pandemic, panic : ผลกระทบโควิดไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

pandemic, panic : ผลกระทบโควิดไวรัส

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,pandemic,panic,ผลกระทบ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

pandemic, panic :ผลกระทบโควิดที่กำลังทำให้ประชากรโลกเกิดอาการตื่นตระหนก …โดยส.ว. พลเดช ปิ่นประทีป

การระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังดำเนินไปอย่างกราดเกรี้ยว จากจุดเริ่มที่นครอู่ฮั่นในเดือนธันวาคม 2020 ณ วันที่ 11 มีนาคม 2020 มาบัดนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ของโลก (Pandemic) อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020

ตามความหมายของ WHO โควิดไวรัสเป็นเชื้อโรคใหม่ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้จำนวนการป่วยและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยล่าสุดในขณะที่ประกาศนั้นได้แพร่ระบาดลุกลามไปแล้ว 118 ประเทศ มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 121,000 คน อีกทั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียง 2 สัปดาห์ มีการ
แพร่ระบาดเพียง 30 ประเทศเท่านั้น

คลื่นการระบาดระลอกแรกเกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่จีน จากนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย แพร่กระจายไปเกือบทุกเมืองในทุกมณฑล มีคนจีนป่วยมากกว่า 80,000 คน รวมทั้งกระจายไปยังต่างประเทศ เข้าสู่ไทย ประเทศและทวีปต่างๆ จนกระทั่งกลายเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก จากจุดนี้จึงเป็นเสมือนคลื่นการระบาดระลอกที่สองที่เกิดนอกประเทศจีน มีจำนวนผู้ป่วยรวมล่าสุด (16 มี.ค. 2020) มากกว่าในประเทศจีนแล้วและกำลังทวีจำนวนและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ลูกคลื่นการระบาดของโคโรนาไวรัสกำลังขยายตัวออกไปตามธรรมชาติของโรคระบาดใหม่ ในสภาวะที่ประชากรโลกยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันต่อมันมาก่อน ป่วยและตายกันมาก เกิดอาการตื่นตระหนกและสติแตกของสังคมด้วยความหวาดกลัวต่อไวรัสตัวนี้ (panic) กลายเป็นผลกระทบทางสังคมจิตวิทยาที่รุนแรงอีกลูกคลื่นหนึ่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย อันที่จริงคลื่นของความตื่นกลัวแบบนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ จะมากหรือน้อยย่อมแตกต่างกันไปตามพื้นความรู้ความเข้าใจ กระแสวัฒนธรรมความเชื่อ และวิถีในการจัดการปัญหาของแต่ละสังคม

สำหรับประเทศไทยนั้น การระบาดของโรคยังคงอยู่ในระยะที่ 2 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ ได้เตรียมมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อยันไว้ไม่ให้เข้าสู่ระยะที่ 3 หรือชะลอให้เข้าได้ช้าที่สุด

ทันทีที่องค์การอนามัยโลกประกาศการระบาดใหญ่ทั่วโลก ในวันรุ่งขึ้น (12 มี.ค. 2020) ประเทศจีนก็ได้ประกาศว่าการระบาดของโควิดไวรัสในประเทศจีนได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และกำลังลดระดับลงสู่ภาวะที่ควบคุมได้ โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียงแค่ไม่กี่คนต่อวัน

รวมความแล้ว การระบาดในประเทศจีนเกิดขึ้นจากกลางเดือนธันวาคม 2019 ถึงกลางเดือนมีนาคม 2020 รวมระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งถ้านำแบบแผนการระบาดในประเทศจีนมาเป็นตัวเทียบเคียง เราอาจทำนายอย่างคร่าวๆ ได้ว่าการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่เริ่มต้นในเดือนมีนาคม (ตามที่ WHO ประกาศ) ก็อาจจะไปสิ้นสุดในราวเดือนมิถุนายน

แต่เราจะคิดเอาง่ายๆ แบบนี้ก็ไม่ได้เสียทีเดียว ต้องนำปัจจัยตัวแปรด้านการบริหารจัดการที่เฉียบขาดและมีประสิทธิภาพสูงของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งพลังความร่วมไม้ร่วมมือของชาวจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาบวกลบคูณหารเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย เพราะประเทศอื่นทั่วโลกเขาไม่ได้มี-ไม่ได้เป็นแบบจีน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์โคโรนาไวรัสทั่วโลกไม่รู้ว่าจะยุติลงเมื่อไร ที่แน่นอนคือการเดินทางท่องเที่ยวและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรม รวมทั้งการกีฬา การติดต่อซื้อขายและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อันเป็นชีพจรเศรษฐกิจของทุกประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ มีอันต้องสะดุดหยุดกึกลงแบบฉบับพลัน เนื่องมาจากทุกประเทศต้องงัดเอามาตรการการเฝ้าระวัง การตรวจคัดกรองและการกักกันโรคอย่างเข้มงวดตามกติกาองค์การอนามัยโลก (2005) มาบังคับใช้

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินผลกระทบความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาว่าจะอยู่ระหว่าง 77,000–347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.1-0.4% ของจีดีพีโลก ซึ่งระดับความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังไม่แน่นอน

ทั้งนี้ หากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงในระดับปานกลางโดยมีการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคระบาด อย่างเช่นการจำกัดการเดินทางติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน
อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกราว 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.2% ของจีดีพีโลก

ด้านเศรษฐกิจจีนเองนั้นจะได้รับความเสียหายราว 103,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.8% ของจีดีพีจีน ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชียจะอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.2% ของจีดีพีประเทศเหล่านั้น

สำหรับประเทศไทย เอดีบีคาดว่าจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจราว 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.11% ของจีดีพีไทย ในเรื่องนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2563 มีทั้งผลทางตรงและทางอ้อม การลดการจ้างงาน-ปิดกิจการ ซ้ำเติมประเด็นด้านกำลังซื้อของครัวเรือนที่เปราะบางจากหลายปัจจัยลบอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีภัยแล้งที่รุนแรงเติมเข้ามาอีกด้วย

กกร.จึงทบทวนประมาณการเศรษฐกิจในปี 2563 ภายใต้สมมติฐานที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งในจีนและนอกจีนผ่านจุดสูงสุดได้ภายในกลางปีนี้ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2563 จะอยู่ที่ 1.5-2.0% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.0-2.5% ขณะที่ยังคงประมาณการการส่งออกและเงินเฟ้อไว้ตามเดิม

นี่เป็นลูกคลื่นอีกระลอกหนึ่งที่กำลังจะปรากฏตัว ทั้งใหญ่ ทั้งรุนแรงและอาจลากยาวข้ามปี อาจยังมาซึ่งภาวะความยากจน อดอยากหิวโหยและความฝืดเคืองของเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน.

การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สสแบบบัญชีรายชื่อ,คำนวณ,โคทม
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

โดย…โคทม อารียา

การคำนวณ ส.ส.แบบ บัญชีรายชื่อ โดย กกต. สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ในเดือนมีนาคม 2562 มีความคลุมเครือ และขาดคำอธิบายที่ชัดเจน จึงควรมีการทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ขอใช้คณิตศาสตร์มาช่วยอธิบายการจัดทำข้อเสนอในที่นี้

โจทย์คือการจัดสรร ส.ส.ให้แก่พรรคต่างๆ ตามสัดส่วนของคะแนนที่พรรคนั้นๆ ได้รับ ขอเริ่มต้นด้วยการคำนวณ “เกณฑ์เฉลี่ย” ว่าคะแนนเสียงเท่าไรจึงเทียบเท่ากับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 1 คน ศัพท์ที่ใช้เรียกเกณฑ์เฉลี่ยนี้คือ “โควตา” ในการคำนวณโควตา ให้เอาคะแนนทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารเฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส.ทั้งหมด หรือ 500 คน ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

โควตา = ผลบวกคะแนนทุกพรรค 500 คน (1)

ในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อเดือนมีนาคม 2562 คำนวณได้โควตาประมาณเท่ากับ 7.1 หมื่นคะแนน พรรคใดมีคะแนนเสียงเป็นกี่เท่าของโควตา จะได้รับการจัดสรร ส.ส. ในเบื้องต้นเท่ากับจำนวนเท่าดังกล่าว เช่น ถ้าพรรคใดมีคะแนนเสียง 7.1 หมื่นคะแนน (แต่น้อยกว่า 14.2 คะแนน) พรรคนั้นจะได้รับการจัดสรร ส.ส.ไปก่อน 1 ที่นั่ง หรือมี ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 1 คน พรรคใดมีคะแนนเสียง 14.2 หมื่นคะแนน (แต่น้อยกว่า 21.3 หมื่นคะแนน) พรรคนั้นจะได้รับการจัดสรร ส.ส.ไปก่อน 2 ที่นั่ง หรือมี ส.ส.พึงมีเบื้องต้น 2 คน ฯลฯ

