อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา “ธนาธร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา “ธนาธร”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"25 มิถุนายน 2563 – 14:07 น.

ขบวนการ 2475 กลับมาคึกคัก หลังผิดหวัง “ทักษิณ” ไม่สู้จริง โดยฝากหวังไว้กับ “คณะธนาธร” เปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

++
ความคึกคักของกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “2475 อยากให้ลืม เราจะจำ“ ทั้งข้างถนน และสื่อออนไลน์ เป็นผลพวงมาจาก ”คณะก้าวหน้า” และแนวร่วม ได้ร่วมกันปลุกระดมทางโซเชียล

คณะก้าวหน้า นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรือง” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ถือเอาวาระแห่งการรำลึก 88 ปี 24 มิ.ย.2475 เป็นอีเวนท์ใหญ่ ปักธงความคิด ด้วยการตอกย้ำคำประกาศคณะราษฎร ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ่านข่าว…   “คณะก้าวหน้า” แจง ปมสังคมคาใจรหัส 24 75 แลกเงิน 3 พัน
 
หากพิจารณาผู้เข้าร่วมกิจกรรมในแง่ “จำนวน” คงไม่เท่ากับช่วงกิจกรรมแฟลชม็อบ ตรงกันข้ามกับย้อนไปช่วงที่ คสช.บริหารประเทศใหม่ๆ มีแต่นักกิจกรรมหน้าเดิม และคนเข้าร่วมนับหัวได้

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

ปัญญาชนปีกซ้าย เคยฝากผีฝากไข้เพื่อไทย

ปัญญาชนปีกซ้าย พยายามเคลื่อนไหวเชิงอุดมการณ์ 2475 มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ก็เจอพลังขวาจัดต่อต้านเป็นระยะๆ บางเวลาฝ่ายซ้ายก็พลาดเอง ไม่ทันเกมจึงตกหลุมพราง
++
อีเวนท์ 112
++
“ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” นักวิชาการด้านนักประวัติศาสตร์ ที่เชื่อว่า 24 มิ.ย.2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่ามและเป็นวันแห่งการอภิวัฒน์สยาม คณะราษฎรได้กระทำการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำชาติไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย

สมัยคนเสื้อแดงผยองเดช ปัญญาชนปีกซ้ายเชื่อว่า นี่คือการลุกตื่นของพลังประชาชน และวันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงใกล้เข้ามาแล้ว

ปลายปี 2555 ชาญวิทย์ได้รับเชิญไปเสวนาทางวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ สหรัฐ ซึ่งวันนั้นมีการพูดถึงเรื่องการอภิวัฒน์สยาม 2475 “ผมคิดว่า มันจะมีกระบวนการที่ยาวมาก มันไม่จบนะ และพวกคุณจะได้เห็นการต่อสู้แบบไม่เคยมีมาก่อน..”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

“ชาญวิทย์” กับม็อบแดง

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ชาญวิทย์ ได้ร่วมมือกับ “แดงก้าวหน้า” ที่มีแนวคิดตาสว่าง จึงสานต่อ “คณะนิติราษฎร์” จัดตั้ง “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

วันที่ 29 พ.ค.2555 คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา112 (ครก.112) นำโดย ชาญวิทย์ และแนวร่วมแดงอิสระ ได้เคลื่อนขบวนสู่สภา โดยใช้คนหาบกล่องรายชื่อประชาชน 3 หมื่นกว่าคน ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 โดยเมื่อถึงรัฐสภา วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯคนที่ 2 สมัยนั้น เป็นตัวแทนรับมีรายชื่อทั้งหมด 12 กล่อง

ชาญวิทย์ประเมินว่า พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และการต่อสู้ภาคประชาชนอยู่ในกระแสสูง จึงกล้าเสนอแก้ไขมาตรา 112

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

เพื่อไทยหักหลัง “ชาญวิทย์”
++
ซ้ายใหม่อกหัก
++
วันที่ 1 พ.ย.2555 ขณะที่ชาญวิทย์อยู่ที่สหรัฐ ก็ได้รับข่าวร้ายจากพรรคพวกที่เมืองไทยว่า สภาเขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่เสนอโดยภาคประชาชนทิ้งแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ชาญวิทย์จึงสิ้นศรัทธาทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพราะยังเล่นการเมือง “เกี้ยเซี้ย” กับชนชั้นนำ ไม่ได้แสดงความกล้าหาญที่จะ “อภิวัฒน์” ประเทศไทย

เดือน ต.ค.2562 ชาญวิทย์จึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ “ผมรำคาญความยืดยาด​ ความไม่ชัดเจน​ รู้สึกเบื่อ​”

อกหักจากแม้ว แล้วเลี้ยวหา "ธนาธร"

ดอกผลของคณะก้าวหน้า

ปัญญาชนก้าวหน้าไทยใน พ.ศ.นี้ ต่างฝากความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบ 2475 ไว้กับ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร”

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์25 มิถุนายน 2563 – 10:10 น.

กรวดน้ำคว่ำขัน “เจ๊หน่อย” ไม่แคร์ “เดอะอ้วน” ก็ไม่แคร์

++
การเปิดตัว “กลุ่มแคร์” ของคนรุ่นใหญ่ ในสถานการณ์คนรุ่นใหม่(บางกลุ่ม)กำลังสุมไฟ “2475” เลยทำให้แนวคิดเคลื่อนไทยไม่ปังเท่าที่ควร บวกกับปฏิริยาจากคนกันเอง ก็ลดทอนความแรงของอดีตผู้ก่อการพรรคไทยรักไทยลงไปเยอะ

แม้จะมีชื่อ ดวงฤทธิ์ บุนนาค ,วีรพร นิติประภา, ลักขณา ปันวิชัย และรัสรินทร์ ชินโชติธีรานันท์ แต่ก็ไม่เปรี้ยงเหมือนตอนที่ “ธนาธร-ปิยบุตร” เปิดม่านพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…   พิษปรองดอง “เจ๊เมืองหลวง” ถูกแทงข้างหลัง

ผู้คนยังโฟกัสไปที่ “3 กุมาร” ของทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, “อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย และ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี 

