วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์23 มิถุนายน 2563 – 11:51 น.

บทความ จาก ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข

วันที่ 23 มิ.ย.2563  ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการสาธารณสุข ซึ่งได้เผยแพร่และให้ความรู้เรื่อง COVID-19  เป็นประจำทุกวัน ซึ่งล่าสุด ได้เผยแพร่เรื่องเกี่ยวกับ วัคซีนป้องกันโควิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

วันนี้เราฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไทยเราเองให้ลิงเข็มที่ 2 แล้ว (22 มิ.ย. 63) ประเทศไทยได้พยายามที่จะบริหารจัดการเพื่อรับมือสถานการณ์โรคระบาดโควิด19 มาโดยตลอด นับตั้งแต่เราพบผู้ป่วยติดเชื้อรายแรก (นักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่น) เมื่อกลางเดือนมกราคม 2563 และได้ทำงานในเชิงรับคือการติดตามควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดออกไป ซึ่งทำได้ดีมากจากการติดเชื้อเป็นประเทศที่ 2 ของโลก อันดับการติดเชื้อของเราตกลงมาเป็นอันดับที่ 92 แล้ว (แปลว่าสถานการณ์ดีขึ้นมาก) และจัดระบบสาธารณสุขรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี มีผู้เสียชีวิตเพียง 1.8% (58 คน) ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อหรือเป็นผู้แพร่เชื้อต่อประชาชนก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ประชาชนให้ความร่วมมือจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หน้ากาก การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม อยู่ในระดับต้นๆของโลก ดีกว่าประเทศที่เราเคยเชื่อว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนพลเมืองมีการศึกษาดีกว่ามาก มีรายได้ มีระบบความพร้อมของสาธารณสุขดีกว่าเรา แต่วันนี้ประเทศไทยเราสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์จากสถานการณ์จริง ว่าเราทำได้ดีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆดังกล่าวเป็นมาตรการเชิงรับ(ซึ่งจำเป็นต้องทำ) และมาตรการกึ่งรุกกึ่งรับ แต่สำหรับโรคระบาดจากไวรัสอุบัติใหม่ (ซึ่งมนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกัน)นั้น เราต้องการมาตรการเชิงรุกให้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือ การมีวัคซีนฉีดให้ประชาชนครบทุกคน ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิต การทำมาหากิน การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนเด็กๆลูกหลานเราสามารถไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัยได้อย่างสบายใจ

วัคซีนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ขณะนี้มีโครงการวัคซีนมากกว่า 100 โครงการ ในหลายสิบประเทศทั่วโลกที่กำลังเร่งวิจัยพัฒนากันหามรุ่งหามค่ำ และมีวัคซีนจำนวนหน่วยประมาณ 10 โครงการที่กำลังวิจัยมาถึงขั้นสุดท้าย คือการทดลองในมนุษย์

โดยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังศึกษาค้นคว้าวัคซีนดังกล่าวนั้น มีประชากรมากทั้งสิ้น เช่น จีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน สหรัฐฯมีประชากรกว่า 330 ล้านคน เมื่อประเทศเหล่านี้คิดค้นวัคซีนสำเร็จ (คาดว่าอย่างเร็วสุดคือปี 2564) คนไทยก็จะยังไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนครบทุกคน เพราะประเทศที่ผลิตวัคซีนได้ย่อมฉีดให้กับประชาชนของตนเองก่อนแน่นอน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาวัคซีนของเราเองด้วยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า อย่างน้อยภายในระยะเวลาหนึ่งเราจะมีวัคซีนอย่างเพียงพอฉีดให้กับคนไทยทุกคนได้ โดยที่เราก็จะเร่งมือสร้างความพร้อมรองรับการผลิตวัคซีนโดยสูตรของต่างประเทศ และเตรียมความพร้อมในการประสานกับประเทศที่มีโอกาสสูงที่จะผลิตวัคซีนสำเร็จ เพื่อที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ขายวัคซีนให้กับไทยเราเป็นลำดับต้นๆ

ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เราต้องพัฒนาจนผลิตวัคซีนของเราเองให้สำเร็จ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลามากเพียงใด ไม่ว่าจะต้องระดมนักวิทยาศาสตร์นักวิจัยมากเพียงใด ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณมากเท่าใด เพราะชีวิตของคนไทยทุกคนนั้นมีค่าอันไม่อาจประเมินได้ และผลที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจและสังคมหลังจากคนไทยทุกคนมีภูมิต้านทานจากการฉีดวัคซีนนั้น จะมีมูลค่ามากกว่าที่เราลงทุนเงินงบประมาณเพื่อพัฒนาวัคซีนมากมายหลายสิบหลายร้อยเท่า

วัคซีนป้องกันโควิดในไทย แสงสว่างปลายอุโมงค์

เรามีข่าวดีเรื่องวัคซีนไทยมาเป็นระยะ และวันนี้ก็เป็นวันที่น่าชื่นใจอีกวัน ที่ทางรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์) ได้แจ้งให้ทราบว่า จะมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ให้กับลิงที่มีภูมิคุ้มกันเพิ่มอย่างเป็นที่น่าพอใจจากการฉีดวัคซีนครั้งที่ 1 และถ้าผลของการตรวจระดับภูมิคุ้มกันหลังการฉีดเข็มที่ 2 ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ก็จะมีการฉีดเข็มที่ 3 ในเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวิจัยในสัตว์ทดลอง

ในเดือนตุลาคมปีนี้ ไทยก็จะขยับเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการทดลองในมนุษย์ในอาสาสมัคร (ซึ่งมีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข คุณอนุทิน ชาญวีรกุล ยินดีที่จะเป็นอาสาสมัครคนแรก) คาดว่าภายใน 12-18 เดือน ถ้าผลการทดลองในมนุษย์ 3 ขั้นตอนย่อยตามหลักวิชาการสำเร็จ ไทยเราก็จะมีวัคซีนใช้เป็นของเราเอง ยืนบนขาของตนเอง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ

การดำเนินการวิจัยพัฒนาวัคซีนครั้งนี้ เกิดจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข) คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษาฯ) ภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้คนไทยมีความหวัง มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ ในเรื่องวัคซีนป้องกันโรคโควิด19 ครับ

ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง “หมู่บ้านเสื้อแดง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง “หมู่บ้านเสื้อแดง”

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"23 มิถุนายน 2563 – 08:39 น.

