“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน?

27 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
บุคลากรทางการแพทย์,โควิด-19,อนุทิน,พระบรมราชชนก,นักรบเสื้อขาว,เสื้อกาวน์,แพทย์,พยาบาล,ไวรัส COVID–19,COVID-19,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 746 ครั้ง

“อนุทิน” รู้มั๊ย?..นักรบเสื้อขาวกรำศึกหนักแค่ไหน? ทุกนาทีคือชีวิต เสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย ด่านหน้าเผชิญเชื้อโรค เจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ แต่ยอมทิ้งครอบครัว เพื่อคนไทยทุกคน

  “อนุทิน”อีกแล้ว!!!

โซเชียลเดือดหนัก วิจารณ์ประเด็นร้อน หลัง “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์สื่อแสดงความไม่พอใจบุคคลากรทางกรแพทย์ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเอง จนติดเชื้อวายร้ายไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในโลกออนไลน์อย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #อนุทิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

      อ่านข่าว :  

       หมอเสาวภาสุดกลั้นน้ำตา อยากแขวนเสื้อกาวน์แล้วกลับบ้าน

      ทำลายขวัญแพทย์ หมออำพลจี้ “อนุทิน” ขอโทษและพิจารณาตัวเอง

ไม่เพียงเท่านั้น เว็บไซต์ Change.org ได้สร้างแคมเปญรณรงค์ ขอเรียกร้องให้ “เสี่ยหนู” ลาออกจากเก้าอี้รมว.สาธารณสุข เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวไทย มิใช่กลุ่มก้อนแห่งผลประโยชน์ที่ผู้มีอำนาจจะจัดสรรแบ่งปันแก่กลุ่มคนและพวกพ้อง แต่เป็นสิทธิและสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ต้องได้รับการจัดสรรและดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ผู้นำที่มีความรู้ความสามารถ มีจรรยาบรรณและวิสัยทัศน์ เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย และเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ลามไปถึงแวดวงการสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันกระหน่ำโซเชียล ชนิดที่ “อนุทิน”เองก็คาดไม่ถึง

สะเทือนความรู้สึกคนไทยค่อนประเทศ จนอยากร้องไห้ตามคุณหมอ น่าจะเป็นความรู้สึกจากใจของหมอเสาวภา “แพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์” เจ้าของเพจ หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก ที่ถึงกับออกมาโพสต์ข้อความ..

“ทำไมคนเป็น รมต. ถึงพูดแบบนี้…

        มีอะไรที่จะ “สิ้นหวัง” ได้มากกว่านี้อีก

        อยากร้องไห้…

        อยากแขวนเสื้อกาวน์แล้วกลับบ้านเลย

        อุปกรณ์ป้องกันทุกสิ่งอย่าง อยู่หนายยยยยย”

ย้อนถ้อยคำบาดใจ ที่หมออยากร้องไห้ ทิ้งเสื้อกาวน์ หลังฟัง รมว.สาธารณสุข

 “เท่าที่ผมได้รับรายงานมาการติดเชื้อของแพทย์จากการปฏิบัติหน้าที่ให้การรักษาโควิดยังไม่มี นี่คือสิ่งที่จะต้องไปหวดกันนะครับ อันนี้ก็ต้องยอมรับพวกเราก็ไม่พอใจนะครับ สำหรับบุคลากรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเองเราซึ่งเราควรจะต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง ต่อให้ไม่เป็นบุคคลตัวอย่างแต่เราต้องเป็นคนที่ Alert ตัวเองตลอดเวลาว่าช่วงนี้มีสถานการณ์ระบาดโลก เราต้องเซฟตัวเองให้ได้มากที่สุด”นายอนุทิน กล่าว

นักรบเสื้อขาว

ก่อนทุกอย่างจะเลวร้ายไปกว่าวิกฤติโควิด-19 ช่วงเย็นของวันที่ 26 มีนาคม 2563 “อนุทิน” ปล่อยคลิปความยาว 3.23 นาที อธิบายข้อวิพากษ์ในสังคม ใจความตอนหนึ่งว่า…

“เพื่อนๆ พี่น้องกระทรวงสาธารณสุข ที่รักและเคารพทุกท่าน วันนี้ผมได้มีการสื่อสารข้อมูลจากการสัมภาษณ์ออกไป ซึ่งอาจเกิดความไม่สบายใจกับเพื่อนร่วมงานของผมทุกคน โดยเฉพาะคุณหมอ พยาบาล ที่ให้การรักษาผู้ป่วย

ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมขอยืนยันว่าผมไม่เจตนาที่ไม่ดี หรือมีเจตนาที่ตำหนิใครเลยผมมีเพียงเจตนาชื่นชม ศรัทธา และเคารพ ในสิ่งที่พวกท่านปฏิบัติอยู่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวงมาก   ผมเสียใจ ผมสื่อสารไม่ผ่าน และผมจะปรับปรุงตัวและขอให้ท่านให้โอกาสผม ขอให้ท่านรู้ว่าผมไม่มีเจตนาร้ายกับใคร ขอบคุณครับ”

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การสื่อสารของ “อนุทิน” นำไปสู่ข้อผิดพลาดใหญ่หลวง ต่อกรณีการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019(โควิด-19)

“โคโรนาไวรัส2019 แค่ “ไข้หวัดธรรมดา”

ตามมาด้วยอีกวลี “จะติดตั้งจุดคัดกรองที่สนามบินหาสวรรค์วิมานอะไร??”

เหล่านี้ล้วนมาจากปากของ  อนุทิน ชาญวีรกุล “รมว.สาธารณสุข” ในยามที่บุคลากรทางการแพทย์กำลังออกสนามรบกับเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดแพร่กระจายไปทั่วโลก

วายร้าย….ไวรัสโควิด-19

นาทีชีวิต เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ของนักรบเเสื้อขาว “อนุทิน รู้มั๊ย” แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน มีพ่อ มีแม่ มีครอบครัวอันเป็นที่รักและห่วงใย แต่ด้วยภารกิจที่ต้องแบกรับชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 จำต้องห่างไกลครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่ง..

เหนื่อย ล้า อ่อนเพลีย ก่อนกำลัง  ย่อมเกิดขึ้นเสมอ เมื่อต้องสู้ศึกที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่าลืมว่าเมื่อผู้ป่วยผ่านคัดกรอง ผ่านการสืบสวนโรคแล้ว ไม่ใช่รับยาจากแพทย์แล้วกลับบ้านได้

ผู้ป่วยโควิด-19 ต้อง “แอดมิด”อย่างน้อย 30 วัน  ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์

แม้เหนื่อยล้า อ่อนแรง เสี่ยงภัย กับภารที่หนักอึ้ง ที่ไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไหร่จะรบชนะ อยากกลับบ้าน แต่บุคลากรทางการแพทย์ ไม่เคยทอดทิ้งผู้ป่วย

ยังปฏิบัติหน้าที่ อย่างดียิ่งเพื่อสานต่อพระราชปณิธานของ “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก“พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”

 ในยามที่ยากลำบาก นักรบเสื้อขาวต้องเป็นหน้าด่านเผชิญเชื้อโรค กรำงานหนักอยู่แล้วควรได้รับ “กำลังใจ” มากที่สุด!!!

