ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม

 ไม่ต้องระแวง..ตั้ง ก.ก.ปฏิรูปฯ ปท.เพิ่ม

2 กรกฎาคม 2563 – 12:51 น.

รัฐบาลตั้งกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่ม.. ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยรักษาเสถียรภาพของอำนาจเท่านั้น มันเป็นอำนาจรองๆที่เป็น”ตัวช่วย”เท่านั้นเอง 

อาจมีคนสงสัยว่า.. ทำไมจู่ๆที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีมติแต่งตั้ง“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” จำนวน 13 คณะ  185 คน แบ่งเป็นแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งเพิ่มเติม จำนวน 11 คณะ  อาทิ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ,คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เป็นต้น
 และยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพิ่มขึ้นอีก 2 ด้าน คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อธิบายว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมาจากการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี”ยุทธศาสตร์ชาติ”และให้มีการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ การปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ดังนั้นเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ ก็มีกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ จากนั้นก็มีการกำหนดแผนแม่บทการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับ”แผนยุทธศาสตร์ชาติ”

“คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้“คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ขณะนี้ก็ดำเนินการมาได้ 2 ปีเศษแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าครบ 5 ปีแล้ว การปฏิรูปด้านใดยังไม่สัมฤทธิ์ผล ก็ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปด้านนั้นๆขึ้นมาทำต่อได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญได้กำหนดสิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนไว้ 2 เรื่อง คือปฏิรูปตำรวจและการศึกษาซึ่งไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆที่ตั้งขึ้นมา ผมเข้าใจว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมายังทำไม่ได้ผลจึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษางอกขึ้นมาในครั้งนี้และในด้านสังคมอาจมีการมองว่าเรื่องของวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันโดยเฉพาะ จึงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรมฯเพิ่มขึ้นมา ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีอยู่เดิมจำนวน11 คณะ ที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มในครั้งนี้ก็เพราะมีบางคนพ้นตำแหน่งกรรมการไปหรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศบางด้าน เดิมไม่ได้แต่งตั้งกรรมการครบเต็มจำนวนที่กฎหมายกำหนด จึงได้แต่งตั้งกรรมการเพิ่มเข้าไปให้ครบ”

#แล้วผ่านไป 2 ปีเศษผลงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

อ.เจษฎ์ มองว่า โดยภาพรวมผ่านมา 2 ปีเศษ ผลงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่จะให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมยังไม่ค่อยมี แต่ก็ได้มีข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปประเทศไปยังรัฐบาลพอสมควร แต่มันไปเกี่ยวข้องกับกลไกภาครัฐ เพราะฉะนั้นถ้าองคาพยพภาครัฐไม่เดิน ก็ลำบากที่จะปฏิรูปได้  ต้องอาศัยความจริงใจจากองคาพยพภาครัฐด้วย ทั้งรัฐบาล ส.ส. ส.ว. ต้องช่วยกันในเรื่องปฏิรูป ถ้าไม่เอาด้วยกับที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศเสนอไป ก็ยากที่จะสำเร็จ”

#การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆเพิ่ม เป็นการสืบทอดอำนาจตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่

ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เป็นเพียงเครื่องมือในการช่วยรักษาเสถียรภาพอำนาจได้ แต่ไม่ใช่เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ ไม่ถึงขนาดธำรงไว้ซึ่งอำนาจหลัก มันเป็นอำนาจรองๆที่เป็น”ตัวช่วย”เท่านั้นเอง 

 สำหรับ”ยุทธศาสตร์ 20 ปี” ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 6 ชุด เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 60 จัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆและเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการแล้ว

“ต้อย แปดริ้ว” ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ต้อย แปดริ้ว” ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด2 กรกฎาคม 2563 – 10:33 น.

“ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” หัวหน้าค่ายมวยดัง “สจ.แปดริ้ว” แบกน้ำหนักชกข้ามรุ่น อย่างมีเป้าหมาย โดยมี “เพื่อนเฮ้ง” เขียนสคริปต์อยู่ข้างเวที คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ภาษามวยวันละคำ “แบกน้ำหนัก” หมายถึงนักมวยน้ำหนักน้อยขึ้นไปชกรุ่นใหญ่ จึงเหมาะแก่การใช้คำๆ นี้ กับ “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าค่ายมวยดัง “สจ.ต้อยแปดริ้ว”

วันก่อน “ชัยวัฒน์” วิพากษ์ “จอมยุทธ์กวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรณีเปิดประเด็นยุบสภา และสิงคโปร์โมเดลว่า “ถ้านายสมคิดไร้ฝีมือ ก็ควรมีความละอายใจ และรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะนายสมคิดได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งถึงวันนี้ก็เพราะบ้าน พปชร.”

อ่านข่าว…   รู้จัก ‘ผู้ใหญ่ไก่’ ใหญ่กว่า ‘ฉายแสง’
 

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

ส.ส.เฮ้ง และ ส.ส.ชัยวัฒน์

อีกประโยคหนึ่งที่ถือว่า “ส.ส.ชัยวัฒน์” ชกเข้าเป้าเลยคือ ไล่รองนายกฯ สมคิดออกจากทีมเศรษฐกิจ “..เปิดทางให้คนดี คนเก่ง คนมีความสามารถ เข้ามาทำงานแทน ไม่ใช่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอย่างนี้”

ปกติ “สจ.ต้อย” หรือ “ส.ส.ต้อย” จะเป็นคนเงียบขรึม ไปไหนมาไหน จะเดินเคียงข้าง “มังกรน้ำเค็ม” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี จนเป็นที่รู้กันว่า ส.ส.ต้อยอยู่ในซุ้มนี้

++
ลูกชาย“นายกไก่”
++
ปี 2562 สนามเลือกตั้งฉะเชิงเทรา เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น อ.พนมสารคาม (เฉพาะตำบลหนองยาว ตำบลบ้านซ่อง และตำบลเขาหินซ้อน) และอ.บางน้ำเปรี้ยว (ยกเว้นตำบลศาลาแดงและตำบลโพรงอากาศ) แชมป์เก่าคือ “เฮียเน้า” สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย พ่ายผู้ท้าชิงหน้าใหม่-ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

ชัยวัฒน์ เป็นลูกชาย “นายกไก่” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา มีชื่อเสียงในวงการมวยไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งเป็นโปรโมเตอร์ และหัวหน้าค่ายมวย สจ.ต้อยแปดริ้ว