แดงตาสว่าง “อานนท์ แสนน่าน” เปิดม่าน “หมู่บ้านเรารักประเทศไทย” ลบล้างหมู่บ้านเสื้อแดง

++

การเดินทางไปสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2561 ของ “อานนท์ แสนน่าน” ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง และอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย เป็นไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นครั้งสุดท้าย

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"

              อานนท์พบทักษิณครั้งสุดท้าย

กลับมาถึงเมืองไทย อานนท์พยายามจะเคลื่อนไหวในลักษณะเดิม เปลี่ยนจากหมู่บ้านเสื้อแดงมาเป็นหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย คู่ขนานไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถจุดกระแสอะไรได้ บวกกับ “ทักษิณ” ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากกว่า

ก่อนหน้านั้น อานนท์ได้จัดทำฟาร์มเห็ด สอนการปลูกเห็ดขาย จนกลายเป็นหมู่บ้านเห็ด เหมือนรอเวลาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เมื่อทักษิณไม่สนใจข้อเสนอของพวกเขา ก็จึงเสาะหาหนทางการต่อสู้ใหม่

หลังเลือกตั้ง 2562 อานนท์ แสนน่าน หันมาลุยเรื่องกัญชาอย่างหนัก โดยร่วมกับนักธุรกิจในท้องถิ่น ก่อตั้งบริษัทฟาร์มสุขใจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด(มหาชน) ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เมืองสมุนไพรฟาร์มสุขใจบ้านอ่างหิน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ปลายปี 2562 สุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พบกับอานนท์ แสนน่าน ในฐานะมิตรสหายเสื้อแดงเก่า จึงเกิดอีเวนท์อดีตแกนนำเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน มาร่วมพิธีคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง พร้อมรับป้าย “เรารักประเทศไทย”

นับจากนั้น อานนท์ แสนน่าน จึงออกมาเคลื่อนไหวจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และชุมชนต้องอยู่รอดด้วยศาสตร์พระราชา

“หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” จึงเกิดขึ้นทั่วประเทศ จากภาคอีสาน ไปภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้

  ตาสว่าง ทิ้งแม้วซบลุงตู่ ล้าง "หมู่บ้านเสื้อแดง"

                อานนท์ พบแรมโบ้อีสาน

อานนท์กำลังเดินตามรอยหมู่บ้านเสื้อแดง ที่เคลื่อนไปทั่วไทย เหนือ ใต้ ออก ตก แต่คราวนี้ เขาเชิดชูอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2563 อานนท์ แสนน่าน ประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย ได้พบ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหาทางช่วยเหลือประชาชนและจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับภาครัฐได้ 

นั่นคือ “คณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจนเกษตรกร (คปจ.กษ.)” ขึ้นภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับประชาชนตาม หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และ จังหวัดต่าง ๆ พร้อมกับเสนอของบประมาณตามหลักการแก้ไขปัญหาความยากจนเกษตรกร

หลังโควิดผ่านพ้นไป อานนท์ แสนน่าน จะลุยเปิด “หมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น เรารักประเทศไทย” ลบล้างภาพเก่าๆ หมู่บ้านเสื้อแดงให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

เซฟจุติ คำประกาศ ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เซฟจุติ คำประกาศ ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'23 มิถุนายน 2563 – 08:25 น.

เจ้าแม่ลูกหนังเมืองแพร่ “ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” ออกแรงเซฟจุติ ท่ามกลางกระแสปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 .. คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++

พรรคประชาธิปัตย์ยุคอู๊ดด้า มีปรากฏการณ์แปลกๆ อย่างกรณี ส.ส.หรืออดีต ส.ส. ยกขบวนไปพบ “พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. 

อย่างเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2563 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นำทีม อดีต ส.ส.ภาคเหนือ อาทิ วิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส. สุโขทัย, สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และสมบัติ ยะสินธ์ุ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน พ่วงด้วย วิทยา แก้วภารดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับพีระพันธ์ุ

หลังจากนัั้น ก็มีข่าวการปรับ ครม.ในโควต้าพรรค ปชป. โดยมีชื่อของแม่เลี้ยงติ๊ก จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดท ที่จะขอขึ้น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนจุติ ไกรฤกษ์

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'

                 จุติ ไกรฤกษ์

++

ก๊วนเดียวกัน

++

วันที่ 22 มิ.ย.2563 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ตอบคำถามนักข่าวเรื่องปรับ ครม.ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมติพรรคแต่ยืนยันรัฐมนตรี จุติ ไกรฤกษ์ เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนี้แล้ว พิสูจน์ได้จากการทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยุคที่ผ่านมา

การเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.เมื่อกลางปีที่แล้ว จุติ ไกรฤกษ์ และ “แม่เลี้ยงติ๊ก” เลือกพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แต่ช่วงสรรหารัฐมนตรี “จุติ” และมิตรสหายเดินหน้าชนจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ โดยยกประเด็นการเป็นเลขาธิการพรรคมา 5 ปี โดยมี ส.ส.สาย กปปส.เป็นกองหนุน

ถึงขั้นมีข่าวว่า อิสสระ สมชัย สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทีมงาน เดินไปที่ห้องทำงานของจุรินทร์ แสดงจุดยืนสนับสนุนจุติ เป็นรัฐมนตรี พม.

ในที่สุด จุติ ไกรฤกษ์ ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แม่เลี้ยงติ๊ก-ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ก็ยกทีมงานไปช่วยแน่นกระทรวง รวมถึง ส.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาวอิสสระ 

++

แม่เลี้ยงสายบอล

++

แม้ในสังเวียนเลือกตั้งเมืองแพร่ นับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เล่นการเมือง แม่เลี้ยงติ๊กที่สวมเสื้อ ปชป. ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการยึดสนามเมืองแพร่ ยกเว้นเลือกตั้งปี 2544 

ระยะหลัง แม่เลี้ยงติ๊กในฐานะนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดแพร่ ได้ลงทุนลงแรงปั้นทีมลูกหนัง “ม้าคะนองศึก” แพร่ ยูไนเต็ด โดยมอบให้น้องชาย “โกปี้” พงษ์สวัสดิ์ ศุภศิริ เป็นประธานสโมสร และน้องสะใภ้ “แม่เลี้ยงไก่” ศุภวัลย์ ศุภศิริ เป็นผู้จัดการทีม

 เซฟจุติ คำประกาศ 'แม่เลี้ยงติ๊ก'

             แม่เลี้ยงเมืองแพร่

ส่วนตัวแม่เลี้ยงติ๊ก เป็นประธานที่ปรึกษา แต่เอาจริงเอาจังกับแพร่ ยูไนเต็ด ไม่แพ้การเมือง พาทีมไต่อันดับมาตั้งลีกบ้านนอก จนได้เลื่อนชั้นมาเล่นในไทยลีก 2 ฤดูกาล 2020 

นับเป็นความสำเร็จของแม่เลี้ยงติ๊ก ดังคำขวัญของแพร่ยูไนเต็ด “เราคือแพร่ยูไนเต็ด เราจะสู้ให้คนแพร่ได้ภูมิใจ” และเป็นปีที่ 10 ของการก่อตั้งสโมสรม้าคะนองศึก

ได้กลิ่นม็อบ “เสี่ยจ๊ะ” คุยพีมูฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ได้กลิ่นม็อบ “เสี่ยจ๊ะ” คุยพีมูฟ

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ22 มิถุนายน 2563 – 14:56 น.

