นักการเมืองคนไหนเดินเกมผิด ระวังโควิดจะขวิดให้สูญพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองคนไหนเดินเกมผิด ระวังโควิดจะขวิดให้สูญพันธุ์

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
นักการเมือง,โควิด19
เปิดอ่าน 690 ครั้ง

คอลัมน์ลึกกว่าข่าว …โดย ประชาไท ธนณรงค์

ผมมีโอกาสตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้วรู้สึกมีความหวัง

ที่ตระเวนไม่ใช่ไม่ทำตาม “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นะครับ แต่ตระเวนดูความเป็นความตายของคนไทย ว่าโรคระบาดร้ายกาจขนาดนี้คนไทยจะรู้สึกอะไรไหม

ตอบ คนไทยปรับตัวดีครับ

ทำตามที่ทางศูนย์โควิดแนะนำ แสดงให้เห็นว่า สื่อสารมวลชนกระจายข่าวจากรัฐบาลได้อย่างทั่วถึงกับซอกมุมของประเทศ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จะมีบ้างที่ยังต่ำตม โง่เง่าเต่าตุ่น ไม่สนโลก ใครจะยังไงก็ช่าง เจลไม่ล้าง หน้ากากอนามัยไม่สวม

โชคดีของประเทศที่มีคนแบบนี้น้อยมากแทบจะ 0.00000%

แต่ว่าในความเข้าใจและการปรับตัวเพื่อป้องกันไวรัสร้ายนี้ บางมาตรการที่ได้ผลก็เกิดจากการร่วมมือของภาคเอกชน

รถไฟฟ้าบีทีเอส ใครไม่ล้างมือ ไม่ตรวจไข้ ไม่สวมหน้ากาก ไม่ให้ขึ้น ห้างที่ขายอาหาร ใครไม่สวมหน้ากาก ไข้สูง ไม่ให้เข้า อย่างนี้เป็นต้น

แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อ ตัวเลขผู้หายและตัวเลขคนเสียชีวิต จะสวิงไปสวิงมาก็ตาม แต่แนวโน้ม หากคนไทยป้องกันตนเองเสียแต่บัดนี้ โรคระบาดมันก็สิ้นฤทธิ์ ไม่สามารถที่จะระบาดได้อีกต่อไปแน่นอน

ความจริง การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายกฯ เข้าใจว่า นายกฯ ไม่อยากใช้ “ยาแรง” แต่ช่วงแรกๆคนยังไม่ค่อยกลัว ประกอบกับสถานการณ์มีแนวโน้มว่าจะลุกลามเพราะคนไม่เชื่อฟัง

เลยงัด พ.ร.ก.ออกมาขู่ซะหน่อย ให้มีอำนาจเต็มมือจะได้รู้สึกกลัว แต่มีแล้วนายกฯ อาจไม่ใช้ก็ได้

อย่างกรณี “เคอร์ฟิว” หากมีการกระชับพื้นที่อันเป็นจุดเสี่ยงทั้งในกทม.และในต่างจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมกับตั้งจุดตรวจคัดกรองการเดินทางของประชาชนข้ามจังหวัด หากทำสม่ำเสมอ และข่าวที่ออกมาว่าท่านอาจจะไม่สะดวก

นี่แหละเลยทำให้คนเดินทางน้อยลง เพราะคนไทยชอบสะดวกสบายนั่นเอง

เผลอๆ พ.ร.ก. ที่ประกาศออกมา อาจไม่ต้องประกาศคำสั่งภายใต้กฎหมายมาตราต่างๆ มาใช้ก็อาจเป็นได้ เพราะวันนี้ ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ก็แสนเงียบ ยิ่งกว่ามีเคอร์ฟิว ร้านรวงนี่ปิดกันเงียบ คนหยุดเดินทาง

บรรยากาศไม่ต่างจากปิดเมือง ปิดประเทศ หรือล็อกดาวน์เหมือนประเทศอื่น

นี่คือบรรยากาศของการเริ่มต้นกระบวนการสกัดและยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

นักการเมือง ส.ส. และรัฐมนตรี ถอยออกมา ปล่อยให้หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เป็นคนดำเนินการ

พวกท่านมีหน้าที่เป็นกองหนุน สนับสนุนการทำงานของคณะแพทย์ จะถือว่าถูกต้องที่สุด อย่าประมาทเชียว ความเป็นความตายของคนนี่ หากนักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองใด เดินเกมผิด

เลือกตั้งครั้งหน้ามีสิทธิ์สูญพันธุ์ จะหาว่าไม่เตือน

เปิด 15 มาตรการรับผลกระทบโควิด19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 15 มาตรการรับผลกระทบโควิด19

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
อุตตม สาวนายน,รมวคลัง,มาตรการเยียวยา,โควิด19,5พันบาทต่อเดือน
เปิดอ่าน 578 ครั้ง

ครม.อนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 รวม 15 มาตรการ

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ครม.เห็นชอบตามที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอมาตรการดูแลและเยียวยาประชาชน ระยะที่ 2 รวมกว่า 15 มาตรการ แบ่งเป็น 8 มาตรการดูแลและเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และ 7 มาตรการดูแลและเยียวยา ผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

 สำหรับ 8 มาตรการดูแลและเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 1.สนับสนุนเงิน คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ให้เงินเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม จากการปิดที่เสี่ยงต่อการระบาดชั่วคราว จำนวน 3 ล้านคน ทั้งนี้ แรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2563 ด้วยการแสดงหลักฐาน บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลนายจ้าง ลงทะเบียนผ่าน http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com รับเงินเยียวยาผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน และจะมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร

 2.สินเชื่อฉุกเฉิน 10,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน

 3.สินเชื่อพิเศษ 50,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน มีหลักประกัน

 4.สำนักงานธนานุเคราะห์ รับจำนำดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยจากประชาชนในอัตราไม่เกิน 0.125% ต่อเดือน

 5.ยืดการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปเป็นสิงหาคม 2563

 6.หักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มวงเงินลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท

 7.ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเสี่ยงภัย ให้บุคลากรทางการแพทย์

 8.ฝึกอบรมมีเงินใช้ โดยฝึกอบรม เพิ่มทักษะอาชีพ หรือจัดกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงนักศึกษาที่ยังหางานไม่ได้ ขยายฝึกอบรมผ่านภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) เป็นต้น

 ส่วน 7 มาตรการดูแลและเยียวยาผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย

