มารู้ทัน ‘โควิด-19’ เฟส 3 วัดอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422662?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มารู้ทัน ‘โควิด-19’ เฟส 3 วัดอย่างไร

16 มีนาคม 2563 – 21:00 น.
โควิด-19 เ,เฟส 3 วัดอย่างไร,เฟส 3 วัดอย่างไร x
เปิดอ่าน 510 ครั้ง

รัฐบาล ยังยืนยันว่า สถานการณ์ ‘โควิด-19’ ยังอยู่ในเฟส 2 ยังไม่ไปถึง เฟส 3 แต่ต่อไปเราจะรู้ได้อย่างไรว่าประเทศไทยเข้าสู่เฟส 3 แล้วหรือไม่ มีอะไรเป็นตัวชี้วัด อย่างไรก็ตามไม่สำคัญเท่า เราเตรียมพร้อมรับมือป้องกันดีแค่ไหน

ล่าสุด รัฐบาลยังยืนยันว่าสถานการณ์‘ โควิด-19’ ยังอยู่ ‘เฟส 2 ‘ ยังไม่ถึง ‘เฟส 3’ 

 ดร.นพ. พรเทพ ศิริวนารังสรรค์  กรรมการวิชาการโรคติดต่อ และนายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย  หรือเจ้าของฉายา“หมอกล้วยน้ำว้า “ อธิบายว่า การจะเข้าสู่การแพร่ระบาดเฟส 3 หรือไม่นั้น ไม่ได้ชี้วัดกันด้วยปริมาณแต่มีตัวชี้วัด ดังนี้

   1. มีการระบาดเกิดขึ้นในหลายจังหวัด หลายอำเภอและหลายตำบล

 2. มีการระบาดติดต่อกันเกิน 4 ทอด สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ การติดต่อหยุดลงในทอดที่ 2 และมีประปรายในทอดที่ 3

 3. มีการระบาดติดต่ออย่างรวดเร็ว เพิ่มสูงขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น อย่างเช่นเกิดขึ้นในประเทศแถบยุโรป ซึ่งการระบาดบานปลาย จนจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าใครติดจากใคร ซึ่งในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสอบสวนโรคจนรู้ว่าติดมาจากใคร และจะไปติดที่ใคร ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำงานเกิน 100% โดยประชาชนมีส่วนในการช่วยหยุดยั้ง

           

อย่าตระหนกตกใจว่าถึงเฟสไหน.. แต่สิ่งที่ประชาชนและชุมชนต้องทำ คือ เตรียมความพร้อมป้องกันตนเองและคนในชุมชน และสิ่งที่ “หมอ” อยากขอร้อง

1. พื้นที่ในกรุงเทพ และทุกชุมชน ต้องมีกรรมการระดับพื้นที่ เรามี อสม.และ อสส. หากพื้นที่ใดยังไม่มีต้องจัดตั้ง”กรรมการระดับชุมชน” สำรวจภายในชุมชนของตนเอง กรณีหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมนิติบุคคล ต้องวัดไข้คนเข้าเพื่อช่วยกันตรวจสอบว่าใครป่วยเป็นการช่วยกันเฝ้าระวังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

2 .ยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมดอย่าไปเสียดายเงินเพราะกลับมาต้องกักตัว 14 วัน มันไม่คุ้ม

3 .เลิกจัดงานที่มีคนเข้าร่วมเกินกว่า 100 คนขึ้นไป

4.หน้ากากผ้าเพียงพอสำหรับประชาชน ใช้ผ้าคอตตอน ซักได้เป็น 100 ครั้ง

5. ล้างมือ แอลกอฮอล์เจลดีกว่าสบู่แน่นอนเพราะฆ่าเชื้อโรคตาย 100% ตายสนิทและยังออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ต่อเนื่องอีก 4 นาที

6. กิน ร้อน ช้อนกลาง โดยช้อนกลางในที่นี้คือช้อนกลางประจำตัว เราจับคนเดียว ไม่ใช่ช้อนกลางที่ทุกคนหยิบจับ

7 .ใครไปในพื้นที่เสี่ยงของการแพร่ระบาดต้องแยกตัวเอง ทุกคนต้องมีวินัยอย่างยิ่งยวด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น กินอาหารจานเดียว เพราะมิเช่นนั้นคนที่คุณรักที่สุดซึ่งก็คือพ่อแม่จะป่วย และจะตายง่ายที่สุด

เราผ่านมาแล้ว 2 เดือน ผ่านมาได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมาก เราต้องผ่านไปได้ แต่ถ้ามีคนป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลพร้อมกันมากๆ เราจะผ่านไปไม่ไหว เจ้าหน้าที่ที่มีจะไม่พอดูแล วันนี้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทีมงานทุกเช้า จัดหาหน้ากากอนามัย ชุดป้องกัน และหน้ากากชนิด N95 ให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องตกใจเฟส 3 จนประสาทกิน ถ้ากลัวไม่ต้องเข้าลิฟต์ เดินขึ้นบันไดออกกำลังกาย พกแอลกอฮอล์เจล เรื่องการกักตัว 14 วัน จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เมื่อเผชิญเหตุเสี่ยงใหม่ทุกครั้ง

อย่าไปกลัวว่าจะมีคนไทยกลับเข้ามาอีก เราต้องเตรียมประเทศและชุมชนให้พร้อม ไม่ที่ไหนจะดูแลกันได้ดีเท่าบ้าน แนวคิดการปิดศูนย์กักกันโรคก็เพราะไม่ต้องการให้มีคนมาอยู่รวมกันมากๆ เพราะคนที่ไม่ติดก็อาจจะติดเหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีเรือสำราญ
คำถามคือชุมชนจะดูแลกันอย่างไร คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศมีเป็น 10,000 คน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องกลับมา เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องกักตัวไม่ให้ปะปนกับชุมชน ช่วงเวลานี้เราต้องเตรียมประชาชนให้พร้อม คนไทยกลับมาแน่ๆ เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะกลับบ้าน และเวลานี้ต่างประเทศไม่ดูแล เพราะเขาเองก็ยังดูแลคนของเขาไม่ได้ทั่วถึง

การป้องกันคนอื่นก็คือการป้องกันตัวเอง เพราะถ้าเราไม่ป้องกันคนอื่น สุดท้ายปัญหาจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง การแก้ปัญหาครั้งนี้ต้องไม่ใช่การกวาดขยะเพียงให้พ้นออกจากหน้าบ้านตัวเอง แล้วให้ไปเป็นขยะในพื้นที่อื่น. ประเทศจีนการจัดการกับปัญหาได้ เพราะเขาห้ามคนออกจากบ้าน ติดกล้องหน้าบ้านตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยแอพพลิเคชั่น ใครฝ่าฝืนถูกจับเข้าคุก ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ชุมชนควรเข้าไปดูว่าบ้านหลังที่จะมีคนไทยจากต่างประเทศกลับมา บ้านของเขามีห้องแยกหรือไม่ ถ้าไม่มีต้องช่วยกันสร้าง ส่วนคนที่กลับมาก็ทำหน้าที่ของตัวเอง คือกักตัวไม่ไปสุงสิงกับชุมชน ถ้าทำได้กลไกกฏหมายก็ไม่ต้องใช้ เราคงไม่ต้องประกาศมาตรการอะไรเพิ่มเติม เพราะสามารถติดตามคนได้ 100%

สำหรับร้านอาหาร ควรควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างคนนั่ง อย่างน้อย 75 ซ.ม. ไม่ให้ที่นั่งเบียดชิดตัวติดกัน ก่อนเข้าร้านวัดอุณหภูมิ แจกแอลกอฮอล์เจลล้างมือ.ไม่ต้องไปสืบค้นว่าผู้ติดเชื้อเข้าไปร้านไหน เพราะเมื่อทำความสะอาดเชื้อโรคก็หมด ปัญหาคือประชาชน จะป้องกันตัวอย่างไร วันนี้การแพร่ระบาดของโรคมีใน 123 ประเทศ จาก 190 ประเทศทั่วโลก

ไทยจัดรวมอยู่กลุ่มประเทศที่จัดการกับปัญหาได้ ไม่มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่ม อยากให้มีประชาชนมีความหวังว่าเราไม่ได้เลวร้าย แต่จัดการกับนิสัยของคนในชาติไม่ได้ วันนี้ใครมีนัดงานเลี้ยงสังสรรค์เกิน 10 คน ขอให้ยกเลิก เลิกนัดประชุมต่างๆ ขอให้ประชุมกันใน LINE วันนี้ต่างประเทศเครื่องช่วยหายใจไม่พอ เขาต้องเลือกช่วยคนที่อายุต่ำกว่า 65 ปีเท่านั้น ประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะกระทรวงสาธารณสุขเตรียมเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ไว้รองรับเหตุการณ์