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์

เหนืออื่นใด การปรากฏตัวของ “มิ้ง-อ้วน-เลี้ยบ” พ่วง “เฮียเพ้ง” ทำให้คนนึกถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย มากกว่าแนวคิดเคลื่อนไทย 

คู่กรณีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในบทวิเคราะห์การเมือง หนีไม่พ้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค และภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน

++
เจ๊ไม่แคร์
++
เมื่อ 20 มิ.ย.2563 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินไปสำนักข่าวใหญ่ย่านประชาชื่น เพื่อเคลียร์ทุกข่าวความขัดแย้งในเพื่อไทย แถมข่าวลือดีลร่วมรัฐบาลแห่งชาติดังกระหึ่ม

กรณีอดีตผู้ก่อการพรรคไทยรักไทย ได้ร่วมกันตั้งกลุ่มแคร์ “คุณหญิงหน่อย” อธิบายว่า “เราเข้าใจทุกคน”

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบมาให้ “ฆ่าพรรคใหญ่” เพราะอยู่พรรคเพื่อไทย ไม่มีทางได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ “เราสนับสนุนว่าใครมีศักยภาพและมีโอกาสได้ปาร์ตี้ลิสต์ สนับสนุนให้ไปตั้งพรรค เพราะเพื่อไทยไม่มีทางได้ปาร์ตี้ลิสต์”

คนใกล้ชิดของเจ้าแม่เมืองหลวง ก็แสดงความคิดทำนองนี้ ฟังว่า หวังดีก็ได้ แต่จะว่าขับไล่ไสส่ง ก็ใช่ โดยย้ำว่า “เพราะเป็นประโยชน์ทั้งนั้น อยู่เพื่อไทยไม่ได้เป็น ส.ส.ก็เป็นประโยชน์กับฝั่งประชาธิปไตย แต่ไม่ได้คุยกัน”

กรวดน้ำคว่ำขัน "เจ๊หน่อย" ไม่แคร์ "เดอะอ้วน" ก็ไม่แคร์

คุณหญิงสุดารัตน์ พยายามบอกว่า ตัวเองไม่มีปัญหากับใคร ถ้าใครไม่พอใจแล้ว จำเป็นต้องออกไปตั้งพรรค ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง 

“ถึงจะชอบ ไม่ชอบพี่ แต่ถ้าไม่ออกไปตั้งพรรค ก็ไม่ได้เป็น ส.ส.”

เมื่อถูกถามเรื่องกลุ่มแคร์ ไม่เป็นพรรคการเมือง เพื่อไทยจะสบายกว่านี้มั้ย? คุณหญิงหน่อยตอบเสียงสูง “ไม่… โอเค มีพรรคแคร์ ก็เป็นไปเถอะ”

++
ใครสร้างภาพ?
++
วันที่ 21 มิ.ย.2563 ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้ก่อการกลุ่มแคร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Phumtham Wechayachai วิจารณ์การเมืองและพูดถึงใครบางคน

“ในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสกับพิษเศรษฐกิจหลังโควิด แทนที่จะได้เห็นนักการเมืองร่วมมือช่วยกันนำเสนอหาทางเลือกทางรอดให้ประชาชนแต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นกลับตรงข้าม…เพราะเมื่ออ่านบทสัมภาษณ์ผู้นำทางการเมืองช่วงนี้..ต่างกล่าวโจมตีและโยนความผิดกันไปมา คงเป็นไปตามความถนัด..คนที่เก่งสร้างภาพด้วยการโยนผิดใส่คนอื่น ล้วนทำไปด้วยโมหะจริต ของปุถุชน”

“เดอะอ้วน” อยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนาน ทั้งการเมืองภาคประชาชน และการเมืองของนักเลือกตั้ง จึงรู้กำพืดของคนการเมืองดี

เฉพาะกับทักษิณ ชินวัตร เสี่ยอ้วนก็ช่วยงานมาแต่ยุคพรรคพลังธรรม จนสร้างไทยรักไทย และปั้นเพื่อไทย

“ความจริงๆ เป็นเช่นไร ผู้คนทั่วไปต่างรู้ดี..ไม่จำเป็นต้องแก้ต่าง ไม่จำเป็นต้องลงไปเกลือกกลั้วให้เปื้อนโคลน..เพราะใครเป็นนักสร้างภาพ สร้างอีเวนท์..ใครจริง ใครปลอม ใครริษยา ผู้คนเค้ารู้กันดี!!”

ถามว่า ใครเป็นนักสร้างภาพ สร้างอีเวนท์ ก็เห็นๆ กันอยู่…เห็นทีงานนี้ ได้กรวดน้ำคว่ำขันกันแน่นอน

มหาชนภาค 2 พรรค”เหล่าธรรมทัศน์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มหาชนภาค 2 พรรค”เหล่าธรรมทัศน์”

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"25 มิถุนายน 2563 – 09:10 น.

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รีเทิร์นพรรค รปช. เหมือนท้าพิสูจน์ความฝัน “มหาชน 2” อีกด้านหนึ่ง พรรคนี้ตระกูล “เหล่าธรรมทัศน์” ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใน “พรรคลุงกำนัน” เริ่มจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลาออกจากหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)

ตามมาด้วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ขอลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อไปจัดตั้งกลุ่มการเมืองใหม่

อ่านข่าว…   รปช. แถลง ส่ง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นั่ง รมว.แรงงานแทน หม่อมเต่า
 
ทั้งสองกรณีล้วนเป็นการจากกันด้วยดี ไม่มีปัญหาคาใจใดๆกับ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ และหากใครศึกษาเส้นทางการก่อเกิดของพรรค รปช. จะเข้าใจดีว่า มันต้องมีวันนี้อย่างมิต้องสงสัย

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“เขตรัฐ” ลูกชาย และ “พลัม” หลานของ “เอนก”

++
พรรคสองนครา
++
ปี 2561 พลันที่มีข่าว “ลุงกำนัน” ตั้งพรรคการเมือง และมีชื่อ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หลายคนก็เชื่อว่า หัวหน้าพรรคต้องชื่อเอนก

“พรรคนี้ยืนยันไม่ใช่พรรคของคุณสุเทพ ไม่ใช่พรรคของ กปปส.”