 1.สินเชื่อรายย่อย ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ให้สินเชื่อต่อราย ไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% 2 ปีแรก

 2.ยืดการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 จากเดิมพฤษภาคม 2563 ออกไปเป็นภายใน 31 สิงหาคม 2563, ภ.ง.ด.51 จากเดิมสิงหาคม 2563 ออกไปเป็นภายใน 30 กันยายน 2563

 3.ยืดการเสียภาษีสรรพากร เช่น แวต ภาษีธุรกิจเฉพาะและอื่นๆ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษี และชำระภาษีทุกประเภท 1 เดือน

 4.ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้กิจการ สถานบริการ เลื่อนการยื่นแบบและชำระภาษีสถานบริการ ออกไป 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2563 ให้เสียภาษี 15 กรกฎาคม 2563

 5.ยืดการเสียภาษีสรรพสามิต ให้ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยเลื่อนการยื่นแบบและชำระภาษี ภายใน 10 วัน เป็นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ระยะเวลา 3 เดือน

 6.ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาโควิด-19 ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้า ที่ใช้รักษาและป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเวลา 6 เดือนถึงช่วงกันยายน 2563

  7.ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียม จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Non-Bank) โดยให้เจ้าหนี้ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อ ลีสซิ่ง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563–31 ธันวาคม 2564

ครบหนึ่งปีเลือกตั้ง สารพัดปัญหารุมนายกฯ ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ครบหนึ่งปีเลือกตั้ง สารพัดปัญหารุมนายกฯ ลุงตู่

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาลเลือกตั้ง,24 มีนาคม 2562,คสช
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

หนึ่งปีของรัฐบาลเรือเหล็ก กับหลากปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ลุงตู่

  วันเวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก เพราะเพิ่งครบรอบ 1 ปีของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา การเลือกตั้งครั้งนั้นกว่าจะมาลงเอยในวันที่ 24 มีนาคม ได้ ปรากฏว่าต้องเจอกับการเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลสารพัดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนั้น รวมเป็นเวลาประมาณ 5 ปีเลยทีเดียว

จาก 24 มีนาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่สถานการณ์แวดล้อมของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับแตกต่างออกไปจากเมื่อครั้งเป็น คสช.อย่างสิ้่นเชิง ซึ่งแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงคาดไม่ถึง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

1.เสียงข้างมากขาดเอกภาพ

เป็นปัญหาแรกเริ่มที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับสภาพอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นปัญหามาจากระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมที่ไม่ประสงค์ให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต เมื่อนายกฯ คุมเสียงข้างมากไม่ได้ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย โดยราคาที่ว่านั้นคือ ความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงขนาดที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนเรียกร้องให้พรรคตัวเองถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและรอวันที่เรือเหล็กรัฐบาลชุดนี้จะล่มลงอย่างไม่เป็นท่า

2.ปัญหาเศรษฐกิจแก้ไม่ตก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ไปจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศเวลานี้ ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากทั้งสิ้น เพราะปัญหาลามมาถึงสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ภายหลังมีตัวเลขอัตราเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามจะชูเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจไทย แต่ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เงินลงทุนไม่ได้เข้ามายังประเทศไทยอย่างเต็มที่ พระเอกอย่างอีอีซีจึงต้องรอต่อไป ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจแก้ได้ด้วยคำปลุกใจว่า “ประเทศไทยต้องชนะ” เท่านั้น แต่ต้องใช้พลังและสติปัญญาของรัฐบาลด้วย

3.รัฐสภาเรียกศรัทธาไม่ได้

อย่างที่ทราบกันการปฏิรูปประเทศและการเมืองเป็นเป้าหมายหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจจนมาถึงการนั่งในเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สอง ที่รวมเวลามาถึงปัจจุบัน 6 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังไว้ว่าอยากให้รัฐสภาเป็นองค์กรนำที่ไปสู่การปฏิรูปการเมือง และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนให้กลับมาเชื่อมั่นระบบรัฐสภาอีกครั้ง มิเช่นนั้นคงไม่ยอมให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ผู้อาวุโสจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานรัฐสภา ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติควรต้องเป็นของพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่เป้าหมายที่วางไว้กำลังห่างออกไปทุกที เนื่องจากพฤติกรรมของ ส.ส.โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐบางคนกลับมีพฤติกรรมไม่แยแสความไว้วางใจของประชาชนที่มอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร เช่น การแสดงความคิดเห็นในทำนองดูถูกประชาชน หรือการมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในบริเวณรัฐสภา ยังไม่นับการแสดงออกกลางห้องประชุมสภาในทำนองท้าทาย ส.ส.ฝ่ายค้านในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นผู้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐสภาโดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ เพราะ ส.ส.ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นล้วนมาจากพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

4. ‘มลพิษ-ไวรัส’สั่นคลอนความสามารถ

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่หนักเท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคอุบัติที่กำลังเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ปัญหามลพิษจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษประจำฤดูกาลที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี การแก้ไขของรัฐบาลยังไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ต้นเหตุเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดการเผาวัชพืชเพื่อเตรียมที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรม หรือการก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการขนส่งคมนาคม โดยมีแต่เพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางมากกว่า อย่างการมอบนโยบายและการสั่งการ ที่สั่งการไปแล้วแต่ยังมีคำถามตามว่าที่สุดแล้วได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

ล่าสุดกับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 ที่เดิมประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อาจจะด้วยการรับมือไม่ทันกับสถานการณ์หรือปัญหาการประสานงานภายในรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นเป็นระยะ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึงและไม่อาจหาแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ปรากฏได้จากการสภาวะการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในเวลานี้

ผ่านไปแล้วหนึ่งปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ หน้าเดิมเป็นผู้นำประเทศ จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล อันเป็นผลมาจากสนิมเนื้อในของรัฐบาลเอง โดยที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ได้ออกแรงเลื่อยขารัฐบาลอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ ดังนั้น นับจากนี้ไปรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือต้องล่มลง ย่อมมาจากตัวเองทั้งสิ้น

ชนบทปั่นป่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชนบทปั่นป่วน

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,ชนบท,บทบรรณาธิการ
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

‘ชนบทปั่นป่วน’ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 28-อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563