“เรายืดมาได้หลายเดือนแล้ว นับจากนี้ช่วยกันดูคนข้างๆไม่ทำให้เขาเป็นตัวน่ารังเกียจ เพราะการผลักคนเข้าไปสู่มุมมืด จนติดตามไม่ได้ จะเกิดวิบัติร้ายแรง คนที่กลับมาก็ต้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทแยกอาหาร กินอาหารจานเดียวไม่สุงสิงกับใคร ทุกพื้นที่ต่างก็มีความเสี่ยง ถามว่าถ้ามีคนติดเชื้ออยู่ข้างบ้านเรา เราจะย้ายบ้านหนีได้หรือไม่ สิ่งที่ทำได้คือต้องปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม”

ส้มใหม่ ‘ทิม-เท้ง’ ทุนก้าวไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มใหม่ ‘ทิม-เท้ง’ ทุนก้าวไกล

16 มีนาคม 2563 – 14:55 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคก้าวไกล,พรรคอนาคตใหม่,พิธา ลิ้มเจริญ,คณะก้าวหน้า,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 5,333 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 16 มี.ค.63

******************************

เป็นไปตามความคาดหมาย ที่ประชุมใหญ่พรรคก้าวไกลได้เลือก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล และเพื่อนรักธนาธรชื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นเลขาธิการพรรค

ที่น่าสนใจ “ชัยธวัช” ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้เสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งรองเลขาธิการพรรค 11 คน และหนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ..กทมเขต 28 (บางแค)

ในวันเสาร์ที่ผ่านมา “ณัฐพงษ์” เพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปินส์ และตัดสินใจกักตัวเอง 14 วัน เพื่อดูอาการและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จึงไม่ได้มาปรากฏตัวในที่ประชุมพรรค

ลูกเจ้าพ่ออสังหาฯ

สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ฝั่งธนบุรี ที่ถูกใช้เป็นสถานที่เปิดตัวและประชุมใหญ่ของพรรคก้าวไกลนั้น คืออาคารตึกไม้ไผ่ 22 ซอยเพชรเกษม 47/2 เขตบางแค กทมตรงข้ามเดอะมอลล์ บางแค เดิมเป็นออฟฟิศของ บจก.แอบโซลูท เมเนจเม้นท์​โซลูชั่นส์ ของ ส..ณัฐพงษ์

เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นลูกชายคนที่ ของ “สุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ” กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท เรืองปัญญา เคหะการ จำกัด

ส.ส.เท้ง ทายาทเจ้าพ่ออสังหาฯ ฝั่งธน

ในวงการอสังหาริมทรัพย์ “สุชาติ” คือเจ้าพ่ออสังหาฯ ฝั่งธนบุรี มีโครงการบ้านหรู คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮมของกลุ่มชนันธร ผุดขึ้นมากมาย

..เท้ง” วัย 30 ต้นๆ จบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ จบมาก็เปิดบริษัทชื่อแอบโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ เป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์บนคลาวด์ รายแรกของไทย

ออฟฟิศ ส.ส.เท้ง แปรสภาพเป็นที่ทำการพรรคก้าวไกล

ด้วยกระแสจะเอาธนาธรหรือประยุทธ์ ทำให้ “เท้ง” เฉือนเอาชนะผู้สมัคร ส..หน้าใหม่จากพลังประชารัฐไปแค่ร้อยกว่าคะแนน ทำเอาแชมป์เก่า อรอนงค์ คล้ายนก ปชปและขาใหญ่อย่าง วัฒนา เมืองสุข เพื่อไทย ถึงกับช็อกแพ้เด็กได้ไง

ที่แน่ๆ ส..เท้ง ไม่ใช่นักการเมืองสามล้อถูกหวยเพราะพ่อรวยเสียขนาดนี้ 

เงาธนาธร

พิธีกรรมแต่งตั้ง “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นทายาททางการเมืองของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คนทั้งประเทศได้เห็นกันแล้วในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจยุบพรรคอนาคตใหม่

 ทิม พิธา” วัย 38 ปี ส..บัญชีรายชื่อ เป็นลูกชาย พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ (เสียชีวิตแล้วและหลานชายของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนสนิทของทักษิณ ชินวัตร 

ทิม พิธา หัวหน้าพรรค

พงษ์ศักดิ์” ชอบเรื่องการเกษตรมาก จึงได้เป็นที่ปรึกษาให้กรรมการ อ..และที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ (รัฐบาลชวลิตหลังพ่อเสียชีวิต ทิมจึงได้นั่งบริหารบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด 

ยี่ห้อหลานชายเสี่ยผดุง “ทิม พิธา” จึงได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลทักษิณ และที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ต๋อม ชัยธวัช ได้ออกหน้าฉาก

พูดกันตรงๆ “ทิม” มีความเป็นนักการเมืองมากกว่า “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ของ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งคนในค่ายส้มหวานทราบดีว่า ต๋อมเป็นเสนาธิการหลังม่าน ผู้คิดกลยุทธ์การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

แม่ยกส้มใหม่ต้องประคองพระเอกทิมไม่ให้สะดุด “เงาธนาธร” จนล้มคว่ำคะมำหงาย

คณะก้าวหน้า?

ปลายสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวใหญ่แจ้งผ่านทางแฟนเพจธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2563 ธนาธรจะนำทีมเปิดตัว “คณะก้าวหน้า Progressive movement”

ในวันนั้นจะมีการเปิดตัวทีมคณะทำงาน เปิดแนวทางการทำงานเพื่อผลักดันสังคม และวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘ยุบ เลิก แก้’ สถานที่คือ อาคารไทยซัมมิท ชั้น ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

หลายคนก็งงๆ เพราะก่อนหน้านั้น ธนาธรประกาศจัดตั้ง “อนาคตใหม่” แล้วดันมีชื่อ “คณะก้าวหน้า” โผล่มา แต่ล่าสุดข่าวชิ้นนั้นถูกลบทิ้งไปแล้ว

ธนาธร หัวหน้าคณะก้าวหน้า

สำหรับแนวทาง “ยุบ เลิก แก้” เป็นข้อเสนอของปิยบุตร แสงกนกกุล คือ หนึ่งยุบ ส.. 250 คนตามบทเฉพาะกาล สองยุบศาลรัฐธรรมนูญ และตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว สามยุบคณะกรรมการการเลือกตั้ง และตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งชั่วคราว

สี่เลิกมาตรา 279 เพื่อยกเลิกคำสั่ง คสชคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ห้าแก้มาตรา 256 เปลี่ยนแปลงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้นเหมือนกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

ลึกๆ แล้ว “คณะก้าวหน้า” ก็คงจะตั้งขึ้นมาล้อไปกับ “พรรคก้าวไกล” ตามยุทธศาสตร์ ขาของธนาธร

เช็กจังหวะห้องเครื่อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422573?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กจังหวะห้องเครื่อง

16 มีนาคม 2563 – 13:15 น.
วราเทพ รัตนากร,อนุชา นาคาศัย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ลุงตู่,ครมประยุทธ์
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

เช็กจังหวะห้องเครื่อง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…   สถิตย์ ธรรม

กระแสการปรับ ครม.ประยุทธ์ ต้องพักไว้ชั่วคราวจากสถานการณ์ภัยร้ายแรงเข้าโหมกระหน่ำประชาชนจนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งแก้ปัญหาพัลวัน

อ่านข่าว…  ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก

กระนั้นหากวันข้างหน้าไวรัสมรณะอยู่ในสถานะควบคุมได้กิจกรรมภาคการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะเขย่ากันอีกครั้ง อย่างกรณีของ รมต.จากพรรค ภูมิใจไทย และ ประชาธิปัตย์ คงได้รับการประเมินผลงานจากการแก้ปัญหาโควิด-19 กันก่อนว่าเป็นไปในลักษณะประสานงานหรือประสานงา

ดังเห็นได้จากปัญหาหน้ากากอนามัย ถึงขั้นเมื่อวาน (15 มี.ค.) เกิดรายการ “เชือดต่อหน้าธารกำนัล” ด้วยการที่นายกฯ ลงนามเด้งอธิบดีกรมการค้าภายในเข้ากรุสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นคนในกระทรวงของรมต.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่นเอง

เมื่อมองจังหวะสองพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เหลียวมองกำลังหลักอย่างเป็นทางการบ้าง..พลังประชารัฐ พรรคแกนนำในการคำบัลลังก์นายกฯ น่าจะใช้จังหวะช้างหน้าปรับภายในมากที่สุด โดยที่ “ลุงตู่” น่าอ่านออกใครจริงใจไม่จิงโจ้

