ละครตบจูบ ‘ผู้กอง’เจ็บจี๊ด ศึกลำปางเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ละครตบจูบ ‘ผู้กอง’เจ็บจี๊ด ศึกลำปางเดือด

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

“สิระ-ไผ่” สงครามตัวแทน ค่ายวิรัชและค่ายผู้กองธรรมนัส อาจกระทบเลือกตั้งซ่อมลำปาง ค่ายผู้กองแพ้ไม่ได้ .. ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

++

รายการตบจูบๆๆ ในที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐ ระหว่าง “สิระ เจนจาคะ” กับ “ไผ่ ลิกค์” ไม่ใช่เรื่องใหม่เคยเดือดมาแล้วหลายรอบ

ถ้าจำได้เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 สิระ จี้จุดแทงใจดำไผ่ว่า “คนไม่ช่วยลูกพี่ไวพจน์ ทำไมไม่ลาออก” เพราะศึกกำแพงเพชรนั้น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่รับบทแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม

บังเอิญว่า ไผ่ ลิกค์ มีปัญหาหัวใจกับวราเทพ รัตนากร เรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส.แทน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เลยไม่ไปเดินหาเสียงช่วยลูกชายไวพจน์

อย่างไรก็ตาม เลือกตั้งซ่อมลำปาง ส.ส.กลุ่มสามมิตร สายเหนือตอนล่าง ก็ไปช่วยผู้กองหาเสียงด้วย ฉะนั้น บทบาทของสิระในวันนี้คือ ตัวแทนของ วิรัช รัตนเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาลนั่นแล 

++

สายผู้กอง

++

มีความชัดเจนว่า กลุ่มกำแพงเพชร ที่ยกก๊วนจากเพื่อไทย มาอยู่พลังประชารัฐ แบ่งออกเป็น 2 มุ้งคือ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 อยู่ในสายผู้กองเมืองพะเยา และมีน้องชาย-ภูผา ลิกค์ เป็นเลขานุการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ

ขณะที่ ปริญญา ฤกษ์หร่าย,อนันต์ ผลอำนวย และเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ สายตรงวราเทพ รัตนากร นั้นไปสังกัดกลุ่มสามมิตร

“ไผ่” ผงาดบนถนนการเมือง เพราะบารมีพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร 8 สมัย และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เรืองวิทย์ เป็นเจ้าของ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” ซึ่งในอดีต ไวพจน์ก็เติบโตมาจากซุ้มนี้

ไม่แปลกที่วันรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง ไผ่ จึงนำทีมไปให้กำลังใจ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายผู้กองธรรมนัส ถึง อ.สบปราบ จ.ลำปาง

++

เดิมพันเลือกตั้ง

++

ช่วงวันที่ 13-15 มิ.ย.2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ภาคเหนือ ได้ยกทีมงานจากขอนแก่น มาช่วยหาเสียงให้ “หมอรวย” วัฒนา สิทธิวัง โดยเปิดปราศรัยย่อย ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ เกาะคา, สบปราบ, เสริมงาม, เถิน และแม่พริก

ส.ส.พลังประชารัฐ ที่โผล่ไปหาเสียงที่ลำปางในโค้งสุดท้าย ก็มาจากหลายภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ สะท้อนบารมีของผู้กองธรรมนัส 

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

                                      ผู้กองธรรมนัสลุยหาเสียงหนัก 

มีข้อสังเกตประการหนึ่ง การไปหาเสียงเมืองรถม้าเที่ยวนี้ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่เห็นเงาร่างของ “ดาชัย เอกปฐพี” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ลำปาง

ถ้าจำกันได้ เลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว ผู้กองธรรมนัสทุ่มสรรพกำลังให้ ดาชัย เอกปฐพี สู้ศึกที่เขต 2 แต่ดาชัยก็พ่ายสิงห์เฒ่า-ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

ย้อนไปกลางปี 2561 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้พาอดีตแกนนำเสื้อแดงลำปางอย่าง ดาชัย เอกปฐพี พร้อมเดชทวี ศรีวิชัย ส.จ.ลำปาง เขต อ.เถิน และ นริสสา ทองประสิทธิ์ มาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ

แต่เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง มีการจัดตัวผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง ของพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 จินณ์ ถาคำฟู ,เขต 2 ดาชัย เอกปฐพี ,เขต 3 คมสัน จิตรมั่น ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.แม่ทะ และเขต 4 วัฒนา สิทธิวัง ส.อบจ.ลำปาง เขต อ.เกาะคา

สจ.เดชทวี ศรีวิชัย หรือหนานแมวคนเมืองเถิน ที่วางตัวไว้ในเขต 4 ก็ต้องหลุดไป กลายเป็น สจ.เกาะคาแทน

 ละครตบจูบ  'ผู้กอง'เจ็บจี๊ด  ศึกลำปางเดือด

                                 ผลคะแนนเลือกตั้ง ชี้อนาคตผู้กอง

เลือกตั้งซ่อมลำปาง ผู้กองธรรมนัสพลาดท่าปราชัย..รับรองว่า โดนขย้ำจาก “สิระ” สายตรงวิรัช รัตนเศรษฐ์แน่นอน

บ่มีสุรชัย ก็มี ‘ส.เผด็จ’ สะบายดีสหาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บ่มีสุรชัย ก็มี ‘ส.เผด็จ’ สะบายดีสหาย

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

16 มิถุนายน 2563 – 15:44 น.

สะบายดีฝั่งซ้าย แกะรอย “ส.เผด็จ” ผู้ลี้ภัยสายฮาร์ดคอร์ หนึ่งเดียวที่รอดจากเกมไล่ล่า

++

ยุคแรกๆของขบวนการต่อต้านเผด็จการทหาร ที่มี “คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” เป็นแกนนำจัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ปี 2550-2551

ปรากฏว่า มีอดีตสหายอีสานใต้ ได้เข้าร่วมการชุมนุมต้านระบอบอำมาตย์ โดยการนำของ “สหายเผด็จ” โดยพวกเขาได้ร่วมกันเขียน “วิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง” และจัดพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบทสีแดงเก่า

เมื่อสองปีก่อน สหายเผด็จได้บอกเล่าเรื่องวิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง ในคลิปเปิดใจสหายเผด็จ รายการโฟนสร้างชาติ ทางช่อง UncleJohn2018 และ UncleJohn2561

หรือคลิปปฏิวัติไทย ไร้ผู้นำ ในรายการสามสหายอีสานใต้ โดย ลุงสนามหลวง(ส.สมชาย), ส.ยังบลัด และ ส.เผด็จ ทางช่องสหพันธรัฐไทย

จากคำบอกเล่าของสหายเผด็จ ผ่านรายการวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว ประมวลความเคลื่อนไหวในอดีตของเขาได้ดังนี้

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

ช่วงการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2552-2553 สหายเผด็จ ในนามกองกำลังใต้ดิน ร่วมกับกลุ่มอดีตนายทหารใหญ่ ได้ขับเคลื่อนคู่ขนานกับการชุมนุมของ นปช.