ตามประกาศของกรมชลประทานที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันว่า สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้มีอยู่ 23 จังหวัดหลายพันหมู่บ้านได้รับผลกระทบขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญนั้น
ก็อยู่ในขั้นวิกฤติ เปรียบไปก็เสมือนความวัวยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรก เพราะสมาธิของรัฐบาลและเกือบทุกหน่วยงานที่เป็นแขนขากำลังสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ซึ่งยากที่จะควบคุมได้มากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญขณะนี้ก็คือ นอกจากภาคเกษตรกรรมที่จะต้องเผชิญกับภาวะพืชผลราคาตกต่ำ ขายไม่ได้ ยังจะต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำซ้อนในเมื่อหลายๆ กิจกรรมต้องหยุดลงโดยกะทันหันตามคำแนะนำหรือแม้กระทั่งคำสั่งตามกฎหมาย อันจะส่งผลให้รายได้ครัวเรือนเหือดหาย พวกเขาจะยืนอยู่ได้อย่างไร ถ้าหากโควิด-19 ยืดเยื้อออกไปหลายเดือนหรือเป็นปี

การหลั่งไหลของประชากรจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลมุ่งสู่ต่างจังหวัดยังคงดำเนินสืบเนื่อง มาตรการระดับ “ขอความร่วมมือ” ไม่ได้มีความหมายอะไร ในเมื่อทุกๆ คนก็มีเหตุผลต่างกันไปพอเชื่อได้ให้ถ้อยทีถ้อยอาศัยในแบบฉบับวิถีเดิมๆ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์มากขึ้น ที่แต่เดิมอาจคิดว่า การอพยพกลับภูมิลำเนายังพอจะมีงานทำ หรือพูดอีกอย่างก็คือไปตายเอาดาบหน้ายังจะดีเสียกว่าตกงานอยู่ในกรุงเทพฯ กลับกำลังตาลปัตรเพราะงานในภาคเกษตรกรรมนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นพึ่งพิงเครื่องจักร หรือที่ยังใช้แรงงานคนอยู่ก็เป็นเกษตรกรรมแปลงเล็กอันยากจะหล่อเลี้ยงหลายๆ ชีวิตที่กำลังไปกองรวมกันอยู่ที่หัวไร่ปลายนา ซ้ำร้ายสถานการณ์ภัยแล้งที่กระหน่ำซ้ำเติม จะยิ่งทำให้ประชากรอพยพว่างงานรายได้ครัวเรือนไม่พอจับจ่าย เดือดร้อนทุกข์ยากกันไปทั่ว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 การทำงานขององค์กรส่วนท้องถิ่นยามนี้จึงต้องประสานสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐทั้งอำเภอ จังหวัด โดยเฉพาะมาตรการคัดกรองประชาชนที่โยกย้ายถิ่นฐานที่จะต้องเจาะเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปกปิดข้อมูล และบางส่วนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือยังไม่เข้าใจความร้ายแรงของ “โรคติดต่อ” และการ “ระบาด” ที่ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อ ยังคงดำเนินชีวิตตามวิถีทางเดิมๆ ขณะเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งก็จะต้องเปลี่ยนปรับรูปแบบพอสมควร เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงขึ้น อย่างที่คาดหมายกันไว้ล่วงหน้า การอพยพของประชากรจะทำให้โควิด-19 เกิดการระบาดขนานใหญ่ในต่างจังหวัด

 ประเทศไทยขณะนี้ ประสบปัญหาหลายด้านพร้อมๆ กัน แม้โควิด-19 ผลาญคร่าไปทั่วโลก แต่สังคมไทยมีความแตกต่างออกไป เพราะประชากรจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม ที่ยากต่อการควบคุม แม้ว่าระยะห่างทางสังคมจะมีมากกว่าในเมืองหรือกรุงเทพฯ แต่สถานการณ์ได้บีบบังคับให้พวกเขากลับไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในภาวะว่างงานก็ยิ่งสุ่มเสี่ยง ชั่วโมงนี้ นอกจากภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับมาตรการคัดกรองและเข้าถึงฐานข้อมูลประชากรแล้ว ก็ต้องร้องขอประชาชนกันอย่างต่อเนื่องให้คำนึงถึงภัยพิบัติที่จะเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัส เพราะความตื่นตระหนก โดยที่ไม่ตระหนักถึงแนวทางป้องกันหรือคำขอความร่วมมือใดๆ สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องให้ยาแรงขึ่้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาอย่างหนักหนาสาหัส

จับตาเลื่อนสมัยประชุมสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตาเลื่อนสมัยประชุมสภา

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชวนหลีกภัย,เปิดสมัยประชุมสภา,โควิด19
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

คอลัมน์เกาะขอบรั้วสภา หนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันเสาร์ที่ 28-อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563

ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่ยังคงทำงานอย่างแข็งขันท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะการประชุมร่วมกันระหว่าง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญทุกคณะ ยังไม่มีมติให้งดประชุมคณะกรรมาธิการ หมายความว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการที่รัฐสภายังคงดำเนินการไปตามปกติ ส่วนคณะใดจะงดการประชุมก็ให้พิจารณาไปตามความเหมาะสม

เดิมทีประธานสภามีความประสงค์อยากให้งดการประชุมคณะกรรมาธิการอย่างเป็นทางการ เพื่อลดความแออัดภายในบริเวณรัฐสภา ประกอบกับ ส.ส.เป็นบุคคลที่พบกับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ส.ส.ก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน แต่อีกด้านไม่ต้องการสั่งการลงไปโดยตรง เพราะหากทำเช่นนั้นอาจดูเหมือนว่าประธานสภาเข้ามาล้วงลูกการทำงานของคณะกรรมาธิการ จึงทำได้แค่เพียงให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะตัดสินเอง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพในปัจจุบันมีคณะกรรมาธิการหลายคณะยกเลิกการประชุมไปแล้ว ยกเว้นคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ซึ่งกำลังพุ่งเป้าตรวจสอบการกักตุนหน้ากากอนามัย โดยมีประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ให้ความสนใจ คือ ข้อสงสัยที่ว่าทำไมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และกรมศุลกากร ถึงแถลงตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยไม่ตรงกัน

 “ประเด็นนี้มีความแปลกตรงที่ทำไมบุคคลสำคัญถึงได้แถลงโดยมีข้อมูลคลาดเคลื่อนขนาดนั้น ไม่ปกติแน่นอน แสดงว่าบุคคลผู้มีอำนาจน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่ต้องหาความจริงให้เจอ เราต้องการกระชากหน้ากากเรื่องนี้ออกมา และเชื่อว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วน่าจะมีความจริงปรากฏอีกมาก”

“การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ประชุมทุกสัปดาห์ มีวาระเป็นร้อยเรื่อง แต่ภาพที่ออกไปทางสื่อนั้นมีเพียงแค่ 20 นาที จึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการด้วย ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาก็อยู่ในกรอบและละเอียดโดยปราศจากอคติ” การประกาศเรียกความเชื่อมั่นของคณะกรรมาธิการจาก ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

ด้านวุฒิสภาเองก็มีคณะกรรมาธิการหลายคณะงดประชุมเช่นกัน นอกจากนี้ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา ยังได้มอบนโนบายให้ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ดำเนินการลดความแออัดภายในอาคารสุขประพฤติซึ่งเป็นสถานที่ทำงานด้วย ซึ่งล่าสุดผู้บริหารได้มีแนวทางให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สลับกันมาทำงานที่อาคารสุขประพฤติ โดยหากใครไม่ได้มาทำงานที่สำนักงานก็ให้ทำงานที่บ้านแทน พร้อมกับมีข้อห้ามว่าบุคคลที่ทำงานที่บ้านห้ามเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑลเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ฝายค้าน และวิปวุฒิสภาจะเสนอรัฐบาลให้เลื่อนการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปออกไปก่อน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

10คำถามยอดฮิต www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10คำถามยอดฮิต http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้

27 มีนาคม 2563 – 19:03 น.
โควิด19,แรงงานนอกระบบ,คำถามยอดฮิต,ใครมีสิทธิ์
เปิดอ่าน 15,284 ครั้ง

โดย…ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ วันที่ 26 มีนาคม 2563 เพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 จนถึง 30 เมษายน จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ เริ่มทยอยออกคำสั่งปิดสถานประกอบการ ปิดร้านอาหาร ปิดห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ฯลฯ คาดว่าจะมีคนตกงานหรือไม่มีรายได้ชั่วคราวหลายล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ

กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการต่าง ๆ ช่วยเยียวยานายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือ “แรงงานนอกระบบ” จะแจกเงินสดให้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ขณะนี้ มีแรงงานนอกระบบในประเทศไทยมากกว่า 20 ล้านคน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าใครบ้างจะมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 5 พันบาท ?

“คมชัดลึก” รวบรวม 10 คำถามและคำตอบยอดฮิต เกี่ยวกับเงื่อนไขและการจ่ายเงินให้แรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบโควิด – 19 ดังนี้

1. ใครบ้างที่เป็น “แรงงานนอกระบบ”

คนทำงานรับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร หรือใครก็ตามที่ทำงานโดย  “ไม่มีสัญญาการจ้างงาน” หรือ “ไม่มีนายจ้างตามกฎหมายแรงงาน” ไม่มีค่าจ้างไม่มีรายได้ค่าตอบแทนแน่นอน และไม่อยู่ในระบบหลักประกันทางสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปี 2562  มีจำนวนทั้งสิ้น 20.4 ล้านคน ส่วนแรงงานในระบบที่มีนายจ้างหรืออยู่ในระบบหลักประกันต่าง ๆ มีจำนวน 17.1 ล้านคน

2. ใครบ้างมีสิทธิได้ 5 พันบาท  จำกัดแค่ 3 ล้านคนจริงหรือไม่ ?

ต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และต้องได้รับผลกระทบจากการะบาดของโควิด -19 หมายถึงผู้ที่ทำงานในพื้นที่ซึ่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศปิดสถานประกอบการชั่วคราว” ไปแล้วกว่า 20 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา ระนอง ราชบุรี ฯลฯ

แรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดโควิด -19 ตามที่ประกาศไว้ จะไม่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือ คาดการณ์ว่าจะได้รับ 3 ล้านคน แต่อาจเพิ่มเป็น  4 – 5 ล้านคนได้ ตามจำนวนผู้ผ่านการพิจารณา

3 . ผู้ประกันตนใน “ระบบประกันสังคม” มาตรา 39 และ 40 มีสิทธิไหม

กระทรวงการคลังยืนยันว่า ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 มีสิทธิได้เงิน 5 พันบาท เนื่องจากเป็น มาตรา 39 คือผู้ออกจากงานประจำที่มีนายจ้างแล้ว แต่ยังสมัครใจจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยตัวเอง ส่วนมาตรา 40 คือผู้ทำงานนอกระบบทั่วไป และไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมที่มีนายจ้างมาก่อน เช่น พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร อาชีพอิสระ ฯลฯ

คำถาม 4 :  วิธีการลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ ต้องทำเองหรือไม่ ?  

จะมีการเปิดให้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ “www.เราไม่ทิ้งกัน.com” เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ไม่มีการลงทะเบียนที่ธนาคารเพื่อป้องกันไม่ให้คนไปรวมตัวกันจำนวนมาก  หากใครลงทะเบียนไม่เป็นก็ต้องให้สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่ไว้ใจได้ลงทะเบียนให้แทน โดยหลักฐานที่ต้องเตรียมพร้อมคือ  หมายเลขบัตรประชาชน   ข้อมูลอาชีพที่ทำ ข้อมูลรายได้  ข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน

5. วิธีพิจารณาคัดกรองทำอย่างไร

จะตรวจสอบคุณสมบัติโดยใช้เกณฑ์พิจารณาความเดือดร้อนร่วมกับฐานข้อมูลภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เช่น ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ข้อมูลจากท้องถิ่น ข้อมูลระบบประกันสังคม  ฯลฯ หากผู้ใดผ่านการพิจารณาจะได้รับข้อความแจ้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ว่ามีสิทธิได้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท  3 เดือน ตั้งแต่ เมษายน – มิถุนายน 2563

6. วิธีการรับเงินช่วยเหลือ

ผู้ที่ลงทะเบียนเสร็จและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเงินผ่าน 2 ช่องทาง

– บัญชีธนาคาร 3 ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตร ฯ (ธ.ก.ส.)