0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0 รายงาน

เจาะเกณฑ์รับ 5,000 พิษโควิด ใครได้ ใครเฮ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะเกณฑ์รับ 5,000 พิษโควิด ใครได้ ใครเฮ

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
การเมือง,โควิด,เยียวยา
เปิดอ่าน 1,001 ครั้ง

เช็กผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนรับ 5,000 จากพิษโควิด

หลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับผลกระทบจากการ “สั่งปิดกิจการ” ในช่วงที่เกิดเหตุระบาดโควิด-19

ซึ่งรัฐบาล โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ แถลงถึงการเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” ในระยะที่ 2 หลังนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคุมการแพร่ระบาดโควิด-19

  โดยเฉพาะที่สำคัญคือการชดเชยรายได้ให้กลุ่มแรงงานที่น่าจะเดือดร้อนหนักที่สุด ซึ่งรัฐจัดให้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แต่งานนี้มองดูแล้วคนไทยส่วนใหญ่ยังงงๆ มึนๆ ว่าตกลงแล้ว ใครมีสิทธิ์บ้าง คุณสมบัติอย่างไร วิธีการ และช่องทางการรับเงินเป็นแบบไหนกันแน่

 วันนี้มาสรุปให้เข้าใจง่ายๆ อีกครั้ง เพื่อให้เงิน 5,000 บาท ถึงมือผู้ที่มีคุณสมบัติทุกคนดังนี้

+++

คนที่มีสิทธิ์

ดังที่รู้ เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19 ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกและในประเทศเราตอนนี้

ไม่ต้องพูดเรื่องผลต่อสุขภาพของประชาชนที่หนักหนาสาหัส แต่ยังกระทบต่อภาคเอกชน ธุรกิจ ห้างร้านต่างๆ ทุกประเภท

ยิ่งพอมีประกาศให้ปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยง หรือสถานที่ที่มีคนแออัด เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อหลายแห่ง ยิ่งส่งผลให้แรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคม และลูกจ้าง หรือลูกจ้างชั่วคราว ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

จนเมื่อรัฐก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนกลุ่มนี้ ก็นับเป็นข่าวดียิ่ง โดยรัฐบาลจะชดเชยรายได้ให้ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน คือ เมษายน-มิถุนายน 2563 โดยให้เข้าไปลงทะเบียนขอรับสิทธิฺที่ www.เราไม่ทิ้งกัน.com

ทั้งนี้ ทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกันขอรับเงินเยียวยาดังกล่าว ได้แก่

 ผู้ประกันตนมาตรา 39 (อดีตลูกจ้างที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 มาอย่างน้อย 12 เดือน และสมัครส่งเงินสมทบต่อภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ออกจากงาน) อธิบายง่ายๆ ว่าคนที่ตกงานแล้วแต่ยังพร้อมส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมโดยสมัครใจ

          ผู้ประกันตนมาตรา 40 (อาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ) คือคนที่ไม่มีนายจ้าง เป็นนายตัวเอง ชีวิตลุ้นที่สุด เช่นพ่อค้า แม่ขาย ฯลฯ

ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในสถานประกอบการ/พนักงานเอกชน) ที่ยังจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน จึงยังไม่มีสิทธิ์รับเงินกรณีว่างงาน ก็สามารถรับเงิน 5,000 บาท ได้เช่นกัน

พูดง่ายๆ ว่าทั้งหมดนี้ครอบคลุมแรงงาน 3 กลุ่ม คือ 1.แรงงาน 2.ลูกจ้างชั่วคราว 3.อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยมีการคาดว่า 3 กลุ่มนี้มีจำนวนกว่า 3 ล้านคน เพราะคนกลุ่มนี้โลดแล่นอยู่ในระบบธุรกิจที่ส่วนใหญ่ถูกสั่งปิดเพราะโควิด-19 นั่นแหละ ไม่ว่าจะสนามมวย สถานบันเทิง ร้านอาหารกลางคืน ผับ บาร์ ร้านนวด ร้านสปา โรงภาพยนตร์ รวมถึงสนามกีฬา และห้างสรรพสินค้าต่างๆ ฯลฯ

ส่วนผู้ที่ยกเว้นที่จะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ ข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ เกษตรกร (กลุ่มนี้ได้รับการช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐบาลอยู่แล้ว) และผู้ประกันตนมาตรา 33 (ที่รับเงินว่างงาน)

++

มีสิทธิ์แล้วทำไง

เมื่อเช็กแล้วพบว่าตนเองมีสิทธิ์ตามข้างต้น ก็จะต้องเตรียมเอกสาร ได้แก่ 1.บัตรประจำตัวประชาชน 2.ข้อมูลส่วนบุคคล 3.ข้อมูลนายจ้าง

เมื่อเตรียมเอกสารแล้ว ก็เริ่มดำเนินการได้ ซึ่งมี 2 วิธี ได้แก่ 1.การเข้าไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com

2.ลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ​และธนาคารกรุงไทย โดยต้องเตรียมเอกสารตามข้างต้น และมีข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน และข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์ หรือบัญชีธนาคาร มาด้วย จากนั้นเดินเข้าไปยังธนาคารดังกล่าวนี้ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่เลยว่า มาเพื่อลงทะเบียนเพื่อรับเงินชดเชยผลกระทบจากโควิด-19

หากใครมีคุณสมบัติครบ ลงทะเบียนเรียบร้อยก็จะได้รับเงินภายใน 5 วันหลังลงทะเบียน ซึ่งช่องทางการรับเงิน มีทั้ง 1.พร้อมเพย์ (PromptPay) ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน หรือ 2.เลือกรับเงินโดยผ่านบัญชีธนาคาร

ส่วนแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน ในกลุ่มนี้ไม่ต้องเข้าไปลงทะเบียน แต่หากในกรณีที่นายจ้างไม่ให้ทำงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ 50% เป็นเวลาไม่เกิน 180 วัน และหากหน่วยงานภาครัฐ มีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว ผู้ประกันตนจะได้รับเงินไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้การให้เงินช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 คนละ 5,000 บาท จะมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 จะให้เริ่มลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ WWW.เราจะไม่ทิ้งกัน.com ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

แอบกระซิบดังๆ ว่า ผู้ลงทะเบียนไม่จำเป็นต้องแย่งมาลงทะเบียน หรือตั้งนาฬิกาปลุกมาลุ้นกันตีสองตีสามจนเว็บล่ม เพราะรัฐไม่ได้พิจารณาใครมาก่อนได้ก่อน ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหากเข้าเงื่อนไข เข้าใจตรงกันนะ!

ยิ่งกว่า “โกลาหล” เช็กอาการโควิดคนดัง #ติดหรือยังนะเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยิ่งกว่า “โกลาหล” เช็กอาการโควิดคนดัง #ติดหรือยังนะเรา

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด,แมทธิว ดีน,ปอดอักเสบ
เปิดอ่าน 670 ครั้ง

เช็กอาการคนดังหลังรู้ติดโควิด # เราติดหรือยัง

          สถานการณ์โควิด-19 ยังคงดำเนินต่อไป ไทยเราเองหลังกรุงเทพมหานครมีการออกประกาศปิดสถานประกอบการหลายประเภท โดยให้ปิดตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม-12 เมษายน พร้อมๆ กับสถานประกอบการหลายแห่งดำเนินนโยบายทำงานจากบ้าน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายขนานใหญ่ของแรงงานที่ว่างงานชั่วคราว เพราะพวกเขาต้องการกลับบ้านเกิดภูมิลำเนา

ดังนั้นตอนนี้หลายฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านร้านตลาดจึงพากันคาดเดาและวิเคราะห์แนวโน้มกันแล้วว่า 20 วันนี้ ที่สุดแล้วสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 บ้านเราจะไปถึงขนาดไหน

เกิดเป็นความสับสน กังวลใจ ที่ซ้อนทับเข้ามาอีกนอกเหนือจากความงุนงงกับการบริหารจัดการของภาครัฐที่ถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนคนละทิศคนละทาง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หนือกว่าความสับสันวุ่ยวายข้างต้นยังมีอีกความโกลาหลที่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน คือเมื่อเราป่วยและสงสัยว่าจะเป็นโควิดหรือไม่เราจะสังเกตอาการก่อนที่จะรีบแจ้นไปให้คุณหมอตรวจยังไงกันบ้าง

เท่าที่เห็นหลายคนที่ป่วยมีอาการไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่และไม่ทุกคนที่จะมีอาการเหมือนกัน วันนี้มารวบรวมไล่ดูอาการของคนดังที่ยังรักษาตัวอยู่และคนที่เคยผ่านวิบากโควิด-19 กันดูว่าแต่ละคนนั้นมีอาการอย่างไรกันบ้าง