ในการคำนวณ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น ให้เอาโควตาไปหารคะแนนของแต่ละพรรค โดยผลการหารที่เป็นเลขจำนวนเต็มคือ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรคนั้นๆ ผลการหารเมื่อใช้สมการ (1) ในการหารเป็นดังนี้

ผลการหารของแต่ละพรรค = [คะแนนแต่ละพรรค 500 คน] ผลบวกคะแนนทุกพรรค (2)

= ตัวเลขจำนวนเต็มของพรรค + เศษทศนิยมของพรรค (3)

“จำนวนเต็ม” (แปลมาจากคำว่า integer) ของพรรค คือ “ส.ส.พึงมีเบื้องต้น” ของพรรคนั่นเอง และแต่ละพรรคยังมีคะแนนที่เหลือจากการจัดสรรเบื้องต้น ซึ่งตรงกับ “เศษทศนิยม” ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “เศษ”

เมื่อเอาผลการหารของทุกพรรคมาบวกกัน จากสมการ (2) จะได้

ผลบวกการหารของทุกพรรค = [ผลบวกคะแนนทุกพรรค 500 คน] ผลบวกคะแนนทุกพรรค

ผลบวกคะแนนทุกพรรคจะตัดกันไปดังนี้

ผลบวกการหารของทุกพรรค = 500 คน (4)

เมื่อแยกส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม (ส.ส.พึงมีเบื้องต้น) ออกจากเศษ จะเขียนสมการ (4) ได้ใหม่ดังนี้ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรค (คน) + เศษทุกพรรค = 500 คน (5)

สังเกตได้ว่า ทุกเทอมของสมการ (5) เป็นเลขจำนวนเต็ม และ “เศษทุกพรรค” ก็เป็นเลขจำนวนเต็มเช่นกัน และสังเกตได้อีกว่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้นยังไม่ครบ 500 คน ยังขาดอยู่เท่ากับ “เศษทุกพรรค” (คน) ความหมายของสมการ (5) คือ เราต้องการ ส.ส. 500 คน ในเบื้องต้นก็จัดสรร ส.ส. ให้แก่พรรคต่างๆ ตามจำนวนเต็มของโควตาไปก่อน แล้วเอาคะแนนที่เหลือที่แต่ละพรรคมีไม่ถึงโควตามาพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการจัดสรรต่อไป

โดยปกติ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคคำนวณได้จากการหักลบ ส.ส.เขต ออกจาก ส.ส.พึงมีเบื้องต้นดังนี้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรค – ส.ส.เขตของพรรค (6)

แต่สมการ (6) นี้ใช้ไม่ได้สำหรับพรรคที่มี ส.ส.ส่วนเกิน (overhang) คือมี ส.ส.เขตมากกว่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้น เพราะจะให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่มีค่าเป็นลบ ถ้าจะให้ใช้ได้ต้องแก้เป็นสมการ (8) โดยเติมเทอม “ส.ส.ส่วนเกินของพรรค” เข้าไปในสมการ (6) เพื่อให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พึงมีเบื้องต้นเป็นศูนย์ ในกรณีที่มี ส.ส.ส่วนเกิน ดังนี้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นของพรรค – ส.ส.เขตของพรรค + ส.ส.ส่วนเกินของพรรค (8)

สมการ (8) ยังคงใช้ได้เมื่อไม่มี ส.ส.ส่วนเกิน เพราะจะเหมือนกับสมการ (6) เมื่อ ส.ส.ส่วนเกินเป็นศูนย์ จากสมการ (8) เมื่อเอา ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของทุกพรรคมาบวกกัน จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค = ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรค – ส.ส.เขตทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (9)

เมื่อแทนค่า ส.ส.พึงมีเบื้องต้นทุกพรรคจากสมการ (5) ลงในสมการ (9) จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค = 500 คน – เศษทุกพรรค – ส.ส.เขตทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (10)

แทนค่า ส.ส.เขตทุกพรรคด้วยจำนวน 350 คน จะได้

ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรค (คน) = 150 คน – เศษทุกพรรค + ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรค (คน) (11)

สังเกตได้ว่าทุกเทอมของสมการ (11) เป็นเลขจำนวนเต็ม

สมการ (11) เป็นสมการหลักที่จะใช้ในการคำนวณต่อไป ความหมายของสมการ (11) คือ ในกรณีที่ไม่มี ส.ส.ส่วนเกิน เพื่อจัดสรรให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีทุกพรรคมีจำนวนเท่ากับ 150 คน จะต้องเพิ่มจำนวน ส.ส.ให้แก่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคที่มีเศษมากกว่าพรรคละ 1 คน เป็นจำนวนรวมเท่ากับ “เศษทุกพรรค” (คน)

ในกรณีที่มี ส.ส.ส่วนเกิน จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเพิ่มให้แก่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้น มีจำนวนรวมลดลง เหลือเท่ากับ [“เศษทุกพรรค”- ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค] (คน) เมื่อจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มแก่พรรคที่มีเศษมากกว่าให้ครบ [“เศษทุกพรรค”- ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค] (พรรค) แล้ว ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีทุกพรรคเท่ากับ 150 คน

ถ้า ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคมีมากกว่า “เศษทุกพรรค” จากสมการ (11) จะได้ว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคมีมากกว่า 150 คน ในกรณีนี้ จะต้องลด ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นสำหรับบางพรรคลงมา โดยใช้บัญญัติไตรยางศ์ตามมาตรา 128 (7) ให้เหลือเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมี 150 คนตามที่ต้องการ

ในการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือนมีนาคม 2562 เมื่อนำผลการเลือกตั้ง ส.ส. ตามประกาศในระยะแรกของ กกต. (ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม) มาคำนวณ ปรากฏว่า “เศษทุกพรรค” เท่ากับ 24 และ ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคเท่ากับ 26 คน สมการ (11) ให้ค่า ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเท่ากับ 152 คน ซึ่งจะต้องลดให้เหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเท่ากับ 150 คนต่อไป แต่ถ้าผลการเลือกตั้งใหม่หรือเลือกตั้งซ่อมในเวลาต่อมา (ไม่เกินหนึ่งปี) ทำให้ ส.ส.เขตของพรรคเพื่อไทยลดลง 2 คน ส.ส.ส่วนเกินทุกพรรคจะลดลงเหลือ 24 คน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเท่ากับ 150 คนพอดี จึงให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเท่ากับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นได้เลย โดยไม่ต้องใช้บัญญัติไตรยางศ์ลดทอนลงแต่ประการใด

การคำนวณตามมาตรา 128 (7) เป็นเหมือนการใช้บัญญัติไตรยางศ์ คือกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคเกิน 150 คน ต้องจัดสรร (ทอนลง) ให้เหลือเป็น ส.ส.พึงมีทุกพรรคเท่ากับ 150 คน ในการนี้ ให้ปรับลดจำนวน (ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของแต่ละพรรค + เศษทศนิยม 4 ตำแหน่ง) โดยคูณจำนวนดังกล่าวด้วยตัวเลขตัวหนึ่ง (ขอเรียกว่าตัวคูณ) ที่เล็กกว่า 1 เล็กน้อย เหตุที่ต้องใช้เศษทศนิยมสำหรับ ส.ส.พึงมีเบื้องต้น และเลือกตัวคูณใกล้เคียง 1 ก็เพื่อคำนึงถึงทุกคะแนนของพรรค และให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคหลังการคูณ ลดลงใกล้เคียง 150 คน เท่าที่จะใกล้เคียงได้ ทั้งนี้ เป็นการเคารพผลการลงคะแนนที่ต้องการให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน เทียบคะแนนได้ใกล้เคียงที่สุดกับเกณฑ์โควตา ดังนั้น ตัวคูณ (ตามที่บัญญัติในมาตรา 128 (7)) น่าจะได้แก่

ตัวคูณ = 150 (150 คน + จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นทุกพรรคที่เกิน 150 คน) (12)

เมื่อใช้สมการ (11) จะเปลี่ยนมาเป็นสมการ (12):

ตัวคูณ = 150 [150 คน – เศษทุกพรรค + ส.ส. ส่วนเกินทุกพรรค (คน)] (13)

สังเกตได้ว่าทุกเทอมของสมการ (13) เป็นจำนวนเต็ม ไม่ควรปะปนบางเทอมที่มีเศษส่วนเข้าไป