ม็อบพีมูฟเคลื่อนแล้ว “เสี่ยจ๊ะ” มือการเมือง”บิ๊กตู่” ชิงคุยแกนนำ โยนโจทย์ใหญ่ให้พีมูฟคิดก่อนเคลื่อน

++
          โควิดซา เตรียมพาเหรดกันมาเป็นแถว หลังได้ข่าวรัฐบาลจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งม็อบการเมือง และม็อบคนจน นัยว่า พีมูฟจะเคลื่อนเข้าทำเนียบเดือน ก.ค.นี้ 

          ก่อนสถานการณ์โควิดระบาด ประมาณกลางเดือน ก.พ.2563 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินร่วมกับรัฐบาล โดยวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มีมติสั่งการให้แต่ละคณะอนุกรรมการฯ ทำงานให้ได้ข้อสรุปภายใน 90 วัน

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2563 “เสี่ยจ๊ะ” ธนพร ศรียากูล คณะทำงานสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (สบนร.) และที่ปรึกษากรมประมงด้านการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้เปิดห้องพูดคุยกับแกนนำพีมูฟแบบเพื่อนมิตร

          ก่อนอื่น ต้องมาทำความรู้จัก”สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี” (สบนร.) เป็นหน่วยงานพิเศษในสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่มิใช่หน่วยราชการ และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          มีภารกิจหลักคือ การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในการดำเนินภารกิจเชิงยุทธศาสตร์และเชิงบูรณาการ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชาชนที่ทำตามระบบราชการปกติไม่สำเร็จ หรือมีความล่าช้า จนอาจเกิดความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง

          “เสี่ยจ๊ะ” ธนพร ศรียากูล อดีตมือทำงานการเมืองผู้ช่ำชอง และหัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย ได้เข้ามาเป็นคณะทำงานของ สบนร. นานแล้ว

          วันที่ “เสี่ยจ๊ะ” ได้นัดพบแกนนำขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) จึงเสนอหลักการต่อพีมูฟแบบมิตรสหาย 3 ประเด็น
          1.จะทำงานกับพรรคการเมืองหรือไม่? อย่างไร?
          2.จะร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง อาจไม่ใช่สิ่งที่สนใจ แต่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายพีมูฟ เช่น CPTPP
          3.มีจุดยืนอย่างไรกับการกระจายอำนาจและการเลือกตั้งท้องถิ่น

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          เสนอประเด็นให้พีมูฟ พิจารณาขับเคลื่อน
          1.นำเสนอภาครัฐตั้งกลไก มีอัยการสูงสุดเป็นประธาน รวบรวม จำแนก แยกแยะข้อมูลคดีป่าไม้ทั้งหมด จะกี่หมื่นคดีก็ตาม เพื่อสามารถหาแนวทางบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม แบบตอนที่เราปลดใบเหลืองประมง

          2.เสนอให้ภาครัฐนำข้อมูลการสำรวจเผยแพร่ ผ่านเว็บ แบบสภาพัฒน์เผยแพร่โครงการ 400,000 ล้าน เพื่อความโปร่งใส รักษาสิทธิชาวบ้าน และระดมความเห็นจากสังคมเพื่อการเดินหน้าแก้ปัญหา
          พีมูฟยังฝาก สบนร. ช่วยเร่งเสนอ ติดตาม ประสาน การจัดเวทีรับฟังกฏหมายรอง อย่างกว้างขวางทั่วถึง

ได้กลิ่นม็อบ "เสี่ยจ๊ะ" คุยพีมูฟ

          และประสานหารือระหว่างพี่น้องชาวเล กรมอุทยานฯ กรมประมง เกี่ยวกับการจับปลาในเขตอุทยาน ที่ปัญหาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ พังงา กระบี่ และสตูล

          คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะมีข่าวการเคลื่อนไหวของพีมูฟมากขึ้น เนื่องจากช่วงโควิด การติดตามแก้ไขปัญหาคนจนก็พลอยชะงักไปด้วย

คนไม่เท่ากัน “วิสา” เหงาเศร้า “ปู” กินหรูอยู่เป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนไม่เท่ากัน “วิสา” เหงาเศร้า “ปู” กินหรูอยู่เป็น

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น22 มิถุนายน 2563 – 12:14 น.

คนไม่เท่ากัน “วิสา” เหงาเศร้า “ปู” กินหรูอยู่เป็น

++
          ขณะที่ วรวุฒิ เทือกชัยภูมิ สมาชิกวงดนตรีไฟเย็น ผู้ได้รับสถานะลี้ภัยในฝรั่งเศส ได้ออกไปร่วมเดินขบวนเรียกร้องร่วมกับผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส เนื่องในวันผู้ลี้ภัยสากล เมื่อ 20 มิ.ย.2563

          วันเดียวกัน “วิสา คัญทัพ” นักสู้เดือนตุลา ผู้หลบภัยในเยอรมัน ได้สื่อสารผ่านแฟนเพจ Visa Khanthap โพสต์ภาพวิวทิวทัศน์บ้านนอกบ้านนาเมืองเบียร์ ถ่ายภาพโดย ไพจิตร อักษรณรงค์

อ่านข่าว…   ถูกทิ้งแล้ว วิสาฟ้าสีทอง 

          “ฟ้าวาดฟ้าวาดฝันวาดวันใหม่ ทุกฉากฟ้าเปลี่ยนไปไม่ซ้ำเก่า เมฆขาวเทาสลับแซมแต้มรูปเงา ทะมึนเค้า คล้ายทะเลเทลงมา ดวงตะวันดาวเดือนตัวละคร แสดงบทซับซ้อนว่ายฟ้อนฟ้า สร้างสีสันงดงามอร่ามตา ธรรมชาติจินตนาจิตรกร”

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น

บทกวีชิ้นล่าสุด

          กวีบทนี้ สะท้อนความเหงาเศร้าของนักเขียนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด ดังที่ทราบ วิสาป่วยเรื้อรัง และต้องออกมาอยู่ในชนบท ทำให้การเดินทางไปพบแพทย์ค่อนข้างไม่สะดวก

          ลึกๆ แล้ว วิสาอยากกลับเมืองไทย จึงพยายามส่งสัญญาณมาตลอดว่า อยู่แดนใดไม่สุขใจเท่าอยู่บ้านเรา

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น

วิสา ป่วยเรื้อรังอยากกลับบ้าน

          ตัดภาพจากเยอรมัน ไปที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ วันที่ 21 มิ.ย.2563 สองพี่น้องตระกูล “ชินวัตร” กำลังมีความสุขในการฉลองวันเกิด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แบบเงียบๆ แต่ดังก้องไปทั้งโลก

          วันนั้น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอส่งความขอบคุณ สำหรับทุกคำอวยพรในวันเกิดปีนี้ ที่ส่งผ่านมาจากหลายช่องทาง รวมทั้งยังขอให้ทุกคำอวยพร ทุกความปรารถนาดีส่งผลย้อนกลับไปสร้างสิ่งดีๆ ให้กับแฟนคลับ และพี่น้องประชาชนทุกคน

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น

          ตอนสองทุ่มวันเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ได้โพสต์คลิปสั้นๆ ขณะเข้าไปกอดพี่ชาย-ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังทำกับข้าวให้กิน พร้อมกับร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ โดยอดีตนายกฯปู ได้เดินเข้าไปกอดทักษิณ พร้อมกล่าวว่า “พี่ชายน่ารักมากทำกับข้าวให้กิน ปีนี้ อย่าอิจฉานะ เพราะทำกับข้าวกินกันสองคน”

          ด้าน “หลานโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ก็อวยพร “อาปู” ผ่านสื่อโซเชียลตอนหนึ่งว่า “…สำหรับคำแนะนำ และกำลังใจที่อามีให้โอ๊คตลอดเวลาที่ผ่านมา โอ๊คขอเป็นกำลังใจให้อาปูเช่นกัน และหวังว่า จะได้พบกับอาปูเร็วๆ นี้ครับ”

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น


          ภาพเปรียบเทียบในต่างแดน ระหว่าง “วิสา-ไพจิตร” กับสองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” สะท้อนการเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดน ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

คนไม่เท่ากัน "วิสา" เหงาเศร้า "ปู" กินหรูอยู่เป็น

อวสาน “บรรยิน” สิ้นบารมีปากน้ำโพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อวสาน “บรรยิน” สิ้นบารมีปากน้ำโพ

อวสาน "บรรยิน" สิ้นบารมีปากน้ำโพ22 มิถุนายน 2563 – 10:00 น.