ความจริงบนความจริงสาแหรกของหลายมุ้งใน พปชร. ใช่จะสมานสามัคคี แต่ละมุ้งพร้อมซ่อนดาบในรอยยิ้ม

แว่วว่าหลายมุ้งใน พปชร. มองเกมแล้วว่าหากไวรัสโควิด-19 ที่บานปลายไปทุกมิติคลายตัวเมื่อใด..การเสนอให้ปรับองคาพยพเสนาบดีโดยไวเพื่อเรียกศรัทธาสังคมให้เรือเหล็กฝ่าน่านน้ำไปอีกระยะก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะอยู่ในมุมบวกสุดเท่าที่จะดำเนินการได้

พปชร.นั้นหลายมุ้งมีแววว่าจะโดนตัดตอน (เว้นมุ้งลุงตู่และคณะที่ไม่น่าจะขยับปรับแต่ง) เริ่มจากมุ้งสี่กุมารของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีสาม รมต. (คลัง, พลังงาน, อุดมศึกษาฯ) ไว้ครอง แม้เฮียกวงจะรับบทหัวหน้าทีม ครม.เศรษฐกิจแบบกลายๆ จากการส่งไม้ให้จากลุงตู่แล้ว เป็นไปได้ว่ามุ้งนี้ “เฮียกวง” ยังคาเก้าอี้แต่ลูกทีมอาจเหลือ 1 เก้าอี้ รมต.ต้องเกลี่ยออกให้คนนอกที่มีฝีมือกว่าคนปัจจุบัน และหนึ่งคนที่เคยกินแห้วจากการร่วมหอครั้งแรกอาจจะไปรับบท ผู้นำองค์กรฝ่ายการเงินการคลัง ที่ใหญ่โตไม่น้อยหน้าเก้าอี้ รมต.เสียด้วย

เมื่อมีกระแสข่าวนี้หลุดมา..อาการฟาดงวงฟาดงาออกมาจากกลุ่มสี่กุมารทันที…เพราะแต่ละคนไม่อยากลุกจากบัลลังก์ แต่มองแล้วโหวงเฮ้งของสี่กุมารคงจะลาขึ้นฝั่งค่อนข้างแน่…หลายคน อย่างดีที่สุดคือบางชีวิตของสี่กุมารจะย้ายกระทรวงแบบโดนลดเกรด

งานนี้ควรจับตาเสี่ยต๋อง “วราเทพ รัตนากร” อดีตเสนาบดียุคไทยรักไทยและเพื่อไทย ยามนี้วราเทพมายืนขั้ว พปชร. และทำหน้าที่แกนนำมุ้งชากังราวอาจไปนั่งทำงานที่ริมถนนพระรามหกเพราะดีกรีและการตอบโจทย์ตรงทุกข้อ!

มุ้งสามมิตรที่พยายามทวงคำมั่นให้ อนุชา นาคาศัย รองประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.จะคว้าคำแหน่งแน่และดีไม่ดี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสากรรม จะกลับไปได้ตำแหน่งที่เคยยอมกลืนน้ำลายว่าจะไม่รับตำแหน่ง รมต. ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง…หากสุริยะและเสี่ยแฮงก์เข้าวิน มุ้งสามมิตรราคาพุ่งชัวร์!

มุ้งสองลูกกรอก กปปส. ที่ยามนี้ได้แบ็กอัพดีอย่างเสี่ยตุ๋ย ที่ปรึกษา สร.1 มาคุ้มวิญญาณและชะตาชีวิต รมต.บี และรมต.ตั้น โดนข้อหาละเลยพรรคแต่วิ่งดูแลเอาใจผู้ใหญ่แบบมิขาดตอน ดังนั้นลุ้นกันว่าสองคนนี้ใครอยู่ใครไป “เสี่ยตุ๋ย” จะคว้าพุงมันไปกินแบบหวานสะดือไหม ลุ้นเอา

มุ้งโคราช มุ้งมะขามหวานและมุ้งเมืองชล โควตาละหนึ่ง รมต.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม แม้จะชิงเค้กมาให้พรรคได้เข้าเป้า แต่เมื่อมาทำงานตามโอกาสที่รับมา กลับแทบไม่พบผลงาน? ลุ้นกันเอาว่าใครได้ไปต่อ…

ส่วนมุ้งพะเยาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์นั้น ตอนนี้ยังลูกผีลูกคนเพราะฝ่ายแซะผู้กองตุ๋ยนั้นใช้หัวขุดขนานเอกแงะให้ผู้กองตุ๋ยพ้นไปให้ได้เพื่อเกลี่ยเก้าอี้ รมช.เกรด เอ

บวกกับการรื้อทีมกระบอกเสียงเพราะสอบตกแทบทุกวิชา

รอดูว่าข้อมูลที่แคะมาได้จะจริง_ลวง_เท็จ เมื่อคูณกับกระแสข่าวลาออก/ยุบสภา/รัฐบาลแห่งชาติ/การฉีกกติกาหลักของแผ่นดินที่เริ่มปูดมาแล้ว รอลุ้นว่ากลางปีนี้ หวยจะออกหน้าใด หรือจะมีฟ้าผ่ากลางแสงสุริยัน

ตามเกาะกระแสข่าวอายุรัฐบาล “ลุงตู่ 2” ได้ที่นี่…

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

16 มีนาคม 2563 – 11:15 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรรคก้าวไกล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 324 ครั้ง

ก้าวแรกของ”ก้าวไกล”ก้าวสำคัญในสนามการเมือง

ก้าวแรกของ ‘พรรคก้าวไกล’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายหลังที่ประชุมพรรคมีมติให้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมให้ ชัยธวัช ตุลาธน เป็นเลขาธิการพรรค และ วิโรจร์ ลักขณาอดิศร เป็นโฆษกพรรค

อ่านข่าว…   “ก้าวไกล” สานต่อ เดินหน้านโยบาย “อนาคตใหม่”

สำหรับการจัดรูปและโครงสร้างของพรรคแทบจะถอดมาจากพรรคอนาคตใหม่เดิมไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการกำหนดโควตาของรองหัวหน้าพรรคที่ยังคงให้มีสัดส่วนของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเหมือนที่เคยดำเนินการกันมา เพื่อต้องการคงไว้ซึ่งฐานเสียงของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เริ่มออกมาสนับสนุนอุดมการณ์แบบพรรคอนาคตใหม่เพิ่มขึ้น

ในแง่ของการทำงานการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกลนั้นเรียกได้ว่าเริ่มปรากฏบทบาทการแบ่งกันเล่นอย่างชัดเจน

พิธา จะเน้นการทำงานในเชิงนโยบายทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจอย่าง ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ เข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัว จากเดิมที่ทำหน้าที่อยู่เบื้องหลังในนามผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น

ส่วนงานด้านการเมืองและมวลชนแน่นอนเมื่อเห็นชื่อ ‘ชัยธวัช’ แล้วนับว่าเป็นบุคคลที่ขึ้นมายืนแถวหน้าได้อย่างถูกฝาถูกตัว

ชัยธวัช หรือ “ต๋อม” เคยเป็นอดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2541 ที่ทำงานด้านภาคประชาสังคมร่วมกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีการกล่าวขานกันในพรรคว่าแนวความคิดที่ธนาธรนำเสนอออกสู่สาธารณะนั้นส่วนหนึ่งมาจากมันสมองของผู้ชายคนนี้ โดยบางคนเปรียบเปรยเป็น “เสนาธิการใหญ่”

การจัดโครงสร้างพรรคก้าวไกลมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การกำหนดให้มี “คณะโฆษกพรรค” จำนวน 4 คน 1.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 2.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 3.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา และ 4.ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

ทั้งนี้ ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักกับการให้คณะโฆษกเช่นนี้ เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่หรือแม้แต่พรรคอนาคตใหม่เดิมก็มีแต่เพียงโฆษกพรรคเท่านั้น ดังนั้น การจัดตั้งคณะโฆษกพรรคเช่นนี้ย่อมแสดงนัยทางการเมืองบางประการ

แน่นอนด้านหนึ่งเป็นเพราะการพยายามต้องการจัดลำดับของการสื่อสารในทางการเมืองจากพรรคสู่สาธารณะให้มีความสำคัญเท่ากัน โดยที่ผ่านมาการทำหน้าที่โฆษกพรรคของ ‘พรรณิการ์ วานิช’ จะไม่ได้บทบาทปะฉะดะตอบโต้ทางการเมืองมากนัก มีแต่เพียงการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการเสียมากกว่า