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

นายกไก่ บิดาของ ส.ส.ชัยวัฒน์

จริงๆ แล้ว ชัยวัฒน์ หรือ “ต้อย แปดริ้ว” ค่ายชาติไทยพัฒนา ลงสนามชนกับอดีต ส.ส.สมชัย ค่ายเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2557 มาแล้ว แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ นัยว่าตอนนั้น ส.จ.ต้อยชนะเฮียเน้า

ต้องกลับมาชกกันใหม่ “ต้อย แปดริ้ว” ย้ายค่ายมาอยู่ค่ายพลังประชารัฐ พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก “สุชาติ ตันเจริญ” และ “อิทธิ ศิริลัทธยากร” อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ก็ชนะขาด

++
3 ตระกูลยึดแปดริ้ว
++
จบภารกิจ ส.ส.ไปแล้ว สุชาติ ตันเจริญ และอิทธิ ศิริลัทธยากร ทำสัญญาใจกับ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปีที่แล้วว่า “3 ตระกูล” แห่งถนนสายการเมืองแปดริ้ว จะร่วมกันสานฝัน “นายกไก่” เป็นนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา สมัยที่ 4 ให้จงได้

"ต้อย แปดริ้ว" ซุ้มมังกรน้ำเค็มแบกน้ำหนักชกสมคิด

สุชาติ นายกไก่ และอิทธิ รวมพลัง

คู่แข่งของ “นายกไก่” ก็คือ ตระกูล “ฉายแสง” ที่ปั้นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาท้าชิงทีมเก่า ซึ่งฝ่ายแชมป์เก่ารู้ดีว่า ศึกท้องถิ่นครั้งใหม่ไม่ธรรมดาแน่ ทีมงานพ่อมดดำ, อิทธิ และนายกไก่ จึงได้ปูพรมหาเสียงล่วงหน้าช่วงโควิดไปแล้ว

“ต้อย แปดริ้ว” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ สังกัดซุ้มมังกรน้ำเค็ม แต่สำหรับคนแปดริ้วแล้ว จะรู้จักเขาในนาม ส.ส.สาย 3 ตระกูล(ตันเจริญ, ศิริลัทธยากร และเป้าเปี่ยมทรัพย์)

ศึกท้องถิ่นแปดริ้วครั้งใหม่ ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าไทยไฟท์แน่นอน

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ

ปิดทางหากินตำรวจ แก้ไข ป.วิอาญา อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญ1 กรกฎาคม 2563 – 18:23 น.

เปิดร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา  อัยการมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือเมื่อมีการร้องเรียนแต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ แจ้งให้อัยการสอบสวนได้ -ตรวจค้น จับกุม สอบปากคำ ตำรวจต้องบันทึกภาพและเสียงไว้เป็นหลักฐาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง“การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในชั้นสอบสวน และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ.….” ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายสิระ เจนจาคะ เป็นประธานกรรมาธิการฯ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม
สภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2563  และส่งให้นายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอ ครม.เห็นชอบเป็นร่างกฎหมายก่อนเสนอเข้าสภาออกเป็นกฎหมายต่อไปนั้น

สำหรับสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้แก่

-ในการตรวจค้น จับกุม สอบปากคำผู้กล่าวหาหรือผู้ต้องหา จะต้องบันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐาน

-อัยการมีอำนาจตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือเมื่อมีการร้องเรียน

-ตำรวจไม่รับแจ้งความ แจ้งให้อัยการสอบสวนได้ 
 

 ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีเนื้อหาดังนี้ 

 โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓/๑ และมาตรา ๑๗/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๗/๑ ในการจับหรือค้น ให้เจ้าพนักงานผู้จับหรือค้นจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียง ซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่อง เว้นแต่เป็นกรณีเร่งด่วนหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจดำเนินการได้ ก็ให้เจ้าพนักงานนั้นบันทึกเหตุดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานในบันทึกการจับหรือบันทึกการค้น แล้วแต่กรณี

..มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๒๑/๑ ในคดีดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าตรวจสอบการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน

(๑) คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป

(๒) คดีที่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีร้องขอ

(๓) คดีอื่นตามที่กำหนตไว้ในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของสำนักงานอัยการสูงสุด

เมื่อไต้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง หากพนักงานอัยการเห็นสมควร ให้พนักงานอัยการเข้าทำการตรวจสอบการสอบสวนหรือตรวจสอบพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นเริ่มการสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้น

มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๒๗/๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

“มาตรา ๑๒๑/๒ ในคดีที่พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษหรือสอบสวนล่าช้า เมื่อผู้เสียหายหรือผู้กล่าวหาหรือผู้ต้องหาร้องขอ พนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจอาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินการตานอำนาจหน้าที่ หรืออาจรับทำการสอบสวนเองก็ได้ตามที่เห็นสมควร

ในกรณีที่พนักงานอัยการรับทำการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ โดยอาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนเข้าร่วมทำการสอบสวนได้

 ทั้งนี้ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยในการค้น การจับ และการคุมขัง อาจร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นหรือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นดำเนินการก็ได้”

การสอบสวนตามมาตรานี้ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย

เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย1 กรกฎาคม 2563 – 18:08 น.

เจาะประเด็นร้อน : ซักซ้อมกันมานาน หลังเด็กถูกกักตัวอยู่บ้าน เมื่อ…เปิดเรียนสนามจริง ยิ่งกว่าวุ่นวาย…โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

ซ้อมมาหลายวัน พอเปิดเรียนจริงวันแรก ยิ่งกว่าความวุ่นวาย โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนเกิน 500 คน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน และเลือกที่จะจัดการเรียนการสอน On-Site

อ่านข่าว: ก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค.ครูต้องทำอะไรบ้าง

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ภาพรวมโรงเรียนประถมศึกษา หากจะเปิดสอนต้องมีจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่เกิน 20 คน

ส่วนมัธยมศึกษาต้องไม่เกิน 25 คน หากโรงเรียนใดมีจำนวนนักเรียนต่อห้องเกินกว่าที่กำหนด สพฐ. ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอน เช่น การสลับชั้น จันทร์/พุธ/ศุกร์ หรือ อังคาร/พฤหัสบดี, สลับชั้น วันคู่ วันคี่, สลับกลุ่มแบ่งนักเรียนในห้องเรียนเป็น 2 กลุ่ม หรือรูปแบบอื่นๆตามที่โรงเรียนเห็นสมควรและต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันด้านสาธารณสุขด้วย