ปี 2554-2556 สหายเผด็จเป็นผู้ประสานงานระหว่าง“จักรภพ”ที่อยู่ในกัมพูชา กับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในไทย

หลังรัฐประหาร สหายเผด็จ ถูกฝ่ายทหารจับกุมได้ที่บ้านพักเมื่อกลางเดือน มิ.ย.2557 ต่อมา เขาได้หลบหนีออกจากค่ายทหารแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยฝ่ายทหาร และเดินทางไปหลบภัยอยู่ในกัมพูชา โดยการช่วยเหลือของจักรภพ

ปี 2559 สหายเผด็จย้ายจากกัมพูชาไปอยู่ สปป.ลาว และเข้าร่วมองค์การ “สหพันธรัฐไท” ที่มี “โกตี๋”วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ และ “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นแกนนำ

ช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.2560 โกตี๋ร่วมกับมิตรสหาย เปิดการขอรับบริจาคเงินทองจากแม่ยกพ่อยก ทั้งในไทยและยุโรป ปรากฏว่า มีเงินทองหลั่งไหลผ่านบัญชีโกตี๋ มากกว่า 20 ล้านบาท

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

คืนวันที่ 29 ก.ค.2560 ชายชุดดำบุกเข้าจับตัวโกตี๋ ที่บ้านพักในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว พร้อมกับนำตัวเขาไปสังหารทิ้งที่ดอนทรายกลางแม่น้ำโขง

ในเหตุการณ์คืนวันที่โกตี๋ถูกอุ้ม มีผู้รอดตาย 2 คนคือ สหายเผด็จกับภรรยาของโกตี๋ หลังเกิดเหตุสหายเผด็จได้แจ้งข่าวไปยังจอม เพชรประดับ และเพื่อนมิตรในต่างแดน จึงทำให้ข่าวโกตี๋หายตัวไป มีการแพร่กระจายข่าวไปอย่างรวดเร็ว

หลังโกตี๋ตาย สหายเผด็จยังใช้ชีวิตอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นฝ่ายประสานงานให้กลุ่มลุงสนามหลวงหากมีเวลา สหายเผด็จจะเข้าสายโฟนอิน มายังรายการสหพันธ์รัฐไทยของลุงสนามหลวง

ปลายปี 2560 สุรชัย แซ่ด่าน และทหารพิทักษ์ 2 คน ถูกอุ้มหายไป ถัดมาอีกปี ลุงสนามหลวง และสองผู้ใกล้ชิด ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่เวียดนาม 

บ่มีสุรชัย ก็มี 'ส.เผด็จ' สะบายดีสหาย

จากนั้น วิทยุใต้ดินทางฝั่งลาวก็เงียบเสียงลงไป กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น และวัฒน์ วรรลยางกูร เดินทางออกจากลาว ไปพำนักอยู่ในฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือขององค์กรสิทธิมนุษยชนสากล 

แต่ “ผู้ลี้ภัย” อีกนับร้อยชีวิตยังอาศัยอยู่ในแผ่นดินลาว โดยส่วนใหญ่ พวกเขาหยุดเคลื่อนไหวการเมือง และทำมาหาเลี้ยงชีพเหมือนคนลาวทั่วไป ไม่ว่า “หนุ่มเรดนนท์” ยังทำงานในสถานีทีวีเอกชนของลาว และ “หนุ่มโคราช” ก็พาภรรยาทำมาค้าขายตามวิถี

ที่น่าสนใจ โกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ไม่รอด ต่างจาก “สหายเผด็จ” คือผู้ที่หนีรอดจากการถูกไล่ล่าเพียงคนเดียว  ยังพำนักอยู่ทางฝั่งซ้าย 

“ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ?

"ม.112" สมควรเลิกจริงหรือ?

16 มิถุนายน 2563 – 13:29 น.

เจาะประเด็นร้อน : “ม.112” สมควรเลิกจริงหรือ?

กลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกระลอก สำหรับการเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยกระแสครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระเมตตา ไม่ให้ดำเนินคดี 112 กับบุคคลใดเลย  แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวหมิ่นเหม่กระทบสถาบันเบื้องสูงกลับฉวยโอกาสออกมาสร้างกระแสใหม่ เรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้เสีย

เหตุผลที่นำมาสู่ข้อเรียกร้อง ก็เป็นเรื่องเดิมๆ เช่น เป็นกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นก็ยังอ้างว่าเป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใส่ร้ายป้ายสี 2 รวมไปถึงอัตราโทษ “ขั้นต่ำ” ที่สูงเกินไป ทำให้ศาลไม่อาจใช้ดุลยพินิจลดโทษได้

แต่จากการตรวจสอบข้อมูลของ “เนชั่นทีวี” พบว่า เหตุผลที่นำมากล่าวอ้างกันนั้น เกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง หรือหากมีปัญหาอยู่จริงบ้าง ก็ได้รับการแก้ไขไปเกือบหมดแล้ว

เริ่มจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

บทบัญญัตินี้มีเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์ต่อการถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่ใช่การติชมโดยสุจริต หรือวิจารณ์ในแง่วิชาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการใส่ร้ายป้ายสีมาจากบางกลุ่มมาโดยตลอด จึงต้องมีกฎหมายมาตรานี้ และการมีกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ไม่ใช่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากผู้ที่กระทำผิดมาตรานี้ ต้องถือว่าใช้เสรีภาพอย่างไม่สุจริต และจงใจละเมิดบุคคลอื่น (ในที่นี้คือพระมหากษัตริย์)

หากยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็จะเกิดความลักลั่นทางกฎหมาย เพราะบุคคลธรรมดายังมีกฎหมายคุ้มครองกรณีหมิ่นประมาท ทั้งหมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) และดูหมิ่นซึ่งหน้า (มาตรา 393 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) แต่กับพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีสถานะเป็น “ประมุขของรัฐ” ในระบบการปกครองของไทย กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครอง

ยิ่งไปกว่านั้นในประมวลกฎหมายอาญา ยังมีบทบัญญัติอีกหลายมาตราที่เป็นกลุ่มความผิดใกล้เคียงกัน เช่น มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 135 ว่าด้วยการดูหมิ่นธง หรือตราสัญลักษณ์ของรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฉะนั้้นการจะยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับมาตราอื่นๆ เหล่านี้ด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นความลักลั่นของกฎหมาย เช่น คุ้มครองประมุขต่างประเทศ แต่ไม่คุ้มครองประมุขประเทศตัวเอง อยางนี้เป็นต้น

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีบทลงโทษสูงเกินไป โดยเฉพาะ “โทษขั้นต่ำ” คือ 3 ปี ขณะที่โทษขั้นสูงคือ 15 ปี ทำให้ศาลไม่สามารถใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบากับคนที่กระทำผิดไม่ร้ายแรงได้นั้น

จริงๆ แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดิมไม่มีกำหนด “โทษขั้นต่ำ” เอาไว้  มีแต่โทษขั้นสูง  คือเขียนไว้เพียงว่า “ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี” แต่ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายให้มีโทษขั้นต่ำ จำคุก 3 ปี และโทษขั้นสูงคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี ทว่าก็ยังมีกระแสโจมตีว่าโทษขั้นต่ำสูงเกินไปอยู่ดี และศาลไม่สามารถใช้ดุลพินิจรอลงอาญาได้

ทั้งๆ ที่ในปี 2559 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจิในการ “รอลงอาญา” สำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีได้  ฉะนั้นในปัจจุบัน “โทษขั้นต่ำ” ที่กำหนดไว้ 3 ปี จึงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา (ทั้งรอการกำหนดโทษ และกำหนดโทษแล้ว แต่รอการลงโทษเอาไว้ก่อน)

อีกประเด็นหนึ่งที่พูดกันมาก คือการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประเด็นนี้จะพบว่ามีการกล่าวหากันในทางการเมืองด้วยการอ้างเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจริง โดยสถิติคดี 112 จากในอดีตตั้งแต่ปี 2500 ที่เริ่มมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาจนถึงปี 2548 มีคดี 112 เกิดขึ้นน้อยมาก บางปีไม่มีเลย / แต่นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏว่ามีคดี 112 มากจนผิดสังเกต และนี่เองที่เป็นเหตุผลให้มีความพยายามกลั่นกรองการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มาตลอด

กระบวนการนี้เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการออกเป็นนโยบายไม่ให้ “ตำรวจโรงพัก” ที่รับแจ้งการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สอบสวนและทำสำนวนคดีเอง  แต่ต้องส่งให้ “คณะทำงาน” ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี “กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง” เป็นเจ้าภาพ ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อความชัดเจน และป้องกันการตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นอกจากนั้นยังให้มีคณะทำงานระดับชาติ กลั่นกรองสำนวนคดี 112 อีกชั้นหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าการสั่งฟ้องคดี จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ (เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องทางการเมือง อาจมีการนำไปขยายผลจนกระทบกับสถาบันเบื้องสูงมากกว่าเดิมได้)

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามีความพยายามควบคุมและกลั่นกรองการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตลอด

กองบรรณาธิการข่าว เนชั่นทีวี22

จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จักรภพโผล่ รับ “พ่าย” หนีตายจากเขมร

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

16 มิถุนายน 2563 – 11:28 น.