จากการใช้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในเดือนมีนาคม 2562 มาคำนวณ ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นเท่ากับ 152 คน ซึ่งจะต้องปรับลดลง 2 คน โดยใช้ตัวคูณตามสมการ (13) เท่ากับ (150 คน 152 คน) ไปคูณกับผลการหารของแต่ละพรรคตามสมการ (3) แล้วทำการปัดเศษขึ้น คล้ายกรณี ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นขาด ทั้งหมดเป็นการลด ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีเบื้องต้นของพรรคการเมืองจำนวนเพียง 2 พรรค พรรคละ 1 คน ก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมี เท่ากับ 150 คนตามที่ต้องการ โดยการปรับเช่นนี้ต้องไม่ใช่การปรับเป็นแผง คือต้องกระทบ ส.ส.พึงมีเบื้องต้นที่ได้คะแนนเต็มโควตา ให้น้อยที่สุด

ฝ่าฟันไปด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าฟันไปด้วยกัน

18 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ยาแรง,โควิด-19,ความสามัคคี และความเสียสละ
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

บทบรรณาธิการ…ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2563

มาตรการล่าสุดที่คณะกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ค่อนข้างจะเป็น “ยาแรง” ขนานแรกๆ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย มาตรการเลื่อนเทศกาลสงกรานต์จากวันที่ 13-15 เมษายนออกไป เพื่อลดการเคลื่อนย้ายคนทั้งในและนอกประเทศ ให้ปิดมหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงเรียนนานาชาติ และสถาบันกวดวิชา พร้อมกันนี้ยังมีมติให้ปิดสนามมวย สนามชนไก่ ผับ โรงภาพยนตร์ งดกิจกรรมที่มีคนชุมนุมกันเกิน 50 คน ส่วนที่ให้เปิดดำเนินการต่อไปได้คือร้านค้า ร้านอาหาร แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่ออันตราย ซึ่งสามารถสั่งปิดได้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในเรื่องของการเหลื่อมเวลาทำงาน เหลื่อมเวลาอาหารกลางวันเพื่อลดความแออัดของคน ที่ควรจะนั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร พร้อมกันนี้หน่วยงานราชการและเอกชนก็ควรพิจารณาเรื่องการทำงานที่บ้านของเจ้าหน้าที่หรือพนักงาน ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะเสนอมาตรการสั่งปิดสถานบันเทิงทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนดจนกว่าความปลอดภัยจะเกิดขึ้น โดยจะควบคุมให้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่ออันตราย ควบคู่กับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะว่าไปแล้ว มาตรการที่ออกมาก่อนหน้าในเรื่องของการเคลื่อนย้ายคนผ่านระบบขนส่งสาธารณะก็ควรถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บางหน่วยงานมีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐ รอเพียงแต่การประกาศมาตรการที่่จะเดินหน้าไปในแนวทางเดียวกัน หลายพื้นที่ประกาศยกเลิกกิจกรรมสงกรานต์ไปก่อนหน้านี้หลายวันแล้วด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับสถานศึกษา ก็สั่งยกเลิกหลายๆ กิจกรรมไปบ้างแล้ว แต่กระนั้น ในทางปฏิบัติ จะต้องมีรายละเอียดอีกมาก อย่างเช่น ห้วงเวลาการสอบเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ในห้วงเวลา 28-29 มีนาคมนี้ แต่ขณะนี้นักเรียนทั้งสองระดับก็มุ่งหน้าสู่โรงเรียนกวดวิชากันไม่น้อย ล้วนเป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องออกแผนรองรับที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานประกอบการต่างๆ ท่ี่อาจเข้าขั้นโกลาหลกันเลยทีเดียว

ถึงอย่างไร ชั่วโมงนี้ สังคมไทยทุกภาคส่วนย่อมเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีแล้วว่า คงไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งไวรัสโควิด-19 ลงได้ หลายประเทศใช้ยาแรงมากกว่าด้วยซ้ำ เช่น การประกาศปิดประเทศ ห้ามการเดินทางออกนอกประเทศ ผู้เดินทางเข้าต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวัง ฯลฯ ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ความสามัคคี และความเสียสละจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็เชื่อว่าคนไทยพร้อมอยู่แล้ว เพียงแต่รอผู้นำการบริหารสถานการณ์ฟันธง เพื่อเดินหน้าไปพร้อมกัน อย่างเช่น ที่จีนประสบปัญหาสาหัสสากรรจ์ ยังสามารถคลี่คลายสถานการณ์จนเริ่มเป็นบวก และมีแนวโน้มว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยก็น่าจะผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้เช่นกัน

“ครูบาบุญชุ่ม” จากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน…สู่โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ครูบาบุญชุ่ม” จากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน…สู่โควิด-19

17 มีนาคม 2563 – 17:11 น.
พระครูบาบุญชุ่ม,ถ้าหลวงขุนน้ำนางนอน,13 หมูป่า,โควิด-19,COVID-19,ครูบาบุญชุ่ม
เปิดอ่าน 1,105 ครั้ง

จากถ้ำหลวง…สู่โควิด-19 เสียงเตือนจาก..”ครูบาบุญชุ่ม” เกจิชื่อดัง 3 แผ่นดิน ถึงภัยอันตรายกำลังคุกคามถึงคร่าชีวิตมนุษยชาติบนโลกในนี้..

คลิปที่ 1

 

ชื่อของ “ครูบาบุญชุ่ม” ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร   พระเกจิชื่อดัง กลับมาเป็นข่าวในกระแสความสนใจอีกครั้ง เมื่อการแพร่ระบาดของเจ้าวายร้าน ไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายไปทั่วโลก  ขณะที่ในประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ระยะที่3

อ่านข่าว :  หนังสือจากถ้ำ แปลภาษาเมียนมา พระครูบาบุญชุ่ม เตือนลูกศิษย์

ย้อนรอย…ครูบาบุญชุ่ม

เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม  2561    ครูบาบุญชุ่ม  ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ได้เดินทางมายังปากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ. แม่สาย จ.เชียงราย เป็นครั้งที่3 เพื่อค้นหาทีมหมูป่าทั้ง13 ชีวิตที่ติดถ้ำ

ปรากฏว่ากองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ มาเฝ้ารอกันอย่างหนาแน่น ซึ่งครูบาบุญชุ่มได้เดินทางมาพร้อมศิษย์ยานุศิษย์และคณะศรัทธาจำนวนหลาย 10 คน

ครูบาบุญชุ่ม เดินผ่านกองทัพสื่อมวลชน เข้าไปยังปากถ้ำหลวงฯ เพื่อทำพิธีแผ่เมตตา มีเพียงคณะศรัทธาและบรรดาญาติของทีมหมูป่าอะเคาเดมี่เดินตามเข้าไปเท่านั้น

        เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ครูบาบุญชุ่มและศิษยานุศิษย์ รวมทั้งบรรดาญาติของ 13 ชีวิตก็เดินออกมาจากปากถ้ำหลวงฯ 

  พระครูบาบุญชุ่ม 

พระครูบาบุญชุ่ม ไม่ได้กล่าววาจาใดๆ แต่ได้นำวัตถุมงคล เครื่องรางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มอบให้บรรดาสื่อมวลชนและญาติของทีม หมูป่า เท่านั้น

เมื่อครูบาบุญชุ่ม เดินกลับจากถ้ำหลวงฯ อ.แม่สาย แล้วได้บอกกับลูกศิษย์ว่า “ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวน” เพราะท่านต้องการปิดวาจาและนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำหลวงฯ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะเดินทางออกจากวัดตั้งแต่เช้า และเดินทางมาทำพิธีที่ถ้ำหลวง อีกครั้ง

ก่อนที่ทีมนักประดาน้ำ จะค้นหาจนพบทีมหมูป่า ครูบาบุญชุ่มได้นำพ่อแม่ผู้ปกครองของทีมหมูป่า ทั้ง 13 คน นั่งภาวนาแผ่เมตตาบริเวณหน้าถ้ำหลวง ถึง 2 ครั้ง พร้อมระบุว่า “เด็กๆ จะออกจากถ้ำใน 2 วัน”

ปาฏิหาร์ย์มีจริง

หลังจากครั้งล่าสุดที่ครูบาบุญชุ่มได้ทำพิธีทางศาสนา และกล่าวว่า “จะค้นพบทีมหมูป่าทั้ง13ชีวิต” 

           ต่อมา 2วัน ให้หลังทีมหน่วยซีล (ทหารเรือ)  และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจภายในถ้ำหลวงฯ ก็สามารถเจาะทะลวงโถงถ้ำจนพบทั้ง 13 ชีวิต ปลอดภัยดีอยู่ภายในถ้ำจริง