สรุปว่า โรงเรียนที่จำนวนนักเรียนเกิน 20 คนต้องห้อง ในระดับประถมศึกษา และเกิน 25 คนต่อห้องในระดับมัธยมศึกษา นักเรียนไม่สามารถมาเรียนทุกวันได้ จำเป็นต้องใช้รูปแบบผสมผสาน แต่ก็ปรากฏว่า ในบางจังหวัด

โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเกิน 500 คน และจำนวนนักเรียนต่อห้องเกิน 20 คน เปิดเรียนตามปกติ ไม่มีมาตรการเว้นระยะห่างในห้องเรียน ยังคงเห็นภาพนักเรียนจำนวนมากเดินเข้าแถวขึ้นรถนักเรียนคันเดียวกัน เพื่อเดินทางมาเรียนและกลับบ้าน

สำหรับการดำเนินการ 6 แนวทาง ของ สพฐ. ที่มอบหมายให้โรงเรียนดำเนินการ เมื่อเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ผลการปฏิบัติไม่เป็นไปตามคาด

1. มาตรการคัดกรอง หลายพื้นที่มี อสม. เข้ามาช่วยดำเนินการในช่วงแรก แต่ระยะเวลาดำเนินการก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเข้าเรียน ส่วนในช่วงเวลาเรียนและหลังเลิกเรียนพบไม่มีการปฏิบัติ ปล่อยให้มีการเข้า-ออก กันตามสบาย ผิดกับกรณีศูนย์การค้าที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดทั้งวัน

2. สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เมื่ออยู่ในโรงเรียน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่สวมหน้ากากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน บางคนเกิดอาการเหนื่อยหอบ หรือบางรายทนไม่ได้ก็ถอดหน้ากากไปเลย กับเด็กเล็กที่ไม่ระมัดระวังหน้ากากกลายเป็นที่สะสมเชื้อโรค มากกว่าที่จะป้องกันเชื้อโรค

3. จัดจุดล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ แม้ว่าจะมีการจัดเตรียมได้ดีในเรื่องของปริมาณของจุดบริการ แต่โรงเรียนกลับเน้นในเรื่องของการล้างมือด้วยสบู่ กับอ่างล้างมือ ซึ่งเป็นปัญหาว่าการล้างมือด้วยวิธีดังกล่าวต้องเช็ดมือ เสื้อผ้าของนักเรียน หรือบางครั้งอาจจะเป็นหน้ากากกลายเป็นที่เช็ดมือไปโดยอัตโนมัติ ต่างกับเจลล้างมือที่ล้างแล้วแห้งเลย โรงเรียนกลับไม่นิยมใช้ จะจัดไว้เฉพาะบริเวณที่มีการตรวจเยี่ยม หรือถ่ายรูปสวยงามเท่านั้น

4. การเว้นระยะห่างในห้องเรียน เป็นปัญหาโลกแตก ห้องเรียนขนาด กว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร รู้ทั้งรู้จัดระยะห่างระหว่างนักเรียนอย่างน้อย 1 เมตร รวมพื้นที่สำหรับโต๊ะและเก้าอี้ไปด้วย จัดยังไงก็ได้แค่ 20 คน (ไม่มีที่นั่งสำหรับครู) หากโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องเกิน 20 คน ยังไงก็ต้องจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน แต่ก็ยังมีปรากฏให้เห็นว่ามีโรงเรียนขนาดใหญ่ จัดการเรียนแบบ On-Site ให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะข้อมูลดังกล่าวอยู่ในมือของ สพฐ. ดังแต่ก่อนเปิดเรียน

5. เน้นการทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน สพฐ. มีนโยบายยกเลิกการจ้างบุคลากรในตำแหน่ง นักการภารโรง ไปนานแล้ว พอถึงเวลาจำเป็นก็ต้องกลายเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องมาทำเรื่องพวกนี้ เป็นงานนอกเหนือจากการสอนที่ได้รับเพิ่มมาโดยไม่คาดหมาย

6. ลดความแออัด ไม่จัดกิจกรรมที่เกิดการรวมกลุ่มของเด็ก เป็นข้อสั่งการที่ดูง่ายๆ แต่ในทางปฏิบัติยุ่งยากมาก ไม่เฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่กับโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เป็นปัญหากับครูเช่นกัน การเดินระหว่างเปลี่ยนคาบเรียน การรับประทานอาหารกลางวัน ยังไม่นับกิจกรรมที่กำลังจะมาถึง เช่น กิจกรรมแห่เทียนพรรษา กิจกรรมไหว้ครู การประกวดและการประเมินต่างๆ ที่ในทางปฏิบัติไม่ได้ลดลงเลย เพราะ ครูและโรงเรียนจำเป็นต้องใช้ใบประกาศเกียรติบัตรในการสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยที่พบในวันแรกของการเปิดเรียน จากต้นน้ำ คือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อผ่านการเห็นชอบและสั่งการตามลำดับ ถึงผู้ปฏิบัติ คือ ครู และโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นปลายน้ำของคำสั่ง แทบจะไม่เหลือร่องรอย เหมือนแท่งไอติมที่กินต่อกันมา พอถึงปลายทางก็เหลือแค่ไม้ไอติม เป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย คนสั่งกับคนปฏิบัติความคิดไม่ตรงกัน ผลที่ได้จึงไม่ตรงกัน ความล้มเหลวจึงเกิดขึ้นในทันที

แต่ไม่ต้องสนใจกับความล้มเหลวเหล่านี้ เพราะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน คือ การหยุดแช่แข็งการศึกษา ปล่อยให้ลูกหลานมาโรงเรียนตามปกติ เพราะในตอนนี้เราสามารถเชื่อได้ว่าเชื้อโควิด-19ไม่ระบาดในประเทศไทย

“หงา”ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด”ทอม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“หงา”ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด”ทอม”

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"1 กรกฎาคม 2563 – 15:50 น.

คลายล็อกเฟส 5 ผับบาร์เปิดแล้ว “น้าซู” ท้าพิสูจน์ดนตรีปรองดอง และ “น้าหงา” ห่วงอนาคตซูซู ฝ่ามายาเสื้อสีไม่ไหว

++
เริ่มต้น 1 ก.ค.2563 คลายล็อกโควิดเฟส 5 เปิดผับ เปิดร้านเหล้า “น้าซู” ระพินทร์ พุฒิชาติ หัวหน้าวงซูซู ได้โพสต์ทางแฟนเพจ Zu Putichat ว่า “ZUZU Returns .. พร้อมครับ ยังไม่ให้เต้น เราก็เล่นได้  นั่งจิบเหล้าบายๆ ฟังเพลงยุคคลาสสิค 083-545 4592 ,099-229 6647 ติดต่อเรามานะครับ”

ย้อนไปเมื่อ 21 มิ.ย.2563 น้าซูโพสต์ว่า “ดนตรีปรองดองพี่น้องซูซู ..แยกวงนาน 28 ปี ไม่น่าจะกลับมารวมกันได้ แต่สุดท้ายก็หวนคืนมาร่วมงานกันอีกครั้ง พายุร้ายพัดผ่านไป ได้ให้ประสบการณ์ที่ล้ำค่า สงครามแห่งความเกลียดชังที่เราหลุดเข้าไปอยู่ในสมรภูมิรบด้วย ขอให้ผ่านไป ผ่านไป ฝุ่นควันจางลง เรามาเริ่มต้นกันใหม่..”

