวว่าที่นายก อบจ.โคราช

ที่สำคัญ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ได้ยอมถอนตัวกลับไปประจำการที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าแล้ว เพื่อลดความขัดแย้ง แต่คนบางกลุ่มยังไม่หยุดเคลื่อนไหว

ชมรมแพทย์ชนบทจงใจทิ่มไปที่ “นักเลือกตั้ง” บางพรรค ซึ่งลากขบวนหมออีสานมาเล่นการเมืองมากเกินไป
++
รวมดาวหมอการเมือง
++
ปลายปี 2561 พรรคภูมิใจไทย เปิดตัว “ทีมหมอครอบครัว อสม. ภูมิใจรับใช้ประชาชน” นำโดย นพ.สำเริง แหยงกระโทก ทีมยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย, นพ.ไกร ดาบธรรม อดีตนายแพทย์ดีเด่นชนบท และ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 จ.ปัตตานี

ทั้ง 3 หมอก็เป็น “หมอการเมือง” เต็มตัว “หมอแหยง” น.พ.สำเริง แหยงกระโทก ก็เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายก อบจ.นครราชสีมา และอยู่ในสายพรรคเพื่อไทยมาก่อน

"หมอหนู" ช้ำ ชิ่งหมอแหยง แทงพรรคหมอชนบท

หมอหนูกับ อสม.

ส่วน น.พ.ไกร ดาบธรรม เคยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ สังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และไม่ต้องพูดถึง “หมอเพชรดาว” มาจากตระกูลการเมือง “โต๊ะมีนา” อยู่มาหลายพรรค

ที่น่าจับตาคือ บทบาทของ “หมอแหยง” น.พ.สำเริง แหยงกระโทก ที่มีประวัติการต่อสู้บนเส้นทางสายสาธารณสุขมวลชน และเป็นแพทย์ชนบทรุ่นแรกๆ 

ระยะหลัง หมอแหยงหันมาเล่นการเมือง สมัยไทยรักไทยเฟื่อง จึงได้เป็นนายก อบจ.โคราช แต่สมัยที่แล้วหมอแหยง พ่าย “มาดามนก” ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี

ทุกวันนี้ หมอแหยงเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงสาธารณสุข รอเวลากลับมาทวงคืนเก้าอี้นายก อบจ.เมืองย่าโม

“หมอหนู” วางตัว “หมอแหยง” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเรื่อง อสม. และเตรียมขยับเรื่องเพิ่มเงิน 2,500 บาทแก่ อสม” แต่บังเอิญเจอโควิดเสียก่อน เลยต้องพักเบรก

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ จำนวน 1,054,729 คน พรรคภูมิใจหนู ก็วาดหวังที่จะซื้อใจ อสม.ทั้งประเทศ จึงให้หมอแหยงมาลุยเรื่องเพิ่มค่าตอบแทน

กรณีย้ายหมอชาญชัย หมอหนูจึงรีบดับไฟ เพราะเกรงจะกระทบฐานเสียงพรรคสีน้ำเงิน

ทางออกวิกฤติแรงงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทางออกวิกฤติแรงงาน

ทางออกวิกฤติแรงงาน29 มิถุนายน 2563 – 09:10 น.

ทางออกวิกฤติแรงงาน โดย… อนุสรณ์ ธรรมใจ

ข้อเสนอนโยบายแรงงานและมาตรฐานแรงงานในสถานการณ์วิกฤติเลิกจ้างและเศรษฐกิจหดตัว ขณะนี้หลายกิจการ หลายธุรกิจอุตสาหกรรมลดมาตรฐานแรงงานลงมาเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นเงื่อนไขต่อการเพิ่มการกีดกันทางการค้าอันนำมาสู่ผลกระทบต่อกิจการและประเทศชาติโดยรวมในที่สุด ที่ กรุงเทพฯ 