          ต่อมาครูบาบุญชุม ได้เข้านั่งสมาธิวิปัสนาภายในสำนักปฏิบัติดอยเวียงแก้ว บ้านเวียงแก้ว หมู่ 5 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ใกล้กับชายแดนไทย-สปป.ลาว-เมียนมา ตรงจุดสามเหลี่ยมทองคำติดแม่น้ำโขง-แม่น้ำรวก โดยไม่ได้ออกมาพบญาติโยมอีก…

13 หมูป่าอะคาเดมี่

หนังสือจากถ้ำ…พระครูบาบุญชุ่ม

พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ซึ่งเข้าไปปฏิบัติธรรมกรรมฐาน บำเพ็ญเพียร ในถ้ำที่เมืองแก๊ด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้เกือบ 1 ปี ส่งหนังสือออกมาจากถ้ำ ซึ่งพระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ วัดหนองปึ๋ง จ.เชียงใหม่ ได้นำคำเขียนคำเมือง (ภาษาไทยถิ่นเหนือ) ของพระครูบาบุญชุ่ม นำมาแปลเป็นภาษาไทย เผยแผ่ให้กับลูกศิษย์ ผ่านเฟซบุ๊กพระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ…

หนังสือ “พระครูบาบุญชุ่ม”  เตือนลูกศิษย์ใช้ชีวิตอย่างมีสติ  ระวังอันตราย 3 ประการจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

         1.คนทั้งหลายจะเป็นโรคทาฬะลงเมือง(ตายห่า)

         จะตายกันมาก

         2.โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา 

         3.จะตายเป็นหมื่นเป็นล้าน 

     

ด้วยเหตุนี้ ให้มีสติ โรคภัยไข้เจ็บนี้ ไม่ใช่โลกนี้เกิดขึ้นมาเอง นอกโลกหรือโลกอื่นเขาเอามาปล่อยใส่ผู้อื่นทั้งหลายจะได้ตาย เป็นแล้วจะรักษาไม่ได้ มีธรรมะเท่านั้นรักษาได้

ขอให้มีสติ เกี่ยวกับการกินเนื้อปลา สิ่งจะนำเชื้อโรคมา ตอนนี้ในโลกตายนับหมื่นเป็นที่น่ากลัว ให้ทุกคนมีสติในการกินอยู่ ให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ทำวัตรสวดมนต์ภาวนาส่งเมตตาให้มากๆ ให้แผ่ถึงในโลกในอนัตตจักรวาลสัตว์ทั้งหลายหาที่สุดไม่ได้

 ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเวลาให้มีใจศรัทธา นับถือข้อธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ในจิตใจ เอาธรรมไว้ในจิตให้เหมือนธรรมเจดีย์ (เจดีย์ทองคำ) ให้สมกับเกิดมาพบพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าอยู่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านไป อย่าให้ตายไปโดยไม่มีบุญติดตัว..

   0 กมลทิพย์  ใบเงิน 0 รายงาน

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ

17 มีนาคม 2563 – 12:45 น.
โควิด-19,นายกฯ,ลุงตู่,หน้ากากอนามัย,เจลล้างมือ
เปิดอ่าน 470 ครั้ง

ถึงนายกฯลุงตู่ ไม่ต้องออกทีวี ขอแค่หน้ากาก กับเจลล้างมือ คอลัมน์..  Editor Talk

ได้ฟังถ้อยแถลงของนายกฯเมื่อคืนนี้บอกตรงๆว่าผิดหวัง

ผิดหวังแรกคือ ก่อนหน้านายกฯจะแถลง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และคณะผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันแถลง

สาระสำคัญหลายอย่างบอกว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการไล่ปิดสถานที่อาจจะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 

อ่านข่าว…  “บิ๊กตู่” ลั่นประเทศไทยต้องชนะ “โควิด-19”
อาทิ เลื่อนงานสงกรานต์ ปิดสถานศึกษาให้เรียนออนไลน์แทน ปิดผับบาร์คาราโอเกะ ปิดสนามมวย ปิดสนามชนไก่ และอื่นๆ

จึงคิดว่าการที่สำนักเลขาธิการนายกฯแจ้งผ่านสื่อมวลชนว่า รอฟังนายกฯแถลงเวลา 19.00 น. พวกเราก็เข้าใจว่าจะมีข่าวใหญ่จากนายกฯ อันเป็นทิศทางของประเทศว่า เราจะเดินทางไหนกับภาวะโควิดที่ระบาดหนักขึ้นทุกวัน

ปรากฏว่า นายกฯออกทีวีแค่ 5 นาที ที่จับใจความได้คืออย่าตื่นตระหนก ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำประกาศสู้ๆ ประเทศไทยจะชนะ แล้วก็ชูกำปั้น ที่ไม่ค่อยจะแข็งแรง

ผมงงครับ หลายคนงงว่านี่คืออะไร

นายกฯอยากจะสื่อฯถึงอะไร นายกฯออกทีวี 5 นาทีเพื่อให้กำลังใจ เพื่อสร้างกำลังใจให้คนไทย แต่นายกฯไม่ได้บอกเลยว่าวิธีการต่อสู้ของนายกฯเป็นอย่างไร มีแผนอย่างไร เราถึงจะชนะสงคราม

เหมือนนายกฯเป็นแม่ทัพ ที่จะไปสู้รบ แต่ว่าไพร่พลยังงงๆ ว่าจะไปสู้กับอะไร และเอาอะไรไปสู้ คนเขาตระหนกไปหมด และเมื่อนายกฯพูดจบคนยิ่งตระหนกไปใหญ่ว่า ให้นายกฯออกทีวี 5 นาที ไม่มีอะไร สู้ไม่ออกจะดีกว่า

ขอเรียนนายกฯว่า วันนี้ไม่ต้องมาปลุกขวัญและกำลังใจ ประชาชนเขาต้องการแค่ หน้ากาก กับเจลล้างมือ ไม่ต้องฟรีแต่ไม่ใช่หน้ากากอันละ 14 บาท เจลหาซื้อไม่ได้

และการตรวจรักษาโควิด-19ควรจะฟรี ไม่ใช่เสียเงิน คนจะไม่กล้าไปตรวจไปรักษา รังแต่จะแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ อีกนับพันนับล้านในอีกไม่กี่วัน

จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชน เขาไม่ต้องการกำลังใจ กำลังใจเขาดี เพียงแต่รัฐ จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนให้เพียงพอเท่านั้น

ที่เหลือเขากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ต้องชนะ ไม่ต้องสู้ หรอก

ทำแค่เหมือนว่าประชาชนเขาไม่ถูกทอดทิ้งแค่นั้นพอ

ทำได้ไหมครับ.

ไหวมั้ย “กัปตันอู๊ดด้า” ฝ่าพายุโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไหวมั้ย “กัปตันอู๊ดด้า” ฝ่าพายุโควิด

17 มีนาคม 2563 – 09:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,จุรินทร์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์,อู๊ดด้า,พรรคประชาธิปัตย์,วิชัย โภชนกิจ,หน้ากากอนามัย,กรมการค้าภายใน,ท่อ,ยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,267 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17 มี.ค.63

**********************************

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจโยก วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน จากปมร้อนการแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาด

ถัดมาอีกวันหนึ่ง “วิชัย” ได้แจ้งการลาออกจากราชการ เพราะต้องการพักผ่อน เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยอดีตอธิบดีวิชัย เหลือเวลาอีก 6 เดือน ก็จะเกษียณอายุข้าราชการแล้ว

น้ำตาอธิบดี

เช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2563 วิชัย โภชนกิจ” เดินทางไปยังห้องประชุมกรมการค้าภายใน ชั้น 6 กระทรวงพาณิชย์ เพื่ออำลาข้าราชการ โดยมีเจ้าหน้าที่ข้าราชการกรมการค้าภายในมาให้กำลังใจ และมอบดอกกุหลาบจำนวนมาก โดยบรรยากาศในการอำลา วิชัยและข้าราชการต่างก็มีน้ำตาคลอ และร้องไห้

วิชัย โภชนกิจ

วิชัยยอมรับว่า ภารกิจที่รับผิดชอบนั้นหนักหนาสาหัส “งานมันยาก หนทางที่จะประสบความสำเร็จ มันริบหรี่ เหมือนเอาตะเกียบคู่เดียวไปงัดไม้ซุง แต่ผมก็ภูมิใจกับทีมงานและขอชื่นชม”

สื่อมวลชนสายกระทรวงพาณิชย์ที่ใกล้ชิด “วิชัย” มาก่อน รู้ดีว่าเขาเป็นคนตรงไปตรงมา มีความมุ่งมั่นในการทำงาน เพราะมีพื้นฐานมาจากคนสู้ชีวิต

วิชัยมาจากครอบครัวชาวนา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เรียนหนังสือในโรงเรียนวัด หลังจบมัธยมปลาย หิ้วกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เข้าเรียนรามคำแหง ระหว่างนั้น เขาทำงานก่อสร้างหาเงินเรียนหนังสือ ก่อนเรียนจบปริญญาตรี และสอบเข้าทำงานที่กรมการค้าภายใน

ปี 2559 วิชัยเป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561

ภาวะกดดันจากประชาชนที่ต้องการหน้ากากอนามัย เหมือนหล่นโครมมาที่อธิบดีคนเดียว..แล้วคนอื่นหายไปไหน?