พลันที่มีข่าว “ซูซู” จะกลับมา “สุรชัย จันทิมาธร“ ได้แสดงความเห็นผ่านแฟนเฟจส่วนตัวว่า “ยินดีกับ Zu Zu Return ที่จริงน่าจะใช้คำว่า Reunion มากกว่า มีเอฟเฟ็คอย่างแน่นอน ต่อการกลับมาของนายทอม ดันดี คนท่ายาง เพชรบุรี เอกลักษณ์เสียงเหน่อ แต่ก็ต้องสำแดงศักยภาพของงานเพลงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งเสียก่อน “

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"

น้าหงาพูดถึง “ทอม ดันดี” ในภาพแห่งความเป็นจริง ผู้เฒ่าแห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต พานพบปฏิริยาร้อนแรงในสงครามขั้วสีมานับสิบปี ก็อดเป็นห่วงวงซูซูไม่ได้

“ต้องยอมรับว่า ใจของน้าซูนั้นใหญ่จริง แม้วัยจะล่วงล้ำสู่เลย 6 แล้ว แต่ที่ขาดอย่างน่าเสียดายก็คือ น้าอู๊ด ยานนาวา มือกลองระดับเอเซีย ซึ่งคาดว่าอยากจะพักผ่อนสบายๆอยู่แถวชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งก็ยังคาดเดาไม่ออกอยู่นั่นเอง วงZu Zu เป็นวงใหญ่ ใช่เครื่องเคราและบุคลากรเยอะ เพราะเร่งเร้าอารมณ์ด้วยริทึ่มและจังหวะ ผสมเอกลักษณ์พื้นบ้านทั้งภาคอีสานและทางใต้ น้าซูก็ละม้ายคล้ายคลึงกับคาลอส ซันตาน่า ในการทำดนตรี โดยมีเอกลักษณ์กีตาร์โซโล่เป็นตัวนำร่อง ที่น่าสนใจ ก็คือเครื่องพื้นเมืองอันแพรวพราวของลูกวง ที่เปลี่ยนมาคนแล้วคนเล่า”

"หงา"ห่วง ซูซูรีเทิร์น ความคิด"ทอม"

ตอนท้าย น้าหงายังพูดถึงทอม ดันดี ตัวเอกของวงซูซู ยุคดนตรีปรองดองว่า “สำคัญว่าทอม ดันดี จะมาเป็นศูนย์หน้าที่หนักแน่นและเฉียบคมได้หรือเปล่า ปัญหาของทอมก็คืออายุมากขึ้น รวมทั้งความคิดจิตใจ”

ความหวัง ความฝันของน้าซู ที่จะนำพา “ดนตรีปรองดองพี่น้องซูซู” ไปให้ถึงเป้าหมาย จะทำได้สำเร็จหรือไม่? เอฟซีเสื้อเหลือง และเสื้อแดง จะเข้าใจน้าซู และน้าทอมแค่ไหน น่าลุ้นมาก

อุ้มวันเฉลิม “จักรภพ”ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อุ้มวันเฉลิม “จักรภพ”ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย1 กรกฎาคม 2563 – 14:59 น.

“จักรภพ เพ็ญแข” ฝันคดี “อุ้มวันเฉลิม” จะเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองไทย แต่ลืมไปว่า จักรภพเคยสนับสนุนเผด็จการรัฐสภาในกัมพูชา 

++
หน้าฟีดแฟนเพจของ จักรภพ เพ็ญแข มีความเคลื่อนไหวถี่ขึ้น หลังจากเขาเดินทางออกจากกัมพูชา ไปปักหลักแถวยุโรป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2563 จักรภพโพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “กรณีอุ้มฆ่าต้าร์-ก้าวไปอีกขั้น” โดยลงมือแปลข่าว “ต้าร์” หรือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563 

อ่านข่าว…   จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

“หน้าหนึ่ง (front page) ของนิวยอร์กไทมส์แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้เงินซื้อได้ บรรณาธิการแต่ละประเภทข่าว ต้องผลักดันและต่อสู้เป็นอย่างมากเพื่อให้ข่าวที่ตนเห็นว่าสำคัญระดับโลกได้ขึ้นหน้าหนึ่ง เพราะเมื่อได้ขึ้นแล้ว สื่อมวลชนทั่วโลกจะให้ความสนใจและจับข่าวนั้นๆ ไปเจาะลึกเพิ่มเติมจนเกิดผลที่กว้างไกล มีหลายกรณีที่ข่าวจากหน้าหนึ่งนิวยอร์กไทมส์ ทำให้เกิดการสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและเอาผิดกับอาชญากรระดับเหนือมนุษย์ของทั่วโลกได้ บางทีก็ส่งผลให้เปลี่ยนผู้นำหรือเปลี่ยนรัฐบาล และสร้างแรงสะเทือนมากมายในหลายด้าน..”