14.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563 
มูลนิธิฟรีดดริด เอแบร์ท (Fridrich Ebert Stiftung) ร่วมกับ ภาคีสังคมแรงงาน ได้จัดงานสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มผู้นำแรงงาน ขึ้น นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย การกำหนดอัตราเงินสมทบ และ การพัฒนาสิทธิประโยชน์ สำนักงานประกันสังคม ได้บรรยายในหัวข้อ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานหลังโควิด” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่หดตัวอย่างรุนแรงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทำให้เกิดสถานการณ์ทะยอยเลิกจ้างอย่างต่อเนื่องในธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกิจการต่อเนื่อง ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจสื่อสารมวลชน ธุรกิจยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ ธุรกิจชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ธุรกิจบันเทิงและจัดงาน Event ต่างๆ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการเงิน กิจการอุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น  คาดว่าอัตราการว่างงานอาจขึ้นแตะระดับ 10% (คิดเป็นประมาณ 3.81 ล้านคน) ของกำลังแรงงานและอาจทำให้มีคนว่างงานหรือทำงานไม่เต็มเวลา ว่างงานแฝงและทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ล้านคน ขบวนการแรงงานต้องมีความเป็นเอกภาพและเข้มแข็งเพื่อช่วงบรรเทาความลำบากทุกข์ยากของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และ ควรมีส่วนร่วมในการเข้าไปมีบทบาทในใช้งบประมาณเงินกู้สี่แสนล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกเลิกจ้างและดำเนินโครงการ Reskill/Upskill เพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มผลิตภาพของแรงงานไทย  

ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ไม่สะท้อนมายังตัวเลขการว่างงานในไตรมาสแรกแต่จะสะท้อนชัดเจนมากขึ้นในตัวเลขไตรมาสสองและครึ่งปีหลัง การประเมินตัวเลขของทางการที่มองว่าอัตราการว่างงานจะขึ้นไปแตะระดับ 4% และอาจมีคนว่างงานไม่เกิน 2 ล้านคนน่าจะเป็นการมองโลกในแง่บวกเกินไปและประเมินว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจนหลังคลายล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานในระดับ 4% ก็ถือว่าเป็นอัตราการว่างงานสูงสุดในรอบ 23 ปีใกล้เคียงกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเงินปี 2541 ซึ่งมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.4%

รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพื่อให้เกิดความหนืดในการเลิกจ้างด้วยการแก้กฎหมายให้มีการจ่ายเงินชดเชยเพิ่มขึ้นอีกในกรณีที่มีการเลิกจ้าง และ ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้บรรษัทข้ามชาติยังคงจ้างงานและขยายกิจการในไทย ไม่โยกย้ายฐานการผลิต  

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า แม้ว่าปัจจุบันมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมทำให้สถานการณ์การจ้างงานกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย และแรงงานบางกลุ่มจะยังไม่สามารถกลับไปมีรายได้เช่นเดิม โดยเฉพาะ แรงงานในภาคการท่องเที่ยว แรงงานในอุตสาหกรรมส่งออกเนื่องจากอุปสงค์ในต่างประเทศลดลง และการท่องเที่ยวยังเชื่อมโยงกับมาตรการของต่างประเทศด้วย เช่น มาตรการการกักตัว มาตรการยกเลิกเส้นทางการบิน เป็นต้น การเร่งรัดใช้งบประมาณเงินกู้สี่แสนล้านบาทเพื่อทำให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม จะมีแรงงานจบใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 5.2 แสนคน ซึ่งประมาณ 60% ไม่น่าจะมีตำแหน่งงานรองรับ แรงงานจำนวนมากจำเป็นต้องมีปรับทักษะเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ มาตรการชดเชยรายได้เป็นระยะเวลาสามเดือนให้กับแรงงานอิสระที่ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown ก็จะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ และคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังคงไม่มีรายได้ไม่มีงานทำ รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับเพิ่มเติมด้วย 

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้กล่าวถึง ประเด็นเรื่องมาตรฐานแรงงานว่า  มาตรฐานแรงงานไทยและอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานแรงงานโลก กระทรวงแรงงานได้ประกาศมาตรฐานแรงงานไทยเมื่อ 27 มิ.ย. 2546  เพื่อให้สถานประกอบการทุกประเภท ทุกขนาด นำไปปฏิบัติต่อแรงงานในสถานประกอบการด้วยความสมัครใจ การดำเนินธุรกิจและดำเนินการผลิตต้องมีความรับผิดชอบทางสังคมที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน (รวมสิทธิแรงงานด้วย) สภาพการจ้างและสภาพการทำงาน รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานต้องทบทวนข้อกำหนดแห่งมาตรฐานแรงงานในช่วงนี้เนื่องจากมีสถานการณ์เลิกจ้างรุนแรงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อลูกจ้างและทำให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี มาตรฐานนี้ครอบคลุมไปยังผู้รับเหมาช่วงและการจ้างงานแบบไม่เป็นมาตรฐานด้วย สถานประกอบกิจการต้องให้ลูกจ้างได้รับข้อมูลเกี่ยวกับค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละงวด เป็นลายลักษณ์อักษร และสามารถเข้าใจรายละเอียดส่วนประกอบต่างๆ ได้

