“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม”

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พิธา,โควิด,การเมือง
เปิดอ่าน 1,206 ครั้ง

“อย่านำวิกฤติมาหาแต้ม” คอลัมน์วงในวงนอก โดย สถิตย์ ธรรม

วันนี้ สังคมไทยต้องรับมือกับมาตรการเข้มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา งัดมาใช้ในการควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 คือ “พ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน”

เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) นายกฯ ประเดิมลงนาม 16 ข้อกำหนดไปแล้ว เช่น ห้ามเข้า ห้ามกักตุน ห้ามเสนอข่าวเท็จ ฯลฯ หาอ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://www.เนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ นะครับ แต่ที่น่าสนใจ ยังไม่มีประกาศเคอร์ฟิว หรือการเข้าออกเคหสถานตามกำหนดเวลา และยังให้เดินทางข้ามจังหวัดได้เท่าที่จำเป็นโดยต้องผ่านการคัดกรอง

นั่นเป็นตัวอย่างนำร่องของกฎอาญาสิทธิ์เพื่อหวังหยุดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ให้ได้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แต่ทว่า เมื่อหลายวันก่อน ประชาชนแห่ไปใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อกลับภูมิลำเนาเนื่องจากต้องหยุดงาน รวมทั้งการไปซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคมาตุนไว้ในครัวเรือน เพราะเกรงว่าในเร็ววันข้างหน้าจะหาซื้อลำบาก

เพียงเท่านี้มันสะท้อนความตระหนกของสังคมได้แบบไม่ต้องตีความกันมากมาย เพราะมันคือเครื่องยืนยันแล้วว่ายามใดที่ภาครัฐออกมาตรการแบบไม่ชัดแจ้ง ความวุ่นวายจะตามมาและจะโทษประชาชนที่เลือกวิธีเอาตัวรอดในแนวทางที่พอจะทำได้ แม้บางอย่างจะสะท้อนภาพว่าตระหนกเกินเหตุก็ไม่ถูก เพราะข่าวสารเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ในการรับมือไวรัสมรณะมาจากภาครัฐทั้งสิ้น

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่นายกฯ นำมาใช้คราวนี้นับเป็นครั้งแรกที่ใช้เกี่ยวกับโรคระบาดและต้องดูว่าสังคมจะยอมรับและปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดหรือไม่ เพราะบทกำหนดโทษสำหรับคนที่ฝ่าฝืนนั้นนับว่ารุนแรง

แต่เอาเข้าจริงแล้ว การบริหารประเทศในช่วงไวรัสมรณะตัวนี้รุกคืบเข้ามาในประเทศหละหลวมหลายประการ กว่าจะงัดกฎเหล็กมาใช้ก็ล่าช้า เพราะตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าบุคคลที่สุ่มเสี่ยงสัมผัสกับไวรัสมรณะตัวนี้มาพบแพทย์และกักตัว 14 วันกันกี่ราย

สังคมวิตกจริตกับการบริหารงานในช่วงก่อนหน้านี้มาก นับตั้งแต่หน้ากากอนามัยขาดแคลน แต่กลับโผล่เพียบในโลกออนไลน์, การปล่อยข่าวเท็จหลากกรณีในหลายรูปแบบ, ผีน้อยแหกด่านตม. และเซียนมวยเข้าไปในเวทีจนเป็นพาหะกระจายเชื้อทั่วไทย, ความขัดแย้งระหว่างส่วนราชการรวมทั้งฝ่ายการเมืองด้วยกัน, ภาวะเศรษฐกิจหัวทิ่มและช็อกไปดื้อๆ โดยมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐช้าเกินกาล

เอาล่ะ! ยามนี้ นายกฯ ติดอาวุธหนักไว้ในมือของตัวเองแล้วเพื่อควบคุมสถานการณ์บนความเสี่ยงสองแพร่งของบ้านเมือง คือ รอดหรือไม่รอด

ความร่วมมือของคนไทยเท่านั้นที่จะตอบคำถามข้างต้นได้กระจ่าง

ไม่ได้เชียร์กัปตันลุงตู่ แบบออกหน้าออกตาเพราะหลากวาระนั้น นายกฯ แก้เกมช้าเกินกาลและควรไปตัดสินหลังวิกฤตินี้ผ่านไปตามครรลองประชาธิปไตย เพราะไม่มีชาติใดในโลกมาไล่ผู้นำยามที่ลมหายใจของคนในชาติทยอยลดลง

ยามนี้คนไทยควรจับมือและหันหน้าไปในแนวทางเดียวกันเพื่อลดความสูญเสียและอย่าให้น้ำหนักกับบางเสียงที่กระจายความออกมาเพื่อหวังผลบางด้านแบบเกินงาม

แต่ยามนี้ก็ยังมีบางฝ่ายออกอาการองุ่นเปรี้ยวที่ค้านมาตรการรัฐบาลไปเสียทุกเรื่องและพยายามปั่นทุกกรณีโยงเข้ากับเกมการเมืองแบบมิรู้ร้อนรู้หนาว

พรรคก้าวไกลคือหนึ่งในนั้น ซึ่งบางเรื่องเสนอมุมมองที่ดีในการแนะนำให้เดินเรือเหล็กพ้นหินโสโครกใต้ผิวทะเล แต่หลายเรื่องพรรคสีส้มใหม่คล้ายว่าพยายามยึดกระแสที่เกิดขึ้นไปปั่นและเล่นเกมการเมืองมากไป ลิดรอนสิทธิประชาชนด้วยการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถามว่าหากยามนี้พรรคก้าวไกลเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล กลยุทธ์นี้จะงัดมาใช้หรือไม่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ หลายชาติขันนอตคุมเข้มกว่าไทยแลนด์ ชาวประชาในแว่นแคว้นนั้นยังยอมรับเลย

หากพรรคส้มใหม่จะเจรจาพาทีใดๆ ตริตรองด้วยสติและละทิฐิสักนิดบ้านเมืองจะไปต่อแบบสูญเสียน้อยที่สุดก็มาจากการร่วมมือจากทุกชีวิตบนแดนด้ามขวานทอง

ด้วยความปรารถนาดี …ขอแนะนำพรรคน้องใหม่ขั้วฝ่ายค้าน ไตร่ตรองสักนิดหากจะขยับหมากบนกระดานการเมือง อย่ายึดโยงกับภาวะตระหนกของสังคมมาปั่นกระแสและดึงแต้มการเมืองไปเสียทุกเรื่อง

แนะนำพลพรรคชาวส้มใหม่ให้ลองไปดูประวัติศาสตร์บ้าง ยามวิกฤติในบ้านเมืองนั้น ฝ่ายค้านและรัฐบาลในบางช่วงยังจับมือพาชาติพ้นภัยได้ คนรุ่นใหม่และเลือดใหม่ในพรรคก้าวไกลก็ยังมีคนรุ่นผ่านประสบการณ์ที่ทำหน้าที่หลังบ้านคอยส่องจังหวะนั้น ควรชี้แนะผู้เยาว์ด้วย

  ไม่เช่นนั้น อาจจะ “ก้าวไม่ไกล” และไร้อนาคตซึ่งใหม่บนถนนการเมือง

รายงานตัวด่วน ไปจาก กทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รายงานตัวด่วน ไปจาก กทม.-ปริมณฑล

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
รายงานตัว,กลับภูมิลำเนา,คืนตั๋ว,ค่าธรรมเนียม
เปิดอ่าน 612 ครั้ง

อ๊อด เทอร์โบ แจ้งข่าวผู้เดินทางกลับ ตจว.ต้องรายงานตัว อีกเรื่อง..ยกเลิกตั๋วบินได้คืนเต็มจำนวน

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางแจ้งประกาศด่วนที่สุดจากกระทรวงสาธารณสุขว่า

ขอให้ผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม) ที่มาถึงภูมิลําเนาตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป แจ้งรายงานตัวต่อทีมอาสาโควิดระดับอำเภอ หมู่บ้าน (เช่น ผู้นำชุมชน อสม. สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน)

เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเฝ้าระวังและควบคุมโรคและให้แยกตัวสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่นในที่พักอาศัยจนครบ 14 วัน นับจากวันที่เดินทางกลับถึงภูมิลำเนา

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โอกาสนี้ใคร่ขอแนะนำให้รัฐบาลแถลงข่าวความคืบหน้าทุกวัน วันละ 2 เวลา หรือตามความเร่งด่วนทาง ‘ทีวีพูล’ หรือโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

เวลานี้ประชาชนคนไทยมีความสับสนและไม่รู้ว่าอันไหนเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมควรจะเชื่อใครดี!