แต่มาครั้งนี้การจัดให้มีคณะโฆษกถึง 4 คนที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แสดงให้เห็นว่าเป้าประสงค์คือการพยายามเพิ่มปริมาณและความถี่ในการสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้มาซึ่งผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล
กลไกขับเคลื่อนหลักของคณะโฆษกพรรคอยู่ที่สองคน ‘วิโรจน์-ณัฐชา’ รายแรกแจ้งเกิดในฐานะดาวสภาอย่างเต็มตัวไปแล้วจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของกองทัพ ส่วนรายหลังเคยผ่านงานทำนองนี้มาแล้วเมื่อครั้งเป็นรองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ที่คอยทำหน้าที่ปะฉะดะทุกประเด็นในทางการเมืองที่มีการกล่าวพาดพิงพรรคในทางเสียหาย

ดังนั้นการทำงานของพรรคก้าวไกลในระยะยาวต่อจากนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

แต่ความน่าสนใจของพรรคก้าวไกลไม่ได้อยู่แต่ในพรรคเท่านั้น เพราะคนนอกพรรคอย่าง ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ก็มีการวางตัวที่แสดงออกถึงนัยทางการเมืองไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการเตรียมจัดตั้ง “คณะก้าวหน้า” (Progressive movement) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมนอกสภา
แม้ที่ผ่านมาต่างฝ่ายจะต่างปฏิเสธว่า “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในทางนิตินัย แต่ในเชิงพฤตินัยแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเชื่อมโยงในแง่อุดมการณ์อยู่ไม่น้อย เหมือนกับพรรคไทยรักไทยที่เคยมีการก่อตั้งมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เพียงแต่ว่าในกรณีของพรรคไทยรักไทยนั้นไม่ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมนอกสภาอย่างจริงจังมากนัก ถ้าเทียบกับแนวทางของคณะก้าวหน้าที่กำลังดำเนินการ
พิจารณาตามกฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันกำหนดข้อห้ามไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองใดมิเช่นนั้นจะถูกยุบพรรค ในแง่นี้พรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าก็เตรียมการ์ดตั้งรับมาเป็นอย่างดีทั้งในแง่กายภาพที่สำนักงานของคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลต่างคนต่างอยู่คนละฝั่งของกรุงเทพฯ โดยคณะก้าวหน้าใช้ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่เดิมเป็นสำนักงาน ส่วนพรรคก้าวไกลใช้อาคารสำนักงานฝั่งธนบุรีเป็นสำนักงานพรรคชั่วคราว หรือแม้แต่ในเชิงการเมือง ‘พิธา’ ก็ประกาศยืนยันถึงความชัดเจนว่าการทำงานของพรรคก้าวไกลจะมาจากความคิดของคนในพรรคเท่านั้น
หากจะสรุปสถานการณ์ของพรรคก้าวไกลและการก่อรูปของคณะก้าวหน้า แม้จะมีรูปแบบต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงกัน คือ การประกาศต่อสาธารณะว่าพร้อมแล้วกับการต่อสู้แบบมาราธอนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว อาศัยความได้เปรียบในแง่ของการเป็นคนรุ่นใหม่เพื่อต่อสู้ทางความคิดกับกลุ่มคนอนุรักษนิยมที่ไม่อาจเอาชนะสังขารและกาลเวลาไปได้
จากนี้จะเป็นการวัดกันว่าระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเดิมใครจะอดทนและอึดในสนามรบแห่งนี้มากกว่ากัน

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ?

16 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
คลุกวงใน,ปิดประเทศ,ไวรัส,โควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

พญาเสือ ถามนายกฯ ทำไมไม่ปิดประเทศ? คอลัมน์… คลุกวงใน โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ขอรายงานตัว เข้าเวรหาข่าวเจาะข่าวลึก มาบรรณาการคนอ่านไม่ได้ขาด

00000 เรื่องการ “ปิดประเทศ” หรือ “ล็อกดาวน์” มีกันพูดหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลายประเทศใหญ่ๆ เขาทยอยนำร่องไปก่อนแล้ว ทั้ง อิตาลี เดนมาร์ก อินเดีย สเปน ฝรั่งเศส แต่บางประเทศไม่ได้ปิดแต่เสมือนปิดคือ ยกเลิกวีซ่า หรือห้ามคนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้าประเทศ ล่าสุด สหรัฐ ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว

อ่านข่าว…  โควิด-19 ระบาดหนัก อินเดียสั่งปิดประเทศหลังติดเชื้อพุ่ง
00000 “พญาเสือ” ขอกระซิบถาม นายกฯ ลุงตู่ ว่าเราจะเอาอย่างไร เราจะรอให้สถานการณ์ของการระบาดของโควิด-19 อยู่ในขั้นไหน ถึงจะได้เวลาดำเนินการ หากเมื่อถึงเวลานั้นจะเอาอยู่หรือไม่ มันจะสายเกินไปหรือไม่ นายกฯ ช่วยตอบหน่อย

00000 วันนี้ประชาชนเขาสับสนเพราะประเทศใหญ่ๆ ที่เขามีระบบการบริหารจัดการที่ดีกว่าของเราเขายังปิดประเทศไปแล้ว แต่ของเรายังเป็นดินแดนเสรี ปล่อยให้เข้าออกได้แบบสะดวกโยธิน จึงมีคำถามย้อนกลับไปว่ากรณี “ผีน้อย” สะท้อนว่ารัฐล้มเหลว 2 เรื่องคือ ปล่อยกลับมาทำไม และสอง กลับมาแล้วไม่สามารถกักตัวไว้ได้อีก

00000 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่าเอาความเป็นความตายของคน เป็นเดิมพัน “พญาเสือ” ถามว่าการไม่อยากปิดประเทศนั้นเป็นเพราะห่วงใคร กลัวใครได้รับผลกระทบหรือ กลัวใครเสียผลประโยชน์หรือ ทำไมนายกฯ ไม่เอาชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญกว่าใครจะเสียประโยชน์จากการค้าการขาย

00000 ไม่ต้องไปห่วงเรื่องการท่องเที่ยวอะไรนั้นหรอก เพราะวันนี้ สนามบินทั่วโลก กลายเป็น สนามบินร้าง กันแล้ว ไม่มีใครเขาเดินทางกันหากไม่จำเป็นจริงๆ ดังนั้นเลิกคิดเรื่องท่องเที่ยว อย่างไรเศรษฐกิจก็ไม่มีทางที่จะกลับมาดีหรือฟื้นได้ ตรงข้ามหากบริหารจัดการ โควิด-19 พลาด เราจะยิ่งแย่กว่าเดิมเยอะ

00000 “พญาเสือ” อยากให้ศูนย์โควิด ที่รัฐบาลตั้งขึ้นได้อธิบายเป็นข้อๆ ว่า การตั้งรับของเราคืออะไร และมาตรการเชิงรุกของเรามีหรือไม่ อะไรจะเป็นปัจจัยหรือตัวชี้วัดสำคัญว่าเราจะใช้แผนหรือมาตรการที่วางเอาไว้ ประชาชนเขาจะได้มองไปข้างหน้าได้อย่างทันสถานการณ์ว่าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่าเงียบเหมือนมันมืดมนอนธการ จะไม่เป็นผลดี

00000 อย่าง นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากจุฬาฯ พูดก็น่าคิด ว่าการแพร่ระบาดของโควิดวันนี้ไม่ได้มาจาก ชาวต่างชาติ แล้ว แต่มันจะ แพร่ไทยสู่ไทย ถึงเวลานั้นจะเอาไม่อยู่ “พญาเสือ” เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์

00000 วันนี้ข่าวสารต่างๆที่แพร่กระจายไปทั่วโลก มีทั้งข่าวจริงและข่าวไม่จริง โดยเฉพาะข่าวที่ออกมาจากประเทศจีน อย่าไปหลงเชื่อง่ายๆ ว่า รัฐบาลจีน คุมการแพร่ระบาดของโรคได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลจีนคุมสื่อได้หมด ต้องการที่จะให้สื่อเป็นกระบอกเสียง นำเสนอข้อมูลอะไรได้หมด และ ข่าวที่ออกมาล้วนแต่เป็นบวกต่อประเทศจีนแทบทั้งสิ้น ขณะที่ความจริงอาจถูกปิดบัง