เผื่อว่าใครที่สงสัยว่าคล้ายๆ เคียงๆ อาจจะมีข้อมูลเพิ่มเติมไปยันกับคุณหมอให้พิจารณา นอกเหนือจากเงื่อนไขหนึ่งคือการเพิ่งกลับมาหรือข้องเกี่ยวกับผู้ที่กลับมาจากประเทศสุ่มเสี่ยง

บอกเลย แต่ละคนอาการแรกเริ่มไม่เหมือนกันจริงๆ

หมอบอกว่า

ก่อนจะไปว่ากันที่อาการของผู้คนที่ “ป่วยจริง เจ็บจริง” มาดูข้อบ่งชี้จากส่วนกลาง หรือจากทางการแพทย์กันก่อน

          โดยสรุปแล้วระบุว่าผู้ป่วยโควิด-19 จะมีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา ต่อเนื่อง 4 วันขึ้นไป โดยไข้ไม่ลด เจ็บคอ ไอ อาจมีเสมหะปนเลือด ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว จากภาวะปอดบวม และ 5-20% ของผู้ป่วยในรายที่รุนแรงจะมีอาการปอดอักเสบ

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลราชวิถี ได้ร่วมกันจัดทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนมาโรงพยาบาลต่อการติดเชื้อโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ http://rajavithi.emergencymed.net/corona/เพื่อให้ผู้ป่วยได้ลองประเมินตัวเอง ลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาด้วย

อย่างไรก็ดีคนไทยก็ยังสับสนหนักเข้าไปอีก เมื่อยังมีเคสที่แม้จะติดเชื้อแล้วแต่ก็มีอาการไม่มากเพราะเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันดี อย่างเช่นวัยหนุ่มสาว ซึ่งสามารถหายได้เองแต่ต้องระวังแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นแถมยังบอกว่าคนที่ไม่มีอาการป่วย ร่างกายแข็งแรงก็ไม่ควรพาตัวเองไปยังสถานที่เสี่ยง พื้นที่แออัดต่างๆ ดังแคมเปญที่ว่า #อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

ความสับสนมันจึงอยู่ตรงนี้ ที่เมื่ออาการไม่แสดงออกแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็น แล้วเราจะป้องกันการแพร่เชื้อได้อย่างไร 100 เปอร์เซ็นต์

เกือบปกติ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องกลับไปดูเคสของ แมทธิว ดีน อีกครั้ง เพราะต้องนับว่าเมื่อเขาออกมาประกาศยอมรับผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่าตัวเองติดเชื้อโควิด-19 โดยระบุว่าต้องทำการรักษาต่อไป

โดยที่สุดแล้วก็มีข่าวว่ามีอีกหลายๆ คนติดเชื้อโควิด โดยทั้งหมดไปร่วมงานแข่งขันมวยที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา แน่นอนงานนั้น แมทธิว ดีน เป็นพิธีกร

อย่างที่รู้กันว่าในที่สุดนักร้องชื่อดัง ลีเดีย ซึ่งเป็นภรรยาของแมธทิว ดีน จะหนีไม่พ้น เธอก็ออกมาประกาศว่าติดเชื้อด้วยเหมือนกันเรียบร้อย และเข้ารับการรักษา ซึ่งจนถึงขณะนี้ (26 มีนาคม) สามีภรรยาก็ยังต้องกักตัวที่โรงพยาบาลต่อไป

สำหรับอาการของโควิด-19 ลีเดีย เล่าว่า ช่วงแรกไม่เป็นอะไรเลยที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นหวัด ไม่เจ็บคอ ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ แต่มีไข้ 37 กว่า ซึ่งเมื่อมีอาการแบบนี้ช่วงแรกลีเดียยังแอบคิดว่าหรือตนเองกำลังจะหาย

   นอกจากนี้จากการเอกซเรย์วันแรกปอดก็ปกติ แต่เมื่อทำซีทีสแกน วันรุ่งขึ้น ผลออกมาคือไวรัสเข้าปอดแล้ว ลีเดียบอกว่าแม้จะเป็นแบบนั้นแต่ไม่แสดงอาการเลยไม่หอบ ไม่เหนื่อย ระดับออกซิเจนปกติ

ต่อมาหลังจากถูกย้ายไปไอซียูเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและเริ่มรับประทานยาทันที ก็ยังรู้สึกแข็งแรงดีทุกอย่าง หายใจได้ ไม่มีอาการหวัด

จนกระทั่งอยู่ไอซียูมา 5 วัน ก็ไม่มีไข้แล้ว ปอดโอเค จึงได้ย้ายออกจากไอซียูและได้พบสามีคือ แมธทิว ดีน ได้แล้ว

ส่วนฝ่ายของสามีก็มีอากาการที่แตกต่างกัน คือวันแรกที่ไปถึงโรงพยาบาลมีไข้และคัดจมูก บวกมึนศีรษะนิดหน่อย แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีไข้ไปอีก 3 วัน จึงไม่ได้รับประทานทานยา โดยปล่อยให้หายเอง

แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นไข้กลับมาใหม่และมีอาการท้องเสียหมอจึงรีบเอกซเรย์ ก็พบว่าเริ่มมีอาการปอดอักเสบเหมือนภรรยา จึงต้องรีบเข้า ไอซียู และเริ่มให้ยา อาการจึงดีขึ้นตามลำดับ และออกจากไอซียูแล้ว

ผัวเมียอาการต่างกันระยะแสดงอาการต่างกัน คนไทยวงนอกจะเอาตรงไหนมาประเมินตัวเองก็น่าคิด

ปวดแสบปวดร้อน

ย้อนไปดูอีกรายซึ่งเป็นเซียนมวยชื่อดังคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม เขาได้ออกมาเฟซบุ๊กไลฟ์ที่เพจ “มวยหู เปาเปียวบางบัวทอง ชนได้ทุกหูที่หน้าตู้” บอกเล่าถึงอาการผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ตัวเองประสบมา

เบื้องต้นเจ้าตัวบอกว่าโรคนี้ไม่ได้อันตรายรุนแรงอย่างที่กลัว แต่มันติดง่าย ลุกลามได้รวดเร็วจากคนสู่คน โดยอาการของตนเองมักแสดงอาการในช่วงเย็น

สำหรับอาการวันแรก เจ้าตัวบอกว่าจะรู้สึกระคายผิวหนัง ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดแสบปวดร้อนแต่ไม่มาก มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 30 นาที แล้วก็ลดลง เจ้าตัวบอกว่าเชื้อโควิด-19 ความน่ากลัวของมันคือสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้เร็วมากๆ โดยวันแรกยังไม่มีน้ำมูก

ต่อมาวันที่ 2 รู้สึกว่ามีน้ำมูกเหนียวๆ อยู่ข้างใน จากนั้นจะมีอาการหายใจติดขัดเล็กน้อย สักพักก็หายกลับมาเป็นปกติ กระทั่ง 2-3 ชั่วโมงต่อมาก็เริ่มหายใจติดขัดอีกรอบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มปอดอาการจะเป็นอยู่ราวๆ 10-15 นาที และจะระคายผิวก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ในตัวและตัวเริ่มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเย็น ไข้เริ่มมา คันยุบยับๆ ปากแห้ง กลืนน้ำลายไม่ลง ต่อมาจึงตัดสินใจไปหาหมอทันที โดยเข้ารักษาที่ศูนย์กักกันโรคแถว อ.บางพลี

อาการวัยรุ่น

ที่เราได้ยินมากคือคนยิ่งอายุน้อยยิ่งมีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยไวรัสโควิด-19 ต่ำมาก แต่ที่สุดคนไทยก็ได้เห็นว่ามีดาราอีกรายที่ติดมา คือดาราวัยรุ่น “แพรวา” ณิชาภัทร วัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบท “ขนมปัง” ในซีรีส์ “ฮอร์โมนฯ” ก็ออกมาประกาศว่าติดเชื้อโควิด 19