 ขอให้ทุกคนมีความรับผิดชอบอย่าแชร์ข่าวปลอมหรือส่งข่าวที่มาจากอารมณ์หรือจินตนาการเอาเอง

อ๊อด เทอร์โบ

000000

**เรื่อง คนแคนาดา คงสบายใจขึ้นบ้าง

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดีใจกับคนแคนาดา ที่มีผู้นำที่ดี ประชาชนอุ่นใจในยามวิกฤติแบบนี้ หลังจากที่ได้ฟังแถลงการณ์สถานการณ์วิกฤติไวรัสโควิด-19 ของประเทศแคนาดา จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศเน้นย้ำว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมและมีแผนที่จะช่วยเหลือทุกภาคส่วน ทั้งด้านการคลังเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉินผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จำนวนกว่า 82,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 4.4 หมื่นล้านบาท

โดยแบ่งเป็นเงินสนับสนุนโดยตรงแก่บุคคลและบริษัทที่ได้รับผลกระทบจำนวน 27,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 6.1 แสนล้านบาท และลดหย่อนภาษีชั่วคราวสำหรับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอีก 55,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.2 ล้านล้านบาท

ประกาศปิดพรมแดนระหว่างแคนาดากับสหรัฐอเมริกาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและประสานงานกับสายการบินเอกชนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือชาวแคนาดากว่า 3 ล้านคนที่ตกค้างในต่างประเทศให้เดินทางกลับบ้านได้

ผมฟังคำแถลงการณ์แล้วรู้สึกอบอุ่น มีผู้นำที่เหมือนคนในครอบครัว ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ รับฟังเสียงจากทุกคนมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อส่วนรวมและยอมรับในข้อบกพร่องของตนเอง ทุกสิ่งที่ท่านพูดออกมาจากสมองที่คิดวิเคราะห์และทำเพื่อประชาชนและประเทศอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ต้องชนะ แต่เราจะผ่านไปด้วยกัน เฉียบ !!!

ไม่เหมือนบางคนในบ้านเราที่มานั่งอ่านตามสคริปต์ไปวันๆ ภาครัฐบาลไทย ทำไรอยู่ครับ ช่วยเหลือไรประชาชนบ้าง อย่างน้อยไม่เห็นแก่ตัวก็ยังดี

ยุทธชัย (หัวหิน)

เรียนคุณ ‘ยุทธชัย’ หัวหิน

 ผมก็ได้ฟังคำแถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีแคนาดามาแล้วเรียนให้ทราบว่ารู้สึกดีมากๆ เลยครับ และอยากให้นายกรัฐมนตรีของไทยเอาใจใส่และเข้าถึงความรู้สึกเช่นนี้บ้าง

ก่อนนี้ผมก็ชอบคำแถลงของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ‘มร.ลี เซียนลุง’ มาแล้วก็ชื่นชมว่าเขาพูดกับประชาชนคนของเขาอย่างจริงใจ-ให้กำลังใจและเป็นกันเองมากๆ ใส่เสื้อเชิ้ตโปโลธรรมดาๆ ดูดี

  ถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะได้พิจารณา

อ๊อด เทอร์โบ

000000

**ยกเลิกตั๋วบินได้คืนเต็มจำนวน

   ฟรีค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเที่ยวบิน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้นักเดินทางต่างตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินเป็นจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อและความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งแต่ละสายการบินก็ตอบรับ ด้วยนโยบายยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงตั๋วให้ฟรี! ใครที่กำลังลังเลใจ หรือกำลังคิดอยากยกเลิกเที่ยวบิน แต่ไม่แน่ใจเงื่อนไข ผมได้ติดตามเพจของแต่ละสายการบินและขอรวบรวมข้อมูลมาให้แบบคร่าวๆ เพื่อความสะดวกของทุกคน

ไทย ไลอ้อน แอร์ ประกาศหยุดทำการบินชั่วคราวทั้งเส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 และปรับเลื่อนวันให้บริการเส้นทางบินในประเทศอีกครั้งในวันที่ 15 เมษายน 2563 เป็นต้นไป สายการบินจะไม่คิดค่าธรรมเนียมและค่าส่วนต่างที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือเก็บวงเงินไว้ใช้ 90 วัน หรือขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

 สายการบินไทย ผู้โดยสารที่ออกบัตรก่อนวันที่ 19 มีนาคม 2563 และมีการเดินทางระหว่าง 1-30 เมษายน 2563 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารเส้นทางบินในประเทศ

ไทยแอร์เอเชีย แจ้งหยุดบินทุกเส้นทางระหว่างประเทศตั้งแต่ 22 มีนาคม-25 เมษายน 2563 ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเที่ยวบินได้ฟรี จากกำหนดเดิม 180 วัน หรือเก็บวงเงินไว้ใช้ 1 ปี หรือขอคืนเงินได้เต็มจำนวน

นกแอร์ แจ้งมาตรการดูแลผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งเส้นทางในประเทศช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2563 สำหรับผู้โดยสารที่สำรองที่นั่งก่อน และภายในวันที่ 18 มีนาคม 2563 1.เปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวน 1 ครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง และส่วนต่างราคาตั๋ว 2.ขยายวันเดินทางและระบุวันเดินทางภายหลังได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 จำนวน 1 ครั้ง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง และส่วนต่างราคาตั๋ว

ใครที่จองกับ travelloka อัพเดตการขอเงินคืนได้เลยครับ แนะนำวิธีการยื่นเรื่องคืนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น โดย 1.เข้าสู่บัญชีทราเวลโลก้าผ่านแอพพลิเคชั่น 2.คลิกที่ “การจองของฉัน” และเลือกการจองเที่ยวบินที่ต้องการคืนเงิน 3.คลิกที่ “คืนเงิน” จากนั้นระบุข้อมูลตามที่ระบบร้องขอ 4.กดเลือก “ยินยอมรับเงื่อนไข” และปุ่ม “ส่งคำขอคืนเงิน”

ส่วน บขส. กรณีเลื่อนตั๋ว ผู้ที่ต้องการเลื่อนตั๋วจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือหยุดสงกรานต์ จะมีการขยายตั๋วเพิ่มเป็น 90 วัน ซึ่งหมายถึงสามารถเลื่อนได้ถึงเดือนกรกฎาคม จากเดิมให้ 30 วันเท่านั้น โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ส่วนวิธีการเลื่อนต้องนำตั๋วหรือสลิปการชำระเงินมาขอเลื่อนต่อพนักงานขายตั๋วก่อนรถออกเป็นเวลา 1 วัน มิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์

ถ้าเลื่อนการเดินทางแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ กรณียกเลิกตั๋ว ผู้โดยสารที่จองตั๋วระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2563 มีความประสงค์จะคืนค่าตั๋ว สามารถติดต่อได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศตั้งแต่ 25 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