สถานประกอบกิจการต้องไม่หักค่าจ้าง ค่าตอบแทนการทำงาน หรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายแก่ลูกจ้างไม่ว่ากรณีใด เว้นแต่กฎหมายยกเว้นไว้ มาตรฐานแรงงานไม่สามารถครอบคลุมแรงงานจำนวนไม่น้อยที่อยู่นอกระบบ สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำ หรือสนับสนุนให้มีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงาน การให้สวัสดิการ โอกาสได้รับการฝึกอบรม และพัฒนา การพิจาณาเลื่อนขั้น หรือตำแหน่งหน้าที่ การเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุการทำงานและอื่นๆ อันเนื่องมาจากเหตุเพราะความแตกต่างในเรื่องของสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ เพศ สถานภาพสมรส ทัศนคติส่วนตัวในเรื่องเพศ ความพิการ การติดเชื้อเอชไอวี การเป็นผู้ป่วยเอดส์ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการลูกจ้าง ความนิยมในพรรคการเมือง หรือแนวความคิดส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ นายจ้างได้ถือโอกาสช่วงวิกฤติเศรษฐกิจกลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างอย่างเลือกปฏิบัติ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงในสังคมเพิ่มขึ้น สถานประกอบกิจการต้องไม่ขัดขวาง แทรกแซง หรือกระทำการใดๆ ที่จะเป็นผลกระทบต่อการใช้สิทธิของลูกจ้างที่ไม่มีผลเสียหายต่อกิจการ ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ประเพณีเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ความพิการการเป็นกรรมกรลูกจ้าง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมือง และการแสดงออกตามทัศนคติส่วนบุคคลอื่นๆ สถานประกอบกิจการต้องไม่ลงโทษทางวินัย โดยการหัก หรือลดค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงาน หรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง

สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำ หรือการสนับสนุนให้ใช้วิธีการลงโทษทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือกระทำการบังคับขู่เข็ญ ทำร้ายลูกจ้าง สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหา เพื่อมิให้ลูกจ้างถูกล่วงเกิน คุกคาม หรือได้รับความเดือดร้อนรำคาญทางเพศ โดยการแสดงออกด้วยคำพูด ท่าทาง การสัมผัสทางกาย หรือด้วยวิธีการอื่นใด สถานประกอบกิจการต้องเคารพสิทธิลูกจ้างในการรวมตัวจัดตั้งและร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือคณะกรรมการอื่นๆ ในสถานประกอบกิจการ อีกทั้งยอมรับการร่วมเจรจาต่อรอง การคัดเลือก หรือเลือกตั้งผู้แทน โดยไม่ระทำการใดๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อขัดขวาง หรือแทรกแซงการใช้สิทธิของลูกจ้าง สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้แทนลูกจ้างในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ และต้องปฏิบัติต่อผู้แทนลูกจ้างโดยเท่าเทียมกับลูกจ้างอื่นๆ โดยไม่กลั่นแกล้ง โยกย้าย เลิกจ้าง หรือกระทำการใดๆที่ไม่เป็นธรรม สถานประกอบกิจการต้องกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ครอบคลุมประเภทงาน หรือลักษณะงานที่มีแนวโน้มอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีการควบคุม ป้องกันให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อมในการทำงาน สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตราย และลดปัจจัยเสี่ยงให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัย ขณะนี้หลายกิจการ หลายธุรกิจอุตสาหกรรมลดมาตรฐานแรงงานลงมาเพื่อลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นเงื่อนไขต่อการเพิ่มการกีดกันทางการค้าอันนำมาสู่ผลกระทบต่อกิจการและประเทศชาติโดยรวมในที่สุด 

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง 

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง 29 มิถุนายน 2563 – 08:31 น.