ในคราวนั้น เอนกอธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและย้ำชัดว่าพรรคที่จะก่อเกิดใหม่ในสองสามวันนี้เป็น “พรรคมวลชน” ไม่ใช่พรรคนายทุน

อ่านความคิดของเจ้าทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยอันโด่งดัง ทำให้นึกถึง “พรรคมหาชน” บนสังเวียนเลือกตั้งปี 2547-2548

ว่ากันตามจริง กำเนิดพรรคมหาชนก็คงไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองสองนครา” เพราะกลุ่มหนึ่งเป็นนักการเมืองอาชีพรุ่นเก่า อีกกลุ่มหนึ่งเป็นนักวิชาการ(ต้านระบอบทักษิณ)และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“พลัม” ลูกสาว “เจริญ เหล่าธรรมทัศน์”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2548 พรรคมหาชนได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่ง และพรรคได้คะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 5% ทำให้เอนก และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไม่ได้เป็น ส.ส.

หลายคนคิดว่า อาจารย์เอนกคงเข็ดการเมืองแล้ว แต่เปล่าเลย..เขายังเดินหน้าต่อ เหมือนอยากพิสูจน์ทฤษฎีพรรคสองนครา

++
พรรคเหล่าธรรมทัศน์
++
หลังเลือกตั้ง 24 มิ.ย.2563 อาจารย์เอนกก็รู้สึกช็อก มิต่างจากปี 2548 เมื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้ ส.ส.เขต 1 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 ที่นั่ง คือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล,เพชรชมพู กิจบูรณะ,เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ และอนุสรี ทับสุวรรณ 

อาจารย์เอนก และ สุริยะใส กตะศิลา สอบตก ซึ่งยังโชคดีที่ “เขตรัฐ” ลูกชายเอนกอยู่ในลำดับที่ 3 จึงสอบได้

เมื่อเดือน ส.ค.2562 ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นรัฐมนตรีแรงงานนั้น จึงได้ขอลาออกจาก ส.ส. สภาผู้แทนราษฎร ได้ประกาศรายชื่อ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง คนสนิทลุงกำนัน บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ขึ้นเป็น ส.ส.แทน แต่ทวีศักดิ์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงได้ยื่นขอลาออกจาก ส.ส. จึงทำให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปคือ จุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็น ส.ส.

มหาชนภาค 2 พรรค"เหล่าธรรมทัศน์"

“เอนก” รีเทิร์นการเมือง

สำหรับ จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ หรือ “พลัม” เป็นลูกสาวของ ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิรายใหญ่

ร.ต.ท.เจริญ  ก็เป็นพี่ชายของเอนก โดยส่วนตัวแล้ว นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) มีความสัมพันธ์มายาวนาน

ตอนที่ลุงกำนัน ได้ระดมทุนก่อสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เกาะสมุย “เจริญ” ในนามสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้บริจาคเงินสร้างหอประชุม “ขวัญข้าว” มูลค่า 23 ล้านบาท

ต้นปี 2560 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสุราษฏร์ธานี ลุงกำนัน ได้นำคณะลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย “พลัม” จุฑาทัตต ก็ไปมอบข้าวสารช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนั้นด้วย

จึงอย่าได้แปลกใจ หากคนจะวิจารณ์ว่า พรรค รปช.คือ พรรคของตระกูลเหล่าธรรมทัศน์

สิงห์เหนือ เสือโคราช ผงาดคู่บิ๊กป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม24 มิถุนายน 2563 – 14:22 น.

“วิรัช-ธรรมนัส” เป็นดาวฤกษ์เปล่งแสงด้วยตัวเอง ภาพลักษณ์อาจไม่เรียกเรตติ้ง แต่เป็นสุดยอดนักกลยุทธ์ จึงถูกจัดวางไว้ข้างกายบิ๊กป้อม 

++
ภาพรุ่นพี่-วิรัช รัตนเศรษฐ จับมือรุ่นน้อง-ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เหมือนทีมงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จงใจแจกภาพนี้ให้สื่อมวลชน เพื่ออธิบายคำพูดที่ว่า “บางที(พวกเขา)คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็ต้องไปดู”

ที่ผ่านมา วิรัชกับผู้กองธรรมนัส ก็มีบางเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน ไม่พูดกัน ตามประสาขาใหญ่ 

มาถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” ลงมาลุยเต็มตัว เป็นเสาหลักในพรรค และเป็นพึ่งทางใจของ ส.ส.หน้าใหม่ ไม่ถูกปล่อยให้วิ่งไปมุ้งโน้นที มุ้งนี้ที

อ่านข่าว…  3 แม่ทัพภาค  พลังพยัคฆ์ป้อม

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

++
ขาใหญ่ชายขอบโคราช
++
“วิรัช รัตนเศรษฐ” เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2529 ในสีเสื้อพรรคชาติไทยหลายสมัย ก่อนจะย้ายไปพรรคมหาชน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคเพื่อไทย

สำหรับวิรัชเป็น ส.ส.ดาวฤกษ์ สร้างที่มั่นแถบชายขอบโคราช เลือกคราวใดก็ไม่สอบตก มีความช่ำชองเชิงกลยุทธ์ จึงยืนต้านกระแสทักษิณในโคราชมาได้ตระกูลเดียว กระทั่งเลือกตั้ง 2554 ได้เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย เพราะไม่อยากเหนื่อย และเสี่ยงสอบตก

เหตุผลที่วิรัชต้องทิ้งเพื่อไทย และเลือกพรรคพลังประชารัฐ คนแถวโคราชทราบดี เพราะวิรัชมีปัญหาส่วนตัวจึงมุ่งหน้าไปที่บ้านป่ารอยต่อฯ เพื่อพูดคุยกับบิ๊กป้อมโดยตรง

จากนั้น “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ คนสนิทของบิ๊กป้อมอีกรายหนึ่ง ก็วิ่งรอกกรุงเทพฯ-โคราช จน “บ้านรัตนเศรษฐ” ได้เก้าอี้ ส.ส. 5 ที่นั่ง

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”