โดยเจ้าตัวโพสต์รูปผลตรวจพร้อมข้อความบอกเล่าอาการที่เป็นว่ารู้สึกปวดหัว ตัวอุ่นๆ วัดไข้ออกมาได้ 36.5 องศา เลยกินยาแก้ปวดหัวแล้วนอน พอตื่นมาตอนเช้าของวันที่ 16 มีนาคม ไม่มีอาการปวดหัวแต่ยังรู้สึกตัวอุ่นๆ วัดไข้อีกทีได้ 37 องศา จึงสงสัยว่าอาจเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เลยตัดสินใจไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ทันที

ปรากฏเช้าวันที่ 20 มีนาคม แพรวาโพสต์แจ้งว่าได้รับสายตรงจากคุณหมอว่าผลเป็น detectable คือตรวจพบไวรัสโคโรนา 2019 ที่โพรงจมูกกับคอ โดยที่ยังเป็นอาการขั้นแรก เชื้อยังไม่ลงปอด หายใจได้ตามปกติ จากนั้นก็เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในที่โรงพยาบาล รอดูอาการให้ครบ 14 วัน

วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวออกมาโพสต์ทวิตเตอร์อัพเดทอาการว่าเป็นวันที่ 6 น้ำมูกลดลง เสมหะลดลงแล้ว และที่ผ่านมาไม่มีไข้เลยสักวัน แถมเอกซเรย์ปอดแล้วปอดปกติ เชื้อยังไม่เข้าสู่ปอด

โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้ วันที่ 1-2 ปกติดี วันที่ 3 เริ่มมีเสมหะ ไอนิดเดียว วันที่ 4 เริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก วันที่ 5 จิตตกเล็กน้อยกลัวอาการตัวเองแย่ลงกว่านี้ (คิดว่ามึนฤทธิ์ยาแก้ไอกับลดน้ำมูกเพราะมันทำให้ง่วงแต่ไม่นอน) วันที่ 6 เสมหะลดลง น้ำมูกลดลง ไม่มีไข้เลยสักวัน

นี่เพียงแค่สามสี่ตัวอย่างก็สังเกตได้เลยว่ามีอาการแรกเริ่มที่ไม่เหมือนกันเลย แน่นอนส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของแต่ละคนมีความแข็งแรงไม่เท่ากัน

ดังนั้นคนไทยที่ยังสงสัยไม่แน่ใจเหมือนที่มีการติดแฮชแท็กทั่วบ้านทั่วเมืองว่า #ติดยังวะ ก็ลองสังเกตดูว่าที่ตนเองกำลังป่วยนั้นใกล้เคียงแบบไหนบ้าง

เหนืออื่นใดหากต้องไปโรงพยาบาลอย่างน้อยก็สวมหน้ากากป้องกันให้ดี ทั้งการป้องกันเชื้อแพร่ออกและการรับเชื้อเข้า ในนาทีที่อะไรก็ไม่แน่นอนเลยสักทางตอนนี้

โตเกียว ‘โอลิมปิก’ เลื่อนไป 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424595?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โตเกียว ‘โอลิมปิก’ เลื่อนไป 1 ปี

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สมเด็จพระสังฆราช,โควิด19,โรงทาน,โตเกียวเกมส์,เขาใหญ่
เปิดอ่าน 193 ครั้ง

ดับเครื่องชน..วันนี้มี 3 เรื่อง ‘พระเมตตาสมเด็จพระสังฆราช – เลื่อนโอลิมปิก 2020 – เขาใหญ่ต้นแบบปลอดมลพิษ

  ในที่สุดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ‘ชินโซ อาเบะ’ ก็ได้ปรึกษาทางโทรศัพท์สายตรงกับ ‘มร.โธมัส บาค’ ประธานโอลิมปิกสากล ขอให้เลื่อนมหกรรม ‘โอลิมปิก 2020’ ไปหนึ่งปีเต็ม

จากสถานการณ์ ‘โควิด-19’ ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกและกำหนดเดิมนั้นจะแข่ง 24 กรกฎาคม-9 สิงหาคม 2563 และเจ้าภาพญี่ปุ่นขอเวลาตัดสินใจปลายเดือนเมษายนนี้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 แต่ตอนนี้รอไม่ได้เสียแล้วเพราะแคนาดา-ออสเตรีย-ฝรั่งเศส ประกาศเป็นทางการแล้วว่าจะไม่ส่งนักกีฬาแข่ง

หากไม่รีบประกาศเลื่อน ณ เวลานี้ เชื่อว่าจะมีอีกมากมายหลายประเทศถอนตัวโดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง อเมริกา-จีน-อิตาลี ฯลฯ ซึ่งกำลังโคม่าอยู่

เดิมทีนั้นโอลิมปิก 2020 ณ ญี่ปุ่น จะเป็นโอลิมปิกที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งด้านสนามแข่งขัน-ที่พักนักกีฬา-การจัดการแข่งขัน-ตั๋วเข้าชมที่แน่นทุกสนาม

เราจะไม่ขอบอกตัวเลขว่าญี่ปุ่นเสียหายเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความเหมาะสม

สงครามโลกเคยทำให้โอลิมปิกต้องเลื่อนมาแล้ว ‘โควิด-19’ นี้แรงจริงเท่ากับสงครามโลก!

อ๊อด เทอร์โบ

** โรงทานช่วยคนจน

    พระเมตตาพระสังฆราช

จดหมายฉบับนี้นำมาจากเพจ สนง.เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งแสดงให้เห็นพระเมตตาต่อชาวไทยผู้มีรายได้น้อย จึงขอนำมาแจ้งให้ทราบดังต่อไปนี้

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตประจำวัน และฐานะทางเศรษฐกิจ

ก่อให้เกิดความยากลำบากในหมู่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือตกอยู่ในภาวะที่ต้องปรับรูปแบบการดำรงชีวิตอย่างกะทันหัน ทรงพระดำริว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนคู่กับสังคมไทยมานับแต่โบราณ

สมควรให้วัดที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะอนุเคราะห์ประชาชนผู้ประสบความยากลำบาก มีพระบัญชาโปรดให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประสานงานกับวัดทั่วราชอาณาจักรที่มีศักยภาพจัดตั้งโรงทานช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบาก

ทั้งนี้มิใช่การบังคับ ให้ประสานภารกิจร่วมกับหน่วยงานบุคลากรทางการแพทย์ และการสาธารณสุขแต่ละพื้นที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงทาน และการแจกจ่ายให้เป็นไปตามหลักสุขอนามัย

ไม่จัดพิธีการ พิธีกรรม กิจกรรมหรือการบริหารจัดการใดที่ต้องให้บุคคลจำนวนมากมารวมตัวกัน

  นี่คือน้ำใจและความเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน สมควรที่จะได้ช่วยเหลือกันครับ

สมหมาย (ชัยนาท)

เรียนคุณ ‘สมหมาย’ ชัยนาท

ผมขอนำข้อความนี้มาแจ้งให้ทราบเพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าไม่ทอดทิ้งกันและยิ่งเป็น ‘โรงทาน’ สมเด็จพระสังฆราชด้วยแล้ว นอกจากจะอิ่มแล้วยังมีสติกำลังใจต่อสู้บนโลกนี้ต่อไป

ในฐานะของพุทธศาสนิกชนของอนุโมทนาสาธุและขอให้ทุกคนปฏิบัติตามข้อแนะนำต่างๆ โดยเข้มงวด

เชื่อเหลือเกินว่าหากคนไทยสามัคคีและมีน้ำใจแล้วช่วยเหลือกันแล้วไวรัสมรณะแบบไหนก็สู้ไม่ได้

อ๊อด เทอร์โบ

**‘เขาใหญ่’ ต้นแบบ

   ปลอดมลพิษ

(ผ่านไปยังนักท่องเที่ยว)

ขอแสดงความยินดีจากผู้รักอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ได้รับการนำร่องหรือเป็นต้นแบบให้เป็นเขตปลอดมลพิษ ซึ่งหากได้ผลจะขยายไปยังอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ต่อไป