อวสาน “บรรยิน” สิ้นบารมีปากน้ำโพ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          ครึกโครม! สำหรับแผนแหกคุกของ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” ผู้ต้องหาคดีร่วมกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ถูกเปิดเผยออกมา ทำเอาผู้กำกับหนังบางคนถึงกับอึ้ง ซึ่งตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม

          ไม่น่าเชื่อว่า อดีตรัฐมนตรีคนหนึ่ง จะมาจบชีวิตทางการเมืองด้วยคดีอาชญากรรม พลิกแฟ้มข่าวการเมืองก็จะเห็นความรุ่งโรจน์ของเขาในนครสวรรค์

อ่านข่าว…   ย้อนรอย “บรรยิน” กลางสมรภูมิ “ปากน้ำโพ”

อวสาน "บรรยิน" สิ้นบารมีปากน้ำโพ

ภาพในอดีต บรรยิน-วราภรณ์ พร้อมขุนพลคู่บารมี “ทายาท” (ซ้าย) และ “นุกูล” (ขวา)

++
ยุคขาขึ้น
++
          เลือกตั้งปี 2550 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ร่วมงานกับสมศักดิ์ เทพสุทิน ในสีเสื้อพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยตัวเขาลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และวางตัว พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ ลงสมัคร ส.ส.เขตในพื้นที่นครสวรรค์

          “บรรยิน” ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่อมา บรรยินถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย

          ปี 2551 บรรยินจับมือ “วีระกร คำประกอบ” พยายามดัน ร.อ.จักรวาล ตั้งภากรณ์ (พี่ชายบรรยิน) ให้เป็นนายก อบจ.นครสวรรค์ แต่พ่าย ศรีสกุล มั่นศิลป์ ที่มี อำนาจ ศิริชัย อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ ให้การสนับสนุน

          ปี 2554 บรรยินโบกมือลาลูกพี่-สมศักดิ์ เทพสุทิน มาจับมือกับวีระกร จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย นครสวรรค์ ผลการเลือกตั้งหนนั้น เพื่อไทยกวาดเก้าอี้ ส.ส.เขต 4 ที่นั่งจากทั้งหมด 6 ที่นั่ง และ วราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยาบรรยิน ได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

อวสาน "บรรยิน" สิ้นบารมีปากน้ำโพ

พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์

          ปี 2557 บรรยินส่งพี่ชาย ร.อ.จักรวาล ลงสนาม ส.ว. และได้เป็น ส.ว.ปากน้ำโพ ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เจอการรัฐประหาร

          ฤดูเลือกตั้งที่ผ่านมา บรรยินกับวีระกรแยกทางกันเดิน โดยสิงห์เฒ่า-วีระกร ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่บรรยินขออาสาเป็นแม่ทัพปากน้ำโพให้ “พรรคเพื่อแม้ว” อีกครั้ง
++
ขุนพลบรรยิน
++
          ฤดูเลือกตั้ง 2554 สังเวียนปากน้ำ บรรยินไม่ได้เป็นผู้เล่น แต่ทำงานเบื้องหลัง หนุน พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เป็น ส.ส.เขต 4 (หนองบัว-ไพศาลี) และ ทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต ส.จ.เขตตาคลี เป็นส.ส.เขต 5 (ตาคลี-ตากฟ้า)

          ทั้งนุกูล และทายาท ถือว่า เป็นมือซ้ายและมือขวาทางการเมืองของบรรยิน

          เลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.2562 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ประสบความล้มเหลว ทั้งในพื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร แต่ประสบความล้มเหลว โดยลูกสาว “เบล” บุษญา ตั้งภากรณ์ ลงเขต 1 และลูกชาย “บอส” วรภัทร ตั้งภากรณ์ ลงเขต 2 สอบตกหมด

อวสาน "บรรยิน" สิ้นบารมีปากน้ำโพ

ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5

          แถมที่เขต 4 “มานพ ศรีผึ้ง” อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย คว่ำ นุกูล แสงศิริ เด็กในคาถาของเสี่ยบรรยิน ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของมานพคือ “ชาดา ไทยเศรษฐ์”

          เหลือเพียง ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ยังรักษาที่มั่นเดิม ได้เป็น ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 อีกสมัย ซึ่งจะว่าไปแล้ว เสี่ยทายาท เป็นผู้แทนดาวฤกษ์เปล่งแสงในตัวเอง จึงเอาตัวรอดมาได้

          วันที่บรรยิน เผชิญกฎแห่งกรรม..นุกูล และทายาท ก็ยังไปเยี่ยม “นายเก่า” ในฐานะคนรักกันชอบกัน แต่เรื่องส่วนตัวนั้น ไม่ขอยุ่งด้วย

          กรรมใดใครก่อ ย่อมต้องรับกรรมนั้นไป นุกูลยังเกาะติดพื้นที่ และวาดหวังที่จะกลับคืนสู่สภาอีกครั้ง

“อนุสรณ์” ค้านมาตรการแบงก์ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อนุสรณ์” ค้านมาตรการแบงก์ชาติ

"อนุสรณ์" ค้านมาตรการแบงก์ชาติ22 มิถุนายน 2563 – 08:55 น.

“อนุสรณ์” ค้านมาตรการแบงก์ชาติ โดย…  อนุสรณ์ ธรรมใจ 

          แม้นเห็นด้วยมาตรการแบงก์ชาติแต่ห่วงความตื่นตระหนก และอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด หากปล่อยให้สมาคมธนาคารไทยหรือธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจเองจะดีกว่า สนับสนุนมาตรการงดจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของสถาบันการเงินเพื่อความเข้มแข็งของฐานเงินทุนและสภาพคล่องเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้เสียภาคการเงินในอนาคต ผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องเสียสละผลประโยชน์เพื่อให้ระบบการเงินและสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งฝ่าวิกฤติไปได้ และ จะทำให้ได้รับเงินปันผลและราคาที่ดีขึ้นในอนาคต  เตือน มาตรการอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายจากภาวะตื่นตระหนก นักลงทุนอาจสูญเสียความมั่นใจเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมากแล้วส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินภาพรวม ส่งผลต่อ Wealth Effect ของนักลงทุนในทางลบ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิมได้ ประกาศของแบงก์ชาติอาจช่วยลดความไม่พอใจของนักลงทุนต่อผู้บริหารและกรรมการธนาคารพาณิชย์แต่จะทำให้ตลาดการเงินตีความสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะการเงินในทางเลวร้ายซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหา ตลาดหุ้นลงแรงอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ 


          ทางเลือกนโยบายการเงินที่ต้องทำควบคู่การสั่งแบงก์พาณิชย์งดจ่ายเงินปันผล คือ ลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือ 0% หรือใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบหากจำเป็น และ ทำ unsterilized FX open market intervention ต้องเน้นไปดูมาตรการมหภาค มากกว่า มาตรการจุลภาค ซึ่งส่งผลบวกในการดูแลเศรษฐกิจมากกว่า 
ฝากแก้ปัญหาผู้ขอสินเชื่อรายย่อยที่ฐานะทางการเงินไม่ดีถูกปฏิเสธเงินกู้จากธนาคารเนื่องจากมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยทำให้ไม่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงของลูกค้า คนจำนวนหนึ่งต้องหันไปหาเงินกู้นอกระบบซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อในระบบอย่างมาก นำไปสู่กับดักความเป็นหนี้สิน ถูกเอาเปรียบ และ ไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลได้เท่ากับสินเชื่อในระบบ   