– บัญชีพร้อมเพย์เท่านั้น

7.  เกษตรกรมีสิทธิได้เงิน 5 พันบาทด้วยหรือไม่

กลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะไม่รวมอยู่ในมาตรการนี้ ในอนาคตรัฐบาลอาจมีความช่วยเหลืออื่นให้         

8. ผู้สูงอายุลงทะเบียนด้วยได้ไหม

หากเป็นผู้สูงอายุที่ว่างงานหรือไม่ได้ทำงานจะไม่มีสิทธิ นอกจากเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานรับจ้างและมีรายได้ตามนิยามของกลุ่มแรงงานนอกระบบ

9. เจ้าของกิจการรายย่อยมีสิทธิได้รับไหม

กรณีเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านเสริมสวย ร้านขายข้าวแกง ร้านนวดที่มีลูกจ้าง 1 -2 คน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม สามารถลงทะเบียนได้ หากอยู่ในเงื่อนไขการได้รับความเดือดร้อนจากมาตราป้องกันโควิด-19

10. รัฐบาลนำเงินงบประมาณส่วนไหนมาแจก 5 พันบาท

เป็นงบประมาณจาก กระทรวงการคลัง

รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’

27 มีนาคม 2563 – 19:00 น.
รู้เขา,รู้เรา,ชนะ โควิด-19
เปิดอ่าน 681 ครั้ง

สถานการณ์ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในประเทศไทยรุนแรงขึ้นทุกวัน เราจึงควรมาทำความรู้จักศัตรูร้ายเจ้าไวรัส โควิด-19 ตัวนี้ให้ดี และมีหลายอย่างที่เรายังเข้าใจผิดๆว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วป้องกัน’โควิด-19′ ได้

สถานการณ์ระบาดของไวรัส’โควิด-19′ ที่กำลังรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเรื่อยๆอยู่ในขณะนี้  หากเราไม่ทำความรู้จักเจ้าเชื้อโรคตัวนี้ที่เป็นศัตรูร้ายของมนุษย์ให้ดีๆ อาจเกิดความเข้าใจผิดและนำอันตรายมาสู่เราได้
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักไวรัสตัวนี้กันก่อน ไวรัส ‘โควิด-19’ ( Covid-19) หรือชื่อย่อมาจาก Coronavirus Disease 2019 ที่ตั้งโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จริงๆแล้วไวรัสตัวนี้อยู่กับเรามานานมากแล้ว โดยเชื้อสามารถอยู่ได้ทั้งในสัตว์และคน  ซึ่ง ไวรัสโควิด-19 มีหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่บางสายพันธุ์ก็ก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบได้ เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และโควิด-19
  2 ช่องทางเข้าสู่ร่างกายเรา
การที่เชื้อไวรัสจะเข้าในร่างกายได้นั้น มีด้วยกัน 2 ช่องทาง คือ
1.การสูดลมหายใจเอาละอองฝอยจากการไอ จาม และสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย หรือพูดคุยกับผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตร เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจไปสู่ปอด
2.ทางการสัมผัส ถ้าเราไปหยิบจับของบริเวณที่ผู้ป่วยสัมผัสไว้ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ โต๊ะ เก้าอี้ แล้วมาขยี้ตา สัมผัสใบหน้า หรือหยิบของกินเข้าปากก็สามารถติดได้เช่นกัน
เกาะที่ผิวเซลล์มนุษย์
เมื่อเชื้อไวรัสโควิด เข้าสู่ร่างกายไวรัสจะเข้าไปเกาะที่ผิวเซลล์ของมนุษย์ จากนั้นไวรัสจะค่อยๆเพิ่มจำนวนเชื้อในตัวเรา โดยช่วงที่ติดเชื้อใหม่ๆบางรายอาจจะไม่มีอาการให้เห็นชัดเจน ทำให้ระยะฟักตัวนี้แหละที่น่ากลัว เพราะเราสามารถเป็นพาหะในการแพร่กระจายให้ผู้อื่นได้ แต่หลังจากนั้นประมาณ 7-14 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล จะมีไข้ขึ้นสูงมากกว่า 37.5 องศา พร้อมอาการไอแห้งๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว และหายใจลำบาก ส่วนรายที่อาการรุนแรงอาจจะเกิดปอดอักเสบ และภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเสียชีวิตได้

สำหรับเชื้อตัวนี้จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว จะว่าไม่น่ากลัวก็ได้ เนื่องจากเชื้อที่เข้าไปในแต่ละบุคคลจะแสดงอาการไม่เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรคบอกว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดธรรมดาที่สามารถหายเองได้ ถ้าเรารักษาตามอาการไปเรื่อยๆ
แต่อีกที่เหลือประมาณ 20% จะเป็นกลุ่มของคนที่มีโรคประจำตัว + เชื้อลงปอดรวมด้วย ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ซึ่งถ้าปอดไม่โดนทำลายเกิน 50% ร่างกายยังฟื้นฟูเองได้ตามสภาพแต่ละคน แต่ถ้าปอดถูกทำลายเกิน 70% ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤต ต้องใช้เครื่องหายใจช่วย      พบว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่จะอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป หรือคนที่มีโรคประจำตัวควบคู่ไปด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ-ตัน  แต่ก็อย่าประมาทเพราะโควิด-19  ยังไม่มียาหรือวัคซีน ที่รักษาอาการได้โดยตรง ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น
การป้องกัน
เน้นล้างมือบ่อยๆ เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

และต่อไปนี้.. เป็นสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดว่าป้องกัน’ โควิด-19′ ได้


-กินกระเทียม
กระเทียม เป็นอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างในการต้านเชื้อจุลชีพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานว่าการกินกระเทียมสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ได้
– การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สามารถช่วยป้องกัน ‘โควิด-19′ ได้หรือไม่

-ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
ยังไม่มีหลักฐานว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะป้องกันการติดเชื้อไวรัส’โควิด-19’ได้
มีหลักฐานจำนวนหนึ่งบ่งชี้ว่าการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้เราหายจากหวัดธรรมดาได้เร็ว อย่างไรก็ตามการล้างจมูกไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ
– สวมถุงมือยาง
เรายังสามารถติดเชื้อโควิด 19 ได้แม้ใส่ถุงมือยาง เพราะหากเราสัมผัสใบหน้าผ่านถุงมือที่ปนเปื้อน เราก็สามารถติดเชื้อไวรัสได้เช่นกัน
-น้ำยาบ้วนปาก
ยังไม่มีหลักฐานว่าน้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันการติดเชื้อไวรัส’โควิด-19’ได้
น้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อสามารถกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดในน้ำลายได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า น้ำยาบ้วนปาก จะป้องกันเราจากการติดเชื้อ’โควิด19’ ได้
– ทาน้ำมันงา
การทาน้ำมันงาไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส โควิด-19 ได้
-ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้ป้องกันรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
เชื้อไวรัส ‘โควิด19’ เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงนำยาปฏิชีวนะมาใช้ในการป้องกันหรือรักษาไม่ได้
-การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว
การฉีดพ่นแอลกอฮอล์ หรือคลอรีนใส่ตามตัว ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายไปแล้วได้
นอกจากนี้การฉีดพ่นสารเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อเสื้อผ้า และเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา หรือปากได้
 -เครื่องเป่ามือ
เครื่องเป่ามือไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส’โควิด-19′ ได้
– หลอดไฟยูวีสำหรับฆ่าเชื้อ
ไม่สามารถฆ่าเชื้อ ‘โควิด-19′  ได้ นอกจากนี้ไม่ควรใช้หลอดไฟยูวีในการฆ่าเชื้อโรคที่มือ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพราะรังสียูวีสามารถทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้
-ยุงกัด
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ไวรัส’ โควิด-19′ จะสามารถแพร่เชื้อผ่านยุงได้
– สัตว์เลี้ยงที่บ้าน
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สามารถแพร่เชื้อ’ โควิด-19′ สู่มนุษย์
อย่างไรก็ตาม เราควรล้างมือด้วยน้ำและสบู่หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง การล้างมือให้สะอาดจะป้องกันเราจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งคนจะได้รับผ่านสัตว์เลี้ยงได้

-สินค้าที่ผลิตในประเทศที่มีการระบาด’โควิด-19′
ถึงแม้ว่าไวรัส  โควิด-19 จะสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวได้หลายชั่วโมงหรือหลายวัน (ขึ้นอยู่กับประเภทของพื้นผิว) แต่มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ไวรัสจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากทิ่สิ่งของเหล่านั้นถูกเคลื่อนย้าย และผ่านสภาวะแวดล้อมและอุณหภูมิที่ต่าง ๆ กันไประหว่างการจัดส่ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’

ล็อกดาวน์ไข่ไก่ ไย…ไปโผล่สิงคโปร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล็อกดาวน์ไข่ไก่ ไย…ไปโผล่สิงคโปร์

27 มีนาคม 2563 – 12:00 น.
ไข่ไก่,ล็อกดาวน์,โควิด-19,COVID19​,อาหาร,พรกฉุกเฉิน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 5,983 ครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหนๆ “ไข่” ถือเป็นอาหารยุทธศาสตร์ของชาติ(คน)ไทย

เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แถมยังหาซื้อง่าย  ทำง่าย กินง่าย และมีที่สำคัญราคาถูก จึงทำให้ไข่เป็นที่ต้องการของคนทุกสถานภาพ

ใช่แล้ว…ที่พูดถึงนี้คือไข่ไก่  สินค้ามาตรฐานไทยราคาที่ขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละสถานการณ์ จึงเป็นดัชนีชี้วัดสถานะของผู้กินอีกด้วย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ไปทั่วโลกตอนนี้ รวมถึงการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ส่งผลให้ไข่ไก่มีราคาพุ่งขึ้นตามไปด้วย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ว่ากันว่า..ราคาไข่ไก่เริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมา กระทั่งวันที่ 16 มีนาคม ราคาไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 2.00-3.10 บาท ไข่ไก่เบอร์ 3 ฟองละ 2.90-3.10 บาท

สัปดาห์ต่อมาราคาขยับขึ้นมาเฉลี่ยฟองละ 10-20 สตางค์ โดยวันที่ 20 มีนาคม ราคาไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 3.20-3.30 บาท และไข่ไก่เบอร์ 3 ฟองละ 3.00-3.10 บาท

เปิดตลาดไข่วันที่ 25 มีนาคม ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 3.50-3.60 บาท ไข่เบอร์ 3 ราคา 3.30-3.40 บาทต่อฟอง

ขณะที่ตลาดข้าง ร.ร.พุทธชินราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก วานนี้(26มี.ค.) ไข่ไก่เบอร์ 2 ราคาแผงละ 140 บาท ฟองละ 4.70 บาท

ราคาไข่ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องระหว่างนี้ วงการตลาดไข่บอกว่ามาจากภาวะตื่นกลัว “เคอร์ฟิว” จึงทำให้ “สายไข่” วิ่่งวุ่นไปตลาดกวาดไข่ไปจนเกลี้ยงเชลฟ์

นั่นเป็นเพียงเสียงแมลงเม่าที่มาช้อนซื้อไข่…แต่วงในล้วงไข่ออกมาว่า….มากกว่านั้น….????

ประเทศไทยผลิตไข่ไก่ได้ปีละกว่า 15,000 ล้านฟอง หรือประมาณวันละ 41 ล้านฟอง ไข่ไก่เกือบทั้งหมด 95% ใช้บริโภคภายในประเทศตกวันละประมาณ 39 ล้านฟอง

ส่วนที่เหลืออีก 5% ราว 1–2 ล้านฟอง ถูกส่ง่ไปฮ่องกงเป็นหลัก 90% ของการส่งออกทั้งหมด สิงคโปร์ 5% ที่เหลือส่งออกไปพม่าและลาว

เหตุผลที่ต้องส่งออกก็เพื่อไม่ให้ไข่ล้นตลาดและพ่อค้าคนกลางในประเทศกดราคารับซื้อ…เป็นการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศให้เกษตรกรพออยู่ได้ไม่ขาดทุนและไม่ทำให้ผู้บริโภคในประเทศเดือดร้อน..!!!

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงน่าเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สถานการณ์ไข่ไก่ในเมืองไทยไม่มีทางที่จะขาดตลาดแน่นอน

ร้อนถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงออกประกาศ “ล็อกดาวน์” ห้ามส่งไข่ไก่ออกนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 7 วัน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็จะขยายเวลาต่อไป

แต่ดูเหมือนจะช้าเกินกาลเมื่อมีไข่ไก่ราว 3 แสนฟองจากไทยถูกส่งไปยังสนามบินชางงีโดยสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส

ว่ากันว่า….ประมาณ 1 ใน 4 ของไข่ไก่ที่บริโภคในสิงคโปร์ผลิตเอง อีกราว 70% นำเข้ามาจากมาเลเซีย และเมื่อมาเลเซียประกาศมาตรการล็อกดาวน์เมื่อวันพุธ เปิดช่องนาทีทองให้พี่ไทย…!!!