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้คัดเลือกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินงานโครงการเป็นแห่งแรก จากนั้นจะขยายผลไปยังอุทยานแห่งชาติอีก 14 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, อุทยานแห่งชาติเอราวัณ, อุทยานแห่งชาติเขาสก, อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก, อุทยานแห่งชาติภูกระดึง, อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย, อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด, อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี, อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

ปกติแล้วผมชอบไปเขาใหญ่ด้วยเหตุว่ามีความสมบูรณ์และอยู่ไม่ไกลแต่เรียนให้ทราบว่ามีปัญหาตามมา เช่น ความสะอาด ความปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย

เชื่อเหลือเกินว่าต่อไปอุทยานแห่งชาติจะปลอดมลพิษหากเราช่วยกัน

ประสิทธิ์ (ดอนเมือง)

คาถาสู้ “โควิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424636?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คาถาสู้ “โควิด”

27 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
การเมือง,โควิด,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

คาถาสู้ “โควิด” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2563

ถึงเวลานี้คงหลายคนตั้งคำถามด้วยอารมณ์ท้อแท้ว่า ประเทศไทยจะต้องทนทุกข์ไปกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสร้ายโควิด-19 ไปอีกนานเท่าใด แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะมั่นอกมั่นใจแบบเข้าข้างตนเองนิดๆ ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจจะจบลงหลังหน้าร้อนผ่านพ้นไป แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อเวลาผ่านพ้นไป สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศกลับเลวร้ายลงทุกวัน เมื่อยอดตายและยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสกัดไวรัสร้ายไม่ให้ลุกลามไปทั่วประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงเมื่อใดนั้น ล่าสุดมีการประเมินว่า โลกอาจต้องเผชิญกับไวรัสร้ายโคโรนาอย่างน้อย 1 ปีเต็ม หรือมากกว่านั้น และที่สำคัญหากผู้คนทั่วโลกยังละเลยต่อข้อกำหนดและมาตรการต่างๆ ที่ใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาด ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ไม่เกิน 1 ปี ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนอาจติดเชื้อโควิดเกินกว่า 50% จนกว่าจะมีวัคซีนออกมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ ซึ่งในส่วนของวัคซีน “องค์การอนามัยโลก” กำลังเร่งทดลองวัคซีนตัวหนึ่งที่อาจเป็นความหวังของผู้คนทั่วโลก และถ้าสำเร็จอาจจะผลิตออกมาใช้ได้ประมาณกลางปีหน้า

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จากเหตุการณ์ข้างต้นคงไม่ต้องมานั่งตั้งคำถามกันแล้วว่า โควิด-19 จะจากไปเมื่อใด วันนี้สถานการณ์การแพร่ไวรัสโคโรนาในแต่ละประเทศกำลังลุกลามออกไปอย่างต่อเนื่อง บางประเทศร้ายแรงเข้าสู่ขั้นวิกฤติจนแทบจะไร้ทางสว่าง ขณะเดียวกันในส่วนของประเทศไทยสถานการณ์อยู่ในขั้นน่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง เมื่อยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะหลักพันเข้าไปแล้ว และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ การแพร่ระบาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร หรือปริมณฑลแล้ว หลังจากตัวเลขล่าสุดระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อกระจายไปสู่พื้นที่ต่างจังหวัดเกือบค่อนประเทศแล้ว

น่ากลัวยิ่งนักกับสถานการณ์ร้ายลึกที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย  ดังนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้คือทุกฝ่ายต้องช่วยกันงดการเดินทางเพื่อลดการแพร่เชื้อตามมาตรการโซเชียล ดิสแทนซิ่ง ให้ได้เป็นอันดับแรก และนี่คงเป็นคำตอบว่า การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำเป็นต้องอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนระดับที่รัฐบาลต้องประกาศใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรวมอำนาจการบริหาร และออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดให้ได้ และแม้ว่า ผลพวงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเพียงใดก็ตาม เราต้องยอมรับอย่างเข้าใจและไร้ข้อกังขาใดๆ

ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงบทพิสูจน์ร่วมกันว่า เราจะสามารถก้าวข้ามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสร้ายโควิด-19 กันได้มากน้อยเพียงใด หมดเวลาแล้วที่จะมานั่งโทษกันไปมา วันนี้หากเรายังหวังจะให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่ง การร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นในฐานะคนไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่รัฐบาลประกาศออกมาเป็นระยะๆ อย่างเคร่งครัดด้วยความเข้าใจ เพราะถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดได้อย่างอยู่หมัด… “เรียนรู้ ร่วมมือ ปฏิบัติตามอย่างเข้าใจ” …ท่องไว้ให้ขึ้นใจ “คาถาสู้โควิด”

เครือข่ายผู้บริโภคชี้ “เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า” จี้คืนเงินย้อนหลังให้หมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424628?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครือข่ายผู้บริโภคชี้ “เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า” จี้คืนเงินย้อนหลังให้หมด

26 มีนาคม 2563 – 18:34 น.
เงินประกันไฟฟ้า,เงื่อนงำเงินประกันไฟฟ้า
เปิดอ่าน 1,764 ครั้ง

กรณี “สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน” ประกาศคืนเงิน “หลักประกันการใช้ไฟฟ้า” ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย จำนวนกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินกว่า 33,000 ล้านบาทนั้น

ได้เกิดคำถามมากมายว่าทำไมต้องเก็บเงินส่วนนี้ในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้า…โดยเฉพาะการพบเงื่อนงำน่าสงสัยหลายประการ มีเสียงเรียกร้องให้แสดงตัวเลขทั้งหมดให้โปร่งใสและคืนเงินย้อนหลังให้หมดด้วย !

ล่าสุด “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ “คมชัดลึก” ว่า หลังจากฟังข้อมูลตัวแทน “ผู้บริหาร” หน่วยงานเกี่ยวข้องกับการไฟฟ้าฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้า” กว่า 3 พันล้านที่จะคืนให้ประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นเงินค่าประกันมิเตอร์อย่างที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่เป็นเงินที่ถูกเก็บมาเพื่อใช้กรณี ผู้ใช้ไฟไม่สามารถค้างชำระค่าไฟฟ้าได้  หรือค้างชำระค่าไฟฟ้าเกินระยะเวลาที่กำหนด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“เครือข่ายผู้บริโภคก็เลยเริ่มสงสัยแล้วว่า ต้องมีเงื่อนงำบางอย่าง หรือการเอาเปรียบประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมา ใครไม่จ่ายเงินค่าไฟตรงตามเวลาแค่ 7 วันก็โดนตัดไฟแล้ว และยังต้องให้พวกเราไปแจ้งเปิด และจ่ายค่าค่าธรรมเนียมต่อไฟคืนอีก 107 บาท  หมายความว่า ถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าโดนเก็บค่าหลักประกันล่วงหน้าไปแล้วเฉลี่ย 2 เดือน หากไม่ได้ไปจ่ายค่าไฟก็ไม่ควรต้องโดนตัดไฟอย่างน้อย 2 เดือน ถูกหรือไม่ ?