ไม่เป็นที่นิยมทางการเมือง  โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ผลโพล ของนิด้าโพล เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2” ซึ่งนำเสนอเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา  มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและผิดจากที่คาดการณ์ เมื่อเปรียบเทียบกับ “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1” ที่เสนอผลไปเมื่อ ปลายเดือนธันวาคม 2562 (ติตามผลการสำรวจทั้งสองครั้งได้จาก http://nidapoll.nida.ac.th/) ซึ่งคำถามจากการสำรวจทั้งสองครั้งคือ บุคคลใดที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และพรรคการเมืองใดที่ประชาชนสนับสนุนในวันนี้ 

อ่านข่าว…  “สิระ” เบรก”พิธา”อย่าใช้เวที”กมธ.”เป็นเครื่องมือทางการเมืองหวังเพียงดิสเครดิตรัฐบาล
 
ผลสำรวจที่ได้ในข้อแรกคือ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.06 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ (ผลสำรวจครั้งที่หนึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 17.32) ส่วนในข้อที่สองก็ไม่ต่างกันเพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.38 ระบุว่า ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย (ผลสำรวจครั้งที่หนึ่งอยู่ที่ ร้อยละ 13.46) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากที่อาจจะเบื่อหน่ายกับนักการเมืองและพรรคการเมืองในปัจจุบัน จึงขอถอยมาตั้งหลักก่อนค่อยตัดสินใจใหม่วันหลังหรือเมื่อมีทางเลือกใหม่ ๆ ที่ดีกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่สามารถเฟ้นหานายกรัฐมนตรีที่โดนใจผู้คนจริง ๆ ได้ในขณะนี้ จึงทำให้อัตราส่วนการตอบว่ายังหาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ สูงกว่าอัตราส่วนของผู้ที่บอกว่า ยังไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (ร้อยละ 60.96) และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 62.16) มีอัตราส่วนสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่ยังไม่ไว้วางใจในผู้นำทางการเมืองคนใดเลย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลว่าใครมีคะแนนนิยมสูงสุดตอนนี้ คำตอบคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ร้อยละ 25.47) รองลงมาคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทยที่ ร้อยละ 8.07 ในขณะที่พรรคการเมืองที่มีความนิยมสูงสุด คือพรรคเพื่อไทย (ร้อยละ 20.70) รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐ (ร้อยละ 15.73) 

เป็นที่น่าสนใจว่า หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้คะแนนนิยมในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง ร้อยละ 3.93 ไม่สามารถสืบทอดมรดกคะแนนนิยมของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่เคยได้คะแนนนิยมมาเป็นที่หนึ่ง (ชนะพลเอกประยุทธ์ ด้วย) ถึงร้อยละ 31.42 ในขณะที่อดีตพรรคอนาคตใหม่ก็เคยได้คะแนนนิยมสูงสุดถึงร้อยละ 30.27 แต่เมื่อแปรสภาพมาเป็นพรรคก้าวไกล กลับได้รับคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 13.47 

เมื่อเจาะลึกลงไปดูในกลุ่มที่เคยเป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของนายธนาธรและอดีตพรรคอนาคตใหม่ ก็พบว่าทั้งนายพิธาและพรรคก้าวไกลไม่ได้รับความนิยมอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ เช่น ในกลุ่ม ผู้มีอายุ 18 – 25 ปีที่นายธนาธรเคยได้ร้อยละ 63.41 แต่นายพิธาได้เพียงร้อยละ 6.42 (หายไป 56.99 %) และในหมู่นักเรียน/นักศึกษา นายธนาธรเคยได้ ร้อยละ 63.96 แต่นายพิธาได้เพียง ร้อยละ 5.41 (หายไป 58.55 %) ในส่วนของคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกล พบว่าในกลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 ปี นั้นจากที่อดีตพรรคอนาคตใหม่เคยได้ ร้อยละ 63.41 แต่พรรคก้าวไกลได้ ร้อยละ 26.74 ส่วนกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ที่เคยเป็นฐานคะแนนใหญ่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึงร้อยละ 72.13 แต่พรรคก้าวไกลกลับได้รับมรดกมาเพียงร้อยละ 26.58 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่น ๆพรรคก้าวไกลก็ยังถือได้ว่ามีคะแนนนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 – 25 และ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา นอกเหนือจากนั้นแล้วพรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมเหนือพรรคการเมืองอื่น ๆ ในกลุ่มผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 23.89 แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่เคยได้ถึง ร้อยละ 43.54