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่า นายกฯ ลุงตู่ คงไม่ต้องการเอาประชาชนและประเทศเข้าเสี่ยง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องใช้ความเด็ดขาดมากกว่านี้ การออกมาตรการ ปิดผับบาร์ คือมาตรการตั้งรับ อาจได้ผลหรือไม่ได้ผล ต่างจากการปิดประเทศเพื่อกักตัวเองเนื่องจากโควิดคงไม่เลือกไปเฉพาะผับบาร์คาราโอเกะเท่านั้น แต่ไปทุกที่หากมีคนเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้าบ้านเรา หากเราไม่ปิดประเทศเท่ากับเราเปิดประตูรับไวรัส

00000 ฮัดเช้ย! มีเสียงกระซิบให้ “พญาเสือ” ฝากถามว่า วันนี้เรามีชุดป้องกันให้ หมอ พยาบาล เพียงพอหรือไม่ ในการสวมใส่เพื่อรักษาคนที่ติดไวรัสโควิด แล้วชุดเหล่านี้เราต้องซื้อจากต่างประเทศใช่หรือไม่ เราผลิตเองได้หรือไม่ หากเราผลิตเองไม่ได้ และต้องซื้อจากต่างประเทศ จะมีอะไรรับประกันว่าประเทศนั้นๆ จะขายให้เรา หากโควิดระบาดไปทั่วโลก ประเทศนั้นก็จำเป็นต้องมีชุดเอาไว้ให้หมอ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์เขาใช้เหมือนกัน

00000 ที่สงสัยถามกันเยอะก็คือ ไวรัสโควิด-19 หลุดมาจากไหน จากห้องแล็บทดลองที่อู่ฮั่น หรือเปล่า เพราะจนถึงวันนี้จีนยังไม่ให้ความกระจ่าง จีนยังตามหาคนที่ติดเชื้อโควิดที่ศูนย์ไม่ได้ นั่นหมายความว่า จีนยังหาต้นตอว่าไวรัส ตัวนี้หลุดออกมาจากห้องทดลองได้อย่างไร หรือใครมีเจตนานำออกมา “พญาเสือ” ไม่อยากคิดมาก แต่อดคิดไม่ได้เมื่อได้ดูหนังที่เกี่ยวกับ “อาวุธชีวภาพ” นึกแล้วสยองว่าหากเป็นจริง มนุษย์โลกคงไม่มีใครรอด

00000 เรื่องนี้อาจลามเป็น การเมืองภายในของจีน ตอนนี้กำลังเล่นกำลังภายในระหว่างฝ่ายที่ต้องการโค่นอำนาจของ “สี จิ้น ผิง” โดยเอาปัญหาโควิด-19 เป็นประเด็นใหญ่ “สี จิ้น ผิง” ต้องพิสูจน์ฝีมือว่าบริหารจัดการได้เพราะนอกจากชีวิตคนจีนที่ติดไวรัสและเสียชีวิตยังมีเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเสมือน “เดิมพัน” เก้าอี้ผู้นำของ “สี จิ้น ผิง” ด้วย 00000

ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก

16 มีนาคม 2563 – 09:34 น.
ปรับ ครม,ยุบสภา,ลาออก,โควิด-19,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 658 ครั้ง

ปรับ ครม.ยุบสภา – ลาออก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ยามนี้ประเทศไทยของเรากำลังเครียดจากหลายๆ เรื่อง ยิ่งกว่าอากาศร้อนที่กำลังรุนแรงทุกขณะ

 นายกฯ เหนื่อยจากฝุ่นพิษมาจนถึงโควิค-19 ที่ไม่รู้ว่าจะจบลงแบบใด-เมื่อไร และล่าสุดสถานการณ์การเมืองก็เหมือนคลื่นใต้น้ำหรือไฟสุมขอนรอการปะทุทุกนาที

อ่านข่าว…  เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

ไปที่ไหนมีแต่คนถามและได้ยินบ่อยๆ ว่ารัฐบาลจะไปรอดหรือไม่ และจะต้องหาทางออกด้วยการปรับ ครม. หรือยุบสภา หรือให้รัฐมนตรี (บางคน) ลาออก

นอกจากการเมืองในสภาหรือพรรคร่วมรัฐบาลประกาศว่าจะไม่พายเรือให้โจรนั่งแล้วต่อไปรัฐบาลผสมที่เหมือนแก้วร้าวยากที่ประสานให้ดีดังเดิมได้

มองให้ทะลุแล้วจะเห็นว่ารัฐมนตรีบางคนหาแต่เรื่องและเป็นตำบลกระสุนตกหรือเป็นจุดอ่อนให้โจมตี

บรรดาม็อบต่างๆ ที่รอวันจุดประกายให้เป็นลูกไฟและก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดได้

ใครอย่าคิดว่าภายใต้พื้นน้ำที่ราบเรียบนั้นจะมีสัตว์ประหลาดแฝงตัวอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าปล่อยให้ถูกกินเปล่า
คุณ ‘ไพบูลย์’ เยาวราช มีคำแนะนำที่ดีมากๆ ในสถานการณ์แห่งความสับสนและมีหลายๆ ประเทศปิดประตูเข้า-ออก

ขอให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายอย่าปล่อยให้เงินของท่านสูญเปล่าเพราะยกเลิกทัวร์

โปรดดำเนินการด่วนเพราะล่าช้าไปจะเสียโอกาส
อ๊อด เทอร์โบ


 ยกเลิกทัวร์ยังไงให้ได้เงินคืน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค–19 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างมีความต้องการขอยกเลิกการเดินทางโดยเฉพาะซื้อบริการนำเที่ยวจากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว

วันนี้ผมมีคำแนะนำจากกรมการท่องเที่ยว โดย นายทวีศักดิ์ วาณิชย์เจริญ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เผย 3 วิธียกเลิกทัวร์อย่างไรให้ได้เงินคืน หนีไวรัสโควิด-19 ระบาด

แจ้งยกเลิกการเดินทางก่อนการเดินทาง 30 วัน นักท่องเที่ยวจะได้รับคืนเงินเต็มจำนวน หากแจ้งยกเลิกการเดินทางก่อนการเดินทาง 15 วัน นักท่องเที่ยวจะได้รับคืนเงินครึ่งราคา และหากแจ้งยกเลิกการเดินทางน้อยกว่า 15 วัน จะไม่ได้รับการคืนเงิน

ทั้งนี้การจ่ายค่าบริการนำเที่ยวคืนให้แก่นักท่องเที่ยวดังกล่าวหากบริษัททัวร์มีค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายจริงเพื่อเตรียมการจัดนำเที่ยว ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ค่ามัดจำของบัตรโดยสารเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ให้นำมาหักจากเงินค่าบริการนำเที่ยวที่ต้องจ่ายคืนให้นักท่องเที่ยวได้

โดยให้บริษัททัวร์แสดงหลักฐานให้นักท่องเที่ยวทราบ แต่หากค่าใช้จ่ายของบริษัททัวร์สูงกว่าเงินค่าบริการนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ชำระไว้ บริษัททัวร์จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเพิ่มจากนักท่องเที่ยวได้

นอกจากนี้สายการบินการบินไทยยังผ่อนผันให้เลื่อนกำหนดการบินได้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2563 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากนักท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์มีความจำเป็นต้องเลื่อนต่อไปอีก จะเลื่อนได้ไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคม 2563 และจะต้องพิจารณาว่าเป็นการเลื่อนในเส้นทางเดียวกันหรือไม่ หากเปลี่ยนเส้นทางอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่ม

ด้านสายการบินนกแอร์ ได้แบ่งกลุ่มบัตรโดยสารเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบัตรโดยสารแบบซีรีส์ ซึ่งบริษัททัวร์ได้วางมัดจำบัตรโดยสารเครื่องบินตลอดทั้งปีในเส้นทางญี่ปุ่น ทางสายการบินจะยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ แต่ยังคงเก็บค่าส่วนต่างที่เกิดขึ้น และกลุ่มบัตรโดยสารแบบกลุ่ม สามารถนำไปใช้ในภายหลังได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้บริษัททัวร์มีระยะเวลาและความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจ รวมถึงนักท่องเที่ยวจะได้มีทางเลือกในการเดินทางและได้รับเงินคืนจากบริษัททัวร์มากที่สุด

ส่วนของกรมท่าอากาศยานจะเสนอปรับลดค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยานแก่สายการบินในช่วงภาวะวิกฤตินี้ รวมถึงจะเสนอให้ปรับลดค่าเช่าของผู้ประกอบการรถเช่าที่ใช้พื้นที่ของสนามบินเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ
ไพบูลย์ (เยาวราช)


 โรงงานอุตสาหกรรม
 ต้องร่วมมือป้องกันไวรัส

ผมไม่ต้องการคำตอบแต่ขอความร่วมมือโดยข่าวที่รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ แจ้งว่า