ตัวแทนผู้บริโภคข้างต้นกล่าวต่อว่า นอกจากเก็บเงินแบบไม่ยุติธรรมแล้ว ยังมีเงื่อนงำอีกว่าเอาเงินค่าประกันที่คนไทยจ่ายไปบ้านละ 2 – 4 พันบาท รวมสะสมมาหลายปีน่าจะหลายหมื่นล้านบาทนั้น เอาไปทำอะไรบ้าง มีข้อมูลมาว่าเงินส่วนนี้ โดนเอาไปเป็นค่าลงทุนในการขยายเขตเสาไฟฟ้าให้ทุกพื้นที่ แต่ตอนนี้แทบทุกบ้านก็มีไฟฟ้าไปถึงแล้ว เงินก้อนนี้ผู้บริหารการไฟฟ้าทุกหน่วยงาน ต้องชี้แจงให้ละเอียดเอาตัวเลขย้อนหลังมาเปิดกางแจกแจงให้ประชาชนเห็นว่าเอาเงินไปทำอะไรบ้าง เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย

“ตอนนี้พวกเรากำลังช่วยกันสืบหาข้อมูลว่า มีอะไรซ่อนอยู่ในเงินประกันค่าไฟนี้ เอาไปลงทุนอยู่ที่ไหน เอาไปหาผลประโยชน์อะไรบ้าง  และจะดูด้วยว่าถ้าเป็นเงินหลักประกันค่าไฟฟ้ากรณีจ่ายช้าเกิน 2 เดือนจริง ก็ต้องโอนเงินที่เคยเก็บค่าธรรมเนียมต่อไฟ 107 บาทคืนย้อนหลังด้วย ถ้าใครไม่ได้จ่ายช้าไปมากกว่า 2 เดือน ตามที่การไฟฟ้าฯอ้าง พร้อมทั้งเงินผลประโยชน์ที่ได้จากเงินก้อนนี้ด้วย ต้องคืนมาให้หมด ไม่ใช่คืนเฉพาะเงินต้นอย่างเดียว” สารี อ๋องสมหวัง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ทั้งนี้ “เงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้า” เป็นเงินที่กำหนดให้ผู้ขอใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 เป็นต้นมาต้องจ่ายวางไว้ตั้งแต่ขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรก ตามอัตราที่กำหนดไว้ เช่น เครื่องวัดขนาด 5 (15) แอมแปร์ ประมาณว่ามีการใช้ไฟฟ้าเดือนละไม่เกิน 150 บาท จึงกำหนดหลักประกันไว้ 300 บาท เครื่องขนาด 15 (45) แอมแปร์ใช้ไฟเฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 1,000 บาท กำหนดหลักประกัน 2,000 บาท เครื่องขนาด 30 (100) แอมแปร์หลักประกัน 4,000 บาท เครื่องขนาด 50 (150) แอมแปร์หลักประกัน 6,000 บาท ฯลฯ

 เดือนธันวาคม 2562 สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่ามี “ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย”  22 – 23 ล้านรายวาง “เงินค่าประกันการใช้ไฟ” ประมาณรายละ 2 – 4 พันบาท คิดเป็นวงเงินรวมมากกว่า 2 หมื่นล้าน โดยคิดจากค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าประมาณ 2 เดือน เพื่อนำไปใช้กรณีมีผู้ไม่ยอมบิลค่าไฟ หรือกรณีถูก “งดจ่ายไฟฟ้าจริงเท่านั้น” ที่ผ่านมาหากใครจ่ายช้าเกินกำหนด  5-7 วันจะโดนตัดไฟ แต่เมื่อปี 2559 มีการเปลี่ยนแปลงเป็น10 วัน โดยจะมีหนังสือแจ้งเตือนก่อนอย่างน้อย 5 วัน เท่ากับว่ามีเวลาประมาณ  15 วัน ก่อนโดนงดจ่ายไฟฟ้า

หากผู้ใช้ไปจ่ายค่าไฟแล้ว ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียมเลยกำหนดไม่จ่ายค่าไฟฟ้า 2  แบบ คือ ค่าธรรมเนียมการงดจ่ายไฟของการไฟฟ้านครหลวง 40 บาท  และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 107 บาท แม้จะยังไม่มีการตัดไฟจริงก็ตามแต่ต้องจ่าย หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า “ค่าต่อไฟคืน”

  โดยเงินค่าธรรมเนียม “ค่าต่อไฟคืน”  ส่วนนี้ เครือข่ายผู้บริโภคกำลังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องมีในเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าหลักประกันไฟฟ้าไปแล้ว

เภสัชชื่อดัง วิเคราะห์ “ยาโควิด-19″… ยังไม่ได้ผล 100 % #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เภสัชชื่อดัง วิเคราะห์ “ยาโควิด-19″… ยังไม่ได้ผล 100 %

26 มีนาคม 2563 – 18:10 น.
โควิด19,ยาโควิด-19,เภสัชกร
เปิดอ่าน 974 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 ชาวโลกต่างดีใจที่แพทย์หลายประเทศประกาศผลสำเร็จการทดลองใช้ “ยารักษา” โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า “โควิด -19” ในผู้ป่วย โดยมีชื่อยาหลายชนิดเผยแพร่ออกมา แต่ปรากฏว่า ผอ.องค์การอนามัยโลกให้สัมภาษณ์ 23 มีนาคม ถึงความไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้นั้นได้ผลจริง…แถมอาจส่งผลอันตรายกับผู้ป่วยด้วย !

“SARS-CoV-2” ชื่อรหัสไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้มีอาการ “โรคปอดอักเสบรุนแรง” เริ่มจาก ไข้สูง ไอ จาม มีเสมหะ เจ็บคอ มีน้ำมูก หากอาการหนักมากจะเหนื่อยหอบ หายใจติดขัด ถ้ารักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เนื่องจากเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่กลุ่มแพทย์ทั่วโลกได้พยายามพลิกตำราค้นหา “ยา” ที่รักษาเชื้อโรคกลุ่มต่าง ๆ มาทดลองใช้กับคนไข้ขั้นโคม่า ได้แก่

  “กลุ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี” ที่ใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์” เช่น “รีโทรนาเวียร์” (Ritonavir) และ “โลพินาเวียร์”(Lopinavir) เป็นสูตรผสมกันรักษาผู้ป่วย

       “กลุ่มยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่” เช่น โอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir)  “บาลอกซาเวียร์ มาร์โบซิล” (Baloxavir marboxil)

     “กลุ่มยาฤทธิ์ต่อต้านอาร์เอ็นเอไวรัส”  โดยเฉพาะยาชื่อ “ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่เคยใช้ได้ผลกับผู้ป่วยไวรัสอีโบลา ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสไข้เหลือง ไวรัสโรคปากและเท้า ฯลฯ

“กลุ่มยารักษามาลาเรีย” ที่ชื่อว่า คลอโรควิน (chloroquine)  หรือ ไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine)

โดยยากลุ่มหลังนั้น ฝั่งยุโรป เช่น ฝรั่งเศส และฝั่งอเมริกามีการใช้กันมาก แพทย์เลือกที่จะทดลองใช้ยาคลอโรควินกับผู้ป่วยโควิด-19 เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นยาเก่าแก่ใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรียได้ผลมานานหลายสิบปีแล้ว

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของอเมริกาถึงกับเอ่ยปากชมว่า ยาคลอโรควิน จะเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้สถานการณ์ของการระบาดโควิด – 19 เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเทศไทยนั้น กระทรวงสาธารณสุขเลือกใช้กลุ่มยามีฤทธิ์ต่อต้านอาร์เอ็นเอไวรัส “ฟาวิพิราเวียร์” เป็นหลัก จากการศึกษาของทีมแพทย์จีน ที่อ้างว่าได้ผลดีในคนไข้ที่ป่วยในระยะปานกลาง

“อนุทิน ชาญวีรกูล” รมต.สาธารณสุข รีบติดต่อไปยังรัฐบาลจีนกับญี่ปุ่นขอซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธุ์ ตอนนี้ของไทยสั่งมาเตรียมไว้แล้วประมาณ 1 แสนเม็ด โดผู้ป่วย 1 คนใช้ประมาณ 70 -80 เม็ด หมายความว่ามีสำรองให้ผู้ป่วยหนักประมาณ 1.5 พันคน ยาตัวนี้มีคุณสมบัติสำคัญช่วยให้อาการปอดอักเสบดีขึ้น ด้วยกลไกออกฤทธิ์ไม่ให้ไวรัสขยายจำนวนเพิ่มในร่างกาย

ทั้งนี้หากวิเคราะห์ถึง “สูตรยา” ที่ทีมแพทย์ไทยใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลเกือบ 800 คนในปัจจุบันนั้น มีการเลือกใช้ยาทั้ง 4 กลุ่มข้างต้นผสมผสานกัน

น.พ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลสื่อมวลชนถึง 4 สูตรยาสำคัญ ที่ทีมแพทย์ไทยทดลองใช้รักษาผู้ป่วยโควิด – 19 ได้แก่