หากจะวิเคราะห์ดูว่าอะไรทำให้นายพิธาและพรรคก้าวไกลมีคะแนนนิยมทางการเมืองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เหตุผลแรกอาจจะเกิดจากนายพิธายังไม่มีความโดดเด่นในบทบาททางการเมืองเหมือนนายธนาธรโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการปั่นกระแสทางการเมืองเพื่อกล่อมกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา และกลุ่มผู้ทำงานบริษัทเอกชน ในขณะที่พรรคก้าวไกลก็ยังไม่ได้แสดงบทบาทที่เด่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน หรือมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับวนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ “เสรีภาพและเผด็จการ” 

เหตุผลข้อที่สองอาจจะเกิดจากกระแสความนิยมในอดีตพรรคอนาคตใหม่และเหล่าแกนนำที่ผ่านมาไม่ใช่ของจริง แต่เป็นเพียงแค่สถานการณ์ไฟไหม้ฟางที่ทำให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งแค่เดินตาม ๆ กันไป จนกระทั่งวันหนึ่งอาจพบความจริงบางอย่างว่า ที่แท้ก็เป็นแค่พรรคการเมืองที่มีความสามารถในการสร้างวาทกรรมเท่านั้นหรือผู้คนอาจค้นพบว่าแนวทางทางการเมืองของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมของคนไทยตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จึงทำให้ผู้ที่เคยสนับสนุนถอยห่างออกมาและส่งผลกระทบอย่างแรงต่อทายาททางการเมืองอย่างนายพิธาและพรรคก้าวไกล 

เหตุผลอีกข้อหนึ่งอาจเกิดจากการเล่นการเมืองนอกสภาของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่หลังจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคณะก้าวหน้าเพื่อเดินสายรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ การดำเนินการเหล่านี้แม้ว่าอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงออกว่าไม่อยากรับหรือไม่ยอมรับมติศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับวัฒนธรรมไทยที่ ส่วนใหญ่ท้ายที่สุดจะยอมรับคำตัดสินของศาลและยินดียกโทษให้กับผู้ที่แสดงตนและมีพฤติกรรมอย่างชัดเจนว่ายอมรับในคำสั่งศาล อย่างไรก็ตามหากแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง อาจทำให้ได้คะแนนสงสารและส่งผลที่ดีกว่านี้ต่อพรรคก้าวไกลก็เป็นได้

คราวนี้ลองมาวิเคราะห์พลเอกประยุทธ์และ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บ้าง โดยในส่วนของพลเอกประยุทธ์นั้น แม้ว่าผลโพล 1 ปี นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ ที่มีการนำเสนอไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่ามีผู้คนที่มองว่านายก ฯ ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีรวมกันแล้วสูงถึง ร้อยละ 51.52 แต่ก็ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบกับผู้อื่น ในขณะที่การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองนั้น เป็นการแข่งขันเปรียบเทียบกับผู้อื่น และนอกเหนือจากนั้นแล้ว การมองว่าที่ผ่านมานายก ฯ ทำงานได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้เป็นนายก ฯ ต่อ จึงทำให้คะแนนนิยมในการสนับสนุนให้เป็นนายก ฯ อยู่ที่ร้อยละ 25.47 แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์ลดถอยลงอย่างมาก เหลือเพียง ร้อยละ 23.74 จะพบว่าคะแนนนิยมทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ซึ่งอาจพอจะสรุปแบบคร่าว ๆ ได้ว่า พลเอกประยุทธ์มีแฟนคลับ (FC) ประจำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 23 – 26 