กัปตันหายไปไหน

หากสถานการณ์ปกติ นายกฯประยุทธ์ โยกอธิบดีกรมการค้าภายในข้ามหัว “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ เชื่อว่า พลพรรค ปชป.คงไม่อยู่นิ่งเฉยแน่

ดังที่รู้กัน ส.ส.ประชาธิปัตย์กลุ่มหนึ่ง ทำตัวเป็น “รัฐอิสระ” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี และถึงขั้นออกปากไล่รัฐมนตรีบางคนออกจากตำแหน่ง แต่กรณีเด้งอธิบดีวิชัย กลุ่มรัฐอิสระปิดปากเงียบ

จุรินทร์ กัปตันเศรษฐกิจ ปชป.

พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ด้วยเงื่อนไขที่ดีมากคือ ได้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” คุมกระทรวงพาณิชย์ และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” คุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ภาพที่เห็นจนชินตา บทบาท รมว.พาณิชย์

“จุรินทร์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ยินดีที่จะแบกรับภาระแก้ปัญหาเศรษฐกิจในรัฐบาล ตามนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคหาเสียงไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเรียลเซ็กเตอร์ เพื่อใช้เป็นต้นทุนต่อยอดทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ดูเหมือนกัปตันอู๊ดด้า จะโชคร้ายที่ย่างเข้าสู่ปี 2563 ก็ต้องเจอไวรัสโควิด-19 และต้องรับศึกหนักแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน

สางปมกังขา

กรณีอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหลักฐานข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย มามอบให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกักตุน และเกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกหน้ากากอนามัยจำนวนมาก

เมื่อนักข่าวนำประเด็นนี้ ไปถาม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่า ใครเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมาย“

มีชวน มีจุรินทร์

จนถึงชั่วโมงนี้ กัปตันอู๊ดด้า ก็ไม่ได้ใส่ใจการเคลื่อนไหวเชิงรุกของอัจฉริยะ มีแต่ เทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่ให้สัมภาษณ์ท้าอัจฉริยะ หากมีหลักฐานจริง ก็เปิดเผยออกมาเลย

จุรินทร์อาจคิดว่า ตนเองมีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีคดีทุจริต เป็นคนละเอียดรอบคอบ เหมือนชวน หลีกภัย จึงทำนิ่ง รอให้คลื่นลมสงบ

กัปตันอู๊ดด้า อาจลืมไปว่า บารมีของตัวเอง ไม่เท่า“นายหัวชวน” อย่าคิดว่า ตราบใดที่นายหัวยังอุ้มอยู่ก็ไม่มีใคร ทำอะไรได้

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422723?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว

17 มีนาคม 2563 – 08:51 น.
โควิด-19,ท่านทองลุน สีสุลิด,ปิดด่านประเพณี,สปปลาว,เฝ้าระวังป้องกัน
เปิดอ่าน 7,721 ครั้ง

สู้โควิด “ปิดด่าน” บทเรียนลาว คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางปะกง บางนา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มิใช่ปัญหาการสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในการรับมือ “วิกฤติโควิด” กล่าวเฉพาะทุกชาติในอาเซียนต่างเจอปัญหาที่ท้าทายแบบเดียวกันหมด

แม้ลาวและเมียนมาร์จะเป็นสองชาติในอาเซียนที่ยังไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อไว้รัสโควิด-19 แต่ก็มีคำถามจากประชาชนทำนองปกปิดข้อมูลหรือเปล่า? หากพบผู้ติดเชื้อโควิด การแพทย์ลาวหรือเมียนมาร์ จะมีศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยหรือไม่?

ข่าวปลอมระบาดหนักกว่าไวรัสโควิด กระทั่งรัฐมนตรีสาธารณสุขลาวออกปากว่า “ข่าวปลอมเลวร้ายกว่าโควิด” และเมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวลือว่าทางการลาวจะปิดด่านสากลสะพานมิตรภาพเพื่อสกัดกั้นแรงงานลาวในไทยที่จะกลับบ้านช่วงบุญปีใหม่ลาว

นายกฯทองลุน ประชุมเจ้าหน้าที่ด่านสากลลาว-ไทย 

เช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2563 ท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และคณะ จึงเคลื่อนไหวติดตามการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุม และการแก้ไขการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอยู่ที่ด่านสากลสะพานมิตรภาพลาว-ไทย 1 (นครหลวงเวียงจันทน์-หนองคาย)

สาเหตุที่ท่านทองลุนต้องรีบร้อนมาที่ด่านสะพานมิตรภาพก็เพราะตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อโควิดของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากด่านสากลแห่งนี้มีการเข้า-ออกของคนไทยและคนลาวเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

อีกด้านหนึ่งเป็นการดับข่าวลือปิดด่านไทย-ลาว สร้างความปั่นป่วนทั้งสองฝั่งโขง แต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ปิดด่านก็เหมือนปิด เพราะคนลาวกลัวโควิดไม่ข้ามโขงมาช็อปปิ้งที่ห้างใหญ่ในเมืองอุดรและขอนแก่นเหมือนเคย

ด่านสากลบ่อเต็น พรมแดนลาว-จีน

ก่อนหน้านี้รัฐบาลลาวได้สั่ง “ปิดด่านประเพณี” ตามแนวพรมแดนลาว-เวียดนาม โดยแขวงหัวพัน สั่งปิด 10 ด่าน และแขวงอัตตะปือ 4 ด่าน ปิดด่านประเพณีตามแนวพรมแดนลาว-กัมพูชา แยกเป็นแขวงเซกอง 4 ด่าน และแขวงอัตตะปือ 4 ด่าน รวมทั้งหมด 22 ด่าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเวียดนามและกัมพูชา มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงมีมาตรการปิดด่านประเพณีห้ามการเข้า-ออก

ขณะที่ด่านสากลทุกแห่งยังเปิดให้เข้า-ออกตามปกติ ยกเว้นด่านสากลสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ที่ปิดชั่วคราวมาเกือบ 2 เดือนแล้ว สำหรับด่านสากลติดพรมแดนจีน ทางการลาวมีคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศโดยเด็ดขาด

กรรมกรจีนที่มาทำงานก่อสร้างเขื่อนและทางรถไฟได้กลับบ้านไปช่วงตรุษจีน เมื่อโควิดระบาดทางการลาวได้ขอให้กรรมกรจีนเหล่านั้นหยุดการเดินทางกลับมาทำงานในลาวไว้ชั่วคราว

ส่วนมาตรการห้ามกิจกรรมที่มีคนมาชุมนุมกันไม่ว่าจะเป็นการประชุม อีเวนท์ของภาคเอกชน งานบุญประเพณี รวมไปถึงงานแต่งงาน และทุกแขวงได้งดจัดเทศกาลบุญปีใหม่ลาวหรือสงกรานต์

งานบุญปีใหม่ลาวที่นครหลวงพระบาง งานบุญประเพณีเก่าแก่ คงคู่กับอาณาจักรล้านช้างมานับร้อยปีและเป็นงานใหญ่ระดับชาติ ก็สั่งยกเลิกกิจกรรมก่อกองทราย ประกวดนางสังขาน แห่หว่อ และตลาดนัด เหลือแต่การจัดงานตามประเพณีดั้งเดิม

แหล่งข่าวในวงการสาธารณสุขลาวเปิดเผยกับสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งว่า “สมมุติว่ามีผู้ติดเชื้อจริงและมีการแพร่ระบาดในประเทศลาว พวกเฮาคุมได้ยาก เนื่องจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ และเศรษฐกิจก็ยังบ่แข็งแรง จึงต้องร่วมแรงร่วมใจป้องกันตัวเองไว้ก่อน บ่ให้มีผู้ติดเชื้อ”

อย่างกรณีนักศึกษาลาวที่กำลังศึกษาอยู่ในอู่ฮั่น 43 คน รัฐบาลลาวตัดสินใจไม่รับกลับมา โดยมอบให้ทางการจีนช่วยดูแล และทางการลาวได้ส่งเงินไปให้นักศึกษาลาว ใช้จ่ายระหว่างพักการเรียนอยู่

จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2563 สปป.ลาว มีผู้สงสัยติดเชื้อโควิด 78 กรณี เมื่อเก็บตัวอย่างไปตรวจหาเชื้อจากศูนย์วิเคราะห์ในประเทศและต่างประเทศ พบว่า 70 กรณีมีผลลบ และอีก 8 กรณีกำลังรอผลตรวจจากต่างประเทศ พร้อมกันนั้นทางการลาวได้เรียกร้องให้ประชาชนงดการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง

เริ่มจากปิดด่านประเพณี มาตรการปิดด่านสากลน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หาก สปป.ลาว เอาไม่อยู่ ก็จำต้องปิดประเทศ

สู้โรคร้ายในเชิงรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้โรคร้ายในเชิงรุก

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บทบรรณาธิการ
เปิดอ่าน 379 ครั้ง

บทบรรณาธิการว่าด้วยอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ รับมือโควิด-19

 ตามรายละเอียดมาตรการป้องกันควบคุม โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของประชาชนแต่ละกลุ่มในร่างรายงานคาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้จัดทำเตรียมไว้ตามสมมติฐานในปัจจุบัน เป็นคำแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมการจัดกิจกรรมการรวมกันของคนหมู่มาก ระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ สถานประกอบการ สถานที่ทำงาน สถานศึกษา วัด โบสถ์ มัสยิด ศาลเจ้า ค่ายทหาร เรือนจำ และทัณฑสถาน นับได้ว่าเป็นมาตรการที่ลงลึกในรายละเอียด มีแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแล้วว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 คือการแพร่ระบาดในหมู่คนในประเทศด้วยกันเองอย่างยากจะหลีกเลี่ยง หนทางที่พอจะทำได้ในขณะนี้คือชะลอเวลาให้อยู่ในมาตรการควบคุมระยะที่ 2 ต่อไปให้นานที่สุด นั่นก็หมายถึงการจำกัดขอบเขตหรือควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินอย่างเป็นกระบวนทัพ เพราะตามมาตรการที่ออกมานั้นจะต้องมีฝ่ายติดตามตรวจสอบอย่างทั่วถึงด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นแนวทางที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ อย่างเช่น การควบคุมการขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารร่วมบริการ สองแถว มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ล้วนยากต่อการควบคุมทั้งสิ้น ลำพังเรื่องควันดำ ก็ยังแก้ไม่ตก

ประเทศไทย มีกรุงเทพมหานครเป็นแหล่งรวมของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ราชการ ศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางราง ทางเรือและอากาศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความนิยม เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีประชากร ประชากรแฝง และนักท่องเที่ยวรวมกันจำนวนมหาศาล อันหมายถึงความหนาแน่นของประชากรสูงยิ่ง จึงไม่น่าแปลกที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น “ยาแรง” ที่กำลังจะคลอดออกมาเป็นระยะเพื่อชะลอการเข้าสู่ความรุนแรงขั้น 3 เป้าหมายใหญ่จึงน่าจะโฟกัสที่กรุงเทพฯ โดยการร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้มาตรการต่างๆ เป็นจริงและที่สุดจะเป็นต้นแบบได้

การออกมาตรการใดๆ หากไม่มีแรงผลักดันในเชิงรุกเพื่อให้ “สาร” เข้าถึงประชาชนทุกส่วนก็ไม่เป็นผล เพราะการควบคุมการแพร่ระบาดไม่ได้จำกัดวงอยู่แต่เฉพาะผู้ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หากแต่ประชาชนทุกๆ คนก็ล้วนเป็นทั้งผู้ช่วยหยุดยั้งการระบาด และก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน ผลวิจัยของซูเปอร์โพลล์ชี้ว่า ประชาชนทุกกลุ่มทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ฝ่ายไม่สนับสนุน และกลุ่มพลังเงียบกว่าร้อยละ 70 เห็นว่า ควรปรับปรุงเรื่องอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ใหม่ มีรถตรวจสอบโควิด-19 เคลื่อนที่ ตามจุดเสี่ยง มีนโยบายควบคุมที่เคร่งครัดจัดเต็ม จัดสถานที่ดูแลผู้สงสัยติดเชื้อแยกต่างหากจากโรงพยาบาล ควรมีสถานที่กักกันแยกออกจากโรงพยาบาล และจุดวัดไข้ คัดกรอง ไม่ควรทำที่โรงพยาบาลเพื่อลดความแออัด และภารกิจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น คือตัวอย่างที่รัฐควรเร่งลงมือทำให้เป็นรูปธรรม

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ดับเครื่องชน,ความปลอดภัย,สร้างรถไฟฟ้า,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 152 ครั้ง

ความปลอดภัย ต้องมาก่อน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สยดสยองเหลือเกินเรื่องรถแบ็กโฮตกตึกชั้น 6 ละแวกห้วยขวางขณะรื้อโรงแรมเก่าทำให้คนขับตาย

คำถามที่มีอยู่เวลานี้คือเรามีความปลอดภัยอยู่แค่ไหน หรือพอชดใช้เงินหรือทำขวัญแล้วก็ลืมกันไปตามประสาคนไทยลืมง่าย

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอเรียกร้องให้คำนึงเรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน และขอให้ทางการเข้มข้นเรื่องนี้และต้องมีผู้รับผิดชอบหากเกิดเหตุขึ้นมาไม่ใช่ต่างหนีเอาตัวรอด

เวลานี้ถ้าเรามองจากทางด่วนจะเห็นตึกสูงตึกระฟ้ามากมายที่สร้างเสร็จแล้วก็มาก ที่กำลังสร้างก็มี

หรือการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่มีมากจนเป็นสาเหตุให้เกิดจราจรติดขัดและฝุ่นพิษ ซึ่งเจ้าของบริษัทต้องแสดงน้ำใจความรับผิดชอบ

คนกรุงเทพมหานครอดทนและอดกลั้นมานานแล้ว บางคนบ้านอยู่ใกล้การก่อสร้างตึกสูงๆ หรือคอนโด พอมีผลกระทบเศษหินปูนทรายหล่นมาใส่หลังคาก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องหรือร้องเรียนใคร?

เวลานี้เราต้องมองความจริงและลองสมมุติว่าความปลอดภัยอยู่ที่ไหน เวลาไฟไหม้มีตึกสูงหรือเกิดเหตุร้ายขึ้นมา

คิดแล้วสยองขวัญจริงๆ

อ๊อด เทอร์โบ



 ลิงลพบุรีตีกัน

 อย่ามองเห็นเป็นเรื่องตลก

ผมเป็นคนลพบุรีและวันก่อนมีข่าวว่าลิงจากพระปรางค์สามยอดกับลิงตลาดนับพันตัวยกพวกตีกัน และขอสรุปข่าวให้ฟังก่อนจะตัดสินใจลงไปและมองเห็นเป็นเรื่องขำหรือตลก

โดยจ่าฝูงปรางค์สามยอดพร้อมพวกนับ 100 ตัว ได้ข้ามมาฝั่งตลาดเทศบาลเมืองลพบุรี เพื่อมาหากินอาหาร ลิงจ่าฝูงฝั่งตลาดเทศบาลไม่ยอมให้เข้ามากินอาหาร ได้รวบรวมพรรคพวกรุมกัดลิงฝั่งปรางค์สามยอดจนต้องล่าถอยกลับปรางค์สามยอด

ต่อมาลิงจ่าฝูงฝั่งปรางค์สามยอดได้ยกพวกจำนวนนับพันตัวข้ามฝั่งเปิดฉากตะลุมบอนกับลิงตลาดเทศบาลที่รอตั้งรับเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างกัดกันอย่างดุเดือด

ผมมองพิจารณาเหตุการณ์แล้วอยากเรียกว่าลิงลพบุรียกพวกตีกันนี้เกิดจากความหิวและความร้อนของอากาศ ไม่ใช่ลิงการเมืองที่ต้องคอยป้อนกล้วยอยู่ตลอด

มานะ (ลพบุรี)



 เรียนคุณ ‘มานะ’ ลพบุรี

ผมเองไม่ใช่คนลพบุรีแต่เคารพนับถือเจ้าพ่อศาลพระกาฬอย่างมาก สมัยเป็นเด็กนักเรียนนั่งรถไฟผ่านศาลพระกาฬก็ยกมือไหว้ขอพรมาตลอด และหากมีเวลาก็จะไปลพบุรีเป็นประจำ

เรื่องลิงลพบุรีก็ยกพวกตีกัน ผมมองว่าไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมดาหรือเห็นเป็นเรื่องตลกหรือเอาลิงไปเปรียบเทียบกับนักการเมือง (บางคน) ที่ต้องหากล้วยให้กินอยู่เรื่อง