ต้องขอขอบคุณทางสายการบินที่เข้าใจสถานการณ์และเห็นใจผู้โดยสาร ขอเป็นกำลังใจให้พนักงานทุกคนรวมถึงบริษัทด้วยนะครับ ขอให้ประเทศของเรากลับมาคึกคัก นักท่องเที่ยวเต็มบ้านเต็มเมืองอีกครั้งโดยเร็ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

วิเชียร (ดอนเมือง)

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424413?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด-19,บทบรรณาธิการ,ไวรัส,ระบาด,พรกฉุกเฉิน
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

“วินัย-รับผิดชอบ”พาชาติรอด บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563

สถานการณ์แพร่ระบาด ไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยกำลังเดินทางถึงจุดที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมแรงใจช่วยกันให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญและวิชาการแพทย์คาดคะเนว่าหากสถิติกราฟจำนวนเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อตั้งขึ้น นั่นย่อมนำไปสู่การติดเชื้อจำนวนมากเป็นแสนคนขึ้นไปในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ สะท้อนว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการลุกลามระบาดนี้ให้ได้ เพราะหากมีผู้ติดเชื้อมากและผู้ป่วยอาการหนัก ซึ่งทางการแพทย์ประเมินจากประเทศต่างๆ จะมีผู้ป่วยหนักประมาณ 10% ของผู้ติดเชื้อ จะทำให้อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องพยุงชีพมีจำนวนไม่เพียงพอ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดในอิตาลีเป็นบทเรียนที่ทั่วโลกรับทราบและเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และหลายประเทศตัดสินใจใช้กฎหมายสูงสุดเบ็ดเสร็จเข้าคุมสถานการณ์ก่อนสายเกินการณ์

ในส่วนของไทยก็มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อใกล้แตะพันคนไปแล้ว อีกทั้งภาครัฐได้เตรียมพร้อมทั้งในเรื่องสถานที่รวมถึงโรงพยาบาลสนามในการรองรับผู้ป่วยรวมไปถึงบุคลากรการแพทย์ให้พร้อมเพรียงที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งในส่วนด่านหน้าสู้ศึกไวรัสอย่างบุคลากรแพทย์ก็อยู่ในจุดเสี่ยงสูงและน่าเศร้าที่มีหมอและทีมแพทย์ติดเชื้อไปแล้ว 6 ราย จากเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยปกปิดประวัติเสี่ยง จนเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเหล่าทีมแพทย์ด่านหน้า ถือว่าเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างมากและยังทำให้บุคลากรแพทย์อีกกว่า 20 คนต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเพราะใกล้ชิดกับทีมแพทย์ 6 คนที่ติดเชื้อต้องกักตัว 14 วัน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงเป็นการกระทำที่ส่งผลบั่นทอนกำลังของทีมด่านหน้าไปอีกอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ผู้บริหาร องค์การอนามัยโลก เตือนว่าการที่ประเทศต่างๆ ปิดประเทศ หรือ ล็อกดาวน์เมือง เพื่อต่อสู้กับ ไวรัสโควิด-19 ยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีมาตรการทางสาธารณสุขอื่นเข้ามาร่วมด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดอีกในภายหลัง เพราะวัคซีนรักษายังไม่เสร็จในเร็ววันนี้ และระบุว่ามาตรการสำคัญคือการหาผู้ป่วย คนที่ติดเชื้อ และแยกตัวออกไปพร้อมค้นหาคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยและแยกออกไปเฝ้าดูอาการเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ทุกประเทศได้พยายามบริหารจัดการแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่เห็นแก่ส่วนรวมเพราะการค้นหาผู้ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดเป็นเรื่องยากลำบาก และสิ่งที่รัฐทำได้คือประกาศสถานที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อ โดยขอให้กลุ่มเสี่ยงไปรายงานตัวเพื่อทำตามมาตรการเฝ้าระวัง โดยตอนนี้ก็มีประกาศไว้กว่า 40 จุดทั้งรถโดยสาร สถานบันเทิง ถ้าหากละเลยก็อาจเกิดระบาดทวีคูณได้

ขณะเดียวกันคนไทยอีกบางส่วนอาจไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ประเทศได้เผชิญวิกฤติสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนจำนวนมาก โดยไม่ให้ความร่วมมือกับมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐขอให้ช่วยกัน ซึ่งปรากฏออกมาเป็นระยะ ทั้งการรวมกลุ่มดื่มกินหรือไม่ใส่หน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่น และยังพบพฤติกรรมที่ควักล้วงตัวเองเอามือไปป้ายตามอุปกรณ์ลิฟต์สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งจนสร้างความแตกตื่น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนเคลื่อนย้ายจากกรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนา พบว่ายังออกไปยังแหล่งสถานที่ต่างๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการระบาดและอย่าคิดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อสถานการณ์รุนแรงหยุดไม่อยู่แล้วทุกคนในประเทศต่างได้รับผลกระทบไปหมด ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดที่ทุกคนร่วมกันทำได้และช่วยพาประเทศปลอดภัยคือความมีวินัย-รับผิดชอบต่อส่วนรวม ที่ต้องตระหนักยึดถือปฏิบัติ

นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง “ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯคุมศอฉ.โควิดเอง “ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้”

26 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ศอฉ,โควิด19,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 502 ครั้ง

หมายเหตุ: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย กรณีการออกประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เริ่มวันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีเนื้อหาทั้งหมดดังนี้

ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ และหลายเดือนข้างหน้าต่อจากนี้ไป เราอาจจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้ายและเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ช่วงเวลานี้ เป็นบททดสอบ ที่เราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์อาจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมทั้งรายได้ และการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน

ด้วยเหตุนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ ด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถหยุดการแพร่ระบาดพร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ผมจะเข้ามาบัญชาการการจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาลไปจนถึง การเยียวยาและฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของโควิด-19 ผมจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้และรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว และจะยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้ตั้งไว้แล้ว ให้เป็นหน่วยงานพิเศษตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนด เพื่อบูรณาการทุกส่วนราชการ และสั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้จำเป็นต้องรวมศูนย์สั่งการไว้ที่เดียว เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและขจัดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำของหน่วยงานต่างๆ โดยมีผมเป็นประธาน กำหนดให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการต่างประเทศและการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

ยังมีทีมงานจากทุกภาคส่วนเป็นคณะที่ปรึกษา โดยจะประชุมร่วมกันทุกวันเพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลสถานการณ์เป็นภาพเดียวกัน และเมื่อผมแจกจ่ายงานทุกฝ่ายจะรับทราบแผนงานทั้งหมดไปพร้อมกัน สามารถทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งผู้ที่จะรายงานต่อประชาชน จะต้องเป็นผมหรือผู้ที่ผมมอบหมายเท่านั้น สำหรับข้อกำหนดต่างๆ เช่น การห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง การปิดสถานที่เสี่ยงซึ่งปิดไปบ้างแล้ว การปิดช่องทางเข้าประเทศ การเสนอข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้สูงวัย คนป่วย และเด็ก การห้ามกักตุนสินค้า การขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผล การห้ามเสนอข่าวบิดเบือน จะมีการประกาศตามมาหลังจากที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ขอยืนยันว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ ผมขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนเพิ่มความรับผิดชอบในการรายงานข่าวขอให้ใช้ข้อมูลจากการแถลงประจำวันของทีมสื่อสารเฉพาะกิจและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก แทนการขอสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าหากทำได้เช่นนี้สื่อมวลชนจะเป็นกำลังสำคัญในการสู้กับภัยโควิด-19 ครั้งนี้ สำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกท่าน พวกเราคือ ทีมเดียวกัน ทุกท่านสามารถร่วมแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องจากการแถลงประจำวัน ช่วยกันรายงาน และต่อต้านการแชร์ข่าวปลอมและใช้ความคิดสร้างสรรค์ของท่าน ช่วยให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