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

จักรภพ เคลื่อนไหวหนัก

คนเสื้อแดงหลายคนวิจารณ์ว่า จักรภพก็ยังเป็น “นักฝัน” เหมือนที่จตุพร พรหมพันธุ์ วิจารณ์ซ้ายใหม่บางคนว่า หลงตัวเอง นึกว่าเป็นเช กูวารา แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นแบบนั้น แกนนำมวลชนตัวจริง หนีไม่พ้นวิบากชีวิต ติดคุกติดตะราง 

จักรภพ พยายามชี้ว่า การที่วันเฉลิมเป็นข่าวหน้า 1 นิวยอร์กไทมส์ อาจนำไปสู่การสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและเอาผิดกับอาชญากรได้

กรณีของ “วันเฉลิม” นั้น จักรภพรู้อยู่แก่ใจ และถ้าอยากรู้ความจริง จักรภพควรถามสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพราะเหตุการณ์อุ้มวันเฉลิม เกิดอยู่บนดินแดนเขมร ไม่ใช่ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2563 จักรภพน่าจะเขียนเล่าบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 69 ปี พรรคประชาชนกัมพูชา  ของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งปีนี้ มีการจัดพิธีทำบุญฉลองอาคารสำนักงานพรรคแห่งใหม่ ที่ใหญ่โตโอ่อ่ามาก

พรรคประชาชนกัมพูชา มีรากฐานมาจาก “พรรคปฏิวัติ” และพัฒนาการมาเป็น “พรรคสภา” ในยุคที่ยูเอ็นเข้ามาจัดการเลือกตั้ง หลังมีการเจรจาสันติภาพเขมร 4 ฝ่าย ยุติสงครามในประเทศที่กินเวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

สมเด็จฮุนเซน ผู้มากบารมี

เมื่อ 5-6 ปีก่อน สมเด็จฮุน เซน ได้ใช้อำนาจรัฐกดดัน สม รังสี ผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชา พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด จนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ และศาลตัดสินยุบพรรคดังกล่าว 

ครั้นมีเลือกตั้งทั่วไป ปี 2561 พรรคประชาชนกัมพูชา จึงชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ได้เสียงข้างมากในสภาฯพรรคเดียว “จักรภพ” ก็ใช้ชีิวิตอยู่ในพนมเปญ ได้รู้ได้เห็นการเมืองเขมรมาแต่ปี 2552 และรู้ถึงหัวอกฝ่ายประชาธิปไตยในกัมพูชา ที่ถูกจับกุมคุมขัง และถูกเข่นฆ่าไปหลายคน

สม รังสี ผู้นำฝ่ายต่อต้านฮุนเซน ได้จัดตั้งองค์กรการเมืองใหม่ ปลุกชาวเขมรโพ้นทะเลให้ลุกขึ้นมากดกันสหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้จัดการฮุนเซน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

อุ้มวันเฉลิม "จักรภพ"ไม่หยุดถามฮุนเซนดีกว่ามั้ย

ที่ทำการพรรคประชาชนกัมพูชา

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จฮุน เซน ไปตรวจโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ได้ปราศรัยกับมวลชนที่มาร่วมงานว่า พรรคประชาชนกัมพูชา จะบริหารประเทศกัมพูชาต่อไปอีก 50-100 ปี หากพรรคฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาล คงต้องรอชาติหน้า

จักรภพมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองเขมร ควรถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้ผู้รักประชาธิปไตยในไทยได้อ่านกันบ้าง

สมคิดรู้มั้ย “ชัยวุฒิ” เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมคิดรู้มั้ย “ชัยวุฒิ” เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้1 กรกฎาคม 2563 – 10:51 น.

ไม่แน่จริง ไม่ออกมาไล่ “สมคิด” เส้นทางสู่พลังประชารัฐของ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ไม่ธรรมดา เป็นคนชักนำอดีต 4 ทหารเสือ กปปส. ย้ายขั้ว คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ออกมาไล่เช้าไล่เย็น “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาย้ำกับนักข่าวอีกหนว่า “ผมคิดว่าถ้านายสมคิดออกไป ก็จะทำให้คนใหม่เข้ามาได้อีกเยอะ”


ชัยวุฒิ ไม่ใช่ ส.ส.สมัยแรก เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ สู้รบกับพรรคไทยรักไทยมาโชกโชนในพื้นที่สิงห์บุรี สมัยต้านระบอบทักษิณ ชัยวุฒิก็ต้องชนแดงฮาร์ดคอร์อย่าง “พายัพ ปั้นเกตุ”  

วันนี้ ชัยวุฒิ เป็นหลานรักของ “ลุงป้อม” ไปไหนมาไหนกับกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ และสุชาติ ชมกลิ่น 

อ่านข่าว…  พปชร.ร้าวหนัก “ชัยวุฒิ” ไล่ “สมคิด” คนดี กลับไปเลี้ยงหลาน

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้


++
ร้านทองแม่กิมลี้
++
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2563 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ,กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. เขต 1 และ โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี จากพรรคพลังประชารัฐ แจกข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่บริเวณด้านหน้าร้านทองแม่กิมลี้ ถนนพันเรือง อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

รวมถึงเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่อาม่ากิมลี้ แซ่ตั้ง เนื่องในโอกาสวันครบรอบการเสียชีวิตของอาม่ากิมลี้ ผู้ก่อตั้งร้านทองแม่กิมลี้

ตระกูล “ธนาคมานุสรณ์” ทำมาค้าขายในเมืองสิงห์มายาวนาน มีทั้งร้านทองแม่กิมลี้ ,เคเบิ้ลสิงห์บุรี และร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า

ปัจจุบัน แม่ภรณี ธนาคมานุสรณ์ ทายาทแม่กิมลี้เป็นผู้บริหารธุรกิจในตระกูล และมีบทบาทสนับสนุนณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี ซึ่งเป็นฐานการเมืองในท้องถิ่น

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

แม่ภรณี ส.ส.ตัวจริง

กลุ่มแม่ภรณียังเป็นแนวร่วมกับสรกฤช เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี และประเทือง วิจารณ์ปรีชา อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคชาติไทยหลายสมัย (วันนี้ ประเทืองเป็นรองนายก อบจ.สิงห์บุรี)


แม่ภรณีเป็นลมใต้ปีก ที่ส่งให้ “ชัยวุฒิ-โชนวุฒิ” ทะยานไปในยุทธจักรการเมือง

++
ผู้บริหารกัลฟ์
++
เมืองสิงห์ ในทางการเมือง ก่อนที่ทักษิณ ชินวัตร จะตั้งพรรคไทยรักไทย ส.ส.สิงห์บุรี ก็เหมือนคนในบ้านใหญ่-สุพรรณบุรี ซึ่งสมัยโน้น บรรหาร ศิลปอาชา มักจะนับเอาสิงห์บุรี, ชัยนาท และอ่างทอง เป็นเมืองบริวารของบรรหารบุรี

เลือกตั้งปี 2544 สิงห์บุรี มี 2 เขตเลือกตั้ง และได้ ส.ส.หน้าใหม่ทั้งคู่คือ เขต 1 ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์พรรคประชาธิปัตย์ และพายัพ ปั้นเกตุ พรรคไทยรักไทย (ชนะประเทือง วิจารณ์ปรีชา พรรคชาติไทย)