สูตรที่ 1 ยาต้านไวรัสเอชไอวี  +  ยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่

สู ตรที่ 2 ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาฟาวิพิราเวียร์

สูตรที่ 3  ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ + ยาคลอโรควิน

สูตรที่ 4  ยาต้านไวรัสเอชไอวี + ยาฟาวิพิราเวียร์ + ยาคลอโรควิน

“รศ.ดร. จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์”  กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา ระดับอาจารย์สอนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า โควิด – 19 มีขนาดเล็กมาก ๆ ประมาณ 0.125 ไมครอนหรือ125 นาโนเมตร เป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรม “อาร์เอ็นเอสายบวก” ทำให้มีคุณสมบัติในการเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

“ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้ยังไม่มียาที่ใช้จัดการตัวไวรัสโควิด-19 ได้โดยตรง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แพทย์กำลังพยายามทดลองใช้กลไกออกฤทธิ์ของยาตัวอื่นที่เคยผลิตมาแล้ว เช่น ฟาวิพิราเวียร์ ที่เป็นยามีฤทธิ์ต้านไวรัสในกลุ่มอาร์เอนเอไวรัสได้หลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่  ไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย  ไวรัสไข้เหลือง แต่ยาตัวนี้มีผลข้างเคียงพอสมควร คือ ยาผ่านรกและขับออกทางน้ำนม ทำให้เสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง อาจทำให้ทารกในท้องพิการได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับยาในขนาดสูง

ส่วนยาคลอโรควิน แม้เป็นยารักษามาลาเรียที่ผลิตขายมานานมาก แพทย์มาทดลองใช้กับผู้ป่วยโควิดเพราะมีกลไกออกฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบได้ แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้องอาจมีผลข้างเคียงทำอันตรายต่อระบบตาได้เช่นกัน”

พร้อมกล่าวต่อว่า ตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงว่า คนไทยเข้าใจผิด คิดว่ามียารักษาแล้วไม่ต้องป้องกันตัวเองมากก็ได้ บางคนถึงขนาดไปหาซื้อยามากินป้องกัน เช่น ยาคลอโรควินที่วางขายทั่วไปเพื่อให้ผู้ป่วยมาลาเรีย ซึ่งอาจทำให้เกิดผลค้างเคียงอันตรายต่อร่างกาย คนไข้ที่กินยาเหล่านี้ต้องให้อยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นสูตรยาที่นำมาทดลองรักษาผู้ป่วยโควิด – 19 ก็เป็นการใช้ยาหลายกลุ่มผสมกัน

 “ยืนยันอีกครั้งว่า ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบยารักษาไวรัสโคโรนาตัวนี้ แพทย์แต่ละประเทศเลือกรักษาตามความเหมาะสม เอายาที่ออกฤทธิ์ดีกับเชื้อโรคอื่นมาปรับใช้ ล่าสุดมีข่าวดีว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบโครงสร้าง 3 มิติของเอนไซม์ (Enzyme) ย่อยโปรตีนของโควิด-19 แล้ว ซึ่งถ้ากำจัดเอมไซน์ตัวนี้ได้เมื่อไร ก็สามารถหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสตัวนี้ในร่างกายมนุษย์ได้ แต่คงต้องรอสักพักกว่าจะมีการทดลองว่าได้ผลจริงหรือไม่”  รศ.ดร. จันทร์เพ็ญ กล่าวอธิบาย

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’

26 มีนาคม 2563 – 17:45 น.
ทำอย่างไรให้ปลอดภัย,จากไวรัสมหันตภัย,โควิด-19
เปิดอ่าน 2,947 ครั้ง

สถานการณ์ระบาดโรคติดต่อร้ายแรง’ โควิด-19′ รุนแรงขึ้นทุกวันในประเทศไทย … เราจะมีวิธีการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจากโรคนี้

ไวรัสมหันตภัย ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคซาร์สมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

  ดังนั้น เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ โดยมีวิธีการรับมือ ดังนี้
‘ใส่หน้ากากอนามัย‘   เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
  – รับประทานอาหารปรุงสุก  เชื้อไวรัส ‘โควิด-19’  ติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ดังนั้น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรรับประทานแบบสุกเท่านั้น  และควรรับประทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
 

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

   -ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
 งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
-ไม่นำมือมาสัมผัส ตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
-ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
  -ควรหลีกเลี่ยงการจับมือทักทาย เพราะไวรัส’โควิด -19′ ที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจสามารถติดต่อผ่านการจับมือ แล้วเราอาจนำมือนั้นไปสัมผัสดวงตา จมูก และปากได้  ควรเปลี่ยนมาทักทายกันด้วยการไหว้ โบกมือ พยักหน้า หรือโค้งให้กันแทน

-อย่าให้เสื้อผ้าและเครื่องนอนที่สกปรกสัมผัสโดนตัว  นำผ้าเหล่านี้ไปซักด้วยผงซักฟอก หรือสบู่ ในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส  ถ้ามีน้ำยาฟอกขาวก็สามารถผสมลงไปได้   อบผ้าให้แห้งด้วยเครื่องอบผ้าอุณหภูมิสูง หรือนำผ้าไปตากแดดให้แห้ง

-ใช้เจลหรือสบู่ ล้างมือ บริเวณง่ามนิ้วมือ หลังมือ และซอกเล็บด้วย

-อยู่บ้าน  หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็น

“แอลกอฮอล์” ขาดแคลน จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424593?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แอลกอฮอล์” ขาดแคลน จริงหรือ?

26 มีนาคม 2563 – 17:13 น.
ไวรัสโควิด-19,แอลกอฮอล์,หน้ากากอนามัย,กระทรวงการคลัง,อุตตม สาวนายน,ไวรัส COVID–19,ออกมาตรการภาษี
เปิดอ่าน 467 ครั้ง

ในยามยากลำบากเช่นนี้ คนไทยยังต้องดิ้นรนหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ทั้งหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค เพื่อป้องกันตัวเองให้รอดพ้นเจ้าวายร้ายไวรัสโควิด-19 แต่ทำไมสิ่งเหล่านี้หายาก…

ปัจจุบันท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กลุ่มสิ้นค้าเพื่อใช้ในการป้องกันหายากและเกิดคำถามตามมามากว่าขาดตลาด-ไม่เพียงพอ หรือมีการกักตุนขายราคาแพง อาทิ หน้ากากอนามัย และที่กำลังเป็นประเด็น คือ แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค และเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งประชาชนร้องเรียนว่าหากยากในท้องตลาดและขายในราคาแพง และเมื่อไปหาซื้อในเน็ตก็ราคารแพงเช่นกันแต่ประเด็นสำคัญคือคุณภาพของสินค้านั้นตรงตามมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนดหรือไม่

อ่านข่าว : หมอธีระวัฒน์ เผย โควิด-19 ระบาดรอบ 2 ที่จีน – คาดรุนแรงกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิต ได้ออกมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนให้มีการนำแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเกิน 80 ดีกรีขึ้นไป หรือ“สุราสามทับ”นำมาแปลงสภาพเพื่อผลิตเจลล้างมือเพื่อขายหรือบริจาค ซึ่งมาตรการนี้มีผลวันที่ 6 มีนาคม-30 กันยายน 2563

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หลังจากออกมาตรการภาษีมาได้ไว้นาน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทำโครงการความร่วมมือผลิตและแจกจ่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ  ที่ผลิตจากแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ขององค์การสุราขนาด 25 มิลลิลิตร จำนวน 1,000,000 ชิ้น แจกให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านสาขาธนาคารออมสินทั่วประเทศ 1,060 สาขา 

เริ่มแจกลอตแรก 500,000 ชิ้นวันที่ 27 มีนาคม 2563 และลอตที่ 2 อีก 500,000 ชิ้นวันที่ 10 เมษายน  2563

นอกจากนี้มีแอลกอฮอล์ที่ได้รับบริจาคมาจากโรงงานเอทานอล 26 แห่ง จำนวนกว่า 300,000 ลิตร โดยกรมสรรพสามิตจะนำมาแจกให้กับประชาชนคนละไม่เกิน 1 ลิตรต่อวัน