 สายไข่ชักเอะใจ….ไม่รู้มาไลน์เดียวกับแก๊งหน้ากากอนามัยหรือเปล่า…

‘บิ๊กอุ้ม’ ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กอุ้ม’ ลุมพินีเกริกไกร มวยไทยโควิด

27 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
สนามมวย,โควิด 19,พลตราชิต,ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์,สนามมวยลุมพินี,ซูเปอร์สเปรดเดอร์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ชุ้น เกียรติเพชร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,034 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 มี.ค.63

******************************

แวดวงมวยไทยคงคาดไม่ถึงว่าศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 สนามมวยเวทีลุมพินี จะกลายเป็นจุดเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 กระจายไปทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

มิเพียงเท่านั้นชาวโซเชียลได้เกาะติดความเคลื่อนไหวของศึกมวยไทยที่เวทีลุมพินี จนทราบว่ามีคำเตือนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เลื่อนไฟท์นี้ออกไป แต่นายสนามมวยวิกทหารก็ยังเดินหน้าจัดการชกมวย

ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการ พล.ท.อยุทธ์ ศรีวิเศษ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการจัดชกมวยในวันที่ 6 มีนาคม เพื่อพิจารณาความผิดในการลงโทษ

เพื่อนร่วมรุ่น“บิ๊กแดง”

สนามมวยเวทีลุมพินีเป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย ขนาดความจุ 5,000 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ถนนรามอินทรา เขตบางเขน จัดให้มีมวยชกทุกวันอังคาร ศุกร์ และวันเสาร์

ศึกมวยชิงแชมป์ เมื่อ 6 มี.ค. มีคนเข้าชม 2.5 พันคน

เนื่องจากสนามมวยลุมพินีเป็นของกองทัพบก เจ้ากรมสวัสดิการทหารบกจะเป็น “นายสนามมวยเวทีลุมพินี” โดยตำแหน่ง และปัจจุบันคือ “พล.ต.ราชิต อรุณรังษี” เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก

พล.ต.ราชิต นายสนามมวยลุมพินี

บิ๊กอุ้ม” พล.ต.ราชิต เตรียมทหารรุ่นที่ 20 และจปร.รุ่นที่ 31 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

โดยตำแหน่งหลังสุดของบิ๊กอุ้ม ก่อนขยับขึ้นเจ้ากรมสวัสดิการทหารบกนั้น เขาเป็นรองผู้อำนวยการสำนักการข่าว สำนักงานปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในกองทัพบก

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2563 พล.อ.เดชอุดม นิชรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ส่งมอบหน้าที่การบังคับบัญชาสนามมวยเวทีลุมพินีให้แก่ พล.ต.ราชิต อรุณรังษี ปฏิบัติหน้าที่นายสนามมวยเวทีลุมพินีคนใหม่

พล.ต.ราชิต นายสนามมวย มอบเข็มขัดแชมป์ในศึกมวยไทยเจ้าปัญหา

พล.ต.ราชิต นายสนามมวยลุมพินีคนใหม่ได้เข้ามานั่งชมมวยเป็นครั้งแรก หลังจากรับมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่สนามมวยลุมพินี

พล.ต.ราชิต และเฮียชุ้น ในตอนเช้าวันที่ 6 มี.ค.2563 ที่เวทีมวยลุมพินี

 ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์ วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม เป็นรายการใหญ่ มีการชิงแชมป์มวยไทย 3 คู่ จัดโดย “ชุ้น เกียรติเพชร” ซึ่ง “บิ๊กอุ้ม” ให้ความสำคัญกับศึกมวยไทยไฟท์นี้เป็นอย่างมาก

บิ๊กแดง จะต้องเรียกศรัทธากลับคืนมาด้วยการสอบสวนกรณี “บิ๊กอุ้ม” กับเวทีลุมพินีอย่างตรงไปตรงมา

วิกทหารหรือวิกสังกะสี

ตำนานของ “สนามมวยลุมพินี” ก่อตั้งขึ้นในปี 2499 โดย พล.ต.ประภาส จารุเสถียร ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ธันวาคม 2499

สนามมวยลุมพินีตั้งอยู่ในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนพระรามที่ 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ติดกับโรงเรียนเตรียมทหาร (เดิม)

ในกรุงเทพฯ มีสนามมวยมาตรฐาน แห่งคือ เวทีมวยลุมพินี และเวทีราชดำเนิน โดยนักข่าวสายมวยเรียกเวทีลุมพินีว่า “วิกสังกะสี” เพราะสมัยแรกๆ ใช้สังกะสีล้อม แต่เวทีราชดำเนินก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเรียก “วิกคอนกรีต”

สนามมวยเก่าแก่ของกองทัพบก

ปี 2557 สัญญาเช่าระหว่างสนามมวยเวทีลุมพินีกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สิ้นสุดลง ทำให้คณะกรรมการบริหารสนามมวยเวทีลุมพินีต้องย้ายเวทีไปอยู่ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ใกล้สนามกอล์ฟกองทัพบก

วันที่ 21 สิงหาคม 2555 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น มีฐานะเป็นประธานกรรมการสวัสดิการกองทัพบก เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดสนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา

จากวิกสังกะสีสู่วิกแอร์โอ่อ่า…ลุมพินีก็ยังเป็นขุมทรัพย์ของคนมีสียาวนานถึง 64 ปี

เสี่ยเน้า-เฮียชุ้น

พูดถึงเวทีลุมพินีก็ต้องนึกถึง “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์มวยศึกเพชรยินดี ที่สร้างรายได้ให้สนามมวยลุมพินีมายาวนาน 38 กว่าปี

ปี 2558 เสี่ยเน้าวางมือจากวงการมวย โดยถ่ายโอนงานบางส่วนให้ณัฐเดช ลูกชายคนโต และปิยะรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ หลานชาย

เฮียชุ้น โปรโมเตอร์คนดัง แห่งเวทีลุมพินี

เมื่อหมดยุค “เสี่ยเน้า” ผู้สร้างตำนานศึกเพชรยินดี ก็มาถึงยุคของ ชุ้น เกียรติเพชร” พีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์  ผู้ที่ได้ฉายา โปรโมเตอร์อัศวินแหวนเพชร”

ศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซูเปอร์ไฟท์, ศึกมวยไทยเกียรติเพชร และศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกียรติเพชร กลายเป็นรายการมวยไทยที่ได้รับความสนใจจากแฟนมวย

แล้วไวรัสโควิดก็ทำให้ “เฮียชุ้น” ปวดตับ..ไม่ติดเชื้อก็ยิ่งกว่าติดเชื้อ

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ

27 มีนาคม 2563 – 08:15 น.
จาตุรนต์ ฉายแสง,เฟคนิวส์,หมอเลี้ยบ,โควิด-19,ข่าวปลอม,พรกฉุกเฉิน,ศอฉ
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