จักรภพ เพ็ญแข หนีตายจากเขมร ปิดลับแหล่งลี้ภัยแห่งใหม่ ยอมรับขบวนการเสื้อแดงแตกแยก จึงล้มเหลวและถูกไล่ล่า

++
          นับแต่วันที่ “ต้าร์“ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกอุ้มเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย.2563 อีก 5 วันถัดมา ”จักรภพ เพ็ญแข“ ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ค ร่ายยาวเรื่อง “จาก จักรภพ เพ็ญแข ต้าร์ถูกฆ่า และผลกระทบต่อไทยทั้งประเทศ”

อ่านข่าว…   “จักรภพ”แค้น สู้แทนวันเฉลิม
 


          บทความชิ้นนี้ของจักรภพ แรงในเนื้อหาและลีลา ต่างจากบทความชิ้นอื่นๆในรอบ 2 ปีมานี้ แสดงว่า จักรภพไม่ได้อยู่ในกัมพูชาแล้ว


          ในหมู่บรรดาผู้ลี้ภัย 112 ทราบดีว่า จักรภพได้รับอภิสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่ในเขมรแบบสบายๆ จะไปประเทศไหนก็ได้ แต่เมื่อเกิดเหตุอุ้มวันเฉลิม จักรภพคนเดิมก็กลับมา

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

“จักรภพ” ไปอยู่ที่ใหม่แล้ว


          ล่าสุด จักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom โดยใช้อินเตอร์เน็ตระบบเครือข่าย VPN (Virtual Private Network) ที่เชื่อว่าสามารถป้องกันความปลอดภัยได้ จักรภพยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเรื่องสัญชาติของหนังสือเดินทางที่ใช้ในปัจจุบัน หลังถูกทางการไทยเพิกถอนหนังสือเดินทาง


          ตลอดเวลา 11 ปีที่ออกจากเมืองไทยไปอยู่ในกัมพูชา จักรภพ เพ็ญแข ไม่ประมาท 


          ช่วงปี 2554-2556 จักรภพ พยายามประสานกับกลุ่มแดงสยาม ของสุรชัย แซ่ด่าน และเชื่อมต่อกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยบางกลุ่ม หวังก่อรูป “ขบวนการปฏิวัติไทย” ขึ้นมาใหม่


          จักรภพไม่เคยปลาบปลื้มกับชัยชนะของยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย เหมือนคนเสื้อแดงทั่วไป เพราะเขามีเป้าหมายที่มากกว่านั้น


          ปี 2557-2560 จักรภพ ตั้งองค์กรเสรีไทย ร่วมกับแดงลี้ภัย โดยตัวเขาประสานกับสุรชัย แซ่ด่าน ที่อาศัยอยู่ใน สปป.ลาว แต่ก็ล้มเหลว เมื่อ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตนักการเมืองเพื่อไทย ประกาศวางมือ เพราะเบื่อความแตกแยกในกลุ่มคนลี้ภัย 112


          เฉพาะแค่ใน สปป.ลาว แดงลี้ภัยก็แบ่งแยกเป็น 2-3 ก๊ก จัดรายการวิเคราะห์การเมืองทางยูทูบ ก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ออกมาสาวไส้กันเอง 


          สิ่งที่จักรภพ และแดงลี้ภัยบางกลุ่มทราบดี แต่ไม่ยอมปริปากพูดคือ เหตุโกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ถูกอุ้มฆ่าสำเร็จนั้น เป็นผลงานของ “สายลับสองหน้า” ในกลุ่มแดงลี้ภัย 112 


          จักรภพยอมรับกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยว่า ประสบความล้มเหลวในการยกระดับขบวนการเสื้อแดงให้เป็นขบวน การทางการเมือง


          “มีการซื้อตัวคน มีการดึงไปได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง มีการยุแยงให้แตกกัน ขณะเดียวกันก็แตกกันเองอยู่แล้วหลายส่วน เนื่องจากขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำในรูปขบวนการณ์อุดมการณ์ตั้งแต่แรก แต่ทำเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้ง ก็ทำให้ผลประโยชน์ขัดกันง่าย นี่คือข้อบกพร่องใหญ่…เพราะฉะนั้นการที่มันไม่มีผลต่อประชาธิปไตย นี่มันเป็นเหตุแห่งผลอันเดียวกัน”

จักรภพโผล่ รับ "พ่าย" หนีตายจากเขมร

คอนโดที่วันเฉลิมพักอาศัย จักรภพก็พักอยู่ที่นี่

          กรณีของต้าร์ วันเฉลิม ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชาหลังรัฐประหาร 2557 จักรภพก็คุ้นเคยกันดี และยืนยันว่า ต้าร์วางมือจากการเมืองแล้ว จะทำธุรกิจส่วนตัว


          “ไม่อยากจะไปวิจารณ์ถึงขนาดว่าหละหลวม แต่คิดว่าเขาไม่คิดว่าจะเป็นอันตราย เลยปล่อยตัวสบายไปนิดหนึ่ง ตรงนี้เป็นความผิดของรุ่นพี่ ๆ ที่ควรเตือนเขา ผมก็โทษตัวเองด้วย” จักรภพบอกกับบีบีซีไทย


          “ผมยอมรับว่าในส่วนตัวของผมเองไม่คิดว่าต้าร์จะเป็นอันตราย ไม่ได้คิดจะเตือนน้องเลย เพราะนึกว่าเขาวางมือทางการเมืองไปขนาดนี้แล้ว ฝ่ายโน้นก็น่าจะรู้ และเลิกจองล้างจองผลาญ”


          คำบอกเล่าของจักรภพ ก็ไม่ตรงกับข้อมูล “แดงลี้ภัย” บางคน ที่เชื่อว่า ตาร์ วันเฉลิม กำลังสร้าง “ฐานเศรษฐกิจ” ไว้รองกับการลี้ภัยระลอกใหม่

แม่บ้าน พปชร. “อนุชา” มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แม่บ้าน พปชร. “อนุชา” มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน

แม่บ้าน พปชร. "อนุชา" มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน

16 มิถุนายน 2563 – 10:33 น.

เหลือเชื่อ อนุชา นาคาศัย ทำงานรับใช้สมศักดิ์ เทพสุทิน มา 37 ปี เป็นแม่บ้าน ทั้งวังบัวบานและวังน้ำยม ต้องลุ้นแม่บ้านวัง 3 ป. คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
          ในนาทีนี้ ว่าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ ก็มีอยู่ 2 คนคือ นกใหญ่ชัยนาท “อนุชา นาคาศัย” และเจ้าพ่อมะขามหวาน “สันติ พร้อมพัฒน์”


          เปรียบรูปมวย เสี่ยแฮงก์ มวยหนุ่มปราดเปรียว ได้พี่เลี้ยงเบอร์ใหญ่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ส่วนเสี่ยสันติ เป็นดาวฤกษ์มาแรง มวยรุ่นใหญ่ พูดน้อยต่อยหนัก


          ไม่น่าเชื่อว่า อนุชา นาคาศัย จะอยู่ข้างกาย สมศักดิ์ เทพสุทิน มายาวนานถึง 37 ปี และน่าจะเป็นคนรู้จักรู้ใจเจ้าพ่อไก่ชนดีที่สุด

แม่บ้าน พปชร. "อนุชา" มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน

++
ทางชีวิตทนายหนุ่ม
++
          นับแต่ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย เสนอแผนปรองดองกับ “มณเฑียร สงฆ์ประชา” ทายาทเจ้าพ่อหันคา-บุญธง สงฆ์ประชา เมืองเล็กๆในลุ่มเจ้าพระยา อย่างชัยนาทก็อยู่ในกำมือของเสี่ยแฮงก์เบ็ดเสร็จ


          จากตลาด ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อนุชาสะพายกระเป๋ามาอาศัยอยู่กับญาติย่านบางนา เข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินทรเดชา แล้วจึงเลือกเรียนที่คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง ทำงานหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ทนายความฝึกหัด ไปจนถึงเซลส์ขายเครื่องปั๊มน้ำ


          ปี 2526 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ลูกชาย ‘โกเหนา’ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่แห่ง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ลาออกจาก สจ.สุโขทัย ลงสนามการเมืองใหญ่ ก็ได้เป็น ส.ส. สังกัดพรรคกิจสังคม