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศ พบว่าองค์การสุราซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลังได้ผลิตและขายสุราสามทับในประเทศเพียงรายเดียว โดยมีกำลังการผลิต 6 หมื่นลิตรต่อวัน หรือประมาณ 18 ล้านลิตรต่อปี

กลุ่มต่อมาเป็นเอกชนผู้ผลิตสุราสามทับเพื่อส่งออก มีอยู่ประมาณ 6 แห่ง ผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 96 ดีกรี แต่ขายภายในประเทศไม่ได้ต้องส่งออกไปขายต่างประเทศเท่านั้น

และอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาล ผลิตแอลกอฮอล์เข้มข้นประมาณ 99.5% ซึ่งก็ขายให้กับผู้ประกอบการทั่วไปไม่ได้ต้องขายให้กับโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้น

อย่างไรก็ตามภาครัฐเห็นควรให้นำเอทานอลที่เหลือจากการผลิตเชื้อเพลิงประมาณ 3 ล้านลิตร โดยลดภาษีสนับสนุนให้นำสุราสามทับที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนำไปผลิตเจลล้างมือขาย

และล่าสุดกลุ่มโรงงานเอทานอลเตรียมนำแอลกอฮอล์กว่า 300,000 ลิตร ส่งให้กรมสรรพสามิตไปทำเจลล้างมือแจกประชาชน 

ปรากฎการณ์ที่แอลกอฮอล์หาซื้อยาก ส่วนหนึ่งสะท้อนจากกลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ที่ระบุว่าความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เพราะก่อนหน้านี้เคยพบพฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มซื้อแอลกอฮอล์กันเป็นจำนวนมาก เพื่อกักตุนเก็บไว้ที่บ้าน

ส่งผลให้ภาชนะบรรจุภัณฑ์แอลกอฮอล์ขนาดเล็กขาดแคลน นอกจากนี้องค์การสุราต้องจัดสรรแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือให้กับหน่วยงานด้านแพทย์และองค์กรที่ให้บริการสาธารณะก่อนเป็นลำดับแรก

ส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศก็ติดปัญหาในเรื่องประเทศเหล่านั้นก็มีความจำเป็นใช้ในปริมาณสูงกว่าภาวะปกติเช่นกันมาจากการระบาดของไวรัส

อย่างไรก็ตามเชื่อว่ามาตรการของภาครัฐ ในการแบ่งปริมาณแอลกอฮอล์จากผู้ผลิตทุกกลุ่มจะทำให้สถานการณ์ขาดแคลน หรือขายแพงเวอร์ แอลกอฮอล์ และเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรม

ก้าวเตลิด ‘ก้าวไกล’ โควิดพาพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวเตลิด ‘ก้าวไกล’ โควิดพาพัง

26 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
พรรคก้าวไกล,ทิม พิธา,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,โควิด 19,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 10,825 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 มี.ค.63

****************************

กลุ่มฮาร์ดคอร์บางสีเสื้อ อาจไม่สะใจที่เห็นการลงนามประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ ยาวไปถึงสิ้นเดือนเมษายน 2563 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะการออก “ข้อกำหนดฉบับที่ 1” ให้ประชาชนปฏิบัติ ยังใช้คำว่า “ควร” แทนที่จะ “ห้าม” โดยเด็ดขาด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“ผมขอยืนยันว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตข้อกำหนดเหล่านี้ อาจจะสร้างความไม่สะดวกกับประชาชนบ้าง”

แม้นายกฯ ประยุทธ์ จะยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว แต่ก็ในวันข้างหน้า อาจจะต้องประกาศ หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ยังไม่ทุเลาเบาบางลง

พิธา”ก้าวพลาด

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอ้างว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เป็นการละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และให้อำนาจรัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้น มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างออกมารุมถล่ม และไม่เห็นด้วยต่อท่าทีของพรรคก้าวไกล ที่ออกแถลงการณ์ค้านการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุว่าเป็นการเล่นการเมืองอย่างขาดมารยาทและกาลเทศะ

ทิม พิธา พยายามอธิบายว่า ไม่ค้านออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันที่ 25 มีนาคม 2563 “ทิม พิธา” จึงต้องออกมาชี้แจงผ่านแฟนเพจ Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “แม้ว่าปัจจุบัน จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว แต่การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้ชี้ชัดว่ารัฐบาลจะคุมการแพร่ระบาดของโรคและช่วยเหลือประชาชนได้สำเร็จ”

เสี่ยทิมยังแก้เกี้ยวไปว่า ประเด็นปัญหาหลัก ไม่ใช่เรื่องอำนาจตามกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การบริหารงานของรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ ลูกพรรคก้าวไกลยังออกมาเหน็บแนม…เล่นการเมืองสไตล์น้ำเน่า คงก้าวไม่ไกลแล้วล่ะ ?

เอก-ป๊อก”ก้าวพรวด

จริงๆ แล้ว “คณะก้าวหน้า” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”ปิยบุตร แสงกนกกุล” และ พรรณิการ์ วานิช” ก็เจอพลเมืองเน็ตถล่มมาแล้ว เมื่อ 3 สหายร่วมจัดแถลงข่าวออนไลน์ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2563

การแถลงเปิดตัวคณะก้าวหน้าที่ผิดเวลา

ผู้คนส่วนใหญ่มองว่า ภาวะสงครามเชื้อโรค ประชาชนกำลังหวาดวิตกกับการแพร่เชื้อโควิด คณะก้าวหน้ายังมาถกแถลงเรื่องการเมือง “เสี่ยเอก” ไม่รู้ว่า วาระเร่งด่วนของประเทศชาติคืออะไร มันไม่ใช่เวลาทีี่จะต้องมาพูดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มิหนำซ้ำ “ธนาธร” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีช่องหนึ่งว่า “ถ้าเราปล่อยให้ผู้นำประเทศที่ไม่มีความสามารถในการจัดการ มีทัศนคติที่เลือกปฏิบัติเอาใจคนรวย ลอยแพคนจน ปฏิบัติงานต่อไป โดยที่ไม่เข้าใจความเดือดร้อนของคนจน ไม่เข้าใจความทุกข์ยากของคนที่หาเช้ากินค่ำ ประเทศมันพังหมดทั้งประเทศครับ”

ธนาธรเสนอเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล

ธนาธรยังเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหาตัว ผู้นำใหม่” มาแก้วิกฤติไวรัสโควิด-19

เจอลูกสวนว่า เสี่ยเอกอยากเป็นนายกฯ จนตัวสั่น ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

แฟลชม็อบ”ก้าวเกิน

มิเพียงพรรคก้าวไกล และคณะก้าวหน้า ที่ถูกวิจารณ์ว่าเล่นการเมือง ไม่มีมารยาท ไม่ถูกกาลเทศะ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของ “ขบวนการแฟลชม็อบ” ก็เจอเสียงวิจารณ์ไม่น้อย

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้เรียกร้องถึงรัฐบาลประยุทธ์ หากจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสจริงๆ และไม่ใช้อำนาจในการละเมิดสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ออกตัวค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย อาจรู้สึกผิดหวัง ที่มิอาจปลุกขบวนการแฟลชม็อบ ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในข้อเท็จจริง แฟลชม็อบก็เริ่มฝ่อลง ตั้งแต่ไวรัสโควิดเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น

เมื่อรัฐบาลประยุทธ์ ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลุ่มพี่เลี้ยงแฟลชม็อบ ก็เกรงว่า “บิ๊กตู่” จะฉวยโอกาสใช้อำนาจสกัดไวรัสมาจัดการกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม พวกเขาจึงออกมาดักคอว่า “อย่าฉวยโอกาสใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินมาทำร้ายประชาชนอีก”

นักกิจกรรมรุ่นใหม่ อาจต้องสรุปบทเรียนบ้าง มิใช่ดันทุรังไปตามความคิดตัวเอง โดยไม่ฟังเสียงประชาชน