ลิงลพบุรีตีกันนี้มองโดยธรรมชาติคือดี ลิงมีความรักพวกและเชื่อฟังผู้นำ อย่างลิงพระปรางค์สามยอดบริเวณศาลพระกาฬกับลิงตลาดดังจดหมายของคุณที่ส่งสรุปมา

เรื่องนี้เกิดจากความอยากและความร้อนแห้งแล้งของอากาศจนทำให้ลิงหิวและทนไม่ได้และเป็นสัญญาณเตือนว่า

อย่าว่าแต่ลิงลพบุรีเลย คนไทยก็แทบอดทนไม่ได้แล้ว

อ๊อด เทอร์โบ



 เตรียมรับแรงกระแทก

 จบมาว่างงานครึ่งล้าน

(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นพ่อของบัณฑิตจบใหม่และติดตามข่าวสารต่างๆ อยู่เป็นประจำและขอแจ้งให้ทุกคนเตรียมตัวผลจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจากหลายๆ ด้านโดยเฉพาะจากไวรัสโควิด-19

เวลานี้วงการธุรกิจอุตสาหกรรม ห้างร้านต่างๆ ซบเซาเป็นอันมาก มีแต่เอาคนออกแล้ว ต่อไปจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะจะมีคนเรียนจบปริญญาตรีราว 5 แสนคนในอีก 2 เดือนคือราวๆ พฤษภาคมนี้

ผมจึงรีบเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมรับมือไว้ถึงเรื่องคนว่างงาน และเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันเพราะสภาพเศรษฐกิจแบบนี้น่ากลัวจริงๆ

ไหนจะเรื่องโควิค-19 ภัยแล้ง การเมือง ที่ส่อเค้าวุ่นวาย ฯลฯ และขอให้รัฐบาลเตรียมรับมือไว้ให้ดี-หนักจริงๆ และถ้าทนไม่ได้-ทำไม่ได้ก็ลาออกไปให้คนอื่น คนดีมีฝีมือมาแทน

กมลชัย (อยุธยา)



รัฐมึน ประชาชนงงกับ ไวรัสโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมึน ประชาชนงงกับ ไวรัสโควิด-19

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,ไวรัส,ประเทศกลุ่มเสี่ยง
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

หลายๆ ประเทศทั่วโลกออกมาตรการป้องกันไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวด ขณะที่รัฐบาลไทยยังมึนๆ งงๆ โดย..ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

จากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยที่น่ากลัวสุด ณ ตอนนี้เป็นประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิตาลี และล่าสุดคือสเปน ทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลกออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ปิดสถานศึกษา ปิดสถานที่ชุมชน การระงับการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง การบังคับกักตนเอง 14 วัน เป็นต้น

ในส่วนของประเทศไทยนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับว่ารัฐบาลไทยและประชาชนไทยตื่นตัวในการเผชิญกับวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ได้อย่างน่าพอใจเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา แต่ภายใต้คำชมเชยนี้ ผู้คนจำนวนมากก็คงคิดว่ารัฐบาลไทยน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าไม่มึนกับการกำหนดมาตรการรายวัน มึนกับการเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณะและมึนกับความไม่เด็ดขาดของรัฐบาลเอง ในขณะที่ประชาชนชาวไทยน่าจะพร้อมรับมือกับปัญหาไวรัสโควิดได้มากกว่านี้ ถ้าไม่งงกับวิธีปฏิบัติตัวของตนเอง (ซึ่งเป็นผลมาจากความมึนของรัฐบาล)

ในประเด็นการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางนิด้าโพลได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัส ปรากฏการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมการป้องกัน โดยมีการถามประชาชนถึงความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 32.86 ระบุว่า มีความกังวลมาก ร้อยละ 35.32 ระบุว่า ค่อนข้างมีความกังวล ร้อยละ 18.33 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความกังวล และร้อยละ 13.49 ระบุว่า ไม่มีความกังวลเลย

ในขณะที่ด้านความกลัวที่จะติดเชื้อไวรัสนั้นพบว่า ร้อยละ 23.97 ระบุว่า มีความกลัวมาก ร้อยละ 36.67 ระบุว่า ค่อนข้างมีความกลัว ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความกลัว และร้อยละ 17.22 ระบุว่า ไม่มีความกลัวเลย

สำหรับพฤติกรรมในการป้องกันไวรัสด้วยการสวมหน้ากากของคนไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.54 ระบุว่า ใส่หน้ากากในทุกที่ ตลอดเวลา เมื่อออกจากบ้าน รองลงมา ร้อยละ 25.71 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาอยู่ในที่ชุมชน ร้อยละ 20.56 ระบุว่า ไม่ใส่หน้ากากเลย ร้อยละ 13.02 ระบุว่า ใส่หน้ากากเป็นบางครั้ง ร้อยละ 7.14 ระบุว่า แทบจะไม่ได้ใส่หน้ากากเลย ร้อยละ 0.71 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาที่ตนเองมีอาการเจ็บป่วย และร้อยละ 0.32 ระบุว่า ใส่หน้ากากเฉพาะเวลาที่ต้องมีการใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สำหรับโพลล์ในข้อสี่ถามถึงสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดใจมากเมื่ออ่านข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.43 ระบุว่า หงุดหงิดกับคนที่กลับจากประเทศเสี่ยงไม่กักตนเอง รองลงมา ร้อยละ 28.41 ระบุว่า การขาดแคลน และ/หรือ มีการกักตุนหน้ากากอนามัย ร้อยละ 21.75 ระบุว่า จำนวนคนติดไวรัสโควิด-19 ในไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 21.11 ระบุว่า ภาครัฐไม่ตัดสินใจเด็ดขาด มีแต่มาตรการรายวันในการแก้ไขปัญหาร้อยละ 17.14 ระบุว่า ภาครัฐไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ไม่ยอมกักตนเอง ร้อยละ 16.43 ระบุว่า ราคาหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจลล้างมือแพงเกินเหตุ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า ข่าวปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ร้อยละ 9.84 ระบุว่า การขาดแคลนแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ร้อยละ 9.21 ระบุว่า จำนวนคนติดไวรัสโควิดในโลกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ไม่หงุดหงิดใจเมื่ออ่านข่าวเกี่ยวกับโควิด-19 ร้อยละ 8.25 ระบุว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 ที่สับสน ร้อยละ 7.70 ระบุว่า ประชาชนตื่นตระหนกเกินเหตุ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า นักการเมืองบางคนนำโควิด-19 มาเป็นประเด็นทางการเมือง

จากผลโพลล์ ประเด็นแรกที่จะขอหยิบยกมาพูดถึงคือ โพลล์สามข้อแรกที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวมากกับปัญหานี้แต่ไม่ถึงกับตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และคนไทยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการป้องกันด้วยการสวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากตลอดเวลาหรือสวมเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีคนไทยหนึ่งในสามกังวลมากกับสถานการณ์และหนึ่งในสี่กลัวไวรัสนี้มาก แต่คนไทยส่วนใหญ่มีความกังวลและความกลัวไวรัสอยู่ในระดับกลางๆ (เช่น ค่อนข้างกังวล/กลัว และไม่ค่อยกังวล/กลัว) การมีสติของคนไทย (ในขณะนี้นะ) ทำให้เราไม่เห็นข่าวความวุ่นวาย การตบตีแย่งชิงข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคในร้านค้าหรือในห้างสรรพสินค้า หรือข่าวสภาพถนนที่ว่าง เมืองที่ใกล้ร้างเหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศ แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในอนาคตไม่สามารถบอกได้ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามึนแค่ไหนในการกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาและแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19

 ประเด็นที่สองเกี่ยวกับการขาดจิตสำนึกสาธารณะของคนไทยบางคนที่กลับจากประเทศเสี่ยงแต่ไม่คิดจะกักตัวเอง 14 วัน ซึ่งคนในสังคมส่วนใหญ่จะต่อว่ากลุ่มผีน้อยจากเกาหลีใต้ แต่ในความเป็นจริงมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงอื่นๆ แต่ไม่ยอมกักบริเวณตัวเองและอาจจะน่ากลัวกว่ากลุ่มผีน้อยก็ได้ เช่นคนไทยและคนต่างชาติที่เดินทางมาจากยุโรป ญี่ปุ่น อิหร่าน เป็นต้น บางคน (เท่าที่เคยได้ฟังมา) กลัวการถูกกักตัวถึงกับกินยาแก้ไข้ก่อนขึ้นและลงจากเครื่อง เพื่อไม่ให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงผิดสังเกต เมื่อกลุ่มคนที่ขาดจิตสำนึกสาธารณะหลุดออกนอกเขตสนามบินแล้วก็วางแผนเที่ยวกินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนกว่าจะมีคนจำได้ว่าคนคนนี้เพิ่งกลับมาจากประเทศเสี่ยงได้ไม่ถึง 14 วัน ก็เลยเป็นเรื่องให้ทุกๆ สถานที่ที่ไปต้องหยุดกิจการและทำบิ๊กคลีนนิ่ง ไม่ทราบว่าถึงวันนี้แล้ว คนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหรือยัง ที่ทำให้ร้านอาหาร ร้านค้าที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจก็แย่ ขายไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ต้องมาหยุดกิจการชั่วคราวและเสียเงินทำความสะอาด