เมื่อแตกข้อมูลในผลโพลเพื่อวิเคราะห์ว่า ใครสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป พบว่าพลเอกประยุทธ์นั้น มีคะแนนนิยมสูงอย่างโดดเด่นในกลุ่มเดิม ๆ เช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 47.79) กลุ่ม พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน (ร้อยละ 38.49) กลุ่มผู้ไม่มีรายได้ (ร้อยละ 31.13) กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 30.14) กลุ่มผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 31.11) กลุ่มผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินประถมศึกษา (ร้อยละ 33.65) กลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 33.59) และกลุ่มคนภาคใต้ (ร้อยละ 32.93) ในขณะที่จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของพลเอกประยุทธ์ยังคงอยู่ที่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 18 – 25 ปี (ร้อยละ 8.02) กลุ่มผู้ที่มีอายุ 26 – 35 (ร้อยละ 13.51) กลุ่มผู้ที่มีอายุ 36 – 45 (ร้อยละ 14.09) กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 8.11) และ กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน (ร้อยละ 11.50) 

ในขณะที่ พปชร. ที่มีคะแนนนิยมทางการเมืองที่ ร้อยละ 15.73 นั้นมีคะแนนโดดเด่นในกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 28.50) และ กลุ่มพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน (ร้อยละ 21.08) แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนนิยมของ พปชร. ในเขตภาคใต้ที่ได้ร้อยละ 18.56 ซึ่งน้อยกว่าอันดับหนึ่งในภาคใต้อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 20.66) เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสามกลุ่มที่สนับสนุน พปชร. อย่างโดดเด่นเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ (สงสัย พปชร. ต้องเกาะกระแสพลเอกประยุทธ์ไปเรื่อย ๆ) ในขณะที่ในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ความนิยมทางการเมืองของพปชร. อยู่ที่ร้อยละ 16.89 ซึ่งสูสีกับพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมในเขตเมืองหลวงที่ ร้อยละ 16.0 แต่ความแตกต่างคือ พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในกรุงเทพ ส่วนของ พปชร. นั้นคะแนนนิยมลดลง (อาจเกิดจากปัญหาการแย่งตำแหน่งกันใน พปชร.) 

สำหรับจุดอ่อนของ พปชร. นั้นไม่ต่างอะไรกับจุดอ่อนของพลเอกประยุทธ์ คือไม่สามารถชนะใจคนรุ่นใหม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 18 – 25 (ร้อยละ 5.35) ช่วงอายุ 26 – 35 (ร้อยละ 8.65) และ ช่วงอายุ 36 – 45 (ร้อยละ 8.66) รวมถึงไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ที่ทำงานบริษัทเอกชน (ร้อยละ 7.08) และ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 4.05) 

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 20.70 นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายนักจากครั้งก่อนที่ได้ร้อยละ 19.95 ซึ่งอาจหมายถึงคะแนนนิยมพื้นฐานของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 19 – 21 ซึ่งปัญหาหลักของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ความไม่มีเอกภาพในพรรค ฯ และการขาดหัวหน้าพรรค ฯ ที่มีความโดดเด่น ซึ่งคงไม่ใช่ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แต่อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยก็ยังคงครองใจคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 27.79) ที่ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง พปชร. (ร้อยละ 14.25) พอสมควร นอกจากนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยโดดเด่นในกลุ่มเกษตรกร/ประมง (ร้อยละ 26.30) กลุ่มรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน (ร้อยละ 26.85) และผู้มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 25.72) ส่วนจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย แน่นอน อยู่ที่ภาคใต้ (ร้อยละ 7.78) กลุ่มผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 10.94)  กลุ่มข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 11.55) กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา (ร้อยละ 12.16)

สุดท้ายขอวิเคราะห์พรรคที่เก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 7.75 พบว่าจุดแข็งยังคงเป็นภาคใต้ (ร้อยละ 20.66) โดยมี พปชร. จี้ติดและห่างกันเพียง 2.1 % แต่ที่สำคัญคือ คะแนนนิยมในภาคใต้ของ ปชป. ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการสำรวจในเดือนธันวาคม 2562 ที่เคยได้ ร้อยละ 32.34 ซึ่งอาจตรงกับที่รองหัวหน้า ปชป. คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ  และ สส. ตรัง คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เตือนไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า ปชป. ไม่สามารถทำการเมืองได้อย่างที่คนใต้หวังไว้ และหากพรรคไม่ปรับตัว ก็จะตายกันหมด…คงต้องปฏิรูปพรรคแบบจริงจังได้แล้ว 

‘ก้าวไกล’ เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ก้าวไกล’ เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย

'ก้าวไกล' เรตติ้งร่วง เกมแกล้งตาย28 มิถุนายน 2563 – 15:45 น.