          ที่ บ้านพิทักษ์ธรรม เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 
          11.30 น. วันที่ 21มิถุนายน พ.ศ. 2563 
          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้นจะสนับสนุนมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้สถาบันการเงินงดจ่ายเงินปันผลและห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืน มาตรการดังกล่าวควรทำให้ความเข้มแข็งของฐานเงินทุนและสภาพคล่องดีขึ้นเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาหนี้เสียภาคการเงินในอนาคต ผู้ถือหุ้นจำเป็นต้องเสียสละผลประโยชน์เพื่อให้ระบบการเงินและสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งฝ่าวิกฤติไปได้ และ จะทำให้ได้รับเงินปันผลและราคาที่ดีขึ้นในอนาคต  อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไข และ ขอเตือนด้วยความเคารพว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายและกลายเป็นปฏิกิริยาทางลบต่อตลาดการเงินมากเกินคาดการณ์ได้ เกิดภาวะตื่นตระหนก เพราะทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หนี้เสียในระบบอาจมีมากกว่าที่ประกาศกันไว้มากและอาจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากมาตรการการไม่นับรวมการยืดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นหนี้เสียในขณะนี้สิ้นสุดลง นักลงทุนอาจสูญเสียความมั่นใจเทขายหุ้นกลุ่มแบงก์ออกมากแล้วส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในภาพรวม ส่งผลต่อ Wealth Effect ของนักลงทุนในทางลบ ทำให้เศรษฐกิจหดตัวมากกว่าเดิมได้ มาตรการงดจ่ายเงินปันผลก็ดี มาตรการห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นคืนก็ดี หรือ การตั้งอัตราเงินสดสำรองไว้ในอัตราที่สูงก็ดี มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงรองรับหนี้เสียและปัญหาการชะลอตัวเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้ แต่ประเมินได้ว่า การดำเนินนโยบายหรือมาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบคิดอนุรักษ์นิยมทางการเงินที่อาจไม่สอดรับกับสถานการณ์ที่หดตัวอย่างหนัก มาตรการเหล่านี้จะสร้างภาวะที่ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อน้อยลงเพราะกลัว NPL 

          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ตามข้อมูลงานวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารขนาดใหญ่ระดับโลกประมาณ 30 แห่งจ่ายเงินปันผลและใช้เงินซื้อหุ้นคืนไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทย 7.752 ล้านล้านบาท ขนาดของเม็ดเงินประมาณครึ่งหนึ่งของจีดีพีของไทยทั้งประเทศ ในปีนี้ บางประเทศมีมาตรการไม่ให้จ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน เงินจะหายไปจากระบบอยู่พอสมควร ธนาคารกลางของหลายประเทศคงมีการทำ Stress Test สถาบันการเงินในประเทศตัวเอง แล้วจึงตัดสินใจไม่ให้จ่ายเงินปันผล การทดสอบฐานะทางการเงินของแบงก์จะช่วยวิเคราะห์เชิงปริมาณได้ว่า หากจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนไปแล้ว ธนาคารแห่งใดยังคงมีฐานะของเงินทุนในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ และ หวังว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำ Stress Test แล้ว ก่อนตัดสินใจออกมาตรการงดจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน   


          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ประกาศของแบงก์ชาติอาจช่วยลดความไม่พอใจของนักลงทุนต่อผู้บริหารและกรรมการธนาคารพาณิชย์แต่จะทำให้ตลาดการเงินตีความสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะการเงินในทางเลวร้ายซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาความตื่นตระหนกเกินควร ตลาดหุ้นจะปรับตัวลงแรงโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ จึงเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนต้องบริหารความตื่นตระหนกนี้ให้ได้ ความจริงแล้ว มีอีกทางเลือกหนึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้สถาบันการเงินมีฐานทุนเข้มแข็งรองรับการพุ่งขึ้นของหนี้เสียในอนาคต คือ การปล่อยให้คณะกรรมการธนาคารพาณิชย์ ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตัดสินใจกันเอง หรือ ให้สมาคมธนาคารไทยหารือแล้วออกมาตรการแบบสมัครใจ (ไม่ต้องบังคับ) ว่า ทุกธนาคารจะงดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในปีนี้ ธนาคารควรจ่ายเงินปันผลหรือรับซื้อหุ้นคืนหรือไม่ก็เป็นเรื่องความสมัครใจเอง ภาวะตื่นตระหนกจะน้อยกว่ามาก แบงก์ชาติทำหน้าที่เพียงปล่อยปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากพอ แล้วไม่ต้องเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของธนาคารพาณิชย์ บางประเทศใช้มาตรการแบบที่ ธปท ประกาศเพราะเห็นว่า ฐานเงินทุนที่เข้มแข็ง สภาพคล่องที่เพียงพอ มีความจำเป็นต่อการปล่อยสินเชื่อใหม่ในอนาคตรวมทั้งเพื่อรองรับหนี้เสียในอนาคต แต่การตัดสินในระดับจุลภาค จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่จ่ายเงินปันผล จะซื้อหุ้นคืนหรือไม่ ควรเป็นเรื่องที่เอกชนตัดสินใจเองได้ แต่สิ่งที่แบงก์ชาติต้องทำคือการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบให้มากเป็นพิเศษ การแทรกแซงเงินบาทไม่ให้แข็งค่าโดยไม่ต้องดูดซับเงินบาทกลับ  ทางเลือกทางนโยบายการเงินที่ต้องทำควบคู่กันไปกับมาตรการสั่งแบงก์พาณิชย์งดจ่ายเงินปันผล คือ ลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือ 0% หรือใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบหากจำเป็น และ ทำ unsterilized FX open market intervention ต้องเน้นไปดูมาตรการมหภาค มากกว่า มาตรการจุลภาค ซึ่งส่งผลบวกในการดูแลเศรษฐกิจมากกว่า


          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย ฝากแก้ปัญหาผู้ขอสินเชื่อรายย่อยที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีถูกปฏิเสธเงินกู้จากธนาคารเนื่องจากมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยทำให้ไม่สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเสี่ยงของลูกค้า คนจำนวนหนึ่งต้องหันไปหาเงินกู้นอกระบบซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อในระบบอย่างมาก นำไปสู่กับดักความเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกเอาเปรียบ และ ไม่สามารถตรวจสอบและกำกับดูแลได้เท่ากับสินเชื่อในระบบ การปล่อยให้สถาบันการเงินคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า โดยธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเปิดเสรีทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอีก จะช่วยให้สถาบันการเงินไม่สามารถคิดดอกเบี้ยสูงเกินไปอันเป็นการเอาเปรียบลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท ก็ประสบความสำเร็จในการลดอำนาจผูกขาดในระบบสถาบันการเงินได้ระดับหนึ่งอยู่แล้วแต่ต้องเพิ่มขึ้นอีกเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการให้เกิดความสมดุลไม่นำไปสู่การแข่งขันมากเกินพอดีจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินโดยรวมได้ 

อยากเป็นรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติให้ครบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อยากเป็นรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติให้ครบ 

อยากเป็นรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติให้ครบ 22 มิถุนายน 2563 – 08:22 น.