ประเด็นที่สามเรื่องการขาดแคลนและ/หรือ มีการกักตุนหน้ากากอนามัย ประเด็นนี้ต้องย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารจากรัฐบาลและการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์ (ทั้งไทยและต่างชาติ) ที่ทำให้สังคมสับสน โดยมีหัวข้อในการโต้เถียงกัน เช่น ทุกคนควรใส่หน้ากากหรือเฉพาะคนป่วยเท่านั้นที่ควรใส่หน้ากาก การใส่หน้ากากโดยที่เราไม่เป็นอะไรจะทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรค จริงหรือไม่ เราทุกไม่ควรใส่หน้ากากชนิดอื่น แต่ควรใส่หน้ากากอนามัยเท่านั้นเพราะป้องกันโควิด-19 ได้ ใช่หรือไม่ ถ้าข้อมูลเกี่ยวกับหน้ากาก/หน้ากากอนามัยชัดเจน ก็จะไม่มีปัญหาขาดแคลน กักตุน หรือขายเกินราคาดั่งเช่นทุกวันนี้

ประเด็นที่สี่เกี่ยวกับข้อมูลที่สับสนในการปฏิบัติตัวของคนไทยเพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 เมื่อข้อมูลไม่ชัดเจนทำให้เกิดคนสองกลุ่มมีพฤติกรรมในสังคมที่ต่างกันแบบหน้ามือหลังมือ (แม้ว่าจะไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่สุดในสังคม) คนกลุ่มแรกคือคนที่กลัวมากหรือเกิดอาการจิตตก คนที่ไม่มั่นใจว่าควรไปหรือไม่ควรไปที่ใดและไม่มั่นใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในพื้นที่ชุมชน คนกลุ่มนี้จำนวนมากก็ตัดสินใจลดหรืองดการเดินทางออกนอกบ้าน (นอกจากการไปทำงานตามปกติ) ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นสนามบินที่มีภาพออกมาว่าร้างไม่ค่อยมีผู้โดยสาร (น่าจะบิ๊กคลีนนิ่งสนามบินเพื่อสร้างความมั่นใจสักที) ตลาดนัดและห้างสรรพสินค้าที่คนขายมากกว่าคนซื้อ ร้านอาหารที่แล้งลูกค้า กิจกรรมสาธารณะที่ไม่ค่อยมีคนไปร่วม (ยกเว้นโดนบังคับมา) เป็นต้น

ส่วนคนกลุ่มที่สองคือพวกที่ไม่กลัวอะไรเลย เพราะอาจคิดว่าพวกเขาคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น หรือพวกที่คิดว่าอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ยังไงชาตินี้ก็ตายอยู่ดี หรือพวกที่เห็นกิจกรรมอื่น (อาจรวมถึงการหาเงินเลี้ยงชีพในแต่ละวัน) สำคัญกว่าความกลัวที่จะติดไวรัสโควิด-19 เราจึงเห็นคนกลุ่มนี้ไปไหนมาไหนแบบไม่มีการป้องกันหรือแทบจะไม่ป้องกันเลย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อโรคจากผู้อื่น หรือป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาติดเชื้อโรคจากตนเอง

ประเด็นที่ห้าเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยในข้อแรกมีคำถามว่า ใครควรไปตรวจและใครไม่จำเป็นต้องไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้ที่ควรไปตรวจต้องมีอาการครบทุกข้อหรือไม่ เช่น มีอาการไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจเหนื่อยหอบ ถ่ายเหลวท้องเสีย เป็นต้น ผู้ที่ไม่ได้มีประวัติการเดินทางไปประเทศเสี่ยงหรือไม่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เคยเดินทางไปประเทศเสี่ยง แต่มีอาการเจ็บป่วย ควรไปตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ประเด็นนี้มีความไม่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดพฤติกรรมไม่น่าเกิดขึ้นตามมา เช่นการตรวจหาไวรัสโควิด-19 จะกลายเป็นแฟชั่นที่ไม่ว่าตนเองจะมีความเสี่ยงหรือไม่หรือมีในระดับใด ก็ต้องการไปตรวจ (ทั้งที่อาจไม่จำเป็นเลย) เพื่อความสบายใจแก่ตนเองและผู้อื่น ข้อที่สองในประเด็นนี้คือทำอย่างไรให้ประชาชนทุกสถานะสามารถเข้าถึงการตรวจหาไวรัสโควิด-19 เนื่องจากในปัจจุบันค่าตรวจค่อนข้างแพงตั้งแต่ 3,000–10,000 บาท ยกเว้นผู้ที่เข้าข่ายอาการของโรคและมีประวัติเสี่ยงถึงจะได้ตรวจฟรีตามสิทธิที่ถืออยู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชนควรเข้าใจถึงความจริงในสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาไปตรวจร่างกาย เวลาเจ็บป่วยจึงหายากินเอง หรือไม่อยากไปตรวจเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเข้าข่ายติดโควิด-19 หรือไม่ และหากไปตรวจแต่ตนเองไม่เข้าข่ายติดโควิด-19 ก็กลัวว่าจะต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถจ่ายค่าตรวจที่แพงขนาดนั้นได้

ประเด็นที่หกเกี่ยวกับการบริหารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งดูเหมือนว่าโฆษกรัฐบาลไม่สามารถให้ข้อมูลกับสาธารณะอย่างชัดเจน ไม่มีข้อเสนอแนะหรือกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่ดีๆ ให้กับนายกรัฐมนตรีในการแถลงการณ์หรือการปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลนี้เอาอยู่กับวิกฤตินี้ แต่โฆษกรัฐบาลกลับปล่อยให้มีคำถามมากมายจากสาธารณะที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

 ในเมื่อรัฐบาลแถลงข้อมูลแบบมึน ๆ ประชาชนก็จะปฏิบัติตัวแบบงงๆ

จำได้ว่าเคยแนะนำว่า ถ้าโฆษกรัฐบาลทำไม่ได้ ทำไมไม่ไปคุกเข่าขอร้อง ดร.เสรี วงษ์มณฑา มาให้คำแนะนำ (หรือให้ทำให้เลยก็ได้ อาจารย์ยินดีอยู่แล้ว) ล่าสุด จิตกร บุษบา แนะนำให้เอารถไปรับอาจารย์เสรีมาเขียนคำแถลงการณ์ให้นายกรัฐมนตรี จะได้เกิดความชัดเจนในความเข้าใจสาธารณะ ไม่รู้ว่าโฆษกรัฐบาลเคยอ่านหรือสนใจคำแนะนำนี้หรือไม่

 ประเด็นที่เจ็ดเกี่ยวกับการบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งแม้ว่าอาจจะทำได้ดีกว่าหลายประเทศ แต่ค่อนข้างจะดูมึนๆ กับมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการป้องกัน แก้ไข หรือมาตรการในเชิงจิตวิทยา ในระยะแรกๆ ดูเหมือนจะมีพระเอก อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่พอเวลาผ่านไปดูเหมือนท่านรองฯ ก็จะเริ่มมึนกับปัญหาและวิธีป้องกันและการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในขณะที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่ได้แสดงบทบาทภาวะผู้นำในยามวิกฤติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีมาตรการใดๆ ที่เด็ดขาดแบบมีวิสัยทัศน์ (คือมองไปข้างหน้า) ในการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติ แต่กลับมีแต่มาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ารายวัน

ส่วนการบังคับใช้กฎหมายในกรณีโควิด-19 ก็ดูไม่เข้มแข็งเลย เช่น เกิดมีผีน้อยหลุดรอดจากการคัดกรองไปจำนวนหนึ่ง บางคนที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไม่กักตัวเองแต่ภาครัฐก็ไม่ทำอะไร เกิดข่าวลือ/เท็จเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 มากมาย แต่รัฐบาลก็ไม่บังคับใช้มาตรการที่จริงจังเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว จนทำให้คนจำนวนมากถามว่าทำไมท่านนายกฯ ไม่เด็ดขาดเข้มแข็งเหมือนตอนทำรัฐประหารปี 2557

 หรือเป็นเพราะว่าภาวะวิกฤติโรคระบาด นานๆ มาที เลยไม่เชี่ยวชาญในการควบคุม?