          เวลาเดียวกันนั้น อนุชาประกอบอาชีพทนายความอยู่ บังเอิญเพื่อนของเขาดันไปรู้จักคนใกล้ชิด ส.ส.หนุ่มจากศรีสำโรง สมศักดิ์จึงชักชวนอนุชา มาเป็นทีมงานด้านกฎหมาย


          นับแต่นั้น อนุชาก็เป็นดั่งเงาของสมศักดิ์ เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เป็นมือทำงาน สมัยที่สมศักดิ์เดินตามหลังมนตรี พงษ์พานิช นักเลงกรุงเก่า จนขยับเป็นรัฐมนตรี


          เมื่อสมศักดิ์ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย เสี่ยแฮงก์ก็ตัดสินใจลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ที่บ้านเกิด-ชัยนาท ก็ได้เป็น ส.ส.สมัยแรกทันที 

แม่บ้าน พปชร. "อนุชา" มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน

เดินแจกหน้ากากป้องกันโควิด


++
แม่บ้าน 2 วัง
++
          2 ปีแรก ในพรรคไทยรักไทย สมศักดิ์ เทพสุทิน ผนึกกำลังกับ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณ สร้าง “มุ้งวังบัวบาน” โดยอนุชา นาคาศัย รับบทแม่บ้านมุ้งวังบัวบาน


          เสี่ยแฮงก์เปรียบเสมือนผู้จัดการทีมฟุตบอลรับหน้าที่อัดฉีดค่าน้ำ ค่าเหนื่อย ค่าเดินทางให้ ส.ส.กลุ่มวังบัวบาน จนได้รับคำชมจากเจ๊แดง


          กลางเทอมของไทยรักไทย 4 ปีแรก สมศักดิ์ เทพสุทิน ได้เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ สมใจปรารถนา และประกาศสร้าง “มุ้งวังน้ำยม” แยกตัวออกมาจากเจ๊แดง สมัยมุ้งวังน้ำยม เสี่ยแฮงก์ก็รับบทแม่บ้านอีกเช่นเคย


          หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ไปสร้างกลุ่มมัชฌิมา เสี่ยแฮงก์ตามไปทำหน้าที่เดิม จนกระทั่งเลือกตั้งซ่อม ปี 2551 เสี่ยแฮงก์ก็ดัน “พรทิวา” (ปัจจุบันเป็นอดีตภรรยา) ลงสนาม ส.ส.ชัยนาท ในนามพรรคมัชฌิมาธิปไตย


          การเมืองยุคนอมินี สมศักดิ์ มีเจ๊เป้า-อนงค์วรรณ เทพสุทิน เสี่ยแฮงก์ ก็มีเจ๊วา-พรทิวา  ศักดิ์ศิริเวทย์กุล (บุตรสาวของสุรินทร์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล เจ้าของสถานบันเทิงโพไซดอน ย่านรัชดาฯ)


          เมื่อสมศักดิ์ และสุริยะ ตั้งกลุ่มสามมิตร ย่อมต้องมีอนุชาเข้ามาร่วมวงด้วย โดยระยะแรก กลุ่มสามมิตรชิดใกล้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกลุ่ม 4 กุมาร

แม่บ้าน พปชร. "อนุชา" มือขวา เจ้าพ่อไก่ชน

กลุ่มสามมิตร และกลุ่มสมคิด เมื่อวันวาน


          วันนี้ สถานการณ์ในพลังประชารัฐเปลี่ยน เมื่อเจ้าของพรรคตัวจริงออกโรง สมศักดิ์จึงส่งเสี่ยแฮงก์เข้าบ้านป่ารอยต่อฯ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว


          แม่บ้านวังบัวบาน แม่บ้านวังน้ำยม..จะไปถึงฝั่งฝัน “แม่บ้านพลังประชารัฐ” ต้นเดือน ก.ค.นี้ก็ทราบผล

นักการเมืองจากเทคโนแครตต้องปรับตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นักการเมืองจากเทคโนแครตต้องปรับตัว

 นักการเมืองจากเทคโนแครตต้องปรับตัว

16 มิถุนายน 2563 – 09:33 น.

นักการเมืองจากเทคโนแครตต้องปรับตัว โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในที่สุดความพยายามกดดันให้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลาออกจากตำแหน่งก็ประสบความสำเร็จ โดยคาดว่าภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ที่จะถึงนี้ จะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ฯ ชุดใหม่ รวมถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และตำแหน่งที่สำคัญอื่น ๆ ในพปชร. 

ส่วนหนึ่งของการกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหาร พปชร. เกิดจากเสียงสะท้อนของ สส. และสมาชิกพรรค ฯ ว่า หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และรัฐมนตรีของพรรคที่กลายร่างมาจากเทคโนแครต ไม่ดูแล สส. และสมาชิกพรรค และการเข้าถึงบุคคลสำคัญของพรรค ฯ เหล่านี้ก็แสนจะยาก ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้พุ่งเป้าโดยตรงไปที่กลุ่มสี่กุมารที่มีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล อย่างดร.อุตตม สาวนายนหัวหน้าพรรคนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์เลขาธิการพรรค ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลกรรมการบริหารพรรค

ประวัติของสี่กุมารที่ค่อนข้างดีทั้งในด้านการศึกษาและประสบการณ์การทำงานทางวิชาการและการบริหาร ประกอบกับ ได้รับการสนับสนุนจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเกือบทุกรัฐบาล จึงกลายเป็นเทคโนแครตที่กระโดดเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่ในยุครัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสชซึ่งแน่นอนการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในยุครัฐบาล คสช. ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนทางการเมืองมากมายนัก รวมถึงไม่ต้องเจรจาต่อรองประนีประนอมหรือมีปฏิสัมพันธ์แบบเกื้อกูล กับก๊วนกลุ่มหรือมุ้งต่าง ๆ ทางการเมือง แค่ทำงานให้เข้าตานายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็พอแล้ว

แต่เมื่อกลุ่มสี่กุมารตัดสินใจเข้ามาเป็นนักการเมืองเต็มตัวภายใต้ แบรนด์ พปชร. และได้รับตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญทั้งในพรรค ฯ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งสี่คนก็ควรจะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบการเมืองแบบไทย ๆ ที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการกับกลุ่มการเมืองภายในพรรคและนอกพรรค รวมถึงต้องเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกับ สส. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส. เขต ที่ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่เขตเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม จากเสียงสะท้อนภายใน พปชร. ดูเหมือนว่าเทคโนแครตทั้งสี่คนยังไม่สามารถปรับตัวให้เป็นนักการเมืองภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งสี่กุมารยังคงทำตัวเสมือนคนนอกพรรคที่ถูกเชิญให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของ สส. และ สมาชิกพรรค (ถ้าใส่ใจ คงไม่ถูกกระแสกดดันให้ออก)

ตั้งแต่อดีตนักการเมืองที่มาจากเทคโนแครต ไม่ว่าจะมาจากสายนักบริหารหรือสายนักวิชาการ ส่วนใหญ่จะมี ego หรืออัตตาที่สูง แบบคนที่ชอบมองว่าตัวเองแน่ ถูกต้องเสมอ ดื้อไม่ฟังใคร และบางคนอาจเป็นถึงขั้นแบ่งแยกชนชั้น ระหว่างตนเองที่เคยเป็นนักบริหารหรือนักวิชาการที่ประสบความสำเร็จและมีความรู้สูง กับนักการเมืองทั่วไปที่ถูกเทคโนแครตมองว่าเป็นพวกแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์และมีคุณสมบัติส่วนตัวสู้พวกเทคโนแครตไม่ได้ 