ระบบบัญชีรายชื่อ 1 คนคือ วิรัช รัตนเศรษฐ และระบบ ส.ส.เขตของนครราชสีมา 4 ที่นั่ง ประกอบด้วย ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาวิรัช ส.ส.เขต 7,อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ส.ส.เขต 6,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ส.ส.เขต 4 และทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช ส.ส.เขต 8

ความเก๋าของวิรัช จะช่วยงานสภาฯ ของพรรคพลังประชารัฐได้มาก 

++
มือทำงานลับ
++
เมื่อปี 2542 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นนายทหารเด็กที่เดินตาม “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ซึ่งเป็นเพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นกับ ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย ในช่วงการหาเสียงปี 2543-2544 เสธ.ไอซ์ได้เข้าไปช่วยเหลือเพื่อนด้วยความเต็มใจ โดยส่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าไปเป็นทีมรักษาความปลอดภัยทักษิณ และการทำงานปิดลับ

ผู้กองธรรมนัส จึงเป็นส่วนหนึ่งของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย แต่ผู้กองธรรมนัสจะทำงาน “หลังม่าน” เป็นกลไลสำคัญการทำงานเชิงกลยุทธ์

ประสบการณ์การทำงานการเมืองสมัยไทยรักไทย ผู้กองธรรมนัสผ่านมาโชกโชน อย่างการเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย กวาดที่นั่ง ส.ส.มาพรรคเดียวเกือบเต็มสภา ผู้กองธรรมนัสได้ช่วยงาน “ลับ” ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ “เจ๊หน่อย” ก็ทราบดี

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

“วิรัช รัตนเศรษฐ”

ผู้กองธรรมนัสได้นำ “โมเดลไทยรักไทย” มาประยุกต์ใช้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา และการเลือกตั้ง ส.ส.พะเยา ปี 2562 จนประสบผลสำเร็จ

พลันที่ 3 ป.มีแผนสร้างพรรคการเมือง “บิ๊กป้อม” ย่อมคิด ร.อ.ธรรมนัสเป็นคนแรกๆ เพื่อเป็นแม่ทัพตะลุยภาคเหนือ 

เมื่อเข้าสภาฯสมัยแรกในฐานะ ส.ส.พะเยา ผู้กองธรรมนัสจึงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับ ส.ส.หลายๆ พรรค ก็เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาก่อน รู้จักมักคุ้นกันดีกับผู้กองเมืองกว๊านอย่างดี

การที่มากไปด้วยมิตรต่างพรรค เป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้กอง บิ๊กป้อมก็มองเห็น จึงต้องดึงมาอยู่ใกล้ตัว

สิงห์เหนือ  เสือโคราช  ผงาดคู่บิ๊กป้อม

ย้อนตำนาน “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพ “เราชอบคนรักกัน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ย้อนตำนาน “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพ “เราชอบคนรักกัน”

ย้อนตำนาน  "ฉลามดำ"  แห่งปากน้ำโพ "เราชอบคนรักกัน" 24 มิถุนายน 2563 – 14:04 น.

ย้อนตำนานชุดเฉพาะกิจ มือปราบ “ฉลามดำ” แห่งปากน้ำโพกับหัวใจในการทำงาน ภายใต้ คำขวัญ “เราชอบคนรักกัน

ถ้าจะพูดถึงชุดทีมเฉพาะกิจ ชุดปฏิบัติการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เราคุ้นๆหู รู้จักกันทั่วบ้าน ทั่วเมือง ก็คงไม่พ้น “ชุดหนุมาน” ของ กองปราบปราม แต่หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30  ปี ที่ผ่านมา ชื่อชุด “ฉลามดำ” ก็มีชื่อเสียงเป็นที่เลืองลือ ทั่วเมืองนครสวรรค์ โจรร้ายต่างพาเกรงกลัว โดยเฉพาะมือปืนรับจ้าง หากไม่โดนจับเป็น ก็ถูกจับตาย หรือไม่ก็ต้องหลบหนีออกไปพ้นจากพื้นที่

ชุด”ฉลามดำ” ถูกก่อตั้งขึ้นมาในสมัย   พล.ต.ท.สมพงษ์  คงเพชรศักดิ์  อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4   ครั้งที่เป็นสารวัตรใหญ่ หัวหน้าสถานีตำรวจปากน้ำโพ  โดยมีตำรวจคู่ใจ ในเวลานั้น ทั้งตำรวจสัญญาบัตร และ ชั้นประทวน อาทิ ร.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์   ,ร.ต.ต.ดำรงค์  เพ็ชรพงศ์ ,ร.ต.ต.ต่อศักดิ์  พิมพิสุทธิ์  เเละ  ร.ต.ท.ชัยยันต์  เบญจาทิกุล ,จ.ส.ต.จำเริญ วรทอง 

สำหรับที่มาของชื่อ “ฉลามดำ” พล.ต.ท.สมพงษ์  เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตำรวจในยุคก่อน มักจะตั้งชื่อชุด หรือทีมเฉพาะกิจสืบสวนปราบปราม ให้เป็นที่น่าเกรงขาม และข่มขวัญ บรรดามิจฉาชีพ เช่น เหยี่ยว ,อินทรีย์ , พยัคฆ์

ส่วนชื่อ “ฉลามดำ” นั้นหมายถึง นักล่าที่มีฟันแหลมคม โจมตีศัตรูได้อย่างรวดเร็ว  ชุด”ฉลามดำ”  มีนโยบายว่า  “ต้องปราบปรามคนชั่ว อย่าทำร้ายคนดี” หมายถึงให้มีคุณธรรม เมตตาธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าให้คนดีเดือดร้อน   

ถึงแม้วันเวลาจะล่วงเลยมานาน ชื่อ “ฉลามดำ” ยังเป็นที่รู้จัก ของคนเมืองปากน้ำโพ กับคำขวัญที่อยู่บนสติ๊กเกอร์   “เราชอบคนรักกัน” ซึ่งมีความหมายตามแนวคิดของ พล.ต.ท.สมพงษ์ ว่า 

เรา    หมายถึง ตำรวจ ทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม เป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับนับถือจากประชาชน

ชอบ คือ ชอบที่จะช่วยเหลือแบ่งปัน มีน้ำใจต่อกันระหว่างบุคคลในองค์กร หน่วยงาน และประชาชน

คน   หมายถึง คนทุกคนต้องรู้จักที่จะรัก รู้จักที่จะสามัคคีกัน

รัก  คือ รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักองค์กร รักหน้าที่

กัน  มีความหมายว่า   กันตนเองหรือผู้อื่นออกจากอบายมุข กันออกจากหนทางที่เสื่อม
 

ปัจจุบัน “มือปราบฉลามดำ” หลายคนผันตัวเองจากเส้นทางสีกากี เข้าสู่วงการเมือง อาทิ  พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์  ลาออกจากราชการตำรวจ เมื่อปี 61 และสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรค มาตั้งแต่สมัยของ พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค  ปัจจุบัน ยังเป็นที่ปรึกษากลุ่มพลเมืองร่วมใจ ที่มี ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานที่ปรึกษา   , ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง  ที่นายเก่า พล.ต.ท.สมพงษ์ เลือกให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ในชื่อพรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   มือขวาแม้ว ฝันยึดปากน้ำโพ

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย “โกตี๋” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย “โกตี๋”

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"24 มิถุนายน 2563 – 12:49 น.

ปริศนาคลังแสงแม่สอด จะโยงการเมืองหรือไม่? ปี 2557 โกตี๋เคยมาแสดงอภินิหารที่แม่สอด ใต้ร่มเงาผู้มากบารมีสายเหนือ วันนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

++
ก่อนการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มก้าวหน้า และกลุ่มนักศึกษาสายแฟลชม็อบ จัดงานรำลึก 24 มิ.ย. วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง


บังเอิญ ตชด.34 ค่ายพระเจ้าตาก ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 (ฉก.ร.4) ตรวจค้นบ้านพักเป้าหมาย พบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก


ฝ่ายความมั่นคง ตัั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ประเด็นคือ เรื่องขบวนการค้าอาวุธชายแดนไทย-เมียนมา และเรื่องการเมืองภายในประเทศ

อ่านข่าว…  คนหาย(2) “สุรชัย” ฝันใหญ่ ปฏิวัติประเทศไทย

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"


พล.อ.ประวิตร วงษ์​สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ก่อนหน้านี้ มีการข่าวเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และกำลังให้เขาสอบสวนอยู่​
++
แกะรอยโกตี๋
++
ทำไมการข่าวของฝ่ายความมั่นคง จึงสนใจ “แม่สอด” มิเพียงเป็นหัวเมืองชายแดน และมีที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยอยู่หลายแห่ง ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง 


หากพลิกแฟ้มข่าว จะพบว่า ช่วงปี 2556 จนถึงต้นปี 2557 มีความเคลื่อนไหวของ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตแกนนำแดงฮาร์ดคอร์ที่สูญหายใน สปป.ลาว 


ช่วง กปปส.ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ โกตี๋ได้เคลื่อนไหวใต้ดินป่วนเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ และมีแผนการจะเคลื่อนจากปทุมธานี ไปปักหลักที่ อ.แม่สอด จ.ตาก


โกตี๋ ร่วมกับ “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” (เสียชีวิตแล้ว) วางแผนจัดตั้งสถานีวิทยุ 90.50 เมกะเฮิตรซ์ หรือวิทยุเพื่อมวลชนคนแม่สอด ที่บริเวณสถานีขนส่งแม่สอดของเอกชน แต่ถูกมวลชน กปปส.แม่สอด รวมตัวต่อต้านอย่างหนัก


วันที่ 27 มี.ค.2557 เกิดเหตุมีการยิงกันที่สถานีวิทยุเพื่อมวลชนคนแม่สอด นัยว่าลูกน้องโกตี๋ปะทะกับกองกำลังนิรนาม ทำให้ โกตี๋ สั่งยุติแผนการก่อตั้งสถานีวิทยุที่แม่สอด พร้อมให้ลูกน้องรื้อเสาอากาศลง และขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดไปเชียงราย

ไขปริศนา คลังแสงแม่สอด ย้อนรอย "โกตี๋"


วันที่ 5 เม.ย.2557 โกตี๋เดินทางไปเชียงราย เตรียมการระดมทุนจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน และ ลุงยิ้มตาสว่าง เข้าร่วมในกิจกรรมระดมทุนครั้งนี้ด้วย


ทุกคนทราบกันดี โกตี๋เจ้าของสถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ลำลูกกา มี  “นายตำรวจใหญ่” ปทุมธานี ให้การดูแลวิทยุชุมชนของโกตี๋ โกตี๋ผยองฤทธิ์ผยองเดช ทำตัวเป็น “แดงขาใหญ่” ในละแวกนั้นได้


++
ผู้มากบารมีสายเหนือ
++
หลายคนอาจสงสัย โกตี๋ขยายอิทธิพลมาทางภาคเหนือ ทั้งที่แม่สอด และเชียงราย ได้อย่างไร ลำพังลุงยิ้ม ตาสว่าง คนเดียวคงช่วยไม่ได้แน่ เพราะแดงขาใหญ่ภาคเหนือ ก็เยอะ


ปี 2554 โกตี๋ กับลุงยิ้ม จัดองค์กรใหม่ชื่อ “เครือข่ายพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ” (คปช.) พร้อมให้การสนับสนุน แกนนำหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือคนหนึ่ง ตั้งพรรคการเมือง

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โกตี๋ ลุงยิ้ม และแกนนำแดงภาคเหนือรายนั้น ยังเกาะเกี่ยวสร้างพรรคการเมือง รวมถึงลงสมัครนายก อบจ. โดยมี “นักการเมืองใหญ่” ผู้มากบารมีในภาคเหนือตอนบน เป็นที่ปรึกษา


หลังรัฐประหาร 2557 โกตี๋ปล่อยข่าวหนีมาแม่สอด จะข้ามไปเมียนมา แต่จริงๆแล้ว โกตี๋โผล่พนมเปญ ก่อนจะไปจบชีวิตที่ลาว


ทุกวันนี้ นักการเมืองมากบารมีคนนั้น ยังเคลื่อนไหวอยู่แถว อ.แม่สอด จ.ตาก ในนามขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ร่วมกับอดีตนายตำรวจใหญ่ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่ง


คลังแสงแม่สอด จะเป็นข่าวเต้าหรือปฏิบัติการไอโอของฝ่ายรัฐหรือไม่? ต้องติดตามฉากต่อไป

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ24 มิถุนายน 2563 – 11:05 น.