อยากเป็นรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติให้ครบ  โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          กระแสข่าวการเมืองที่มาแรงในขณะนี้คงไม่พ้นสองเรื่อง โดยกระแสแรกคือการเลือกกรรมการบริหารและตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งถ้าไม่มีอะไรทำให้พลิกล๊อค เร็ว ๆ นี้ พปชร. จะมีหัวหน้าพรรคชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของ 3 ป. ส่วนเลขาธิการพรรคน่าจะเป็น คุณอนุชา นาคาศัย ในขณะที่อีกข่าวการเมืองที่เป็นกระแสแรงมากกว่าข่าวแรกคือ การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโควตา พปชร. ซึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาสูตร ครม. ใหม่ว่อนสื่อไปหมด แต่คนสุดท้ายที่จะตัดสินใจก็คือนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา


          การจะได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโควตาพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่จะได้มาง่าย ๆ เพราะเพียงแค่ความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ และประสบการณ์ในอดีต ตามที่ทุกสำนักโพลบอกว่าเป็นคุณสมบัติที่ต้องการ ก็อาจจะไม่สามารถฟันฝ่าขวากหนามเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการกับความเป็นจริงทางการเมืองอาจเป็นหนังคนละม้วนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีรัฐมนตรีประเภทนี้ผสมอยู่ใน ครม. ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนายก ฯ เช่น การเลือกรัฐมนตรีในโควต้านายก ฯ ที่อาจต้องคัดสรรค์เฉพาะผู้ที่สามารถสร้างหน้าตาและผลงานที่ดีให้กับรัฐบาลได้

          อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุครัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะพบว่าผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีจากโควต้าพรรคการเมืองได้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยสามในสี่ข้อที่สำคัญ ข้อแรกซึ่งสำคัญที่สุดและขาดไม่ได้สำหรับผู้ต้องการเป็นรัฐมนตรีคือ มุมมองของนายกรัฐมนตรีต่อบุคคลผู้นั้น เช่น เหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ นายก ฯ พอใจหรือไม่ และยอมรับได้หรือเปล่า เป็นต้น 


          ข้อที่สองเกี่ยวข้องกับการเมืองเชิงปริมาณที่ประชาชนฟังแล้วอาจไม่สบอารมณ์ แต่นี้คือความเป็นจริงทางการเมืองไทย นั้นคือบุคคลผู้นั้นอยู่ในกลุ่มการเมือง (อาจเป็นหัวหน้ากลุ่มหรือไม่เป็นก็ได้) ที่มีจำนวน สส. เพียงพอที่จะต่อรองและผลักดันให้เข้าสู่อำนาจได้หรือไม่ ซึ่งบางคนอาจถามว่า นายก ฯ ไม่สนใจข้อนี้ได้หรือไม่ในการแต่งตั้งรัฐมนตรี คำตอบคือ คงเป็นไปได้ยากเพราะความมั่นคงของรัฐบาลประชาธิปไตยแบบรัฐสภาขึ้นอยู่กับจำนวน สส. ที่สนับสนุน


          ข้อที่สามได้แก่ ตำแหน่งและบทบาทในพรรคการเมือง เช่น ตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือบทบาทในฐานะกระเป๋าเงินของพรรค หรือ ผู้มีคุณวุฒิหรือวัยวุฒิของพรรคที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกพรรค ข้อสุดท้ายคือ คนที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งเมื่อถ่วงน้ำหนักความเป็นจริงทางการเมืองแล้ว อาจเป็นคุณสมบัติที่มีน้ำหนักน้อยที่สุดก็เป็นได้


          คราวนี้ ลองมาพิจารณาสามกลุ่มใน พปชร. นั้นคือ คนที่คาดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่แน่นอนหากมีการปรับ ครม.  คนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้วแต่มีกระแสข่าวว่าอยากจะเปลี่ยนกระทรวง และคนที่อยู่ในความเสี่ยงว่าจะหลุดจากตำแหน่ง โดยบุคคลผู้ที่จะสมหวังนั้นต้องมีองค์ประกอบที่หนึ่งก่อนถึงจะมีสิทธินั้นคือมุมมองของนายก ฯ ต่อบุคคลนั้น และจากนั้นก็ควรจะมีอีกอย่างน้อยสองจากสามองค์ประกอบที่เหลือ 

  
          ขอเริ่มต้นจากผู้ที่คาดว่าจะสมหวังก่อน ว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่จากการคาดการณ์ของสื่อเกือบทุกสำนัก หากมีการปรับ ครม. จริง ! นั้นคือว่าที่เลขาธิการพรรค ฯ คนใหม่ คุณอนุชา เพราะดูแล้วน่าจะสอบผ่านคุณสมบัติสามข้อแรกข้อ แต่คุณสมบัติในข้อสี่คงต้อรอดูว่าจะได้คุมกระทรวงไหนจากการสลับเก้าอี้ภายใน พปชร. ถึงจะรู้ว่ามีคุณสมบัติในข้อที่สี่หรือไม่ นั้นคือ เหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ 


          ส่วนกลุ่มคนที่อยากจะเปลี่ยนกระทรวง จากการวิเคราะห์ของสื่อทั้งหลายมีอย่างน้อยสองคน คนแรกคือคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จากข่าวในหน้าสื่อต่าง ๆ บอกว่าอยากได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งคุณสุริยะ คงผ่านคุณสมบัติข้อหนึ่งถึงสามได้ไม่ยาก แต่ในคุณสมบัติข้อที่สี่ยังคงเป็นที่สงสัยว่าเหมาะกับกระทรวงพลังงานหรือไม่ และนายก ฯ เห็นชอบด้วยหรือไม่ แต่ถ้าอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมเหมือนเดิม ก็ดูจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นนักธุรกิจที่มาจากตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม 


          คนที่สองที่อยากเปลี่ยนตำแหน่งคือคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรไปจากคุณสุริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติข้อสองและสามนั้นล้นแก้ว และผลงานในการคุมกระทรวงยุติธรรมที่ผ่านมาก็ไม่เสียหายอะไร สามารถแสดงบทบาทเป็นผู้ใส่ใจในความยุติธรรมของประชาชนได้ดีพอสมควร แต่กระแสข่าวบอกว่าคุณสมศักดิ์อยากสลับเก้าอี้ไปคุมกระทรวงอื่นบ้าง ซึ่งการย้ายไปเป็นเจ้ากระทรวงอื่น อาจทำให้ภาพลักษณ์เปลี่ยนไปก็ได้…ลองคิดดูให้ดี  ส่วนคนอื่น ๆ ที่มีข่าวว่าอยากเปลี่ยนกระทรวงนั้นไม่ขอพูดถึง เพราะกระแสข่าวในช่วงหลังคาดว่าคงได้อยู่ที่เดิม


          แต่ที่น่าสนใจคือผู้ซึ่งกำลังถูกมองว่าจะอยู่หรือไป แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมีสองคนคือคือ รัฐมนตรีสาย กปปส. คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โดยทั้งสองคนนั้นมีปัญหาในคุณสมบัติข้อที่สองนั้นคือจำนวน สส. ที่อยู่ในมือเพียงพอที่จะเป็นอำนาจต่อรองได้หรือไม่ ในขณะที่คุณณัฏฐพลนั้นอาจจะมีแบ็คดี (คุณสมบัติขอที่สาม) แต่สื่อหลายสำนักบอกว่าอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้ดังใจต้องการเพราะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติข้อที่หนึ่ง (มุมมองของนายก ฯ) ฉะนั้นจึงมีข่าวออกมาในช่วงหลังว่า คุณณัฏฐพลมีความสุขดีกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พูดสั้น ๆ คืออย่างน้อยที่สุดก็ขออยู่ที่เดิมก็แล้วกัน) ส่วนคุณพุทธิพงษ์นั้นผลงานดี ขยัน ไม่มีปัญหาในคุณสมบัติข้อที่หนึ่งและสี่ แต่หากขาดพวก (คุณสมบัติข้อที่สาม) ก็อาจไม่รอดเหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่าในความเป็นจริง การเมืองในเชิงปริมาณมีน้ำหนักมากกว่าผลงานหรือความเหมาะสมกับตำแหน่ง