มุมมองแบบแบ่งแยกของเทคโนแครตเช่นนี้ มักจะทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานร่วมกับนักการเมืองอาชีพโดยฝ่ายเทคโนแครตมักจะชอบบอกว่าพวกเขาเป็นคนดี เสียสละเข้ามาทำงานเพื่อชาติ ไม่สนใจเรื่องการเมือง ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเกิดความเหินห่างกันมากขึ้น ในขณะที่นักการเมืองอาชีพ โดยเฉพาะพวก สส. เขต และอดีตผู้สมัคร สส. เขต ที่ต้องลงพื้นที่สม่ำเสมอนั้น ส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องสาธารณะหรือส่วนตัว ซึ่งไม่ว่าประชาชนจะเรียนเชิญให้มาร่วมงานประเภทใด ก็ต้องไปให้ได้ไม่ว่าประชาชนจะร้องเรียนเรื่องอะไร พวกเขาก็ต้องดูแลแก้ไขปัญหาให้ จึงทำให้มีความต้องการการสนับสนุนทั้งในเชิงทรัพยากรและนโยบายจากแกนนำพรรคหรือรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างทั่วถึงหรือเพียงพอ ความน้อยใจ หรือไม่พอใจจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการเมืองไทย

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยในอดีต เราได้เห็นเทคโนแครตไม่ว่าจะมาจากนักบริหารที่เก่งและนักวิชาการชื่อดังจำนวนมากเข้ามาในแวดวงการเมืองแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากการมีอัตตาที่สูง ปรับตัวไม่ได้ และไม่อดทนที่จะต่อสู้ทางการเมือง ในขณะที่บางคนเมื่อไม่ได้ดังใจหวัง ก็แค่เลิกเล่นการเมืองไป แต่ก็มีบางคนหันกลับมาชี้หน้าด่าระบบการเมืองไทยและนักการเมืองไทยต่าง ๆ นา ๆ โดยไม่เคยมองตัวเองเลยว่า ทำไมไม่อดทนต่อสู้ทางการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้ดีขึ้นให้ได้

การจะเป็นนักการเมืองควรต้องยึดโยงกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในเขตพื้นที่เลือกตั้ง สส. แบบเขตคือผู้ที่พิสูจน์ตนเองอย่างชัดเจนแล้วว่าได้รับฉันทามติจากประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร และการจะเป็น สส. แบบเขตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดและชานเมืองกรุงเทพมหานคร จะต้องใช้เวลาในการคลุกคลีกับประชาชนในพื้นที่ เข้าใจปัญหาในพื้นที่ มีเครือข่ายความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคงต้องรวมถึงเครือข่ายในเชิงอุปถัมภ์ตามลักษณะวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ฝั่งรากลึกมาแต่อดีตและยากที่จะถอนออกได้

อย่างไรก็ตาม เราไม่ค่อยเห็นเทคโนแครตที่ดัง ๆ กระโดดไปให้ประชาชนพิสูจน์ในเขตเลือกตั้งเท่าไรนัก ส่วนใหญ่เราจะพบเทคโนแครตเข้ามาสู่การเมืองแบบประชาธิปไตย ในสามรูปแบบ พวกแรกคือ พวกที่ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้แล้วมาคว้าตำแหน่งในรัฐบาลตามโควต้านายกรัฐมนตรี ผู้ใหญ่ในรัฐบาล หรือแกนนำพรรคการเมือง โดยไม่เคยผ่านการต่อสู้ดิ้นรนทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนไว้วางใจ พวกนี้หากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงทางการเมืองได้ ในที่สุดก็อาจจะขัดแย้งกับนักการเมืองอาชีพ
พวกที่สองคือพวกที่เข้ามาเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อที่ชีวิตสบาย ไม่ต้องดิ้นรนมาก ซึ่งเป็นความผิดพลาดในรัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาที่เราหลงผิดคิดว่าการมี สส. แบบบัญชีรายชื่อ (party list) จะทำให้เราได้คนดีคนเก่งเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประเทศอย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องพะวงกับการต่อสู้ทางการเมืองในเขตเลือกตั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เราก็ยังคงได้ สส. แบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งที่เป็นนายทุนพรรค นักการเมืองที่มีบทบาทแต่ประชาชนไม่ค่อยปลื้ม คนดังและนักการเมืองที่มาจากเทคโนแครตแต่ไม่มีฐานเสียงในพื้นที่เลือกตั้งใด ๆ เลย เป็นต้นด้วยเหตุนี้เองการแย่งพื้นที่ปลอดภัยในบัญชีรายชื่อช่วงก่อนการสมัครรับเลือกตั้งจึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งเทคโนแครตบางคนเมื่อไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในรายชื่อต้น ๆ ก็อาจไม่พอใจและตัดสินใจไม่ลงสมัคร
ประเภทที่สามคือพวกเทคโนแครตที่ต้องต่อสู้บ้าง แต่หากเป็นไปได้ขอลงพื้นที่ปลอดภัยที่มีฐานคะแนนเสียงของพรรคเป็นทุนเดิมอยู่แล้วหรือในเขตพื้นที่ที่พรรคกำลังมีกระแสดี ทั้ง ๆ ที่บางคนยังไม่เคยรู้จักพื้นที่นั้นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานครที่ชัยชนะส่วนหนึ่งจะเกิดจากฐานเสียงดั้งเดิมหรือกระแสของพรรคในขณะนั้น

เทคโนแครต ที่ต้องการมีตำแหน่งทางการเมืองควรจะกระโดดลงมาให้ประชาชนตัดสินว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลง สส. เขต ที่เป็นการเสนอตัวเองโดยตรงให้ประชาชนตัดสินซึ่งต้องต่อสู้และเผชิญกับปัญหานานาชนิด ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ช่วงเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง  การเป็น สส. เขต ไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนลงสมัครกี่ครั้งก็ไม่เคยชนะ แต่ก็ต้องชื่นชมในความพยายามพิสูจน์ตนเอง บางคนชนะบ้างแพ้บ้าง แต่บางคนก็ชนะตลอดไม่เคยแพ้ ฉะนั้น ความอดทนและการยึดโยงกับพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญของผู้ที่ต้องการเป็น สส. เขต

นอกเหนือจากนั้นแล้ว เทคโนแครตที่ต้องการเป็นนักการเมืองต้องลดอัตตาของตนเองลงและมีความอดทนให้มากขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้ดังใจปรารถนาบ้าง จะต้องถูกแซะออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญในพรรคบ้าง หรือแม้กระทั่งอาจจะสอบตกไม่ได้เป็น สส. บ้าง  อย่าอ้างในทำนองว่า ถ้ากดดันมาก ๆ จะไม่มีคนดี (เทคโนแครต ดี ๆ) เข้ามาทำงานการเมือง

จำไว้…กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี

บทเรียนวัดสวนแก้ว “ครอบครองปรปักษ์” คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บทเรียนวัดสวนแก้ว “ครอบครองปรปักษ์” คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

บทเรียนวัดสวนแก้ว "ครอบครองปรปักษ์" คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

15 มิถุนายน 2563 – 21:22 น.

เจาะประเด็นร้อน : “ครอบครองปรปักษ์” คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

กรณีพิพาทเรื่องที่ดิน 1 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา ของมูลนิธิวัดสวนแก้วที่ซื้อต่อมาจาก นางวันทนา สุขสำเริง ที่อ้างว่าได้สิทธิ์จากการ “ครอบครองปรปักษ์” มาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม คือทายาทของนางทองอยู่นั้น ได้กลายเป็นประเด็นดราม่าว่าใครเป็นฝ่ายผิดกันแน่ จนทำให้มูลนิธิวัดสวนแก้วต้องส่งมอบที่ดินคืน พร้อมย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินผืนนี้ เนื่องจากพ่ายแพ้คดีในศาลจนคดีถึงที่สุด

พลิกดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ว่าด้วยการครองครองปรปักษ์ กฎหมายเขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”

นี่คือถ้อยคำในกฎหมาย จะเห็นว่าการครอบครองปรปักษ์ พูดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ มีองค์ประกอบ 4 อย่างด้วยกัน คือ

1. ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบ (หมายถึงว่า ไม่ได้ไปครอบครองจากการแย่งชิง ขัดแย้งกัน)

2. โดยเปิดเผย (เช่น ใช้ประโยชน์จากที่ดิน สร้างสิ่งปลูกสร้าง)

3. ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ (เช่น ขึ้นป้ายว่าเป็นเจ้าของที่ดิน)