  “ผมขอเตือนกลุ่มคนที่จะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ร้อน ความเป็นความตายของประชาชน ให้รู้ไว้ว่า อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นไปได้ ผมจะทำทุกทาง ที่จะใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และไม่ปรานี การบังคับใช้กฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมโรค จะเข้มข้นขึ้นมากทั่วประเทศ ทั้งการเอาผิดผู้ที่ละเมิดกฎหมายและการเอาผิดข้าราชการและเจ้าพนักงานที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่”

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถฝ่าวิกฤติไปได้เพียงลำพัง ถ้าเราไม่จับมือ และดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเป็นทีมเดียวกันกับภาครัฐ ประเทศไทยโชคดีที่มีคนเก่งมากมายอยู่ในภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่พร้อมจะช่วยรัฐบาลแก้ปัญหา ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผมจะกระจายทีมงานไปทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของทุกกลุ่มรวมทั้งรับทราบศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ในการที่จะเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหา และจะดึงคนเก่งเหล่านี้มาร่วมกันทำงาน ต่อจากนี้ไป มาตรการต่างๆ ที่รัฐจะออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อร้ายนี้จะมีความเข้มข้นขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน ผมขอความร่วมมือและขอให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมทั้งปฏิบัติตามนโยบายป้องกันโรคระบาดนี้อย่างเคร่งครัด

“บางคนอาจจะรู้สึกเสียสิทธิเสรีภาพแต่เป็นการทำเพื่อปกป้องชีวิตของท่านเอง ของครอบครัวของท่าน และของคนไทยทุกคน หากพวกเราเข้าใจ เข้มงวดและจริงจัง ในเวลาไม่นาน ผมมั่นใจว่าพวกเราจะสามารถก้าวพ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้”

ช่วงเวลานี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเจ็บปวด และท้าทายความรักความสามัคคีของพวกเราทุกคน แต่ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่จะดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของ
พวกเราคนไทยทุกคนออกมา นั่นก็คือความกล้าหาญ ความรัก ที่มีต่อพี่น้องร่วมชาติ ความเสียสละที่จะช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงความเอื้ออาทรต่อกันและกัน ซึ่งจะนำพาให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยความสามัคคี ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความมีน้ำใจของคนไทยซึ่งหาไม่ได้จากชาติใดในโลก ไวรัสโควิด-19 ที่น่ากลัวและอันตราย ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลกก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถทำร้ายได้ก็คือความดีงามในใจและความสามัคคีของคนไทยจะกลับมาเปล่งประกายไปทั่วผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง

  “ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่าผมจะเดินหน้าสุดความสามารถเพื่อนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทยทุกคน เป็นสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ผมขอให้ทุกคนเชื่อมั่นและร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน ประเทศไทยที่รักของเราทุกคนจะต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง เราจะสู้ไปด้วยกัน และเราจะชนะไปด้วยกัน”

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424410?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ

25 มีนาคม 2563 – 19:17 น.
พญาเสือ,แฉเบื้องลึก ลุงตู่,กระชับอำนาจ
เปิดอ่าน 10,317 ครั้ง

พญาเสือ แฉเบื้องลึก’ ลุงตู่’ กระชับอำนาจ คอลัมน์… คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

เมื่อครั้งที่ ศอฉ.ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯขณะนั้นเป็น ผอ.ศอฉ. สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้ยินคำว่า “กระชับพื้นที่” ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่การทหารที่ส่งเจ้าหน้าที่ยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มคนเสื้อแดง

00000วันนี้พอ”พญาเสือ” ได้ดูได้ฟังถ้อยแถลงของ นายกฯลุงตู่ ในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกฯจะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานเองนั้น จึงถึงบางอ้อว่า นายกฯกระชับอำนาจแล้ว

00000เนื่องจาก พรก.ฉุกเฉิน ที่ใช้ในทางการเมือง ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นตัวนายกฯไม่ได้นั่งเป็นประธานเองตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นผอ.ศูนย์ฯเอง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

00000 อภิสิทธิ์ ออกคำสั่งตั้ง สุเทพ เป็นผอ.ศอฉ. ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯขณะนั้นเช่นกัน เป็นผอ.ศรส. 00000แต่ครั้งนี้ “พญาเสือ” ไปเปิดคำสั่งที่ลงนามโดย นายกฯลุงตู่ ก็ปรากฏว่า นอกจากนายกฯจะเป็นประธานเองแล้ว นายกฯยังเป็น ผอ.ศอฉ.โควิด เองด้วย นี่ยิ่งกว่ากระชับอำนาจเสียอีก ตัดคนอื่นออกจาก”วงโคจร” ได้ชัด

00000  วันก่อน “พญาเสือ” เขียนเลียบๆเคียงๆไปว่า ในอดีต นายกฯจะไม่นั่งเป็นผอ.ศูนย์เอง จะต้องรองนายกฯดังที่ได้กล่าวมา ครั้งนี้เลยต้องลุ้นว่า นายกฯจะตั้งรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำกับกระทรวงสาธารณสุข เป็นผอ.หรือไม่ 00000  แล้ว “พญาเสือ”ก็เท้าความว่า มีหลายครั้งหลายครา ที่ความเห็นในการแก้ไขสถานการณ์ ระหว่างนายกฯลุงตู่ และรองนายกฯอนุทิน ไม่ตรงกัน ทำให้การทำงานไม่ราบรื่นเท่าที่ควร นั้นเพราะว่า รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมที่เสียงปริ่มน้ำ บางพรรคเลยฉวยโอกาส”ข่ม”และ”ขี่” แบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่าอะไรการเมือง อะไรคือความเป็นความตายของประชาชน

00000นายกฯลุงตู่ก็คงทราบดี “พญาเสือ” ก็ได้ข่าวมาแบบนั้น วันนี้พอมีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่านั้น นายกฯเลยรวบทุกอย่างมาไว้ที่ตัวนายกฯ รวบกระทั่งอำนาจการบริหารของรองนายกฯและรัฐมนตรีทุกคน โดยมอบหมายให้ ปลัดกระทรวงฯมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนายกฯ เรื่องการเมือง มันจะได้หมดไปเสียที

00000นี่หมายความว่า เหตุการณ์”ออฟไซด์”หรือล้ำหน้าของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย2 จังหวัด ทั้งบุรีรัมย์ และ อุทัยธานี ที่สั่งปิดเมือง ข้ามหน้าข้ามตา มหาดไทยและรัฐบาลกลาง เป็นเรื่องจริง

00000 แต่สงสัยว่า “หมอหนู” ในฐานะรมว.สาธารณสุข ไม่ได้เอะใจบ้างเลยหรือว่า คนที่มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้แต่ไม่ได้เป็น”หมอ” นี่ บรรดาหมอๆฝ่ายบริหารระดับสูงในกระทรวง เขาไม่ค่อย”แฮปปี้” ต่างจากยุคแรกที่ ลุงตู่ ตั้ง หมอปิยสกล ไปเป็นรมว.สาธารณสุข ตอนนั้นการบริหารได้รับการ”ยอมรับ”อย่างดี รู้งี้ หลัง”โควิด”จบลง ปรับครม.ครั้งหน้า ชาวสาธารณสุข น่าจะได้”รัฐมนตรี” มาจาก “หมอ” เพราะมีหลายหมอ ที่ผลงานเข้าตานายกฯ “พญาเสือ”ขอท้า เขียนแปะข้างฝาไว้เลย.00000

ทั่วโลกเริ่ม”สั่งแยกผู้สูงอายุ”หวั่นโควิด–19 ไทยทำได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทั่วโลกเริ่ม”สั่งแยกผู้สูงอายุ”หวั่นโควิด–19 ไทยทำได้หรือไม่

25 มีนาคม 2563 – 12:18 น.
โควิด19,ผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 1,662 ครั้ง