ป้อมค่าย พี่น้อง “3 ป.” บ้านป่ารอยต่อ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
88 ปี นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ถูกเว้นวรรคด้วยการรัฐประหารนับสิบครั้ง

ข้ามเวลามาถึงยุคสงครามเย็น จึงมี “บ้านสี่เสาเทเวศร์” ของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็น “บ้าน” ที่มีนัยยะทางการเมืองในยุคประชาธิปไตยแบบไทย ภาค 1

อ่านข่าว…  12 ปี “3 ป.” จะอยู่อีกนานมั้ย

เมื่อมีรัฐประหารอีก 2 ครั้ง(ปี 2549,2557) ได้เกิดบ้านที่เป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจหลังใหม่คือ “บ้านป่ารอยต่อ” อันหมายถึงที่ตั้งสำนักงาน “มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด” ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.)

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ

บิ๊กป้อม ประชุมกรรมการมูลนิธิ

ปี 2549 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกษียณอายุราชการ จึงตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดย พล.อ.ประวิตร เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ

++
เริ่มต้นที่ไทยรักไทย
++
ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ปี 2547-2548) โดยแรงหนุนของคนการเมืองไทยรักไทย และ “นางพญา” แห่งชินวัตร

ข้างกายบิ๊กป้อมสมัยโน้น มี “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 เป็นมือประสานสิบทิศ เพราะบิ๊กกี่เป็นน้องรัก “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลทักษิณ 

บิ๊กกี่เป็นนายทหาร ที่รู้จักนักการเมืองเกือบทุกพรรค โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มีความสนิทสนมกันมาก 

หลังพ้นตำแหน่ง “บิ๊กป้อม” จึงก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด โดยเชิญเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 6 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้น และน้องรักสายทหารเสือราชินี พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศ/ตำแหน่งขณะนั้น) เป็นที่ปรึกษา 

พล.ต.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ยศ/ตำแหน่งขณะนั้น) ก็เป็นกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ยุคแรก

อย่าได้แปลกใจที่ “บ้านป่ารอยต่อ” เป็นเสมือนแหล่งรวมพลพี่น้องสายทหารเสือ และบูรพาพยัคฆ์ 

ป้อมค่าย พี่น้อง "3 ป." บ้านป่ารอยต่อ


++
รัฐบาลอภิสิทธิ์
++
บ้านป่ารอยต่อแห่งนี้ เคยเป็นเซฟเฮ้าส์ในกอบกู้วิกฤต “ม็อบเสื้อเหลือง” และรัฐบาลพลิกขั้ว ที่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงก่อนรัฐประหาร 2557 บ้านหลังนี้ก็เป็นศูนย์รวม “เพื่อนประวิตร” ที่มาช่วยคิดช่วยวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ

หลังการยึดอำนาจโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บ้านป่ารอยต่อฯ ยิ่งคึกคักด้วยผู้คนมากหน้า

พลิกไปดูรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดชุดปัจจุบัน นอกจาก พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ ก็ยังพบ “บิ๊กเนม” หลายคน

ที่พิเศษไม่เคยมีมาก่อนในกรรมการชุดแรกๆ คือ ตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ ตกเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

++
รัฐบาล 3 ป.
++
ความต่อเนื่องของรัฐบาลประยุทธ์ จากยุค คสช.ถึงยุคพลังประชารัฐ ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

แม้พรรคพลังประชารัฐ จะเริ่มก่อการในทางกฎหมายพรรคการเมือง โดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และเหล่า 4 กุมาร แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริง บ้านป่ารอยต่อก็เปรียบเสมือนแหล่ง “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีบางด้านคล้าย “ป๋าเปรม” ที่คบค้าสมาคมกับ “เทคโนแครต” ได้ และนิยมใช้เทคโนแคร็ตทำงาน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มีบุคลิกเงียบขรึม เป็นนักปฏิบัติ และเข้าใจกลไกรัฐทุกกระทรวง โดยเฉพาะมหาดไทย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มิต่างอะไรกับ “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มือทำงานการเมืองยุค “ถนอม-ประภาส” และมือประสานสิบทิศของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ยุคหลัง 14 ตุลา

ไม่มี ป.ป้อม ก็มีวันนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีบ้านป่ารอยต่อ ก็ไม่มีพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ ไพร่พลอยู่ในสภาฯ 119 คน

เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง ‘จอม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง ‘จอม’

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'23 มิถุนายน 2563 – 17:41 น.

จอม เพชรประดับ กลับมาแบบสุ่มเสี่ยงไร้เดียงสา มิต่างจาก “ลุงสนามหลวง” บิดาแห่งแก๊งตาสว่าง ผู้สูญหายในเวียดนาม

++

ช่วงโควิดระบาด การเมืองมะกันร้อนแรง “จอม เพชรประดับ” ผู้ลี้ภัยชาวไทยในแอลเอ สหรัฐฯ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า สื่อฝ่ายประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวสอดประสานกับ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยสายไม่เอาสถาบัน ที่ปักหลักอยู่ฟินแลนด์

สองเดือนมานี้ “จรรยา” และกลุ่ม PixelHELPER ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ถี่ขึ้น โดยจอม เพชรประดับ ได้ใช้แฟนเพจเฟซบุ๊ค และช่องยูทูบ Jom voice ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กลุ่มต่อต้านสถาบันในต่างแดน

พฤติกรรมของจอม มิต่างจาก “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์“ หรือ ”ลุงสนามหลวง” ที่นำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย เขาและมิตรสหายฟุ้งฝอยทางช่องยูทูบทุกคืน จนชาวบ้านบางส่วนที่แอบรับฟัง ถึงกับเคลิ้มคล้อยตามไปด้วย

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                    บทบาทของจอมในวันนี้ 

ปลายปี 2560 ลุงสนามหลวง พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบให้แฟนคลับที่อยู่ในไทยออกมาป่วนงานพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพราะไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหว “ป่วนงานพระราชพิธี” ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ 

ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ จะพูดอยู่บ่อยๆว่า กลัวทำไม โดนจับติดคุก ก็ไม่เป็นไร? หมายถึงหากมีใครเข้าไปป่วนงานพระราชพิธี แล้วถูกจับ

สมศักดิ์จึงสวนกลับลุงสนามหลวงว่า “ถ้างั้น กลัวทำไมกับการกลับไปทำ แล้วโดนติดคุก? ทำไมชูชีพ ไม่ยอมกลับไปทำล่ะ?”