และ 4. ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี

ผลของการครอบครองเช่นว่านี้ กฎหมายระบุว่าผู้ที่ครอบครองปรปักษ์นั้นจะได้ “กรรมสิทธิ์” แต่ยังเป็นเพียง “ทรัพยสิทธิ์” หรือ “สิทธิ์เหนือทรัพย์” ที่ใช้ในการอ้างยันกับบุคคลภายนอกได้ ยังไม่ใช่สิทธิ์ทางทะเบียน เพราะหากต้องการสิทธิ์ทางทะเบียน ต้องไปร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาให้ออกเอกสารสิทธิ์ได้

บทเรียนวัดสวนแก้ว "ครอบครองปรปักษ์" คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

กรณีที่ไปร้องศาลแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน และเจ้าของที่ดินเดิมไม่คัดค้าน ศาลก็จะพิจารณาคำร้องฝ่ายเดียว หากเข้าเงื่อนไข ก็จะมีคำสั่งได้ทันที จบในศาลเดียว  แต่ถ้ามีผู้ร้องคัดค้าน ก็ต้องสู้คดีกันไป สู้ได้ถึงฎีกา (3 ศาล) หากศาลเห็นว่าผู้ครอบครองปรปักษ์เป็นผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ก็จะมีคำพิพากษาให้ออกเอกสารสิทธิ์ได้ จากนั้นผู้ครอบครองปรปักษ์ก็จะนำคำสั่งศาลไปให้กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ เป็นโฉนดฉบับใหม่ นี่คือกระบวนการทั้งหมดตามกฎหมาย

ส่วนกรณีของ นางวันทนา อ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมานานเกิน 10 ปี จึงไปร้องต่อศาลขอออกเอกสารสิทธิ์ ปรากฏว่าไม่มีผู้ร้องคัดค้าน ศาลจึงสั่งให้ออกโฉนด เมื่อได้โฉนดก็นำไปขายต่อให้มูลนิธิวัดสวนแก้วในราคา 10 ล้านบาท ทางวัดก็เข้าไปพัฒนาพื้นที่ ถมดิน และสร้างสิ่งปลูกสร้าง เวลาผ่านไป 2 ปี 8 เดือน ทายาทเจ้าของเดิม (ลูกหลานของนางทองอยู่) ปรากฏตัวอ้างเป็นกรรมสิทธิ์ของตน และเรียกร้องที่ดินคืน

บทเรียนวัดสวนแก้ว "ครอบครองปรปักษ์" คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

คดีในส่วนที่ดินพิพาทที่เกี่ยวกับนางวันทนา และมูลนิธิวัดสวนแก้ว มีด้วยกัน 2 คดี คือ

1. คดีเจ้าของที่ดินเดิมยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนการครอบครองปรปักษ์ของนางวันทนา คดีนี้นางวันทนาแพ้ ยอมถอนการครอบครอง โดยมีข่าวจากกลุ่มทนายและนักกฎหมายเมืองนนท์ว่า ศาลสั่งถอนกรรมสิทธิ์นางวันทนา เพราะในขั้นตอนการร้องขอครอบครองปรปักษ์ มีการส่งหมายให้กับเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมโดยมิชอบ ทำให้การครอบครองไม่สมบูรณ์ แต่ภายหลังมีการอ้างว่านางวันทนาถูกนำตัวไปเซฟเฮาส์และกดดันให้ยอมรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินผืนนี้ จึงไม่มีสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์

แต่ไมว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงตามกฎหมายคือ ศาลสั่งเพิกถอนกรรมสิทธิ์ของนางวันทนา ทำให้กรรมสิทธิ์กลับไปอยู่ที่เจ้าของที่ดินเดิม

2. เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งได้กรรมสิทธิ์กลับมา ยื่นฟ้องต่อศาลขับไล่มูลนิธิวัดสวนแก้วที่ยังคงใช้ประโยชน์ในที่ดินอยู่ เพื่อให้ออกจากที่ดินพิพาท คดีนี้สู้กันมานานนับสิบปี และคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายนางวันทนาและมูลนิธิวัดสวนแก้วแพ้ ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหมายบังคับคดีออกมา

จากการตรวจสอบย้อนหลังเรื่องนี้ และพูดคุยกับนักกฎหมายที่มีข้อมูลเกี่ยวกับคดี ได้ความว่ากรณีพิพาทที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เพราะกฎหมายเรื่องการครอบครองปรปักษ์มีความชัดเจนตามตัวอักษรในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ออกเอกสารสิทธิ์ ซึ่งไม่ชัดเจนว่านางวันทนาไปดำเนินการอย่างไร จนทำให้ภายหลังทายาทเจ้าของที่ดินเดิมมายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนกรรมสิทธิ์ของนางวันทนาได้สำเร็จ

มีข้อน่าสังเกตในแวดวงทนายและนักกฎหมายเมืองนนท์ว่า เหตุใดนางวันทนาจึงยอมถูกเพิกถอนกรรมสิทธิ์การครอบครองปรปักษ์อย่างง่ายดาย (ตามข้อมูลระบุว่าแทบไม่สู้คดีเลย) และทำไมมูลนิธิวัดสวนแก้วจึงไม่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนางวันทนา เพราะถือว่านำที่ดินที่มีปัญหามาขาย ทำให้มูลนิธิได้รับความเสียหาย  ซึ่งประเด็นนี้ทางวัดอ้างเรื่องความสงสาร เพราะปัจจุบันนางวันทนาเป็นผู้ป่วยติดเตียง

บทเรียนวัดสวนแก้ว "ครอบครองปรปักษ์" คนขาย-กฎหมาย-วัด..ใครผิด

ส่วนที่มีอัยการชื่อดัง นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม มองว่า มูลนิธิวัดสวนแก้วซื้อที่ดินมาโดยสุจริตในราคาถึง 10 ล้านบาท ฉะนั้นหากที่ดินมีปัญหา มีการออกโฉนดโดยมิชอบโดยที่วัดไม่รู้เรื่อง เมื่อเจ้าของจะเรียกคืน / ก็ควร “ใช้ราคา” หรือจ่ายเงินทดแทนมูลนิธิที่ได้สูญเสียไป / ประเด็นนี้มีความเห็นอีกด้านจากทนายความผู้คร่ำหวอดคดีประเภทนี้ว่า การใช้ราคาให้ผู้ซื้อโดยสุจริต จะต้องซื้อมาจากผู้ขายที่มีกรรมสิทธิ์เต็มในที่ดินเสียก่อน

พิจารณาจากกรณีที่ดินพิพาทของมูลนิธิวัดสวนแก้ว หากนางวันทนาครอบครองปรปักษ์ได้สมบูรณ์  แล้วมูลนิธิวัดสวนแก้วซื้อที่ดินต่อมาในราคา 10 ล้านบาท   จากนั้นทางเจ้าของที่ดินเดิมทราบเรื่อง ก็แอบนำที่ดินผืนนี้ไปขายให้บุคคลอื่น ถ้าเป็นลักษณะนี้ จะไม่สามารถยึดที่ดินคืนจากคนซื้อรายใหม่นั้นได้  เพราะถือว่าเป็นผู้ซื้อโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน

แต่กรณีที่เกิดขึ้น นางวันทนาไม่ได้มีกรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์จริง แล้วนำที่ดินมาขายให้มูลนิธิวัดสวนแก้ว เมื่อศาลสั่งเพิกถอนกรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์  ทำให้กระบวนการทั้งหมดเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น / เจ้าของที่ดินเดิมจึงมีสิทธิ์ดีกว่า จึงไม่ต้องใช้ราคาในการเรียกที่ดินคืน / เพราะมูลนิธิวัดสวนแก้วย่อมไม่มีสิทธิ์ดีกว่านางวันทนา ตามหลักกฎหมายทีว่าด้วย “ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้โอน”

อัพเดท”คดีหมอชาญชัย”พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อัพเดท”คดีหมอชาญชัย”พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

อัพเดท"คดีหมอชาญชัย"พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

15 มิถุนายน 2563 – 20:05 น.