โดย…ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศ ออกนโยบายป้องกันฉุกเฉินขอความร่วมมือ “ผู้สูงอายุแยกตัว” เนื่องจากตัวเลขเปอร์เซ็นต์ผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า 1.4 หมื่นรายนั้น ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป. เช่น อังกฤษขอให้ผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอยู่แต่ในบ้าน ป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เพราะผู้เสียชีวิตในอังกฤษเกือบ 100 คนนั้น แทบจะเป็นคุณตาคุณยายเกือบทั้งหมด ตัวแทนรัฐบาลอิสราเอลก็ออกมาทำคลิปเผยแพร่ สั่งให้ทุกครอบครัวแยก “ผู้สูงอายุ” อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ไม่ออกจากบ้าน ไม่ต้องมีสมาชิกอื่นในครอบครัวหรือในชุมชนเข้าไปสัมผัสใกล้ชิด ส่วนนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จัดช่วงเวลาเฉพาะให้ผู้สูงอายุออกไปตลาดจับจ่ายสินค้า

อ่านข่าว-อัปเดตสถานการณ์ ‘ไวรัสโคโรน่า’ (Covid-19) 25 มี.ค. 2563

                คำถามคือเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะแยก “ปู่ย่าตายาย” ออกจากสมาชิกอื่นในครอบครัว จนกว่าไวรัสร้ายตัวนี้จะหยุดแพร่ระบาด ?

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

                ตัวแทนชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร วัย 78 ปี แสดงความคิดเห็นว่า ยอมรับว่านโยบายแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ทำได้ยากในสังคมไทย เพราะสภาพบ้านเรือนแตกต่างจากฝรั่ง การใช้ชีวิตความเป็นอยู่หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวก็แตกต่างกัน

                “สำหรับคนอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นบ้านหรือคอนโด ก็ยังพอมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง ให้ลูกหลานเอาข้าวเอาน้ำมาส่งได้ แต่ปัญหาที่หนักกว่านั้นคือ ผู้สูงวัยมักชอบไปออกกำลังกายหรือพบปะเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน การไปสั่งห้ามออกจากบ้านคงยากมาก ลูกหลานพูดอย่างไรคงไม่เชื่อ มีบางส่วนเหมือนกันที่กลัวโรคมาก เพราะข่าวออกทุกวันว่ามีคนติด คนตายทั่วโลก โดยเฉพาะผู้สูงวัยร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ทัน แต่มีเหมือนกันที่ไม่ได้ติดตามข่าวสาร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องให้ความรู้และขอความร่วมมืออย่างจริงจัง ว่าต้องการให้ผู้สูงวัยทำตัวอย่างไรบ้าง”

                ตัวแทนผู้สูงวัยข้างต้นกล่าวต่อว่า ควรใช้เครือข่ายผู้สูงอายุที่มีอยู่ทุกพื้นที่ตำบลในการเผยแพร่ข่าวสาร เพราะตอนนี้ออกมาช่วยกันทำหน้ากากแจกจ่ายลูกหลาน เป็นแหล่งในการประกาศข้อมูลข่าวสารว่าคนอายุมากติดไวรัสโคโรนาได้ง่าย แต่รักษาได้ยาก ดังนั้นควรไม่ออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น หรือต้องแยกตัวออกจากลูกหลานอย่างไรให้ถูกต้อง

                สอดคล้องกับความคิดเห็นของ “นพ.วิชัย โชควิวัฒน” ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยฯ ที่ระบุว่า ขณะนี้สภาผู้สูงอายุฯ มีเครือข่ายประมาณ 2.8 หมื่นชมรมทั่วทุกภูมิภาค แต่ละชมรมจะมีสมาชิกตั้งแต่ 30–100 คน ซึ่งผู้สูงอายุตอนนี้พยายามช่วยเหลือตัวเองไม่เป็นภาระสังคมและลูกหลาน โดยเฉพาะช่วงระบาดไวรัสโคโรนา 2019

                “การจะขอร้องให้แยกผู้สูงอายุไปอยู่ต่างหากเลย คงทำได้ยาก วิถีชีวิตคนไทยไม่เหมือนฝรั่ง ที่พ่อแม่ลูกไม่ค่อยอาศัยอยู่แบบใกล้ชิดกัน แต่เห็นด้วยว่าสถานการณ์ตอนนี้ครอบครัวคนไทยคงต้องแยกกันกินข้าว ไม่ล้อมวงนั่งกินพร้อมกัน แยกข้าวของเครื่องใช้ ไม่กอด ไม่สัมผัส ไม่อยู่ใกล้ชิดกันมากไป เพราะถ้ามีใครป่วยไอจามจะติดเชื้อได้ง่าย ป่วยไปก็ลำบาก แต่จะห้ามออกนอกบ้านเลยก็คงยาก ลูกหลานไม่เคยแก่ คงไม่เข้าใจความรู้สึกคนแก่ หากไม่ได้ออกจากบ้านไปสูดอากาศ หรือออกกำลังกายนิดๆ หน่อยๆ ร่างกายจะฝืดๆ ลุกเหินเดินไม่คล่องแคล่ว”

                หมอวิชัยแนะนำต่อว่า ปู่ย่าตายาย ควรรู้จักป้องกันตัวเองโดยไม่ออกไปในที่ชุมชนคนเยอะ แต่ถ้าออกไปเจอเพื่อนที่บ้าน เป็นกลุ่มเล็กๆ น่าจะทำได้ ตอนนี้สถิติคนติดเชื้อและคนเสียชีวิตของไทยยังถือว่าน้อยมาก อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ผู้สูงอายุต้องช่วยดูแลป้องตัวเอง เรียนรู้จากกันและกัน

                ขณะที่ “ป้าอรุณี ศรีโต” วัย 67 ปี ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ 20 ล้านคนทั่วประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า การให้แยกกันอยู่แล้วมีบุตรหลานมาช่วยส่งข้าวส่งน้ำแบบฝรั่งนั้น คุณตาคุณยายคงทนไม่ได้แน่นอน

                “ให้แยกช้อนส้อม แยกช้อนกลางยังพอไหว แต่ขนาดแยกให้ไปอยู่โดดเดี่ยวเลยคงทำไม่ได้ แล้วจะให้ลูกหลานทำอาหารมาส่ง ก็ไม่แน่ใจนะ ยกตัวอย่างป้าแล้วกัน อยู่สมุทรปราการ โดนผลกระทบให้หยุดงาน ปิดเมือง ถ้าไม่ให้คนแก่ออกไปข้างนอก แล้วให้หลานไปตลาดซื้อข้าวให้กิน ก็คงได้กินแต่ไข่เจียว เพราะตัวเขาเองกินแต่ของในเซเว่น หรือถ้าไหว้วานไปจับจ่ายซื้อของในตลาดมา คงไม่สำเร็จ เพราะเด็กสมัยนี้ไม่รู้ว่าผักชื่ออะไร จะซื้อหมูตรงส่วนไหน ไม่ได้ ลำบากมาก”

                อย่างไรก็ตามป้าอรุณีเห็นด้วยกับมาตรการให้แยกเวลาออกจากบ้านอย่างชัดเจน เช่น ตลาดตอนเช้าระหว่างตี 5–7 โมงเช้า ให้คนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปออกไปหาซื้อของซื้ออาหารได้ หลังจากเวลานั้น คนทุกวัยก็ไปได้ พร้อมกล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า

                “ถ้าจะใช้วิธีการแบ่งเวลาแบบนี้ รัฐบาลต้องป่าวประกาศให้ดีๆ นะ ไม่งั้นจะสร้างความสับสน คนแก่อย่างพวกเราพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่างอยู่แล้ว อยากให้เชื้อนี้หยุดระบาด คนจะได้ออกไปทำมาหากิน ตอนนี้หลายคนเดือดร้อนเรื่องปากท้องมากกว่าเชื้อโรค”

                ทั้งนี้ ก่อนคิดถึงมาตรการ “แยกผู้สูงอายุ” เพื่อป้องกันไม่ให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นนั้น รัฐบาลต้องคิดถึงนโยบายเยียวยาเร่งด่วนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เมื่อลูกหลานไม่มีรายได้ ปู่ย่าตายายก็เดือดร้อนไปด้วย

                กองทุนช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากไวรัสโควิด-19 นั้น รัฐบาลต้องส่งไปช่วยผู้สูงวัยก่อน โดยข้อมูลทั้งหมดมีพร้อมแล้วในระบบ “การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” !