สุดท้าย ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ พร้อมกับพวกอีกสองคน ก็ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามจับกุม ข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอม กระทั่งวันนี้ ยังไม่มีใครทราบข่าวคราว เป็นตายร้ายดีอย่างไร

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                       ลุงสนามหลวง หายไปในเวียดนาม 

วันนี้ จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์นักกิจกรรมคนหนึ่งในอีสาน ที่เคลื่อนไหวสุ่มเสี่ยง ด้วยการสวมเสื้อที่มีข้อความมิบังควร และท้าทายจารีต ในท่วงทำนองเหมือนเขาจะส่งเสริมให้ชายคนนี้เป็นวีรชน

จอมกำลังเดินตามรอยลุงสนามหลวง ในการปลุกระดมให้คนออกมา “ป่วน” ช่วงวันที่ 24 มิ.ย.2563 ครบรอบวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 88 ปี 

ลุงสนามหลวงปลุกระดมให้คนไปเผาป้ายสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันฯ ที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น เมื่อปี 2560 ปรากฏว่า ตำรวจตามจับผู้ก่อเหตุได้ กลายเป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี ถูกว่าจ้างมาเผา
 

 เป็นไปแล้ว ลุงสนามหลวง สิงร่าง 'จอม'

                                              สหพันธรัฐไทในอดีต ทำให้คนถูกจับเป็นจำนวนหนึ่ง

กรณีดังกล่าว มิตรสหายผู้ลี้ภัยในลาวด้วยกันเอง ยังวิจารณ์ความคิดสุ่มเสี่ยงของลุงสนามหลวง ที่เคลื่อนไหวแบบไร้ความผิดชอบ

ดังที่ทราบกัน หลังรัฐประหาร 2557 จอม เพชรประดับ ได้จัดตั้งเครือข่ายสื่อฝ่ายประชาธิปไตย และสนับสนุนองค์กรเสรีไทย ที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นสปอนเซอร์

ด้วยข้อจำกัดของทักษิณ ทำให้องค์กรเสรีไทยไปต่อไม่ได้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ตัวตั้งตัวตีก็ถอดใจยอมแพ้ จึงทำให้ผู้ลี้ภัยในกัมพูชา และลาว ต้องดิ้นรนต่อสู้ตามลำพัง

จอมรู้สึกผิดหวังกับจารุพงศ์ และองค์กรเสรีไทย ถึงขั้นจะวางมือไปทำมาหากินอย่างเดียว แต่ปีนี้ ปรากฏการณ์ “แฟลชม็อบ” กระตุกให้เขากลับมาทำหน้าที่กระบอกเสียงฝ่ายต้านเผด็จการทหาร และเผด็จการอำมาตย์อีกครั้ง

การกลับมาของจอม เพชรประดับ ดูดุดันกว่าเก่า และชอบเล่นเกมเสี่ยง คล้ายกับบทบาทของจรรยา ยิ้มประเสริฐในเวลานี้

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด “บรรยิน” ได้หรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด “บรรยิน” ได้หรือไม่?

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด "บรรยิน" ได้หรือไม่?23 มิถุนายน 2563 – 16:36 น.

เจาะประเด็นร้อน : ตร.สกัดแผนแหกห้องขัง จะเรื่องจริงหรือแค่มโน ก็ยังไม่รู้ แล้วแบบนี้ จะเอาผิด พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ได้หรือ

มีประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการวางแผนแหกคุกของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ว่าจะสามารถเอาผิดอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์คนนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากการแหกคุกยังไม่เกิดขึ้นจริง

สำหรับข้อหาที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเตรียมแจ้งกับ พ.ต.ท.บรรยิน หลังมีข่าวเรื่อง “แผนแหกคุก” มีอยู่ 4 ข้อหาด้วยกัน โดยรองผู้บังคับการปราบปราม พันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ บอกเอาไว้กว้างๆ ได้แก่

1. เป็นผู้ใช้ จ้างวาน หรือก่อให้ผู้อื่นให้กระทำความผิด 2.กระทำการด้วยประการใดๆ ให้ผู้ถูกคุมขังตามอำนาจศาล หลุดพ้นจากการคุมขัง 3. หน่วงเหนี่ยวกักขัง

และ 4. ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน โดย 2 ข้อหาหลังเป็นความผิดจากการวางแผนลักพาตัวภรรยาผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อใช้ต่อรอง

รองผู้บังคับการกองปราบบอกว่า เมื่อ พ.ต.ท.บรรยิน มีเจตนาก่อเหตุจริง ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว แม้จะยังไม่เกิดการแหกคุก โดยต้องรับโทษ 1 ใน 3

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฝั่งกองปราบสื่อสารออกมา แต่คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยในใจเหมือนๆ กันก็คือ เมื่อยังไม่มีการแหกคุกเกิดขึ้นจริง จะมีความผิดได้อย่างไร และการต้องรับโทษ 1 ใน 3 มีที่มาจากไหน และ 1 ใน 3 เป็นอัตราส่วนของความผิดฐานใด

แค่มโน ยังไม่ได้แหกคุกจริง จะเอาผิด "บรรยิน" ได้หรือไม่?