สมคิดรู้มั้ย "ชัยวุฒิ" เมืองสิงห์ คนจริงหลานแม่กิมลี้

แม่ภรณี มาร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐ

เลือกตั้งปี 2548 เหลือเขตเดียว พายัพ ปั้นเกตุ มากับประชานิยม ชัยวุฒิสอบตก ปี 2550 ชัยวุฒิย้ายไปพรรคชาติไทย ชนะพายัพ

พรรคชาติไทยถูกยุบ ชัยวุฒิถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี  ปี 2552 มีเลือกตั้งซ่อม โชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ญาติผู้น้อง สวมเสื้อ ปชป. เอาชนะพายัพ ปั้นเกตุ ไปได้

เลือกตัั้งปี 2554 พายัพปั้น สุรสาล ผาสุข แกนนำเสื้อแดงสิงห์บุรี ขี่กระแสยิ่งลักษณ์เอาชนะคนในตระกูลแม่กิมลี้ไปได้

ช่วงไม่ได้เป็น ส.ส. ชัยวุฒิ ทำธุรกิจส่วนตัวและเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริหารของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ส่วนงานการเมืองในพื้นที่เป็นเรื่องของ “แม่ภรณี” และญาติผู้น้อง-โชนวุฒิ

เดือน เม.ย.2561 ชัยวุฒิพา สกลธี ภัททิยกุล ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และณัฏฐพล ทีปสุวรรณอดีต เข้าพบสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โต

แต่นักข่าวส่วนใหญ่ไม่ทราบ ก่อนไปทำเนียบ ชัยวุฒิ พาสกลธี พุทธิพงษ์ และณัฏฐพล ไปพบลุงป้อมที่บ้านป่ารอยต่อฯมาแล้ว

เลือกตั้งปี 2562 ชัยวุฒิลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ช่วยหาเสียงให้โชนวุฒิ สวมเสื้อพลังประชารัฐ คว่ำอดีต ส.ส.เพื่อไทย สุรสาล ผาสุข กลับสู่สภาฯอีกรอบ

วันประชุมเลือกลุงป้อม เป็นหัวหน้าพรรค แม่ภรณีเดินทางมาจากสิงห์บุรี ในฐานะโหวตเตอร์คนหนึ่ง

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น “อาจารย์แหม่ม “คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น “อาจารย์แหม่ม “คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม

ทำไมคนไม่เชื่อมั่น "อาจารย์แหม่ม "คุมเศรษฐกิจทั้งที่คุณสมบัติเพียบพร้อม30 มิถุนายน 2563 – 22:08 น.

น่าสนใจว่าในขณะที่คุณสมบัติในเรื่องความรู้ ” อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” เพียบพร้อม เป็นทั้งศาสตราจารย์และดอกเตอร์ ด้านการเงิน แต่กลับไม่ได้รับการขานรับจากสังคม เมื่อมีชื่อว่าจะเข้ามาดูแลทีมเศรษฐกิจ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.. ที่นี่มีคำตอบ

หลังจาก”อนุชา นาคาศัย” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้น ว่า โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจใหม่ของพรรคจะนำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และคนมีชื่อเสียงของประเทศ ขอให้รอตกผลึกอีกครั้ง
 อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาลกลายเป็น“ตำบลกระสุนตก”ทันทีเพราะคนที่เป็นมือเศรษฐกิจของพรรค ก็มักจะได้เป็น”รัฐมนตรีเศรษฐกิจ”ของรัฐบาลไปด้วย
 แม้ว่านายอนุชา จะออกมาชี้แจงในภายหลังว่า“อาจารย์แหม่ม”เป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคเท่านั้นไม่ใช่ของรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถที่จะห้ามคนมองข้ามช็อตว่า “อาจารย์แหม่ม-นฤมล” อาจก้าวไปถึงหัวหน้าทีม “รัฐมนตรีเศรษฐกิจ” แทนที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯเศรษฐกิจและ”สี่กุมาร”  ประกอบกับก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่า”อาจารย์แหม่ม” จะได้เป็น”รัฐมนตรี” มาแล้ว  