ครบ 15 วันหลังถูกย้ายแขวน อัพเดท”คดีหมอชาญชัย”พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ…โดยคมชัดลึกออนไลน์

จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีคำสั่งย้าย “หมอชาญชัยนพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น (รพศ.ขอนแก่น) เมื่อวันที่1 มิถุนายน 2563 ให้มาปฏิบัติราชการที่ส่วนกลาง สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) 

อ่านข่าว

:  เปิดเบื้องลึก…ย้าย “หมอชาญชัย”ไม่เป็นธรรม

: ระบบราชการพังแน่ ถ้าเจอ”บัตรสนเท่ห์”แค่ใบเดียว

: “นพ.เกรียงศักดิ์” แถลงลาออกเพื่อเปิดทางปลัดกระทรวงหาคนใหม่ 

 ด้วยข้อกล่าวหาฉกรรจ์ ว่า “หมอชาญชัย” เป็นผู้เรียกรับเงินบริจาคจากบริษัทยาร้อยละ 5 จากการร้องเรียนของบุคคลนิรนามยื่นบัตรสนเท่ห์เพียงใบเดียว ก็นำไปสู่การสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะที่ “หมอชาญชัย”ปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ “หมอสุขุม”ปลัดสธ. ในฐานะผู้บังคับบัญชาสายตรงของ หมอชาญชัยได้แถลงว่าผลการสอบยังไม่สิ้นสุด 

  แต่“ปลัดสุขุม” มีคำสั่งโยกย้าย “หมอเกรียงศักดิ์” นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ไปนั่งรักษาราชการแทน “หมอชาญชัย” ก็เพราะไม่สามารถตั้งรองผู้อำนวยการ รพ.ศูนย์ ขอนแก่น เนื่องจากคำสัมภาษณ์ หมอชาญชัย เคยระบุว่า รองผอ.รพ.ศูนย์ขอนแก่น รู้เรื่องกองทุนและอาจไม่เหมาะสม

อัพเดท“คดีหมอชาญชัย”เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 หรือ15 วันหลัง“หมอชาญชัย” ถูกย้ายมาแขวนไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข ปรากฏว่า “หมอเกรียงศักดิ์”แถลงขอลาออกจากการนั่งรักษการ ผอ.รพ.ศูนย์ขอนแก่น เพื่อเปิดทางให้ปลัดสธ.หาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน อีกทั้งการลาออกครั้งนี้เพื่อความสะบายใจของทุกฝ่าย และปฏิเสธการลาออกครั้งนี้ไม่ได้น้อยใจที่ถูกกดดันและไม่ได้หนักใจอะไรเลย แต่ยอมรับว่าการลาออกวันนี้ไม่ได้หารือปลัดสธ.แต่จะทำหนังสือขอถอนตัวภายในวันนี้(15มิ.ย.2563)

อัพเดท “คดีหมอชาญชัย” พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

 แหล่งข่าววงในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยกับ“คมชัดลึกออนไลน์”ว่า  เป็นที่น่าสังเกตว่า คดีหมอชาญชัยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้(15มิ.ย.2563) ไม่มีเอกสารหลักฐานมายืนยันความผิดของหมอชาญชัยได้เลย เป็นการกล่าวหาแบบลอยๆ

 “คาดว่าเป็นการออกคำสั่งด้วยวาจา จากนั้นมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางลงพื้นที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น และมีคำสั่งด้วยวาจาให้ทีมรพศ.ขอนแก่นต้องอำนวยความสะดวกให้กับทีมส่วนกลาง ตามด้วยมีคำสั่งย้ายลอย หมอชาญชัยออกจากตำแหน่งผอ.รพศ.ขอนแก่นไปแขวนลอยที่กระทรวงสาธารณสุข โดยข้ามหัวขบวนการตรวจสอบภายใน หรือสตง.ของรพศ.ขอนแก่น ซึ่งผิดขั้นตอนไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ “

 ว่ากันว่า ตามขั้นตอนหากมีการร้องความไม่ชอบมาพากล ในหน่วยงานของรัฐ จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น จากหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ถูกร้อง ในกรณีนี้หมายถึงหมอชาญชัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน หรือนิตกรของรพศ.ขอนแก่นจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันด้วยเอกสารและพยานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตามระเบียบปฏิบัติทางราชการก่อน จากนั้นถึงนำเสนอตามขั้นตอนราชการ ที่ยึดหลักตามลำดับชั้นสายบังคับบัญชา ก่อนที่จะมีคำสั่งสอบวินัยร้ายแรงหมอชาญชัย

 อีกทั้งผู้ถูกร้องเรียน หรือ “หมอชาญชัย” มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูณสามารถโต้แย้งทุกข้อกล่าวหาได้ ทั้งนี้หากไม่ได้รับความเป็นธรรม  ซึ่งกรณีคดีหมอชาญชัย นั้นการออกคำสั่งย้ายอาจจะเข้าข่ายถูกกลั่นแกล้ง ขัดหลักธรรมาภิบาล ทำให้หมอชาญชัยได้รับความเสียหาย หากขบวนการผู้ถูกกระทำใช้หลักกฏหมายสวนกลับอะไรจะเกิดขึ้น

เพราะการกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างไม่ชอบธรรม หรือถูกกลั่นแกล้งขัดหลักธรรมาภิบาลนั้น เข้าข่ายผิดมาตรา 157 ระวางโทษจำคุก 10 ปี

 “ผมไม่รู้จักหมอชาญชัย แต่ผมเห็นคุณหมอชาญชัย มายกมือไหว้ ใส่เสื้อสีเขียว ไหว้รัฐมนตรีอนุทิน(นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) น้ำตาคลอ ผมสะท้อนใจมากๆ ที่คนๆนี้ทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม เป็นคนดี ไม่เคยนึกถึงตัวเองเท่าที่ผมทราบ แต่ไม่ได้รู้จักส่วนตัว ผมมองว่าระเบียบบั่นทอนคนดี ต้องการจัดการคนโกง แต่คนดีกลับถูกทำลาย หากหมอชาญชัยบริสุทธ์ ต้องคืนความชอบธรรม เพราะถูกทำลายชื่อเสียงไปแล้ว”  หมอมงคล หรือนพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวผ่านไลฟ์สดเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2563

             คดีหมอชาญชัย ระวังปลาตายน้ำตื่นนะขอบอกๆๆ

อัพเดท"คดีหมอชาญชัย"พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

    นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล

อัพเดท"คดีหมอชาญชัย"พบข้อมูลเชิงลึกไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติราชการ

     นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุข

ศึกชิงเลขาฯพปชร. สันติ ขี่ เสี่ยแฮงค์ ธรรมนัส ตัวแปร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศึกชิงเลขาฯพปชร. สันติ ขี่ เสี่ยแฮงค์ ธรรมนัส ตัวแปร

ศึกชิงเลขาฯพปชร. สันติ ขี่ เสี่ยแฮงค์ ธรรมนัส ตัวแปร

15 มิถุนายน 2563 – 15:18 น.

ศึกชิงเลขาฯพปชร. สันติ ขี่ เสี่ยแฮงค์ ธรรมนัส ตัวแปร

หากจะพูดว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสร็จ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ แล้วก็ไม่น่าจะผิดนัก เพราะเท่าที่ดู ไม่น่าจะมีคู่แข่ง

หรือหากมีคู่แข่งก็ไม่น่าจะเอาชนะ พล.อ.ประวิตรได้

ฉะนั้นวันนี้ การเมืองในพรรคพลังประชารัฐ มีให้ลุ้นกันระทึกแค่เก้าอี้เลขาธิการพรรคเท่านั้น 

ณ วันนี้ เหลือเพียง2 คนที่จะชิงกันคือ สันติ พร้อมพัฒน์ และ อนุชา นาคาศัย

ทั้ง2คนนี้คือกลุ่มที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่ตำแหน่งเลขาธิการพรรค ต่างฝ่ายต่างต้องการ

หากว่ากันตามชื่อชั้น สันติ ได้เปรียบ อนุชา นิดๆ เพราะอาวุโสกว่า กระเป๋าหนักกว่า และมีประสบการณ์มากกว่า ขึ้นกับว่าสมาชิกพรรคจะเทคะแนนไปทางไหน

หากลูกพรรคอยากได้เลขาธิการพรรคแบบสมน้ำสมเนื้อกับ พล.อ.ประวิตร และมีบารมี ก็ต้อง สันติ แต่ฝ่าย อนุชา ก็สู้ไม่ถอย