          กลุ่มสุดท้ายที่กำลังยืนอยู่คาบเส้นคาบดอกกว่าทุกกลุ่มว่า จะรอดหรือไม่คือ กลุ่มสามรัฐมนตรีที่ผันตัวจากเทคโนแครตไปเป็นนักการเมือง ได้แก่ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งทั้งสามคนนี้มีแนวโน้มมากกว่า 90 % จากการคาดการณ์ของสื่อทุกสำนักว่าไม่รอดแน่ เนื่องจากเรื่องสำคัญในการขาดคุณสมบัติข้อสอง (ไม่มี สส. ในมือเพียงพอ) และข้อสาม (ไม่มีแรงสนับสนุนในพรรค ฯ) อย่างไรก็ตาม จะรอดหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับเบอร์หนึ่งของรัฐบาลว่า ยังคงพอใจในผลงานของทั้งสามคนนี้หรือไม่ หากไม่พอใจหรือแค่พอใจผ่าน ๆ รับรองว่าทั้งสามคนหลุดจากตำแหน่งแน่ แต่หากพอใจในระดับสูงพอสมควร ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่า การอุ้มทั้งสามคน (หรือบางคน) กับความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่มั่นคงจากแรงกดดันทางการเมืองภายใน พปชร. นั้น อันไหนสำคัญกว่ากัน

“นิรโทษกรรม”แค่ “กระแสลม ” ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นิรโทษกรรม”แค่ “กระแสลม ” ?

"นิรโทษกรรม"แค่ "กระแสลม " ?21 มิถุนายน 2563 – 21:26 น.

การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสร้างความปรองดรองของคนในชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมาแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งผู้คนในสังคม ก็มีแนวคิดเรื่องนี้ มีความพยายาม มีความต้องการ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ และเรื่องเงียบหายไปในที่สุด คราวนี้จะซ้ำรอยหรือไม่

จู่ๆระยะนี้มีการปูดเรื่อง“นิรโทษกรรม”ขึ้นมาอีกครั้ง โดยอ้างถึงการสร้าง”ความปรองดอง”ที่ถือเป็นพันธกิจหนึ่งของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  
 ข่าวที่ออกมาพยายามเรียกความน่าเชื่อถือโดยอ้างว่าเป็นแหล่งข่าวระดับสูงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้ “ทีมปฏิบัติการลับ” รวบรวมรายชื่อบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีการเมืองทั้งในชั้นศาลและการดำเนินคดีทั้งหมดเพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการนิรโทษกรรม มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมาศึกษาแนวทางนิรโทษกรรมให้กับคดีซึ่งมีการกระทำผิดมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ที่ไม่รวมถึงคดีทุจริตและคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับช่วงเวลาที่จะนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้นอาจเป็นช่วงกลางปีหรือปลายปีนี้
 

"นิรโทษกรรม"แค่ "กระแสลม " ?

รายงานข่าวดังกล่าวยังมีการอ้างถึงนายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. ที่เคยเขียนบทความ เรื่อง “การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์”เมื่อปี2562 ระบุว่า การนิรโทษกรรมต้องอาศัยความพยามยามทุกภาคส่วนรวมทั้งภาครัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ขยับตัวในเรื่องนี้ โอกาสเป็นไปได้ยาก
อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ก็เพิ่งแถลงการณ์ว่ารัฐบาลเตรียมปรับเปลี่ยนการทำงานแบบ “New Normal” หลังวิกฤติ “โควิด-19″ โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศไทย ก้าวข้ามการเมืองไปให้ได้และเนื่องจากนายกฯยังไม่ได้อธิบายในรายละเอียดว่าการทำงานแบบ”New Normal” ดึงทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศเป็นอย่างไร จึงทำให้คนคิดไปได้ว่า เรื่อง“นิรโทษกรรม” มีความเป็นไปได้  
ทำให้ทางรัฐบาลต้องออกมาปฏิเสธกระแสข่าวว่า ไม่มีมูลความจริงใดๆ  
แต่ปฏิเสธ ก็ปฏิเสธไป แต่ความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ และจนบัดนี้ก็ยังไม่ใครรู้ว่าข่าวปล่อยนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
เมื่อสอบถามไปยัง “ประสาร มฤคพิทักษ์” หนึ่งในกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรอง สปช. ซึ่งข่าวที่ปล่อยออกมามีการอ้างถึงนายประสานด้วย โดยนายประสาน บอกว่า ตอนนี้รัฐบาลคงไม่ถึงขนาดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ส่วนรัฐบาลจะมีความพยายามในเรื่องการสร้างความปรองดองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ตนเคยเป็น สปช.  ตอนนั้นมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปรองดองแห่งชาติที่มี ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานฯ ตั้งแต่ปี 2558 ทำเป็นรายงานออกมาและรายงานผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)แล้วด้วย จากนั้นส่งรายงานไปยัง “รัฐบาล คสช.” ต่อมาเรื่องไปอยู่ที่คณะกรรมาธิการการเมืองของ สนช. ที่มีนายกล้านรงค์  จันทิก เป็นประธานและมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯขึ้นมา มีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธานยก ร่าง พ.ร.บ.อำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยในเรื่องการปรองดอง ต้องมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ยอมรับกันได้ทุกภาคส่วน เสื้อสีอะไรก็รับได้หมด เพื่อเป็นการคืนความปรองดองสู่บ้านเมือง จะได้ไม่เป็นอริต่อกันเพราะเราอยู่ในความขัดแย้งมานานสิบกว่าปีแล้ว ตนพยายามส่งเสียงว่ารัฐบาลควรทำให้เกิดความปรองดองด้วยก็เท่านั้น

“อย่างไรก็ตามกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นวางกรอบกว้างๆว่าลักษณะพฤติกรรมคดีแบบไหนที่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมเท่านั้น เช่น ต้องไม่ใช่คดีทุจริต,ไม่ใช่คดี ม.112,ไม่ใช่คดีอาญาร้ายแรง ทำให้ถึงกับชีวิตหรือเผาทำลายทรัพย์สินแต่เป็นการทำผิดเล็กน้อย เช่น ทำผิด พ.ร.บ.จราจร, พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์  หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ลงไปถึงว่าคดีไหนเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ เช่น คดี กปปส. โดนข้อหากบฏ ก่อการร้าย, คดี นปช.ก่อการร้าย,คดีกลุ่ม นปช.ปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หรือรวมถึงคดีแพ่งที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง เช่น คดีพันธมิตรฯยึดสนามบิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายกว่า 500 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดภายหลังกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านสภาออกมา ทำหน้าที่เป็นตะแกรงร่อนซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยฝ่ายกฎหมาย อัยการ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนได้เสีย นำกฎหมายนิรโทษกรรมที่ออกมาปรับใช้กับแต่ละคดีว่าเข้าข่ายหรือไม่และใช้กับคดีที่อยู่ในขั้นตอนไหนของกระบวนการยุติธรรม “