ขอความร่วมมืออุตสาหกรรม 80,000 แห่งทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเฝ้าระวังและลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ให้ติดต่อไปยังบุคคลอื่นที่อยู่ใน หรือนอกโรงงาน

โดยให้ผู้อยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อทำความสะอาดมือด้วยการล้างด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ และจัดให้มีการเฝ้าระวังและคัดกรองโดยการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงงานและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อในโรงงาน

ดูแลอนามัยในโรงงานเพิ่มความถี่การทำความสะอาดพื้นที่เดินเข้าออกอาคาร ลิฟต์ ห้องน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ตรวจเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัสสาธารณะต่างๆ

ผู้ที่ปฏิบัติในโรงงานงดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไป หรือแวะผ่านประเทศที่เสี่ยง อาทิ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อิตาลี อิหร่าน หรือฮ่องกงจนถึงเดือนเมษายนนี้

หากมีผู้ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรือพื้นที่เสี่ยงขอให้พิจารณาความจำเป็นของการเดินทาง หากจำเป็นให้ระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยให้เฝ้าระวัง 14 วันโดยให้หยุดงานเพื่อแยกตัวเองออกไป

ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดให้แจ้งเจ้าของโรงงาน และให้มีการเฝ้าระวัง 14 วัน ให้ติดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

จึงขอให้ช่วยเป็นสื่อกลาง ขอให้ทราบและเวลานี้ต้องช่วยกันทุกวิถีทาง
ชัยยศ (ปากน้ำ)


ต้องตรวจฟรี Covid-19!! กับสิ่งที่รัฐบาลและสธ.ละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องตรวจฟรี Covid-19!! กับสิ่งที่รัฐบาลและสธ.ละเลย

16 มีนาคม 2563 – 08:55 น.
หน้ากากอนามัย,รัฐบาล,กระทรวงสาธารณสุข,Covid-19,โควิด-19
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

ไม่ขอเกริ่นนำเยอะ ให้เสียเวลาการอ่านนะครับ กับสถานการณ์วิกฤติที่ลามไปทั่วโลก จากภัยโรคร้าย Covid-19…

ขอเข้าสู่ประเด็นเลยนะครับ ด้วยความอึดอัดกับสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขละเลยอยู่… ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเอาใจช่วยและพร้อมสนับสนุนทุกคน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ให้ผ่านพ้นสถานการณ์อันคับขันนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย

อ่านข่าว-“โควิด-19″หลุมดำรัฐบาล วัดกึ๋นมาตรการเศรษฐกิจ

ผมขอร่วมระดมและเสนอความคิดในการเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังนี้

จากความจริงที่… เราอยู่ในสังคมที่ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน (ปี พ.ศ. 2562) เท่ากับ 26,371 บาท

และมีรายจ่ายเท่ากับ 21,236 บาท ต่อเดือน

โดยครอบครัวที่มีหนี้สิน คือ 46.3% กับมูลหนี้เฉลี่ย 167,913 บาทต่อครัวเรือน

ในขณะนี้ที่เรากำลังประสบปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 นี้… ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงว่า ค่าตรวจหา Covid-19 มีราคาสูงถึง 3,000 บาท ถึง 10,000 บาท ต่อครั้ง

จริงอยู่… แม้ใครติดไวรัสร้ายตัวนี้ รัฐจะจ่ายค่าตรวจและรักษาพยาบาลให้ แต่หากไม่พบไวรัสตัวนี้ ผู้ป่วยที่ในกลุ่มเสี่ยงต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าตรวจรวมถึงค่าบริการของแพทย์และค่าตรวจเชื้อในห้องแล็บ

ลองคิดดูนะครับว่าหากหนึ่งครอบครัว (เฉลี่ย 4 คน) ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้องไปตรวจด้วยความกลัวการติดไวรัสร้ายตัวนี้ ต้องจ่ายเงินสูงถึง 12,000 บาท ถึง 40,000 บาท… เค้าเหล่านั้นคงต้องกังวลกับการเป็นหนี้หรือไม่มีเงินจ่ายไม่น้อยกว่ากับการติดไวรัส… ?!?

นี่คืออุปสรรคที่ทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่ไม่กล้าไปตรวจ… ซึ่งทำให้เค้าเหล่านั้นไม่ได้รับการรักษาตามสมควรโดยทันท่วงที และทำให้ชุมชนของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

รัฐบาลควรรู้นะครับว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 47 วรรคสาม… ได้ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ดังนั้น การตรวจหาเชื้อในการป้องกันและรักษาต้องฟรีทั้งหมดด้วย

รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ควรต้องเร่งวางมาตรการให้สถานพยาบาลของรัฐทุกประเภทระงับการเรียกเก็บเงินจากการตรวจรักษาโรคโควิด-19 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

ประชาชนทั่วประเทศและรัฐบาล ต้องอยากรู้หรือไม่ว่าใครติดโรค Covid-19…

แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวมา… คงมีแต่คนรวยที่มีความพร้อมเข้ารับการตรวจและรักษาพยาบาลทันที!

เรื่องนี้เลวร้ายยิ่งกว่าการกักตุนหน้ากากอนามัย… เพราะในสถานการณ์ปกติ เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ก็เกือบผูกขาดจากการไล่ซื้อโรงพยาบาลทั้งประเทศเพื่อกำหนดราคาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลกว่า 45% Gross Margin จนทำให้รวยล้นฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งๆ ที่ธุรกิจนี้ คืออาชีพที่หากินกับความเป็น… ความตาย… ความเจ็บไข้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์

          ผมขอเป็นอีกแรงที่เรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ที่กฎหมายกำหนด ภายใต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ให้ประชาชนทุกคน (แม้มีหรือไม่มีประกัน) ได้รับการตรวจ… ได้รับการรักษา… ได้ทดสอบ… ได้กักตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและประชาชนทุกคนในประเทศของเรา

ขอบคุณครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธูรกิจ  คอลัมน์  แสงเทียนกลางพายุ

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 1,716 ครั้ง

ตารางชีวิต “เทพไท” 4.0 คอลัมน์ Special Weekend

เป็นอีกหนึ่งนักการเมืองที่ชื่อว่าใช้การสื่อสาร “โซเชียลมีเดีย” ในการทำงานมานานหลายปี สำหรับ “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่ความคิดเห็นส่วนตัวและข้อเสนอ ต่อประเด็นสำคัญในสถานการณ์ทางการเมือง และส่งต่อในกลุ่มไลน์สื่อมวลชนประจำพรรคประชาธิปัตย์ไม่เว้นแต่ละวัน

“เทพไท” เล่าถึงที่มาที่ไปการใช้โซเชียลมีเดียว่า ที่ใช้มานานแล้วคือทวิตเตอร์ (ยอดติดตามในทวิตเตอร์ @Theptai นับถึงวันที่ 10 มี.ค.2563 อยู่ที่ 37,130 แอคเคานท์) ซึ่งรสนิยมของผู้นำทั่วโลกส่วนใหญ่จะใช้ทวิตเตอร์ในการสื่อสารเป็นหลัก อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความรวดเร็ว จึงมีไว้สำหรับการติดตามข่าวในทวิตเตอร์เพราะส่วนใหญ่ผู้สื่อข่าวมีกันทุกคน ทำให้ในทวิตเตอร์เป็นช่องทางรายงานข่าวได้รวดเร็วกว่าช่องทางอื่น สามารถดูได้ง่าย ไม่ยาว ไม่เยิ่นเย้อ

“เทพไท” บอกว่า หลังจากนั้นก็หันมาใช้เฟซบุ๊กในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง (ยอดติดตามในเฟซบุ๊ก 7,996 แอคเคานท์) โดยเฉพาะการใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ในช่วงการลงพื้นที่พบประชาชน โดยเฟซบุ๊กไลฟ์จะมีประโยชน์ตรงที่หากเราปราศรัยจะมีคนมาฟังเต็มที่ได้ประมาณ 1,000 คน แต่หากมีการเพิ่มช่องทางเฟซบุ๊กไลฟ์เข้าไปด้วย จะมีผู้เข้ามาติดตามได้ไม่จำกัด บ้างครั้งมีผู้มาติดตามเป็นหมื่นๆ คน

“ในพื้นที่ผมจะใช้เฟซบุ๊กเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งแต่เช้าเดินตลาดนัดเราก็ไลฟ์ได้ในช่วงพบแม่ค้าต่างๆ จากนั้นช่วงสายจะขยับมาที่สภากาแฟ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ โดยสื่อมวลชนจะจับประเด็นในการไลฟ์ตรงนี้นำไปเขียนข่าวต่อไป หรือช่วงสายอีกหน่อย หากมีงานผ้าป่าหรืองานภาคบันเทิง ก็จะเฟซบุ๊กไลฟ์เช่นกัน หากในช่วงเดินทางไปร่วมงานศพในภาคใต้สามารถปราศรัยได้ ก็จะเฟซบุ๊กไลฟ์อีกครั้ง ส่วนตอนค่ำหากเป็นงานแต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่ ก็ร้องเพลงบนเวที ก็ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์อีกเช่น”