เรตติ้งร่วง พรรคก้าวไกลยุค “พิธา” ต่างจากสมัยธนาธร ศรัทธาเสื่อมถอย หรือเพราะกลยุทธ์แสร้งตาย ลดแรงกระแทกจากอำนาจพิเศษ

นิด้าโพลล่าสุด เกี่ยวกับพรรคการเมือง น่าวิเคราะห์มาก เมื่อความนิยมชมชอบของพรรคก้าวไกล (อดีตพรรคอนาคตใหม่) ร้อยละ 13.47 หลังการสำรวจเมื่อปลายปี 2562 ความนิยมของพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 30.42

อ่านข่าว :  ก้าวไกลรู้ยัง “ผู้กองมนัส” ทรท.รุ่นบุกเบิก

เกิดอะไรขึ้น เพียงเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค จาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เรตติ้งของชาวพรรคสีส้มร่วงมากมายขนาดนี้

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 2” (สำรวจระหว่างวันที่ 22 – 24 มิ.ย.2563)

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 44.06 ระบุว่าเป็น ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนอันดับ 6 คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ อยากได้คนรุ่นใหม่มาบริหารประเทศ และชื่นชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 3.93

ต่ำกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) ที่ได้ร้อยละ 4.57 เพราะอดีต ผบ.ตร.คนนี้ มีจุดขายเฉพาะตัว ตรงไปตรงมา พูดจริง ทำจริง มีความซื่อสัตย์

เมื่อนิด้าโพล ถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.38 ระบุว่าเป็น ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย อันดับ 2 ร้อยละ 20.70 พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 15.73 พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 4 ร้อยละ 13.47 พรรคก้าวไกล

จริงๆแล้ว ความนิยมในตัวหัวหน้าพรรค และพรรคก้าวไกล ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอนาคตใหม่ น่าจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล วางไว้

1.พรรคก้าวไกล จะเดินแนวทางรัฐสภา และลดความแหลมคมในการเคลื่อนไหวในสภาฯ แสวงหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองอื่น

2.กลุ่มก้าวหน้า นำโดย “เอก ป๊อก ช่อ” จะลุยนอกสภา และดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก เล่นประเด็นร้อน เพื่อตอบโจทย์มวลชนฝ่ายต้านเผด็จการ

รูปธรรมที่เห็นกันในช่วงใกล้ๆนี้ กลุ่มก้าวหน้า จุดกระแสไม่ลบความจำเกี่ยวกับ 2475 และเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่พรรคก้าวไกล ไม่ได้ขยับเรื่องนี้เลย

แม้แต่การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคก้าวไกลก็ถอย ทั้งที่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ได้มีการคัดเลือกตัวผู้สมัครนายก อบจ.ไว้แล้ว 15 จังหวัด

ภารกิจเลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นของ “กลุ่มก้าวหน้า” ที่ประกาศเดินหน้าชน “ผู้มีอิทธิพล” ในท้องถิ่น เปลี่ยนแปลงโฉมหน้า อบจ.

พรรคก้าวไกล ดำเนินกลยุทธ์ซุ่มซ่อน ไม่เดินเกมเสี่ยง และไม่ชน “อำนาจพิเศษ” เพราะกังวลว่า จะซ้ำรอยเดิมพรรคอนาคตใหม่

ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกล ยุคของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงไม่หวือหวา ไปเรียบๆ เงียบๆ ทำให้คนรุ่นใหม่หรือเยาวชนผู้ส่งเสียงในโซเชียล ไม่ติดตาม

ลึกๆแล้ว นี่เป็นยุทธวิธีแสร้งตาย หรือถอยชั่วคราว เพื่อลดแรงเสียดทาน และไม่ถูกยุบอีก ซึ่งแกนนำพรรคก้าวไกลทราบดี