การพิจารณาคดีนี้ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรก นายโจ กับ นายท็อป ที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.บรรยิน ให้ทนายช่วยยื่นประกันตัวออกไปเพื่อเตรียมการแหกคุกให้ตน รวมถึงลักพาตัวภรรยา ผบ.เรือนจำ เพื่อต่อรองให้ย้ายแดนคุมขังของ พ.ต.ท.บรรยิน

ความผิดที่เกี่ยวข้องมี 3 ฐานความผิด คือ

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 191 กระทำด้วยประการใดๆ ให้ผู้ที่ถูกคุมขัง หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139  ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 8 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นี่คือโทษจากความผิดที่จะเกิดขึ้นหาก นายโจ และนายท็อป รวมทั้งบุคลอื่นๆ ที่มาร่วมทีมทำงาน ได้กระทำตามแผนแหกคุก ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม แต่การจะรับโทษนี้ ต้องได้กระทำตามแผนแล้ว ส่วนการตระเตรียมการ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิด ฉะนั้น นายโจ กับ นายท็อป จึงไม่น่าจะมีความผิด และน่าจะไม่ต้องรับโทษใดๆ

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ ตัว พ.ต.ท.บรรยิน เอง แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำตาม 3 ฐานความผิดที่แจกแจงมา แต่ พ.ต.ท.บรรยิน มีสถานะที่กฎหมายเรียกว่า “เป็นผู้ใช้ จ้าง วาน” ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า เมื่อมีการใช้ จ้าง วาน ก็เป็นความผิดสำเร็จทันที แม้ผู้ถูกใช้ จ้าง วาน จะไม่ได้ไปกระทำผิดตามที่ถูกใช้ก็ตาม โดยผู้ใช้ จ้าง วาน ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ของความผิดนั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด

ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียง 1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถามว่า พ.ต.ท.บรรยิน จะโดนโทษสถานใด คำตอบก็คือหากตำรวจมีหลักฐานยืนยันได้ว่า พ.ต.ท.บรรยิน ใช้ จ้าง วาน นายโจ กับ นายท็อป ให้ไปเตรียมการแหกคุกจริง ทั้งคู่ไม่ได้มโนขึ้นเอง เช่น มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์โทรถึงกัน มีการติดต่อบุคคลอื่น หรือตระเตรียมอาวุธ เช่นนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ก็ถือว่ามีความผิดฐาน “ผู้ใช้ จ้าง วาน” ต้องรับโทษ 1 ใน 3 ในความผิดที่ได้ใช้ให้ไปทำ ทั้งหน่วงเหนี่ยวกักขัง ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน และแหกคุก

หากสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้ จ้าง วานจริง พ.ต.ท.บรรยิน ก็ต้องติดคุกเพิ่มในคดีนี้อีกหลายปีทีเดียว นอกเหนือจากที่ต้องโดนอยู่แล้วในคดีอื่นอีก 3-4 คดี ทั้งฆาตกรรมอำพรางเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง   ปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์  และอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา เพื่อข่มขู่ผู้พิพากษาให้ยกฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด

หากปลดล็อก 100% เลิกพรก.ฉุกเฉิน แล้วเอาอะไรไว้รับมือ โควิด 23 มิถุนายน 2563 – 14:50 น.

เจาะประเด็นร้อน เปิด พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ คุมโควิดต่อหลังปลดล็อก 100%

กฎหมายฉบับหลักที่จะนำมาใช้ในภารกิจ “คุมโควิด” หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จริงๆ ก็คือ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 แต่คำถามก็คือ กฎหมายฉบับนี้ “เอาอยู่” หรือไม่

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ยกร่างขึ้นมาทดแทนฉบับเดิม และเพิ่งมีการประกาศใช้ในยุครัฐบาล คสช. ปี 58 ที่ผ่านมานี้เอง

ไล่ดูเนื้อหา 60 มาตราของ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ เห็นได้ชัดว่ามาตรการหลักๆ ที่ใช้ควบคุมการระบาดของโควิด-19 ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ล้วนมาจาก พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ เกือบทั้งสิ้น เช่น กักกันตัวกลุ่มเสี่ยงหรือผู้สัมผัสโรค (มาตรา 34) ห้ามเข้าหรือออกจากสถานที่หรือยานพาหนะ (มาตรา 34-35) สั่งปิดตลาด สถานที่ชุมชน โรงมหรสพ โรงเรียน (มาตรา 35) มาตรการเกี่ยวกับการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศ และการตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ (มาตรา 39-40)

นอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการโรคติดต่อตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด และกทม. (มาตรา 11, 20 และ 26) ซึ่งถูกวางโครงสร้างการทำงานตามหลักการกระจายอำนาจ คือให้แต่ละจังหวัดสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้ เพื่อความยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องบังคับเหมือนกันทั่วทั้งประเทศ (ผลด้านหนึ่งทำให้เศรษฐกิจบางส่วนสามารถขับเคลื่อนไปได้ ไม่ต้องหยุดนิ่งหรือถูกแช่แข็งเหมือนกับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแบบครอบคลุมทั้งประเทศ)

อำนาจที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯไม่มีในสถานการณ์ป้องกันการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ตรวจสอบมีเพียง “เคอร์ฟิว” กับ “ปิดน่านฟ้า” เท่านั้น ซึ่งในส่วนของการปิดน่านฟ้าเป็นอำนาจของสำนักงานการบินพลเรือนฯ ตาม พ.ร.บ.เดินอากาศฯ ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่า การประกาศปิดน่านฟ้าเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของสำนักงานการบินพลเรือนฯ หรือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯกันแน่

          และสุดท้ายคือ “เคอร์ฟิว” ที่เป็นเหตุผลหลักในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครั้งก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันเคอร์ฟิวก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และหากจะกลับมาประกาศเคอร์ฟิวอีก ก็ยังสามารถใช้กฎหมายที่มีดีกรีการลิดรอนสิทธิ์อ่อนกว่ามาทดแทนได้ เช่น พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (มาตรา 18) ซึ่งก็ให้อำนาจสั่งห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดเหมือนกัน รวมไปถึงการตั้งด่านปิดการคมนาคมด้วย

          ส่วนมาตรการห้ามชุมนุมมั่วสุม น่าจะปรับใช้จาก พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ได้เหมือนกัน เพราะเป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด

ทีมข่าวการเมือง เนชั่นทีวี