ว่ากันว่า ในพรรคตอนนี้ กลุ่มสามมิตร โดยเฉพาะ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หนุน อนุชา เต็มที่ เพราะหากอนุชา ได้เป็นเลขาธิการพรรค สุริยะ ก็หวังโควตาเก้าอี้ รมว.พลังงาน 

แต่ก็ไม่หมูเพราะว่า สส.ในสังกัดสามมิตร นับไปนับมาไม่มากพอ 

ข่าววงในล่าสุด บอกกว่า กลุ่มผู้กองธรรมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มีสส.ในสังกัด70คนนั้น เทไปทาง สันติ ก็เท่ากับว่า ตำหน่งเลขาธิการพรรคต้องสู้กันอีกยก

หาก ร.อ.ธรรมนัส สนับสนุน สันติ โอกาสที่จะชนะได้เป็นเลขาธิการพรรคนั้นมีสูง เพราะกลุ่มนี้มีจำนวนสส.และอดีตกรรมการบริหารพรรคอยู่พอสมควร 

นั้นเท่ากับว่า หาก สันติ ได้เป็นเลขาธิการพรรค โอกาสที่ สุริยะ จะได้เป็นรัฐมนตรีพลังงานก็หมดลง เพราะเก้าอี้นี้ สันติ อาจจะเป็นเอง หรืออาจจะให้คนที่สนับสนุน สันติ แต่ไม่ใช่สุริยะ แน่นอน

ฉะนั้นการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ต้องจับตาให้ดี เพราะกว่าจะถึงวันเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ รับรองว่ามีการเปิดศึกภายในกันอีกหลายยก

ตื่นเถิดสหาย ปักธง CARE ก้าวข้ามทักษิณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตื่นเถิดสหาย ปักธง CARE ก้าวข้ามทักษิณ

ตื่นเถิดสหาย ปักธง CARE ก้าวข้ามทักษิณ

15 มิถุนายน 2563 – 09:25 น.

ตื่นเถิดสหาย ปักธง CARE ก้าวข้ามทักษิณ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++

          เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2544 ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง พระราม 3 เพื่อนพ้องน้องพี่ในนาม “สโมสร 19” ได้จัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้กับ 2 สหายอีสานใต้ 


          คนแรก “สหายจรัส” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี(ทักษิณ ชินวัตร) และคนที่ 2 “สหายใหญ่” ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทย (ปุระชัย เปี่ยมสมบรูณ์)

อ่านข่าว… “กลุ่มแคร์” เดินหน้าเปิดแฟนเพจ “CARE คิด เคลื่อน ไทย” พร้อม โลโก้ ก่อนเปิดตัว 17 มิ.ย.
 


          เวลานั้น อดีตสหายอีสานใต้ต่างยินดีปรีดากับเพื่อนเก่า “มิ้ง-อ้วน” ถ้วนทั่วหน้า เพราะยุคไทยรักไทยเรืองรุ่งมิตรสหายยังรักกันดี ต่างจากวันนี้ แบ่งแยกขั้วสี “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”


          ดังนั้น การกลับมาของ 2 สหายอีสานใต้ ในนาม “คณะผู้ห่วงใยประเทศ” หรือกลุ่ม CARE ในวันที่ 17 มิ.ย.2563 ที่วอยซ์ สเปซ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ถนนวิภาวดีรังสิต ย่อมมีทั้งเสียงไชโย และร้องยี้ จากสหายเก่าทั้งหลาย

ตื่นเถิดสหาย ปักธง CARE ก้าวข้ามทักษิณ

“อ้วน” แม่บ้านกลุ่มแคร์


++
สหายจรัส
++
          ต้นเดือน มิ.ย.2555 ครบรอบ 5 ปี การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกสื่อมวลชนถามว่า จะหวนคืนสังเวียนการเมืองหรือไม่?


          หมอมิ้งตอบว่า “ส่วนตัวคิดว่าชีวิตเข้าไปยุ่งกับการเมืองมากแล้ว ตั้งแต่เด็ก เมื่อถึงเวลาให้คนอื่นเข้ามามีบทบาท แล้วเรามีความคิดอาจจะผ่านคนอื่นแลกเปลี่ยนกันได้”


          ใช่แล้ว หมอมิ้งเข้าร่วมขบวนการสังคมนิยม ตั้งแต่เป็นนักเรียนสวนกุหลาบ กระทั่งเข้าไปเรียนแพทย์ มหิดล ก่อนจะเข้าป่า และกลับออกมาเรียนต่อจนจบแพทย์

          หมอมิ้งไปรับราชการเป็นแพทย์ชนบท อยู่แถวภาคอีสานหลายปี จึงลาออกมาทำงานที่บริษัทชินแซทเทิลไลท์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ของทักษิณ ชินวัตร

          เลือกตั้งปี 2538 ทักษิณเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม หมอมิ้งดึงเพื่อนเก่าสมัย “ซ้ายขาสั้น” ในนามบริษัทแมทช์บ็อกช์ มาวางกลยุทธ์หาเสียงให้ทักษิณ 

          หลายคนยังจำภาพโปสเตอร์ทักษิณ ยืนชี้นิ้วมองไกลไปข้างหน้าพร้อมกับคำขวัญ “พลิกเมืองไทยให้แข่งกับโลก” ทำเอาคนชั้นกลางเทคะแนนให้พลังธรรม


          แมทช์บ็อกช์มาประสบความสำเร็จอย่างสูงสมัยการเลือกตั้งปี 2544 แคมเปญประชานิยม โดนใจรากหญ้า ส่งให้ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี 

          ช่วงห่างหายไปจากวงการเมือง หมอมิ้งไปรับตำแหน่งอุปนายกสภามหาวิทยาลัยชินวัตร และประธานคณะกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยชินวัตร


          เสือซุ่ม พยัคฆ์ซ่อน อย่างหมอมิ้ง เขาผลักดันให้มหาวิทยาลัยชินวัตรเปิดหลักสูตร The Next Tycoon หลักสูตรระยะสั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ ทายาทธุรกิจ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่


          เป้าหมายของ The Next Tycoon หวังจะสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีแนวคิดที่ไม่จำกัดอยู่ในแบบแผน มีความเข้าใจกระแสธุรกิจโลก

          พูดง่ายๆคือ “เพาะเป้า สร้างแกน” และคนเหล่านี้แหละที่จะเป็นเลือดใหม่ของกลุ่มแคร์


++
สหายใหญ่
++
          สหายใหญ่หรืออ้วน ไม่ได้เป็นลูกหม้อชินวัตร เหมือนสหายจรัสหรือหมอมิ้ง เพราะหลังออกจากป่า ภูมิธรรม เวชยชัย ก็เดินทางสายเอ็นจีโอ โดยเป็นรองผู้อำนวยการโครงการอาสาสมัคร สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ อยู่นานถึง 10 ปี จึงถูกเรียกขานว่า “เอ็นจีอ้วน”


          ปลายปี 2534 “อ้วน” นัดเพื่อนพ้องน้องพี่ “คนเดือนตุลา” มาปรึกษาหาเรื่องตั้งพรรคการเมือง และได้ยื่นจดทะเบียนตั้ง“พรรคประชาธรรม” เตรียมลงสังเวียนเลือกตั้งปี 2535 แต่ไปไม่ถึงฝัน ทุนรอนหมดก่อน


          ปี 2538 ทักษิณไปเทคโอเวอร์พรรคพลังธรรม อ้วนและเพื่อนก็เข้าไปช่วยงานการเมือง จึงคบค้าสมาคมกับไทคูนสื่อสารผู้มั่งคั่งเรื่อยมา 


          ปี 2540 อ้วนอำลาชีวิตเอ็นจีโอ ไปซุ่มสร้างพรรคการเมืองให้ทักษิณ ช่วงปี 2541 ก่อร่างสร้างพรรคไทยรักไทย อ้วนเดินสายพบเอ็นจีโอทุกปีก ดึงพรรคพวกมาช่วยงานที่อาคารชินวัตร 3 


          ผลงานการเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะท่วมท้น อ้วนได้รางวัลเป็น รมช.คมนาคม 

          อ้วนไม่อยากทิ้งพรรคเพื่อไทย แต่ทนไม่ได้กับลีลานักการเมืองจอมสร้างภาพ อ้วนจึงเลือกมาสร้างถนนสายใหม่