เมื่อนักข่าวพบก็รุมซักถาม..”อาจารย์แหม่ม” ก็อธิบายอย่างไม่สะทกสะท้านเสียงวิจารณ์ว่า ตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐตั้งขึ้นมา ตัวเองก็อยู่ในทีมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคอยู่แล้ว เมื่อมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่  เลขาธิการพรรค-นายอนุชา นาคาศัย ก็บอกให้รับผิดชอบต่อก็เท่านั้นเอง เป็นเรื่องการทำนโยบายของพรรคเท่านั้น 
จากนั้นเล่าประสบการณ์ทำงานของตนเองเป็นฉากๆ ว่า เป็นอาจารย์สอนด้านการเงิน สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ในด้านสายงานวิชาการก็ทำจนเป็น “ศาสตราจารย์” 
นอกเหนือจากงานวิชาการ งานวิจัย แล้ว ในด้านตลาดทุนก็เป็นที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์มา 10 กว่าปี  ส่วนด้านตลาดเงินก็เป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารหลายแห่ง รวมทั้งช่วยภาคเอกชน ภาคธุรกิจโดยเป็นกรรมการ  ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เข้ามาช่วยงานที่กระทรวงการคลัง(ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี คิดนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในสมัยที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็น รมว.คลังก่อนลาออกลงสู่สนามการเมือง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรคพลังประชารัฐ และได้รับเลือกตั้ง)
 และเมื่อไปพลิกดู”โปร์ไฟล์”ของ“อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ก็พบว่าเพียบพร้อมเลิศหรู เป็นทั้ง”ดอกเตอร์”และ”ศาสตราจารย์” ซึ่งสำหรับเส้นทาง”นักวิชาการ” มีคนไม่มากนักที่ได้ครบทั้งสองอย่าง 
 ส่วนด้านการศึกษา -ปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                   – ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(คณิตศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐฯ, บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย        
                   -ปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเงิน) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
                   -เคยเป็นอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า  
 เมื่อนักข่าวถามว่าด้วยประสบการณ์ขนาดนี้ มั่นใจสามารถเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้ไหม“อาจารย์แหม่ม”ตอบแบบเลี่ยงๆว่า คงไม่สามารถสรุปเช่นนั้น ถ้าถามว่าเราทำอะไรมาบ้าง ก็บอกว่าเราทำมาประมาณนี้ มีความรู้เรื่องตลาดทุน ตลาดเงิน งานวิจัย งานด้านนโยบายที่เคยช่วยอยู่ที่กระทรวงการคลัง
 ตบท้ายด้วยคิดอย่างไรกับการมีชื่อคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ อาจารย์แหม่ม บอกว่า “แล้วแต่นายกฯ” 
 เรียกว่า “ตอบแบบสงวนท่าที” ไม่ปฏิเสธ 
  คุณสมบัติ”เพอร์เฟ็ก”ขนาดนี้ แต่ทำไมคนกลับไม่เชื่อมั่น ” อาจารย์แหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ” หากได้นั่งรัฐมนตรีคุมทีมเศรษฐกิจ 
  คำตอบ 
  1. ดูจากการทำงานของเธอในตำแหน่ง”โฆษกรัฐบาล”  ซึ่งเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับตำแหน่งรัฐมนตรีคุมทีมเศรษฐกิจ ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถูกวิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง  ผลงานไม่ปรากฏชัด
   2. แม้จะมีความรู้เพียบพร้อมแต่ส่วนมากงานที่ทำมาเป็นด้านที่ปรึกษา งานวิจัย  งานวิชาการ มากกว่างาน”บริหาร” โดยเฉพาะการบริหารงานภาครัฐ( ซึ่งยากกว่าการบริหารงานภาคเอกชนมาก)
    3.ผลโพลของซูเปอร์โพลที่ออกมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(28 มิ.ย.) หลังมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ส่วนใหญ่ประชาชนร้อยละ 62.5 ไม่เห็นด้วยต่อการลาออกจากทุกตำแหน่งของสี่รัฐมนตรีหรืออีกความหมายหนึ่งก็คือต้องการให้ 4 รัฐมนตรี ซึ่งได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ , นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อยู่ต่อเป็นรัฐมนตรีต่อไป
     โดยเหตุผลหนึ่งคือ สี่รัฐมนตรีมีส่วนสำคัญในการสร้างผลงานปรากฏต่อสายตาต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่น่าลงทุน มีผลงานในประเทศโดยเฉพาะช่วงวิกฤติ”โควิด-19″ เงินเยียวยาอัดฉีดตรงถึงกระเป๋าของประชาชน ลดค่าไฟ ลดราคาน้ำมัน ค่าก๊าซ และกำลังลงสู่เศรษฐกิจฐานรากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ
    ดังนั้นเมื่อมีชื่อ”นางนฤมล” โผล่ขึ้นมาว่าจะมาดูแลเศรษฐกิจแทน ก็ทำให้ไม่ได้รับการตอบรับ ถูกปฏิเสธจากสังคมโดยรวม 
  4. ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่หลังเกิดวิกฤต’โควิด-19′ ประชาชนจึงต้องการเห็นคนที่มากประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาดูแลในด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องเป็นคนที่ต่างชาติให้การยอมรับเชื่อถือ เชื่อมั่นเพื่อที่จะได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ใช่ถอนทุนหนีไปหมดในขณะที่นางนฤมล ยังถูกมองว่า เป็น”มือใหม่”อ่อนด้วยในเรื่องประสบการณ์ 

 5.ผลจากการเลือกกรรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ ได้”นักการเมืองเก่า”เข้ามาบริหาร ทำให้ประชาชนเอือมระอา นางนฤมล มีภาพว่าเป็นคนของกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ จึงทำให้ไม่ได้รับการยอมรับไปด้วย

“บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

"บิ๊กตู่-ณัฏฐพล"แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ30 มิถุนายน 2563 – 18:39 น.

เจาะประเด็นร้อนๆ “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ ของ สกสค.

กลายเป็นประเด็นร้อน ว่อนโลกโซเชียลในทันที่ เมื่อองค์การค้าของ สกสค.ออกประกาศเมื่อวันที่ื 29 มิถุนายน 2563  “เลิกจ้าง” พนักงานและเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลขาดสภาพคล่องและทนแบกภาระมา 15 ปีไม่ไหว ทำให้เกือบพันชีวิต ต้องตกงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

: นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ”

: “หมอธี”ตั้งกรรมการตรวจสอบบัญชีองค์การค้าฯ

สื่อหลายค่ายโหมกระหน่ำ เติมเชื้อไฟความขัดแย้ง โบ๊ยเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เป็นของผู้นำประเทศ อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ “เดอะตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยตำแหน่ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

      ทำไม?องค์การค้าฯมีหนี้ท่วม

     เดิมบทบาทหน้าที่ขององค์การค้า คุรุสภา เป็นองค์กรจัดหาผลประโยชน์ให้แก่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีหน้าที่บริการส่งเสริมอำนวยความสะดวก ในการจัดระบบการศึกษาของชาติในด้านการพิมพ์ หนังสือเรียน เอกสารทางการศึกษา ผลิตอุปกรณ์การศึกษาบริการธุรกิจทางการศึกษา ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามอบหมาย ฯลฯ

    องค์การค้าฯคุรุสภา มีหน้าที่ผลิตตำราแบบเรียนครอบคลุมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกวิชายกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ 

    ครั้นพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้ องค์การค้าฯ ถูกควบรวมไปอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)แต่ยังคงบทบาทหน้าที่เดิมเอาไว้   

  องค์การค้าฯยุคควบรวม เริ่มมีหนี้้สิน จากการบริหารงานผิดพลาด ขณะที่ภารกิจในการจัดพิมพ์ตำราแบบเรียน เพื่อถ่วงดุลย์ราคาหนังสือเรียนในตลาดหนังสือ ยังคงเดินหน้าต่อ ท่ามกลางตำราเถื่อนกระจายทั่วประเทศทุกปี ควบคู่ไปกับการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้บริหารชุดใหม่ จากนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ต่อเนื่อง  

    ปี2549 องค์การค้าฯเริ่มเป็นหนี้แบบบักโบรก จนนำไปสู่การต่อรองขอกู้เงินจากแบงค์ เพื่อเติมลมหายใจให้สามารถขับเคลื่อนองค์กร และจ่ายค่าแรงพนักงานและเจ้าหน้าที่ได้

   แต่คนจากนักการเมืองและพรรคการเมือง ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารองค์การค้าฯ รับเงินเดือนมากกว่ารัฐมนตรี แต่ไม่สามารถฟื้นฟูสภาพการเงินขององค์การค้าฯได้

    องค์การค้าฯ ตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วมหัว  ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่ กระนั้นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ยังชงเรื่องงามไส้ให้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เซ็นรับรองว่าต้องมีการซื้อลิขสิทธิ์ตำราเรียนด้วยราคากว่า 200 ล้านบาท

      โชคดีรัฐมนตรีคนนั้น ชื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ยุครัฐบาลคสช.ของ “บิ๊กตู่”  เจ้าของนโยบายปลูกฝังให้เด็ก “เกลียดการโกง” เกิดรู้ทันข้าราชการน้ำเน่า ทำให้รัฐไม่ต้องสูญเงินฟรี หรือเข้ากระเป๋าไอโม้ง