 อันที่จริงเรื่องการนิรโทษกรรมคดีการเมืองเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในสังคมไทยนั้น อดีตแกนนำเสื้อสีจากพันธมิตรฯ,นปช.และ กปปส.จำนวนหนึ่ง ได้มีการพูดคุยกันมาหลายรอบแล้ว รวมทั้งบทความที่นายประสาร เขียนเรื่อง” การอำนวยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ “นอกจากข้อมูลได้มาจาก”คณะกรรมการศึกษาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ” ที่นายประสานเคยเป็นกรรมการชุดนี้แล้ว ก็มาจากการที่นายประสาน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับทราบความต้องการจากกลุ่มบุคคลต่างๆในสังคมที่ต้องการให้เกิดความปรองดองของคนไทยด้วยกันขึ้นในชาติด้วย  

ส่วนข่าวปล่อยคราวนี้ มีบางคนมองว่า อาจมาจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่โดนคดี หากมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ตนเองก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

ในส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องคิดหนักเพราะตอนนี้สังคมไทยไปไกลกว่าเรื่อง “สีเสื้อ” ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง เนื่องจากได้มีกลุ่มคน ขบวนการล่วงละเมิดสถาบันสำคัญของชาติ เคลื่อนไหวแรงขึ้นเรื่อยๆ คนเหล่านี้ยังไม่โดนดำเนินคดี ม.112 แต่อาจโดนแค่ผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน,  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.จราจร หากมีการออกกฎหมาย”นิรโทษกรรม”คนเหล่านี้ก็จะยิ่งได้ใจ เคลื่อนไหว รวมตัวกันมากขึ้น

อีกทั้งเรื่องการออก“กฎหมายนิรโทษกรรม”นั้น หากทำไม่ดี แทนที่จะสร้างความปรองดอง อาจกลับสร้างผลตรงข้าม เกิดแรงต้านและออกมาชุมนุมคัดค้านส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาล อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน”สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กรณี”ร่าง พ.ร.บ นิรโทษกรรมสุดซอย “

เรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็คงได้แต่คิด หวังกันไปและสุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไปตาม”กระแสลม” 

จบยกแรก ‘พินิจ’ ไปต่อ นายก อบจ.ลำปาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จบยกแรก ‘พินิจ’ ไปต่อ นายก อบจ.ลำปาง

จบยกแรก 'พินิจ' ไปต่อ นายก อบจ.ลำปาง

มองข้ามช็อต จบเลือกผู้แทนฯ ‘พินิจ จันทรสุรินทร์’ ไปต่อสนาม อบจ.ลำปาง ด้วยพลังหนุนสายบ้านป่ารอยต่อฯ

ตอนที่ พินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต ส.ส.ลำปาง 10 กว่าสมัย วัย 83 ปี ถอนตัวไม่ลงเลือกตั้งซ่อม นักข่าวก็ถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ภาคเหนือ ว่ากรณีนี้มีการเกี้ยเซียะกันหรือไม่ ผู้กองตอบชัดๆว่า ไม่มีการเกี้ยเซียะกัน

อ่านข่าว : ลำปางหนาวมาก’ผู้กอง’ ของจริง ฝ่ายประชาธิปไตยกลวง

คำตอบจริงๆของคำถามดังกล่าว ต้องรอดูช่วงเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า

พลิกแฟ้มข่าวผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ค.2555 ปรากฏว่า สุนี สมมี ได้ 134,919 คะแนน, ดาชัย อุชุโกศลการ 111,459 คะแนน และ ชุณกิจ จันทรสุรินทร์ 97,530 คะแนน

สุนี สมมี” ในนามกลุ่มแม่วัง เป็นนายก อบจ.เมืองรถม้ามาแล้ว 3 สมัย โดยการสนับสนุนของ “เจ้าพ่อบ้านสวน” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.ลำปาง เขต 2

ปัจจุบัน สุนีย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ค่ายบ้านสวนต้องหาผู้สมัครนายก อบจ.คนใหม่แทนสุนี

ส่วน “ดาชัย อุชุโกศลการ” หรือ “ดาชัย เอกปฐพี” อาศัยฐานเสียงคนเสื้อแดงลำปาง ได้แต้มนับแสน แต่เลือกตั้ง 2562 ดาชัยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และขึ้นตรงต่อ “ผู้กองธรรมนัส”

วันนี้ “ดาชัย” ประกาศลงสมัครนายก อบจ.ลำปาง และออกหาเสียงล่วงหน้าในสีเสื้อกลุ่มพลังลำปาง แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้กองอยู่หรือเปล่า ไม่มีความชัดเจน

สำหรับ “ดร.เอ” ชุณกิจ จันทรสุรินทร์ ลูกชายคนเล็กของพินิจ จันทรสุรินทร์ ลงสนามนายก อบจ.ลำปางหนที่แล้ว แบบเหนือความคาดหมาย

ว่ากันว่า “ป๋าโรจน์” ควันออกหู ต้องต่อสายหา “นายใหญ่แดนไกล” ให้กดดันตระกูล “จันทรสุรินทร์” แสดงจุดยืนไม่หนุน “ดร.เอ” ฝ่ายแชมป์เก่า-สุนี สมมี จึงคว้าชัยสำเร็จ

ดังนั้น สนามเลือกตั้งนายก อบจ.ลำปาง ครั้งใหม่ ก็จะเห็น “เจ้าพ่อดอยเงิน” พินิจ จันทรสุรินทร์ ลงสนามท้องถิ่น ขอเป็นนายก อบจ.ลำปาง ให้เป็นเกียรติประวัติกับตัวเองในบั้นปลายชีวิต

ผลคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 กว่า 6 หมื่นแต้ม บอกให้รู้ว่า แม้ “พ่อพินิจ” จะไม่ได้ลงสนาม แต่หัวคะแนนบ้านดอยเงิน ก็เดินเกมหนุน “หมอรวย” แบบลับๆ

ส่วนคู่แข่งของเจ้าพ่อดอยเงิน ก็คือ กลุ่มบ้านสวนของ ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ที่มีตัวเลือกอย่าง ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร อดีต ส.ส.ลำปาง หรือทนายวราวุฒิ หน่อคำ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปี 2556

อีกก๊กหนึ่งก็คือ กลุ่มพลังลำปางของดาชัย เอกปฐพี ที่มีเครือข่าย สจ.ลำปางอยู่ในมือหลายคน รวมถึงกลุ่มก้าวหน้าลำปาง (สายอนาคตใหม่)

แชมป์เก่าอย่าง สุนี สมมี คงกลับมายาก เพราะการสวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสังเวียนเลือกตั้ง 2562 ที่เขต 4 ลำปาง ได้มาแค่ 4 พันแต้มเท่านั้น

พินิจ จันทรสุรินทร์ คนเมืองแพร่แต่มาโตเมืองลำปาง จึงเป็นเต็งหนึ่งว่าที่นายก อบจ.ลำปาง และในสภาพที่ “คนแดนไกล” เดินยุทธศาสตร์ “ถอย” ยิ่งเป็นโอกาสของพ่อพินิจจะอ้อนคนแก่คนเฒ่า 

จบยกแรก 'พินิจ' ไปต่อ นายก อบจ.ลำปาง
จบยกแรก 'พินิจ' ไปต่อ นายก อบจ.ลำปาง