ศอฉ.โควิด ‘3 ป.’ ยุคปราบไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศอฉ.โควิด ‘3 ป.’ ยุคปราบไวรัส

25 มีนาคม 2563 – 10:40 น.
พรกฉุกเฉิน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน,ศอฉ,นปช,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ยุทธการขอคืนพื้นที่เมษา 53,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,165 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 มี.ค.63

******************************

เสียงเรียกร้องดังอึงมี่ให้รัฐบาลประยุทธ์ ใช้มาตรการเด็ดขาด “ปิดประเทศ” เพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างอดีตแกนนำเสื้อแดง นพ.เหวง โตจิราการ ยังส่งเสียงผ่านสื่อออนไลน์ “ผมก็คงยืนยันเหมือนเดิมครับ ปิดเมือง ปิดประเทศ ตรวจประชาชนทุกคนที่ต้องการตรวจ”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

บ่ายวันที่ 24 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงสั้นๆ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงมาตรการเพิ่มเติมในการรับมือไวรัสโควิด-19 นั่นคือการประกาศพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งจะมีการประกาศใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563

พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า ในคณะรัฐมนตรีได้หารือมาตรการที่จำเป็นและเตรียมยกระดับเป็นศูนย์ฉุกเฉินในเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19 หรือเรียกง่ายๆ ว่า ศอฉ.โควิด-19”

ศอฉ.ในตำนาน

หลายคนยังคงจำได้เหตุการณ์การชุมนุม “ยึดราชประสงค์” ของกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 ซึ่งมีการตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ตามพ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อการควบคุมการชุมนุม

พล.อ.ประยุทธ์ และกลุ่มแพทย์ เป็นกลุ่มแพทย์ เป็นโมเดล ศอฉ.ยุคใหม่

ช่วงปี 2552 กลุ่ม นปช.ได้จัดการชุมนุมแดงทั้งแผ่นดินยกแรก รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และต่อมาก็ยุบ ศอ.รส. เปลี่ยนเป็น ศอฉ. เมื่อสถานการณ์การชุมนุมรุนแรงขึ้น

หลังตั้ง ศอฉ.ได้ไม่กี่วัน ฝ่ายรัฐบาลได้เปิดยุทธการขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าอันนำมาสู่การปะทะกันดุเดือดและสูญเสียทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว

ศอฉ.สมัยอภิสิทธิ์นั้น เป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง ต่างจาก ศอฉ.ยุคประยุทธ์โดยสิ้นเชิง เพราะนี่คือการต่อสู้ในสงครามโรคระบาด

“3 ป.” ยุค

เหมือนหนังย้อนยุค เมื่อ “ศอฉ.” จะกลับมาอีกครั้ง แถมตัวละครก็มี “คนหน้าเดิม” อยู่ในคณะรัฐบาลชุดนี้หลายคน

ภายใน ศอฉ.ยุคเสื้อแดง เมื่อปี 2553 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้นเป็นผู้อำนวยการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ขณะนั้น เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ตอนนั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้มอบหมายให้ และวันที่ 5 ตุลาคม 2553 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. จึงเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินแทน พล.อ.อนุพงษ์ ที่เกษียณอายุราชการ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

พ.ศ.นี้ “ป. ป้อม ป๊อก ประยุทธ์” ยังอยู่ในศูนย์อำนาจการเมือง และ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้บัญชาการ ศอฉ.โควิด-19 ต่อสู้กับไวรัสมหาภัย

10 ปี 10 เมษา

ใกล้ถึงเดือนเมษายน นพ.เหวง โตจิราการ” และ ธิดา ถาวรเศรษฐ” แกนนำ นปช. ที่แยกตัวออกจาก นปช.กลุ่ม “ตู่ จตุพร” ได้เคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์ จัดกิจกรรม “รำลึก 10 ปี 10 เมษา พฤษภา 2553”

ธิดา” ได้เผยแพร่วิดีโอ “ยุทธการขอคืนพื้นที่เมษา 53” และ “ยุทธการยิงนกในกรง” พร้อมบทบรรยาย ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวยูดีดีนิวส์

ธิดากำลังปลุกผีเสื้อแดง

“ถึงแม้จะเคยดูแล้วก็ตาม ดิฉันขอให้กลับมาดูใหม่อีกครั้งหนึ่ง แน่นอนอาจไม่ใช่ผลงานดีที่สุด เรายังมีภาพและเรื่องจำนวนมากที่ยังไม่ได้นำมาเสนอไว้ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เราทำให้ยาวมากไม่ได้ เราอาจทำเพิ่มเติมในประเด็นเผาบ้านเผาเมือง และชายชุดดำกับ นปช. เป็นวิดีโอต่างหาก”

ดูเหมือน “ธิดา” ยังไม่ยอมปล่อยวางเรื่องราวในอดีต โดยเธอบอกว่า คนเสื้อแดงไม่อาจผ่าน 10 ปี 10 เมษา พฤษภา 2553 ไปโดยไม่ทำอะไร เพราะวิกฤติการเมืองทุกวันนี้ มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

หมอเหวง ต้องปิดประเทศ

“แม้ขณะนี้เรากำลังพบวิกฤติโควิด-19 ที่เป็นสงครามข้ามโลก และเราไม่ได้มีผู้นำรัฐบาลที่สามารถพอ จึงเป็นวิกฤติรัฐบาล วิกฤติการเมือง ซ้อนวิกฤติสงครามเชื้อโรคข้ามโลก”

พูดง่ายๆ ไวรัสจะร้ายแรงเพียงใด ท่ามกลางเสียงเพรียกหาความสามัคคีของชนในชาติ ธิดากลับขุดคุ้ยปมขัดแย้งในอดีตมาปลุกผีเสื้อแดงอีกหน

ภัยร้ายใกล้ตัว… น่ากลัวไม่แพ้โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยร้ายใกล้ตัว… น่ากลัวไม่แพ้โควิด

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ไวรัส,เฟคนิวส์,มัลแวร์
เปิดอ่าน 1,608 ครั้ง

” ภัยร้ายใกล้ตัว…น่ากลัวไม่แพ้ไวรัสโควิด” คอลัมน์ล่าความจริง โดย “อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์”

ช่วงนี้หลายคนเลือกที่จะอยู่กับบ้าน หรือไม่ก็ “ทำงานที่บ้าน” หรือ work from home เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เมื่อต้องอยู่บ้าน คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะติดตามข่าวสารผ่านโลกออนไลน์ และสิ่งที่จะติดพ่วงมาด้วยก็คือข่าวปลอม หรือ “เฟคนิวส์” ที่ไหลทะลักมากมายไม่แพ้ข่าวจริง

ข่าวปลอมหลายๆ ข่าวน่าเชื่อถือเสียจนทำให้ผู้คนพากันตื่นตระหนกและขาดความระมัดระวัง กลายเป็นการ “เปิดจุดอ่อน” ให้แก่กลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องทางนี้เข้าถึงตัวเหยื่อ ด้วยการฉวยโอกาสปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” แล้วขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว

เมื่อเร็วๆ นี้สถาบันการเงินหลายแห่งได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อ “อีเมลโควิด-19 ปลอม” เพราะมีการแฝงไวรัส “มัลแวร์” เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมิจฉาชีพส่งไวรัสตัวนี้ผ่านทางอีเมล ตั้งหัวข้อว่า “ข้อมูลด่วน โคโรนาไวรัส” หรือ “กระทรวงสาธารณสุข โคโรนาข้อมูลไวรัสด่วน 2020” หรือ “อัพเดทข้อมูลล่าสุด โควิด-19”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

หัวข้อเย้ายวนชวนรู้ขนาดนี้ แต่หากเราพลาดกดเข้าไปดู อาจถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล รหัสงาน ไฟล์งาน หรือความลับต่างๆ ที่อยู่ภายในอุปกรณ์สื่อสาร และไวรัสมัลแวร์จะแพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ อย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายแก่ระบบ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการสื่อสารอย่าง พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ได้ออกมาย้ำเตือนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่โควิด-19 กำลังระบาด ในโลกออนไลน์กลับมีชื่อโดเมนที่มีการจดทะเบียนและเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 มากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก และเป็นชื่อโดเมนที่เป็นภัยต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 5% และอยู่ในข่ายต้องสงสัยราว 50%

ฉะนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นช่วงที่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเราๆ ท่านๆ มีความเสี่ยงต่อการติดไวรัสเช่นกัน โดยเป็นการกระทำของพวกแฮ็กเกอร์ เพื่อหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง

สำหรับวิธีการปล่อยไวรัส หรือปลอมข้อมูลอีเมลส่งไปยังเหยื่อ เรียกว่า “ฟิชชิ่ง” (Phishing) วิธีการมีทั้งส่งข้อความลวงไปถึงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อให้เปิดอ่าน, การทวีตข้อความปลอม, การส่งลิงค์แปลกๆ หรือข้อความลวงไปบนสื่อออนไลน์ทุกประเภท, การปลอมแปลงข้อมูลเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์, สร้างข้อมูลหรือแผนที่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดปลอม, การอัพเดทสถานการณ์ไวรัส และสร้างเว็บไซต์ปลอมเกี่ยวกับโควิด-19

เมื่อเรากดเปิดไปที่อีเมลหรือลิงค์เหล่านี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือการกรอกหรือลงทะเบียนที่ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะการเปิดอ่านแผนที่แสดงการระบาดของไวรัส เนื่องจากมีแผนที่จำนวนหนึ่งเป็นแผนที่บนเว็บไซต์ปลอมที่พวกแฮ็กเกอร์สร้างขึ้น และหลอกล่อให้ผู้ใช้เปิดไฟล์หรือลิงค์เพื่อการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปจะอยู่บนความเสี่ยงแล้ว โรงพยาบาลและหน่วยงานทางสาธารณสุขก็ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายโจมตี เช่น มีการส่งข้อความและการปล่อยไวรัสไปยังระบบคอมพิวเตอร์หรืออีเมลของโรงพยาบาลในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากไวรัสโควิด-19 เช่น ญี่ปุ่น อีตาลี สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการส่งไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทเรียกค่าไถ่ หรือ Ransom Ware ไปยังโรงพยาบาลเพื่อเรียกเงินแลกกับการไม่ถูกทำลายระบบ

  พันธ์ศักดิ์ ยังฝากคำเตือนไปถึงประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้รับข่าวสารจากโลกออกไลน์และโซเชียลมีเดียว่า สิ่งที่ควรระมัดระวังเพิ่มเติมนอกจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ก็คือการรับข้อมูลข่าวสารในช่วงเวลาวิกฤติ ซึ่งคนจำนวนหนึ่งรับข่าวสารโดยขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และไม่ได้สนใจถึงแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งอาจสร้างความเครียดหรือความตื่นตระหนกมากเกินความจำเป็น จนอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจและการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ ได้

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่แม้ได้รับข่าวสารจากภาครัฐแล้ว แต่กลับไปเชื่อข่าวจากแหล่งอื่นมากกว่า จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดตามมา บางเรื่องกลายเป็นกระแสสังคม อย่างเช่น มาตรการให้ปิดห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคนจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าปิดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ภาครัฐย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ปิดพื้นที่ขายอาหารกลับบ้าน และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เมื่อผู้คนเชื่อข่าวลือมากกว่าข่าวทางการของรัฐ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปห้างสรรพสินค้าเพื่อกักตุนน้ำและอาหาร ทั้งๆ ที่ไม่มีแนวโน้มของความขาดแคลน

  ทั้งหมดนี้คือภัยใกล้ตัวในยุคดิจิทัลที่แฝงมาพร้อมๆ กับโควิด-19

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424217?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บทบรรณาธิการ,โควิด-19,ไวรัส
เปิดอ่าน 296 ครั้ง

รวมพลังสู้ไวรัสมรณะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 25 มีนาคม 2563

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 วิกฤติมากขึ้นทุกขณะ ล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว รวมยอดผู้เสียชีวิตสะสม 4 ราย ผู้ติดเชื้อถึงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 106 คน ทั้งยังมีแพทย์ติดเชื้อด้วย 4 คน รวมยอดผู้ติดเชื้อสะสม 827 คน ใกล้แตะระดับพันคนเข้าไปแล้ว แม้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงกว่าเมื่อ 2 วันก่อนที่ทำให้วิตกว่า การระบาดของโรคจะใกล้เคียงประเทศทางยุโรป แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญใดๆ ที่พอจะชี้ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น เหมือนเช่นที่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ทำสำเร็จมาก่อนหน้า การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งให้อำนาจเด็ดขาด จึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับสาระสำคัญของพระราชกำหนด เป็นการกำหนดเวลาสำหรับกิจกรรมต่างๆ หรือที่เรียกว่าเคอร์ฟิว การห้ามชุมนุม ห้ามใช้สถานที่ ขอบเขตของการเดินทาง ฯลฯ เชื่อว่าจะเป็น “ยาแรง” สำหรับหยุดยั้งการแพร่ระบาด หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรให้การดำเนินของโรคเป็นไปในอัตราเพิ่มขึ้นเหมือนที่บ่งชี้ไว้เมื่อ 2 วันก่อน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายที่พำนักของประชากร หลังมาตรการปิดสถานบริการรวมไปถึงห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานครและบางจังหวัด ส่งผลให้แรงงานหรือประชากรแฝงเดินทางกลับภูมิลำเนากันอย่างล้นหลาม ซึ่งวงการแพทย์และระบาดวิทยาคาดการณ์ได้ว่าจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อครั้งมโหฬาร ซึ่งจากถิ่นฐานผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นก็พบว่าเริ่มมีในต่างจังหวัดมากขึ้น

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นอกจากการทำงานอย่างเข้มแข็ง และเสียสละอย่างน่ายกย่องของบุคลากรทางการแพทย์ เช่นที่มีแพทย์ถึง 4 รายได้รับเชื้อ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว บุคลากรฝ่ายปกครองก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญยิ่งในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นหูเป็นตาของฝ่ายรัฐ คอยสอดส่องเฝ้าระวังได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในแนวทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดอย่างเที่ยงตรง ไม่เห็นแก่พวกพ้องน้องพี่ญาติมิตรคนใกล้ชิด ที่มักจะอะลุ้มอล่วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้คำสั่งหรือมาตรการที่จะออกตามพระราชกำหนดบริหารราชการฯ เข้มข้นเพียงใดก็จะไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ และแน่นอน การจะเอาชนะไวรัสได้ย่อมเป็นเรื่องยาก