    วีรกรรรมของ“หมอธีร์”เป็นที่จดจำของคนรักความโปร่งใส เมื่อรมว.ศธ. มอบมหายให้ พลเอกโกศล  ปทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศธ. ลุยลงพื้นที่หาความจริงถึงต้นตอทำไมองค์การค้าของสกสค. และสกสค.ถึงมีหนี้ท่วม ทั้งค่าพิพม์ ค่ากระดาษ จนนำไปสู่การระงับเงินกู้ 250 ล้านบาทจากแบงค์ออมสิน ที่หวังนำมาเติมสภาพคล่องให้กับองค์การค้าฯ แต่ทำให้องค์การค้าฯมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขนิดที่เรียกได้ว่า“ไม่มีปัญญาใช้หนี้”ได้     

ขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าที่ดินขององค์การค้าฯ มีเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศแต่ไม่สามารถขายทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ ยกเว้นปล่อยให้เช่าตามที่ปรากฏตามที่ต่างๆ  

    ว่ากันว่า ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเข้ามาบริหาร สถานะทางการเงินขององค์การค้าฯ มียอดหนี้ประมาณ 7,000 ล้านบาท  ปี 2560 เหลือหนี้ประมาณ 3,900 ล้านบาท   แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ 260ล้านบาท  ค่ากระดาษ 514 ล้านบาท ค่าจ้างพิมพ์ 840 ล้านบาท หนี้บริษัทล็อกซ์เล่ย์ จำกัด  ซึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายขายหนังสือเรียนกับองค์การค้าฯ จำนวน 1,081 ล้านบาท ถึงปัจจุบันชำระหนี้ไปแล้ว 55ล้านบาท และหนี้ธนาคารต่างๆ อีก 886 ล้านบาท ยังไม่รวมเจ้าหนี้รายย่อยอีกเป็นจำนวนมาก   

    สภาวะการเงินฝืด องค์การค้าฯทยอยเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง สลับกับการเรียกร้องขอความเป็นธรรมของลูกจ้าง ผ่านสหภาพแรงงานองค์การค้าฯ แต่จำนวนหนี้สิ้นองค์การค้าฯเพิ่มทวีคูณ และล่าสุดก่อนประกาศเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่ จำนวน 961คนเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2563 นั้น ปรากฏว่า องค์การค้าฯ มีหนี้สินจำนวนกว่า 6,700 ล้านบาท หลังขาดทุนต่อเนื่องมา 15 ปี หรือหลังจากเกิดการควบรวมตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546

    สถานการณ์เลิกจ้างช่วงโควิด-19 ทำให้ “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล” จึงตกแพะรับบาปกรณีเลิกจ้างองค์การค้าฯ นั่นเอง

“จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ30 มิถุนายน 2563 – 17:40 น.

มังกรลุ่มน้ำโขง “จ้าวเหว่ย” สร้างสนามบินใหญ่ที่สุดในลาว ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ หลังมรสุมโควิด ปิดกาสิโนยาว 4 เดือน

++

สืบเนื่องจากโควิดระบาด ส่งผลให้กาสิโนคิงส์โรมัน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ปิดยาวตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.2563  จนวันนี้ รัฐบาล สปป.ลาวก็ไม่อนุญาตให้คลายล็อกเปิดกาสิโน

 “จ้าว เหว่ย” ประธานกลุ่มทุน “งิ้วคำ” จากจีน ในฐานะประธานสภาบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ไม่หยุดนิ่ง ยังวางแผนโครงการด้านอื่นๆ ในสามเหลี่ยมทองคำ

อย่างเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2563 “จ้าว เหว่ย” ได้เป็นประธานเปิดงานวันต้านยาเสพติด ภายใต้หัวข้อ “แนวคิดปราศจากยาเสพติด ชีวิตมีความสดใส” ที่สวนอุทยานหน้าต่างแห่งสามเหลี่ยมทองคำ ดอนซาว เมืองต้นผึ้ง

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

                                      “จ้าว เหว่ย” ประธานกลุ่มทุน “งิ้วคำ”

ภาษาลาวเขียนว่า “ป่องเยี้ยมสามเหลี่ยมคำ” หมายถึงหน้าต่างแห่งสามเหลี่ยมทองคำ เพราะมองจากฝั่งไทย และฝั่งพม่า ก็จะเห็นเกาะดอนซาว ริมโขง

ดอนซาว เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการปรับปรุงใหม่หลายด้าน มีศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่า,มีพิพิธภัณฑ์ต้านยาเสพติดแห่งแรกของโลก และสวนพฤกษศาสตร์

ในอดีต ดอนซาว เมืองต้นผึ้ง เป็นแหล่งค้าเฮโรอีน ที่นำมาจากโรงงานชนกลุ่มน้อยในสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อส่งขายให้ทหารอเมริกัน สมัยสงครามลับในลาว

ก่อนหน้านั้น วันที่ 21 มิ.ย.2563 คณะกรรมการคุ้มครองเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ ได้มีมติเห็นชอบในโครงสร้างสนามบินสากล มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ โดยจะมีการออกแบบให้มีทางวิ่ง 2,500 เมตร รองรับเครื่องบิน A320 และ B737 ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากรัฐบาลลาว

 "จ้าวเหว่ย" สร้างสนามบิน ปลุกสามเหลี่ยมทองคำ

                                       สถานที่ก่อสร้างสนามบินสามเหลี่ยมทองคำ 

หากรัฐบาลลาวเห็นชอบตามที่ “จ้าว เหว่ย” เสนอไป ก็จะสามารถสร้างสนามบินสากลสามเหลี่ยมทองคำให้เสร็จภายใน 18 เดือน และสนามบินแห่งนี้ จะเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว

หลายปีมาแล้ว จ้าว เหว่ย เคยมีแผนก่อสร้างสนามบินเมืองต้นผึ้ง แต่มีปัญหาชาวบ้านคัดค้านการเวนคืนที่ดิน ถึงขั้นมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงระงับโครงการดังกล่าว หันไปพัฒนาด่านสากลทางเรือแทน

ปัจจุบัน รัฐบาลลาวได้ขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ และส่งมอบที่ดินให้ทางจ้าว เหว่ย ไปแล้ว จึงทำให้สภาบริหารเขตเศรษฐกิจฯ ปัดฝุ่นโครงการสร้างสนามบินสากลสามเหลี่ยมทองคำ