ไม่ใช่แค่นั้นหากวันใดที่ภารกิจ “เทพไท” รัดตัว เขาจะใช้ช่วงเวลาเดินทางหยิบโทรศัพท์มาเฟซบุ๊กไลฟ์ได้อีก ส่วน “อินสตาแกรม” หรือไอจี เป็นอีกช่องทางที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้งาน ก็เป็นอีกช่องทางที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้ เข้าไปใช้งานเช่นกัน ถึงจะไม่บ่อยครั้งเมื่อเปรียบเทียบกับ “ทวิตเตอร์-เฟซบุ๊ก” โดยกิจกรรมที่จะเข้าใช้งานใน “ไอจี” ส่วนใหญ่จะเข้าไปดูภาพแฟชั่นต่างๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ถือเป็นช่องทางบันเทิงที่เทพไทมีไว้ติดตามเช่นกัน

ตั้งแต่ “เทพไท” ผันตัวเข้าสู่วงการการเมือง จนมาเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์สมัยแรกเมื่อปี 2548 ได้ใช้รูปแบบการสื่อสารทั้งการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ยิ่งในช่วงที่เป็นโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาจะแถลงข่าวต้องเดินทางมาที่ห้องแถลงข่าวของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วต้องมาแถลงข่าวด้วยตัวเองทุกวัน โดยก่อนแถลงข่าวต้องมอนิเตอร์ข่าวสารจากแหล่งต่างๆ แต่ขณะนี้ไม่ต้องแล้วเพราะโทรศัพท์อยู่ในมือ สามารถมอนิเตอร์ได้เลย หรือมีเพจเฟซบุ๊กจำนวนมากที่ติดตามข่าวสารได้ตลอด

“เทพไท” ยอมรับว่าการปรับมาใช้สังคมออนไลน์ ทำให้เป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนได้รวดเร็วมากขึ้นสามารถอัดคลิปวิดีโอหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ทันที โดยเฉพาะการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภา ทำได้สะดวกเช่นกัน เพราะขณะนี้ในสภาถือว่ามี 2 กลุ่ม ภายหลังสภาเว้นวรรคมา 4-5 ปีทำให้บริบทเปลี่ยนไปมากมาย อาทิ พบว่าเวลา ส.ส.รุ่นเก่าอภิปรายจะมีแผ่นข้อมูลประกอบการอภิปราย แต่ ส.ส.สมัยใหม่หลายคนมีเพียงโน้ตบุ๊กตัวเดียวก็อภิปรายได้เลย ถือเป็นความเปลี่ยนไปอย่างมาก

“ถึงเราจะไม่ใช่ ส.ส.รุ่นเก่า แต่ก็ไม่ใช่เป็น ส.ส.รุ่นใหม่ซะทีเดียว ยังเป็นรุ่นกลางๆ ก็ต้องพยายามประยุกต์ใช้โซเชียลมีเดีย ถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญ แต่ก็พยายามทำให้ได้ไม่ตกขบวน”

ส่วนเสียงสะท้อนในสังคมออนไลน์จากเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านที่มาคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กนั้น “เทพไท” ยอมรับว่า ได้อ่านคอมเมนต์เหล่านั้นบ้างเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ในเฟซบุ๊กของตัวเองจะเป็นแฟนคลับที่เป็นขาเชียร์มากกว่า แต่บางครั้งจะไปดูคอมเมนต์จากเพจข่าวอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซีเรียสเพราะถือว่าโดยธรรมชาติของคนไทยแล้ว จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “นักเลงคีย์บอร์ด” เป็นกลุ่มที่ไม่ว่าใครพูดอะไรก็ด่าอย่างเดียว

“ส่วนใหญ่ผมก็อ่านแล้วเฉยๆ ก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เต้นตามหรือหลงกระแส เพียงเราต้องกำหนดจุดยืนของเราว่า สิ่งใดถูกต้องก็เดินหน้าต่อไป”

“เทพไท” ยังกล่าวถึงเรื่องที่มีการพูดถึงขบวนการ “ไอโอ” ขึ้นมานั้น ถ้าไปเต้นตามคอมเมนต์เหล่านี้ ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะถ้ามีไอโอในเฟซบุ๊กของตัวเอง ก็ถือว่ามีน้อยมาก ส่วนไอโอในข่าวตามเพจสื่อออนไลน์ต่างๆ จะมาถล่มก็ไม่ว่าอะไร เพราะไม่ได้อ่านอะไรมากอยู่แล้ว

สุดท้ายการวางบทบาทของตัวเองในสังคมโซเชียลมีเดียหลังจากนี้ “เทพไท” บอกว่ามีคนเสนอให้ทำรายการทอล์กอีกครั้ง แต่ทำผ่านทางมือถือโดยมีห้องส่ง แต่ขณะนี้ยังไม่คิด เพราะไม่มีเวลาขนาดนั้น เนื่องจากต้องใช้ทีมงานและอุปกรณ์หลายส่วน ทำให้ยังไม่อยากจะทำตรงนี้ แต่หากถึงเวลาจริงๆ อาจจะต้องทำ เพราะอีกด้านมีคนเรียกร้องอยากให้กลับมาจัดรายการทีวี เหมือนการจัดรายการ “สายล่อฟ้า” ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่สื่อสารกับประชาชนได้

“แต่การจัดรายการประเภทนี้ต้องใช้เวลาอย่างมาก แล้วเราเป็น ส.ส.ด้วยทำให้ไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังเก็บไว้คิดก่อนว่าจะทำอย่างไร จะพยายามหาช่องทางไว้สื่อสารกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็จะทำต่อไป”

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ห้องพระสุริยัน
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

“พระสุริยัน” อลังการงานสร้าง คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

แม้จะเป็นช่วงปิดสมัยประชุมของรัฐสภา แต่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ปิดเทอมตามไปด้วย เพราะภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ละคณะยังแน่นเหมือนเดิม

อย่างวันก่อนประธานสภาไปตรวจดูการก่อสร้างห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ “ห้องพระสุริยัน” ภาพรวมต้องถือว่ามีความคืบหน้าไปพอสมควร ระบบเครื่องและการลงคะแนนใกล้สมบูรณ์ 100% เหลือแต่เพียงรายละเอียดอีกเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ ในระหว่างการไปตรวจงาน ประธานสภาได้ทดลองกดปุ่มเพื่อทดสอบระบบเสียงภายในห้องประชุม และปุ่มให้สัญญาณเปิดและปิดประชุม ปรากฏว่าประธานสภาพูดทีเล่นทีจริงกับผู้สื่อข่าวว่า “เหมือนเสียงจะดังไปหน่อย”

สำหรับห้องประชุมสภา มีที่นั่งจำนวน 1,209 ที่นั่ง โดยแบ่งออกเป็นที่นั่งสำหรับ ส.ส. จำนวน 800 ที่นั่ง และส่วนของคณะรัฐมนตรี 59 ที่นั่ง ส่วนชั้นลอยซึ่งเป็นที่สำหรับประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภา อีก 350 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ส.ส.ยังสามารถเสริมเพิ่มได้อีก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายในห้องพระสุริยันมีความหรูหราและยิ่งใหญ่สมกับชื่อจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามไป คือ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่จะตามมาอย่างมหาศาล โดยในประเด็นนี้ เลขาธิการสภาเปิดเผยว่าเมื่อใช้เต็มรูปแบบสภาต้องมีค่าใช่จ่ายในเรื่องไฟฟ้าประมาณ 400 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ทำให้สภาต้องหาแนวทางในหารายได้เพิ่มเติม เช่น การเก็บค่าเข้าชม หรือการจัดให้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานต่างๆ อย่างการจัดสัมมนาหรืองานแต่งงาน แต่ทั้งหมดคงต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน

ข่าวคราวแวดวงงานสภาที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การตื่นตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุดทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างประกาศชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการจะงดเดินทางไปต่างประเทศในช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งประธานสภา ระบุว่า “อาจถูกใจไม่ถูกใจบ้าง งบประมาณส่วนที่ไม่ได้ต่างประเทศก็ต้องส่งคืนคลัง จะเอาเงินไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามระเบียบ ผมเชื่อในเรื่องความสามารถและบุคลากรของสาธารณสุขของไทยว่าระบบของเราดีกว่าหลายประเทศ และผมแนะนำว่าเราควรปฏิบัติตามที่กระทรวงแนะนำดีที่สุด เพราะมีมาตรฐานสูง แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน”

อีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีความชัดเจนแล้วเห็นจะเป็นพรรคใหม่ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยเมื่อไม่นานมานี้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย ส.ส. 55 คน ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล พร้อมกับตั้งให้พิธาว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่เป็นประธาน ส.ส.ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวเรือในการกำหนดทิศทางการทำงานในระยะนี้จนกว่าการสมัครสมาชิกพรรคจะสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ต้องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาของพรรค ซึ่งจะต้องลดลงตามจำนวน ส.ส.ที่ลดลงเหลือ 55 คน เมื่อคิดจากตัวเลข 55 คนแล้ว โควตาประธานคณะกรรมาธิการสามัญของพรรคจะเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น

ในเรื่องนี้เมื่อมีการจัดรูปพรรคก้าวไกลเสร็จแล้วจะมีประสานงานกับวิปฝ่ายค้านเพื่อขอให้ประธานคณะกรรมาธิการจำนวน 4 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วจะเป็นอย่างที่พรรคก้าวไกลหวังหรือไม่ เพราะฝ่ายวิปรัฐบาลเองก็จ้องจะเสนอให้เขย่าตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทั้งสภาใหม่ทั้งหมด ไม่ต่างอะไรกับการปรับคณะรัฐมนตรี

ส้มก้าวไถล ‘พิธา’ บารมีไม่ถึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มก้าวไถล ‘พิธา’ บารมีไม่ถึง

14 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
พรรคก้าวไกล,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ทิม พิธา,พรรคอนาคตใหม่,ย้ายพรรค,ทนายคารม,คารม,พรรคไทยรักไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,662 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14-15 มี.ค.63

********************************

“สานต่อภารกิจอนาคตใหม่ สู้เหมือนเดิม มาร่วมกันสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เชิญชวนเอฟซีสีส้มให้เดินทางไปสมัครสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ศูนย์ประสานงานพรรคชั่วคราว ตรงข้ามเดอะมอลล์ บางแค ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563

พิธา ผู้นำพรรคก้าวไกล

เชื่อว่า สื่อทุกสำนักจะจับจ้องไปที่ ส.ส. 55 คน ที่เหลืออยู่ จะไปแสดงตัวกันครบหรือไม่ ? ที่แน่ๆ ขาดไป 1 คน คือ คารม พรพลกลาง อดีตทนายเสื้อแดง และแว่วว่า มี 10 ส.ส.ที่อยู่ระหว่างการต่อรอง “ตำแหน่ง” ในพรรค และการสนับสนุนจากหัวหน้าพรรคคนใหม่

หากได้คำตอบไม่ชัด เวลาที่เหลืออีก 30 วัน ตามกฎหมายการย้ายพรรค ก็อาจเห็น ส.ส.ก้าวไกล ไถลออกไปอยู่พรรคใหม่อีกหลายคน

คารมคือใคร ?

ช่วงที่มีการย้ายพรรคลอตใหญ่ 9 คน ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย คนวงในค่ายสีส้มก็พอจะทราบข่าวมาบ้างว่า ทนายคารม” จะย้ายพรรค จึงมีบางกลุ่มพยายามเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้อยู่ต่อ แต่หลังจากมีการเปิดเผยโครงสร้างพรรคใหม่ ไม่มีชื่อทนายคารมอยู่ด้วย

วันที่ 12 มีนาคมนี้ ทนายคารมยอมรับว่า ตัวเองไม่ไปต่อกับก้าวไกล และได้ย้ายไปอยู่พรรคใหม่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาเป็น “นักล่าฝัน” ทางการเมืองมาแต่ปี 2539

ทนายคารม อำลาสีส้ม

คารมเป็นชาวบ้านคำบอน ต.หัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ชื่อ-นามสกุลเดิมคือ ชิตธิพงษ์ พลทะกลาง เมื่อจบนิติศาสตร์ รามคำแหง คารมได้ตั้งบริษัทสำนักกฎหมายอยู่แถว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อปี 2538

เลือกตั้งปี 2539 คารมลงสมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต พรรคพลังธรรม ยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่บังเอิญเป็นช่วงพลังธรรมขาลง คารมได้แค่ 8,520 คะแนน

ปี 2544 ทักษิณตั้งพรรคไทยรักไทย คารมก็ตามมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค หวังอยากลงสมัคร ส.ส.อีกหน แต่ก็ไม่ที่ทางให้เขา ทั้งสนามนนทบุรี และบ้านเกิด-ร้อยเอ็ด

ทนายคารม กับเพื่อนเก่าที่บ้านคำบอน อ.สุวรรณภูมิ

หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 คารมเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เมื่อเขาอาสาเป็นทนายความให้ความช่วยเหลือแกนนำ และสมาชิกกลุ่ม นปช.

สถานการณ์การเมืองเหลือง-แดง สร้าง “ทนายคารม” ให้โด่งดัง และวันข้างหน้า เขาก็เลือกที่จะเป็นนักเลือกตั้งเต็มตัว

แดงอีสาน

จริงๆ แล้ว พรรคอนาคตใหม่ ร้อยเอ็ด ไม่ได้มีแค่ “ทนายคารม” ที่เป็นแกนนำระดับจังหวัด วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” อดีตประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชาย นิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ก็เป็นแม่ทัพอีกคนหนึ่ง แต่เขาโชคร้าย ถูกตัดสิทธิลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

กลางปี 2561 “วิเชียรชนินทร์-คารม” ลาพรรคเพื่อไทย มาสังกัดค่ายสีส้ม เพราะพื้นที่ร้อยเอ็ด ส.ส.เพื่อไทย ตรึงทุกพื้นที่ ไม่มีที่ว่าง ทั้งคู่เลยมาสร้างบ้านหลังใหม่

วิเชียรชนินทร์ แกนนำแดงร้อยเอ็ด

เวลานี้ วิเชียรชนินทร์ เป็นที่ปรึกษาทีมอนาคตใหม่ ร้อยเอ็ด ที่ได้วางตัว “สถาพร ว่องสัธนพงษ์” ลงสมัครนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ซึ่งสถาพรมาจากตระกูลการเมือง “ว่องสัธนพงษ์” ที่มีฐานการเมืองท้องถิ่นอยู่ใน อ.เมืองร้อยเอ็ด และ อ.ศรีสมเด็จ

การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร…นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าแดง หรือน้ำเงิน ก็กินลาบก้อยวงเดียวกันได้

ส้มเอ็นจีโอ

พลันที่ทนายเสื้อแดงทิ้งเพื่อน ไม่ไปต่อกับก้าวไกล “อภิชาติ ศิริสุนทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม่ทัพอีสานสายสีส้ม ได้ออกมาบอกว่า “…น่าเศร้าเสียดายที่คนเป็นผู้แทนประชาชน จะมาใช้ประโยชน์กับโครงสร้างทางการเมืองที่ผุพัง และกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่สู้จะส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ และช่องทางให้ตัวเองไหลลื่นไปตามผลโยชน์ส่วนตน”

ส่วนผสมของอนาคตใหม่อีสานคือ คนเสื้อแดงกับเอ็นจีโอ แต่ที่ผ่านมา “ธนาธร-ปิยบุตร” ให้ความสำคัญกับเอ็นจีโอหรือผู้นำภาคประชาชนมากกว่า เพราะเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์มั่นคง ไม่วอกแวกแบบนักเลือกตั้ง

อภิชาติ และคำพอง สองแม่ทัพอีสาน

ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็คือ “อภิชาติ ศิริสุนทร” อดีตปลัด อบต.จระเข้ จ.ขอนแก่น และ “คำพอง เทพาคำ” อดีต ผอ.กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองวารินชำราบ ผู้ก่อตั้งวงสะเลเต ที่รับใช้ชาวสมัชชาคนจนมานับสิบๆ ปี จะเป็นแกนหลักในโครงสร้างพรรคก้าวไกล

ว่ากันตามจริง แกนนำเสื้อแดงในอีสาน ส่วนใหญ่คือ “หัวคะแนน” หรือทายาทของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย จึงมีจุดยืนและวิธีคิดต่างจากกลุ่มเอ็นจีโอ

ฉะนั้น ทนายเสื้อแดงเห็นวี่แววว่า พรรคใหม่แต่ยัง “รวมศูนย์” อยู่กับคนกลุ่มเดิม ก็เลยเผ่นไปบุรีรัมย์