วิกฤติโควิด ‘ซ้ายเก่า’ อย่าไร้ใจ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

สงสัยภาพอดีตจาก “ศอฉ.” ยุคปราบแดงฮาร์ดคอร์ ยังตามหลอน “คนเดือนตุลา” ปีกไม่เอาทหาร จึงทำให้พวกเขาออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างกว้างขวางต่อการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้ง “ศอฉ.โควิด” เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 บางคนก็มีเหตุผล หลายคนดูไร้เหตุผล แถมนักวิชาการชื่อดัง มองว่านี่คือการทำรัฐประหารเงียบ

อ่านข่าว…  นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง 
“นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี“ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลสมัคร ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “แนวรบโควิด-19 ว่าด้วยคณิตศาสตร์โควิด และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” โดยเขียนยาวมาถึง 18 ข้อ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เป็นที่รับรู้กันว่า “หมอเลี้ยบ” เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข คงพอทราบปัญหาบางอย่าง จึงเสนอว่า “ถ้ารัฐบาลมีปัญหาประสิทธิภาพและเอกภาพในการทำงาน ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขการบริหารจัดการภายในกันเอง แต่ไม่ใช่ด้วยการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วออกมาตรการที่อาจกระทบกับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของคนไทย 65 ล้านคน”

หมอเลี้ยบ และหมอหนู

หมอเลี้ยบย้ำว่า “การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ปัญหาประสิทธิภาพในการควบคุมโรคจะได้รับการแก้ไข”

อดีตนักการเมือง “คนรุ่น 6 ตุลา” เสนอมาตรการรณรงค์ Social Distancing อย่างจริงจัง, การจัดหาหน้ากากให้ประชาชนทุกคนได้ใช้ระหว่าง 22 วันที่ปิดทำการแหล่งชุมชนต่างๆ, การจัดหาแอลกอฮอล์เจลเพื่อล้างมือให้ประชาชนหาซื้อได้อย่างสะดวก ฯลฯ ถ้ามาตรการเหล่านี้ได้ครบ ก็ไม่ต้องใช้ยาแรงแบบเคอร์ฟิว

หมอเลี้ยบไม่ถามหมอหนูบ้างหรือ? ข้อเสนอข้างต้นมีปัญหาอะไรบ้าง? เหตุใด เนวิน ชิดชอบ จึงต้องลุกขึ้น “ปิดเมือง” นำร่อง

อยากให้หมอเลี้ยบไปอ่านบทบันทึกของ “ซ้ายอาวุโส” จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาลเมืองน้ำหอมได้ใช้มาตรการ “จำกัดเสรีภาพ” ประชาชน เพื่อสกัดการแพร่เชื้อโรคเหมือนจีน

จรัล สู้โควิดอยู่ปารีส

“ในฝรั่งเศส 24 ชั่วโมง มีผู้ติดไวรัส เป็น 9,134 เพิ่มขึ้น 1,404 คน ตาย 264 คน เพิ่มขึ้น 89 คน เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเพิ่มเติม คนถูกปรับเพราะออกนอกบ้านโดยไม่มีใบอนุญาต และไม่จำเป็นทั่วประเทศ 4,000 คน คนละ 135 ยูโร..”

นี่เป็นภาพปิดเมืองในสถานการณ์ไวรัสระบาดของประเทศต้นแบบประชาธิปไตย และอีกวันหนึ่ง จรัลได้บันทึกว่า “..วันนี้ ขอเริ่มด้วยอารมณ์สายลมแสงแดด หลังจากกักตัวอยู่ในบ้านมา 4 วันแล้ว ยอมสละเสรีภาพส่วนบุคคล เพื่ออยู่ร่วมกับสังคมและเชื่อฟังรัฐ ทั้งที่ลึกๆ ไม่ชอบการใช้อำนาจรัฐอย่างสมบูรณ์”

“คนเดือนตุลา” อีกรายหนึ่งที่คิดและเขียนอะไร เป็นเรื่องการเมืองไปหมด หลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “จาตุรนต์ ฉายแสง” ได้โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “อย่าผลักชาวโซเชียลมีเดียไปเป็นศัตรู”

เหตุที่ “เสี่ยอ๋อย” ลุกขึ้นมาเสนอความคิดเรื่องนี้ เพราะได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีรวมการเฉพาะกิจ เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ และเน้นเรื่องการกำกับดูแลโซเชียลสร้างความปั่นปั่วนในสังคม

“ชาวโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตคือกำลังสำคัญของสังคมในการสู้กับวิกฤตโควิด รัฐบาลต้องไม่ผลักให้เขาเป็นศัตรู เลิกคิดแต่จะจับผิด ขู่จะใช้ พ.ร.ก.เล่นงานทุกครั้งที่แถลงข่าวแบบนี้”

จาตุรนต์ ฉายแสง

นักการเมืองผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ คงเห็นแล้วว่า “เฟคนิวส์” ได้สร้างความวุ่นวายให้สังคมมากแค่ไหน อย่ากังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพ จนมองข้าม “ภาวะอนาธิปไตย” ในสื่อออนไลน์บ้านเรา

“ส่วนเรื่องเฟคนิวส์ รัฐบาลไม่น่ากังวลเกินเหตุ สังคมโซเชียลมีเดียมีระบบวิธีจัดการกับเฟคนิวส์อย่างได้ผลอยู่เหมือนกัน ใครเสนอข้อมูลผิดๆ ก็จะมีคนเสนอความจริงมาแก้ ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นมีเฟคนิวส์ในโซเชียลมีเดียที่ทำให้เสียหายมากๆ สักเรื่อง”

เฟคนิวส์ไม่กังวลไม่ได้ ขนาดนักการเมืองใหญ่ ระดับประธานยุทธศาสตร์พรรค แชร์เฟคนิวส์ หรือศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงภูมิปัญญา ยังแชร์คลิปข่าวปลอม

พูดตรงๆ มิควรดูเบาเฟคนิวส์ Social Distancing ยังทำไม่สำเร็จ เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย ไร้วินัย ไม่เสพข้อเท็จจริง แต่ชอบเสพเฟคนิวส์ ไม่โทษตัวเอง โทษแต่เจ้าหน้าที่ โทษรัฐบาล