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ประชาชนทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด อยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด หรือสุ่มเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม ต้องให้ความร่วมมือและร่วมใจ ให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไปให้ได้ ความร่วมมือที่ว่านี้ ต้องละลดซึ่งอคติ หรือว่า ความคิดเข้าข้างตัวเองว่า ไม่มีทางจะติดเชื้อได้ ซึ่งขัดแย้งในทางวิทยาศาสตร์ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกๆ คนล้วนเป็นได้ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผู้แพร่เชื้อ ยิ่งไม่เคร่งครัดต่อแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ในที่สุดการสอบสวนโรคก็จะทำได้ยากลำบาก จนไม่สามารถควบคุมได้ ถึงเข้าขั้นโกลาหล บรรยากาศแย่ๆเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นแน่ ถ้าคนไทยทุกคนพร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ไวรัสโคโรนา โควิด-19 อย่างพร้อมเพรียง

ย้อนอ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จ่อประกาศ’เคอร์ฟิว’ตามมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424216?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนอ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จ่อประกาศ’เคอร์ฟิว’ตามมา

25 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,พรกฉุกเฉิน,เคอร์ฟิว
เปิดอ่าน 2,194 ครั้ง

หมายเหตุ: ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงครม.มีมติให้ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 เพื่อใช้ควบคุมโรคระบาดโควิด-19 โดยมีการตั้ง ศอฉ.โควิด ขึ้นมา “คม ชัด ลึก” ขอนำกฎหมายดังกล่าวมาให้อ่านดังต่อไปนี้

พระราชกำหนด

การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พ.ศ. 2548

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ให้ไว้ ณ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

อ่านข่าว-พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรการขั้นสุดสู้โควิด-19

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 44 มาตรา 48 มาตรา 50 และมาตรา 51 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1

พระราชกำหนดนี้ เรียกว่า “พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548”

 มาตรา 2

พระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[1]

  มาตรา 3

ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2495

 มาตรา 4

ในพระราชกำหนดนี้

 “สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

  “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้

 มาตรา 5

เมื่อปรากฏว่า มีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น และนายกรัฐมนตรีเห็นสมควร ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารร่วมกันป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง ฟื้นฟู หรือช่วยเหลือประชาชน ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตบางท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีได้ทันท่วงที นายกรัฐมนตรีอาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน แล้วดำเนินการให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในสามวัน หากมิได้ดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด หรือคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ ให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลา ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราวๆ คราวละไม่เกินสามเดือน

เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

 มาตรา 6

ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรรมการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ติดตามและตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศที่อาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 หรือสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงตามมาตรา 11 และในการใช้มาตรการที่เหมาะสมตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อการป้องกัน แก้ไข หรือระงับสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น

ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 5 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนอันอาจเป็นภัยต่อประเทศหรือประชาชน

มาตรา 7

ในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 5 ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือหลายกระทรวง หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือที่มีอยู่ตามกฎหมายใดก็ตาม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับ ยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสั่งการและการแก้ไขสถานการณ์เป็นไปโดยมีเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

การกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายใดทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ และเพื่อปฏิบัติงานตามกฎหมายที่ได้รับโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง โดยให้ถือว่า บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ในการนี้ นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไปก็ได้ แต่ต้องปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือทหารซึ่งมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี ผู้บัญชาการตำรวจ แม่ทัพ หรือเทียบเท่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดให้เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่และบังคับบัญชาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการนี้ ให้การปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามการสั่งการของหัวหน้าผู้รับผิดชอบนั้น เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้กำลังทหาร แต่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนว ทางการดำเนินการที่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบกำหนด

ในกรณีที่มีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีอาจให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเป็นการเฉพาะ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้เป็นการชั่วคราวได้ จนกว่าจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง วรรคสาม หรือวรรคสี่แทน หรือมอบหมายให้เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคสาม หัวหน้าผู้รับผิดชอบตามวรรคสี่ และหน่วยงานตามวรรคห้าได้ และให้ถือว่า เป็นผู้บังคับบัญชาหัวหน้า
ผู้รับผิดชอบ ข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8

เพื่อประโยชน์ในการประสานการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปด้วยความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเหตุการณ์และความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตพื้นที่ นายกรัฐมนตรี หรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย อาจมีคำสั่งแต่งตั้งคณะบุคคลหรือบุคคลเป็นที่ปรึกษาในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ได้

ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง

มาตรา 9

ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น

(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

(3) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ

(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้

มาตรา 10

เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถกระทำได้โดยรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีอาจมอบอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามมาตรา 7 วรรคสี่ เป็นผู้ใช้อำนาจออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แทนก็ได้ แต่เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องรีบรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว และถ้านายกรัฐมนตรีมิได้มีข้อกำหนดในเรื่องเดียวกันภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกข้อกำหนด ให้ข้อกำหนดนั้นเป็นอันสิ้นผลใช้บังคับ

มาตรา 11

ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และให้นำความในมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่งแล้ว นอกจากอำนาจตามมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า จะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำเช่นว่านั้น หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใดๆ อันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง

(2) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

(3) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน

(4) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อระงับเหตุการณ์ร้ายแรงให้ยุติโดยเร็ว และหากปล่อยเนิ่นช้าจะทำให้ไม่อาจระงับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

(5) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม

(6) ประกาศห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยของประชาชน

(7) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออกไปนอกราชอาณาจักรจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประเทศ

(8) ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้คนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักร ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

(9) ประกาศให้การซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธ สินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

(10) ออกคำสั่งให้ใช้กำลังทหารเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจระงับเหตุการณ์ร้ายแรง หรือควบคุมสถานการณ์ให้เกิดความสงบโดยด่วน ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ โดยการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหารจะทำได้ในกรณีใดได้เพียงใด ให้เป็นไปตามเงื่อนไขและเงื่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่ากรณีที่มีการใช้กฎอัยการศึก

เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว

มาตรา 12

ในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยตามประกาศในมาตรา 11 (1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หรือศาลอาญา เพื่อขออนุญาตดำเนินการ เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน และต้องควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อขยายระยะเวลาการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละเจ็ดวัน แต่รวมระยะเวลาควบคุมตัวทั้งหมดต้องไม่เกินกว่าสามสิบวัน เมื่อครบกำหนดแล้ว หากจะต้องควบคุมตัวต่อไป ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลนั้นเสนอต่อศาลที่มีคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง และจัดสำเนารายงานนั้นไว้ ณ ที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ญาติของบุคคลนั้นสามารถขอดูรายงานดังกล่าวได้ตลอดระยะเวลาที่ควบคุมตัวบุคคลนั้นไว้

การร้องขออนุญาตต่อศาลตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับวิธีการขอออกหมายอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

 มาตรา 13

สิ่งของหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ประกาศตามมาตรา 11 (9) หากเป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร นายกรัฐมนตรีอาจประกาศให้ใช้มาตรการดังกล่าวทั่วราชอาณาจักรหรือในพื้นที่อื่นซึ่งมิได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้

มาตรา 14

ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งตามมาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 11 และมาตรา 15 เมื่อมีผลใช้บังคับแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย

 มาตรา 15

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนด

มาตรา 16

ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

 มาตรา 17

พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

 มาตรา 18

ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 13 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 19

ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติต่างๆ ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐที่มีหลากหลายรูปแบบให้ยุติลงได้โดยเร็ว รวมทั้งไม่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติสาธารณะและการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และเนื่องจากในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้นจนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต และก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ รวมทั้งทำให้ประชาชนได้รับอันตรายหรือเดือดร้อนจนไม่อาจใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารราชการในรูปแบบปกติได้ สมควรต้องกำหนดมาตรการในการบริหารราชการสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้เป็นพิเศษ เพื่อให้รัฐสามารถรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัย และการรักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งปวงให้กลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้